Fortegra แต่งตั้งให้ Mark Rattner ดำรงตำแหน่งประธานบริษัท

Logo

เมืองแจ็กสันวิลล์ รัฐฟลอริดา–(BUSINESS WIRE)–04 มิถุนายน 2026

วันนี้ The Fortegra Group, Inc. (“Fortegra” หรือ “บริษัท”) บริษัทประกันภัยเฉพาะทางระดับโลกและส่วนหนึ่งของบริษัท DB Insurance จำกัด ได้ประกาศแต่งตั้งให้ Mark Rattner ดำรงตำแหน่งประธานบริษัท โดยคุณ Rattner ซึ่งก่อนหน้านี้เคยดำรงตำแหน่งรองประธานบริหารและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการรับประกันภัย (กลุ่มธุรกิจประกันภัย) ได้นำประสบการณ์การเป็นผู้บริหารของ Fortegra ที่มีมานับทศวรรษและความสัมพันธ์อันยาวนานกับพันธมิตรช่องทางการจัดจำหน่ายมาใช้กับหน้าที่ความรับผิดชอบใหม่ที่เพิ่มขึ้นนี้

ด้วยความเชี่ยวชาญด้านการรับประกันภัยที่รอบคอบและเป็นระบบซึ่งสั่งสมมาตลอดเส้นทางการทำงานอันยาวนานมากกว่าสามทศวรรษ คุณ Rattner มุ่งมั่นที่จะส่งมอบคุณค่าสูงสุดและผลลัพธ์ที่สม่ำเสมอแก่ตัวแทนและนายหน้าซึ่งเป็นลูกค้าของบริษัท การเข้ารับตำแหน่งในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า Fortegra ยังคงลงทุนอย่างต่อเนื่องในด้านบุคลากรและการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจซึ่งขับเคลื่อนผลกำไรอย่างยั่งยืนในระยะยาว

“Mark มีบทบาทสำคัญยิ่งในการสร้าง Fortegra ให้เป็นบริษัทอย่างที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ โดยประสบการณ์ทำงานในธุรกิจดังกล่าว ความรู้ และความเชี่ยวชาญในสายงานทำให้เขาเป็นบุคคลที่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่นี้ ในขณะที่เราพัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง Mark จะยกระดับการเข้าถึงความเชี่ยวชาญ ผลิตภัณฑ์ และการตอบสนองอย่างรวดเร็วให้แก่พันธมิตรของเรา ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาคาดหวังจาก Fortegra” Rick Kahlbaugh ประธานกรรมการและ CEO ของ Fortegra กล่าว

คุณ Rattner เข้าร่วมงานกับ Fortegra ในเดือนกันยายน 2016 ก่อนที่จะมาร่วมงานกับบริษัท เขาได้ทำงานที่ Houston International Insurance Group เป็นเวลา 5 ปี ซึ่งเขาได้ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ และตำแหน่งล่าสุดคือรองประธานอาวุโส โดยเขาได้จัดตั้งแผนกการประกันภัยความรับผิดทางวิชาชีพขณะดำรงตำแหน่งดังกล่าว ก่อนหน้านั้น เขาเคยดำรงตำแหน่งประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Terrapin Capital Holdings นอกจากนี้ คุณ Rattner ยังเป็นเจ้าของและกรรมการของ Rattner Mackenzie Limited ตั้งแต่ปี 2005 ถึงปี 2008 รวมถึงเคยดำรงตำแหน่งประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Professional Indemnity Agency, Inc. ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ HCC Insurance Holdings, Inc. ตั้งแต่ปี 2001 ถีงปี 2005 อีกทั้งเขายังเคยดำรงตำแหน่งประธานบริษัท ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการของ Professional Indemnity Agency, Inc. ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ Marshall Rattner, Inc. ตั้งแต่ปี 1991 ถึงปี 2001 อีกด้วย

เกี่ยวกับ Fortegra

ตลอดระยะเวลากว่า 45 ปีที่ผ่านมา Fortegra ได้ดำเนินธุรกิจผ่านบริษัทในเครือ โดยมีการรับประกันภัยในรูปแบบโซลูชันการบริหารจัดการความเสี่ยง ซึ่งช่วยให้ผู้คนและภาคธุรกิจสามารถก้าวไปสู่ความสำเร็จได้ท่ามกลางสภาวการณ์ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ในฐานะบริษัทประกันภัยเฉพาะทางระดับนานาชาติ ซึ่งบริษัทประกันภัยในเครือได้รับอันดับความแข็งแกร่งทางการเงินจาก A.M. Best ในระดับ A- (Excellent) และจัดอยู่ในหมวดขนาดฐานะทางการเงินระดับ ‘X’ เราจึงพร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่หลากหลาย ทั้งในกลุ่มประกันภัยทั่วไปที่ได้รับการรับรอง (Admitted Lines) กลุ่มประกันภัยส่วนเกินและส่วนเกินพิเศษ (Excess and Surplus Lines) รวมถึงโซลูชันด้านการรับประกันสินค้าและบริการ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: www.fortegra.com.

เกี่ยวกับ DB Insurance

ตลอดระยะเวลากว่า 6 ทศวรรษที่ผ่านมา DB Insurance Co., Ltd. ได้สร้างรากฐานอันแข็งแกร่งจนก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในบริษัทประกันภัยชั้นนำของประเทศเกาหลี โดยทำหน้าที่คุ้มครองดูแลทั้งบุคคลทั่วไปและภาคธุรกิจ พร้อมทั้งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมประกันภัยระดับชาติ บริษัทก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1962 ในฐานะบริษัทประกันภัยรถยนต์สาธารณะแห่งแรกของเกาหลี และได้เปลี่ยนมาใช้ชื่อ “DB Insurance” ในปี ค.ศ. 2017 เพื่อสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ในการก้าวสู่การเป็นกลุ่มบริษัทประกันภัยระดับโลก ด้วยการจัดอันดับความแข็งแกร่งทางการเงินจาก A.M. Best ในระดับ A+ (Superior) ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มขนาดทางการเงินประเภท ‘XV’ และได้รับการจัดอันดับจาก S&P ในระดับ A+ (Stable) เสริมให้ DB Insurance สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่ครอบคลุมครบวงจร ทั้งประกันวินาศภัย ประกันภัยระยะยาว และประกันภัยรถยนต์ รวมถึงบริการทางการเงินที่หลากหลายผ่านบริษัทในเครือ ซึ่งดำเนินธุรกิจด้านประกันชีวิต หลักทรัพย์ ธนาคารออมทรัพย์ และการบริหารจัดการสินทรัพย์ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: www.idbins.com.

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Contacts

Vijaya Singh
vsingh@fortegra.com
 
Katie Butler
kbutler@aartrijk.com

ที่มา: Fortegra Group, Inc.

Blackstone ระดมทุนในกองทุนไพรเวทอิควิตี้ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียได้ถึง 13.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

Logo

กองทุนที่ได้รับความสนใจเกินความคาดหมายนี้สามารถระดมทุนได้มากกว่าสองเท่าของเงินทุนที่ระดมได้ในกองทุนในรุ่นก่อนหน้า

นิวยอร์ก–(BUSINESS WIRE)–02 มิถุนายน 2026

วันนี้ Blackstone (NYSE: BX) ได้ประกาศปิดการระดมทุนรอบสุดท้ายสำหรับ Blackstone Capital Partners Asia III (“BCP Asia III”) ที่ 13.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ถึง 10 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และนับเป็นการระดมทุนในรูปแบบไพรเวทอิควิตี้ที่ใหญ่ที่สุดของบริษัทในภูมิภาคนี้ โดยกองทุนได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมและสามารถระดมทุนได้เกินเป้าหมาย โดยต่อยอดจากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของกองทุนในสองรุ่นแรก และการปิดการระดมทุนในครั้งนี้คิดเป็นจำนวนเงินที่มากกว่าสองเท่าของเงินทุนที่ระดมได้จากกองทุนรุ่นก่อนหน้า

Joe Baratta หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ไพรเวทอิควิตี้ระดับโลกของ Blackstone กล่าวว่า “เรารู้สึกขอบคุณที่นักลงทุนยังคงไว้วางใจ Blackstone และแฟรนไชส์ไพรเวทอิควิตี้ชั้นนำในเอเชียของเรา การระดมทุนที่ประสบความสำเร็จในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของแพลตฟอร์มของเราและความสามารถในการดำเนินงานผ่านวัฏจักรเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่เป็นภูมิภาคที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก ที่ได้นำเสนอโอกาสที่น่าสนใจในการลงทุนในระดับใหญ่ตามแนวคิดที่เราเชื่อมั่นและสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับนักลงทุนของเรา”

 Amit Dixit หัวหน้าฝ่ายเอเชียของไพรเวทอีควิตี้ของ Blackstone กล่าวว่า “ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา เรามุ่งเน้นการสร้างธุรกิจให้เป็นผู้นำตลาดและขับเคลื่อนผลการดำเนินงานให้แก่นักลงทุนของเรา เราเชื่อว่าจุดเด่นของเราอยู่ที่ขนาดที่ใหญ่โต ที่ได้รับการสนับสนุนจากทีมงานท้องถิ่นในตลาดหลักๆ ของภูมิภาค โดยผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งควบคู่กับกลยุทธ์ที่เน้นการควบคุมนั้นช่วยให้เราสามารถลงมือปฏิบัติและดำเนินการเชิงรุกเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจได้ เราขอขอบคุณทุกนักลงทุนสำหรับการสนับสนุนและความร่วมมือ”

โดยในช่วง 24 เดือนที่ผ่านมานั้น Blackstone เป็นหนึ่งในนักลงทุนระดับโลกที่กระตือรือร้นที่สุดในภูมิภาคนี้ ที่ได้ช่วยตอกย้ำให้เห็นถึงความเป็นผู้นำในอินเดียและญี่ปุ่น โดยบริษัทได้ลงทุนไปกว่า 7 พันล้านดอลลาร์ใน 12 ธุรกรรม ซึ่งรวมถึง

  •  Neysa แพลตฟอร์มคลาวด์ AI ของอินเดียที่เติบโตอย่างรวดเร็ว
  •  TechnoPro บริษัทผู้ให้บริการด้านวิศวกรรมเฉพาะทางชั้นนำของญี่ปุ่น
  •  JUNO แฟรนไชส์ร้านทำผมชั้นนำของเกาหลีใต้

นอกจากนี้ บริษัทยังมีการขายกิจการที่ได้รับผลตอบแทนแล้วถึง 15 ครั้งในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งรวมถึง

  •  International Gemological Institute ที่เป็นผู้เล่นรายใหญ่ที่สุดในการรับรองเพชรสังเคราะห์
  •  Aadhar Housing Finance ที่เป็นธุรกิจสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยราคาประหยัดที่ใหญ่ที่สุดในอินเดียที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
  • ขาย Alinamin Pharmaceutical หลังจากมีส่วนช่วยสร้างธุรกิจให้เติบโตจนกลายเป็นหนึ่งในบริษัทด้านผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพผู้บริโภคชั้นนำของญี่ปุ่น

เกี่ยวกับ Blackstone
Blackstone เป็นบริษัทจัดการสินทรัพย์ทางเลือกที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดย Blackstone มีความมุ่งมั่นที่จะสร้างผลตอบแทนที่น่าดึงดูดใจให้กับนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายบุคคลด้วยการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับบริษัทที่บริษัทลงทุน โดย Blackstone มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการมากกว่า 1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุมกลยุทธ์การลงทุนระดับโลกที่มุ่งเน้นด้านอสังหาริมทรัพย์ ไพรเวทอิควิตี้ สินเชื่อ โครงสร้างพื้นฐาน วิทยาศาสตร์ชีวภาพ หุ้นเติบโต การลงทุนในตลาดรอง และกองทุนเฮดจ์ฟันด์ต่างๆ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.blackstone.com ติดตาม @blackstone ได้บน LinkedIn, X (Twitter) และ Instagram

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Contacts

ผู้ติดต่อสำหรับสื่อ
Ellen Bogard
Ellen.Bogard@Blackstone.com
โทร.: +852 3651 7737

ที่มา: Blackstone

DB Insurance เสร็จสิ้นการเข้าซื้อกิจการ Fortegra

Logo

JACKSONVILLE, Fla.–(BUSINESS WIRE)–30 พฤษภาคม 2026

Fortegra Group, Inc. (“Fortegra”) ซึ่งเป็นบริษัทประกันภัยเฉพาะทางระดับโลก ได้ประกาศในวันนี้ถึงความสำเร็จในการเข้าซื้อกิจการโดย DB Insurance Co., Ltd. (“DB”) หนึ่งในบริษัทประกันวินาศภัยชั้นนำของประเทศเกาหลีใต้ โดยธุรกรรมดังกล่าวซึ่งได้มีการประกาศไปเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2025 นั้น ได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลและผู้ถือหุ้นครบถ้วนตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องแล้ว

Fortegra จะดำเนินงานอย่างเป็นอิสระ โดยยังคงรักษาทีมผู้บริหารชุดปัจจุบัน ความสัมพันธ์กับเครือข่ายการจัดจำหน่าย และวินัยในการรับประกันภัยไว้ดังเดิม ทั้งนี้ ตัวแทนจำหน่าย พันธมิตรทางธุรกิจ และลูกค้า จะยังคงได้รับประสบการณ์ความเป็นเลิศด้านการบริการ ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ Fortegra สืบต่อไป

Richard Kahlbaugh ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Fortegra กล่าวว่า: “ทุกบริษัทล้วนต้องมีการเปลี่ยนมือผู้ถือครองกรรมสิทธิ์ในท้ายที่สุด ซึ่งนั่นถือเป็นธรรมชาติของโลกธุรกิจ การเสร็จสิ้นกระบวนการเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นใหม่ ในฐานะส่วนหนึ่งของ DB Insurance นั้น Fortegra จะพร้อมในการขยายขอบเขตธุรกิจไปยังพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ใหม่ๆ การยกระดับขีดความสามารถ ตลอดจนการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในตลาดสหรัฐอเมริกา ยุโรป สหราชอาณาจักร และเอเชีย โดยทั้ง DB Insurance และ Fortegra ต่างมีความมุ่งมั่นร่วมกันที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำที่ได้รับการยอมรับในตลาดประกันภัยเฉพาะทางระดับโลก”

เกี่ยวกับ Fortegra

ตลอดระยะเวลากว่า 45 ปีที่ผ่านมา Fortegra ได้ดำเนินธุรกิจผ่านบริษัทในเครือ โดยมีการรับประกันภัยในรูปแบบโซลูชันการบริหารจัดการความเสี่ยง ซึ่งช่วยให้ผู้คนและภาคธุรกิจสามารถก้าวไปสู่ความสำเร็จได้ท่ามกลางสภาวการณ์ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ในฐานะบริษัทประกันภัยเฉพาะทางระดับนานาชาติ ซึ่งบริษัทประกันภัยในเครือได้รับอันดับความแข็งแกร่งทางการเงินจาก A.M. Best ในระดับ A- (Excellent) และจัดอยู่ในหมวดขนาดฐานะทางการเงินระดับ ‘X’ เราจึงพร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่หลากหลาย ทั้งในกลุ่มประกันภัยทั่วไปที่ได้รับการรับรอง (Admitted Lines) กลุ่มประกันภัยส่วนเกินและส่วนเกินพิเศษ (Excess and Surplus Lines) รวมถึงโซลูชันด้านการรับประกันสินค้าและบริการ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: www.fortegra.com

เกี่ยวกับ DB Insurance

ตลอดระยะเวลากว่า 6 ทศวรรษที่ผ่านมา DB Insurance Co., Ltd. ได้สร้างรากฐานอันแข็งแกร่งจนก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในบริษัทประกันภัยชั้นนำของประเทศเกาหลี โดยทำหน้าที่คุ้มครองดูแลทั้งบุคคลทั่วไปและภาคธุรกิจ พร้อมทั้งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมประกันภัยระดับชาติ บริษัทก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1962 ในฐานะบริษัทประกันภัยรถยนต์สาธารณะแห่งแรกของเกาหลี และได้เปลี่ยนมาใช้ชื่อ “DB Insurance” ในปี ค.ศ. 2017 เพื่อสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ในการก้าวสู่การเป็นกลุ่มบริษัทประกันภัยระดับโลก ด้วยการจัดอันดับความแข็งแกร่งทางการเงินจาก A.M. Best ในระดับ A+ (Superior) ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มขนาดทางการเงินประเภท ‘XV’ และได้รับการจัดอันดับจาก S&P ในระดับ A+ (Stable) เสริมให้ DB Insurance สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่ครอบคลุมครบวงจร ทั้งประกันวินาศภัย ประกันภัยระยะยาว และประกันภัยรถยนต์ รวมถึงบริการทางการเงินที่หลากหลายผ่านบริษัทในเครือ ซึ่งดำเนินธุรกิจด้านประกันชีวิต หลักทรัพย์ ธนาคารออมทรัพย์ และการบริหารจัดการสินทรัพย์ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: www.idbins.com

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Contacts

Vijaya Singh
vsingh@fortegra.com

Katie Butler
Katie@Aartrijk.com

ที่มา: Fortegra Group, Inc.

I Squared Capital เปิดตัว Cube Grid – แพลตฟอร์มระบบส่งกำลังไฟฟ้ารายใหม่ในอินเดีย

Logo

ตั้งเป้าเม็ดเงินลงทุน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐสำหรับธุรกิจร่วมทุนใหม่

นิวเดลีและไมอามี–(BUSINESS WIRE)–21 พฤษภาคม 2026

ในวันนี้ I Squared Capital (หรือ “I Squared”) บริษัทจัดการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานชั้นนำระดับโลก ได้เปิดตัว Cube Grid แพลตฟอร์มระบบส่งกำลังไฟฟ้ารายใหม่ ซึ่งตั้งเป้าไปที่โครงข่ายไฟฟ้าที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วของอินเดีย โดย I Squared คาดว่าจะใช้เงินทุนส่วนเจ้าของสูงถึง 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในแพลตฟอร์ม Cube Grid เพื่อจัดซื้อและสร้างกลุ่มสินทรัพย์ระบบส่งกำลังไฟฟ้าคุณภาพสูงขนาดใหญ่ทั่วอินเดีย

Cube Grid ได้ลงนามในสัญญาหลัก โดยเป็นไปตามแนวทางการสร้างแพลตฟอร์มของ I Squared เพื่อเข้าซื้อสินทรัพย์ตั้งต้น ซึ่งเป็นสายส่งไฟฟ้ารวมระยะทางมากกว่า 1,450 เซอร์กิตกิโลเมตร (ckm) โดยโครงการดังกล่าวเป็นการพัฒนาร่วมกับ Dineshchandra Group (Dineshchandra R. Agrawal Infracon Private Limited หรือ “DRAIPL”) ในฐานะผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่มีความมั่นคงและมีประสบการณ์มากว่า 5 ทศวรรษในการดำเนินโครงการขนาดใหญ่ทั้งในอินเดีย ออสเตรเลีย เอเชียตะวันตก และแอฟริกา

เราคาดการณ์ว่าภาคส่วนระบบส่งกำลังไฟฟ้าของอินเดียกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการเติบโตอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยมีปัจจัยผลักดันจากการสนับสนุนด้านนโยบายที่แข็งแกร่งและการขยายขีดความสามารถด้านพลังงานหมุนเวียนอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้รัฐบาลอินเดียได้วางแผนงานด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะยกระดับความทันสมัยและขยายโครงข่ายไฟฟ้าของประเทศ ซึ่งคาดว่าต้องใช้เงินลงทุนราว 1.2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วง 5-7 ปีข้างหน้า เพื่อรองรับการเชื่อมต่อกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่และตอบสนองความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น เราเชื่อว่าการดำเนินการนี้มีศักยภาพในการสร้างโครงการระบบส่งกำลังไฟฟ้าที่สำคัญอย่างต่อเนื่องไปทั่วประเทศ อันเป็นโอกาสที่น่าดึงดูดใจทั้งในการพัฒนาโครงการใหม่ตั้งแต่ต้นและการเข้าซื้อสินทรัพย์ที่เริ่มต้นดำเนินการแล้ว

Harsh Agrawal หุ้นส่วนระดับอาวุโสที่ I Squared Capital กล่าวว่า “อินเดียเป็นหนึ่งในระบบเศรษฐกิจสำคัญที่เติบโตรวดเร็วมากที่สุด และยังเป็นตลาดโครงสร้างพื้นฐานที่มีความน่าดึงดูดใจเป็นอย่างยิ่ง I Squared ได้เข้ามาเป็นผู้ลงทุนในอินเดียกว่า 1 ทศวรรษแล้ว และได้เล็งเห็นด้วยตนเองถึงการขยายตัวอย่างรวดเร็วของกำลังการผลิตไฟฟ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านพลังงานทดแทน เราเชื่อว่าสภาวการณ์ดังกล่าวจะช่วยสร้างโอกาสนานหลายทศวรรษในการเข้าซื้อและสร้างสินทรัพย์โครงข่ายไฟฟ้าที่สำคัญยิ่ง ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ เสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด โดยที่ DRAIPL ก็มีผลงานเป็นที่ประจักษ์จากความร่วมมือของเรากับ Cube Highways ซึ่งเป็นอีกหนึ่งบริษัทในเครือ I Squared ของอินเดีย การขยายความสัมพันธ์มาสู่ภาคส่วนระบบส่งกำลังไฟฟ้านี้ ช่วยให้ Cube Grid มีพันธมิตรที่แข็งแกร่งด้านการบริหารจัดการ”

Hardik Agrawal ผู้อำนวยการของ Dineshchandra Group กล่าวว่า “ภาคส่วนระบบส่งกำลังไฟฟ้าของอินเดียกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญขณะที่ประเทศกำลังเร่งรัดการรวมพลังงานหมุนเวียนเข้าสู่ระบบและการขยายโครงข่ายไฟฟ้า เรามีความยินดีที่ได้ร่วมมือกับ I Squared และ Cube Grid ในการพัฒนาภาคส่วนดังกล่าวนี้ จากการที่เราได้เห็นแนวทางการทำงานระยะยาวที่มุ่งเน้นการสร้างแพลตฟอร์มของ I Squared เราเชื่อว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นการผสานรวมวินัยทางการเงินเข้ากับการมุ่งเน้นประสิทธิภาพด้านการดำเนินโครงการด้วยขีดความสามารถในการบริหารจัดการอันแข็งแกร่ง เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานระบบส่งกำลังไฟฟ้าคุณภาพสูง พร้อมทั้งมีส่วนขับเคลื่อนให้อินเดียไปสู่การเป็นประเทศที่พึ่งพาตนเอง (Atmanirbhar) และการเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว (Viksit Bharat)”

ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา I Squared ได้จัดสรรเงินลงทุนไปแล้วมากกว่า 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยทั้งเป็นเจ้าของ พัฒนา และบริหารจัดการกลุ่มบริษัทในเครือทั้ง 6 บริษัท ซึ่งให้บริการที่จำเป็นแก่ผู้คนนับล้านทั่วประเทศ ความร่วมมือกับ DRAIPL เป็นการผสานรวมความเชี่ยวชาญด้านการลงทุนระดับโลกและประสบการณ์การสร้างแพลตฟอร์มของ I Squared เข้ากับขีดความสามารถด้านการบริหารจัดการในท้องถิ่นและความรู้ความเข้าใจตลาดระดับภูมิภาคของ DRAIPL

คาดว่าธุรกรรมดังกล่าวจะเสร็จสมบูรณ์ในช่วงไตรมาสที่สามของปี 2026 ทั้งนี้โดยขึ้นอยู่กับการได้รับอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลและเงื่อนไขการปิดสัญญาต่าง ๆ

เกี่ยวกับ I Squared Capital

I Squared Capital เป็นผู้ลงทุนอิสระชั้นนำระดับโลกด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยมุ่งเน้นการลงทุนในธุรกิจขนาดกลาง และบริหารจัดการสินทรัพย์มูลค่า 5.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ I Squared ก่อตั้งขึ้นในปี 2012 และได้พัฒนาจนกลายเป็นหนึ่งในผู้ลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานซึ่งมีความหลากหลายมากที่สุดในโลก มีการลงทุนที่ครอบคลุมทั้งภาคส่วนพลังงานและสาธารณูปโภค การคมนาคมและโลจิสติกส์ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โครงสร้างพื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อม และโครงสร้างพื้นฐานทางสังคม ซึ่งให้บริการที่จำเป็นแก่ผู้คนนับล้านทั่วโลก ปัจจุบัน กลุ่มบริษัทประกอบด้วยบริษัทในเครือมากกว่า 100 บริษัทที่ดำเนินงานอยู่ในมากกว่า 70 ประเทศ โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ไมอามี รวมถึงสำนักงานเครือข่ายในอาบูดาบี ลอนดอน มิวนิก นิวเดลี เซาเปาลู สิงคโปร์ ซิดนีย์ และไทเป ทั้งนี้สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่www.isquaredcapital.com

ข้อจำกัดความรับผิดชอบ

เอกสารฉบับนี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำ คำชี้ชวน ข้อเสนอขาย การชักชวนให้ซื้อขายหลักทรัพย์หรือผลิตภัณฑ์ทางการเงินใด ๆ โดยเป็นการจัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินต้นได้ การลงทุนที่ระบุไว้อย่างเฉพาะเจาะจงในเอกสารฉบับนี้ไม่ใช่ตัวแทนการตัดสินใจลงทุนทั้งหมดของ ISQ และผู้อ่านไม่ควรอนุมานว่าการตัดสินใจลงทุนที่ระบุและกล่าวถึงในเอกสารฉบับนี้เคยสร้างผลกำไรในอดีตหรือจะสร้างผลกำไรในอนาคต อนึ่ง การอ้างอิงถึงคำแนะนำในการลงทุนที่เฉพาะเจาะซึ่งระบุไว้ในเอกสารฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นตัวอย่างประกอบความเข้าใจเท่านั้น และไม่จำเป็นต้องเป็นตัวแทนของการลงทุนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Contacts

ช่องทางการติดต่อสำหรับสื่อมวลชน
I Squared Capital
Dominic McMullan / Sofie Brewis
info@isquaredcapital.com

ที่มา: I Squared Capital

GenNx360 Capital Partners เสร็จสิ้นการขาย Precision Aviation Group ให้แก่ VSE Corporation ในราคาประมาณ 2.025 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในรูปของเงินสดและหุ้น

Logo

นิวยอร์ก–(BUSINESS WIRE)–12 พฤษภาคม 2026

GenNx360 Capital Partners (“GenNx360”) บริษัทไพรเวทอิควิตี้ในนิวยอร์ก ประกาศขายบริษัทในเครือ Precision Aviation Group, Inc. (“PAG” หรือ “บริษัท”) ให้แก่ VSE Corporation (“VSE”) ด้วยมูลค่ารวมประมาณ 2.025 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในรูปของเงินสดและหุ้น

PAG ก่อตั้งขึ้นในปี 1996 และมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย เป็นผู้ให้บริการชั้นนำระดับโลกด้านการบำรุงรักษา ซ่อมแซม และยกเครื่องเครื่องบิน (MRO) รวมถึงการจัดจำหน่ายและโซลูชันห่วงโซ่อุปทานที่ให้บริการแก่ตลาดการบินพาณิชย์ การบินธุรกิจ การบินทั่วไป เฮลิคอปเตอร์ และการป้องกันประเทศ โดยในปัจจุบัน PAG ดำเนินงาน 29 แห่งทั่วโลก มีพนักงานมากกว่า 1,000 คน ให้บริการลูกค้ามากกว่า 10,000 รายทั่วโลก และดำเนินการซ่อมแซมมากกว่า 175,000 ครั้งต่อปี การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้จะเพิ่มรายได้ของ VSE ประมาณ 50% ในปี 2025 และคาดว่าจะส่งผลดีต่ออัตรากำไร EBITDA ที่ปรับปรุงแล้วของ VSE ในทันที

ในช่วงที่ GenNx360 เป็นเจ้าของ PAG ได้ขยายตัวเป็นแพลตฟอร์มตลาดอะไหล่เครื่องบินระดับโลกที่มีกำไรสูง โดยมุ่งเน้นไปที่เครื่องยนต์ ระบบอิเล็กทรอนิกส์การบิน ชิ้นส่วน และโซลูชันที่เป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัท โดย PAG ได้เติบโตจากสถานีซ่อมแซม 9 แห่งเป็น 29 แห่ง ได้ขยายฐานในอเมริกาเหนือ และขยายการดำเนินงานระหว่างประเทศไปยังยุโรป ออสเตรเลีย และบราซิล บริษัทได้ขยายขีดความสามารถในการซ่อมแซมทั้งเครื่องยนต์และระบบอิเล็กทรอนิกส์การบิน พร้อมทั้งเสริมสร้างตำแหน่งของตนในแพลตฟอร์มเครื่องบินรุ่นใหม่

ซึ่งในช่วงที่เป็นเจ้าของ ทาง GenNx360 ได้ดำเนินกลยุทธ์การซื้อและสร้างธุรกิจอย่างมีระเบียบวินัย โดยทำการเข้าซื้อกิจการเพิ่มเติม 11 แห่ง ขยายขอบเขตทางภูมิศาสตร์และเสริมสร้างขีดความสามารถทางเทคนิคให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น การริเริ่มต่างๆ เหล่านี้ได้รับการสนับสนุนจากการเติบโตอย่างแข็งแกร่งจากการได้ลูกค้าใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องและการขยายความร่วมมือเชิงกลยุทธ์

“ความร่วมมือของเรากับ PAG เป็นผลมาจากกลยุทธ์เชิงรุกและความเชี่ยวชาญเชิงลึกในอุตสาหกรรมการบินและอวกาศและการป้องกันประเทศของ GenNx360 ความสามารถของเราในการขยาย PAG ให้เป็นแพลตฟอร์ม MRO ระดับโลกที่หลากหลาย เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงทีมผู้บริหารที่ยอดเยี่ยมของ PAG” Pratik Rajeevan ผู้บริหารระดับสูงของ GenNx360 Capital Partners ซึ่งเป็นผู้จัดหาและนำการลงทุนกล่าว

“การถือหุ้นอย่างต่อเนื่องของเราใน VSE สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของเราในโมเมนตัมของ PAG และในความสามารถของ VSE ในการเร่งการเติบโตในระยะต่อไป เสริมสร้างขีดความสามารถ และส่งมอบมูลค่าที่ยิ่งใหญ่กว่าให้กับลูกค้า” Ron Blaylock ผู้ก่อตั้งและหุ้นส่วนผู้จัดการของ GenNx360 Capital Partners กล่าว

“เราได้สร้างชื่อเสียงด้านการตอบสนองต่อลูกค้า ความสามารถทางเทคนิคที่กว้างขวาง และการสนับสนุนที่เชื่อถือได้สำหรับผู้ประกอบการทั่วโลก การเข้าร่วมกับ VSE ถือเป็นบทบาทสำคัญอีกบทหนึ่งสำหรับ PAG” David Mast ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Precision Aviation Group กล่าว

“PAG เป็นส่วนเสริมที่ลงตัวอย่างยิ่งสำหรับ VSE ซึ่งจะช่วยขยายขีดความสามารถด้านบริการหลังการขายการบิน ความเชี่ยวชาญทางเทคนิค และการเข้าถึงทั่วโลกของเราในตลาดการบินพาณิชย์ การบินธุรกิจ การบินทั่วไป และเฮลิคอปเตอร์ PAG สร้างชื่อเสียงที่ยอดเยี่ยมในด้านการตอบสนองต่อลูกค้า ความสามารถในการซ่อมแซมที่เป็นกรรมสิทธิ์ และความเป็นเลิศในการดำเนินงาน และเรารู้สึกตื่นเต้นที่จะต้อนรับ David Mast และทีมงาน PAG เข้าสู่ VSE เรากำลังร่วมกันสร้างแพลตฟอร์มบริการหลังการขายการบินที่ใหญ่ขึ้น พร้อมด้วยความสามารถในการซ่อมแซมและการจัดจำหน่ายที่ได้รับการปรับปรุง ซึ่งจะทำให้ VSE อยู่ในตำแหน่งที่พร้อมสำหรับการเติบโตและการสร้างมูลค่าในระยะยาว” John Cuomo ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ VSE Corporation กล่าว

รายละเอียดธุรกรรม: ราคาซื้อ 2.025 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ประกอบด้วยเงินสด 1.75 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และหุ้นประมาณ 275 ล้านดอลลาร์สหรัฐที่ออกให้แก่ GenNx360 และอาจมีการจ่ายเงินเพิ่มเติมอีกสูงสุด 125 ล้านดอลลาร์สหรัฐตามผลประกอบการในปี 2026

การลงทุนในหุ้น PAG ครั้งล่าสุดของ GenNx360 ได้รับการสนับสนุนจาก GenNx360 Capital Partners Fund IV, LP และกองทุนต่อเนื่องสินทรัพย์เดี่ยวที่บริหารจัดการโดย GenNx360 ซึ่งนำโดย Neuberger และ Blackstone Strategic Partners โดยมี Dextra Partners และ Churchill Asset Management เข้าร่วมด้วย นอกจากคุณ Blaylock และคุณ Rajeevan แล้ว ทีมลงทุนของ GenNx360 ใน PAG ยังประกอบด้วย Lloyd Trotter ผู้ก่อตั้งและที่ปรึกษาอาวุโสของ GenNx360; Reece Zakarin รองประธาน; Anil Nagpal ผู้ช่วยรองประธาน; และ Jon Langenfeld ผู้ช่วยผู้จัดการ

J.P. Morgan และ Jefferies ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางการเงินฝั่งผู้ขายให้กับ GenNx360 และ PAG โดยมี Winston & Strawn LLP ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมาย ส่วน Perella Weinberg Partners ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางการเงินและตลาดทุนตราสารหนี้แต่เพียงผู้เดียวให้กับ VSE โดยมี Jones Day ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมาย

เกี่ยวกับ GENNX360 CAPITAL PARTNERS

GenNx360 Capital Partners เป็นบริษัทไพรเวทอิควิตี้ที่มุ่งเน้นการเข้าซื้อกิจการบริษัทบริการแบบ B2B ขนาดกลาง โดย GenNx360 ร่วมมือกับบริษัทที่มีโมเดลธุรกิจที่พิสูจน์แล้วและยั่งยืนในอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินการและสนับสนุนโครงการริเริ่มทั้งแบบภายในและภายนอกองค์กรที่เพิ่มมูลค่า เพื่อเร่งการเติบโต ลดต้นทุน และสร้างผลตอบแทนทางการเงินที่แข็งแกร่ง ซึ่ง GenNx360 ก่อตั้งขึ้นในปี 2026 และมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่นครนิวยอร์ก ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ GenNx360 ได้ที่ www.gennx360.com

เกี่ยวกับ PRECISION AVIATION GROUP

Precision Aviation Group (“PAG”) เป็นผู้ให้บริการชั้นนำระดับโลกด้านการซ่อมบำรุงอากาศยานหลังการขาย การจัดจำหน่าย และบริการห่วงโซ่อุปทานที่สนับสนุนตลาดเครื่องบินพาณิชย์ เครื่องบินปีกปิด เครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ และตลาดป้องกันประเทศ โดย PAG ให้บริการฐานลูกค้าทั่วโลกที่กว้างขวางและนำเสนอความเชี่ยวชาญทางเทคนิคในด้านเครื่องยนต์ ชิ้นส่วน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์การบิน และโซลูชันการซ่อมแซมที่เป็นกรรมสิทธิ์ ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ PAG ได้ที่ www.precisionaviationgroup.com

เกี่ยวกับ VSE CORPORATION

VSE เป็นผู้ให้บริการชั้นนำด้านการจัดจำหน่ายและซ่อมแซมชิ้นส่วนอากาศยานสำหรับตลาดอะไหล่เครื่องบินพาณิชย์ เครื่องบินธุรกิจ และเครื่องบินทั่วไป (B&GA) สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองมิรามาร์ รัฐฟลอริดา โดย VSE มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพและอายุการใช้งานของสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงและมีความสำคัญต่อธุรกิจของลูกค้าอย่างมีนัยสำคัญ บริการจัดจำหน่ายชิ้นส่วนอะไหล่ การบำรุงรักษา ซ่อมแซม และยกเครื่องเครื่องบิน (MRO) ของ VSE สนับสนุนการจัดจำหน่ายและการซ่อมแซมชิ้นส่วนเครื่องยนต์ ชิ้นส่วนอุปกรณ์เสริมเครื่องยนต์ และชิ้นส่วนลำตัวเครื่องบินสำหรับผู้ประกอบการเครื่องบินพาณิชย์และ B&GA ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของ VSE ที่ www.vsecorp.com

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260512000455/en

Contacts

ผู้ติดต่อสำหรับสื่อ:
Edward Lopez
ที่ปรึกษาด้านโปรไฟล์
P: 646-818-9018
อีเมล: Elopez@profileadvisors.com

ที่มา: GenNx360 Capital Partners

CYNREN เปิดตัวบริษัทที่ปรึกษาแห่งอนาคตเพื่อให้บริการแก่สำนักงานบริหารสินทรัพย์ของครอบครัว กองทุน และสถาบันต่างๆ

Logo

ที่ก่อตั้งโดยอดีตหุ้นส่วนของ KPMG และ Citibank ซึ่งมีประสบการณ์ยาวนานหลายทศวรรษในการให้คำแนะนำแก่ธุรกิจ กองทุน และครอบครัวต่างๆ

นิวยอร์ก–(BUSINESS WIRE)–08 พฤษภาคม 2026

CYNREN ประกาศเปิดตัวในวันนี้ในฐานะบริษัทที่ปรึกษาอิสระระหว่างประเทศ ที่สร้างขึ้นเพื่อโลกที่ทุน เทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์มาบรรจบกันอย่างแนบแน่น ซึ่งแตกต่างจากบริษัทที่ปรึกษาแบบดั้งเดิม โดย CYNREN ได้ผสานความสามารถและประสบการณ์ขององค์กรเข้ากับความคล่องตัวของโมเดลผู้ท้าทายอย่างแท้จริง เพื่อดำเนินงานในระดับสูงสุดของการให้คำปรึกษาและการดำเนินการ

CYNREN ก่อตั้งร่วมกันโดย Anthony Cowell, Sunil Nair และ Scott Lennon ซึ่งเชี่ยวชาญด้านสำนักงานครอบครัว บทบาทของผู้ดูแลผลประโยชน์และกรรมการบริษัท กลยุทธ์ระดับคณะกรรมการ การจัดโครงสร้างเพื่อสร้างผลกระทบและการกุศล และการให้คำปรึกษาด้านความเสี่ยงที่ซับซ้อน บริษัทนำโดยหุ้นส่วนที่ให้ความสำคัญกับช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด โดยผสาน AI เข้าไว้ตั้งแต่เริ่มต้นเพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกที่เฉียบคมยิ่งขึ้นและผลลัพธ์ที่รอบรู้มากขึ้น ในขณะเดียวกันก็ยังคงยึดมั่นในวิจารณญาณของมนุษย์

CYNREN ดำเนินงานทั่วโลกผ่านเครือข่ายที่ปรึกษาอาวุโส นักลงทุน และพันธมิตร โดยให้บริการแก่ลูกค้าทั่วโลก

ก่อนหน้านี้ Cowell ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพันธมิตรด้านการมีส่วนร่วมระดับโลกที่ KPMG, หัวหน้าฝ่ายบริหารสินทรัพย์ระดับภูมิภาคและหัวหน้าประจำภูมิภาคของ KPMG IMPACT ส่วน Nair เป็นอดีตหุ้นส่วนผู้ก่อตั้งและหุ้นส่วนการจัดการของ Citi Venture Capital International (CVCI) ที่เป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มไพรเวทอิควิตี้ในตลาดเกิดใหม่ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ขณะที่ Lennon เคยเป็นผู้ก่อตั้ง 19 Degrees North Fund Services และดำรงตำแหน่งกรรมการอิสระของกองทุนสินทรัพย์ทางเลือกที่บริหารจัดการสินทรัพย์กว่า 250 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดย Cowell และ Nair จะเป็นซีอีโอร่วมของบริษัท และ Lennon จะดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายดูแลผลประโยชน์ระดับโลก

ทีมผู้บริหารของบริษัทประกอบด้วย Lexi Bowes-Lyon ที่จะดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายผลกระทบและตลาดระดับโลก ร่วมกับอดีตพันธมิตรของ KPMG อย่าง Claire Griffin และ Arnaud van Dijk โดย Griffin จะดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ CYNREN และ van Dijk จะดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายความยั่งยืนระดับโลก โดยทีมงานนี้มีประสบการณ์ยาวนานหลายทศวรรษในด้านการบริหารสินทรัพย์ระดับโลก การลงทุนในบริษัทเอกชน การกำกับดูแลกองทุน และการเงินที่ยั่งยืน โดยให้คำปรึกษาแก่กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ ผู้จัดการสินทรัพย์ทางเลือก และสำนักงานบริหารทรัพย์สินของครอบครัวหลายรุ่น

“หลังจากทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มการลงทุนขนาดใหญ่ที่สุดของโลกมานานกว่ายี่สิบปี ผมเห็นความต้องการที่ชัดเจนและยังไม่ได้รับการตอบสนองสำหรับคำแนะนำระดับสูงโดยปราศจากขั้นตอนและข้อขัดแย้งที่มาพร้อมกับรูปแบบการให้คำปรึกษาแบบดั้งเดิม” Cowell กล่าว “เราสร้าง CYNREN ขึ้นมาเพื่อสะท้อนความเป็นจริงที่ลูกค้าของเราเผชิญในปัจจุบัน โดยผสมผสานเครือข่ายที่ปรึกษาที่มีประสบการณ์ทั่วโลกเข้ากับเทคโนโลยีที่ช่วยให้เราสามารถขยายขนาดได้ เพื่อให้เราสามารถอยู่เคียงข้างลูกค้าในเวลาที่สำคัญที่สุดและช่วยให้ลูกค้าจัดการกับความซับซ้อนได้อย่างชัดเจน”

CYNREN ได้รับการสนับสนุนจากคณะกรรมการที่ปรึกษาซึ่งประกอบด้วยผู้นำที่มีชื่อเสียงในด้านการเงิน เทคโนโลยี และธุรกิจระดับโลก รวมถึง Leo Pearlman ผู้บริหารด้านสื่อและความบันเทิง และ Stephen Toebes ผู้นำด้านวิศวกรรมและ AI โดยจะมีการประกาศแต่งตั้งเพิ่มเติมในภายหลัง

“เงินทุนได้รับการจัดโครงสร้างอย่างมีวินัยและนำไปใช้ด้วยความเข้าใจตลาดอย่างลึกซึ้ง จะมีศักยภาพในการสร้างมูลค่าอย่างมหาศาล” Nair กล่าว “เป้าหมายของเราที่ CYNREN คือการรับมือกับความซับซ้อน การระบุโอกาสในตลาดต่างๆ และการสร้างกลยุทธ์ที่ให้ทั้งความยืดหยุ่นและผลตอบแทนที่ยั่งยืน”

Bowes-Lyon ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายสร้างผลกระทบระดับโลก มีประสบการณ์มากกว่า 15 ปีในการทำงานในแอฟริกา อเมริกา และตะวันออกกลาง ณ จุดตัดระหว่างธรรมชาติ การกุศล และตลาดทุน

“ตลอดช่วงเวลาส่วนใหญ่ในอาชีพการงาน ฉันได้มีโอกาสทำงานในพื้นที่ด้อยโอกาสทั่วโลกที่เงินทุนเข้าถึงโครงการที่ซับซ้อนได้ยาก ซึ่งโครงการเหล่านั้นต้องการทั้งวิธีแก้ปัญหาในพื้นที่และผลตอบแทนสำหรับนักลงทุน” Bowes-Lyon กล่าว “ที่ CYNREN เรามุ่งเน้นการระดมทุนแบบร่วมมือกันโดยการรวบรวมเงินทุนทุกระดับเข้าด้วยกัน พร้อมทั้งปรับความเสี่ยงและผลลัพธ์ที่วัดได้ เพื่อให้มั่นใจว่าโครงการที่ขับเคลื่อนด้วยผลกระทบนั้นมีระเบียบวินัย น่าเชื่อถือ และท้ายที่สุดแล้วจะถูกสร้างขึ้นเพื่อความยืดหยุ่นในระยะยาวและผลกระทบที่ยั่งยืน”

เกี่ยวกับ CYNREN
CYNREN ให้บริการคำปรึกษาที่น่าเชื่อถือเพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถรับมือกับโลกที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมากขึ้น บริษัททำงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อปลดล็อกโอกาสและเปลี่ยนความทะเยอทะยานให้เป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ เร่งสร้างผลกระทบในจุดที่สำคัญที่สุด ด้วยการมุ่งเน้นที่มูลค่าและเป้าหมายระยะยาว โดย CYNREN สนับสนุนการใช้เงินทุนเพื่อช่วยสร้างมรดกที่ยั่งยืนเกินกว่าผลตอบแทนทางการเงิน และนำความชัดเจน ความชาญฉลาด และความเชื่อมั่นมาสู่การตัดสินใจ ทาง CYNREN ให้บริการแก่สำนักงานครอบครัว ผู้จัดการสินทรัพย์ และสถาบันต่างๆ ในด้านบริการความไว้วางใจ การกำกับดูแล กลยุทธ์ ผลกระทบ และการให้คำปรึกษาด้านความเสี่ยง บริษัทก่อตั้งโดย Anthony Cowell, Sunil Nair และ Scott Lennon ซึ่งมีประสบการณ์รวมกันหลายสิบปีในด้านการให้คำปรึกษาและการจัดการระดับสูง โดยให้บริการแก่ลูกค้าทั่วโลก สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดไปที่ https://cynrenglobal.com/

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Contacts

ผู้ติดต่อสำหรับสื่อ:
heather.perlberg@orchestraco.com

ที่มา: CYNREN

Estithmar Holding รายงานกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 97% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้วในไตรมาสที่ 1 ปี 2026 เป็น 333 ล้านริยาลกาตาร์

Logo

  •  ผลประกอบการที่แข็งแกร่งสะท้อนให้เห็นถึงโมเมนตัมขาขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งขับเคลื่อนด้วยการขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ รวมถึงประสิทธิภาพในการดำเนินงาน
  • โครงการริเริ่มด้านการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลในด้านระบบอัตโนมัติและปัญญาประดิษฐ์ได้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การกำกับดูแล และการลดต้นต้นทุน

โดฮา ประเทศกาตาร์–(BUSINESS WIRE)–30 เมษายน 2026

Estithmar Holding Q.P.S.C. ประกาศผลประกอบการทางการเงินสำหรับไตรมาสแรกของปี 2026 โดยมีกำไรสุทธิ 333 ล้านริยาลกาตาร์ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึง 97% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยผลประกอบการดังกล่าวได้ช่วยตอกย้ำถึงความแข็งแกร่งของรูปแบบการดำเนินงานของบริษัท และการดำเนินกลยุทธ์ในการขยายธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ

Estithmar Holding Reports 97% Surge YoY in Q1 2026 in Net Profit to QAR 333 Mn (Photo: AETOSWire)

Estithmar Holding รายงานกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 97% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้วในไตรมาสที่ 1 ปี 2026 เป็น 333 ล้านริยาลกาตาร์ (ภาพ: AETOSWire)

บริษัทมีรายได้ 1.455 พันล้านริยาลกาตาร์ เพิ่มขึ้นจาก 1.309 พันล้านริยาลกาตาร์ในไตรมาสแรกของปี 2025 กำไรขั้นต้นนั้นเพิ่มขึ้นเป็น 561 ล้านริยาลกาตาร์ เมื่อเทียบกับ 416 ล้านริยาลกาตาร์ โดยคิดเป็นเพิ่มขึ้น 35% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า EBITDA เพิ่มขึ้น 73% เป็น 473 ล้านริยาลกาตาร์ ขณะที่กำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้น 90% เป็น 0.089 ริยาลกาตาร์

ผลลัพธ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตอย่างครอบคลุมในตัวชี้วัดทางการเงินที่สำคัญทั้งหมด โดยได้รับการสนับสนุนจากวิสัยทัศน์การลงทุนที่ชัดเจนและความสามารถของบริษัทในการสร้างสมดุลระหว่างการขยายตัวทางภูมิศาสตร์ การกระจายพอร์ตโฟลิโอ และประสิทธิภาพในการดำเนินงาน โดยการลงทุนในต่างประเทศที่ประกาศไปในรอบระยะเวลาที่ผ่านมาได้เริ่มส่งผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งมีส่วนช่วยในการเติบโตของรายได้ ผลกำไรที่เพิ่มขึ้น และการขยายฐานสินทรัพย์

การเติบโตอย่างแข็งแกร่งของกำไรสุทธิเป็นผลมาจากแนวทางที่มีระเบียบวินัยของบริษัทในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและการสร้างมูลค่าควบคู่ไปกับการบริหารจัดการเงินทุนอย่างรอบคอบ รวมถึงการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิผล ในขณะเดียวกัน โครงการริเริ่มด้านการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านระบบอัตโนมัติและปัญญาประดิษฐ์ มีบทบาทสำคัญในการช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต เสริมสร้างการกำกับดูแล และเพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุน

นอกจากนี้ ผลลัพธ์ยังแสดงให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมที่สมดุลในกลุ่มธุรกิจต่างๆ ของบริษัท ได้แก่ การดูแลสุขภาพ บริการ การท่องเที่ยวและการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงอุตสาหกรรมและการรับเหมาเฉพาะทาง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของแต่ละกลุ่มในการดำเนินกลยุทธ์การเติบโตภายใต้กรอบยุทธศาสตร์แบบบูรณาการ

Juan Leon ซีอีโอของ Estithmar Holding กล่าวแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลประกอบการว่า:
“ผลประกอบการในไตรมาสแรกได้สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของโมเดลธุรกิจของเราและความสามารถในการสร้างการเติบโตที่รวดเร็วและยั่งยืนไปพร้อมๆ กัน ผลการดำเนินงานนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การทำสถิติสูงสุดเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงคุณภาพของการตัดสินใจในการลงทุนและการดำเนินงานอย่างมีวินัยในทุกตลาดและทุกภาคส่วน ความสมดุลระหว่างการเติบโตของรายได้และผลกำไรที่เพิ่มขึ้น ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งและกระแสเงินสดที่ดี แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพและความสามารถของเราในการเปลี่ยนการขยายตัวให้เป็นมูลค่าที่จับต้องได้สำหรับผู้ถือหุ้น”

อ่านเพิ่มเติมสำหรับข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับเต็ม

ที่มา: AETOSWire

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260429718889/en

Contacts

Nesrine Nacef
n.nacef@estithmarholding.com

ที่มา: Estithmar Holding Q.P.S.C.

JPMorganChase ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพันธมิตรด้านการธนาคารระดับโลกรายแรกของการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก

Logo

คณะกรรมการโอลิมปิกสากลและ JPMorganChase ประกาศความร่วมมือระดับโลกครั้งสำคัญกับโอลิมปิก

นิวยอร์ก–(BUSINESS WIRE)–28 เมษายน 2026

คณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC) และ JPMorganChase ประกาศความร่วมมือระดับโลกครั้งสำคัญกับโอลิมปิกในวันนี้ ทำให้ JPMorganChase เป็นพันธมิตรด้านการธนาคารระดับโลกรายแรกในประวัติศาสตร์โอลิมปิก ความร่วมมือนี้รวมถึงการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกและพาราลิมปิก ลอสแอนเจลิส 2028 (LA28 Games) และการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกและพาราลิมปิกฤดูหนาว เทือกเขาแอลป์ ฝรั่งเศส 2030 นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้บรรลุข้อตกลงกับ LA28 เพื่อเป็นธนาคารอย่างเป็นทางการของทีมชาติสหรัฐอเมริกาและ LA28 รวมถึงเป็นพันธมิตรผู้ก่อตั้งของการแข่งขัน LA28 Games ด้วย

ความร่วมมือนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในด้านความทะเยอทะยานและความเป็นเลิศ โดยให้ความสำคัญกับนักกีฬาและชุมชนเป็นหลัก

Kirsty Coventry ประธานของ IOC กล่าวว่า “JPMorganChase เป็นพันธมิตรระดับโลกรายแรกจากภาคการธนาคารในประวัติศาสตร์โอลิมปิก และเรารู้สึกภาคภูมิใจที่ได้ต้อนรับพวกเขาเข้าสู่โครงการพันธมิตรโอลิมปิกระดับโลก ความร่วมมือนี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงค่านิยมร่วมกันของเราในด้านความทะเยอทะยาน ความเป็นเลิศ และจะสนับสนุนขบวนการโอลิมปิกและกีฬาไปทั่วโลก เครือข่ายและความเชี่ยวชาญระดับโลกของ โดย JPMorganChase จะช่วยมอบการสนับสนุนที่ยั่งยืนแก่นักกีฬาและช่วยสร้างผลกระทบที่ยั่งยืนในชุมชนทั่วโลก”

Jamie Dimon ประธานและซีอีโอของ JPMorganChase กล่าวเสริมว่า “เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นพันธมิตรระดับโลกของการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกและพาราลิมปิก โดยให้การสนับสนุนนักกีฬา แฟนๆ ธุรกิจ และชุมชนทั่วโลก นักกีฬาโอลิมปิกและพาราลิมปิกเป็นมากกว่านักกีฬา พวกเขาคือลูกค้า ผู้รับบริการ และพนักงานของเรา และความฝันของพวกเขาไม่ได้จำกัดอยู่แค่การแข่งขัน เราให้บริการทางการเงินแก่ชุมชนที่พวกเขาอาศัยอยู่ สนับสนุนทางการเงินแก่สถานที่ที่พวกเขาฝึกซ้อม ช่วยให้พวกเขาเริ่มต้นธุรกิจและวางแผนอนาคต การเดินทางของพวกเขาสะท้อนให้เห็นถึงความใฝ่ฝันของผู้คนนับล้านที่เราให้บริการทุกวัน และเรารู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งที่จะให้การสนับสนุนแก่พวกเขา”

ด้วยการดำเนินงานในกว่า 60 ประเทศและลูกค้าในกว่า 100 ตลาดทั่วโลก JPMorganChase จึงนำเสนอความเชี่ยวชาญและทรัพยากรที่ไม่มีใครเทียบได้ เพื่อช่วยสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจและโอกาสให้กับลูกค้า พนักงาน และชุมชนทั่วโลก

ตลอดระยะเวลากว่า 135 ปีที่ผ่านมา JPMorganChase ได้ช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในลอสแอนเจลิส โดยการสร้างงาน สนับสนุนธุรกิจ และช่วยให้ครอบครัวเจริญเติบโต ในลอสแอนเจลิส บริษัทให้บริการลูกค้าธนาคารเพื่อผู้บริโภค 5 ล้านราย และลูกค้าธุรกิจขนาดเล็กกว่า 589,000 ราย ผ่านพนักงานกว่า 6,000 คน และสาขาค้าปลีกกว่า 330 แห่ง โดยในประเทศฝรั่งเศส ซึ่งบริษัทได้ดำเนินงานมาตั้งแต่ปี 1868 JPMorganChase มีพนักงานมากกว่า 1,000 คน และตั้งแต่ปี 2018 บริษัทได้ลงทุนใหม่ทั้งในด้านธุรกิจและการกุศลกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเชื่อมโยงบุคคลและผู้ประกอบการเข้ากับโอกาสทางเศรษฐกิจ ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา JPMorganChase ยังได้ให้สินเชื่อและเงินทุนกว่า 147 พันล้านยูโรแก่ลูกค้าด้านการลงทุนกว่า 670 รายทั่วประเทศ

ด้วยความร่วมมือนี้ JPMorganChase จะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาวให้กับขบวนการโอลิมปิกและพาราลิมปิก และสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้แก่นักกีฬา ธุรกิจ และชุมชนได้เจริญเติบโต โดย JPMorganChase และ IOC จะให้การสนับสนุนนักกีฬาอย่างครบวงจร รวมถึงแผนการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการด้านความมั่นคงทางการเงินสำหรับนักกีฬาผ่านแพลตฟอร์ม Athlete365 ของ IOC โดยโครงการริเริ่มเหล่านี้ รวมถึงการลงทุนในท้องถิ่นอื่นๆ ในเมืองเจ้าภาพจะช่วยให้มั่นใจได้ว่าโอลิมปิกจะทิ้งมรดกที่ยั่งยืนไว้หลังจากการแข่งขันสิ้นสุดลง

JPMorganChase ได้กลายเป็นพันธมิตรระดับโลกของโอลิมปิกในหมวดการบริหารสินทรัพย์และความมั่งคั่ง และการธนาคารส่วนบุคคล การธนาคารพาณิชย์และการลงทุน โดยในสหรัฐอเมริกา บริษัทฯ จะเป็นพันธมิตรผู้ก่อตั้งของการแข่งขันกีฬา LA28ในหมวดธุรกิจธนาคารเพื่อรายย่อย สอดคล้องกับแนวทางของ IOC โดยรายได้ที่เกิดจากความร่วมมือนี้จะถูกจัดสรรใหม่เพื่อสนับสนุนองค์กรกีฬาต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งชาติและนักกีฬา ตลอดจนคณะกรรมการจัดงานกีฬาโอลิมปิกและกีฬาโอลิมปิกเยาวชน

เกี่ยวกับ JPMorganChase
JPMorgan Chase & Co. (NYSE: JPM) เป็นบริษัทผู้ให้บริการทางการเงินชั้นนำที่มีฐานอยู่ในสหรัฐอเมริกา (“สหรัฐฯ”) และดำเนินงานอยู่ทั่วโลก ณ วันที่ 31 มีนาคม 2026 JPMorgan Chase มีสินทรัพย์ 4.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และส่วนของผู้ถือหุ้น 364 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ บริษัทเป็นผู้นำด้านวาณิชธนกิจ บริการทางการเงินสำหรับผู้บริโภคและธุรกิจขนาดเล็ก ธนาคารพาณิชย์ การประมวลผลธุรกรรมทางการเงิน และการบริหารสินทรัพย์ ภายใต้แบรนด์ J.P. Morgan และ Chase โดยบริษัทให้บริการลูกค้าหลายล้านรายในสหรัฐอเมริกา และลูกค้าองค์กร สถาบัน และรัฐบาลชั้นนำของโลกจำนวนมาก ข้อมูลเกี่ยวกับ JPMorgan Chase & Co. สามารถดูได้ที่ www.jpmorganchase.com

เกี่ยวกับคณะกรรมการโอลิมปิกสากล
คณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC) เป็นองค์กรระหว่างประเทศที่ไม่แสวงหาผลกำไร โดยไม่ใช่หน่วยงานของรัฐ ประกอบด้วยอาสาสมัครที่มุ่งมั่นสร้างโลกที่ดีขึ้นผ่านกีฬา โดย IOC จะนำรายได้มากกว่า 90% ไปสนับสนุนวงการกีฬาโดยรวม ซึ่งหมายความว่าในแต่ละวันจะมีเงินเทียบเท่า 4.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถูกนำไปช่วยเหลือนักกีฬาและองค์กรกีฬาในทุกระดับทั่วโลก

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Contacts

Shelby Ashe
shelby.ashe@jpmchase.com

ที่มา: JPMorgan Chase & Co.

กองทุนเพื่อการพัฒนาแห่งซาอุดีอาระเบียลงนามข้อตกลงมูลค่า 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐกับสาธารณรัฐปาเลา เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจในท้องถิ่น

Logo

นครเงอรูลมุด ประเทศปาเลา–(BUSINESS WIRE)–07 เมษายน 2026

กองทุนเพื่อการพัฒนาแห่งซาอุดีอาระเบีย (SFD) ได้ลงนามในข้อตกลงเงินกู้เพื่อการพัฒนามูลค่า 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐกับสาธารณรัฐปาเลาในวันนี้ ซึ่งนับเป็นความร่วมมือด้านการพัฒนาครั้งแรกของกองทุนในประเทศหมู่เกาะแปซิฟิกแห่งนี้

Saudi Fund for Development Signs USD 15 Million Agreement with the Republic of Palau to Drive Local Economic Growth (Photo: AETOSWire)

กองทุนเพื่อการพัฒนาแห่งซาอุดีอาระเบียลงนามข้อตกลงมูลค่า 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐกับสาธารณรัฐปาเลา เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจในท้องถิ่น (ภาพ: AETOSWire)

ข้อตกลงดังกล่าวได้รับการลงนามโดย ฯพณฯ สุลต่าน Abdulrahman Al-Marshad ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ SFD และ ฯพณฯ Surangel S. Whipps Jr. ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐปาเลา ในพิธีที่จัดขึ้น ณ นครเงอรูลมุด เมืองหลวงของประเทศปาเลา

เงินกู้เพื่อการพัฒนามูลค่า 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐจะถูกส่งผ่านธนาคารพัฒนาแห่งชาติของปาเลา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของเศรษฐกิจในท้องถิ่น การสนับสนุนทางการเงินดังกล่าวจะช่วยผลักดันโครงการที่ดำเนินการโดยนักพัฒนา ธุรกิจ และผู้ประกอบการชาวปาเลา ทั้งนี้ เงินทุนดังกล่าวสอดคล้องกับลำดับความสำคัญระดับชาติของปาเลา และจะช่วยกระตุ้นโครงการที่มีผลกระทบสูง พร้อมทั้งส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในระดับฐานราก

ข้อตกลงนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของ SFD ต่อกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นหมู่เกาะขนาดเล็ก (SIDS) โดยได้ให้การสนับสนุนโครงการพัฒนาใน 18 ประเทศหมู่เกาะในภูมิภาคแคริบเบียนและแปซิฟิก ผ่านการให้เงินทุนสนับสนุน SFD มีส่วนช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ ขยายการเข้าถึงบริการที่จำเป็น และส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนในประเทศกำลังพัฒนา

ฯพณฯ นาย Surangel S. Whipps Jr. ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐปาเลา ได้แสดงความขอบคุณอย่างยิ่งต่อความช่วยเหลือดังกล่าว โดยกล่าวว่า “ข้อตกลงนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจของปาเลา โดยการส่งผ่านเงินทุนนี้ผ่านธนาคารพัฒนาแห่งชาติของเรา เพื่อให้ผู้พัฒนา ธุรกิจ และผู้ประกอบการชาวปาเลาเป็นผู้นำโครงการใหม่ ๆ ที่จะสร้างงาน กระตุ้นการลงทุน และทำให้มูลค่าทางเศรษฐกิจคงอยู่ภายในประเทศมากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกัน การให้ความสำคัญกับที่อยู่อาศัยที่เข้าถึงได้ในราคาที่เหมาะสมและมีความทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ยังเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนของเรา สร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่เลือกสร้างอนาคตในปาเลามากขึ้น และวางรากฐานทางเศรษฐกิจที่มั่นคงยิ่งขึ้นสำหรับคนรุ่นต่อไป”

ฯพณฯ สุลต่าน Abdulrahman Al-Marshad ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ SFD กล่าวว่า “เรามีความภาคภูมิใจที่ได้เริ่มต้นความร่วมมือครั้งแรกกับสาธารณรัฐปาเลา โดยการขยายโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่สำคัญ เรามุ่งหวังที่จะยกระดับผู้ประกอบการท้องถิ่น และช่วยสร้างอนาคตที่มั่นคงและยั่งยืนให้กับประชาชนชาวปาเลา ข้อตกลงนี้สะท้อนถึงพันธกิจในวงกว้างของเราในการส่งเสริมความเจริญรุ่งเรืองให้กับประเทศหมู่เกาะต่าง ๆ”

นับตั้งแต่ที่ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1974 องค์กร SFD ได้สนับสนุนประเทศกำลังพัฒนาผ่านการให้ความช่วยเหลือการเงินแบบเงื่อนไขผ่อนปรน ซึ่งมีส่วนช่วยในการเติบโตทางสังคมและเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนทั่วโลก

เกี่ยวกับกองทุนเพื่อการพัฒนาแห่งซาอุดีอาระเบีย:

กองทุนเพื่อการพัฒนาแห่งซาอุดีอาระเบีย (SFD) เป็นสถาบันของรัฐบาลที่ให้สินเชื่อเพื่อการพัฒนาในอัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อใช้ในการสนับสนุนโครงการและโปรแกรมต่างๆ ในประเทศกำลังพัฒนา

นับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นในปี 1974 องค์กร SFD ได้ให้การสนับสนุนทางการเงินแก่โครงการและแผนงานมากกว่า 800 โครงการในกว่า 100 ประเทศ รวมมูลค่ามากกว่า 22,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยครอบคลุมหลากหลายสาขา อาทิ การคมนาคมและการสื่อสาร โครงสร้างพื้นฐานทางสังคม การเกษตร พลังงาน อุตสาหกรรม และเหมืองแร่ เป็นต้น โครงการเหล่านี้มีส่วนช่วยในการส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนผู้ด้อยโอกาสในประเทศที่มีความต้องการมากที่สุด การดำเนินงานของ SFD ยึดหลักการพัฒนาระหว่างประเทศ และสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) นอกจากนี้ กองทุนยังมุ่งเสริมสร้างความร่วมมือด้านการพัฒนาผ่านความเป็นหุ้นส่วนกับองค์กรระดับภูมิภาคและนานาชาติอีกด้วย

*แหล่งที่มา: AETOSWire

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่:
https://www.businesswire.com/news/home/20260406306007/en

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Contacts

Nawaf Alojrush ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร กองทุนเพื่อการพัฒนาแห่งซาอุดีอาระเบีย
alojrush@sfd.gov.sa
+966112714148

ที่มา: Saudi Fund for Development




Starr เสร็จสิ้นการเข้าซื้อกิจการ IQUW Group

Logo

สร้างแพลตฟอร์มเฉพาะทางระดับโลกที่แข็งแกร่งและหลากหลายยิ่งขึ้น

นิวยอร์กและลอนดอน–(BUSINESS WIRE)–23 มีนาคม 2026

Starr องค์กรด้านการลงทุนและประกันภัยระดับโลก ได้ประกาศในวันนี้ว่าได้เสร็จสิ้นการเข้าซื้อกิจการ IQUW Group แล้ว ส่งผลให้เกิดแพลตฟอร์มประกันภัยต่อเฉพาะทางที่กว้างขวางและหลากหลายมากขึ้น พร้อมศักยภาพที่เพิ่มขึ้นในตลาดลอนดอน เบอร์มิวดา และตลาดรถยนต์ค้าปลีกในสหราชอาณาจักร

ปัจจุบันธุรกิจของ Starr ที่ควบรวมแล้ว ให้บริการลูกค้าและโบรกเกอร์ในกลุ่มผลิตภัณฑ์เฉพาะทางและส่วนตลาดที่หลากหลายมากขึ้นทั่วโลก ด้วยการรวม IQUW Group ทำให้ Starr เสริมความแข็งแกร่งในตลาดลอนดอนและสร้างฐานที่มั่นในฐานะตัวแทนบริหารจัดการที่ใหญ่เป็นอันดับเก้าใน Lloyd’s ที่สำคัญ Starr จะยังคงดำเนินงานโดยเน้นความเชี่ยวชาญด้านการรับประกันภัยและประสบการณ์และการบริการที่ดีที่สุดสำหรับโบรกเกอร์และลูกค้า โดยลูกค้าและโบรกเกอร์จะได้รับประโยชน์จากผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายมากขึ้น การตัดสินใจที่รวดเร็ว ความแข็งแกร่งด้านเงินทุนที่มากขึ้น และการเข้าถึงทั่วโลกที่ขยายกว้างขึ้น

ศักยภาพด้านการรับประกันภัยต่อของ Starr ได้รับการยกระดับอย่างมีนัยสำคัญหลังจากการทำธุรกรรมนี้ โดย IQUW Re Bermuda และธุรกิจรับประกันภัยต่อของ IQUW ในลอนดอนจะเปลี่ยนชื่อเป็น Starr Re โดยจะรับประกันภัยต่อจากลูกค้าภายนอกของบริษัท และเสริมสร้างความสามารถในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายครอบคลุมหลายภูมิภาคและสายธุรกิจ ซึ่งทาง Starr Re จะได้รับประโยชน์จากความแข็งแกร่งด้านเงินทุนของ Starr และจะช่วยให้สามารถจัดสรรเงินทุนได้อย่างรอบคอบตลอดวัฏจักรของตลาด และทำให้กลุ่มบริษัทสามารถให้บริการลูกค้าในตลาด (ประกันภัยต่อ) ได้ดียิ่งขึ้น

ในปี 2025 ทาง IQUW Group มีเบี้ยประกันภัยรวม (GWP) มูลค่า 1.88 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งประกอบด้วยธุรกิจที่ดำเนินการโดย IQUW (Syndicate 1856), ERS (Syndicate 218) ซึ่งเป็นบริษัทประกันภัยรถยนต์เฉพาะทางที่ใหญ่ที่สุดในสหราชอาณาจักรที่ Lloyd’s และ IQUW Re Bermuda โดย Syndicate1856 จะเปลี่ยนชื่อเป็น Starr และ IQUW Re จะทำการค้าในชื่อ Starr Re ส่วน ERS จะยังคงทำการค้าภายใต้แบรนด์เดิมต่อไป เนื่องจากมีฐานที่มั่นคงและแข็งแกร่งในตลาดรถยนต์ของสหราชอาณาจักร และ Starr’s Syndicate 1919 จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงแบรนด์แต่อย่างใด

“การเสร็จสิ้นธุรกรรมนี้เป็นการเดินหน้ากลยุทธ์ของ Starr ในการสร้างธุรกิจรับประกันภัยระดับโลกที่มีความหลากหลายและเป็นเลิศ ผมยินดีต้อนรับเพื่อนร่วมงานใหม่ของเราสู่ Starr” Jeff Greenberg ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วมของ Starr กล่าว “เมื่อรวมกันแล้ว เราจะเป็นแพลตฟอร์มที่ใหญ่ขึ้น แข็งแกร่งขึ้น มีขนาดและความเชี่ยวชาญที่จะแข่งขันและประสบความสำเร็จในตลาดโลก และสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาว”

Steve Blakey ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Starr Insurance Holdings กล่าวว่า “เรารู้สึกตื่นเต้นที่จะได้รวมบุคลากรที่มีความสามารถของเราเข้าด้วยกัน และทำให้มั่นใจได้ว่าลูกค้าและโบรกเกอร์ของเราจะได้รับการสนับสนุนอย่างราบรื่นเช่นเดิม และเข้าถึงโซลูชันเฉพาะทางที่หลากหลายยิ่งขึ้น ในฐานะองค์กรที่รวมกันแล้ว เราจะยังคงมุ่งเน้นอย่างไม่หยุดยั้งในการส่งมอบบริการที่เป็นเลิศแก่โบรกเกอร์และลูกค้าของเราในทุกๆ ส่วนของธุรกิจ”

Peter Bilsby ผู้ที่จะเป็นผู้นำธุรกิจระหว่างประเทศของ Starr กล่าวว่า “การเสร็จสิ้นธุรกรรมนี้เป็นช่วงเวลาที่น่าภาคภูมิใจสำหรับทุกคนที่มีส่วนร่วมในการสร้าง IQUW Group มาตั้งแต่เริ่มต้น โดยตั้งแต่แรกเริ่ม เราตั้งเป้าที่จะสร้างแพลตฟอร์มเฉพาะทางที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งโดดเด่นด้วยบุคลากรที่มีความสามารถสูงและข้อมูลและเทคโนโลยีชั้นนำในตลาด ตอนนี้ ในฐานะส่วนหนึ่งของ Starr เราสามารถใช้ประโยชน์จากการเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรระดับโลกที่แข็งแกร่งและหลากหลายมากขึ้น”

ธุรกรรมดังกล่าวได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้ว เงื่อนไขทางการเงินไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ

การสอบถามสำหรับสื่อ:

Starr
media@starr.com
Jonathan Watson (ลอนดอน)
jonathan.watson@starr.com

Prosek (ที่ปรึกษาด้านประชาสัมพันธ์ของ Starr)
Doug Campbell (ลอนดอน)
dcampbell@prosek.com
Kate Dillon (นิวยอร์ก)
kdillon@prosek.com

เกี่ยวกับ Starr

Starr คือชื่อทางการตลาดของธุรกิจการลงทุนของ C. V. Starr & Co., Inc. และบริษัทประกันภัยและบริการช่วยเหลือด้านการเดินทางของ Starr International Company, Inc. และบริษัทย่อย โดย Starr เป็นองค์กรการลงทุนและประกันภัยชั้นนำระดับโลกที่มีสาขาอยู่ใน 6 ทวีป ผ่านบริษัทประกันภัยในเครือ ซึ่งทาง Starr ให้บริการผลิตภัณฑ์ประกันภัยทรัพย์สิน ประกันภัยความเสียหาย และประกันภัยอุบัติเหตุและสุขภาพ รวมถึงความคุ้มครองเฉพาะทางต่างๆ เช่น ประกันภัยการบิน ประกันภัยทางทะเล ประกันภัยพลังงาน และประกันภัยความเสียหายส่วนเกิน บริษัทย่อยของบริษัทประกันภัยของ Starr ที่จดทะเบียนในสหรัฐอเมริกา เบอร์มิวเดา จีน ฮ่องกง มอลตา สิงคโปร์ สวิตเซอร์แลนด์ และสหราชอาณาจักร ต่างได้รับการจัดอันดับเครดิตจาก A.M. Best ที่ระดับ “A” (ยอดเยี่ยม) ส่วนกลุ่มบริษัทประกันภัยในเครือของ Starr ที่ Lloyd’s ได้รับประโยชน์จากการจัดอันดับเครดิตของ Lloyd’s Standard & Poor’s ที่ระดับ “AA-” (แข็งแกร่งมาก)

เยี่ยมชมเราได้ที่ www.starr.com หรือติดตามเราได้ทาง LinkedIn

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Contacts

Jonathan Watson
jonathan.watson@starr.com

ที่มา: Starr

The Bangkok Reporter