Corsair Infrastructure Partners ประกาศการเข้าซื้อกิจการ Vantage Airport Group

Logo

CIP ได้โอน Vantage ไปสู่กองทุนรวมการลงทุนใหม่แบบถาวรเพื่อรองรับการเติบโตระยะยาว

นิวยอร์ก–(บิสิเนสไวร์)–04 กุมภาพันธ์ 2019

Corsair Infrastructure Partners (“CIP”) ธุรกิจการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกของ Corsair Capital (“Corsair”) ประกาศกองทุนใหม่ที่ก่อตั้งและบริหารโดย CIP ได้เข้าซื้อกิจการ 100% ของ Vantage Airport Group (“Vantage”) จาก Gateway Infrastructure Investments (“Gateway”) ซึ่งเป็นกองทุนที่บริหารโดย CIP

กองทุน CIP ใหม่เป็นหุ้นส่วนถาวรที่ไม่มีระยะเวลาแน่นอน โดยลงทุนโดยนักลงทุนสถาบันระยะยาวคุณภาพสูง  การทำธุรกรรมดังกล่าวทำให้ Vantage มีโครงสร้างความเป็นเจ้าของที่แข็งแกร่งและมั่นคง รวมถึงการเข้าถึงเงินทุนเพื่อติดตามโอกาสในการพัฒนา จัดการ และลงทุนในสนามบินและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องทั่วโลก  การซื้อกิจการครั้งนี้ยังสร้างกิจกรรมการสร้างสำนึกที่น่าดึงดูดใจสำหรับ Gateway ซึ่งเป็นเจ้าของ Vantage ตั้งแต่ปี 2008

Hari R. Rajan กรรมการผู้จัดการของ Corsair หัวหน้า CIP และผู้อำนวยการฝ่าย Vantage กล่าวว่า “เรารู้สึกตื่นเต้นที่ได้สร้างการลงทุนใหม่แบบถาวรกับ Vantage  ในขณะที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงสถานะของ Vantage ในฐานะที่ CIP ถือหุ้นทั้งหมด แต่กองทุนใหม่นี้มอบความเป็นหุ้นส่วนระยะยาวที่ดีกว่าให้กับ Vantage และจะให้แพลตฟอร์มแก่นักลงทุนของเราในการปรับใช้เงินทุนเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนโครงการ Vantage  เราตั้งตารอที่จะได้เป็นหุ้นส่วนอย่างต่อเนื่องกับทีมงานที่มีความสามารถของ Vantage เนื่องจากเป็นผู้นำตลาดในการเปลี่ยนแปลงภาคสนามบินในสหรัฐอเมริกาและที่อื่นๆ”

George H. Casey ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Vantage กล่าวว่า “โครงสร้างกองทุนใหม่นี้จะช่วยให้เรามีความยืดหยุ่นและพลังในการไล่ตามโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ที่เป็นไปตามแผนการเติบโตเชิงกลยุทธ์ของเรา  เรามีความภูมิใจในความสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องกับ CIP และความสำเร็จของเราที่ผ่านมา และด้วยการสนับสนุนจาก CIP จะตั้งตารอคอยการดำเนินการในสามเสาหลักของผู้คน การดำเนินงาน และสถานที่ของเราที่จะนำพาธุรกิจของเราในระดับต่อไป”

เกี่ยวกับ Vantage Airport Group

Vantage Airport Group เป็นบริษัทเอกชนที่พัฒนา จัดการ และลงทุนในสนามบิน โดยมีประวัติยาวนานกว่า 30 สนามบินทั่วโลก  เครือข่ายปัจจุบันของบริษัทประกอบด้วยสนามบิน 10 แห่งตั้งแต่จุดหมายปลายทางขนาดเล็กไปจนถึงเมืองหลวงขนาดใหญ่ในแคนาดา สหรัฐอเมริกา จาเมกา บาฮามาส และไซปรัส  ผลงานของ Vantage ประกอบด้วยสองโครงการสำคัญในนิวยอร์ก: การพัฒนาและการจัดการอาคาร B ที่สนามบิน LaGuardia และการเป็นหุ้นส่วนของบริษัทกับ Jet Blue Airways ในการพัฒนาและจัดการอาคาร 6 และ 7 ที่สนามบินนานาชาติ JFK.  Vantage ก่อตั้งขึ้นในปี 1994 ในฐานะบริษัทย่อยของ Vancouver Airport Authority และปัจจุบันเป็นกองทุนที่บริหารโดย Corsair Infrastructure Partners  บริษัทมีสำนักงานในแวนคูเวอร์ นิวยอร์ก ชิคาโก และเดนเวอร์

เกี่ยวกับ Corsair Capital and Corsair Infrastructure Partners

Corsair Capital ก่อตั้งขึ้นในปี 1992 โดยเป็นนักลงทุนชั้นนำระดับโลก  Corsair มีแพลตฟอร์มที่ได้รับการยอมรับอย่างสูงจากภาคเอกชนซึ่งลงทุนในภาคบริการทางการเงินทั้งหมดซึ่งรวมถึงการบริหารความมั่งคั่งและสินทรัพย์ การชำระเงินและเทคโนโลยีทางการเงิน บริการ ประกันภัย และการธนาคารและการเงินพิเศษ  นับตั้งแต่ก่อตั้ง บริษัทได้เป็นผู้นำหรือร่วมลงทุนในภาคเอกชนเป็นมูลค่ารวม 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ  บริษัทยังมีโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลกที่ให้การสนับสนุนทุนและธุรกิจการจัดการการลงทุน Corsair Infrastructure Partners ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2558 และบริหารกองทุนโครงสร้างพื้นฐานมูลค่า 2.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ  ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Corsair Infrastructure Partners ได้ที่ www.corsair-infrastructure.com

ดูเวอร์ชันต้นฉบับใน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20190204005522/en/

ติดต่อ:

Sard Verbinnen & Co

Matt Benson / David Millar / Danya Al-Qattan, +1 212-687-8080

Conrad Harrington, +44 20 7467 1050

V-CAT นำร่องการระดมทุนสาธารณะผ่านสกุลเงินดิจิทัล

Logo

จากการแลกเปลี่ยนระดับโลกไปสู่ทรัพย์สินส่วนบุคคล

โฮจิมินห์, เวียดนาม–(BUSINESS WIRE)–23 มกราคม 2019

V-CAT Vietnam มีแผนเปิดให้บริการการระดมทุนสาธารณะ (Crowdfnding) สกุลเงินดิจิทัล ผ่านแพลตฟอร์มที่ใช้กับสกุลเงินดิจิทัล JC-coin ข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมทางการเงินจะมีการรักษาความปลอดภัยด้วยเทคโนโลยีบล็อกเชนอันล้ำสมัย ผู้ใช้บริการที่มี JC-coin สามารถแลกเปลี่ยนทรัพย์สินดิจิทัลและทรัพย์สินที่จับต้องได้บนแพลตฟอร์มเพื่อเพิ่ม JC-coin ให้มากขึ้นได้ ซึ่งจะทำให้การระดมทุนในแต่ละครั้งได้รับการพัฒนาในเชิงการให้บริการและตัวผลิตภัณฑ์แก่ผู้ใช้บริการทั่วโลก นอกจากนั้นจะช่วยสร้างโอกาสการลงทุนใหม่ ๆ ในธุรกิจที่แตกต่างกันออกไปอีกด้วย

กระบวนการพัฒนาของ V-CAT จะดำเนินการไปพร้อม ๆ กับการพัฒนาแพลตฟอร์ม MALLLESS ล่วงหน้าก่อนที่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนสิงหาคม 2019 โดยตั้งเป้ามีผู้ใช้งาน 10 ล้านคนทั่วโลกภายในปี 2020 ความโดดเด่นของ MALLLESS คือการที่คนทั่วไปและนิติบุคคลได้รับประโยชน์จากเว็บไซต์ต้นแบบที่ใช้ทำธุรกรรมและกลไกการเป็นเจ้าของสิทธิ์ผ่านระบบ Wallet ซึ่งจะทำให้เกิดการขายสินค้าใหม่หรือสินค้าที่ใช้แล้ว รวมทั้งสินค้าที่จับต้องไม่ได้ ส่วนการแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัลอื่น ๆ เช่น บิตคอยน์ หรือแม้แต่สกุลเงินที่ใช้จริงในโลกปัจจุบันอย่างดอลลาร์หรือยูโร ก็สามารถทำผ่านวิธีการนี้ได้ นอกจากนี้ยังสามารถใช้งาน V-CAT ผ่านระบบที่คล้าย ๆ กันอย่าง JAM point (http://ogb-jam.com/merit/) ได้อีกด้วย

V-CAT ยังอยู่ระหว่างการเตรียมการเปิดตัวการระดมทุนสาธารณะผ่านแอพลิเคชัน Raudo ในเดือนสิงหาคมปี 2020 โดยตั้งเป้ามีผู้ใช้งานจำนวน 10 ล้านคนทั่วโลกภายในปี 2021 ซึ่งไม่ว่าใครอยู่ที่ไหนบนโลกก็สามารถมีส่วนร่วมในการระดมทุนสาธารณะได้ และยังสามารถสร้างการระดมทุนสาธารณะขึ้นโดยไม่ต้องพัฒนาสกุลเงินที่ต้องเข้ารหัสเอง

V-CAT จะยังคงให้บริการสิ่งที่บุคคลทั่วไปและนิติบุคคลไม่เคยได้รับในอดีตต่อไปโดยใช้สกุลเงิน JC-coin เป็นโครงสร้างพื้นฐาน ประกอบด้วย

  1. คิดอัตราแลกทรัพย์สินตามสกุลเงินที่ใช้จริง (ที่ดินและอสังหาริมทรัพย์) หรือสกุลเงินดิจิทัล (Bitcoin) ที่ผู้ใช้เป็นเจ้าของในรูปแบบ JC-coin
  2. การหาเงินผ่านการระดมทุนสาธารณะเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ หรือธุรกิจใหม่ ๆ
  3. โปรโมชันสำหรับผลิตภัณฑ์และการบริการทั่วโลก การซื้อขายผลิตภัณฑ์และการบริการบนแพลตฟอร์มที่ปลอดภัย ป้องกันการแฮ็คข้อมูลได้
  4. สร้างแพลตฟอร์มที่ปลอดภัยสำหรับการทำธุรกรรมต่าง ๆ

หมายเหตุ: ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแผนธุรกิจโดย V-CAT ได้ที่ http://vcat-otv.net/ 

เกี่ยวกับองค์กร

V-CAT ก่อตั้งขึ้นในปี 2018 ที่เมืองโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม มีสมาชิกหลักที่ร่วมก่อตั้งทั้งหมด 14 คน ซึ่งใน 5 คนเป็นวิศวกรพัฒนาแพลตฟอร์มบนเทคโนโลยีบล็อกเชนอันล้ำสมัย V-CAT เน้นมอบการบริการระบบที่ปลอดภัย

ข้อมูลจากภาษาต้นฉบับของเนื้อหานี้เป็นเอกสารทางการ การแปลเป็นภาษาปลายทางต่างๆ จะทำเพื่อเป็นข้อมูลชั่วคราวเท่านั้น ควรมีการอ้างอิงข้อมูลจากภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นเวอร์ชันที่มีผลทางกฏหมาย

ดูเนื้อหาต้นฉบับได้ที่ businesswire.comhttps://www.businesswire.com/news/home/20190122005348/en/

ติดต่อ:

V-CAT Vietnam
ซีอีโอ: PHAM MINH HONG
ข้อมูลติดต่อ: info@vcat-vcv.com
เว็บไซต์องค์กร: http://vcat-otv.net/
Twitter: @jc_rdfunding

กสิกรไทย จับมือบางจาก รับฝากเงินผ่าน ‘เคแบงก์ เซอร์วิส’ ที่ อินทนิล และสพาร์

Logo

กรุงเทพฯ–(THAI BUSINESS NEWS)–14 มกราคม 2562

logo

นายทิพากร สายพัฒนา (กลาง) รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย นายสมชัย เตชะวณิช  (ที่ 2 จากซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่การตลาด และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ นายวิบูลย์ วงสกุล (ที่ 1 จากซ้าย) กรรมการผู้จัดการ บริษัท บางจาก รีเทล จำกัด ร่วมกันเปิดตัวบริการ “เคแบงก์ เซอร์วิส” (KBank Service) แต่งตั้งร้านกาแฟอินทนิล (Inthanin) และร้านสะดวกซื้อสพาร์ (SPAR) เป็นตัวแทนธนาคาร (Banking Agent) ให้บริการรับฝากเงินเข้าบัญชีธนาคาร สูงสุด 20,000 บาทต่อรายการ และไม่เกิน 40,000 บาทต่อวันต่อหมายเลขบัตรประชาชน ค่าธรรมเนียม 20 บาทต่อรายการ พิเศษช่วงเปิดให้บริการด้วยค่าธรรมเนียมพิเศษ 10 บาทต่อรายการ ระหว่างวันที่ 15 มกราคม – 28 กุมภาพันธ์ 2562 ช่วงแรกพร้อมให้บริการจำนวน 17 สาขา ก่อนขยายอีกกว่า 170 สาขา ภายในไตรมาส 2 ปี 2562 และมีแผนที่จะเปิดให้บริการถอนเงินสด และเปิดบัญชีเงินฝากในอนาคต

ธนาคารกสิกรไทย

ส่วนบริหารเครือข่ายสื่อ

ฝ่ายสื่อสารและองค์การสัมพันธ์

โทร. 0 2470 2653-8

WeWork สรุปการได้รับเงินทุน 6 พันล้านดอลลาร์จาก SoftBank

Logo

ประกาศเปิดตัว The We Company

นิวยอร์ก–(บิสิเนสไวร์)–10 มกราคม 2019

WeWork ประกาศว่าบริษัทได้รับเงินลงทุน 6 พันล้านดอลลาร์จาก SoftBank โดย 5 พันล้านนั้นอยู่ในรูปของเงินทุนเพื่อการเติบโตขั้นต้นและส่วนที่เหลืออีก 1 พันล้านเป็นเงินทุนรองเพื่อการลงทุนซื้อหุ้นจากนักลงทุนและพนักงาน  ขณะนี้การประเมินมูลค่าของ WeWork ภายหลังการได้รับเงินอยู่ที่ 47 พันล้านเหรียญสหรัฐ

การลงทุนครั้งนี้รวมข้อผูกพันธ์ด้านเงินทุนที่ประกาศไว้ก่อนหน้านี้จำนวน 4 พันล้านดอลลาร์จาก SoftBank ในรูปแบบของตราสารหนี้มูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์และใบแสดงสิทธิ 3 พันล้านดอลลาร์  WeWork และบริษัทในเครือได้ระดมทุนจาก SoftBank มากกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2017

“WeWork ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมมูลค่าหลายล้านล้านดอลล่าร์ด้วยแพลตฟอร์มเทคโนโลยีที่ให้โซลูชั่นที่สมบูรณ์  WeWork มีประสบการณ์การเติบโตที่เหนือชั้นและเรามั่นใจว่าด้วยวิสัยทัศน์ของ Adam และทุนการเติบโตนี้ บริษัทจะสามารถไขว่คว้าโอกาสทางการตลาดอันยิ่งใหญ่ที่รออยู่ข้างหน้าพวกเขาได้” Masayoshi Son ประธานและซีอีโอของ SoftBank Group Corp

WeWork ในวันนี้ยังได้ประกาศการเปิดตัวของ The We Company  บริษัทนี้จะก่อตั้ง WeWork, WeLive และ WeGrow เป็นสามสายธุรกิจที่แตกต่างกัน ซึ่งจะขยายความพยายามที่มีอยู่ของ WeWork ในด้านเหล่านี้: ภารกิจของ WeWork คือการสร้างโลกที่ผู้คนทำงานเพื่อสร้างชีวิต ไม่ใช่แค่มีชีวิต  ภารกิจของ WeLive คือการสร้างโลกที่ไม่มีใครรู้สึกโดดเดี่ยว  และภารกิจของ WeGrow คือการปลดปล่อยพลังของมนุษย์ทุกคน

“ผ่านเครือข่าย WeWork ที่ขยายใหญ่ขึ้นและชุมชน Meetup ทำให้บริษัท The We Company ครอบคลุมถึงผู้คนประมาณ 5 ล้านคนทั่วโลก พร้อมการระดมทุนที่ช่วยให้สามารถเข้าถึงผู้คนอีกนับล้าน  เราขับเคลื่อนโดยผลกระทบที่เรารู้ว่าเราสามารถทำได้เมื่อเราทุกคนทำงานร่วมกันด้วยความตั้งใจที่จะแบ่งปัน  ผมรู้สึกขอบคุณพนักงานของเรา สมาชิก และพันธมิตรที่ยอดเยี่ยมของเราใน SoftBank สำหรับความมุ่งมั่นในภารกิจของเรา” Adam Neumann ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ The We Company กล่าว

WeWork เริ่มต้นปี 2019 ด้วยสมาชิกมากกว่า 400,000 คนในสถานที่ 425 แห่งใน 100 เมืองทั่ว 27 ประเทศ  ลูกค้าองค์กร (สมาชิกที่มีพนักงานมากกว่า 1,000 คน) คิดเป็นสัดส่วนกว่า 30% ของฐานสมาชิกทั้งหมดของบริษัท  ร้อยละสี่สิบหกของสมาชิกองค์กรยกย่อง WeWork ที่ได้ให้อิสระและความยืดหยุ่นแก่พวกเขาในการเติบโตสู่ตลาดใหม่  ณ เดือนกันยายน 2018 บริษัท Global Fortune 500 ในอัตราส่วน 30% อยู่กับ WeWork

เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ The We Company, โปรเยี่ยมชม we.co.

เกี่ยวกับ The We Company

ภารกิจของ The We Company คือการยกระดับจิตสำนึกของโลก  บริษัทมุ่งที่จะช่วยให้ผู้คนมีชีวิตอยู่ในเชิงรุกและมีจุดประสงค์ ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนของชีวิตหรือเพื่อชีวิต และยอมรับว่ามนุษย์มีการเติบโตอยู่เสมอและอยู่ในสภาพของการค้นพบตัวเอง การเติบโต และการเปลี่ยนแปลง

ดูเวอร์ชันต้นฉบับใน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20190108005751/en/

ติดต่อสำหรับสื่อ

The We Company: press@wework.com

SoftBank: Ben Spicehandler – bspicehandler@sardverb.com

บริการโอนเงินผ่านมือถือ “docomo Money Transfer” จะเพิ่มให้บริการในประเทศจีนและไทย

Logo

โตเกียว–(BUSINESS WIRE)–14 ธ.ค. 2018

NTT DOCOMO, INC.  ประกาศในวันนี้ว่าจะขยายบริการ docomo Money Transfer  หรือบริการการโอนเงินผ่านมือถือระหว่างประเทศไปยังประเทศจีนและประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม ซึ่งเป็นการเพิ่มจำนวนของประเทศและภูมิภาคปลายทางไปสู่ 42 ประเทศ โดยการโอนเงินไปสู่ ถึง 70 ธนาคารและสถาบันการเงินในจีนและ 28 ในประเทศไทยจะคิดค่าธรรมเนียมตายตัวที่ 1,000 เยน (ปลอดภาษี)

ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้มีคุณลักษณะด้านมัลติมีเดีย ดูฉบับเต็มได้ที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20181213005252/en/

docomo Money Transfer app image (Graphic: Business Wire)

ภาพจากแอพ docomo Money Transfer (รูป: Business Wire)

บริการโอนเงินต่างประเทศผ่านมือถือของ DOCOMO ซึ่งเปิดตัวในปี 2011 ช่วยให้ลูกค้าชาวญี่ปุ่นสามารถส่งเงินให้แก่เด็กที่กำลังเรียนอยู่ต่างประเทศหรือครอบครัวที่ทำงานในต่างประเทศได้ง่ายและสะดวก  นอกจากนี้ยังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นจากสมาชิกชาวต่างชาติของ DOCOMO ในญี่ปุ่นเพื่อส่งเงินกลับบ้านให้กับครอบครัว ปัจจุบันมีสมาชิกจำนวนมากที่ใช้บริการส่งเงินไปยังประเทศจีนและประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจที่สดใส

บริการโอนเงินต่างประเทศของ DOCOMO สามารถใช้ผ่านเว็บเบราเซอร์ทั้ง iOSTM และ AndroidTM บนโทรศัพท์ของ DOCOMO หรือสมาร์ทโฟนโดยสามารถให้บริการได้ตลอดเวลายกเว้นเวลา 3:00 น. ถึง 6:00 น. ตามเวลาประเทศญี่ปุ่น โดยหลังจากลงทะเบียนแล้วผู้ใช้จะสามารถฝากเงินสดเข้าบัญชี docomo Kouza ที่ตู้เอทีเอ็ม ธนาคาร หรือร้านสะดวกซื้อ หรือผ่าน Pay-easy ก่อนทำการโอนเงิน

"Android" เป็นเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ Google Inc.

"iOS" เป็นเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ Cisco ในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่น ๆ และถูกใช้ภายใต้ใบอนุญาต

เกี่ยวกับ NTT DOCOMO

NTT DOCOMO ซึ่งเป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ชั้นนำของประเทศญี่ปุ่นซึ่งมีผู้สมัครสมาชิกกว่า 77 ล้านรายเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการเทคโนโลยีเครือข่ายโทรศัพท์มือถือระบบ 3G, 4G และ 5G รายแรกของโลก นอกเหนือจากบริการด้านการสื่อสารที่เป็นหลัก DOCOMO แล้ว DOCOMO ก็กล้าเผชิญกับความท้าทายใหม่ ๆ ด้วยการทำงานร่วมกันกับคู่ค้าที่เพิ่มขึ้น (คู่ค้า "+ d") ช่วยสร้างบริการที่มีมูลค่าเพิ่มที่น่าตื่นเต้นและสะดวกสบายซึ่งจะเปลี่ยนวิธีที่ผู้คนมีชีวิตและทำงาน ภายใต้แผนระยะปานกลางถึงปี 2020 และแผนที่ไกลออกไป DOCOMO ถือเป็นผู้บุกเบิกเครือข่าย 5G ระดับแนวหน้าที่อำนวยความสะดวกในการบริการระดับนวัตกรรมซึ่งจะสร้างความประหลาดใจและสร้างแรงบันดาลใจให้กับลูกค้าอย่างเกินความคาดหมาย DOCOMO จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์โตเกียว (9437) www.nttdocomo.co.jp/english.

ดูเวอร์ชั่นต้นฉบับที่ businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20181213005252/en/

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

NTT DOCOMO

Mr. Michael Bristow หรือ Ms. Makiko Furuta

ฝ่ายประชาสัมพันธ์

โทร: + 81-3-5156-1366

โทรสาร: + 81-3-5501-3408

เว็บไซต์: www.nttdocomo.co.jp/english


กลุ่มบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล (CIMB-Principal Asset Management Group) ประกาศแต่งตั้งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ประจำภูมิภาคอาเซียนคนใหม่

Logo

โดยซีอีโอประจำภูมิภาคอาเซียนคนเดิม Alejandro Echegorri จะย้ายไปดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Principal Asia

กัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย/ กรุงเทพ ประเทศไทย / จาการ์ตา อินโดนีเซีย, วันที่ 13 ธันวาคม 2561

กลุ่มบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล (CIMB-Principal Asset Management Group) ประกาศวันนี้ว่า Juan Ignacio Eyzaguirre จะดำรงตำแหน่งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ประจำภูมิภาคอาเซียนซึ่งจะเป็นผู้ดูแลธุรกิจของกลุ่มบริษัทซึ่งประกอบไปด้วยบริษัทดังต่อไปนี้ CIMB-Principal Asset Management Berhad และ CIMB-Principal Islamic Asset Management Sdn Bhd ในมาเลเซีย, PT CIMB-Principal Asset Management ในอินโดนีเซีย, บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล จำกัด ในประเทศไทย และ  CIMB-Principal Asset Management Pte Ltd ในสิงคโปร์ การแต่งตั้งดังกล่าวต้องได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ (Malaysia Securities Commission) และกรมการตรวจคนเข้าเมือง (Immigration Department) ของมาเลเซียด้วย 

กลุ่มบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิลนั้นเป็นบริษัทร่วมทุนกันระหว่างกลุ่มพรินซิเพิล ไฟแนนซ์เชียล  (Principal Financial Group: Principal) และกลุ่มซีไอเอ็มบี ประเทศมาเลเซีย (CIMB Group Holdings Berhad: CIMB)    "นี่เป็นช่วงเวลาที่น่ายินดีอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล เนื่องจากเราจะทำให้ธุรกิจของเราในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เติบโต ประสบการณ์จากการดำรงตำแหน่งเป็นผู้นำด้านการจัดการสินทรัพย์ การธนาคาร การประกันภัย และกองทุนบำนาญตลอด 30 ปีของ Juan จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจเพื่อการออมเงินและการเกษียณอายุในภูมิภาคในระยะยาว" Pedro Borda ประธานเจ้าหน้าที่บริหารประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอินเดียของพรินซิเพิลกล่าว

Alejandro Echegorri ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารประจำภูมิภาคอาเซียนของกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิลมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2015 จะดำรงตำแหน่งใหม่เป็นประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของพรินซิเพิล อินเตอร์เนชันแนล ( Principal International) ประจำภูมิภาคเอเชีย โดยจะมีผลตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2019 เป็นต้นไป

"ในการดำรงตำแหน่งใหม่ Alejandro จะทำงานร่วมกับฝ่ายการลงทุนภายในกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิลทั่วทั้งภูมิภาคเอเชีย เพื่อช่วยให้พรินซิเพิลสร้างประสบการณ์การลงทุนและผลิตภัณฑ์หลากหลายแก่นักลงทุน"  Luis Valdes ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานบริหารของพรินซิเพิล อินเตอร์เนชันแนล กล่าว

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเข้าไปที่ www.cimb-principal.com 

###

เกี่ยวกับ CIMB-Principal Asset Management Berhad

CIMB-Principal Asset Management Berhad ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในมาเลเซีย เป็นบริษัทจัดการสินทรัพย์เพื่อการลงทุนชั้นนำในภูมิภาค บริษัทก่อตั้งเมื่อปี 1995 และเป็นหนึ่งในบริษัทจัดการสินทรัพย์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในมาเลเซีย และประสบความสำเร็จในสิงคโปร์ อินโดนีเซีย และประเทศไทย

เครือบริษัทซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล ประกอบด้วย CIMB-Principal Islamic Asset Management Sdn Bhd ในมาเลเซีย, PT CIMB-Principal Asset Management ในอินโดนีเซีย, บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล จำกัดในประเทศไทย และ CIMB-Principal Asset Management Pte Ltd ในสิงคโปร์

กลุ่มบริษัทมี ทรัพย์สินภายใต้การจัดการมูลค่า 80  พันล้านริงกิตมาเลเซีย ณ เดือนตุลาคม 2018 และเป็นหนึ่งในผู้จัดการหลักทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค ซึ่งเสนอโซลูชันจัดการสินทรัพย์อย่างครบวงจร บริษัทผลิตและจัดจำหน่ายกองทุนรวมมากมาย รวมทั้งให้บริการบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนตามความต้องการของลูกค้าแก่บริษัท สถาบัน รัฐบาล และกองทุนบำเหน็จบำนาญ ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนที่ทำงานอย่างทุ่มเทประกอบด้วยผู้คนหลากหลายเชื้อชาติในภูมิภาค และมอบประสบการณ์ความชำนาญด้านตราสารทุน ตราสารหนี้ การบริหารจัดการเงินสด และการบริหารกองทุนตามหลักชะรีอะฮ์ผ่านทางบริษัท CIMB-Principal Islamic Asset Management Company

ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิลเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างกลุ่มซีไอเอ็มบี ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มธนาคารชั้นนำของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และกลุ่มบริษัทการเงินพรินซิเพิล สหรัฐอเมริกา บริษัทผู้ให้บริการทางการเงินที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq และติดอันดับ Fortune 500   

Principal และรูปแบบสัญลักษณ์ รวมทั้ง Principal Financial Group คือเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของ Principal Financial Services, In. ซึ่งเป็นสมาชิกของ Principal Financial Group

ฝ่ายประสานงานสื่อของพรินซิเพิล กรุณาติดต่อ:            

Kim Thean Soo, Principal International South Asia, +603 20842032, kim.theansoo@principal.com

ข่าวเผยแพร่: รับเมื่อ วันที่ 13 ธันวาคม 2561

  

กลุ่มซีไอเอ็มบีเข้าร่วม RippleNet สนับสนุนการชำระเงินทันใจทั่วภูมิภาคอาเซียน

Logo

ธนาคารซีไอเอ็มบีเป็นหนึ่งในธนาคารแรกที่ใช้เทคโนโลยี blockchain ในการเจาะธุรกิจการส่งเงินในภูมิภาคที่มีมูลค่า 120 พันล้านเหรียญสหรัฐ

ซานฟรานซิสโก–(บิสิเนสไวร์)–15 พฤศจิกายน 2018

กลุ่มซีไอเอ็มบี ( "ซีไอเอ็มบี" หรือ "กลุ่ม") และ Ripple จับคู่เชิงยุทธศาสตร์เพื่อนำเสนอบริการชำระเงินข้ามพรมแดนได้ทันทีผ่านตลาดต่างๆ  ในส่วนของการเป็นหุ้นส่วนนี้ CIMB จะเข้าร่วมเครือข่าย Ripple ("RippleNet") ซึ่งจะช่วยให้สามารถเข้าถึงสมาชิก RippleNet อื่นๆ และช่วยให้ CIMB สามารถขยายธุรกิจด้านการชำระเงินข้ามพรมแดนได้

ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้มีคุณลักษณะด้านมัลติมีเดีย ดูฉบับเต็มได้ที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20181114006003/en/

Ripple's CEO Brad Garlinghouse and CIMB Group's CEO Tengku Dato’ Sri Zafrul Aziz celebrate their par ...

ซีอีโอของ Ripple Brad Garlinghouse และ ซีอีโอของ กลุ่มซีไอเอ็มบี Tengku Dato 'Sri Zafrul Aziz ฉลองการจับคู่ธุรกิจครั้งนี้ (รูปภาพ: บิสิเนสไวร์)

โซลูชั่น blockchain ของ Ripple ได้รับการติดตั้งเพื่อเพิ่มความเร็วให้แก่ Speedsend ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ส่งเงินที่เป็นกรรมสิทธิ์ของ CIMB  โซลูชั่นนี้จะเป็นการขยายเครือข่าย Speedsend ของ CIMB และเปิดทางเดินให้กับการชำระเงินใหม่ๆ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงผู้บริโภคข้ามพรมแดนทั้งในประเทศอาเซียนและขาออกไปต่างประเทศ  โซลูชั่นนี้ใช้งานได้แล้วกับ Speedsend ทำให้สามารถโอนเงินผ่านช่องทางเช่นออสเตรเลีย (ร่วมกับ InstaReM ซึ่งเป็นสมาชิกของ RippleNet) สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และฮ่องกง

"เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ RippleNet และหวังว่าจะได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับ Ripple โดยการใช้จุดแข็งและความสามารถของกันและกัน  นวัตกรรม blockchain นี้จะปฏิวัติการส่งเงินระหว่างประเทศและเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของซีไอเอ็มบีในการเพิ่มความสามารถในการให้บริการด้านการธนาคารแบบดิจิทัลด้วยการมอบโซลูชั่นที่รวดเร็วและคุ้มค่าแก่ลูกค้าของเราทั่วทั้งภูมิภาคอาเซียน” Tengku Dato 'Sri Zafrul Aziz, CEO กลุ่มซีไอเอ็มบีกล่าว

โดยเป็นส่วนหนึ่งของแผนงานความร่วมมือโดยรวม ซีไอเอ็มมุ่งมั่นที่จะขยายโซลูชั่นนี้ไปสู่กรณีการใช้งานอื่นๆ ทั่วทั้งกลุ่ม  ปัจจุบันมีความต้องการใช้โซลูชั่นการชำระเงินข้ามพรมแดนที่เพิ่มมากขึ้น โดยธนาคารโลกคาดการณ์ว่าการส่งเงินไปที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเพิ่มขึ้นเป็น 120 พันล้านเหรียญสหรัฐภายในสิ้นปี 2561

"เราเห็นธนาคารและสถาบันการเงินจากทั่วโลกยันเข้าสู่โซลูชัน blockchain เพราะช่วยให้มีประสบการณ์ในการชำระเงินค่าใช้จ่ายที่โปร่งใส เร็วขึ้นและถูกลง" Brad Garlinghouse ซีอีโอ Ripple กล่าว "เครือข่ายของ CIMB มีอยู่แล้ว 15 ประเทศเกือบ 800 สาขาและมี Speedsend ซึ่งเป็นหนึ่งในโซลูชั่นที่ดีที่สุดในภูมิภาคอาเซียน  ตอนนี้ โดยการบูรณาการเทคโนโลยี blockchain ของ Ripple พวกเขาจะช่วยให้ลูกค้าสามารถส่งเงินทุนที่สำคัญให้กับครอบครัว เพื่อน และคนที่รักได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น  ด้วยการมุ่งเน้นนวัตกรรม CIMB จะยังคงเป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญของภูมิภาคในอีกหลายปีต่อไป"

เกี่ยวกับ Ripple

Ripple มอบประสบการณ์ไร้แรงเสียดทานในการส่งเงินทั่วโลกโดยใช้พลังของ blockchain  สถาบันการเงินสามารถประมวลการชำระเงินของลูกค้าได้ทุกที่ในโลกอย่างรวดเร็ว เชื่อถือได้ และประหยัดค่าใช้จ่ายโดยการเข้าร่วมเครือข่ายทั่วโลกที่กำลังเติบโตของ Ripple  ธนาคารและผู้ให้บริการการชำระเงินสามารถใช้สินทรัพย์ดิจิทัล XRP เพื่อลดต้นทุนและเข้าถึงตลาดใหม่ๆ ได้  Ripple มีลูกค้ามากกว่า 100 รายทั่วโลกด้วยสำนักงานในซานฟรานซิสโก นิวยอร์ก ลอนดอน ลักเซมเบิร์ก มุมไบ สิงคโปร์ และซิดนีย์

เกี่ยวกับกลุ่มซีไอเอ็มบี

กลุ่มซีไอเอ็มบีเป็นหนึ่งในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ชั้นนำของอาเซียนและเป็นผู้ให้บริการทางการเงินรายใหญ่อันดับสองของมาเลเซียโดยสินทรัพย์  ซีไอเอ็มบีให้บริการธนาคารเพื่อผู้บริโภค ธนาคารพาณิชย์ ธนาคารเพื่อการลงทุน ธนาคารอิสลาม และผลิตภัณฑ์และบริการด้านการจัดการสินทรัพย์  กลุ่มดังกล่าวมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์และมีสำนักงานอยู่ใน 9 ประเทศจาก 10 ประเทศในอาเซียน (มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ไทย กัมพูชา บรูไน เวียดนาม พม่า และลาว) นอกเหนือจากอาเซียน ทางกลุ่มมีตลาดในประเทศจีน ฮ่องกง อินเดีย ศรีลังกา เกาหลี สหรัฐอเมริกา และอังกฤษ

กลุ่มซีไอเอ็มบีมีเครือข่ายสาขาค้าปลีกที่กว้างขวางที่สุดในอาเซียน โดยมีประมาณ 800 สาขา ณ วันที่ 30 กันยายน 2018  นอกจากนี้ กลุ่มซีไอเอ็มบีมียังเป็นหนึ่งในธนาคารเพื่อการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยมีการวิจัยที่ครอบคลุมมากที่สุดประมาณ 700 หุ้นในภูมิภาคนี้

กลุ่มซีไอเอ็มบีดำเนินธุรกิจผ่านบริษัทหลัก 3 แห่งคือธนาคารซีไอเอ็บี ธนาคารเพื่อการลงทุนซีไอเอ็มบี และซีไอเอ็มบีอิสลาม  กลุ่มซีไอเอ็มบีเป็นผู้ถือหุ้นธนาคาร Bank CIMB Niaga ในอินโดนีเซียในสัดส่วน 92.5% และเป็นผู้ถือหุ้นของซีไอเอ็มบีไทยในสัดส่วน 94.1%

กลุ่มซีไอเอ็มบีจดทะเบียนใน Bursa Malaysia ผ่าน CIMB Group Holdings Berhad ณ วันที่ 30 กันยายน 2018 มีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 56.3 พันล้าน RM  ทางกลุ่มมีพนักงานประมาณ 36,000 คนใน 15 ประเทศ

ดูเวอร์ชันของแหล่งที่มาใน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20181114006003/en/

ติดต่อ:

Ripple

Tom Channick

press@ripple.com

หรือ

CIMB Group

Suria Zainal

suriawati.zainal@cimb.com

บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัด ยกระดับระบบการบริหารพอร์ตการลงทุนด้วย Charles River IMS

Logo

เมลเบิร์น, ออสเตรเลีย–(BUSINESS WIRE)–1 พฤศจิกายน 2561

บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัด บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนชั้นนำของไทย ได้ยกระดับความสามารถในการบริหารพอร์ตสินทรัพย์ในการลงทุนทุกประเภท ด้วยระบบ Chales River Investment Management Solution (Charles River IMS) ทางกองทุนกรุงศรีได้ใช้ Charles River IMS ในการบริหารพอร์ต การค้าและการลงทุน รวมทั้งการจัดการค่าใช้จ่าของลูกค้าระดับองค์กร การป้องกันความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงิน และการทำธุรกรรม FX จากส่วนที่ให้บริการกับลูกค้าโดยตรงมาตั้งแต่พ.ศ. 2548

“การติดต่อสื่อสารและการร่วมมือกันระหว่างผู้จัดการพอร์ต ผู้ค้า และนักลงทุนนั้นพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น และนั่นหมายความว่าพวกเขาสามารถตัดสินใจด้วยความเชี่ยวชาญมากขึ้นและรวดเร็วยิ่งขึ้นในการสร้างและจัดการพอร์ต” คุณประเสริฐ อิ่มพรรุจี ประธานเจ้าหน้าที่กลุ่มเทคโนโลยีและสารสนเทศ กองทุนกรุงศรีกล่าว “เมื่อเราพัฒนาในส่วนที่ให้บริการกับลูกค้าโดยตรงแล้ว เราก็สามารถยกระดับการทำงานของเราให้ดีขึ้น และมีการจัดการข้อมูลในคอมพิวเตอร์ที่น่าเชื่อถือมากขึ้น”

“ระบบ Charles River IMS ช่วยลดค่าใช้จ่ายขององค์กรต่าง ๆ และทำให้การปฏิบัติงานในแต่ละวันนั้นง่ายขึ้น โดยใช้แพลตฟอร์มการจัดการเงินรวม” นายคาเมรอน ฟีลด์ กรรมการผู้จัดการบริษัท Charles River ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกล่าว “รวมทั้งการมีภาพรวมในการลงทุนเดียวกันนั้น ช่วยให้ลูกค้าของเราอย่างบริษัทกองทุนกรุงศรีสามารถพัฒนาการให้บริการโดยตรงกับลูกค้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และช่วยจัดการกับความเสี่ยงที่ส่งผลต่อธุรกิจของกรุงศรีได้อีกด้วย”

เกี่ยวกับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี

บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัด (กองทุนกรุงศรี) เป็นบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนชั้นนำของไทย ที่มีผลิตภัณฑ์และบริการหลายรูปแบบ รวมทั้งบริการด้านกองทุนรวม กองทุนส่วนบุคคล กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนอสังหาริมทรัพย์ และการจัดการลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า บริษัทก่อตั้งขี้นเมื่อปี พ.ศ. 2539 ภายใต้ชื่อ บลจ. สิทธิภาพ อยุธยาจาร์ดีนเฟลมมิ่ง จำกัด และเปลี่ยนชื่อมาเป็นบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัด ในปีพ.ศ. 2554 บริษัทจัดการหลักทรัพย์กองทุน กรุงศรี มุ่งมั่นที่จะมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่เหนือกว่า และผลตอบแทนที่มั่นคงให้กับลูกค้าของเรา อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.krungsriasset.com

เกี่ยวกับ Charles River ในเครือ State Street Corporation

Charles River Development, a State Street Company เป็นบริษัทที่ช่วยแก้ปัญหาเกี่ยวกับสินทรัพย์ทุกประเภทในการลงทุนให้มีประสิทธิภาพ โดยมีบริษัทเกี่ยวกับการลงทุนจากกว่า 40 ประเทศเลือกใช้โซลูชันบริหารกองทุนจาก Charles River IMS เพื่อดูแลสินทรัพย์ในการลงทุนสถาบัน การบริหารความมั่งคั่ง และธุรกิจเฮดจ์ฟันด์ที่มีมูลค่ามากกว่า 25 ล้านล้านเดอลลาร์ ซอฟต์แวร์ที่เป็นโซลูชั่นฐานบริการของเรา (SaaS) ออกแบบมาเพื่อช่วยให้การจัดการลงทุนเป็นไปอย่างอัตโนมัติและง่ายยิ่งขึ้นบนแพลตฟอร์มเดียว จากการบริหารพอร์ต และการวิเคราะห์ความเสี่ยงผ่านการขายและการจัดการหลังการขาย ด้วยการตรวจสอบแบบบูรณาการและข้อมูลที่ได้รับการจัดการตั้งแต่ต้นจนจบ

สำนักงานใหญ่ของเราตั้งอยู่ที่เมืองเบอร์ลิงตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ และเราให้บริการลูกค้าจากทั่วโลกและมีพนักงานมากกว่า 750 คนในสำนักงานส่วนภูมิภาค 11 แห่ง

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.crd.com

เกี่ยวกับ State Street Corporation

State Street Corporation (NYSE:STT) คือผู้ให้บริการด้านการเงินชั้นนำระดับโลกกับนักลงทุนประเภทสถาบัน ได้แก่ บริการด้านการลงทุน การบริหารการลงทุนและการวิจัยการลงทุนและซื้อขาย จากข้อมูลล่าสุดเมื่อ 30 มิถุนายน 2018 State Street มีทรัพย์สินมูลค่า 3.39 ล้านล้านดอลลาร์ในครอบครองและในส่วนของการบริหาร และทรัพย์สินมูลค่า 2.7 ล้านล้านดอลลาร์* ภายใต้การบริหารจัดการ บริษัทดำเนินกิจการในตลาดทั่วโลกกว่า 100 แห่ง และมีพนักงานกว่า 38,000 คน สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ State Street ที่ http://www.statestreet.com/platformforgrowth

*ทรัพย์สินภายใต้การบริหารจัดการประกอบด้วยทรัพย์สินของ SPDR® Gold ETF และ SPDR® Long Dollar Gold Trust ETF (มูลค่าโดยประมาณ 33 พันล้านดอลลาร์ ข้อมูลเมื่อ 30 มิถุนายน 2018) โดยมี State Street Global Advisors Funds Distributors, LLC (SSGA FD) ทำหน้าที่เป็นตัวแทนด้านการตลาด SSGA FD และ State Street Global Advisors เป็นบริษัทในเครือ

ห้ามทำซ้ำ คัดลอก หรือส่งต่อเนื้อหาส่วนใดส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดในเอกสารนี้ และห้ามเปิดเผยเนื้อหาในเอกสารนี้กับบุคคลทีสามโดยไม่ได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจาก State Street

การลงทุนมีความเสี่ยง ซึ่งรวมถึงความเสี่ยงในการสูญเงินต้นทั้งหมด

เอกสารนี้มีจุดประสงค์เพื่อแจ้งข้อมูลเท่านั้น เนื้อหาในเอกสารอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามตลาดแต่ละแห่งเเละเงื่อนไขอื่นๆ ความเห็นที่แสดงในเอกสารนี้เป็นการแสดงความและข้อมูลโดยทั่วไป และไม่มีการดัดแปลงเพื่อจุดประสงค์เฉพาะ เหตุการณ์และ/หรือปรัชญาในการลงทุน

วันหมดอายุ: 30 ตุลาคม 2562
©2018 State Street Corporation – All Rights Reserved
State Street Corporation, One Lincoln St, Boston MA 02111

2299120.1.1.GBL.PR

ดูเวอร์ชันต้นฉบับที่ businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20181031005712/en/

ติดต่อ:

Charles River Development
Kellie Smith, +61 3 8628 0100 ext. 1171
KellieSmith@CRD.com

EMQ คิวคว้ารางวัล Red Herring จาก ท็อป 100 Global Award

Logo

ซานฟรานซิสโกและฮ่องกง–(BUSINESS WIRE)–29 ต.ค. 2018

EMQ,  2018 Red Herring Top 100 เครือข่ายชั้นนำทางการเงินครอบคลุมทั่วเอเชีย ได้รับการยกย่องให้เป็นผู้ชนะรางวัลอันทรงเกียรติระดับโลก รางวัล Red Herring รางวัลนี้เกิดขึ้นเพื่อเป็นการยอมรับนวัตกรรมและเทคโนโลยีของบริษัทสตาร์ทอัพจากอเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชีย

ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้มีคุณลักษณะเป็นมัลติมีเดีย ดูฉบับเต็มได้ที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20181028005045/en/

The Red Herring Top 100 ซึ่งอยู่ในปีที่ 22 ถือเป็นหนึ่งในรางวัลที่ทรงเกียรติมากที่สุดในอุตสาหกรรม ผู้ชนะของ Top 100 Global ในปีนี้จะมาจากการคัดเลือกจากคณะกรรมการซึ่งมาจากผู้เชี่ยวชาญอิสระของ และทีมงานบรรณาธิการของ Red Herring ตามเกณฑ์ทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ เช่นประสิทธิภาพทางการเงิน นวัตกรรมเทคโนโลยี คุณภาพการบริหารจัดการ กลยุทธ์และการเจาะตลาด การประเมินศักยภาพนี้เป็นการตรวจสอบประวัติและสถานะของบริษัทสตาร์ทอัพเทียบเคียงกับบริษัทในด้านเดียวกัน ทำให้ Red Herring สามารถมองเห็นผ่าน "แค่เปลือก" และทำให้รายชื่อที่ได้เป็นเครื่องมือสำคัญในการค้นพบและการสนับสนุนสำหรับรูปแบบธุรกิจใหม่ ๆ ที่มีโอกาสเติบโตมากที่สุดจากทั่วโลก.

"ใน EMQ เรามุ่งมั่นที่จะให้บริการโซลูชั่นที่ยืดหยุ่นและครบวงจรแก่ลูกค้าของเรามากที่สุดซึ่งจะช่วยให้พวกเขาขยายธุรกิจไปสู่ตลาดที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ผ่านเครือข่ายการตั้งถิ่นฐานทางการเงินที่กว้างขวางของเราทั่วเอเชีย" Max Liu ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ EMQ กล่าว "เรารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้รับการยอมรับจาก Red Herring ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ ทีม EMQ ทั้งหมดในการสร้างความเป็นเลิศเพื่อการให้บริการลูกค้าและนวัตกรรมทางเทคโนโลยีในการกำหนดระบบนิเวศการชำระเงินแบบใหม่"

"การเลือกบริษัทที่มีศักยภาพสูงสุดนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ " Alex Vieux พับบลิชเชอร์และซีอีโอของ Red Herring กล่าว หลังจากการสนทนาและการอภิปรายอย่างเข้มงวดแล้ว เราได้ลดจำนวนผู้เข้าแข่งขันที่ผ่านเข้ารอบจากผู้สมัครหลายร้อยรายจากทั่วโลกเหลือเพียงผู้ชนะจำนวน 100 อันดับแรก เราเชื่อว่า EMQ จะเสริมสร้าง วิสัยทัศน์ แรงผลักดัน และนวัตกรรมที่จะกำหนดความสำเร็จในการเป็นผู้ประกอบการ ดังนั้น EMQ ควรจะภูมิใจในความสำเร็จ "

รายชื่อ ท็อป 100 Global Herring ของ Red Herring กลายเป็นสัญลักษณ์ของความโดเด่นในการระบุ บริษัทและผู้ประกอบการที่มีศักยภาพสูง บรรณาธิการของ Red Herring เป็นหนึ่งในคนกลุ่มแรก ๆ ที่ตระหนักดีว่า บริษัท ต่างๆเช่น Facebook, Twitter, Google, Yahoo, Skype, Salesforce.com, YouTube และ eBay จะเปลี่ยนวิธีที่เราทำงานและมีชีวิต

เกี่ยวกับ EMQ

EMQ เป็นเครือข่ายทางการเงินชั้นนำในเอเชีย โดยนำเสนอตัวเลือกการโอนเงินที่ปลอดภัยและราคาไม่แพงสำหรับกิจการและบุคคล ด้วยสินทรัพย์ของเราที่อยู่ในเอเชีย EMQ ได้จัดตั้งเครือข่ายที่ครอบคลุมและได้รับการอนุมัติด้านกฎระเบียบซึ่งสามารถเข้าถึงจุดแจกจ่ายได้หลายพันแห่งในภูมิภาคเอเชียเหนือและตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมไปที่ www.emq.com

เกี่ยวกับ Red Herring

Red Herring เป็น บริษัท ด้านสื่อระดับโลกที่รวบรวมนักนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีที่ดีที่สุดในโลกนักลงทุนร่วมและผู้มีอำนาจในการตัดสินใจทางธุรกิจในหลากหลายฟอรั่ม: นิตยสารนวัตกรรมชั้นนำ บริการข่าวเทคโนโลยีออนไลน์รายวัน จดหมายข่าวเทคโนโลยีและเหตุการณ์สำคัญสำหรับผู้นำด้านเทคโนโลยีทั่วโลก Red Herring ให้โอกาสในการเข้าถึงระบบเศรษฐกิจนวัตกรรมระดับโลกที่มีข้อมูลเชิงลึกที่ไร้คู่แข่งเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นใหม่ซึ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ดูเวอร์ชันต้นฉบับที่ businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20181028005045/en/

สื่อ:

EMQ

Genevieve Li, +852 9200 3892

Genevieve@emq.com

กสิกรไทยประสบความสำเร็จในการทดสอบการโอนเงินข้ามประเทศแบบเรียลไทม์ โดยใช้ SWIFT gpi คาดเริ่มใช้ปีหน้า

Logo

กรุงเทพฯ–(THAI BUSINESS NEWS)–25 ตุลาคม 2018

ธนาคารกสิกรไทยร่วมกับ SWIFT และธนาคารอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเซียแปซิฟิก ทำการทดสอบการโอนเงินข้ามประเทศแบบเรียลไทม์แบบใหม่ของ SWIFT โดยสามารถทำการโอนเงินได้ในภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาที ไปยังธนาคารภายในประเทศ แม้ว่าจะเป็นธนาคารที่ไม่ได้อยู่บนแพลตฟอร์ม gpi ก็ตาม คาดพร้อมให้บริการเต็มรูปแบบปี 62

นายศีลวัต สันติวิสัฏฐ์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันการโอนเงินระหว่างประเทศมีมูลค่ามหาศาล เนื่องมาจากการเติบโตของการค้าระหว่างประเทศและการโอนเงินส่วนบุคคลในรูปแบบต่าง ๆ ทำให้ธุรกิจนี้มีการแข่งขันสูง มีการพัฒนาเทคโนโลยีการโอนเงินใหม่ ๆ จากสถาบันและฟินเทค ซึ่งแต่ละแห่งก็มีจุดเด่นที่แตกต่างกัน SWIFT ซึ่งเป็นผู้ให้บริการส่งข้อความทางการเงินระดับโลก ได้ยืนยันว่า ระบบการโอนชำระเงินแบบใหม่ที่สามารถโอนเงินถึงปลายทางภายในไม่กี่วินาที โดย SWIFT gpi จะสามารถทำได้โดยผ่านระบบการชำระเงินแบบเรียลไทม์ของแต่ละประเทศไปยังบัญชีธนาคารอื่นๆ บนแพลตฟอร์มภายในประเทศ ดังนั้น จึงถือเป็นการพัฒนาการครั้งสำคัญที่สุดอีกครั้งหนึ่งในด้านการโอนเงินระหว่างประเทศ ซึ่งในอนาคตสามารถนำไปต่อยอดประยุกต์ใช้กับการโอนชำระเงินในรูปแบบอื่น ๆ อาทิ การชำระเงินแบบ peer-to-peer เช่น การชำระเงินระหว่างมือถือกับมือถือ และการชำระค่าเล่าเรียน

จุดเริ่มต้นของการชำระเงินแบบเรียลไทม์ของประเทศออสเตรเลียคือแพลตฟอร์ม NPP (New Payments Platform) ซึ่งช่วยให้ SWIFT และกลุ่มธนาคารในออสเตรเลีย จีน สิงคโปร์และประเทศไทยสามารถทำการศึกษา ความเป็นไปได้ของบริการ gpi บนแพลตฟอร์ม NPP และทบทวนว่าจะช่วยให้สามารถโอนเงินข้ามประเทศได้อย่างรวดเร็วขึ้นได้อย่างไร

สำหรับธนาคารกสิกรไทยและ National  Australia Bank การทดสอบช่องทางระหว่างประเทศไทยและออสเตรเลียประสบความสำเร็จ โดยสามารถทำให้โอนเงินบนแพลตฟอร์ม NPP ซึ่งให้บริการตลอดเวลา จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะลดความล่าช้าและรับรองได้ว่าสามารถโอนเงินเข้าบัญชีปลายทางได้ภายในไม่กี่วินาทีเท่านั้น