ISID เข้าซื้อบริษัทไอทีสัญชาติอินโดนีเซียเพื่อขยายธุรกิจ ตั้งเป้าเจาะกลุ่มสถาบันการเงินภายในประเทศ

Logo

โตเกียว–(BUSINESS WIRE)–17 เมษายน 2562

วันนี้ Information Services International-Dentsu, Ltd. (TOKYO: 4812) (“ISID” สำนักงานใหญ่: แขวงมินาโตะ กรุงโตเกียว; ประธานและซีอีโอ: Ryoichi Nawa) ประกาศว่า PT. ISID INDONESIA (สำนักงานใหญ่: กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย; ประธานกรรมการบริหาร: Takuya Ono; จากนี้เรียก “ISID INDONESIA”) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ ได้เข้าซื้อหุ้นจำนวน 75% ของ PT. Ebiz Cipta Solusi (สำนักงานใหญ่: กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย; ประธานกรรมการบริหาร: Dedy Effendi Lingga; จากนี้เรียก “Ebiz”) ซึ่งดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับด้านไอทีในประเทศอินโดนีเซีย การเข้าซื้อหุ้นครั้งนี้ทำให้ Ebiz กลายเป็นบริษัทในเครือของ ISID

Ebiz คือบริษัทด้านไอทีที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการขายของโซลูชันซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นเองและซอฟต์แวร์ที่พัฒนาโดยบริษัทอื่น รวมถึงธุรกิจเกี่ยวกับการจัดหาบริการต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการสนับสนุนด้านเทคนิค “Maleo Series” ซึ่งเป็นโซลูชันรายงานสำหรับหน่วยงานทางการเงินที่มี Ebiz เป็นเจ้าของ เป็นผู้นำส่วนแบ่งการตลาดแบบเบ็ดเสร็จ โดยบริษัทด้านเช่าซื้อและการเงินรายใหญ่ของอินโดนีเซียมากกว่า 20 แห่ง รวมถึงบริษัทที่ใหญ่ติดอันดับ 1 ใน 10 ให้ความสนใจนำไปใช้ เมื่อไม่นานมานี้ ได้มีการปรับปรุงการควบคุมจัดการโดยสำนักงานบริการด้านการเงิน (Financial Services Authority) ของอินโดนีเซีย ทำให้ความต้องการโซลูชันสำหรับรายงานด้านการเงินนี้ในองค์กรที่ดำเนินการเกี่ยวกับการเงิน (บริษัทเช่าซื้อและการเงิน ธนาคาร บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทประกัน) เพิ่มมากขึ้น จึงมีการคาดการณ์ว่าธุรกิจของ Ebiz จะเติบโตอย่างมากในอนาคต

ISID INDONESIA มีบทบาทในธุรกิจออกแบบและวางระบบ (Systems Integration) โดยเฉพาะในบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นที่ดำเนินการในอินโดนีเซีย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พบว่าตลาดมีความต้องการ “Lamp” ซึ่งเป็นระบบครบวงจรหลักสำหรับธุรกิจเช่าซื้อและการเงินที่พัฒนาและให้บริการโดย ISID Group สูงขึ้นในจีนและภูมิภาคอาเซียน ISID INDONESIA ได้ติดตั้ง Lamp ให้กับลูกค้าหลายรายในอินโดนีเซีย รวมถึงบริษัทเช่าซื้อและการเงินชั้นนำของญี่ปุ่น 4 แห่งที่ทำธุรกิจในอินโดนีเซีย การเข้าซื้อหุ้นครั้งนี้ ISID Group จะเพิ่มโซลูชันการรายงานสำหรับหน่วยงานด้านการเงินของ Ebiz ในไลน์อัปผลิตภัณฑ์ของตน ตามที่ต้องการโดยลูกค้าของ Lamp ทั้งในปัจจุบันและอนาคต นอกจากนี้ ISID Group มีความตั้งใจที่จะขยายธรุกิจโซลูชันด้านการเงินของตนในอินโดนีเซียผ่านการเพิ่มยอดขายของ Lamp และวิธีอื่น ๆ โดยใช้ฐานลูกค้าในประเทศของ Ebiz ให้เป็นประโยชน์

คาดว่า การทำธุรกรรมนี้จะส่งผลกระทบต่อผลลัพธ์ทางการเงินรวมของ ISID สำหรับปีบัญชีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2562 เพียงเล็กน้อย

เกี่ยวกับ Ebiz

ชื่อบริษัท

PT. Ebiz Cipta Solusi

ตัวแทน

Dedy Effendi Lingga ตำแหน่งประธานกรรมการ

ที่ตั้ง

กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย

เว็บไซต์

http://www.ebizcipta.com/

ปีที่ก่อตั้ง

2001

สัดส่วน

ผู้ถือหุ้น

ISID INDONESIA 75% หลังจากการเข้าซื้อเสร็จสมบูรณ์

จำนวนพนักงาน

110

ประเภทธุรกิจ

ผู้ให้บริการออกแบบและวางระบบให้กับธุรกิจ (ที่ปรึกษาด้านไอที การพัฒนาระบบ การขายผลิตภัณฑ์และการบำรุงรักษา เป็นต้น)

(อ้างอิง)

เกี่ยวกับ “Maleo Series”

Maleo คือโซลูชันการรายงานสำหรับสำนักงานบริการด้านการเงินของอินโดนีเซียที่พัฒนาโดย Ebiz ซีรีส์ปัจจุบันประกอบด้วยแพ็คเกจรายงานข้อมูลด้านเครดิต “SLIK” และโซลูชันรายงานสำหรับหน่วยงานด้านการเงิน “SIPP” โดยปัจจุบัน Maleo เป็นที่รู้จักของสถาบันการเงินมากกว่า 20 แห่งในอินโดนีเซีย นับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2560

เกี่ยวกับ “Lamp”

“Lamp” ย่อมาจาก “Leasing & Finance Advanced Management Portal” คือระบบหลักสำหรับการดำเนินการต่าง ๆ ด้านเช่าซื้อและการเงิน พัฒนาโดย ISI-Dentsu Shanghai Co., Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทสาขาของ ISID ในประเทศจีน

ระบบนี้ประกอบด้วยฟังก์ชันพื้นฐานสำหรับการจัดการลูกค้า การจัดการสัญญา การออกใบเสร็จ การจัดเก็บและจัดการการชำระเงิน และยังมีฟังก์ชันอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น รองรับหลายภาษา การทำธุรกรรมที่รองรับสกุลเงินหลายสกุล และกระบวนการคืนเงินด้วยการผ่อนชำระเนื่องจากความผันผวนของดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยน ระบบยังสามารถใช้งานได้กับระบบของธนาคาร ระบบ CMS ระบบบัญชีและอื่น ๆ นับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2553 มีบริษัท 31 บริษัท ใน 8 ประเทศ ที่นำ Lamp ไปใช้ในสำนักงานกว่า 255 แห่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นที่ดำเนินกิจการในจีนและในภูมิภาคอาเซียน (ข้อมูลล่าสุดเมื่อมีนาคม 2562) http://www.isid.com.cn/lamp/en/

หมายเหตุ: ชื่อบริษัทและชื่อผลิตภัณฑ์ที่กล่าวถึงในเอกสารประชาสัมพันธ์นี้เป็นเครื่องหมายการค้า หรือเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของบริษัทนั้น ๆ

ดูเนื้อหาต้นฉบับที่ businesswire.comhttps://www.businesswire.com/news/home/20190416006085/en/

ข้อมูลติดต่อสำหรับสื่อ
ISID Corporate Communications Office โทร:+81 3-6713-6100 อีเมล: g-pr@isid.co.jp
Yu Tajika

การลงทุน ESG ในอาเซียนกำลังสดใส อย่างไรก็ตามยังคงมีความท้าทายยังคงอยู่ จากคำกล่าวของการศึกษาใหม่เกี่ยวกับการลงทุน ESG ในอาเซียนของ AJC

Logo

โตเกียว–(BUSINESS WIRE)–28 มี.ค. 2019

การลงทุน ESG ได้ถูกดำเนินการอย่างไม่มีระเบียบและยังเห็นได้ไม่ชัดเจนในหมู่บริษัทอาเซียน แต่ก็มีแนวโน้มที่สดใส อ้างอิงจากการศึกษาเกี่ยวกับการลงทุน ESG ในภูมิภาคอาเซียนที่ออกโดยศูนย์อาเซียน-ญี่ปุ่น (ASEAN-Japan Centre หรือ AJC)

ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้มีคุณสมบัติเป็นมัลติมีเดีย ดูข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับเต็มได้ที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20190327005869/th/

"ESG Investment: Towards Sustainable Development in ASEAN and Japan" issued by the ASEAN-Japan Centr ...

"การลงทุน ESG: สู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในอาเซียนและญี่ปุ่น" ออกโดยศูนย์อาเซียน – ญี่ปุ่น (กราฟิก: Business Wire)

สิ่งแวดล้อม การลงทุนด้านสังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ได้รับแรงผลักดันสนับสนุนจากทั่วโลกและกำลังเคลื่อนไปสู่เอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศสมาชิกอาเซียน เมื่อได้ศึกษาสถานการร์ของภูมิภาคนี้ AJC ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างรัฐบาลของอาเซียนและญี่ปุ่นที่อยู่ในโตเกียว จึงได้ทำการศึกษาหัวข้อ “การลงทุน ESG: สู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในอาเซียนและญี่ปุ่น” (https://www.asean.or.jp/en/wp-content) /uploads/sites/3/ESG_web.pdf) เพื่อกระตุ้นให้นักลงทุนลงทุนอย่างมีความรับผิดชอบโดยการทำความเข้าใจการลงทุน ESG และสนับสนุนสภาพแวดล้อมและสังคมการลงทุนที่ดีและยั่งยืนในญี่ปุ่นและในประเทศสมาชิกอาเซียน

ข้อความสำคัญของการศึกษามีดังนี้

การลงทุน ESG สำหรับนักลงทุนทุกคน

เนื่องจากการลงทุน ESG ดั้งเดิมมาจากตลาดการเงิน คนจึงมักคิดกันไปว่าการลงทุน ESG นั้นมีไว้สำหรับนักลงทุนทางการเงินเท่านั้น อย่างไรก็ตามนักลงทุนทุกหมู่ ควรให้ความสำคัญกับ ปัจจัย ESG ซึ่งรวมถึงนักลงทุนในภาคธุรกิจจริง หรือผู้ประกอบการอีกด้วย โดย ESG ไม่เพียงแต่มีความสำคัญในฐานะที่เป็นสัญญาณให้นักลงทุนเท่านั้น แต่ยังช่วยให้บรรลุวัตถุประสงค์ทางธุรกิจและการสร้างมูลค่า จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการเพิ่มผลกำไรให้กับทุกบริษัท นอกจากนี้ ESG ยังสามารถช่วยบริษัทใหม่และองค์กรขนาดเล็กและขนาดกลางเพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขัน ดังนั้นบริษัททุกแห่งไม่ว่าจะมีขนาดเท่าใดและจดทะเบียนในตลาดหุ้นหรือไม่ ควรบูรณาการการลงทุนแบบ ESG ในกลยุทธ์ธุรกิจหลักของพวกเขา และพิจารณาการลงทุน ESG ให้เป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์การเติบโต

การลงทุน ESG กำลังเคลื่อนตัวจากความเป็นเฉพาะกลุ่มไปสู่วงกว้าง

ความต้องการการลงทุน ESG ทั่วโลกเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และค่อยๆเข้าสู่เอเชียโดยเฉพาะในอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มอาเซียน -5 มีแนวโน้มการลงทุน ESG ที่สดใส ในขณะที่สำหรับรัฐสมาชิกอื่น ๆ ยังต้องใช้ความพยายามมากขึ้น

บริษัทร่วมลงทุน ESG ที่มีผลกำไรที่สูงขึ้น

การลงทุน ESG ช่วยให้ บริษัทลดต้นทุนและเพิ่มรายได้และผลกำไร การค้นพบหลักของเราแสดงให้เห็นว่าผลกำไรของบริษัท ESG นั้นสูงกว่าของ บริษัทที่ไม่ใช่ ESG โดยเฉลี่ย อัตราส่วนของกำไรสุทธิต่อรายได้รวมคือ 11.4% สำหรับ บริษัท ESG และ 9.6% สำหรับ บริษัท ที่ไม่ใช่ ESG

การลงทุน ESG ได้รับการดำเนินการโดยไม่ชัดเจนและยังไม่เป็นระบบในบริษัทของกลุ่มอาเซียน

นี่แสดงถึงการเติบโตที่เป็นไปได้ของการลงทุน ESG ในกลุ่มประเทศอาเซียน ความท้าทายที่สำคัญคือแม้ว่า ESG จะพบได้ในกลยุทธ์การพัฒนาอย่างยั่งยืนและการกำกับดูแลกิจการ แต่บริษัทเหล่านั้นพบว่ามีความยากลำบากในการบูรณาการณ์รวมการลงทุน ESG เข้าไปในกลยุทธ์ทางธุรกิจหลักของพวกเขา ดังนั้นควรใช้ความพยายามเพิ่มเติมในการรวมการลงทุน ESG อย่างชัดเจนและเป็นระบบ

การลงทุน ESG นั้นดำเนินการอย่างสร้างสรรค์และมีนวัตกรรมในหมู่ผู้ประกอบการอาเซียน

AJC พบว่า บริษัท ESG ในอาเซียนนั้นมีความคิดสร้างสรรค์และมีนวัตกรรมในการบูรณาการการลงทุน ESG ในกลยุทธ์ทางธุรกิจของพวกเขา โดยการคำนึงถึงปัจจัย ESG พวกเขาได้นำเสนอโซลูชั่นธุรกิจและผลิตภัณฑ์ใหม่ให้กับลูกค้าของพวกเขาโดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ในการผลิต

การลงทุน ESG ในอาเซียนกำลังเติบโตสดใส อย่างไรก็ตามความท้าทายยังคงอยู่

ในปัจจุบันบริษัทในอาเซียนยังไม่ได้รวมบูรณาการการลงทุน ESG เข้าไปอย่างเต็มที่ในกลยุทธ์ทางธุรกิจหลักของพวกเขา ความท้าทายนี้ประกอบด้วยปัจจัยหลายประการรวมถึง ก) การรับรู้ที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการลงทุน ESG ข) ขีดความสามารถที่จำกัดในการบูรณาการการลงทุน ESG อย่างสมบูรณ์และ ค) แนวทางและการสนับสนุนที่ไม่เพียงพอจากการแลกเปลี่ยนและจากรัฐบาล นอกจากนี้ยังมีความเชื่อมโยงที่อ่อนแอระหว่างการลงทุน ESG และความสำเร็จของ SDGs ดังนั้น การพัฒนาต่อไปและความก้าวหน้าของบริษัท การแลกเปลี่ยน และผู้กำหนดนโยบาย จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในบริบทนี้ ความท้าทายเหล่านี้ควรได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วนเพื่อการใช้ประโยชน์จากศักยภาพในการเติบโตของการลงทุน ESG อย่างเต็มที่

การลงทุน ESG สามารถบูรณาการเข้ากับกลยุทธ์ทางธุรกิจหลักได้อย่างสมบูรณ์ผ่านขั้นตอนการปฏิบัติดังต่อไปนี้ ก) การเปลี่ยนการรับรู้ต่อการลงทุน ESG เพื่อให้คนรับรู้ถึงความสำคัญที่เพิ่มขึ้นและความจำเป็นของ ESG; ข) การวางแผนกลยุทธ์ ESG ที่มีประสิทธิภาพโดยการทำตามเป้าหมายเชิงปริมาณและทำความเข้าใจกับปัญหาความยั่งยืนที่ธุรกิจและอุตสาหกรรมเฉพาะกำลังเผชิญ ค) ดำเนินการด้วยความคิดสร้างสรรค์ ความยืดหยุ่น และนวัตกรรมเพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส และ ง) การทำงานกับเพื่อนร่วมงาน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายเพื่อใช้ประโยชน์จากความรู้ที่รวมกันและการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale)

การส่งเสริมการลงทุน ESG ควรได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนเพิ่มเติมโดยการแลกเปลี่ยนและจากรัฐบาล: หน่วยงานกำกับดูแลและผู้กำหนดนโยบายสามารถช่วยส่งเสริมความคืบหน้าของการลงทุน ESG ได้โดย ก) การสื่อสารผลประโยชน์ของการลงทุน ESG เนื่องจากปัจจุบัน บริษัทมีความเข้าใจผิดในการลงทุนแบบ ESG  ข) การบังคับใช้กฎระเบียบด้านการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนที่บังคับใช้สำหรับทั้งหน่วยงานที่จดทะเบียนและไม่จดทะเบียน ค) การให้แนวทางและการสนับสนุนที่เฉพาะเจาะจง เช่น เซสชันการให้คำปรึกษาเป็นรายบุคคล การสนทนาที่รวมถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เป็นต้น  ง) ประเมินผลการดำเนินงาน ESG ของ บริษัท เป็นระยะ ๆ เพื่อส่งเสริมสภาพแวดล้อมการแข่งขันระหว่างบริษัท และการรวมผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามาเกี่ยวข้องในกระบวนการตรวจสอบทั้งหมด จ) การใช้ประโยชน์จากยุคดิจิตอล และ ฆ) เน้นการเชื่อมโยงระหว่างการลงทุน ESG และ SDGs เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการลงทุนและสังคมที่ยั่งยืนมากขึ้น

หากต้องการดาวน์โหลดรายงานโปรดเยี่ยมชมเว็บไซต์ AJC ที่

https://www.asean.or.jp/en/wp-content/uploads/sites/3/ESG_web.pdf

ศูนย์ อาเซียน – ญี่ปุ่น

ศูนย์อาเซียน – ญี่ปุ่นเป็นองค์การระหว่างรัฐบาล จัดตั้งขึ้นโดยประเทศสมาชิกอาเซียนและญี่ปุ่นในปี 1981 โดยได้มีการส่งเสริมการส่งออกจากอาเซียนไปยังประเทศญี่ปุ่นในขณะที่ฟื้นฟูการลงทุน การท่องเที่ยว และการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนในประเทศสมาชิกอาเซียนกับญี่ปุ่น

URL: https://www.asean.or.jp/en/

ดูต้นฉบับบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20190327005869/en/

ติดต่อ:

ศูนย์อาเซียน – ญี่ปุ่น

Junko Nukiyama

โทร + 81-3-5402-8118

FAX + 81-3-5402-8003

E-mail: toiawase_ga@asean.or.jp

1F, Shin Onarimon Bldg., 6-17-19 Shimbashi,

Minato-ku, Tokyo 105-0004 Japan

PIVOT Fintech ได้รับใบอนุญาตการบริการด้านตลาดทุนจากผู้กำกับดูแลของสิงคโปร์

Logo

ใบอนุญาตนี้จะทำให้สามารถเปิดตัวบริการการจัดการความมั่งคั่งที่ขับเคลื่อนด้วย AI โดยตรงกับผู้บริโภค

สิงคโปร์–(BUSINESS WIRE)–24 มีนาคม 2019

PIVOT Fintech Pte. Ltd. (“PIVOT”)  ผู้ให้บริการเทคโนโลยีการจัดการความมั่งคั่งแบบดิจิทัลซึ่งได้รับการสนับสนุนโดย Pintec Technology Holdings Ltd. (“ PINTEC”; NASDAQ: PT) และ FWD Group ประกาศการได้รับใบอนุญาตบริการด้านตลาดทุน (Capital Markets Services – “CMS”) โดย Monetary Authority of Singapore (MAS)

ใบอนุญาต CMS ของ PIVOT ซึ่งมาหลังจากแนวทาง MAS ที่เผยแพร่เมื่อเร็วๆ นี้ในการให้บริการที่ปรึกษาทางดิจิทัลเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2018 ทำให้บริษัทสามารถให้บริการด้านการลงทุนที่ขับเคลื่อนด้วย AI โดยตรงกับลูกค้ารายย่อย

“ความสำเร็จครั้งสำคัญในสิงคโปร์ครั้งนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นของความมุ่งมั่นของ PIVOT ในการนำเสนอโซลูชั่นการบริหารความมั่งคั่งที่เป็นนวัตกรรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” Victor Lye CEO PIVOT กล่าว ซึ่งเป็นผู้สร้างแนววิเคราะห์การทำโปรไฟล์ความเสี่ยงที่เป็นกรรมสิทธิ์ของ PIVOT

PINTEC ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นหลักของ PIVOT ได้พิสูจน์เทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญในการให้บริการการจัดสรรสินทรัพย์ทั่วโลกและบริการจัดการเงินให้แก่สถาบันการเงินที่ขับเคลื่อนโดย AI ในตลาดจีนที่มีการแข่งขันสูง  ด้วยการผนวกรวมการวิเคราะห์การทำโปรไฟล์ความเสี่ยงที่เป็นกรรมสิทธิ์ของ PIVOT และพอร์ทัลออนบอร์ดลูกค้าเข้ากับเทคโนโลยี AI ของ Pintec ทำให้ PIVOT ได้พัฒนาบริการการจัดการการลงทุนแบบดิจิตอลแบบครบวงจรที่ขับเคลื่อนด้วยการเรียนรู้ด้วยเครื่อง AI

แบรนด์ผู้บริโภคของ PIVOT คือ“ SquirrelSave” ซึ่งออกแบบโซลูชั่นการจัดสรรสินทรัพย์โดยใช้พอร์ตการลงทุนแบบเรียลไทม์ที่ประกอบด้วย AI ซึ่งประกอบด้วยกองทุนแลกเปลี่ยนซื้อขาย (ETFs) และการวิเคราะห์ตลอด 24 ชั่วโมงทุกวันตามความเสี่ยงที่ระบุของนักลงทุนแต่ละราย

“การเรียนรู้ด้วยเครื่องจักร AI สามารถติดตามและทำนายผลตอบแทนการลงทุนแบบเรียลไทม์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่ามนุษย์  SquirrelSave สามารถตอบสนองความต้องการด้านการจัดการความเสี่ยงของนักลงทุนที่มีอยู่และความต้องการของผู้ที่ยังไม่ได้รับการดูแลหรือผู้ด้อยการดูแลด้วยความเป็นมืออาชีพ ซื่อสัตย์สุจริต คุณค่า ความเป็นกลาง และความโปร่งใส” Victor Lye “การเข้าสู่ตลาดผู้บริโภคด้วยใบอนุญาต CMS สนับสนุนวิสัยทัศน์ของเราเกี่ยวกับการให้บริการทางการเงินที่คลอบคลุมโดยการก่อกวนเชิงสร้างสรรค์และสนับสนุนวิสัยทัศน์ของสิงคโปร์ในการเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมของฟินเทค”

เชิงกลยุทธ์ PIVOT จะเชื่อมประสบการณ์ Pintec ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ในประเทศจีนและสิงคโปร์ เป้าหมายระยะสั้นคือ PIVOT ในการฝึกอบรมบุคลากรที่มีความสามารถ AI ในท้องถิ่นร่วมกับสถาบันการศึกษาของสิงคโปร์

ระบบการจัดสรรสินทรัพย์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ของ Pintec นั้นมีชื่อว่า “POLARIS” ในประเทศจีน  POLARIS เปิดตัวในเดือนมิถุนายน 2016 และประสบความสำเร็จในการใช้งานเครื่องเรียนรู้แพลตฟอร์ม AI สำหรับสถาบันการเงินจีนที่สำคัญเช่น Minsheng Securities, Bank of Zhengzhou และ Guoyuan Securities

“ ที่ PINTEC เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนการเติบโตของ PIVOT ในสิงคโปร์ด้วยอัลกอริธึมการจัดสรรสินทรัพย์ที่ผ่านการทดสอบอย่างเข้มงวดและมาตรฐานการปฏิบัติตามกฎระเบียบเพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นสำหรับพอร์ตที่ต้นทุนต่ำ โปร่งใส และมีการบริหารความเสี่ยง Zheng Yudong ซีอีโอของ ธุรกิจการบริหารความมั่งคั่งของ Pintec

“ในฐานะผู้ถือหุ้นหลัก PINTEC รู้สึกตื่นเต้นกับโอกาสที่ได้รับจากใบอนุญาต CMS ในสิงคโปร์และจะยังคงสนับสนุน PIVOT ในภารกิจในการให้บริการเทคโนโลยีการจัดการความมั่งคั่งดิจิทัลที่ขับเคลื่อนโดยปัญญาประดิษฐ์และการเรียนรู้เครื่องจักรทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

เกี่ยวกับ PIVOT Fintech

PIVOT Fintech ซึ่งตั้งอยู่ในสิงคโปร์เปิดตัวในเดือนตุลาคม 2017 โดย ผู้ประกอบการบริษัท Victor Lye และกลุ่ม(PINTECwww.pintec.com) เพื่อให้บริการเทคโนโลยีการจัดการความมั่งคั่งดิจิตอล B2B & B2C ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งขับเคลื่อนโดย AI และการเรียนรู้ของเครื่องจักร  PIVOT เป็นกิจการแรกของ PINTEC ที่อยู่นอกประเทศจีนและได้รับการสนับสนุนจากกลุ่ม FWD ซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทประกันชีวิตในเอเชียและนักลงทุนรุ่นแรก

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาเยี่ยมชม www.pivotfintech.com

เกี่ยวกับ PINTEC

PINTEC เป็นแพลตฟอร์มเทคโนโลยีอิสระชั้นนำที่เปิดให้บริการทางการเงินในประเทศจีน  ด้วยการเชื่อมต่อกับพันธมิตรทางการเงินผ่านแพลตฟอร์ม PINTEC ช่วยให้สามารถให้บริการทางการเงินแก่ผู้ใช้ปลายทางได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล  บริษัทนำเสนอโซลูชันแบบเต็มรูปแบบที่กำหนดเองให้แก่คู่ค้า ตั้งแต่เงินทุน ณ จุดขาย สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อผ่อนชำระ ธุรกิจการบริหารความมั่งคั่ง และผลิตภัณฑ์ประกันภัย  โดยใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีที่ปรับขนาดได้และน่าเชื่อถือ PINTEC ให้บริการแก่อุตสาหกรรมที่หลากหลาย โดยครอบคลุมการเดินทางออนไลน์ อีคอมเมิร์ซ การสื่อสารโทรคมนาคม การศึกษาออนไลน์ แพลตฟอร์ม SaaS  เทคโนโลยีการเงิน การค้นหาทางอินเทอร์เน็ต  และผ่านพันธมิตรทางการเงินประเภทต่างๆ รวมถึงธนาคาร บรกเกอร์ บริษัทประกันภัย กองทุนรวม บริษัทสินเชื่อเพื่อผู้บริโภค แพลตฟอร์มเพียร์ทูเพียร์ และสถาบันอื่นที่คล้ายคลึงกัน

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาเยี่ยมชม www.pintec.com

ดูเวอร์ชั่นต้นฉบับบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20190324005011/en/

สื่อ:

PINTEC

Annie He

โทรศัพท์: +86 (10) 8564-3436

yini.he@pintec.com

ICR Inc .

Edmond Lococo

โทรศัพท์: +86 (10) 6583-7510

Edmond.Lococo@icrinc.com

Murphy Oil Corporation ประกาศขายพอร์ตโฟลิโอที่มาเลเซียอย่างมีชั้นเชิงทางกลยุทธ์ โดยมีมูลค่าการทำธุรกรรมที่เป็นเงินสด 2.127 พันล้านเหรียญสหรัฐ

Logo

ยุทธศาสตร์การถอนตัวออกจากมาเลเซียเป็นการแสดงจุดยืนของบริษัทในการโฟกัสไปที่่ทรัพย์สินจากซีกโลกตะวันตกมากขึ้น

เงินสดที่ได้รับจะถูกจัดสรรให้กับการซื้อหุ้นคืน, การลดหนี้ และ

การสนับสนุนการเติบโตแบบถ่วงน้ำหนักกับน้ำมัน (oil-weighted growth)

คณะกรรมการอนุมัติโครงการซื้อคืนหุ้น 500 ล้านเหรียญสหรัฐ

เอลโดราโด, อาร์คันซอ–(บิสิเนสไวร์)–21 มี.ค. 2019

Murphy Oil Corporation (NYSE: MUR) (“ Murphy”) ประกาศในวันนี้ว่า บริษัทในเครือแห่งหนึ่งได้ลงนามในข้อตกลงการซื้อขาย เพื่อขายหุ้นสามัญที่ออกจำหน่ายอย่างเต็มที่ของบริษัทหลักสองแห่งในมาเลเซียได้แก่ Murphy Sabah Oil Co. , Ltd. และ บริษัท Murphy Sarawak Oil จำกัด ให้แก่บริษัทย่อยของ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (“ ปตท.สผ. ”)  โดย ปตท.สผ. จะจ่ายเงินให้ Murphy 2.127 ล้านเหรียญสหรัฐ ในการทำธุรกรรมเงินสดเบ็ดเสร็จเมื่อปิดการซื้อขาย และอาจมีการปรับเปลี่ยนตามธรรมเนียม และอาจมีโบนัสสูงถึง 100 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งขึ้นอยู่กับอนาคตของผลการขุดเจาะสำรวจก่อนถึงเดือนตุลาคม 2020

การทำธุรกรรมมีผลผูกพันตามมูลค่าทางเศรษฐกิจในวันที่ 1 มกราคม 2019 โดยคาดว่าจะปิดการซื้อขายภายในท้ายไตรมาสที่สองของปี 2019 การปิดธุรกรรมจะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขตามธรรมเนียมก่อนหน้านี้ รวมถึงการอนุมัติตามกฎระเบียบที่จำเป็น โดยภายใต้เงื่อนไขของการทำธุรกรรมครั้งนี้ Murphy จะออกจากประเทศมาเลเซีย

ปลายปี 2018 Murphy มีปริมาณสำรองพิสูจน์แล้ว (1P) สุทธิ อยู่ที่ 816 ล้านบาร์เรล (million barrels of oil equivalent  หรือ Mmboe) ซึ่งถือเป็น ร้อยละ 16 หรือ 129 Mmboe ซึ่งเป็นของมาเลเซียจากปริมาณสำรองที่พิสูจน์แล้ว 129 Mmboe มีอยู่ 70 Mmboe ที่ยังไม่ได้รับการพัฒนา ปริมาณสำรองที่พิสูจน์แล้วประกอบด้วยก๊าซธรรมชาติ 468 พันล้านลูกบาศก์ฟุต (Bcf) และของเหลว 51 ล้านบาร์เรล (Mmbbl) ปริมาณการผลิตสุทธิทั้งหมดของเมอร์ฟีในปี 2018 สำหรับน้ำมันและสิ่งที่ที่จะขายได้ทั้งหมดนั้นมีปริมาณมากกว่า 48,000 บาร์เรลต่อวัน หรือ barrel of oil equivalent per day (Boepd) ซึ่งประกอบด้วยของเหลว 62 เปอร์เซ็นต์

รายได้การจากการทำธุรกรรม

Murphy ตั้งใจที่จะจัดสรรเงินที่ได้จากการทำธุรกรรมเพื่อความก้าวหน้าเชิงกลยุทธ์ ซึ่งรวมถึงการคืนเงินสดให้แก่ผู้ถือหุ้นด้วยการซื้อหุ้นคืน และการเสริมความแข็งแกร่งให้งบดุลของบริษัทโดยการลดหนี้

คณะกรรมการบริหารของ Murphy ได้อนุมัติโครงการซื้อหุ้นคืนมูลค่า 500 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งจะหมดอายุในวันที่ 31 ธันวาคม 2020 โดยมีแผนจะดำเนินการประมาณ 300 ล้านเหรียญสหรัฐ ในคราวแรก ส่วนที่เหลืออีก 200 ล้านเหรียญสหรัฐในครั้งที่สอง นอกจากนี้บริษัทตั้งใจที่จะใช้รายได้ส่วนหนึ่งเพื่อการชำระหนี้ประมาณ  750 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยเงินจำนวน 325 ล้านเหรียญสหรัฐ จะถูกจัดสรรเพื่อชำระหนี้ไม่ด้อยสิทธิ (senior credit facility) ของเมอร์ฟีให้เป็นศูนย์ ส่วนยอดคงเหลือ 425  ล้านเหรียญสหรัฐ มีเป้าหมายเพื่อการซื้อคืนหรือการไถ่ถอนตราสารไม่ด้อยสิทธิของ Murphy

บริษัทวางแผนที่จะดำเนินกลยุทธ์การถ่วงน้ำหนักน้ำมันในปัจจุบันต่อไป ทั้งที่ Eagle Ford Shale และอ่าวเม็กซิโก ในขณะที่ยังคงมุ่งเน้นแผนการสำรวจเอาไว้ ด้วยเหตุนี้เงินจำนวน 750 ล้านเหรียญสหรัฐจากเงินที่เหลือ จะยังคงอยู่ในงบดุลที่จัดสรรไว้สำหรับโอกาสถ่วงน้ำหนักน้ำมันของสหรัฐ ผ่านการเข้าซื้อกิจการที่มีศักยภาพและ / หรือการระดมทุนของโครงการน้ำลึก และโอกาสในชายฝั่งสหรัฐ หรือแบบ on shore ทั้งนี้บริษัทจะยังคงใช้กฏระเบียบต่อการจัดสรรทุนเพื่อสร้างมูลค่าสูงสุดให้แก่ผู้ถือหุ้นของ Murphy เหมือนเดิม

Murphy คาดว่าจะมีกำไรจากการขาย ระหว่าง 900 ล้านเหรียญสหรัฐถึง 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ และวางแผนที่จะส่งเงินikpwfhทั้งหมดกลับคืนสู่สหรัฐเป็นหลัก

“หลังจากประสบความสำเร็จในการดำเนินงานในประเทศมาเลเซียเป็นเวลา 20 ปี ผมยินดีที่จะประกาศการทำธุรกรรมขายทั้งหมดด้วยเงินสดครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ถือหุ้นของเรา การปรับตำแหน่งเชิงกลยุทธ์ของเมอร์ฟีช่วยให้เราลดความซับซ้อนทางธุรกิจ และมุ่งเน้นไปที่สินทรัพย์หลักของเราในซีกโลกตะวันตก การทำธุรกรรมขายครั้งนี้จะช่วยให้เรามีความยืดหยุ่นทางการเงินมากขึ้น และช่วยให้เราสามารถคืนเงินให้แก่ผู้ถือหุ้นของเราต่อไปผ่านการซื้อหุ้นคืน” Roger W. Jenkins ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารให้ความเห็นเอาไว้ “ เราขอแสดงความยินดีกับการซื้อของ ปตท.สผ. และเราจะสนับสนุนพวกเขาในการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจให้ราบรื่นในช่วงเดือนข้างหน้า ผมขอขอบคุณพันธมิตรที่ยาวนานของเราในมาเลเซียทั้ง PETRONAS, PETRONAS Carigal และ Pertamina และที่สำคัญที่สุดคือผมขอขอบคุณพนักงานชาวมาเลเซียที่ทุ่มเทให้กับการทำงานอย่างหนัก และการอุทิศตนให้กับบริษัทของเราอย่างไม่หยุดยั้ง และเราหวังว่าจะได้เห็นความสำเร็จในการเปลี่ยนการบริหารไปเป็นของ ปตท.สผ. ”

แผนการใหม่ปี 2019

แผนใหม่ประจำปี 2019 สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของบริษัท ในการกำหนดเป้าหมายการใช้จ่ายภายในกระแสเงินสด บริษัทได้ประกาศแนวทางการผลิตประจำปีก่อนหน้านี้ไว้ที่ 202 ถึง 210 Mboepd ซึ่ง 46 ถึง 48 Mboepd นั้นเป็นของมาเลเซีย ก่อนหน้านี้เมอร์ฟีได้ประกาศแผนทุนสำหรับปี 2019 :ซึ่งคาดว่าจะอยู่ในช่วง 1.25 ถึง 1.45 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่ง 106 ล้านเหรียญสหรัฐเป็นของมาเลเซีย

เริ่มตั้งแต่การเปิดตัวผลประกอบการไตรมาสแรกปี 2019 การดำเนินงานของมาเลเซียจะถูกรายงานว่าเป็น“ การดำเนินงานที่ถูกยกเลิกแล้ว” และจัดประเภทเป็น“ รอการขาย” เพื่อการรายงานทางการเงิน

แผนการหลายปี

บริษัท อยู่ในตำแหน่งที่ดีสำหรับการสร้างมูลค่าระยะยาว หลังการขายกิจการของมาเลเซีย การอนุมัติซื้อคืนหุ้น 500 ล้านเหรียญสหรัฐ และการลดหนี้ 750 ล้านเหรียญสหรัฐ บริษัทเชื่อว่าสามารถสร้างกระแสเงินสดอิสระกว่า 1.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ ก่อนที่จะจ่ายเงินปันผลระหว่างปี 2019-2023  โดยเมื่อใช้ราคา WTI flat rate 55 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นก็มีแผนจะสร้างอัตราการเติบโตต่อปีประมาณร้อยละ ร้อยละ 8 จากสินทรัพย์หลักสามแห่งในชายฝั่งสหรัฐอเมริกา ในชายฝั่งแคนาดา และนอกชายฝั่งอเมริกาเหนือ

“ กลยุทธ์ของเราในการเพิ่มการผลิตในระดับปานกลางในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า และการสร้างกระแสเงินสดอิสระสูงกว่าระดับเงินปันผลที่เราวางแผนไว้อย่างต่อเนื่อง โดยใช้ราคาน้ำมันแบบอนุรักษ์นิยม จะดำเนินต่อไป แม้หลังจากการสร้างรายได้ที่ไม่มีความเสี่ยงของการขายสินทรัพย์ในมาเลเซียแล้วก็ตาม เราจะดำเนินการตามแผนของเราในการลงทุนในส่วนต่างกำไรที่สูงในโอกาสทางน้ำมันในซีกโลกตะวันตกของเรา โดยเฉพาะที่ Eagle Eagle Shale และอ่าวเม็กซิโก พร้อม ๆ ไปกับการมุ่งเน้นไปที่่โปรแกรมการสำรวจต้นทุนต่ำของเรา” Jenkins กล่าวเสริม

Bank of America Merrill Lynch ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้กับ Murphy ในการทำธุรกรรมและudor, Pickering, Holt & Co. ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางการเงินของเมอร์ฟี Gibson, Dunn & Crutcher LLP ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายให้กับ Murphy

การเรียกประชุมทางไกลและการออกอากาศทางเว็บสำหรับวันที่ 21 มีนาคม 2019

เมอร์ฟีจะเป็นเจ้าภาพการประชุมทางไกลและการออกอากาศทางเว็บเพื่อหารือเกี่ยวกับการทำธุรกรรมในวันที่ 21 มีนาคม 2019 เวลา 8:30 น. (EDT) การเข้าถึงสามารถทำได้ผ่านทางอินเทอร์เน็ต ผ่านส่วนนักลงทุนสัมพันธ์ในเว็บไซต์ของเมอร์ฟีที่ http://ir.murphyoilcorp.com หรือทางโทรศัพท์โดยโทรมาที่ 1-888-886-7786 (โทรฟรีในอเมริกาเหนือ) หรือ 1- 800-81-7426 (โทรฟรีมาเลเซีย) หมายเลขสำรอง คือ 01850616

เกี่ยวกับ MURPHY OIL CORPORATION

Murphy Oil Corporation เป็น บริษัทสำรวจและผลิตก๊าซธรรมชาติและน้ำมันอิสระระดับโลก ฐานทรัพยากรที่หลากหลายของบริษัท รวมถึงการผลิตบนฝั่งอเมริกาเหนือใน Eagle Ford Shale, Kaybob Duvernay และ Montney รวมถึงอ่าวเม็กซิโก การผลิตนอกชายฝั่งแคนาดา และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ข้อมูลเพิ่มเติมสามารถหาได้บนเว็บไซต์ของบริษัท ที่ http://www.murphyoilcorp.com.

ข้อความคาดการณ์ล่วงหน้า

ข่าวประชาสัมพันธ์นี้ประกอบด้วยแถลงการณ์คาดการณ์ล่วงหน้าตามความหมายของพระราชบัญญัติหลักทรัพย์เอกชนปฏิรูปการฟ้องร้องปี 1995 แถลงการณ์คาดการณ์ล่วงหน้าจะมีการระบุโดยทั่วไป โดยรวมถึงการใช้คำ เช่น“จุดมุ่งหมาย”“คาดการณ์ว่า”“เชื่อ” , "ขับเคลื่อน", "ประเมิน", "คาดหวัง", "แสดงความมั่นใจ", "คาดการณ์", "อนาคต", "เป้าหมาย", "แนวทาง", "ตั้งใจ", "อาจ", "วัตถุประสงค์", "มุมมอง", "แผน", "ตำแหน่ง", "ศักยภาพ", "โครงการ", "แสวงหา", "ควร", "กลยุทธ์", "เป้าหมาย", "จะ" หรือรูปแบบของคำและรูปแบบอื่น ๆ ที่คล้ายกัน ข้อความเหล่านี้ซึ่งแสดงมุมมองปัจจุบันของผู้บริหารเกี่ยวกับเหตุการณ์หรือผลลัพธ์ในอนาคต ซึ่งมีความเสี่ยงและความไม่แน่นอน ปัจจัยที่อาจทำให้เหตุการณ์หรือผลลัพธ์ในอนาคตเหล่านี้อย่างน้อยหนึ่งเหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นตามที่ระบุตามแถลงการณ์การคาดการณ์ล่วงหน้าใด ๆ ซึ่ง รวมถึง แต่ไม่ จำกัด เพียง การที่เราไม่สามารถดำเนินการถอนการลงทุนในมาเลเซียให้เสร็จสมบูรณ์ได้  เพราะความล้มเหลวของคู่สัญญาของเราในการปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้ข้อตกลงการทำธุรกรรม ความล้มเหลวในการปฏิบัติตามเงื่อนไขการปิดบัญชีทั้งหมดหรืออื่น ๆ , ความผันผวนหรือลดลงในระดับของน้ำมันดิบและราคาก๊าซธรรมชาติ, การเสื่อมสภาพในอัตราความสำเร็จของโครงการสำรวจของเรา หรือในความสามารถของเราในการรักษาอัตราการผลิตและแทนที่ปริมาณสำรอง ต้องการของลูกค้าสำหรับผลิตภัณฑ์ของเราลดลงเหตุผลด้านสิ่งแวดล้อมกฎระเบียบเทคโนโลยีหรืออื่น ๆ การเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนที่ไม่พึงประสงค์ ความไม่แน่นอนทางการเมืองและกฎระเบียบในตลาดที่เราทำธุรกิจ อันตรายจากธรรมชาติที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของเรา การเสื่อมสภาพอื่น ๆ ในธุรกิจตลาดหรือกลุ่มเป้าหมายของเรา ความล้มเหลวในการขอรับการอนุมัติตามกฎระเบียบที่จำเป็น การไม่สามารถให้บริการหรือรีไฟแนนซ์หนี้คงค้างของเราหรือเข้าถึงตลาดตราสารหนี้ในราคาที่ยอมรับได้ และการพัฒนาที่ไม่พึงประสงค์ในสหรัฐอเมริกาหรือตลาดทุนทั่วโลก ตลาดสินเชื่อ หรือตลาดเศรษฐกิจโดยทั่วไป สำหรับการอภิปรายเพิ่มเติมเกี่ยวกับปัจจัยที่อาจทำให้เหตุการณ์ในอนาคตหรือผลลัพธ์เหล่านี้อย่างน้อยหนึ่งเหตุการณ์ ตามข้อความคาดการณ์ล่วงหน้าใด ๆ สามารถหาดูข้อมูลได้ที่“ ปัจจัยเสี่ยง หรือ “Risk Factors”” ในรายงานประจำปีล่าสุดของเราในแบบฟอร์ม 10-K ที่ยื่นต่อหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกา และในรายงานต่อมาใด ๆ ประจำไตรมาสเกี่ยวกับการรายงาน Form 10-Q หรือ รายงานปัจจุบันเกี่ยวกับ Form 8-K ที่เรายื่นได้จากเว็บไซต์ของสำนักงานหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกา และในเว็บไซต์ของ Murphy Oil Corporation ที่ http://ir.murphyoilcorp.com ทั้งนี้ Murphy Oil Corporation ไม่มีหน้าที่รับผิดชอบต่อการอัพเดทหรือแก้ไขแถลงการณ์ที่เป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าใด ๆ

มาตรการทางการเงินแบบ non-GAAP

ข่าวประชาสัมพันธ์นี้ประกอบด้วยมาตรการทางการเงินแบบ non-GAAP ที่ผู้บริหารเชื่อว่าเป็นเครื่องมือที่ดีสำหรับการใช้งานภายในและชุมชนการลงทุน ในการประเมินผลการดำเนินงานทางการเงินโดยรวมของ Mur[hy มาตรการทางการเงินแบบ non-GAAP เหล่านี้มีการใช้อย่างกว้างขวางในการประเมินมูลค่าและการเปรียบเทียบระหว่างบริษัทในอุตสาหกรรมน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ แม้ว่าจะไม่ใช่ทุกบริษัทที่กำหนดมาตรการเหล่านี้ในลักษณะเดียวกัน นอกจากนี้มาตรการทางการเงินแบบ non-GAAP เหล่านี้ไม่ได้ใช้แทนมาตรการทางการเงินที่จัดทำขึ้นตามมาตรฐาน GAAP ดังนั้นจึงควรพิจารณาว่าเป็นเพียงส่วนเสริมของมาตรการทางการเงินแบบ GAAP ดังกล่าวเท่านั้น

ดูเอกสารต้นฉบับบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20190321005328/en/

การติดต่อสำหรับนักลงทุน:

Kelly Whitley, kelly_whitley@murphyoilcorp.com, 281-675-9107

Bryan Arciero, bryan_arciero @ murphyoilcorp com, 832-319-5374

Emily McElroy, emily_mcelroy@murphyoilcorp.com, 870-864-6324

Corsair Infrastructure Partners (CIP) ประกาศการลงทุนระยะยาวโดย HarbourVest Partners

Logo

HarbourVest ลงทุนในกองทุนที่จัดการโดย CIP สามแห่ง ที่มุ่งเน้นโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง

นิวยอร์ก–(BUSINESS WIRE)–20 มี.ค. 2019

Corsair Infrastructure Partners (“ CIP”) ธุรกิจการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกของ Corsair Capital (“ Corsair”) ประกาศในวันนี้ว่า HarbourVest Partners (“ HarbourVest”) ซึ่งเป็นนักลงทุนสถาบันชั้นนำที่ลงทุนในในสินทรัพย์หลายรูปแบบ และภูมิศาสตร์หลายแห่ง ได้ลงทุนในกองทุนที่จัดการโดย CIP ใหม่สามกองทุน ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อปรับใช้เงินทุนในภาคการบิน ท่าเรือ และถนน

เมื่อต้นปีที่ผ่านมาเงินทุนใหม่ของ CIP ได้ตกลงเสร็จสิ้นเพื่อลงทุนกับผู้ถือหุ้นในบริษัทแพลตฟอร์มสามแห่ง ได้แก่ กลุ่มผู้พัฒนาสนามบิน Vantage Airport Group,  DP World Australia ผู้ขนส่งทางเรือจากออสเตรเลีย และผู้ประกอบการทางพิเศษของสเปน Itínere Infraestructuras จากผู้ถือหุ้นหลายราย ซึ่งรวมถึง Gateway Infrastructure Investments ยานพาหนะระดับตำนานที่ได้รับการจัดการโดย CIP โดยการลงทุนจาก HarbourVest นั้นมาจากแหล่งเงินทุนระยะยาวที่ทุ่มเทให้กับการสนับสนุนผู้ที่สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานเช่น CIP และจะมีบทบาทสำคัญในการดำเนินกลยุทธ์การเติบโตของ CIP สำหรับแพลตฟอร์มทั้งสาม

Hari R. Rajan กรรมการผู้จัดการของ Corsair และประธานของ CIP กล่าวว่า“ เรารู้สึกตื่นเต้นที่ได้ต้อนรับ HarbourVest ในฐานะนักลงทุนชั้นนำในกองทุนใหม่ของเรา HarbourVest มีชื่อเสียงที่แข็งแกร่งและแสดงให้เห็นถึงประวัติที่ทำงานร่วมกับหุ้นส่วนทั่วไปในด้านโครงสร้างพื้นฐานและ เราหวังว่าจะมีความสัมพันธ์ที่ยาวนานและก่อให้เกิดประสิทธิผลร่วมกัน”

Kevin Warn-Schindel กรรมการผู้จัดการของ HarbourVest กล่าวว่า“ เรารู้สึกตื่นเต้นที่ได้ร่วมงานกับ Corsair ในการลงทุนครั้งนี้ เนื่องจากเราเชื่อว่าพอร์ตโฟลิโอของสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐานคุณภาพสูงที่บริหารโดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนที่มีประสบการณ์ของ Corsair นั้นเป็นการลงทุนที่น่าดึงดูดใจสำหรับกลยุทธ์โครงสร้างพื้นฐานของ HarbourVest เราหวังว่าจะได้ทำงานร่วมกับ Corsair และทีมผู้บริหารเพื่อการเติบโตอย่างต่อเนื่องในการลงทุนบนแพลตฟอร์มในระยะยาว”

เกี่ยวกับ Corsair Capital และ Corsair Infrastructure Partners

ก่อตั้งขึ้นในปี 1992 Corsair Capital เป็นบริษัทนักลงทุนชั้นนำระดับโลก โดย Corsair มีแพลตฟอร์มที่ได้รับการยอมรับอย่างสูงจากภาคเอกชน ซึ่งลงทุนในภาคบริการทางการเงินทั้งหมด ซึ่งรวมถึงการบริหารความมั่งคั่งและสินทรัพย์ การชำระเงิน และเทคโนโลยีทางการเงิน บริการประกันภัย และธนาคาร และการเงินพิเศษ นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทมา เราได้เป็นผู้นำหรือร่วมลงทุนในภาคเอกชนที่มีมูลค่ากว่า 8 พันล้านดอลลาร์ บริษัทยังมีโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลกที่สนับสนุนการลงทุนและธุรกิจการจัดการการลงทุน สำหรับ Corsair Infrastructure Partners นั้น ก่อตั้งขึ้นในปี 2015 และบริหารกองทุนโครงสร้างพื้นฐานมูลค่า 2,900 ล้านดอลลาร์ หาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Corsair Infrastructure Partners ได้ที่ www.corsair-infrastructure.com

เกี่ยวกับ HarbourVest Partners

HarbourVest เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนในตลาดเอกชนระดับโลกที่มีประสบการณ์ 36 ปี และมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารกว่า 58,000 ล้านดอลลาร์ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2018 แพลตฟอร์มระดับโลกที่มีประสิทธิภาพของบริษัทได้มอบโอกาสการลงทุนแก่ลูกค้าผ่านกองทุนหลัก การลงทุน และการร่วมลงทุนโดยตรงในกองทุนรวมหรือบัญชีที่จัดการแยกต่างหาก HarbourVest มีพนักงานมากกว่า 500 คน รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนมากกว่า 100 รายทั่วทั้งเอเชีย ยุโรป และอเมริกา ทีมงานระดับโลกมีความมุ่งมั่นในการดูแลกองทุนมูลค่ามากกว่า 35,000 ล้านดอลลาร์ ที่จัดตั้งขึ้นใหม่ มีการซื้อต่อแบบ secondary purchase เสร็จสมบูรณ์กว่า 19,000 ล้านดอลลาร์ และมีการลงทุนมากกว่า 9 พันล้านโดยตรงในบริษัทที่ดำเนินงานอยู่ การเป็นพันธมิตรกับ HarbourVest ทำให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงโซลูชันที่กำหนดเองได้ ตลอดจนไปถึง ความสัมพันธ์ที่ยาวนาน ข้อมูลเชิงลึกที่สามารถนำไปดำเนินการได้ และผลลัพธ์ที่พิสูจน์แล้ว

ดูเวอร์ชันต้นฉบับบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20190320005503/en/

สื่อ:

Sard Verbinnen & Co

Matt Benson / David Millar / Danya Al-Qattan, +1 212-687-8080

Conrad Harrington, +44 20 7467 1050

บริษัท The We Company ประชุมผลการดำเนินงานทางการเงินผ่าน Conference Call ประจำปีงบประมาณ 2018

Logo

นิวยอร์ก–(บิสิเนสไวร์)–18 มี.ค. 2019

บริษัท WeWork Companies Inc. ในฐานะผู้ออกตั๋วเงินไม่ด้อยสิทธิ์จำนววน 7.875% ซึ่งครบกำหนดในปี 2025 จะมีการประชุมทางโทรศัพท์ทางไกล หรือ conference call ในวันจันทร์ที่ 25 มีนาคม 2019 เวลา 17.00 น. ตามเขตเวลาตะวันออก เพื่อผลประโยชน์ของผู้เข้าร่วมที่มีคุณสมบัติครบบางท่าน เพื่อหารือเกี่ยวกับผลประกอบการทางการเงินของบริษัท สำหรับปีงบประมาณ 2018

ผู้ที่สามารถมีสิทธิเข้าร่วมได้ ได้แก่ ผู้ถือตั๋งเงินปัจจุบันและเจ้าของผลประโยชน์ของตั๋วเงินไม่ด้อยสิทธิ์ ผู้ซื้อตั๋วเงินแบบ Bona Fide Prospective Purchaser ที่เป็นผู้ซื้อสถาบันที่มีคุณสมบัติตามที่กำหนด กฎ 144A ภายใต้พระราชบัญญัติหลักทรัพย์ปี 1933) หรือบุคคลที่ไม่มีสัญชาติสหรัฐอเมริกา (ตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ S ภายใต้กฎหมายหลักทรัพย์ปี 1933) นักวิเคราะห์หลักทรัพย์และสถาบันการเงินที่ดูแลสภาพคล่องการซื้อขาย โดยสามารถทำการลงทะเบียน บนเว็บไซต์ที่ปลอดภัยของ บริษัท ที่ investors.wework.com ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการโทร (รวมถึงหมายเลขโทรศัพท์) จะมีให้ในเว็บไซต์ที่ปลอดภัยนั้นแล้ว

ผู้ที่ร้องขอการเข้าถึงเว็บไซต์ที่ปลอดภัยของ บริษัท จะถูกร้องขอให้ทำการรับรองและการรับประกันบางอย่าง เพื่อยืนยันสถานะของพวกเขาในฐานะผู้ถือหรือเจ้าของผลประโยชน์ของตั๋งเงินไม่ด้อยสิทธิ์ ผู้ซื้อสถาบันที่มีคุณสมบัติ นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ หรือผู้ดูแลสภาพคล่องการซื้อขาย ทั้งนี้ ข้อมูลที่ปรากฏบนเว็บไซต์ที่ปลอดภัยของบริษัทจะถือว่าเป็นความลับ

ดูเวอร์ชันต้นฉบับบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20190318005848/th/

สอบถามข้อมูลสำหรับนักลงทุน:

Aristaia Vasilakis

Investor@wework.com

สอบถามข้อมูลสำหรับสื่อมวลชน:

Dominic McMullan

Press@wework.com

Murray Energy Corporation เตรียมจัดประชุมทางไกลสำหรับนักลงทุนเพื่อสรุปผลด้านการเงินและผลประกอบการประจำไตรมาสที่สี่และหลังสิ้นสุดปี 2018

Logo

เซนต์แคลร์สวิลล์, โอไฮโอ–(BUSINESS WIRE)–11 มีนาคม 2019

Murray Energy Corporation (หรือ “Murray Energy”) ประกาศจัดการประชุมทางไกลสำหรับนักลงทุน เพื่อสรุปผลด้านการเงินและผลประกอบการประจำไตรมาสที่สี่และหลังสิ้นสุดปี 2018 ในวันพฤหัสบดีที่ 21 มีนาคม 2019 เวลา 11:00 น. ตามเขตเวลา Eastern Daylight Time โดยการประชุมที่จะจัดขึ้นจำกัดผู้เข้าร่วมประชุมเฉพาะผู้ถือวงเงินกู้หุ้นบุริมสิทธิชั้นสูงระยะยาวแบบมีหลักประกัน ครบกำหนดในปี 2022 (เรียกรวมกันว่า “สินเชื่อหุ้นบุริมสิทธิชั้นสูงระยะยาวแบบมีหลักประกัน”) ลงวันที่ 29 มิถุนายน 2018 ผู้ถือวงเงินกู้ระยะยาวแบบมีหลักประกัน ครบกำหนดในปี 2020 (เรียกรวมกันว่า “สินเชื่อชั้นสูงระยะยาวแบบมีหลักประกัน”) ลงวันที่ 16 เมษายน 2015 ตามที่มีการแก้ไข ผู้ถือตราสารไม่ด้อยสิทธิ 12% แบบมีหลักประกัน ครบกำหนดในปี 2024 (“ตราสารไม่ด้อยสิทธิประเภท 1.5 Lien แบบมีหลักประกัน”) ลงวันที่ 29 มิถุนายน 2018 ผู้ถือตราสารไม่ด้อยสิทธิ 11.25% แบบมีหลักประกัน ครบกำหนดในปี 2021 (“ตราสารไม่ด้อยสิทธิประเภท Second Lien แบบมีหลักประกัน”) ลงวันที่ 16 เมษายน 2015 ตามที่มีการแก้ไข ผู้ถือวงเงินสินเชื่อหมุนเวียนและ FILO (เรียกรวมว่า “วงเงินสินเชื่อหมุนเวียน”) ลงวันที่ 5 ธันวาคม 2013 ตามที่มีการแก้ไขและประกาศอีกครั้งเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2018 และผู้ทำงานในตลาดหุ้นและนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้อง

Murray Energy ได้เผยแพร่ขั้นตอนการเข้าประชุมทางไกลอย่างละเอียดที่เว็บไซต์ของ Murray Energy secure investor จากหน้า “นักลงทุน” บนเว็บไซต์ www.murrayenergycorp.com ซึ่งสามารถเข้าถึงได้เฉพาะผู้ที่ได้รับการอนุญาตเท่านั้น

หากคุณคือผู้ถือสินเชื่อหุ้นบุริมสิทธิชั้นสูงระยะยาวแบบมีหลักประกัน สินเชื่อชั้นสูงระยะยาวแบบมีหลักประกัน ตราสารไม่ด้อยสิทธิประเภท 1.5 Lien แบบมีหลักประกัน ตราสารไม่ด้อยสิทธิประเภท Second Lien แบบมีหลักประกัน วงเงินสินเชื่อหมุนเวียน ผู้ทำงานในตลาดหุ้น หรือนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ที่มีใบอนุญาต ที่มีความประสงค์เข้าเว็บไซต์สำหรับนักลงทุน แต่ยังไม่ได้รับอนุญาตจาก Murray Energy สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการขออนุญาตได้ที่หน้า “นักลงทุน” บนเว็บไซต์ www.murrayenergycorp.com

ดูเนื้อหาต้นฉบับที่ businesswire.comhttps://www.businesswire.com/news/home/20190311005578/en/

ติดต่อ:

Jason D. Witt
ผู้ช่วยที่ปรึกษาทั่วไป และ
ผู้อำนวยการฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์และสื่อมวลชนสัมพันธ์
(740) 338-3100 (โทรศัพท์)
investors@coalsource.com (อีเมล)

SYNERGY Strategic Solutions ชนะรางวัลอันทรงเกียรติความเป็นเลิศทางเทคโนโลยีจากบริการด้านการเงินโดยหุ่นยนต์

Logo

เฟรมเวิร์คการผลักดันเครื่องจักรหรือเทคโนโลยีมาทำงานแทนมนุษย์ของ ASTRA ช่วยยกระดับการทำงานของบริษัทประกันในเอเชียได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ฮ่องกง–(BUSINESS WIRE)–28 กุมภาพันธ์ 2019

SYNERGY Strategic Solutions Limited เป็นบริษัทให้คำปรึกษาการจัดการระดับโลกที่มาพร้อมกับเป้าหมายสำคัญในการผลักดันธุรกิจประกันภัย โดยได้รับรางวัลอันทรงเกียรติความเป็นเลิศทางเทคโนโลยีจากการนำเสนอบริการด้านการเงินโดยหุ่นยนต์หรือ Robotics-Financial Services

การันตีด้วยโซลูชั่นที่ได้รับรางวัล ASTRA คือโมเดลกระบวนการเปลี่ยนแปลงรูปแบบที่ประกอบไปด้วยเฟรมเวิร์คการทำงานของธุรกิจและตัวผลักดันเครื่องจักรหรือเทคโนโลยีมาทำงานแทนมนุษย์ ASTRA ประสบความสำเร็จจากการใช้ระบบนี้กับบริษัทประกันมากมายทั่วเอเชีย โดยช่วยให้ผู้ขายประกันทำงานสำเร็จถึง 70% ในขั้นตอนเดียว และยังช่วยลดความผิดพลาดโดยสร้างความสะดวกในการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น ซึ่งเป็นการประหยัดงบแต่ผู้ขายประกัน

รางวัลความเป็นเลิศทางเทคโนโลยี (TEA) ที่รับรองโดย Hong Kong Business ถูกส่งมอบแก่หน่วยงานที่ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์เพื่อการพัฒนาการดำเนินงาน ผลิตภัณฑ์ และบริการ

เฟรมเวิร์คของ ASTRA ที่ออกแบบโดย SYNERGY ช่วยให้บริษัทประกันยกระดับประสิทธิภาพทั้งหมดและถูกนำไปใช้งานโดยลูกค้าหลากลายทั้งในฮ่องอกง อินเดีย ญี่ปุ่น และอินโดนีเซีย

คำกล่าวสนับสนุน:

Pradeep Satya ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหาร SYNERGY กล่าวว่า “เรารู้สึกตื่นเต้นและเป็นเกียรติที่ได้รับรางวัลความเป็นเลิศทางเทคโนโลยีจากบริการด้านการเงินโดยหุ่นยนต์หรือ Robotics – Financial Services เรามั่นใจว่าด้วยผลิตภัณฑ์ด้านเทคโนโลยีและโซลูชั่นส์เหล่านี้จะช่วยให้เรามองเห็นถึงข้อด้อยของลูกค้าเรา ASTRA จะช่วยเหลือบริษัทประกันในการลดค่าใช้จ่ายการขนส่งและการบริการ ในขณะเดียวกันยังช่วยเน้นย้ำพันธสัญญาที่จะเสาะหาโซลั่นส์ใหม่ๆ เพื่อให้บริษัทด้านการเงินได้ใช้เทคโนโลยีในการยกระดับการดำเนินงานและเพิ่มประสิทธิภาพ

เกี่ยวกับ SYNERGY

SYNERGY STRATEGIC SOLUTIONS LIMITED เป็นบริษัทให้คำปรึกษาการจัดการระดับโลกที่เชี่ยวชาญในด้านเทคโนโลยีและการวางกลยุทธ์ โดยเน้นให้คำปรึกษาแก่บริษัทในธุรกิจการเงิน บริษัทก่อตั้งขึ้นในปี 2011 จากทีมผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพ โดยมีเป้าหมายเพื่อมอบคุณค่าในการเพิ่มกำไรและประสิทธิภาพการทำงานที่ดีขึ้นแก่ลูกค้า เรามีออฟฟิศอยู่ที่ประเทศฮ่องกง (สำนักงานใหญ่) สิงคโปร์ มาเลเซีย และอินเดีย ที่ปรึกษาของเราเป็นผู้ที่ชำนาญด้านการธนาคารและประกันภัย เทคโนโลยีสารสนเทศ และการจัดการโครงสร้างพื้นฐาน SYNERGY ยังเชี่ยวชาญกระบวนการใช้หุ่นยนต์ทำงานแทนมนุษย์ การบูรณาการและพัฒนาแอพลิเคชั่น การวิเคราะห์และรายงาน การวิเคราะห์ในเชิงธุรกิจ และบริการด้านการจัดการโครงการ

ดูเนื้อหาต้นฉบับได้ที่ businesswire.comhttps://www.businesswire.com/news/home/20190227005990/en/

ข้อมูลติดต่อสำหรับสื่อ:
Ms. Anita Bhat
สื่อมวลชนสัมพันธ์
media@synergysolutions.asia

บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนเอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) ปรับปรุงกระบวนการลงทุนสำนักงานส่วนหน้าและส่วนกลางด้วย Charles River IMS

Logo

เมลเบิร์น, ออสเตรเลีย–(บิสิเนสไวร์)–27 กุมภาพันธ์ 2019

บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนเอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) (MFC) ผู้จัดการสินทรัพย์ในประเทศไทยที่มีผู้ถือหุ้นรายใหญ่รวมถึงกระทรวงการคลังและธนาคารออมสิน ได้นำความสามารถในการจัดการพอร์ตโฟลิโอใหม่ใน Charles River Investment Management Solution (Charles River IMS) เพื่อการดำเนินงานกองทุนรวม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และกองทุนปิด  MFC ได้ใช้ Charles River IMS เพื่อการดำเนินงานอัตโนมัติให้กับสำนักงานส่วนหน้าและส่วนกลาง ซึ่งรวมถึงการจัดการพอร์ตโฟลิโอ การซื้อขาย และการปฏิบัติตามกฎระเบียบในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา

“พื้นที่ทำงานแบบศูนย์กลางของ Charles River ให้การสนับสนุนการตัดสินใจที่ดีขึ้นสำหรับผู้จัดการพอร์ตโฟลิโอของเราและช่วยให้พวกเขาสื่อสารได้ง่ายขึ้นกับผู้ค้าและทีมงานกำกับดูแลของเรา” นาย Lim Chong Boon Dennis ประธาน MFC กล่าว “ทีมของ Charles River ช่วยให้เรามั่นใจได้ว่ากระบวนการลงทุนของเรานั้นได้รับการปรับให้เหมาะสมที่สุดทั้งในสำนักงานส่วนหน้าและส่วนกลาง”

“การมีมุมมองเชิงรวมของการลงทุนทั้งหมดช่วยให้ลูกค้าของเราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยช่วยให้มีการทำงานร่วมกันดีขึ้นทั้งในสำนักงานส่วนหน้าและส่วนกลาง” Cameron Field, กรรมการผู้จัดการ APAC, Charles River กล่าว “ด้วยการใช้งานความสามารถล่าสุด บริษัทต่างๆ เช่น MFC สามารถมอบเครื่องมือการลงทุนที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าของพวกเขา”

เกี่ยวกับ MFC

บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนเอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) (MFC) ผู้จัดการสินทรัพย์แห่งเดียวในประเทศไทยที่มีกระทรวงการคลังและธนาคารออมสินเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ได้บริหารสินทรัพย์เพื่อการลงทุนมากว่า 44 ปี  บริษัทก่อตั้งขึ้นในปี 1975 โดยรัฐบาลไทยและ International Finance Corporation (IFC) ภายใต้ชื่อ The Mutual Fund Co., Ltd. โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อระดมเงินออมจากประชาชนเพื่อการพัฒนาตลาดทุนไทย  วันนี้ MFC เป็นผู้นำอุตสาหกรรมการบริหารความมั่งคั่งในประเทศไทยโดยมุ่งเน้นการเติบโตอย่างยั่งยืน www.mfcfund.com

เกี่ยวกับ Charles River บริษัท State Street

Charles River Development บริษัท State Street ช่วยให้เกิดการลงทุนที่มั่นคงและมีประสิทธิภาพในสินทรัพย์ทุกประเภท  บริษัทการลงทุนในกว่า 40 ประเทศใช้ Charles IMS เพื่อจัดการสินทรัพย์มากกว่า 25 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในการลงทุนสถาบัน การบริหารความมั่งคั่ง และอุตสาหกรรมกองทุนป้องกันความเสี่ยง  ซอฟต์แวร์ของเราเป็น Service-based solution (SaaS) ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อทำให้การจัดการการลงทุนเป็นไปโดยอัตโนมัติและง่ายดายบนแพลตฟอร์มเดียว – จากการจัดการพอร์ตโฟลิโอและการวิเคราะห์ความเสี่ยงไปยังการซื้อขายและการอนุมัติการซื้อขาย  โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองเบอร์ลิงตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ เราสนับสนุนลูกค้าทั่วโลกด้วยพนักงานมากกว่า 750 คนในสำนักงานภูมิภาค 11 แห่ง สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาเยี่ยมชม www.crd.com

เกี่ยวกับ State Street Corporation

State Street Corporation (NYSE: STT) เป็นหนึ่งในผู้ให้บริการทางการเงินชั้นนำของโลกแก่นักลงทุนสถาบัน รวมถึงการให้บริการการลงทุน การจัดการการลงทุน และการวิจัยการลงทุน และการซื้อขาย  ด้วยสินทรัพย์ภายใต้การดูแล 31.62 ล้านล้านเหรียญสหรัฐและสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร 2.51 ล้านล้านดอลลาร์ * ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2018, State Street ดำเนินงานในตลาดทางภูมิศาสตร์มากกว่า 100 แห่งทั่วโลก รวมถึงสหรัฐอเมริกา แคนาดา ยุโรป ตะวันออกกลาง และเอเชีย   สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดเยี่ยมชมเว็บไซต์ State Street ที่ www.statestreet.com

* ตัวเลขนี้ถูกนำเสนอ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2561 และรวมสินทรัพย์ประมาณ 32.44 พันล้านดอลลาร์สำหรับผลิตภัณฑ์ SPDR ซึ่งผู้จัดจำหน่ายกองทุนที่ปรึกษาระดับโลกของ State Street, LLC (SSGA FD) ทำหน้าที่เป็นเพียงตัวแทนการตลาด  SSGA FD และที่ปรึกษาระดับโลกของ State Street เป็นบริษัทในเครือ

http://www.statestreet.com/platform-for-growth.html การ

การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงความเสี่ยงของการสูญเสียเงินต้น

เนื้อหาที่นำเสนอในที่นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น  มุมมองที่แสดงในที่นี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับตลาดและเงื่อนไขและปัจจัยอื่นๆ  ความคิดเห็นที่แสดงในที่นี้อ้างอิงจากมุมมองและข้อมูลทั่วไปและไม่ได้ปรับให้เข้ากับความต้องการเฉพาะสถานการณ์และ / หรือปรัชญาการลงทุน

วันหมดอายุ: 24 มกราคม 2020

© 2019 State Street Corporation – สงวนลิขสิทธิ์

State Street Corporation, One Lincoln St, Boston MA 02111

2405802.1.1.GBL.RTL

ดูแหล่งที่มาบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20190226006278/en/

ติดต่อ:

Kellie Smith, +61 (3) 8628 0100 KellieSmith@crd.com

Corsair Infrastructure Partners ประกาศการเข้าซื้อกิจการ Vantage Airport Group

Logo

CIP ได้โอน Vantage ไปสู่กองทุนรวมการลงทุนใหม่แบบถาวรเพื่อรองรับการเติบโตระยะยาว

นิวยอร์ก–(บิสิเนสไวร์)–04 กุมภาพันธ์ 2019

Corsair Infrastructure Partners (“CIP”) ธุรกิจการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกของ Corsair Capital (“Corsair”) ประกาศกองทุนใหม่ที่ก่อตั้งและบริหารโดย CIP ได้เข้าซื้อกิจการ 100% ของ Vantage Airport Group (“Vantage”) จาก Gateway Infrastructure Investments (“Gateway”) ซึ่งเป็นกองทุนที่บริหารโดย CIP

กองทุน CIP ใหม่เป็นหุ้นส่วนถาวรที่ไม่มีระยะเวลาแน่นอน โดยลงทุนโดยนักลงทุนสถาบันระยะยาวคุณภาพสูง  การทำธุรกรรมดังกล่าวทำให้ Vantage มีโครงสร้างความเป็นเจ้าของที่แข็งแกร่งและมั่นคง รวมถึงการเข้าถึงเงินทุนเพื่อติดตามโอกาสในการพัฒนา จัดการ และลงทุนในสนามบินและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องทั่วโลก  การซื้อกิจการครั้งนี้ยังสร้างกิจกรรมการสร้างสำนึกที่น่าดึงดูดใจสำหรับ Gateway ซึ่งเป็นเจ้าของ Vantage ตั้งแต่ปี 2008

Hari R. Rajan กรรมการผู้จัดการของ Corsair หัวหน้า CIP และผู้อำนวยการฝ่าย Vantage กล่าวว่า “เรารู้สึกตื่นเต้นที่ได้สร้างการลงทุนใหม่แบบถาวรกับ Vantage  ในขณะที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงสถานะของ Vantage ในฐานะที่ CIP ถือหุ้นทั้งหมด แต่กองทุนใหม่นี้มอบความเป็นหุ้นส่วนระยะยาวที่ดีกว่าให้กับ Vantage และจะให้แพลตฟอร์มแก่นักลงทุนของเราในการปรับใช้เงินทุนเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนโครงการ Vantage  เราตั้งตารอที่จะได้เป็นหุ้นส่วนอย่างต่อเนื่องกับทีมงานที่มีความสามารถของ Vantage เนื่องจากเป็นผู้นำตลาดในการเปลี่ยนแปลงภาคสนามบินในสหรัฐอเมริกาและที่อื่นๆ”

George H. Casey ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Vantage กล่าวว่า “โครงสร้างกองทุนใหม่นี้จะช่วยให้เรามีความยืดหยุ่นและพลังในการไล่ตามโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ที่เป็นไปตามแผนการเติบโตเชิงกลยุทธ์ของเรา  เรามีความภูมิใจในความสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องกับ CIP และความสำเร็จของเราที่ผ่านมา และด้วยการสนับสนุนจาก CIP จะตั้งตารอคอยการดำเนินการในสามเสาหลักของผู้คน การดำเนินงาน และสถานที่ของเราที่จะนำพาธุรกิจของเราในระดับต่อไป”

เกี่ยวกับ Vantage Airport Group

Vantage Airport Group เป็นบริษัทเอกชนที่พัฒนา จัดการ และลงทุนในสนามบิน โดยมีประวัติยาวนานกว่า 30 สนามบินทั่วโลก  เครือข่ายปัจจุบันของบริษัทประกอบด้วยสนามบิน 10 แห่งตั้งแต่จุดหมายปลายทางขนาดเล็กไปจนถึงเมืองหลวงขนาดใหญ่ในแคนาดา สหรัฐอเมริกา จาเมกา บาฮามาส และไซปรัส  ผลงานของ Vantage ประกอบด้วยสองโครงการสำคัญในนิวยอร์ก: การพัฒนาและการจัดการอาคาร B ที่สนามบิน LaGuardia และการเป็นหุ้นส่วนของบริษัทกับ Jet Blue Airways ในการพัฒนาและจัดการอาคาร 6 และ 7 ที่สนามบินนานาชาติ JFK.  Vantage ก่อตั้งขึ้นในปี 1994 ในฐานะบริษัทย่อยของ Vancouver Airport Authority และปัจจุบันเป็นกองทุนที่บริหารโดย Corsair Infrastructure Partners  บริษัทมีสำนักงานในแวนคูเวอร์ นิวยอร์ก ชิคาโก และเดนเวอร์

เกี่ยวกับ Corsair Capital and Corsair Infrastructure Partners

Corsair Capital ก่อตั้งขึ้นในปี 1992 โดยเป็นนักลงทุนชั้นนำระดับโลก  Corsair มีแพลตฟอร์มที่ได้รับการยอมรับอย่างสูงจากภาคเอกชนซึ่งลงทุนในภาคบริการทางการเงินทั้งหมดซึ่งรวมถึงการบริหารความมั่งคั่งและสินทรัพย์ การชำระเงินและเทคโนโลยีทางการเงิน บริการ ประกันภัย และการธนาคารและการเงินพิเศษ  นับตั้งแต่ก่อตั้ง บริษัทได้เป็นผู้นำหรือร่วมลงทุนในภาคเอกชนเป็นมูลค่ารวม 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ  บริษัทยังมีโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลกที่ให้การสนับสนุนทุนและธุรกิจการจัดการการลงทุน Corsair Infrastructure Partners ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2558 และบริหารกองทุนโครงสร้างพื้นฐานมูลค่า 2.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ  ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Corsair Infrastructure Partners ได้ที่ www.corsair-infrastructure.com

ดูเวอร์ชันต้นฉบับใน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20190204005522/en/

ติดต่อ:

Sard Verbinnen & Co

Matt Benson / David Millar / Danya Al-Qattan, +1 212-687-8080

Conrad Harrington, +44 20 7467 1050