มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย Mohammed Bin Salman แต่งตั้งผู้จัดการท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง Gerard “Jerry” Inzerillo เพื่อนำโครงการริเริ่มการท่องเที่ยวเชิงมรดก

Logo

Inzerillo จะเป็นซีอีโอคนแรกของ Diriyah Gate Development Authority ที่ครอบคลุมพิพิธภัณฑ์ มหาวิทยาลัย สถานบันเทิงเชิงสาระที่สำคัญ เช่นเดียวกับรีสอร์ท ร้านอาหาร ศูนย์สุขภาพและการค้าปลีกระดับหรู

ริยาด, ซาอุดิอาราเบีย–(BUSINESS WIRE)–25 กรกฎาคม 2018

เจ้าชาย Mohammed Bin Salman Bin Abdulaziz Al Saud มกุฎราชกุมารแห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียและประธาน Dileyyah Gate Development Authority (DGDA) ได้แต่งตั้ง Gerard "Jerry" Inzerillo เป็นซีอีโอเพื่อริเริ่มการฟื้นฟูสถานที่ทางประวัติศาสตร์ของรัฐซาอุดีอาระเบีย

ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้มีคุณลักษณะด้านมัลติมีเดีย ดูฉบับเต็มได้ที่นี่: http://www.businesswire.com/cgi-bin/mmg.cgi?eid=51841671&lang=en

Gerard "Jerry" Inzerillo, CEO of the Diriyah Gate Development Authority (DGDA)(Photo: Business Wire)

Gerard "Jerry" Inzerillo ซีอีโอของ Dileyyah Gate Development Authority (DGDA) (ภาพ: Business Wire)

Inzerillo ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์ด้านการท่องเที่ยวที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงได้รับการคัดเลือกให้ดูแลการฟื้นฟู Diriyah และพัฒนาสินทรัพย์ทางประวัติศาสตร์และการท่องเที่ยวใหม่ๆ รวมทั้งพิพิธภัณฑ์ สถานศึกษา สถานบันเทิงเชิงสาระที่สำคัญ รวมถึงรีสอร์ท ร้านอาหาร สถานอำนวยความสะดวกด้านสุขภาพ และค้าปลีกระดับไฮเอนด์ในโครงการพัฒนา 7.1 ล้านตารางเมตรทางด้านตะวันตกของริยาด เมืองหลวงอันเฟื่องฟูของประเทศซาอุดีอาระเบีย  ความคิดริเริ่มนี้เป็นสิ่งสำคัญในการนำวิสัยทัศน์ของมกุฎราชกุมารในปี 2030 เพื่อการปฏิรูปรัฐซาอุฯ สร้างความมีส่วนร่วมกับประชาชนชาวซาอุดีอาระเบีย และต้อนรับแขกจากทั่วทุกมุมโลก

"ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมในวิสัยทัศน์แบบพลวัตของพระองค์" นาย Inzerillo กล่าว "นี่เป็นช่วงเวลาแห่งแรงบันดาลใจในประเทศที่วิเศษนี้ ผมรู้สึกขอบคุณเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นผู้นำทีมระดับโลกในการพัฒนาสถานที่ทางประวัติศาสตร์แห่งนี้ซึ่งจะเป็นประตูสู่จิตวิญญาณ ผู้คน และประวัติศาสตร์อันยาวนานของแห่งดินแดนแห่งนี้  Diriyah จะเป็นหนึ่งในสถานที่ชุมนุมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก"

Diriyah ซึ่งเป็นสถานที่ที่ได้รับการจดทะเบียนจาก UNESCO มีประวัติความเป็นมายาวนานกว่า 590 ปีในฐานะที่เป็นสถานที่กำเนิดของราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียแห่งแรก แห่งที่สอง และปัจจุบัน จึงเป็นรากฐานของประเทศซาอุดิอารเบีย

สถานที่เดิมที่สร้างขึ้นโดยใช้อิฐในรูปแบบสถาปัตยกรรมดั้งเดิมของภูมิภาค Najd จะได้รับการบูรณะอย่างแท้จริงด้วยสถานที่ท่องเที่ยวและสิ่งอำนวยความสะดวกใหม่

 อำเภอ At-Turaif ใน Diriyah ได้รับการยอมรับจาก UNESCO ว่าเป็น "มรดกโลก" โดยพระองค์ทรงมีวิสัยทัศน์ให้ Diriyah เป็นสถานที่ที่เฉลิมฉลองอดีตและอนาคตจะตื่นขึ้นมาอย่างตื่นตาตื่นใจ

คณะกรรมการ DGDA รู้สึกเป็นเกียรติที่ดึงดูดผู้นำที่มีความคิดสร้างสรรค์และแรงบันดาลอย่าง Jerry Inzerillo ในการนำวิสัยทัศน์ของพระองค์สู่ความเป็นจริง  ก่อนหน้านี้ Inzerillo เป็นซีอีโอของ Forbes Travel Guide ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับโลกสำหรับการตรวจสอบความเป็นเลิศด้านบริการในด้านการต้อนรับ  FTG ซึ่งดำเนินงานในกว่า 100 ประเทศยังได้รับรางวัล Five Star Award ประจำปีซึ่งถือว่าเป็น "เหรียญทองโอลิมปิกสำหรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและต้อนรับ"

ดูเวอร์ชันของแหล่งที่มาใน businesswire.comhttp://www.businesswire.com/cgi-bin/mmg.cgi?eid=51841671&lang=en

ติดต่อ:

Key Group Worldwide

Jaret Keller

Work: 212-988-7701

Mobile: 917-628-0480

Email: jkeller@keygroup.tv

Azbil แนะนำวาล์วควบคุมพร้อมระบบซีลพันรอบก้านวาล์วที่ปล่อยของเสียในปริมาณต่ำ ช่วยลดการรั่วไหลของ VOC ที่เป็นมลพิษทางอากาศ

Logo

โตเกียว–(BUSINESS WIRE)–25 กรกฎาคม 2018

Azbil Corporation (TOKYO:6845)(สำนักงานใหญ่: 2-7-3 มารุโนอุชิ, ชิโยดะ-กุ, โตเกียว / ประธานและประธานบริหาร: Hirozumi Sone) ประกาศว่าได้เริ่มจำหน่ายวาล์วควบคุมที่มาพร้อมระบบซีลพันรอบก้านวาล์ว (gland packing system) ซึ่งปล่อยของเสียในปริมาณต่ำสำหรับลดการรั่วไหลของสารอินทรีย์ไอระเหยง่าย (Volatile Organic Compounds หรือ VOC) ซึ่งเป็นมลพิษทางอากาศ

ระบบซีลพันรอบก้านวาล์วที่ปล่อยของเสียในปริมาณต่ำของ Azbil สามารถลดการรั่วให้ต่ำลงได้ตามที่กำหนดไว้โดย ISO 15848-1:2015* ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับสากลเพียงมาตรฐานเดียวที่นำมาใช้จัดมาตรฐานของตัวกดอัดซีล (gland) ของวาล์วควบคุมและประสิทธิภาพในการอุดการรั่วไหลของปะเก็น นอกจากนี้ยังผ่านการรับรองมาตรฐาน CC3 ซึ่งมีความทนทานระดับสูงสุดจากองค์กรภายนอก

หลายๆ ประเทศในแต่ละภูมิภาค รวมถึง จีน ไต้หวัน ไทย และสหรัฐอเมริกา ต่างมีข้อบังคับที่จำกัดการปล่อยสาร VOC จากโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งสารดังกล่าวเป็นสาเหตุให้เกิดมลพิษทางอากาศ เช่น ฝุ่นพิษขนาดเล็ก (ขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน) และหมอกควันแบบโฟโตเคมิเคิล ข้อบังคับเหล่านี้ทำให้บริษัทต่างๆ ต้องทำการจำกัดการรั่วของ VOC จากวาล์วควบคุมและทำการควบคุมการรั่วของสาร และการใช้วาล์วควบคุมที่มาพร้อมระบบซีลพันรอบก้านวาล์วที่ปล่อยมลพิษต่ำ และผ่านการรับรอง ISO 15848-1 จะช่วยให้บริษัทสามารถผ่านข้อบังคับเหล่านั้นได้ง่ายขึ้น

คุณสมบัติ

1. ผ่านการรับรอง CC3 (มีความทนทานระดับสูงสุด) ภายใต้มาตรฐาน ISO 15848-1:2015

ระบบซีลพันรอบก้านวาล์วที่ปล่อยของเสียในปริมาณต่ำผ่านการทดสอบโดยองค์กรภายนอกชั้นนำ และได้รับการรับรองว่าประสิทธิภาพในการป้องกันการรั่วเป็นไปตามข้อกำหนดของมาตรฐาน ISO 15848-1:2015 และมีความทนทานในระดับสูงสุด (ระดับ CC3) ตามที่กำหนดไว้ในมาตรฐาน ISO การได้มาซึ่งระดับ CC3 นั้น ระบบซีลพันรอบก้านวาล์วที่ปล่อยของเสียต่ำของ Azbil จะต้องควบคุมการรั่วไหลให้ไม่เกินระดับที่ระบุไว้แม้จะผ่านการใช้งานไปแล้ว 100,000 รอบ

2. ยกระดับความปลอดภัยอุตสาหกรรมและการผลิต

ระบบซีลพันรอบก้านวาล์วที่ปล่อยของเสียในปริมาณต่ำสามารถลดการรั่วของของเหลวจากซีลรอบก้านวาล์วของวาล์วควบคุมได้

  • ทำให้ความปลอดภัยของอุตสาหกรรมดีขึ้นในบริเวณที่มีกลิ่นไม่พึงประสงค์เกิดขึ้น หรือบริเวณที่มีการรั่วไหลของของเหลวที่ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อตา
  • การลดการรั่วไหลของของเหลวที่ใช้ในกระบวนการผลิตพลังงานหรือผลิตภัณฑ์ ส่งผลให้กระบวนการผลิตดีขึ้น

3. รอบการบำรุงรักษาที่นานขึ้น

ระบบซีลพันรอบก้านวาล์วแบบ live-loaded ใช้สปริง Belleville เพื่ออัดแรงไปยังซีลที่พันรอบก้านวาล์วได้อย่างต่อเนื่องและในระดับที่เหมาะสม รวมถึงป้องกันไม่ให้ตัวกดอัดซีลหย่อน ระบบนี้จะมีประสิทธิภาพเป็นพิเศษเมื่อนำไปใช้กับวาล์วควบคุมที่มีแนวโน้มที่จะเกิดการรั่ว เช่น วาล์วควบคุมความถี่ หรือวาล์วควบคุมวัฏจักรในเทอร์โมไดนามิกส์แบบร้อนสลับเย็น

* ISO 15848-1: “วาล์วอุตสาหกรรม – การวัด การทดสอบ และกระบวนการรับรองสำหรับการรั่วไหลแบบฟุ้งกระจาย – ส่วนที่ 1: ระบบการจัดระดับและกระบวนการรับรองสำหรับการทดสอบวาล์วแต่ละประเภท”

ดูเวอร์ชันต้นฉบับที่ businesswire.comhttp://www.businesswire.com/cgi-bin/mmg.cgi?eid=51838531&lang=en

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

ติดต่อ:

Azbil Corporation
Seiichi Ota, 81-3-6810-1006
ฝ่ายวางแผนองค์กร
publicity@azbil.com

Toshiba Memory Corporation เปิดตัวอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล SSDs รุ่นแรกสำหรับอุตสาหกรรมโดยใช้หน่วยความจำแฟลชแบบ 3D ขนาด 96-Layer

Logo

โตเกียว–(BUSINESS WIRE)–24 กรกฎาคม 2018

Toshiba Memory Corporation ผู้นำด้านโซลูชั่นหน่วยความจำระดับโลก ประกาศเปิดตัวอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล SSDs รุ่นแรกสำหรับอุตสาหกรรมที่ใช้หน่วยความจำแฟลชแบบ 3D ขนาด 96-Layer โดยเริ่มจัดส่งตัวอย่างให้กับลูกค้า OEM แล้ววันนี้ในจำนวนจำกัด และทาง Toshiba Memory Corporation จะค่อย ๆ เพิ่มปริมาณการจัดส่งตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ของปีนี้

ข่าวประชาสัมพันธ์นี้ประกอบด้วยมัลติมีเดีย ดูฉบับเต็มได้

ที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20180723005810/en/

Toshiba Memory Corporation: Industry's First SSDs Utilizing 96-Layer, 3D Flash Memory (Photo: Busine ...

Toshiba Memory Corporation: เปิดตัวอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล SSDs รุ่นแรกสำหรับอุตสาหกรรมโดยใช้หน่วยความจำแฟลชแบบ 3D ขนาด 96-Layer (รูปภาพ: Business Wire)
 

อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล SSDs ซีรีส์ XG6 รุ่นใหม่มาพร้อมกับ PCI Express® (PCIe®) Gen3 x 4Lane และ NVM ExpressTM (NVMeTM) ที่มีอินเตอร์เฟสขนาด 1.3a โดยการนำเอาเทคโนโลยีหน่วยความจำ BiCS FLASHTM เจเนอเรชั่น 4 ของ Toshiba Memory Corporation มารวมเข้ากับระบบแคช SLC ในส่วนของซีรีส์ XG6 นี้มาพร้อมประสิทธิภาพในการเขียนมูลอย่างต่อเนื่องสำหรับอุตสาหรรมชั้นนำ [2] ที่สูงถึง 2960 MB/s [3] ใน SSDs สำหรับลูกค้า

ยิ่งไปกว่านี้ ในซีรีส์ XG6 ยังมาพร้อมประสิทธิภาพในการอ่านข้อมูลอย่างต่อเนื่องสูงถึง 3180 MB/s [3] และสามารถอ่านข้อมูลแบบสุ่มต่อวินาทีได้สูงถึง 355,000 IOPS และเขียนข้อมูลแบบสุ่มต่อวินาทีสูงถึง 365,000 IOPS [4] อีกทั้งซีรีส์ XG6 ให้ความเร็วในด้านประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นกว่าเจเนอเรชั่นก่อนหน้าอย่างซีรีส์ XG5 ซีรีส์นี้ใช้ไฟสูงสุดอยู่ที่ 4.7 วัตต์ ขณะใช้งาน [5]  และใช้ไฟต่ำสุด 3 มิลลิวัตต์ในโหมดสแตนบาย [6] ซึ่งออกแบบมาให้เหมาะกับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์พกพาที่ไวต่อการใช้กระแสไฟ

อุปกรณ์หน่วยความจำ SSDs รุ่นใหม่นี้มีให้เลือก 3 ขนาด ประกอบด้วยขนาด 256GB, 512GB และ 1024GB  [7] โดยทั้งสามขนาดจะอยู่บนฟอร์มแฟคเตอร์ M.2 แบบด้านเดียวที่มีขนาด 2280-S2 อีกทั้งยังมาพร้อมโมเดลของไดร์ฟที่เข้ารหัสด้วยตัวเองหรือ SED [8] ที่รองรับ TCG Opal เวอร์ชั่น 2.01 มาให้อีกด้วย ทำให้ซีรีส์ XG6 นี้เหมาะเป็นอย่างยิ่งในการใช้งานกับอุปกรณ์หลากหลายประเภท รวมทั้งในอุปกรณ์คอมพิวเตอร์พกพาขนาดเล็กที่เน้นในเรื่องประสิทธิภาพ และการจัดเก็บข้อมูลของเซิร์ฟเวอร์ในดาต้าเซนเตอร์และสภาพแวดล้อมในองค์กรเป็นอันดับแรก

ซีรีส์ XG6 จะจัดแสดงในงาน Flash Memory Summit 2018 ในซานตาคลารา รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่วันที่ 7 – 9 สิงหาคม ที่บูธ Toshiba Memory America (ห้องประชุม A #307)

*PCI Express และ PCIe ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในชื่อ PCI-SIG
*NVM Express และ NVME เป็นเครื่องหมายการค้าของบริษัท NVM Express, Inc
*ชื่อบริษัท ผลิตภัณฑ์และบริการทั้งหมดที่กล่าวมา ณ ที่นี้อาจเป็นเครื่องหมายการค้าที่เกี่ยวข้องกับบริษัทนั้น ๆ

หมายเหตุ
[1] ผลการสำรวจของ Toshiba Memory Corporation เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2561
[2] ผลการสำรวจของ Toshiba Memory Corporation เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2561
[3] ผลการสำรวจของ Toshiba Memory Corporation อ้างอิงจากการใช้ความเร็วในการเขียนและอ่านข้อมูลอย่างต่อเนื่องที่ความเร็ว 128 KiB units โดยใช้โมเดลรุ่น XG6 ความจุ 1024 GB ภายใต้เงื่อนไขการทดสอบของ Toshiba Memory Corporation ความเร็วในการเขียนและอ่านข้อมูลจะขี้นอยู่กับอุปกรณ์ของโฮสต์ เงื่อนไขการเขียนและอ่านข้อมูลและขนาดของไฟล์ Toshiba Memory Corporation กำหนดขนาด 1 เมกะไบต์ (MB) เท่ากับ 1,000,000 ไบต์ และ 1 กิบิไบต์ (KiB) เท่ากับ 2^10 ไบต์ หรือ 1,024 ไบต์
[4] ผลการสำรวจของ Toshiba Memory Corporation อ้างอิงจากการเขียนและอ่านข้อมูลแบบสุ่มที่ความเร็ว 4 KiB units โดยใช้โมเดลรุ่น XG6 8ความจุ 1024 GB ภายใต้เงื่อนไขการทดสอบของ Toshiba Memory Corporation ความเร็วในการเขียนและอ่านข้อมูลจะขี้นอยู่กับอุปกรณ์ของโฮสต์ เงื่อนไขการเขียนและอ่านข้อมูลและขนาดของไฟล์ IOPS หมายถึง Input Output Per Second (หรือจำนวนปฏิบัติการ อินพุตและเอาต์พุต ต่อวินาที)
[5] พลังงานที่ใช้ในการเขียนข้อมูลโดยทั่วไป ผลการสำรวจของ Toshiba Memory Corporation โดยใช้โมเดลรุ่น XG6 ความจุ 1024 GB ภายใต้เงื่อนไขการทดสอบของ Toshiba Memory Corporation
[6] ผลการสำรวจของ Toshiba Memory Corporation ภายใต้เงื่อนไขการทดสอบของ link power management state L 1.2 ในโหมดไม่ได้ใช้งานบนระบบจัดการด้านพลังงาน
[7] นิยามความจุ: Toshiba Memory Corporation กำหนดหน่วย 1 กิกะไบต์ (GB) เท่ากับ 1,000,000,000 ไบต์ อย่างไรก็ตาม ระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์รายงานความจุโดยใช้การยกกำลัง 2 สำหรับความหมาย 1 กิกะไบต์ = 230 ไบต์ = 1,073,741,824 ไบต์ ดังนั้นจึงแสดงความจุน้อยลง   ความจุที่มี (รวมถึงตัวอย่างไฟล์ต่าง ๆ) จะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับขนาดไฟล์ ฟอร์แมต การตั้งค่า ซอฟต์แวร์ และระบบปฏิบัติการ เช่น ระบบปฏิบัติ Microsoft และ/หรือ โปรแกรมซอฟต์แวร์ที่ติดตั้งไว้ล่วงหน้าหรือเนื้อหาสื่อ  ความจุตามความจริงอาจแตกต่างกันออกไป
[8] ผลิตภัณฑ์ที่ติดตั้ง SED อาจมีให้เลือกแตกต่างกันไปตามภูมิภาค.

สอบถามข้อมูลสำหรับลูกค้า:

ฝ่ายวางแผนการขาย

โทร: +81-3-3457-3355

https://business.toshiba-memory.com/en-apac/contact.html

ข้อมูลในเอกสารฉบับนี้ รวมถึงราคาและข้อกำหนดของผลิตภัณฑ์ เนื้อหาบริการ และข้อมูลการติดต่อล้วนถูกต้องในวันประกาศ แต่อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

ดูเวอร์ชันต้นฉบับที่ businesswire.comhttps://www.businesswire.com/news/home/20180723005810/en/

สอบถามข้อมูลสำหรับสื่อ:

Toshiba Memory Corporation
Koji Takahata, +81-3-3457-3822
ฝ่ายวางแผนกลยุทธ์การขาย

OAG ร่วมมือกับ Plug and Play เพื่อช่วยผลักดันธุรกิจสตาร์ทอัพด้านการท่องเที่ยวท่องเที่ยวเติบโต และสร้างนวัตกรรมเปลี่ยนโลก

Logo

สิงคโปร์–(BUSINESS WIRED)–24 กรกฎาคม 2018

OAG ผู้ให้บริการชั้นนำด้านข้อมูลเที่ยวบินแบบดิจิทัลได้ร่วมมือกับ Plug and Play ซึ่งเป็นศูนย์การเร่งความเร็วนวัตกรรมและธุรกิจสตาร์ทอัพที่ใหญ่ที่สุดในโลก การร่วมมือครั้งใหม่นี้ช่วยให้ OAG สามารถทำงานร่วมกับ บริษัทสตาร์ทอัพและเหล่าบริษัทผู้นำด้านเทคโนโลยีเพื่อสร้างโซลูชันที่ชาญฉลาดและใช้นวัตกรรมเชิงสร้างสรรค์มากขึ้นสำหรับระบบนิเวศน์การท่องเที่ยว

แพลทฟอร์มนวัตกรรมการท่องเที่ยวและโรงแรมของ Plug and Play มุ่งเน้นที่การค้นพบ สนับสนุน และปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก (disruptive technologies) ซึ่งกำหนดอนาคตของการเดินทาง โดยสำหรับ OAG แล้ว ความร่วมมือส่วนครั้งใหม่เกิดขึ้นหลังจากช่วงเวลาที่ตลาดเทคโนโลยีการท่องเที่ยวเติบโตอย่างรวดเร็ว บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำหลายแห่งและบริษัทสตาร์ทอัพต่าง ๆ ได้กำลังใช้งานระบบ APIs และข้อมูลการเดินทางอากาศระดับแนวหน้าของ OAG ที่ใช้งานง่าย บนแอพพลิเคชันและผลิตภัณฑ์ที่สำคัญ ๆ ของบริษัท

"บริษัทสตาร์ทอัพเป็นท่อน้ำหล่อเลี้ยงสำคัญของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว บริษัทต่าง ๆ เหล่านี้ได้สร้าง ออกแบบ คิดค้นและผลักดันขอบเขตของความเป็นไปได้ "Vipul Nakum หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ OAG กล่าว "ที่ OAG การทำงานร่วมกันกับลูกค้ามีความสำคัญเป็นอันดับแรก เรามุ่งมั่นที่จะช่วยให้บริษัทสตาร์ทอัพ เริ่มต้น เร่งการเติบโต และพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยการนำเสนอโซลูชั่นข้อมูลและระบบ APIs ที่รวดเร็วและง่ายดาย

ตารางเวลาและฐานข้อมูล OAG ของเที่ยวบินกลายเป็นทางเลือกอันดับหนึ่งสำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์และนักนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีทั่วโลก วันนี้เครือข่ายลูกค้าของ OAG ประกอบด้วยตัวแทนด้านการท่องเที่ยวออนไลน์รายใหญ่ที่สุด 4 แห่งของโลกซึ่ง ได้แก่ บริษัทจองห้องพักที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป และบริษัทผู้นำด้านเทคโนโลยีการท่องเที่ยวและอีคอมเมิร์ซชั้นนำทั่วประเทศจีน อินเดีย อินโดนีเซีย ละตินอเมริกา และอเมริกาเหนือ

ในภูมิภาคเอเชีย Plug and Play มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่โตเกียว สิงคโปร์ และจาการ์ตา ครอบคลุมหลากอุตสาหกรรมและตลาดแนวตั้ง ซึ่งรวมถึงการเดินทางไปกับสำนักงานอีก 8 แห่งในประเทศจีน ได้แก่ ที่ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เซินเจิ้น และซีอาน โดยได้ร่วมมือกับพันธมิตร เช่น Wanda Group, Philips, Daimler, Audi, Cisco, Visa, P&G และ BASF.

"OAG จะเป็นส่วนเสริมที่มีค่าต่อชุมชนของเรา การแก้ปัญหาด้านข้อมูลและความเชี่ยวชาญด้านการเดินทางของทีมงานและความสำเร็จในการทำงานร่วมกันกับแบรนด์เทคโนโลยีชั้นนำจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการจัดเตรียมความพร้อมของผู้เข้าร่วมระบบนิเวศของเราในการเสนอผลิตภัณฑ์ บริการ และคุณค่าระดับชั้นหนึ่ง (first class) "Jordan Bray หัวหน้าฝ่ายพันธมิตรของบริษัท กล่าวที่ Plug and Play, Travel.

เกี่ยวกับ OAG

ในฐานะบริษัทระดับแนวหน้าของตลาดการท่องเที่ยวเป็นเวลาหลายปี เรามีเครือข่ายข้อมูลการเดินทางทางอากาศที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งรวมถึงฐานข้อมูลตารางเวลาที่ชัดเจนของสายการบินกว่า 980 สายการบิน และฐานข้อมูลข้อมูลสถานะการบินที่กว้างขวางที่สุดในตลาด โดยมีการติดตามเที่ยวบินพาณิชย์จำนวนกว่า 96% .

วันนี้เครือข่ายลูกค้าของ OAG รวมถึงสายการบินและสนามบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก บริษัทตัวแทนท่องเที่ยวออนไลน์ (ทราเวลเอเจนท์) บริษัทด้านการจองห้องพักที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป และผู้นำด้านการเดินทาง เทคโนโลยี และอีคอมเมิร์ซชั้นนำทั่วประเทศจีน อินเดีย อินโดนีเซีย ละตินอเมริกา และอเมริกาเหนือ

ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่: ได้ที่www.oag.com

เกี่ยวกับ Plug and Play

Plug and Play เป็นแพลตฟอร์มนวัตกรรมระดับโลก มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ใน Silicon Valley เราได้สร้างโปรแกรมเร่งรัดการให้บริการด้านนวัตกรรมขององค์กร และ VC ภายในบริษัทเพื่อให้เกิดความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน หากต้องการเข้าร่วมระบบนิเวศของเรา โปรดไปที่ www.plugandplaytechcenter.com/travel

ดูเวอร์ชันต้นฉบับบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20180723005451/en/

ติดต่อ:

OAG

Esther Molina, +86 136 7179 3896

esthertsj @ outlook.com

หรือ

Jordan Bray, +1 408 524 1677

jordan@pnptc.com

ผลการศึกษาจากสมาคม GSM พบว่าผู้บริโภคในประเทศกำลังพัฒนาได้รับผลกระทบอย่างมากจากราคาคลื่นความถี่ที่สูง

Logo

GSMA Mobile Connectivity Index ล่าสุดเผยว่า ประชากร 4 พันล้านคนยังไม่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้

การตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบายคลื่นความถี่ยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาด้านดิจิทัล

กรุงเทพฯ–(BUSINESS WIRE)–19 กรกฎาคม 2018

นโยบายการกำหนดราคาคลื่นความถี่ที่ดีขึ้นเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อประเทศที่กำลังพัฒนา เพราะส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและสวัสดิการสังคมของคนนับพันล้านคนที่ยังคงไม่สามารถเชื่อมต่อกับบริการบรอดแบนด์บนมือถือได้ ทั้งนี้รายงาน"การกำหนดราคาคลื่นความถี่ในประเทศกำลังพัฒนา" ฉบับล่าสุดที่เปิดเผยโดยสมาคม GSM ระหว่างการประชุม Mobile 360 ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองคิกาลี ประเทศราวันดา รายงานยังระบุว่า ราคาคลื่นความถี่ในประเทศกำลังพัฒนาโดยเฉลี่ยสูงกว่าประเทศที่พัฒนาแล้วถึง 3 เท่าเมื่อพิจารณารายได้รวมเข้าไปด้วย การกำหนดราคาคลื่นความถี่ที่สูงเช่นนี้เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการใช้โทรศัพท์มือถือ

ข้อมูลการศึกษาของ GSMA Intelligence ยังพบว่ารัฐบาลมีบทบาทอย่างมากในการเพิ่มราคาคลื่นความถี่เพื่อเพิ่มรายได้ของรัฐจากการออกใบอนุญาตคลื่นความถี่ ราคาคลื่นความถี่ที่สูงมีความเกี่ยวโยงกับหนี้ของภาครัฐที่อยู่ในระดับที่สูง ยิ่งกว่านั้นราคาจอง (reserved price) การประมูลคลื่นความถี่ในประเทศกำลังพัฒนาจะสูงกว่าในประเทศที่พัฒนาแล้วถึง 5 เท่าเมื่อนำรายได้เข้ามาพิจารณา รายงานยังระบุถึงความเชื่อมโยงระหว่างราคาคลื่นความถี่ที่สูงกับสัญญานครอบคลุมที่ต่ำลง รวมไปถึงการบริการโมบายล์ บรอดแบนด์ที่แพงกว่าและมีคุณภาพต่ำกว่า ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นอุปสรรคต่อการใช้งานของผู้บริโภค

"การเชื่อมต่อผู้ใช้งานทุกคนจะเป็นไปไม่ได้หากไม่มีการตัดสินใจให้มีนโยบายด้านการบริหารคลื่นความถี่ที่ดีกว่าในปัจจุบัน" เบร็ต ทาร์นัตเซอร์ ประธานด้านคลื่นความถี่ ของ GSMA กล่าว "เป็นเวลานานเกินไปแล้วที่ความสำเร็จของการประมูลคลื่นความถี่ถูกวัดจากรายได้ที่เพิ่มสูงขึ้นมากกว่าที่จะวัดจากประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมในการเชื่อมต่อผู้คนให้เข้าถึงกัน นโยบายด้านคลื่นความถี่ที่หวังแต่จะเพิ่มราคาและเน้นที่ผลกำไรในระยะสั้นไม่สอดรับกับเป้าหมายร่วมกันของเราที่ต้องการจะให้บริการบรอดแบนด์บนมือถือที่ดีขึ้นในราคาที่สามารถเข้าถึงได้ นโยบายด้านราคาเหล่านี้มีแต่จะเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล ทำให้เป็นการยากขึ้นที่จะขจัดปัญหาความยากจน มีระบบสาธารณสุขและระบบการศึกษาที่ดีขึ้นได้ รวมไปถึงการเข้าถึงระบบการเงินและความเท่าเทียมทางเพศด้วย"

GSMA ทำการศึกษาการกระจายคลื่นความถี่มากกว่า 1,000 รายการใน 102 ประเทศ (60 ประเทศที่กำลังพัฒนาและ 42 ประเทศที่พัฒนาแล้ว) ตั้งแต่ปี 2010 จนถึงปี 2017 ทำให้การศึกษานี้เป็นการวิเคราะห์การกำหนดราคาคลื่นความถี่ในประเทศกำลังพัฒนาที่ครอบคลุมมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา รวมไปถึงการศึกษาแรงผลักดันและผลกระทบของการกำหนดราคาต่อผู้บริโภค ประเทศต่างๆ ที่ถูกรวมอยู่ในการวิเคราะห์ครั้งนี้ได้แก่ ประเทศแอลจีเรีย บังคลา-เทศ บราซิล โคลัมเบีย อียิปต์ กานา อินเดีย จอร์แดน เม็กซิโก พม่า และไทย – หรืออีกนัยหนึ่งคือ ประเทศที่การออกใบอนุญาตคลื่นความถี่เป็นเรื่องที่สำคัญ

รายงานระบุว่า การกำหนดราคาสุดท้ายให้สูงหรือการตั้งราคาเริ่มต้นการประมูลที่สูง (เช่น ราคาจอง หรือ reserved price) เป็นการสร้างเงื่อนไขเทียมที่จำกัดปริมาณคลื่นความถี่ที่ได้รับอนุญาต ไม่มีการชี้แจงแผนงานด้านคลื่นความถี่อย่างชัดเจน รวมถึงการกำหนดเงื่อนไขในการประมูลที่ไม่ดี ถือเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจด้านนโยบายที่รายงานฉบับนี้ระบุว่า เป็นการพยายามกำหนดราคาประมูลคลื่นความถี่ให้สูง ซึ่งเป็นสิ่งที่กระทำในประเทศที่กำลังพัฒนา

GSMA Intelligence เปิดเผยการศึกษาล่าสุด Mobile Connectivity Index

GSMA Intelligence ได้เปิดเผยข้อมูลการศึกษาล่าสุด Mobile Connectivity Index ซึ่งวัดประสิทธิภาพการเชื่อมต่อของประชากรใน 163 ประเทศ (คิดเป็นร้อยละ 99 ของประชากรโลก) โดยเทียบกับปัจจัยที่เอื้อต่อการใช้อินเตอร์เนตผ่านโทรศัพท์มือถือ การศึกษานี้ชี้ให้เห็นถึงความคืบหน้าล่าสุดของการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตโดยใช้โทรศัพท์มือถือ พร้อมกับการศึกษาอุปสรรคสำคัญในการใช้อินเตอร์เน็ตบนมือถือ รวมไปถึงการศึกษาโนยบายเกี่ยวกับคลื่นความถี่

ในช่วงปลาย ปี 2017  ประชากรจำนวน 3,300 ล้านคน (หรือคิดเป็น 44% ของประชากรทั่วโลก) สามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตบนมือถือ ซึ่งตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นเกือบ 300 ล้านคนเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า หมายความว่ายังเหลือประชากรโลกอีกกว่า 4 พันล้านคนที่ยังไม่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและไม่ได้รับประโยชน์ทางสังคมและเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นจากการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตบนมือถือ ทั้งนี้ ประชากรส่วนใหญ่ที่ยังไม่สามารถเข้าถึงโลกออนไลน์ราว 3,900 ล้านคนนั้นอาศัยอยู่ในประเทศที่กำลังพัฒนา

เครือข่ายบรอดแบนด์บนมือถือยังไม่ครอบคลุมประชากรถึง 1 พันล้านคนทั่วโลกและมีผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตบนมือถือประมาณ 3 พันล้านคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีเครือข่ายในการใช้งาน ที่ยังไม่สามารถเข้าถึงบริการอินเตอร์เน็ตบนมือถือได้ ประมาณ 2 ใน 3 ของประชากรในชนบทในประเทศที่มีรายได้น้อยไม่สามารถเข้าถึงเครือข่าย 3G ดัชนีการเชื่อมต่อมือถือชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของปัจจัยต่างๆ เช่น ความสามารถของผู้ใช้บริการในการจ่ายค่าบริการ คุณภาพของบริการบรอดแบนด์บนมือถือ และการลงทุนของผู้ให้บริการเครือข่ายในการเชื่อมโยงผู้คน ซึ่งทั้งสองปัจจัยนี้จะได้รับผลกระทบจากราคาคลื่นความถี่ที่สูง

"หากผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือไม่สามารถเป็นเจ้าของคลื่นความถี่ได้ในราคาที่เหมาะสมหรือไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะได้เป็นเจ้าของคลื่นความถี่หรือไม่ ผู้บริโภคจะเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด" โพ คาสเทลส์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจของ GSMA Intelligence กล่าว "ประเทศกำลังพัฒนามีโอกาสที่จะไล่ตามประเทศพัฒนาแล้วในด้านการบริการโทรศัพท์มือถือ อย่างไรก็ตามการลงทุนในบางกรณีของตลาดบางแห่งมีความเสี่ยง ผู้ประกอบการไม่สามารถจ่ายเงินเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อประมูลคลื่นความถี่ เมื่อรายได้ของผู้บริโภคและผลกำไรที่ผู้ประกอบการคาดการณ์ไว้มีค่าต่ำกว่ามากในตลาดเหล่านี้ นี่ถือเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายสำหรับการลงทุนด้านเครือข่าย และเป็นช่วงเวลาที่รัฐควรมีนโยบายที่สนับสนุนการพัฒนาธุรกิจภาคบริการโทรศัพท์มือถือเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ทุกคน"

ผู้สนใจสามารถอ่านรายงาน 'การกำหนดราคาความถี่ในประเทศกำลังพัฒนา' ในภาษาอังกฤษได้ที่นี่ และดูรายงานในรูปแบบข้อมูลอินโฟกราฟิกที่นี่  ท่านสามารถเข้าไปดูดัชนีการเชื่อมต่ออุปกรณ์เคลื่อนที่ล่าสุดได้ ที่นี่

###

เกี่ยวกับสมาคมจีเอสเอ็ม

สมาคมจีเอสเอ็ม (GSMA) เป็นตัวแทนผลประโยชน์ของผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั่วโลก ซึ่งเชื่อมโยงผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่เกือบ 800 ราย กับบริษัทมากกว่า 300 แห่งในระบบนิเวศการสื่อสารเคลื่อนที่ที่ครอบคลุมกว้างขึ้น ได้แก่ ในระบบนิเวศของอุตสาหกรรมโทรศัพท์เคลื่อนที่ อาทิ ผู้ผลิตอุปกรณ์และหูฟังโทรศัพท์เคลื่อนที่ บริษัทซอฟต์แวร์ ผู้ให้บริการอุปกรณ์ และบริษัทอินเตอร์เน็ต รวมถึงองค์กรอื่นๆในภาคอุตสาหกรรมที่ใกล้เคียงด้วย นอกจากนี้ GSMA ยังเป็นผู้สร้างกิจกรรมชั้นนำในอุตสาหกรรมโทรศัพท์เคลื่อนที่ อาทิ การประชุม Mobile World Congress การประชุม Mobile World Congress ณ เมืองเซี่ยงไฮ้  การประชุม Mobile World Congress ในประเทศสหรัฐอเมริกา และการประชุมทั้งหลายของ Mobile 360 Series อีกด้วย

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ GSMA ที่www.gsma.com หรือ ติดตามทางทวิตเตอร์ได้ที่ @GSMA

ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับสื่อมวลชน กรุณาติดต่อ

เวเบอร์ แชนด์วิค

ธนาพร ธูปพุทรา

T: 0-2343-6176

E: Tanaporn@webershandwick.com    

Blue Origin ปล่อยจรวด New Shephard อีกครั้ง – mu Space สร้างประวัติศาสตร์ให้เอเชีย

Logo

เท็กซัส–(BUSINESS WIRE)–18 กรกฎาคม 2018

บริษัท Blue Origin บริษัทสร้างอวกาศยาน ได้ปล่อยจรวด New Shephard ขึ้นสู่อวกาศแล้วในวันนี้ และเป็นครั้งแรกที่นำ payload น้ำหนักรวม 6 กิโลกรัมจากเอเชียขึ้นไป โดยบริษัทมิว สเปซ แอนด์ แอดวานซ์ เทคโนโลยี จำกัด ผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยีดาวเทียมและอวกาศของไทย เป็นผู้ส่ง payload ดังกล่าวซึ่งบรรจุสิ่งของทดลองทางวิทยาศาสตร์จำนวนหลายชิ้นจากสถาบันวิจัยต่างๆ ในประเทศไทย

ตามที่มีการประกาศ โดยบริษัท มิว สเปซ ก่อนหน้านี้ ทางบริษัทฯ เปิดเผยว่าบริษัทฯ ได้ส่งของขึ้นไปพร้อมกับ Payload เช่น อุปกรณ์ห้ามเลือด, Carbon Nanotube ผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับการทดลองในสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ จากภาครัฐ มหาวิทยาลัยต่างๆ และหน่วยงานด้านอวกาศของประเทศไทย ได้แก่ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA), สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง และ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT)

ในส่วนของบริษัท มิว สเปซนั้น ได้ส่งวัสดุผ้าสำหรับใช้ในการทดลองเพื่อการพัฒนาและผลิตเป็นชุดอวกาศและอุปกรณ์เครื่องแต่งกายต่างๆ และยังได้ส่งเสื้อฟุตบอลทีมชาติไทย เพื่อเป็นสัญลักษณ์ระหว่างคนไทยกับมหกรรมฟุตบอลโลก และเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จในภารกิจช่วยเหลือทีมฟุตบอลและโค้ชทั้ง13 ชีวิตที่ติดอยู่ในถ้ำหลวงเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา

“ครั้งนี้เป็นการทดสอบการใช้งานของจรวด New Shepard เป็นครั้งที่ 9 ซึ่งประสบความสำเร็จอีกครั้ง และยังเป็นการแสดงถึงการส่ง payload พร้อมสิ่งของจากเอเชียขึ้นไปในอวกาศเป็นครั้งแรกอีกด้วย”  เจมส์ เย็นบำรุง ประธานกรรมการบริหารและผู้ก่อตั้งบริษัท มิว สเปซ กล่าว “ผมขอแสดงความยินดีกับทีมงานทุกคนของบริษัท มิว สเปซ และกับผู้ร่วมโครงการของเราทุกรายในประเทศไทยที่ได้ร่วมกันรวบรวมสิ่งของทดลองทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ สำหรับการปล่อยจรวดขึ้นไปในอวกาศสู่สภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ (microgravity) ในครั้งนี้ และนี่เป็นอีกหนึ่งก้าวที่สำเร็จสำหรับความฝันในงานด้านอวกาศของคนไทย” เจมส์เสริม

Payload นี้จะขึ้นสู่อวกาศไปกับจรวด New Shepard ของบริษัท Blue Origin ซึ่งจรวด New Shepard เป็นจรวดที่สามารถปล่อยขึ้นสู่อวกาศและกลับมาลงจอดบนพื้นโลกในแนวดิ่งซึ่งสามารถบรรจุ payload ได้หลายร้อยปอนด์ต่อการปล่อยจรวด 1 ครั้ง และในอนาคตจะนำนักบินอวกาศขึ้นไปได้ 6 ถึงคนโดยจะทะยานไปสู่ระดับความสูงกว่า 100 กิโลเมตรซึ่งเป็นระดับความสูงที่เป็นที่ยอมรับโดยสากลว่าเป็นจุดที่เริ่มเข้าสู่อวกาศ

“ทางบริษัท Blue Origin ขอแสดงความยินดีกับบริษัท มิว สเปซในฐานะที่เป็นผู้ส่ง payload ไปกับยาน New Shephard เป็นครั้งแรกในเอเชีย เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งสำหรับความไว้วางใจให้เราเป็นผู้นำวิสัยทัศน์ของบริษัท มิว สเปซขึ้นไปสู่อวกาศ” Clay Mowry รองประธานกรรมการ บริษัท Blue Origin กล่าว

บริษัท Blue Origin นั้นก่อตั้งโดย Jeff Bezos ซึ่งเป็นประธานกรรมการบริหารและเป็นผู้ก่อตั้งบริษัท Amazon ซึ่งมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการริเริ่มให้มีการส่งมนุษย์ไปอยู่ในอวกาศ โดยในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2558 นั้นจรวด New Shepard ของบริษัท Blue Origin ได้กลายเป็นจรวดลำแรกที่มีการปล่อยขึ้นสู่อวกาศและกลับมายังพื้นโลกโดยการลงจอดแบบแนวดิ่ง และเพียงไม่ถึงสองเดือนต่อมาจรวดลำเดิมนั้นก็ได้ขึ้นสู่อวกาศและกลับมาลงจอดยังพื้นโลกอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการนำจรวดกลับมาใช้ใหม่อันจะเป็นกุญแจสำคัญนำไปสู่อนาคตที่ผู้คนนับล้านจะมีการใช้ชีวิตและทำงานในอวกาศ

บริษัท มิว สเปซ ก่อตั้งขึ้นในปี 2017 เพื่อพัฒนาธุรกิจด้านเทคโนโลยีอวกาศและดาวเทียมซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาเทคโนโลยี IoT (Internet of Things) และ Smart Cities โดยบริษัทฯวางเป้าหมายที่จะปล่อยดาวเทียมของตัวเองขึ้นสู่อวกาศภายในปี 2020 โดยใช้ยาน New Glenn ของบริษัท Blue Origin เป็นพาหนะ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและต่อยอดสนับสนุนการลงทุนในธุรกิจอวกาศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

ติดต่อ

Jaruwan Pansangpetch | +66 2028 9425 | press@muspacecorp.com

22nd Century ประกาศในวันนี้เกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการลดนิโคตินตามแผนขององค์การอาหารและยา (FDA)

Logo

Reynolds American และ Phillip Morris ไม่สามารถปฏิบัติตามแผนขององค์การอาหารและยาได้ "อย่างน้อยในอีก 20 ปี

วิลเลียมส์วิลล์, นิวยอร์ก–(Business Wire)–17 กรกฎาคม 2018

22nd Century Group, inc (NYSE อเมริกัน:XXII)ซึ่งเป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีชีวภาพพืชที่เป็นผู้นำในการลดอันตรายจากยาสูบและผู้นำด้านยาสูบที่มีนิโคตินต่ำมาก ได้ตอบชี้แจงการแจ้งให้ทราบล่วงหน้าของการเสนอการออกกฎ หรือ Advance Notice of Proposed Rulemaking (ANPRM) จากองค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา (FDA) เพื่อพัฒนากฎที่กำหนดให้บุหรี่ทุกชนิดที่จำหน่ายในสหรัฐ ฯ มีปริมาณนิโคตินเพียงเล็กน้อยหรือในระดับที่เสพไม่ติด ซึ่งเมื่อมีการโพสต์คำตอบของบริษัท ฯ ออนไลน์บนเว็บองค์การอาหารและยาที่เว็บ www.regulations.gov  แล้ว หมายเลขติดตาม (tracking number) จะเป็น: 1k2-94b8-wdcp ทั้งนี้สามารถอ่านคำตอบทั้งหมดของ 22nd Century ต่อคำถามจากการแจ้งให้ทราบล่วงหน้าของการเสนอการออกกฎ (ANPRM) ได้ที่ www.xxiicentury.com/ANPRM.

คำตอบที่เปิดเผยต่อสาธารณะของ 22nd Century ต่อองค์การอาหารและยา เกี่ยวกับ ANPRM ระบุว่ากฎที่ถูกเสนอโดย FDA เพื่อกำหนดให้บุหรี่ทุกชนิดที่จำหน่ายในสหรัฐฯ มีนิโคตินในปริมาณที่น้อยที่สุดหรือในระดับที่เสพไม่ติด ได้รับการพิสูจน์และมีหลักฐานสนับสนุนจากวิทยาศาสตร์ที่อย่างชัดเจน นอกจากนี้บริษัทยังแสดงให้เห็นว่าการปรับใช้แผนมีความจำเป็นอย่างมากและอย่างเร่งด่วน เพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพของประชาชน

เป้าหมายที่ระบุไว้ของ FDA เพื่อทำให้บุหรี่เสพไม่ติดหรือติดน้อยที่สุดนั้นสามารถเป็นไปได้ทันที  ทางบริษัทได้ผลิตบุหรี่ที่มีสารนิโคตินต่ำมาก (VLNC) SPECTRUM® มานับไม่ถ้วนหลายสิบล้านมวนมาตั้งแต่ปี 2011 เพื่อใช้ในการศึกษาในคลินิกอิสระจำนวนมากที่ได้รับทุนสนับสนุนจากหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐอเมริกามากกว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐ ผลจากการศึกษาทางคลินิกที่เป็นอิสระเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าเมื่อเปลี่ยนไปใช้บุหรี่ VLNC SPECTRUM® ของ 22nd Century   ผู้สูบบุหรี่: (1) ลดการสูบบุหรี่ลง (2) กลุ่มอาการที่เกิดจากการถอนยาลดลง และ (3) เพิ่มความพยายามในผู้ที่จะเลิกสูบบุหรี่ การศึกษาที่ผ่านการตรวจสอบและตีพิมพ์เหล่านี้เป็นรากฐานทางวิทยาศาสตร์ที่มั่นคงสำหรับข้อเสนอเพื่อการลดนิโคตินของ FDA ที่ บุหรี่ VLNC มีแนวโน้มว่าจะประสบความสำเร็จ นักวิจัยประเมิน ว่าในปีแรกหลังจากที่มีการใช้กฎของ FDA เพื่อจำกัด นิโคตินในบุหรี่ให้ติดน้อยที่สุดหรือไม่ติดเลย มีผลทำให้คนประมาณ 5 ล้านคนเลิกสูบบุหรี่ และในเวลาเพียงห้าปีหลังจากการดำเนินการของแผนองค์การอาหารและยาจะมีตนมากกว่า 13 ล้านคนเลิกสูบบุหรี่

เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการใช้กฎ FDA ฉบับใหม่นี้ 22nd Century ได้เพิ่มปริมาณการผลิตของยาสูบ VLN ™ของบริษัท เพื่อเพิ่มปริมาณยาสูบ VLN ™ที่เป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัท เพื่อเพิ่มปริมาณยาสูบ VLN ™ให้เพียงพอ อุตสาหกรรมยาสูบของสหรัฐทั้งหมดในช่วงฤดูปลูกเพียงฤดูเดียว

ในทางตรงกันข้ามเห็นได้ชัดว่า Reynolds American (บริษัท ในเครือของ British American Tobacco) ไม่มีความสามารถในการเทียบความสำเร็จของ 22nd Century ในการปรับมาตรฐานสำหรับบุหรี่ให้มีส่วนประกอบของยาสูบที่ทำให้เสพติดน้อยที่สุดหรือที่ไม่เสพติด จากการตอบของ Reynolds American ในวันที่ 13 กรกฎาคม 2018  ต่อ ANPRM ของ FDA, Michael Ogden, Ph.D. , รองประธานอาวุโสของ RAI Services (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Reynolds American) อธิบายว่า

"ในปัจจุบัน … วิทยาศาสตร์ยังตามประเด็นที่สำคัญนี้ไม่ทัน และวิธีการเพิ่มเติมที่อาจจะใช้ร่วมกับการปฏิบัติเพาะพันธุ์แบบดั้งเดิมอาจจะต้องได้รับการพัฒนาก่อน RAIS เชื่อว่าอุตสาหกรรมนี้ยังล้าหลัง 20 ปี จากการผลิตยาสูบเพื่อการพาณิชย์ ที่สามารถตอบสนองความต้องการของนิโคตินในระดับต่ำที่กล่าวถึงใน ANPRM ได้ "ใน

ในทางกลับกัน 22nd Century มีพอร์ตโฟลิโอที่จดสิทธิบัตรและ VLN ™ที่เป็นเอกลักษณ์ ทั้งพืชยาสูบเบอร์ลีย์และสายพันธุ์บ่มความร้อน (flue cured)และยังคงพัฒนาพันธุ์ VLN ใหม่ที่มีลักษณะทางการเกษตรที่ดีขึ้น ความเห็นของ RAIS เกี่ยวกับ ANPRM ทำให้เห็นความเป็นผู้นำในการผลิตยาสูบของ 22nd Century ที่ให้นิโคตินในระดับต่ำมาก

"การค้าผลิตภัณฑ์เหล่านี้ [ยาสูบที่มีปริมาณนิโคตินต่ำมาก] ยังเป็นเรื่องยากเพราะเหตุผลที่ว่า: (1) ความจริงที่ว่าจีโนม เทคโนโลยีการแก้ไข (CRISPR-cas9) ยังไม่มีใช้ในหมู่บริษัทยาสูบ และ (2)ข้อ จำกัด สิทธิบัตรต่างๆในการใช้เทคนิคทางพันธุวิศวกรรมบางอย่าง (ตัวอย่างเช่น มีเพียงกลุ่ม 22nd Century เท่านั้นที่มีสิทธิบัตรเกี่ยวกับยีนที่ใช้ในการสังเคราะห์นิโคติน) "

Reynolds American ไม่ใช่บริษัทแรกที่เห็นว่า บริษัทยาสูบแห่งชาติหลายแห่งจะใช้ต้องเวลา 20 ปีในการพัฒนายาสูบที่มีระดับนิโคตินต่ำมาก จากการรายงานโดย Sam Chambers จาก Bloomberg Business, Rolf Lutz ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายผลิตภัณฑ์ของ บริษัท Philip Morris International Inc. คากการณ์ว่า "บริษัทจะต้องเสียค่าใช้จ่ายประมาณ หนึ่งหมื่น ล้านเหรียญสหรัฐถึงหนึ่งหมื่นสองพันพันล้านเหรียญเพื่อสกัดนิโคตินจากบุหรี่ที่จำหน่ายทั่วสหภาพยุโรป" Chambers รายงานต่อไปว่า: "Lutz กล่าวว่าค่าใช้จ่ายอาจลดลงจากการดัดแปลงพันธุกรรมพืชยาสูบ แต่จะใช้เวลาประมาณ 20 ปี

‘โชคดีที่เทคโนโลยี VLN ™ ของ 22nd Century’s ทำให้เป้าหมายที่ FDA ระบุไว้ เป็นไปได้และทำได้อย่างเด่นชัด ในการทำให้การสูบบุหรี่ติดน้อยที่สุดหรือไม่เสพติดเลย’ Henry Sicignano, III, ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ 22nd Century Group.กล่าว

เพื่อทำให้บุหรี่ของ VLNC กลายเป็นความจริงสำหรับผู้สูบบุหรี่ทุกคน 22nd Century ประกาศว่า บริษัท ยินดีที่จะอนุญาตให้ใช้เทคโนโลยี VLN ™และเมล็ดยาสูบ VLN ™ของ บริษัท ฯ แก่ บริษัทที่สนใจทุกราย ความพร้อมของโอกาสในการออกใบอนุญาตนี้จาก22nd Century เป็นการปฏิเสธการโต้แย้งใด ๆ จากบริษัท ยาสูบอื่น ๆ ที่ยืนยันว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะปฏิบัติตามคำสั่งลดนิโคตินตามแผนของ FDA

"เหล่าบริษัทยาสูบยักษ์ใหญ่ตอนนี้มีหลากหลายทางเลือก ทั้งการต่อต้าน: การยืนมองงงงัน หรือพยายามที่จะชะลอความคิดริเริ่มด้านสาธารณสุขที่สำคัญที่สุดในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา … หรือแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างแท้จริงในการพัฒนาสุขภาพของลูกค้า" นายซิ Sicignano กล่าว "ตอนนี้เทคโนโลยี VLN ™ของ22nd Century ได้รับการพิสูจน์และพร้อมสำหรับการออกใบอนุญาต" จะเป็นเรื่องที่น่าสนใจที่ บริษัทยาสูบรายใหญ่รายไหนที่ใส่ใจในตัวผู้สูบบุหรี่อย่างแท้จริง และบริษัทไหนที่มุ่งมั่นที่จะให้ลูกค้าของพวกเขาติดยาเสพติดที่ร้ายกาจที่สุดในตลาดขณะนี้ "

เกี่ยวกับ บริษัท 22nd Century

22nd Century เป็น บริษัท ด้านเทคโนโลยีชีวภาพด้านพืชที่มุ่งเน้น เกี่ยวกับเทคโนโลยีที่ช่วยให้สามารถเพิ่มหรือลดระดับนิโคตินในพืชยาสูบและระดับ cannabinoids ในhemps / cannabis ผ่านทางพันธุวิศวกรรมและการปรับปรุงพันธุ์พืช พันธกิจหลักของบริษัทในด้านยาสูบคือการลดอันตรายที่เกิดจากการสูบบุหรี่ ภารกิจหลักของบริษัทในด้าน hemps / cannabis คือการพัฒนาสายพันธุ์ hemps ที่เป็นกรรมสิทธิ์สำหรับยาใหม่ ๆ ที่สำคัญและพืชผลทางการเกษตร ดูข้อมูลเพิ่มเติมwfhที่ www.xxiicentury.com และ www.botanicalgenetics.com

ข้อควรระวังเกี่ยวกับแถลงการณ์เชิงคาดการณ์ล่วงหน้า: ข่าวประชาสัมพันธ์ชิ้นนี้ประกอบด้วยข้อมูลที่เกี่ยวกับการคาดการณ์ซึ่งรวมถึงแถลงการณ์ทั้งหมดที่ไม่ใช่คำแถลงข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเจตนาความเชื่อหรือความคาดหวังในปัจจุบันของกลุ่ม 22nd Century, Inc. หรือเจ้าหน้าที่ของบริษัท เกี่ยวกับเนื้อหาของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้, รวมถึง แต่ไม่ จำกัด เพียงการคาดการณ์รายได้ในอนาคตของเรา คำว่า "อาจ" "จะ" "คาดหวัง" "คาดการณ์" "คาดการณ์" "เชื่อ" "ตั้งใจ" และการแสดงออกที่คล้ายกันและรูปแบบต่าง มีวัตถุประสงค์เพื่อระบุข้อความคาดการณ์ล่วงหน้า เราไม่สามารถรับประกันผลในอนาคตระดับของกิจกรรมหรือประสิทธิภาพได้ ท่านไม่ควรนำคำแถลงการณ์ที่เป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าเหล่านี้ไปใช้ในการยืนยันใด ๆ ซึ่งแถลงการณ์นี้พูดถึงเฉพาะวันที่ที่พวกเขาได้แถลงการณ์เท่านั้น ข้อความเตือนเหล่านี้ควรได้รับการพิจารณาพร้อมกับแถลงการณ์เชิงคาดการณ์ล่วงหน้าที่เป็นลายลักษณ์อักษรหรือโดยปากเปล่าซึ่งเราอาจเผยแพร่ในอนาคต ยกเว้นตามที่กฎหมายกำหนดรวมทั้งกฎหมายหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกา เราไม่ได้ตั้งใจที่จะปรับปรุงแถลงการณ์ที่เป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าใด ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับแถลงการณ์เหล่านี้เพื่อให้สะท้อนถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงเหตุการณ์หรือสถานการณ์ในภายหลังหรือเพื่อสะท้อนถึงการเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คุณควรตรวจสอบและพิจารณาการเปิดเผยข้อมูลต่าง ที่เราทำไว้ในรายงานประจำปีของเราในแบบฟอร์ม 10-K สำหรับปีบัญชีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2017 ซึ่งยื่นเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2018 รวมถึงหัวข้อ "ปัจจัยความเสี่ยง" และหัวข้ออื่น ๆ ของเรา รายงานที่ยื่นต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐซึ่งพยายามให้คำแนะนำแก่ผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับความเสี่ยงและปัจจัยต่าง ๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจฐานะการเงินผลการดำเนินงานและกระแสเงินสด หากมีความเสี่ยงหรือความไม่แน่นอนเกิดขึ้นอย่างน้อยหนึ่งข้อหรือหากสมมติฐานที่ตั้งไว้ไม่ถูกต้องผลลัพธ์ที่แท้จริงของเราอาจแตกต่างไปอย่างมากจากที่คาดการณ์หรือคาดคำนวณไว้

ดูเวอร์ชันต้นฉบับที่ businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20180717005347/en/

ติดต่อ:

22nd Century

James Vail, 716-270-1523

ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสาร

jvail@xxiicentury.com

APO ใช้แนวทางการคาดการณ์อนาคตเชิงกลยุทธ์เพื่อทำให้ประเทศสมาชิกมีความพร้อมต่ออนาคต

Logo

โตเกียว–(BUSINESS WIRE)–18 กรกฎาคม 2018

เพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศสมาชิกสามารถนำเทคโนโลยีดิจิทัลไปใช้ในภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรม ภาครัฐ และภาคบริการ เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแบบองค์รวม องค์การเพิ่มผลผลิตแห่งเอเชีย (APO) ได้ใช้วิธีการและวิธีปฏิบัติที่ใช้วิธีการคาดการณ์เป็นหลัก เพื่อช่วยในการพัฒนาขีดความสามารถในอนาคต และกรอบการผลิตแห่งชาติ

ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้มีคุณลักษณะแบบมัลติมีเดีย สามารถดูฉบับเต็มได้ที่นี่:https://www.businesswire.com/news/home/20180711005920/en/

APO Secretary-General Dr. Santhi Kanoktanaporn delivering welcome remarks at the Sustainable Product ...

เลขาธิการ APO ดร. สนธิ กนกธนาพร กล่าวต้อนรับในงาน Sustainable Productivity Summit 2018 ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ณ วันที่ 10 กรกฎาคม 2018. (รูปภาพ: Business Wire)

ในการประชุม APO Sustainable Productivity Summit, ครั้งแรก ดร. สันติ กนกธนาพร เลขาธิการ กล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่ทวีความรุนแรงขึ้นทำให้เกิดความท้าทายหลายประการทั่วโลก จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไปสู่วิกฤติการณ์ด้านอาหาร พลังงานน้ำ ตลาดการเงินและเศรษฐกิจโลก "ในขณะเดียวกันการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวยังทำให้เกิดการพัฒนาและความมั่งคั่งที่มากขึ้นในโลกนี้ ศูนย์กลางของเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงนี้คือการผลิตอย่างมีศักยภาพ ในรูปแบบของแนวคิดใหม่ เทคโนโลยีและทักษะที่ขับเคลื่อนการเติบโต การผลิตอย่างมีศักยภาพจะยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการเติบโตในอนาคตต่อไป "

เลขาธิการขององค์การรายงานว่า APO ได้จัดตั้งทีมฟิวเจอร์สและเริ่มใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อระบุแนวโน้มทั่วโลกที่เกิดขึ้นใหม่และแรงผลักดันในการพัฒนาโครงการที่นอกจากจะส่งเสริมการผลิตที่มีศักยภาพแล้ว ยังผลิตอย่างยั่งยืนอีกด้วย "ผู้นำองค์กรและผู้มีอำนาจตัดสินใจในรัฐบาลที่ใช้การตัดสินใจแบบทั่วไปมีความเสี่ยงที่จะถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง เราไม่สามารถพึ่งพาเฉพาะโมเดลที่ใช้กันอยู่และคาดว่ามันจะยังคงใช้ได้อย่างดีในช่วงทศวรรษต่อไปจากนี้ "ดร. สันติ กล่าวเตือน

ในการกล่าวเปิดงาน รองประธาน ดร. Minoru Masujima จากสำนักความร่วมมือระหว่างประเทศกระทรวงการต่างประเทศของญี่ปุ่น กล่าวว่าการเพิ่มขึ้นของอินเทอร์เน็ตแห่งสรรพสิ่ง ข้อมูลขนาดใหญ่ หุ่นยนต์ และ ปัญญาประดิษฐ์ ได้แก้ปัญหาทางสังคมโดยการสร้างนวัตกรรมใหม่เชิงบริการและธุรกิจ "นวัตกรรมดังกล่าวมีส่วนร่วมไม่เพียง แต่ในด้านประสิทธิภาพและการประหยัดแรงงานเท่านั้น แต่ยังเพิ่มศักยภาพในการผลิตด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มใหม่ให้กับสังคม 5.0"

ในการกล่าวปาฐกถาพิเศษของ William D. Eggers กรรมการบริหารของ Deloitte Center for Government กล่าวเน้นว่ารัฐบาลที่ดีนั้นมีส่วนสำคัญในการผลิตอย่างมีศักยภาพของประเทศ "รัฐบาลสามารถยับยั้งหรือช่วยเร่งการเติบโตได้" เขากล่าวเพิ่มเติมว่า "ในยุคของเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้นทวีคูณ รัฐบาลจำเป็นต้องลดช่องว่างที่เพิ่มขึ้นระหว่างภาคเอกชนที่กำลังใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ และเปลี่ยนการทำงานและวิธีการของภาครัฐในปัจจุบัน "

“รัฐบาลต่าง ๆ ทั่วโลกกำลังพยายามใช้เทคโนโลยี อย่างเช่น ปัญญาประดิษฐ์, เครื่องบินโดรน และยานพาหนะขับเคลื่อนได้เองในรูปแบบที่ปกป้องประชาชน แต่ก็ช่วยให้บริษัทต่าง ๆ สามารถคิดค้นสิ่งใหม่ ๆ ได้ วิธีการที่รัฐบาลควบคุมเทคโนโลยีเหล่านี้จะมีผลกระทบอย่างมากต่อความก้าวหน้าของเทคโนโลยี "เขากล่าวสรุป

หลังจาก การประชุมสุดยอด APO Sustainable Productivity Summit ได้มีการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการด้านการวางแผนกลยุทธ์เป็นเวลาสองวันตามมา โดยที่ ผ.อ.จาก APO และหัวหน้าองค์กรผลิตแห่งชาติได้ทบทวนข้อกำหนดเฉพาะและร่างโครงการพัฒนาในอนาคต

วิทยากรในการประชุมสุดยอดครั้งนี้ประกอบด้วย Ryan Janzen ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของ TransPod Inc. ที่จะมาพูดเกี่ยวกับผลกระทบของเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น การขนส่งแบบ hyperloop and tube ดร. Niklas Arvidsson รองศาสตราจารย์ภาควิชาเศรษฐศาสตร์อุตสาหกรรมและการจัดการสถาบัน KTH Royal Institute of Technology จะพูดเกี่ยวกับปัจจัยสำคัญในการพัฒนาสังคมไร้เงินสด Andrew W. Brentano ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท Tiny Farms Inc. จะพูดเกี่ยวกับเกี่ยวกับทางเลือกอื่นในการปลูกพืชแทนการปฏิบัติตามแบบเดิม และ Takeshi Arakawa ผู้จัดการฝ่ายบริหารทีม SST ของแผนกโซลูชันธุรกิจ บริษัทพานาโซนิค จะพูดเกี่ยวกับเมืองสมาร์ทอย่างยั่งยืนและบ้านที่สมาร์ท

ดูเวอร์ชันต้นฉบับบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20180711005920/en/

สำหรับการติดต่อขอรายละเอียดFor details contact:

Asian Productivity Organization องค์การเพิ่มผลผลิตแห่งเอเชีย

Shubhendu Parth / Yoko Fujimoto, +81-3-3830-0411

ฝ่ายสารสนเทศและประชาสัมพันธ์

sparth@apo-tokyo.org / yfujimoto@apo-tokyo.org

มือถือ: +81-80-4154-7818

แฟกซ์: +81-3-5840-5322

Cushman & Wakefield เตรียมเข้าซื้อบริษัทในเครือสัญชาติไอร์แลนด์จาก Sherry FitzGerald Group

Logo

  • ผู้เชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์กว่า 100 รายในดับลิน ลิเมอริก และกัลเวย์จะเข้าร่วมหนึ่งในบริษัทที่ให้บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดของโลก
  • Aidan Gavin กรรมการผู้จัดการ จะได้รับตำแหน่งหัวเรือใหญ่ผู้ดูแลธุรกิจ Cushman & Wakefield ในไอร์แลนด์ และเป็นหนึ่งในคณะกรรมการบริหารธุรกิจในสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์

ดับลิน–(BUSINESS WIRE)–16 กรกฎาคม 2018

บริษัทผู้ให้บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ระดับโลกอย่าง Cushman & Wakefield ประกาศในวันนี้ว่าได้บรรลุข้อตกลงในการเข้าซื้อกิจการบริษัทอสังหาเชิงพาณิชย์ในเครือ Sherry FitzGerald Group ในสาธารณรัฐไอร์แลนด์ ข้อตกลงนี้คาดว่าจะดำเนินการได้สมบูรณ์ในช่วงต้นเดือนกันยายนปีนี้

โดยปัจจุบัน Cushman & Wakefield ถือหุ้น 20% ในธุรกิจอสังหาเชิงพาณิชย์สัญชาติไอร์แลนด์นี้อยู่แล้ว โดยบริษัทดังกล่าวดำเนินการในฐานะบริษัทสาขาในไอร์แลนด์ และได้ทำการรีแบรนด์ดิ้งเป็น Cushman & Wakefield Ireland ไปก่อนหน้านี้เมื่อสองปีที่แล้ว บริษัทมีผู้เชี่ยวชาญด้านอสังหาเชิงพาณิชย์กว่า 100 คน และมีสำนักงานตั้งอยู่ในดับลิน ลิเมอริก และกัลเวย์ และจะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับ Cushman & Wakefield อย่างเต็มรูปแบบ โดย Cushman & Wakefield เป็นหนึ่งในบริษัทที่ให้บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีพนักงาน 48,000 คนประจำอยู่ที่สำนักงานราว 400 แห่งใน 70 ประเทศ

Aidan Gavin ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ จะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวเรือใหญ่แห่ง Cushman & Wakefield ในไอร์แลนด์ รวมถึงได้นั่งในบอร์ดกรรมการบริหารของบริษัทในสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์

Cushman & Wakefield จะยังคงรักษาความสัมพันธ์อันดีในฐานะบริษัทในเครือกับ Sherry FitzGerald Group ซึ่งมีสำนักงาน 97 แห่งทั่วทั้งไอร์แลนด์

Colin Wilson ตำแหน่ง Chief Executive Officer, EMEA แห่ง Cushman & Wakefield กล่าวว่า: “นี่คือขั้นถัดไปที่น่าตื่นเต้นของความสัมพันธ์อันแสนวิเศษซึ่งได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อ 20 ปีที่แล้ว และยังสะท้อนถึงการเพิ่มขึ้นอย่างมากของโครงการที่มีการดำเนินการข้ามพรมแดนซึ่งทีมของพวกเราได้ร่วมมือกัน ในขณะที่เศรษฐกิจของไอร์แลนด์แข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่องและพวกเราได้มารวมกันเป็นบริษัทเดียวอย่างเต็มรูปแบบ เราหวังจะได้เห็นการเติบโตที่มากขึ้นพร้อมการดำเนินการที่ราบรื่นระหว่างไอร์แลนด์และสหราชอาณาจักร พวกเราจะยังคงมุ่งมั่นต่อการสร้างการเติบโตที่ก่อให้เกิดผลกำไรทั้งในด้านขนาดและการปฏิบัติงานของธุรกิจ EMEA เพื่อส่งมอบผลลัพธ์อันโดดเด่นให้กับลูกค้าของเรา”

Aidan Gavin ตำแหน่ง Head of Ireland ของ Cushman & Wakefield กล่าว่า: “ธุรกิจของเราแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่ได้เข้าร่วมกับแบรนด์ Cushman & Wakefield และพวกเราได้สร้างโมเมนตัมให้กับตลาดอย่างแท้จริง ขณะนี้ เรามีโอกาสที่จะเดินหน้าสู่ขั้นต่อไป ด้วยการนำทรัพยากรของเครือข่ายที่เรามีอยู่ทั่วโลกมาใช้ให้เกิดประโยชน์เพื่อร่วมกันออกแบบอนาคตของวงการอสังหาของไอร์แลนด์”

Steven McKenna ตำแหน่ง Chief Executive Officer แห่ง Sherry FitzGerald Group กล่าวว่า“สำหรับ Sherry FitzGerald Group แล้ว การขายธุรกิจครั้งนี้มอบโอกาสให้เราได้สนับสนุนแผนการอันทะเยอทะยานที่จะพัฒนาธุรกิจหลักของ Sherry FitzGerald อย่างต่อเนื่อง เร็วๆ นี้ เราจะเปิดสำนักงานแห่งที่ 100 ในไอร์แลนด์และจะให้ความสำคัญกับการส่งมอบธุรกิจที่ชาญฉลาดมากขึ้นผ่านเทคโนโลยีที่เต็มไปด้วยจินตนาการ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ของลูกค้าของเรา ถือว่าเป็นเรื่องที่สมเหตสมผลแล้วในการที่ Cushman & Wakefield จะเป็นเจ้าของธุรกิจเชิงพาณิชย์สัญชาติไอร์แลนด์นี้แต่เพียงผู้เดียว พอๆ กับการที่พวกเราจะได้มีโครงสร้างการเป็นเจ้าของที่เข้าใจง่ายและดำเนินกิจการเป็นแบรนด์เดี่ยว โดยพวกเรายินดีที่จะเดินหน้าความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับ Cushman & Wakefield Ireland ต่อไป”

นอกจากการตกลงซื้อกิจการจาก Sherry FitzGerald Group แล้ว Cushman & Wakefield จะเข้าเป็นผู้ถือหุ่นส่วนน้อยในธุรกิจในเครือด้านอสังหาเชิงพาณิชย์ในเมืองคอร์กและเบลฟาสต์ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อกรรมสิทธิ์หุ้นปัจจุบันซึ่งถือครองโดยผู้บริหารที่ถือครองหุ้น

เกี่ยวกับ Cushman & Wakefield

Cushman & Wakefield เป็นบริษัทที่ให้บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ระดับแนวหน้าของโลก ผู้ส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีความแตกต่างให้กับลูกค้าด้วยการสร้างสรรค์ไอเดียต่างๆ ให้เกิดขึ้นจริงสำหรับผู้ครอบของและเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ Cushman & Wakefield เป็นหนึ่งในบริษัทที่ให้บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุด มีพนักงานทั้งหมด 48,000 คน ทำงานอยู่ในสำนักงานราว 400 แห่งใน 70 ประเทศทั่วโลก ในปี 2017 บริษัทมีรายได้ 6.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากบริการหลักๆ ในด้านอสังหาริมทรัพย์ การบริหารจัดการโครงการและสิ่งก่อสร้าง การเช่าซื้อ ตลาดทุน การประเมินมูลค่าและบริการอื่นๆ ดูเพิ่มเติมเกี่ยวกับเราได้ที่ www.cushmanwakefield.com หรือติดตามเราบน Twitter ที่ @CushWake

ดูเวอร์ชันต้นฉบับที่ businesswire.comhttps://www.businesswire.com/news/home/20180716005412/en/

ติดต่อ:

Cushman & Wakefield
Richard Coleman, +44 (0)203 296 4326
หัวหน้าฝ่ายสื่อสาร EMEA
richard.coleman@cushwake.com
หรือ
Sherry FitzGerald Group
Jill O’Neill, +353 86 252 3277
ผู้อำนวยการ, ฝ่ายสื่อสารภายนอกองค์กร
jill.oneill@sherryfitz.ie

Kohler Co. ได้รับการเปิดตัวในฐานะหุ้นส่วนหลักของ Manchester United

Logo

โคห์เลอร์จะเป็นหุ้นส่วนแขนเสื้อครั้งแรกของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดทั้งทีมชายและหญิง

แมนเชสเตอร์, ประเทศอังกฤษ–(BUSINESS WIRE)–12 กรกฎาคม  2018

(NYSE: MANU) แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด และโคห์เลอร์ซึ่งเป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์ระดับโลกที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมือง โคห์เลอร์รัฐวิสคอนซิน ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ตกลงที่จะร่วมมือเป็นพันธมิตรกันเป็นเวลาหลายปี โลโก้แบรนด์โคห์เลอร์จะถูกปักอยู่บนแขนเสื้อของทีมระดับไอคอนที่ขายดีที่สุด ทั้งทีมชายและหญิง การเป็นหุ้นส่วนในครั้งนี้รวมถึงการมีส่วนร่วมร่วมกันในกิจกรรมในวันแข่งขัน การปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ของสโมสร การพัฒนาอย่างยั่งยืนทั่วโลก และโครงการความรับผิดชอบต่อสังคม และการร่วมมือกับพันธมิตรอื่น ๆ เช่น กับแฟน ๆ ของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดและลูกค้าและบริษัทร่วมของโคห์เลอร์

ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้มีคุณลักษณะเป็นมัลติมีเดีย ดูฉบับเต็มได้ที่นี่:https://www.businesswire.com/news/home/20180712005392/en/

L-R Kohler CEO David Kohler MU Group MD Richard Arnold at Old Trafford (Photo: Business Wire)

จากซ้าย ซีอีโอของโคห์เลอร์  และกรมการผู้จัดการบริหารแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดนาย Richard Arnold ณ สนาม Old Trafford (รูปภาพ: Business Wire)

 Kohler Co. เป็นผู้นำด้านการออกแบบและสร้างนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ห้องครัวและผลิตภัณฑ์อ่างอาบน้ำและเป็นหนึ่งในผู้ผลิตระบบไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุดในโลก ก่อตั้งขึ้นในปี 1873 ทั้งสององค์กรดำเนินกิจการมายาวนานกว่า 140 ปี มีประวัติอันยาวนานร่วมกันในวัฒนธรรม ความเป็นเลิศ และนวัตกรรม ตลอดจนวิสัยทัศน์ร่วมกันในการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อโลก

แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดและโคห์เลอร์จะเฉลิมฉลองการเป็นพันธมิตรกับแฟน ๆ ของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดทั่วโลกในวันที่ 19 กรกฎาคมที่จะถึงนี้ ซึ่งเป็นวันที่จะเปิดตัวเสื้อเชิ้ตประจำปี 2018/19 ตัวใหม่ในสัปดาห์หน้าเป็นครั้งแรก โดยที่จะเปิดตัวโดยทีมชายในการแข่งขันเปิดตัวของทัวร์ปี 2018 ซึ่งแข่งกับทีม Club America ในเมืองฟินิกซ์ รัฐแอริโซนา

กรรมการผู้จัดการบริษัทแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด, Richard Arnold แสดงความคิดเห็นว่า

"เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ได้ต้อนรับโคห์เลอร์ให้มาเป็นสมาชิกครอบครัวแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดในฐานะหุ้นส่วนที่สำคัญและเป็นสปอนเซอร์แขนเสื้อเจ้าแรกของเราสำหรับทั้งทีมชายและหญิง เสื้อของเราเป็นมากกว่าสิ่งที่สวมใส่ มันแสดงถึงความรักของแฟน ๆ และความจงรักภักดีต่อสโมสรของพวกเรา "

 "โคห์เลอร์เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกไม่เพียง แต่สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ล้ำสมัยและสุดหรูเท่านั้น แต่ยังเป็นที่รู้จักด้านความมุ่งมั่นอย่างแท้จริงในการดูแลรักษา และการพัฒนาอย่างยั่งยืนพวกเขาจึงเป็นส่วนเสริมที่น่าตื่นเต้นสำหรับหารเป็นหุ้นส่วนครอบครัวของเราด้วย" เดวิดโคห์เลอร์ประธานและซีอีโอของ Kohler Co. แสดงความคิดเห็น

“การเป็นหุ้นส่วนของเรากับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดก่อให้เกิดโอกาสใหม่ ๆ ในการแสดงคุณภาพของผลิตภัณฑ์และบริการของโคห์เลอร์กับแฟน ๆ ที่หลงใหลในทีมกีฬาที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางที่สุดในโลก เรารู้สึกตื่นเต้นที่จะช่วยสร้างแบรนด์ระดับโลกของเราในหมู่ผู้ที่ใช้ชีวิตด้วยไลฟ์สไตล์ที่ประกอบด้วยนวัตกรรมระดับแนวหน้า และผู้มีความปรารถนาที่จะทำให้โลกนี้กลายเป็นสถานที่ที่ดียิ่งขึ้น "

“An esse"องค์ประกอบที่สำคัญของความสัมพันธ์คือการสนับสนุนทีมฟุตบอลหญิงมืออาชีพทีมใหม่ของเรา และเราหวังตั้งตารอวันเปิดตัวของพวกเขาและการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องของพวกเรา แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดแสดงถึงความเป็นเลิศอย่างยั่งยืนในทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาทำ และค่านิยมร่วมกันกันของพวกเราก็เป็นคู่ที่สมบูรณ์แบบ ในขณะที่เราขยายแบรนด์ของเราไประดับนานาชาติอย่างรวดเร็ว ไปสู่ภูมิภาคใหม่โดยมีเป้าหมายและภาพลักษณ์ที่ประจักษ์ชัดเจน "

จบ

เกี่ยวกับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด (Manchester United)

แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเป็นหนึ่งในทีมกีฬาที่ได้รับความนิยมและประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลกซึ่งลงแข่งขันในกีฬาที่ได้รับความนิยมจากผู้ชมมากที่สุดในโลก จากประวัติศาสตร์ที่สั่งสมมานาน 140 ปีของเรา เราชนะได้รางวัลมา 66 ถ้วยรางวัลทำให้เราสามารถพัฒนาแบรนด์กีฬาชั้นนำและสร้างชุมชนระดับโลกที่มีผู้ติดตามกว่า 659 ล้านคน การมีชุมชนขนาดใหญ่ที่อุทิศตัวให้กับทีมของเราให้แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดมีแพลตฟอร์มทั่วโลกในการสร้างรายได้ที่สำคัญจากหลายแหล่งรวมทั้ง รายได้จากสปอนเซอร์ การขายสินค้า การออกใบอนุญาตผลิตภัณฑ์ การใช้สื่อแนวใหม่และโทรศัพท์มือถือ การกระจายเสียงและจากการแข่งขันที่สนาม

เกี่ยวกับโคห์เลอร์ (Kohler Co.)

ก่อตั้งขึ้นในปี 1873 โดยมีสำนักงานใหญ่ในเมืองโคห์เลอร์ รัฐวิสคอนซิน โคห์เลอร์เป็นหนึ่งใน บริษัท เอกชนที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดในอเมริกาซึ่งประกอบไปด้วยผู้ร่วมงานเกือบ 37,000 คน ด้วยโรงงานการผลิตมากกว่า 50 แห่งทั่วโลกทำให้โคห์เลอร์เป็นผู้นำระดับโลกด้านการออกแบบ นวัตกรรม และการผลิตผลิตภัณฑ์สำหรับห้องครัวและผลิตภัณฑ์อ่างอาบน้ำ เครื่องยนต์ และระบบไฟฟ้า ชั้นวางของและกระเบื้องแบบหรูหรา; และเจ้าของที่พักและผู้ประกอบการด้านรีสอร์ทสนามกอล์ฟระดับ 5 ดาวที่ดีที่สุดในโลกอีก 2 แห่งในโคห์เลอร์ วิสคอนซิน และเซนต์แอนดรูส์ ประเทศสก็อตแลนด์ สนามกอล์ฟ Whistling Straits ของ Kohler จะเป็นเจ้าภาพจัดงาน Ryder Cup ปี 2020  ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  www.KohlerUnited.com

ดูเวอร์ชันต้นฉบับที่ businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20180712005392/en/

ติดต่อ:

Manchester United

Kate Lowe

+44 (0) 161 868 8427

kate.lowe@manutd.co.uk

หรือ

Kohler Co.

Stephen Maliszewski

stephen.maliszewski@kohler.com