Meta ลงนามข้อตกลงกับ AWS ในการขับเคลื่อน Agentic AI บนชิป AWS Graviton

Logo

 ข้อตกลงนี้จะช่วยเสริมพลังให้กับเวิร์กโหลดของเอเจนต์ที่อยู่เบื้องหลังความพยายามด้าน AI ของ Meta

 ประเด็นสำคัญ

  • การติดตั้งใช้งานจะเริ่มต้นด้วยคอร์ประมวลผล Graviton หลายสิบล้านคอร์ ที่มีศักยภาพในการขยายเพิ่มเติมได้
  • ปัจจุบัน Meta เป็นหนึ่งในลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของ Graviton ทั่วโลก
  • ข้อตกลงนี้จะต่อยอดความสัมพันธ์อันยาวนานของ Meta กับ AWS และการใช้งาน Amazon Bedrock ในปริมาณมากเพื่อรองรับ AI รุ่นใหม่ของบริษัท

ซีแอตเทิล–(BUSINESS WIRE)–24 เมษายน 2026

Meta ได้ลงนามในข้อตกลงเพื่อใช้งานโปรเซสเซอร์ AWS Graviton ในปริมาณมาก โดยข้อตกลงนี้ถือเป็นการขยายความร่วมมือที่มีมายาวนานระหว่างทั้งสองบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่ Meta กำลังสร้าง AI ในรุ่นต่อไปของตัวเอง

การใช้งานจะเริ่มต้นด้วยคอร์ Graviton หลายสิบล้านคอร์ พร้อมความยืดหยุ่นในการขยายตามการเติบโตของความสามารถด้าน AI ของ Meta โดยข้อตกลงนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงวิธีการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI: ในขณะที่ GPU ยังคงมีความสำคัญสำหรับการเทรนโมเดลขนาดใหญ่ แต่การเพิ่มขึ้นของ AI แบบเอเจนต์กำลังสร้างความต้องการอย่างมหาศาลสำหรับเวิร์กโหลดที่ใช้ CPU อย่างหนัก เช่น การให้เหตุผลแบบเรียลไทม์ การสร้างโค้ด การค้นหา และการจัดการงานหลายขั้นตอนต่างๆ โดย Graviton5 นั้นถูกสร้างขึ้นมาโดยเฉพาะสำหรับเวิร์กโหลดเหล่านี้ ทำให้ Meta มีพลังการประมวลผลเพื่อเรียกใช้เวิร์กโหลดเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในระดับใหญ่

ชิปเหล่านี้จะขับเคลื่อนงานต่างๆ ที่ Meta รวมถึงการสนับสนุนงานด้าน AI ของบริษัท งานดังกล่าวต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถรองรับการโต้ตอบนับพันล้านครั้งในขณะที่ดำเนินการประสานงานกับเวิร์กโฟลว์เอเจนต์ที่ซับซ้อนและหลายขั้นตอน ซึ่งเป็นงานประเภทที่ต้องใช้ CPU อย่างหนักหน่วงอย่างที่ Graviton ออกแบบมาเพื่อรองรับ

หากต้องการทราบเรื่องราวทั้งหมด โปรดไปที่ เกี่ยวกับ Amazon

เกี่ยวกับ Amazon Web Services

Amazon Web Services (AWS) ดำเนินงานโดยยึดมั่นในความต้องการของลูกค้า ความรวดเร็วในการสร้างสรรค์นวัตกรรม ความมุ่งมั่นในความเป็นเลิศด้านการดำเนินงาน และการมองการณ์ไกล ด้วยการทำให้เทคโนโลยีเข้าถึงได้ง่ายมาเกือบสองทศวรรษ และทำให้การประมวลผลแบบคลาวด์และ AI เชิงสร้างสรรค์สามารถเข้าถึงได้สำหรับองค์กรทุกขนาดและทุกอุตสาหกรรม AWS จึงได้สร้างธุรกิจเทคโนโลยีสำหรับองค์กรที่เติบโตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งในประวัติศาสตร์ โดยลูกค้านับล้านต่างไว้วางใจ AWS ในการเร่งสร้างสรรค์นวัตกรรม เปลี่ยนแปลงธุรกิจ และกำหนดอนาคต และด้วยความสามารถด้าน AI ที่ครอบคลุมที่สุด รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก ทำให้ AWS สามารถช่วยให้ผู้สร้างสรรค์สามารถเปลี่ยนไอเดียใหญ่ๆ ให้กลายเป็นความจริงได้ เรียนรู้เพิ่มเติมได้ที่ aws.amazon.com และติดตาม @AWSNewsroom

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260424641117/en

Contacts

Amazon.com, Inc.
สายด่วนสำหรับสื่อมวลชน
Amazon-pr@amazon.com
www.amazon.com/pr

ที่มา: Amazon.com, Inc.

OG&E จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปี Bidgely EmPOWER AI 2026 ที่นครนิวยอร์ก

Logo

Alabama Power, Eversource, NV Energy, PSEG Long Island, Xcel Energy และบริษัทอื่นๆ จะร่วมแบ่งปันข้อมูลเชิงลึกจากโลกแห่งความเป็นจริงเกี่ยวกับการเปลี่ยนข้อมูลอัจฉริยะให้เป็นความเป็นเลิศในการดำเนินงาน

ลอสอัลทอส รัฐแคลิฟอร์เนีย–(BUSINESS WIRE)–23 เมษายน 2026

งานประชุมของ Bidgelyด้านข้อมูลอัจฉริยะด้านพลังงานชั้นนำอย่างงาน EmPOWER AIจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-14 พฤษภาคม ณ นครนิวยอร์ก เพื่อรวมผู้นำด้านสาธารณูปโภค นักวิจัยด้านพลังงาน และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในภาคพลังงาน โดยงานนี้จัดโดย OG&Eซึ่งจะมีเซสชันที่นำเสนอโดย Alabama Power, Eversource, NV Energy, PSEG Long Island, Xcel Energy และอื่นๆ อีกมากมาย ในงาน EmPOWER AI 2026 จะเน้นให้เห็นว่าบริษัทสาธารณูปโภคกำลังก้าวข้ามการทดลองใช้ AI ไปสู่การขยายขนาดในระดับองค์กรได้อย่างไร

This year's EmPOWER AI conference will demonstrate how utilities move from AI experimentation to enterprise-wide scalability with Bidgely's UtilityAI.

งานประชุม EmPOWER AI ในปีนี้จะแสดงให้เห็นว่าบริษัทสาธารณูปโภคต่างๆ จะเปลี่ยนจากการทดลองใช้ AI ไปสู่การใช้งาน AI ในวงกว้างทั่วทั้งองค์กรได้อย่างไร ด้วย UtilityAI ของ Bidgely

ในแต่ละปี Bidgely จะเปิดเผยความก้าวหน้าล่าสุดในเทคโนโลยีแพลตฟอร์ม AI และแมชชีนเลิร์นนิงต่างๆ โดยงาน EmPOWER AI 2026 จะจัดแสดงความสามารถของ AI ใหม่ๆ ที่สร้างขึ้นโดยเฉพาะเพื่อเปลี่ยนสัญญาณจากมิเตอร์อัจฉริยะทุกตัวให้เป็นการสนทนากับลูกค้าแบบส่วนตัวในวงกว้าง

“การเป็นเจ้าภาพจัดงาน EmPOWER AI ช่วยให้เราส่งเสริมความร่วมมือระดับสูงที่จำเป็นต่อการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานที่ซับซ้อน” Kirby Brinlee ผู้อำนวยการฝ่ายประสบการณ์ลูกค้าของ OG&E กล่าว “เมื่อเราเปลี่ยนจาก ‘ถ้าหาก’ ของเทคโนโลยีไปสู่ ​​‘วิธีการ’ ในการนำไปใช้ การแบ่งปันเรื่องราวความสำเร็จในการดำเนินงานจะช่วยให้ทั้งอุตสาหกรรมก้าวไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็วขึ้นและมีความมั่นใจมากขึ้น”

 ผลลัพธ์ในโลกแห่งความเป็นจริงในวงกว้าง

งาน EmPOWER AI 2026 จะนำเสนอการบรรยายและหัวข้อต่างๆ ที่โดดเด่น โดยเน้นการใช้งานจริง โดยจะตรวจสอบสิ่งที่หน่วยงานสาธารณูปโภคได้สร้างขึ้นมา ข้อแลกเปลี่ยนที่พวกเขาต้องเผชิญ และข้อกำหนดที่แท้จริงสำหรับการขยายขนาด AI ภายในสภาพแวดล้อมที่มีการควบคุม

“ภาคสาธารณูปโภคกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนที่สำคัญ ซึ่งการแยกส่วนข้อมูลนั้นไม่ยั่งยืนอีกต่อไป การทำลายกำแพงเหล่านี้จำเป็นต้องมีความมุ่งมั่นอย่างลึกซึ้งในการวิจัยข้ามอุตสาหกรรมและความร่วมมืออย่างแท้จริง” Gaia Gallotti ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของ IDC กล่าวเสริม “เมื่อนักนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีและผู้นำด้านสาธารณูปโภคสร้างบนพื้นฐานของข้อมูลร่วมกัน เราจะก้าวข้ามการแก้ไขปัญหาแบบค่อยเป็นค่อยไป และเริ่มออกแบบโครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่นอย่างแท้จริงตามที่อนาคตต้องการ”

วิทยากรประกอบด้วย

  •  Johnny Whitfield, รองประธานฝ่ายการมีส่วนร่วมกับลูกค้า, OG&E
  •  Kirby Brinlee, ผู้อำนวยการฝ่ายประสบการณ์ลูกค้า, OG&E
  •  Maddie Emerson, ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์และโครงการ, OG&E
  •  Ryan Jones, ผู้จัดการฝ่ายนวัตกรรม, OG&E
  •  Bria Shea, ประธานในฐมินนิโซตา นอร์ทดาโคตา และเซาท์ดาโคตา, Xcel Energy
  •  David Gladey, รองประธาน, ฝ่ายวิศวกรรมการจัดจำหน่าย, Eversource
  •  Lou DeBrino, รองประธาน, ฝ่ายปฏิบัติการลูกค้า, PSEG Long Island
  •  Adam Grant, ผู้อำนวยการ, ฝ่ายบริการพลังงานแบบบูรณาการ, ฝ่ายปฏิบัติการ, NV Energy
  •  Laverne Price, ผู้อำนวยการ, ฝ่ายประสบการณ์ลูกค้า, OUC
  •  Mike Presti, ผู้อำนวยการ, ฝ่ายประสบการณ์ลูกค้าและการตลาด, PSEG Long Island
  •  Nayan Parikh, ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายเทคโนโลยีลูกค้าและโครงการ, PSEG Long Island
  •  Dylan Wilcox, นักวิเคราะห์กลยุทธ์อาวุโส, Alabama Power
  •  Brenda Carter, ผู้จัดการ, ศูนย์บริการ CX, APS
  •  Tessa Jilot, ผู้จัดการโครงการด้านประสิทธิภาพพลังงาน, Avista
  •  Eric Falcone, ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการ AMI, Eversource
  •  Denine Rothman, ผู้จัดการโครงการเวลาของวัน, PNM
  •  Gaia Gallotti, ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย, IDC
  •  Darren Roback, สถาปนิกโซลูชัน, AWS
  •  Seth Little, ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาตลาด, CLEAResult
  •  Nick Woolley, ซีอีโอ, ev.energy
  •  Srikanth Srinivasan, รองประธานฝ่ายการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน, Infosys
  •  Joe Mellusi, ผู้อำนวยการฝ่ายขาย, Itron
  •  Latisha Younger-Canon, ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ, Resource Innovations
  •  Martin Shalhoub, พันธมิตร, พลังงานและสาธารณูปโภค, West Monroe
  •  Abhay Gupta, ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ, Bidgely
  •  Gautam Aggarwal , ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายรายได้, Bidgely
  •  Karthik Moorthy, ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเติบโต, Bidgely
  •  Ted Nielsen, หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์, Bidgely

หัวข้อการสัมมนาประกอบด้วย

  •  แผนงานและการเปิดเผย: กรณีศึกษาเกี่ยวกับ AI เฉพาะทาง
  •  ความสามารถในการจ่ายส่งผลกระทบต่อทุกคน: การปกป้องความสามารถในการจ่ายในระดับระบบ
  •  ลูกค้าทุกคน เป็นที่รู้จัก ทุกปฏิสัมพันธ์ ฉลาดขึ้น
  •  เปลี่ยนการโทรที่มีค่าใช้จ่ายสูงให้เป็นช่วงเวลาแห่งการสร้างความไว้วางใจ
  •  เบื้องหลัง: วิทยาศาสตร์แห่งการรู้จักบ้านทุกหลัง
  •  จากการออกแบบอัตราค่าบริการไปจนถึงรูปแบบการใช้พลังงาน: การวิเคราะห์ข้อมูล AI และการฝึกอบรม คือส่วนที่ขาดหายไปตรงกลาง
  •  การวางแผนการใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างชาญฉลาด: ลดต้นทุน ชะลอการลงทุน
  •  ข้อมูลอัจฉริยะในฐานะความสามารถหลัก: การขยายขีดความสามารถของ UtilityAI Pro สำหรับองค์กร
  •  เปลี่ยน AMI 2.0 ให้เป็นระบบอัจฉริยะด้านโครงข่ายไฟฟ้าแบบเรียลไทม์

การนำ AI ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับอุตสาหกรรมพลังงานมาใช้ในการดำเนินงานประจำวันของบริษัทสาธารณูปโภค กำลังผลักดันให้เกิดผลลัพธ์ที่จำเป็นต่อการพัฒนาอนาคตด้านพลังงานที่ยั่งยืนและราคาไม่แพง ในขณะเดียวกันก็ตอบสนองความต้องการในปัจจุบัน ได้แก่ ต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น ความซับซ้อนของกฎระเบียบที่เพิ่มขึ้น การวางแผนการใช้ไฟฟ้า และแรงกดดันด้านเงินทุน

“เมื่อแรงกดดันต่อโครงข่ายไฟฟ้าทวีความรุนแรงและเปลี่ยนแปลงไป เทคโนโลยีที่ออกแบบมาเพื่อจัดการกับแรงกดดันเหล่านั้นก็พัฒนาตามไปด้วย” Abhay Gupta ซีอีโอของ Bidgely กล่าว “ระบบและโซลูชันที่เรานำเสนอได้รับการพัฒนาควบคู่ไปกับบริษัทสาธารณูปโภค โดยผลลัพธ์จากการใช้งานจริงพิสูจน์ให้เห็นว่า AI ระดับองค์กรมีความปลอดภัยและสามารถปรับขนาดได้ โดย EmPOWER AI คือจุดที่วิสัยทัศน์ของ AI มาบรรจบกับความเป็นจริงในการนำไปใช้งาน”

เปิดให้ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน EmPOWER AI 2026 แล้ว สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดเยี่ยมชมที่ www.bidgely.com/empower-ai/

เกี่ยวกับ Bidgely

Bidgely เป็นผู้บุกเบิกด้านข้อมูลอัจฉริยะด้านพลังงานที่ขับเคลื่อนด้วย AI โดยเปลี่ยนข้อมูลมิเตอร์ดิบให้เป็นข้อมูลเชิงลึกที่มีความละเอียดสูงสำหรับบริษัทสาธารณูปโภคทั่วโลก บริษัทให้บริการบ้านเรือนกว่า 50 ล้านหลัง ด้วยแพลตฟอร์ม UtilityAI™ ของบริษัทที่ใช้สิทธิบัตรพื้นฐาน 19 ฉบับเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการมองเห็นโครงข่ายไฟฟ้า การดำเนินงานศูนย์บริการลูกค้า และการมีส่วนร่วมกับลูกค้าแบบเฉพาะบุคคล โดยบริษัทได้รับการยอมรับจาก Fast Company ว่าเป็นหนึ่งใน “10 บริษัทที่มีนวัตกรรมด้าน AI ประยุกต์มากที่สุด” Bidgely ผสานรวมการวิเคราะห์พลังงานที่แม่นยำเข้ากับระบบนิเวศ AI ในแนวนอน เช่น Microsoft Copilot และ AWS เพื่อปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้าให้ทันสมัยด้วยความแม่นยำในระดับสถานที่ตั้ง www.bidgely.com | bidgely.com/blog

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260423237253/en

Contacts

Christine Bennett
Bidgely
press@bidgely.com

ที่มา: Bidgely

JBL ฉลองครบรอบ 80 ปีแห่งพลังเสียง

Logo

ลอสแอนเจลิส–(BUSINESS WIRE)–23 เมษายน 2026

JBL แบรนด์เครื่องเสียงระดับตำนานจาก HARMAN กำลังฉลองครบรอบ 80 ปี ที่เป็นการครบรอบแปดทศวรรษแห่งการส่งมอบเสียงที่สร้างความประทับใจให้แก่คนรุ่นต่างๆ

JBL Brand Ambassador Benson Boone reflects the brand’s continued commitment to the artists shaping today’s music and culture while honoring 80 years of audio innovation.

Benson Boone ทูตแบรนด์ของ JBL สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของแบรนด์ที่มีต่อศิลปินผู้สร้างสรรค์ดนตรีและวัฒนธรรมในปัจจุบัน พร้อมทั้งเป็นการยกย่องนวัตกรรมด้านเสียงตลอด 80 ปีที่ผ่านมา

มรดกแห่งความเป็นผู้นำ
นับตั้งแต่ก่อตั้งโดยวิศวกรผู้มีวิสัยทัศน์อย่าง James B. Lansing ในปี 1946 JBL ได้กำหนดมาตรฐานด้านนวัตกรรมเสียงมาโดยตลอด ตั้งแต่สตูดิโอบันทึกเสียงระดับมืออาชีพและความบันเทิงภายในบ้าน ไปจนถึงการให้เสียงที่ทรงพลังในงานวัฒนธรรมระดับตำนานอย่าง Woodstock และ Tomorrowland โดย JBL มีความมุ่งมั่นที่จะส่งมอบเสียงที่แท้จริงและบริสุทธิ์เสมอมา

ปัจจุบัน อิทธิพลของ JBL นั้นไม่มีใครเทียบได้ โดย JBL ยืนหยัดในฐานะผู้นำระดับโลกด้านเครื่องเสียงส่วนบุคคล โดยมีผู้คนหลายร้อยล้านคนฟังเพลงที่พวกเขาชื่นชอบผ่านลำโพงพกพาและหูฟังของ JBL นอกจากนี้ JBL Professional ยังคงเป็นผู้จัดหาอุปกรณ์เสียงให้กับโรงภาพยนตร์กว่า 40% ทั่วโลก รวมถึงสนามกีฬา สตูดิโอบันทึกเสียง สถานที่จัดแสดงดนตรี และอีกมากมาย เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ฟังทุกหนทุกแห่งสามารถเข้าถึงเสียงคุณภาพสูงได้…แม้กระทั่งในรถยนต์ของคุณ

“ตลอด 80 ปีที่ผ่านมา มรดกทางวิศวกรรมของ JBL ได้สร้างมาตรฐานของระบบเสียงที่มีความเที่ยงตรงสูง และมาตรฐานนั้นยังคงอยู่ในทุกผลิตภัณฑ์ของ JBL ที่ผลิตในปัจจุบัน ในโอกาสที่เราเฉลิมฉลองความสำเร็จครั้งสำคัญนี้ JBL ยังคงมุ่งมั่นที่จะสานต่อมาตรฐานนี้ต่อไปในด้านเทคโนโลยีที่จะขับเคลื่อนเสียงและวัฒนธรรมในยุคต่อไป” Dave Rogers ประธานฝ่ายไลฟ์สไตล์ของ HARMAN กล่าว

นวัตกรรมกว่าแปดทศวรรษ
กว่าแปดทศวรรษที่วิศวกรของ JBL ได้บุกเบิกเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงวิธีการสร้างและสัมผัสเสียง ตั้งแต่การออกแบบลำโพงที่ล้ำสมัยไปจนถึงโซลูชันเสียงอัจฉริยะที่ได้รับรางวัลสำหรับระบบเสียงระดับมืออาชีพ ระดับหรู พกพาได้ และในรถยนต์ การแสวงหาความเป็นเลิศอย่างไม่หยุดยั้งนี้ทำให้ JBL ได้รับรางวัลเกียรติยศสูงสุดในอุตสาหกรรมมากมาย รวมถึงรางวัลออสการ์สำหรับความสำเร็จด้านวิศวกรรมเสียง และรางวัลแกรมมี่สำหรับ “ความเชี่ยวชาญและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่องในด้านเสียงและมอนิเตอร์สำหรับการแสดงคอนเสิร์ต สตูดิโอ โรงภาพยนตร์ และการออกอากาศ เพื่อให้มั่นใจได้ถึงมาตรฐานที่เข้มงวดสำหรับประสบการณ์เสียงที่แม่นยำที่สุด”

เมื่อมองไปข้างหน้า JBL กำลังกำหนดอนาคตของเสียงด้วยการลงทุนในเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย เช่น เสียงรอบทิศทาง เสียงบรรยากาศที่ปรับเปลี่ยนได้ และประสบการณ์การฟังที่ดื่มด่ำซึ่งผสานเสียงเข้ากับชีวิตประจำวันได้อย่างราบรื่น ความยั่งยืนก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่สำคัญสำหรับ JBL โดยเป็นแนวทางในการออกแบบและการผลิตผลิตภัณฑ์ไปสู่อนาคตที่รับผิดชอบต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านเสียงมากยิ่งขึ้น

ขยายศักยภาพแห่งอนาคต
ความมุ่งมั่นของ JBL ในด้านนวัตกรรมไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผลิตภัณฑ์ที่ก้าวล้ำเท่านั้น แต่ยังรวมถึงโครงการที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน เช่น JBL Music Academy, JBL Campus Program และความร่วมมือกับองค์กรต่างๆ เช่น Girls Make Beats โดย JBL กำลังรวบรวมศิลปินรุ่นใหม่และอุตสาหกรรมในวงกว้างเข้าด้วยกัน เพื่อทำลายอุปสรรคและส่งเสริมเสียงที่หลากหลายซึ่งจะกำหนดอนาคตของเสียง

“ความแท้จริงในดนตรีคือทุกสิ่ง JBL มุ่งมั่นเสมอมาและจะมุ่งมั่นต่อไปในการทำให้มั่นใจว่าเสียงของศิลปินจะได้รับการรับฟัง และผู้ชมจะได้สัมผัสวิสัยทัศน์ของพวกเขาโดยไม่ถูกกรอง ไม่ว่าจะขณะเดินทาง ที่บ้าน หรือในงานแสดงสด โดย JBL จะเชื่อมโยงโลกเข้าด้วยกันผ่านพลังแห่งเสียง”– Martin Garrix ทูตระดับโลกของ JBL

ไฮไลท์งานครบรอบปี
JBL จะฉลองครบรอบ 80 ปีด้วยโครงการระดับโลกมากมาย รวมถึง JBL Playback Gallery ซึ่งจัดแสดงผลิตภัณฑ์ JBL อันเป็นเอกลักษณ์ตลอดแปดทศวรรษ พร้อมคำบรรยายจากผู้เชี่ยวชาญและการสาธิตทางเทคนิค โดยทัวร์นี้จะเดินทางไปยังเมืองสำคัญต่างๆ ตลอดปี 2026 ได้แก่ อัมสเตอร์ดัม ลอสแอนเจลิส มิวนิก นิวยอร์ก โตเกียว และเวียนนา

โครงการอื่นๆ ได้แก่ นิตยสารดิจิทัลฉบับพิเศษที่มีให้ดาวน์โหลดในระยะเวลาจำกัดที่นี่และการครอบครองรายการ Audio Talks ของ HARMAN ตลอดทั้งฤดูกาล พอดแคสต์นี้ประกอบด้วยบทสนทนากับวิศวกร นักออกแบบ และนักดนตรีที่มีอิทธิพลต่อเสียงของ JBL นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอการเฉลิมฉลองครบรอบปีผ่านวิดีโอ

ด้วยประสบการณ์ด้านเสียงที่ยอดเยี่ยมกว่า 80 ปี และวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกลสำหรับอนาคต ทาง JBL ยังคงมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนเสียงที่เคลื่อนไหว เชื่อมต่อ และสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนทั่วโลก

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับวาระครบรอบ 80 ปี ของ JBL ได้ที่นี่: https://www.jbl.com/our-story.html

เกี่ยวกับ JBL
ตลอด 80 ปีที่ผ่านมา JBL ได้สร้างสรรค์ช่วงเวลาที่น่าจดจำที่สุดในชีวิต จุดบรรจบกันของดนตรี ไลฟ์สไตล์ เกม และกีฬา โดย JBL จะช่วยยกระดับประสบการณ์การฟังด้วยคุณภาพเสียงที่เหนือกว่าและการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ส่งเสริมความเป็นปัจเจกและการแสดงออกถึงตัวตน ด้วยความเชี่ยวชาญระดับมืออาชีพที่ไม่มีใครเทียบได้และนวัตกรรมชั้นนำในอุตสาหกรรม ทำให้ JBL เป็นผู้บุกเบิกในอุตสาหกรรมเสียงด้วยวิศวกรและนักออกแบบผู้เปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นและความสามารถทั่วโลก โดย JBL Pro Sound คือเทคโนโลยีชั้นนำที่ผลักดันวัฒนธรรมไปข้างหน้าผ่านกิจกรรมทางวัฒนธรรมป๊อปที่สำคัญและการเป็นพันธมิตรกับผู้มีความสามารถระดับโลกในด้านดนตรี กีฬา และอีสปอร์ต

เกี่ยวกับ HARMAN
HARMAN คือผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีเครื่องเสียงไลฟ์สไตล์และยานยนต์ เราสร้างสรรค์ประสบการณ์อัจฉริยะที่ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน ไม่ว่าจะเป็นบนท้องถนน ในบ้าน บนเวที และทุกที่ทุกเวลา แบรนด์เครื่องเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ของเรา ซึ่งรวมถึง JBL®, Harman Kardon®, AKG®, Bowers & Wilkins®, Denon® และ Marantz® ที่นำเสนอคุณภาพเสียงระดับพรีเมียมแก่ผู้บริโภคและผู้เชี่ยวชาญด้านภาพและเสียงทั่วโลก รถยนต์กว่า 50 ล้านคันทั่วโลกไว้วางใจเทคโนโลยีของ HARMAN เพื่อมอบประสบการณ์ภายในห้องโดยสารที่ปลอดภัย ชาญฉลาด และใช้งานง่ายยิ่งขึ้น โดย HARMAN เป็นบริษัทในเครือของ Samsung Electronics Co., Ltd. และมีพนักงานประมาณ 26,000 คนทั่วโลก

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260423455760/en

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Contacts

HARMAN Lifestyle Communications
Lifestyle.communications@harman.com

ที่มา: HARMAN

Medytox ปิดฉาก ‘2026 Medytox Global Anatomy Workshop’ อย่างประสบความสำเร็จ… เสริมความแข็งแกร่งสู่การเป็นผู้นำด้านเวชศาสตร์ความงาม

Logo

  • เชิญบุคลากรทางการแพทย์กว่า 350 คนจากไทย ไต้หวัน ญี่ปุ่น จัดเวิร์กช็อปกายวิภาคศาสตร์ระดับโลกขนาดใหญ่
  • ไม่ใช่เพียงการฉีดโบทูลินัมท็อกซินและฟิลเลอร์กรดไฮยาลูโรนิก แต่ยังเสนอเทคนิคทางการแพทย์ใหม่ที่อิงความเข้าใจกายวิภาคศาสตร์ พร้อมประกาศแนวคิด ‘Medical Aesthetic Leadership’ อีกด้วย
  • ยกระดับเวิร์กช็อประดับโลกโดยมีสถาบันการศึกษาและฝึกอบรมทางคลินิกเป็นศูนย์กลาง พร้อมเร่งยกระดับแพลตฟอร์มทางวิชาการบริษัทลูกที่ประเทศไทย ‘Medytox Thailand’
  • เข้าร่วมช่วงเสวนาด้านอุตสาหกรรมในงานประชุมวิชาการนานาชาติ ‘ICLAS 2026’ ร่วมแบ่งปันข้อมูลงานวิจัยทางคลินิกล่าสุด และเทรนด์การทำหัตถการตามวัตถุประสงค์ที่หลากหลาย
  • Medytox กล่าวว่า, “เราจะเดินหน้าสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรม ในฐานะผู้นำแนวทางการรักษายุคใหม่”

โซล, เกาหลีใต้- 24 เมษายน 2026

บริษัทไบโอเวชภัณฑ์ Medytox (086900KOSDAQ) (ประธาน จองฮยอนโฮ) ประกาศเมื่อวันที่ 24 ว่า ประสบความสำเร็จในการจัดงานเวิร์กช็อปด้านกายวิภาคศาสตร์ระดับโลก ‘2026 Medytox Global Anatomy Workshop’ ที่ประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

At ICLAS 2026 held in Bangkok, Thailand, on the 23rd, Dr.Soo Jeong Heo of MAGMA Clinic is delivering a presentation (Image: Medytox)

At ICLAS 2026 held in Bangkok, Thailand, on the 23rd, Dr.Soo Jeong Heo of MAGMA Clinic is delivering a presentation (Image: Medytox)

งานครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-24 เมษายน โดยมีบุคลากรทางการแพทย์เข้าร่วมกว่า 350 คนจากเกาหลีใต้ ไทย ญี่ปุ่น และไต้หวัน โดยเริ่มจากการจัดเวิร์กช็อประดับโลกครั้งใหญ่ในกรุงเทพมหานคร ประเทศไทย ซึ่งโดดเด่นในการเข้าถึงบุคลากรทางการแพทย์นานาชาติ และได้รับการยอมรับว่าเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ของเอเชีย รวมถึงเป็นประตูสู่ตะวันออกกลางและยุโรป ซึ่ง Medytox เตรียมเดินหน้าจัดเวิร์กช็อประดับโลกบนพื้นฐานกายวิภาคศาสตร์อย่างต่อเนื่อง พร้อมขยายขอบเขตให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น

ในวันแรกของงาน (22 เมษายน) มีการจัดบรรยายภายใต้หัวข้อ ‘เวชศาสตร์ความงามใบหน้าและลำคอที่สมบูรณ์ด้วยกายวิภาคศาสตร์ (Basic and Essential Anatomical Consideration for the Face and Neck)’ โดยเน้นการเรียนรู้เชิงปฏิบัติที่ปลอดภัยและแม่นยำสำหรับการฉีดโบทูลินัมท็อกซินและฟิลเลอร์ ซึ่งอิงจากความเข้าใจกายวิภาคศาสตร์เป็นหลัก โดยมีศาสตราจารย์ คิมฮีจิน จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยยอนเซ สาขาศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าและลำคอ เป็นเทรนเนอร์หลักของเวิร์กช็อปด้านกายวิภาคศาสตร์ระดับโลกครั้งนี้

เริ่มตั้งแต่การวิเคราะห์โครงสร้างชั้นเนื้อเยื่อทั้งหมดของใบหน้าและลำคอ ไปจนถึงการใช้คลื่นอัลตราซาวด์เพื่อตรวจสอบชั้นเนื้อเยื่อแบบเรียลไทม์ การวางแผนตำแหน่งฉีดโบทูลินัมท็อกซินและฟิลเลอร์ตามบริเวณต่าง ๆ รวมถึงกลยุทธ์การป้องกันภาวะแทรกซ้อน และการรับมือทางคลินิก โดยมีทั้งการเรียนภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติในวันเดียวกัน ซึ่งต่างจากการอบรมทั่วไปที่มักเน้นการแนะนำผลิตภัณฑ์หรือผลลัพธ์ของหัตถการ โดยโปรแกรมนี้มุ่งเน้นหลักการทางการแพทย์ และการฝึกปฏิบัติด้านกายวิภาคจากร่างกายมนุษย์จริงเป็นหลัก ทำให้ได้รับการประเมินในระดับสูงจากบุคลากรทางการแพทย์ที่เข้าร่วมอบรม

ศาสตราจารย์ คิมฮีจิน กล่าวว่า “ความปลอดภัยและความแม่นยำของการทำหัตถการบริเวณใบหน้าขึ้นอยู่กับความเข้าใจโครงสร้างทางกายวิภาค และกลไลการออกฤทธิ์ของผลิตภัณฑ์เป็นสิ่งสำคัญ การเข้าใจแนวการวางตัวของหลอดเลือดและเส้นประสาท รวมถึงโครงสร้างของเนื้อเยื่อในแต่ละชั้นอย่างถูกต้อง อีกทั้ง การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการยืนยันทั้งด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพ จะช่วยเพิ่มผลการรักษาในระยะยาว และเพิ่มความพึงพอใจของคนไข้” พร้อมเน้นเพิ่มเติมว่า “โดยเฉพาะในการทำหัตถการซ้ำ ควรคำนึงถึงความเสี่ยงของการเกิดภาวะดื้อยา ดังนั้นการเลือกใช้โบทูลินัมท็อกซินชนิดที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะดื้อยาต่ำ เช่น ‘CORETOX’ ที่ลดโปรตีนเชิงซ้อนที่ไม่จำเป็น จึงมีความสำคัญ”

Medytox มีแผนจะใช้สถาบันการศึกษาและฝึกอบรมทางคลินิก Medytox ซึ่งเป็นแกนหลักของงานครั้งนี้ เป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อนระบบนิเวศทางวิชาการระดับโลก พร้อมทั้งพัฒนาแพลตฟอร์มทางวิชาการที่เป็นกลาง เปิดโอกาสให้บุคลากรทางการแพทย์จากหลากหลายประเทศเข้ามามีส่วนร่วม โดยมุ่งนำเสนอทั้งมาตรฐานการทำหัตถการ และแนวทางการรักษาที่อิงกับกายวิภาคศาสตร์ เพื่อมุ่งสู่การเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมเวชศาสตร์ความงามระดับโลก

วันที่สองของงาน (23 เมษายน) Medytox ได้เข้าร่วมช่วงเสวนาด้านอุตสาหกรรมในงานประชุมวิชาการนานาชาติ ‘ICLAS 2026’ ร่วมกับบริษัทลูกในประเทศไทย ‘Medytox Thailand’ โดยมีวิทยากรจากเกาหลี ญี่ปุ่น และไทย ร่วมนำเสนอองค์ความรู้และเทคนิคการรักษาล่าสุดจากประสบการณ์ทางคลินิก พร้อมแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการอย่างต่อเนื่อง

ภายในงานได้มีการแบ่งปันเทคนิคการทำหัตถการที่หลากหลาย อาทิ การยกหน้าผากด้วยการใช้โบทูลินัมท็อกซินร่วมกับฟิลเลอร์กรดไฮยาลูโรนิก (HA) การใช้ฟิลเลอร์ในหัตถการด้านความงามสำหรับผู้หญิง รวมถึงเทคนิคการปรับรูปปากและกรอบหน้าด้วยโบทูลินัมท็อกซินรุ่นใหม่ “NEWLUX (ชื่อในประเทศไทย: METATOX)” จาก NUMECO บริษัทในเครือ นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอการทำหัตถการผสมผสานโบทูลินัมท็อกซินและฟิลเลอร์เพื่อแก้ไขริ้วรอยรอบดวงตา ซึ่งสอดคล้องกับเทรนด์ความงามในตลาดประเทศไทย และได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานเป็นอย่างมาก

ในวันสุดท้ายของงาน (24 เมษายน) คณะผู้เข้าร่วมได้เข้าเยี่ยมชมบริษัทลูกในประเทศไทย ‘Medytox Thailand’ รวมถึงเยี่ยมชมคลินิกชั้นนำในประเทศไทย เพื่อศึกษาภาพรวมการดำเนินงานในพื้นที่ และสังเกตการณ์การทำหัตถการจริง ซึ่งช่วยให้เข้าใจตลาดในประเทศไทยมากขึ้น

ผู้แทนจาก Medytox กล่าวว่า “เวิร์กช็อปครั้งนี้เป็นเวทีสำคัญในการถ่ายทอดทิศทางมาตรฐานทางการแพทย์ของ Medytox ไปยังบุคลากรทางการแพทย์ทั่วโลกโดยตรง” พร้อมเสริมว่า “กายวิภาคศาสตร์ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการทำหัตถการด้านเวชศาสตร์ความงาม และเป็นแนวทางเชิงวิทยาศาสตร์ที่ช่วยให้มั่นใจในความปลอดภัยและประสิทธิภาพ โดย Medytox จะเดินหน้าสร้างมาตรฐานใหม่ของเวชศาสตร์ความงามระดับโลก ในฐานะผู้นำที่ขับเคลื่อนแนวทางการรักษายุคใหม่ต่อไป”

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260424514357/en 

Contacts

ฝ่ายประชาสัมพันธ์ Medytox

ผู้จัดการ

Sun Hwa Choi

+82-2-6901-5864

shchoi@medytox.com

ผู้ช่วยผู้จัดการ

Min Kyeong Song

+82-2-6901-5468

mksong@medytox.com

Porsche ขายหุ้น Bugatti ให้กับ BlueFive Capital

Logo

ลอนดอน–(BUSINESS WIRE)–24 เมษายน 2026

Porsche ได้ตกลงขายหุ้นใน Bugatti Rimac แล้ว

Porsche และ Rimac Group ได้ร่วมกันก่อตั้ง Bugatti Rimac ในปี 2021 เพื่อเป็นที่ตั้งของแบรนด์ Bugatti อันโด่งดัง โดยในบริษัทร่วมทุนนี้ Porsche ถือหุ้นส่วนน้อยในสัดส่วน 45% และ Rimac Group ถือหุ้นในสัดส่วน 55% นอกจากนี้ Porsche ยังถือหุ้น 20.6% ใน Rimac Group ด้วย

ในส่วนหนึ่งของธุรกรรมที่ประกาศในวันนี้ Porsche ตกลงจะขายหุ้นทั้งหมดใน Bugatti Rimac และ Rimac Group ให้กับกลุ่มทุนที่นำโดย HOF Capital ที่รวมถึง BlueFive Capital ในฐานะผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุด รวมถึงกลุ่มนักลงทุนสถาบันจากทั่วสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป โดยหลังจากเสร็จสิ้นธุรกรรมแล้ว Rimac Group จะเข้าควบคุม Bugatti Rimac และร่วมเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับ BlueFive Capital และ HOF Capital เพื่อสนับสนุนการเติบโตต่อไปอย่างต่อเนื่อง

Hazem Ben-Gacem ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ BlueFive Capital กล่าวว่า “Bugatti เป็นอนุสรณ์แห่งความหลงใหลในยานยนต์ ที่ถือกำเนิดจากความมุ่งมั่นของ Ettore Bugatti ในการผสานความงามและสมรรถนะเข้าด้วยกัน โดย BlueFive Capital มองโอกาสนี้มากกว่าแค่การทำธุรกรรมทางการเงิน และเราหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ร่วมงานกับทีมงาน Bugatti Rimac ทั้งหมด เพื่อสืบทอดมรดกนี้ต่อไปในอีกหลายชั่วอายุคน”

ดร. Michael Leiters ซีอีโอของ Porsche AG กล่าวว่า “การจัดตั้งบริษัทร่วมทุน Bugatti Rimac ร่วมกับ Rimac Group นั้น ประสบความสำเร็จในการวางรากฐานสำหรับอนาคตของ Bugatti และในฐานะนักลงทุนในระยะเริ่มต้นของ Rimac Group นั้น Porsche ได้มีส่วนสำคัญในการพัฒนา Rimac Technology ให้กลายเป็นบริษัทเทคโนโลยีด้านยานยนต์ระดับ Tier-1 ที่มั่นคง และด้วยการขายหุ้นของเราในครั้งนี้ เราจะมุ่งเน้นให้ Porsche กลับไปทำธุรกิจหลักของเรา เราขอขอบคุณ Mate Rimac และทีมงานสำหรับความร่วมมือที่สร้างสรรค์และไว้วางใจได้ในตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา”

Mate Rimac ซีอีโอของ Bugatti Rimac กล่าวว่า “Porsche เป็นพันธมิตรที่สำคัญยิ่ง และเราขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่งสำหรับบทบาทของพวกเขาในการก่อตั้ง Bugatti Rimac ด้วยรากฐานที่แข็งแกร่งที่ได้มอบให้ ตอนนี้เรามีโครงสร้างที่ช่วยให้เราสามารถดำเนินการตามวิสัยทัศน์ระยะยาวของเราได้เร็วยิ่งขึ้น เรากำลังตั้งตารอที่จะได้ร่วมมือกับพันธมิตรใหม่ของเรา”

เกี่ยวกับ BlueFive Capital

BlueFive Capital เป็นแพลตฟอร์มการลงทุนระดับโลกที่มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการมูลค่า 15 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปัจจุบัน โดยมุ่งเป้าไปที่โอกาสในเศรษฐกิจที่มีศักยภาพสูง ด้วยเป้าหมายในการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเงินแบบดั้งเดิมและส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อาบูดาบี และมีสำนักงานในลอนดอน มานามา อาบูดาบี ดูไบ มัสกัต และปักกิ่ง บริษัทนำเสนอผลิตภัณฑ์ด้านการลงทุนในหุ้นเอกชน อสังหาริมทรัพย์ โครงสร้างพื้นฐาน และผลิตภัณฑ์ทางการเงินแก่ลูกค้ากลุ่มบุคคลที่มีความมั่งคั่ง ลูกค้าสถาบัน และลูกค้ารายย่อยต่างๆ

BlueFive Capital ก่อตั้งขึ้นเมื่อปลายปี 2024 และนำโดย Hazem Ben-Gacem หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ยาวนานที่สุดในแวดวงไพรเวทอิควิตี้ระดับโลก สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดเยี่ยมชม www.bluefivecapital.com

*ที่มา: AETOSWire

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Contacts

Ayesha Daya
adaya@bluefivecapital.com

ที่มา: BlueFive Capital

ประกาศผลผู้ชนะ ‘Concrete in Life 2025/26’ – ภาพถ่ายสุดตระการตาจากทั่วโลก

Logo

  •  Concrete in Life ภาพถ่ายแห่งปีจากประเทศฟิลิปปินส์ได้รับรางวัลชนะเลิศ 10,000 ดอลลาร์
  • มีผลงานส่งเข้าประกวดจากนานาชาติกว่า 20,000 รายการ ทั้งจากช่างภาพมืออาชีพและช่างภาพมือสมัครเล่นที่ใช้สมาร์ทโฟน
  • คอนกรีตเป็นวัตถุที่ถูกใช้งานมากที่สุดของโลกรองจากน้ำ

กรุงลอนดอน–(BUSINESS WIRE)–22 เมษายน 2026

ภาพถ่ายที่ทรงพลังและน่าประทับใจจากทั่วโลกได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้ชนะ ในการแข่งขันประกวดภาพถ่ายระดับโลก อย่าง Concrete in Life 2025/26 ด้วยการถ่ายทอดให้เห็นบทบาทที่สำคัญของคอนกรีตในชีวิตประจำวัน โครงสร้างพื้นฐาน เมือง และการออกแบบ

OVERALL WINNER: Pillars Across the Sea by Celbert Palaganas, Cebu City, Philippines

ผู้ชนะอันดับหนึ่งจากทั้งหมด: Pillars Across the Sea จาก Celbert Palaganas เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์

ดำเนินการจัดโดยสมาคมซีเมนต์และคอนกรีตโลก (Global Cement and Concrete Association: GCCA) การแข่งขันประจำปีนี้มีผลงานส่งเข้าร่วมมากกว่า 20,000 รายการ ทั้งจากช่างภาพมืออาชีพ ช่างภาพมือสมัครเล่น และผู้ใช้สมาร์ทโฟน โดยครอบคลุมทุกทวีป การแข่งขันจะมุ่งเน้นให้เห็นว่าคอนกรีตเป็นส่วนสำคัญที่รองรับชีวิตยุคใหม่ อีกทั้งยังสะท้อนความงาม ความคิดสร้างสรรค์ และความเชื่อมโยงของผู้คนด้วย

Thomas Guillot ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ GCCA กล่าวว่า: ภาพถ่ายอันน่าตื่นตาตื่นใจที่ส่งเข้ามาในปีนี้ แสดงให้เห็นถึงผลกระทบเชิงบวกของคอนกรีตต่อชีวิตของผู้คนทั่วโลกบางครั้งก็ในด้านการใช้งาน บางครั้งก็แฝงตัวมาอย่างแนบเนียน และบางครั้งก็มีความสวยงามอย่างมาก

รางวัลภาพถ่าย Concrete in Life แห่งปี 2025/26 พร้อมเงินรางวัลสูงสุด 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ ที่มอบให้กับ Celbert Palaganas จากภาพ “Pillars Across the Sea” ที่ถ่ายในเมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ ภาพนี้ถ่ายทอดพืชชายฝั่งสีเขียวในฉากหน้า ในขณะที่สะพาน Cebu–Cordova Link Expressway ซึ่งเป็นสะพานที่ยาวที่สุดในประเทศฟิลิปปินส์ ทอดยาวอยู่บนเส้นขอบฟ้า โดยทำให้เห็นความขัดแย้งกันระหว่างธรรมชาติกับงานวิศวกรรมกันอย่างชัดเจน

Celbert Palaganas กล่าวว่า: ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งและขอบคุณอย่างมากที่ได้เป็นผู้ชนะการแข่งขันในปีนี้ สิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจให้ผมคือความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน ความแข็งแกร่งและความคงทนถาวรของคอนกรีตที่ตั้งตระหง่านอยู่ด้านบน และความแข็งแกร่งของธรรมชาติอันเงียบสงบที่เติบโตอยู่ด้านล่าง ในเฟรมภาพดังกล่าวนั้น ผมไม่ได้เห็นถึงความขัดแย้ง แต่เป็นการอยู่ร่วมกันที่งานวิศวกรรมและธรรมชาติสามารถใช้พื้นที่เดียวกันได้

การแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับภาพถ่ายที่ชนะ, กรรมการตัดสินการแข่งขัน Chris George ผู้อำนวยการฝ่ายเนื้อหาของ Digital Camera World กล่าวว่า: เป็นภาพถ่ายที่มีสีสันสวยงามอย่างมาก ใช้ระยะชัดลึกที่สมาร์ทโฟนมีได้อย่างเต็มที่ ทำให้พืชในฉากหน้าคมชัดไม่แพ้โครงสร้างของสะพานเลย

นอกจากผู้ชนะอันดับหนึ่งของทั้งหมดแล้ว ยังมีการประกาศผู้ชนะในอีก 4 หมวด โดยแต่ละท่านจะได้รับเงินรางวัล 2,500 ดอลลาร์สหรัฐ Ralph Emerson De Peralta ได้รับรางวัลชนะเลิศในหมวด Urban Concrete จากภาพถ่ายของเขาที่ชื่อว่า“ Dubai Rising ” ภาพถ่ายอุโมงค์รถไฟ MRT ในเมืองจาการ์ตาที่ชื่อว่า “Hidden Connection ” โดย Rafly Rinaldy ได้รับรางวัลชนะเลิศในหมวด Concrete Infrastructure ขณะที่ Naitao Li (李迺涛) ได้รับรางวัลในหมวด Concrete in Daily Life จากภาพ “Time and Space Travellers” ในเมืองฮาร์บิน ประเทศจีน หมวด Beauty and Design ผู้ชนะคือ Marcel Van Balken จากภาพถ่ายของเขา “ Triangles” ที่ถ่ายในเมืองแอนต์เวิร์ป ประเทศเบลเยียม

รางวัลขวัญใจมหาชน ซึ่งเลือกจากการโหวตของมหาชน พร้อมเงินรางวัล 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ เป็นของ Aung Chan Thar จากภาพ “Rhythm on Concrete” ที่ถ่ายในเมืองฮานอย ประเทศเวียดนาม

Mr Guillot กล่าวเพิ่มเติมว่า: คอนกรีตมีบทบาทในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เช่น สะพาน ทางรถไฟ และถนน ที่เชื่อมโยงพวกเราเข้าด้วยกัน รวมถึงบ้าน สำนักงาน และโรงเรียนที่เราอยู่กันทุกวัน การแข่งขันนี้จึงเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้คนได้แสดงให้เห็นว่าคอนกรีตมีความสำคัญต่อพวกเขามากน้อยเพียงใด

สามารถดูรายชื่อผู้ชนะทั้งหมด พร้อมรายละเอียดภาพและคำกล่าวของผู้ชนะเหล่านั้น ตลอดจนภาพที่ผ่านเข้ารอบ 100 ภาพ และแกลเลอรีออนไลน์ได้ที่ Concrete in Life 2025/26 – การแข่งขันประกวดภาพถ่ายระดับโลก : GCCA

หมายเหตุถึงกองบรรณาธิการ:

สามารถค้นหาภาพถ่ายที่ชนะได้ในลิงก์สำหรับสื่อได้ ที่นี่

รายชื่อที่ผ่านเข้ารอบทั้งหมดสามารถดาวน์โหลดได้จาก เว็บไซต์ของเรา

คุณสามารถดูวิดีโอผู้ชนะของเราได้ ที่นี่

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260422352135/en

Contacts

Stephanie Mackrell
Stephanie.Mackrell@gccassociation.org 

ที่มา: Global Cement and Concrete Association






Kioxia เปิดตัว KIOXIA BG8 Series SSD รุ่นมาตรฐานใหม่สำหรับผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ PC

Logo

กลุ่มผลิตภัณฑ์ SSD รุ่นใหม่สำหรับผู้ใช้งานทั่วไปนำความเร็วมาตรฐาน PCIe® 5.0 มาสู่การใช้งานทั่วไป

โตเกียว–(BUSINESS WIRE)–23 เมษายน 2026

วันนี้ Kioxia Corporation ได้ประกาศเปิดตัวโซลิดสเตทไดรฟ์ (SSD) KIOXIA BG8 Series ที่เป็นวิวัฒนาการขั้นถัดไปของกลุ่มผลิตภัณฑ์ SSD สำหรับผู้ใช้งานทั่วไป ซึ่งออกแบบมาเพื่อลูกค้าที่เป็นผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ PC ทั้งนี้ KIOXIA BG8 Series นำความเร็วมาตรฐาน PCIe® 5.0 มาสู่กลุ่มผู้ใช้งานส่วนใหญ่ โดยได้รวมขีดความสามารถแห่งอนาคตเข้ากับการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นในการออกแบบที่ครอบคลุมสำหรับแล็ปท็อปที่เพรียวบาง โน้ตบุ๊กสำหรับกลุ่มธุรกิจและผู้ใช้งานทั่วไป รวมถึงระบบคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อป

KIOXIA BG8 Series Client SSD

KIOXIA BG8 Series Client SSD

 KIOXIA BG8 Series สร้างขึ้นโดยใช้หน่วยความจำ BiCS FLASH™ แบบ 3D Flash รุ่นที่ 8 ซึ่งใช้เทคโนโลยี TLC ของ Kioxia ก้าวล้ำขึ้นไปอีกขั้นทั้งด้านประสิทธิภาพและการประหยัดพลังงาน เมื่อเปรียบเทียบกับรุ่นก่อนหน้า(1) KIOXIA BG8 Series มอบประสิทธิภาพการอ่านแบบลำดับสูงขึ้นถึง 47 % การเขียนแบบลำดับสูงขึ้น 67 % การอ่านแบบสุ่มสูงขึ้น 44 % และการเขียนแบบสุ่มสูงขึ้น 30 %

ด้วยความเร็วในการอ่านแบบลำดับที่สูงถึง 10,300 MB/วินาที และการเขียนแบบลำดับที่สูงถึง 10,000 MB/วินาที พร้อมด้วยประสิทธิภาพการอ่านและการเขียนที่สูงถึง 1.4 ล้านและ 1.3 ล้าน IOPS ตามลำดับ KIOXIA BG8 Series จึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ระบบตอบสนองได้อย่างฉับไว ครอบคลุมการทำงานหลากหลายรูปแบบของผู้ใช้งานทั่วไป

KIOXIA BG8 Series เป็นอุปกรณ์แบบไร้ DRAM รองรับคุณลักษณะ Host Memory Buffer (HMB) โดยจะดึงหน่วยความจำของระบบหลักมาใช้ เพื่อช่วยสร้างสมดุลระหว่างประสิทธิภาพ การใช้พลังงาน และต้นทุน นอกจากนี้ KIOXIA BG8 Series ยังได้รับการออกแบบโดยคำนึงถึงความยืดหยุ่น มีให้เลือกใช้งานหลากหลายขนาดมาตรฐาน M.2 ทั้งแบบ Type 2230, Type 2242 และ Type 2280 เพื่อรองรับการออกแบบตัวเครื่องที่หลากหลายและข้อกำหนดในการติดตั้งที่แตกต่างกัน

คุณลักษณะเพิ่มเติมมีดังนี้

  •  รองรับมาตรฐาน PCIe® 5.0 (Gen5 x4) และสอดคล้องตามข้อกำหนดของ NVMe™ 2.0d
  • รองรับเทคโนโลยี Self-Encrypting Drive (SED) ตามมาตรฐาน TCG Opal เวอร์ชัน 2.02
  • มีขนาดความจุอยู่ที่ 512 GB, 1024 GB และ 2048 GB
  • ปรับแต่งมาให้เหมาะสมที่สุดสำหรับคอมพิวเตอร์ PC ที่เพรียวบางและคอมพิวเตอร์ PC ทั่วไป

ขณะนี้ KIOXIA BG8 Series อยู่ระหว่างการจัดส่งตัวอย่างผลิตภัณฑ์ให้ลูกค้าที่เป็นผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ PC บางราย คาดการณ์ว่าการจัดส่งคอมพิวเตอร์ PC ซึ่งติดตั้ง SSD รุ่นนี้จะเริ่มต้นตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ของปี 2026 เป็นต้นไป

หมายเหตุ:
(1) เปรียบเทียบกับ KIOXIA BG7 Series SSD

– นิยามความจุของ SSD: Kioxia Corporation กำหนดให้ 1 กิโลไบต์ (KB) เท่ากับ 1,000 ไบต์, 1 เมกะไบต์ (MB) เท่ากับ 1,000,000 ไบต์, 1 กิกะไบต์ (GB) เท่ากับ 1,000,000,000 ไบต์, 1 เทราไบต์ (TB) เท่ากับ 1,000,000,000,000 ไบต์, และ 1 กิบิไบต์ (KiB) เท่ากับ 1,024 ไบต์ อย่างไรก็ตาม ระบบปฏิบัติการของคอมพิวเตอร์รายงานความจุพื้นที่เก็บข้อมูลโดยใช้เลขฐาน 2 ซึ่งนิยามให้ 1GB = 2^30 ไบต์ = 1,073,741,824 ไบต์ และ 1TB = 2^40 ไบต์ = 1,099,511,627,776 ไบต์ ด้วยเหตุนี้จึงแสดงความจุพื้นที่เก็บข้อมูลน้อยลง ความจุพื้นที่เก็บข้อมูลที่พร้อมใช้งาน (รวมตัวอย่างไฟล์สื่อต่าง ๆ) จะผันแปรไปตามขนาดไฟล์ การจัดรูปแบบ การตั้งค่า ซอฟต์แวร์ และระบบปฏิบัติการ และ/หรือแอปพลิเคชันซอฟต์แวร์ที่ติดตั้งล่วงหน้าหรือเนื้อหาสื่อ โดยความจุหลังการจัดรูปแบบจริงอาจแตกต่างกันไป

– ความเร็วในการอ่านและการเขียนอาจแตกต่างกันไปตามอุปกรณ์โฮสต์ เงื่อนไขการอ่านและการเขียน รวมถึงขนาดไฟล์

– IOPS: การนำเข้าข้อมูลและการส่งออกข้อมูลต่อวินาที (หรือจำนวนครั้งในการประมวลผลคำสั่ง I/O ต่อวินาที) – ความพร้อมให้บริการของกลุ่มผลิตภัณฑ์รุ่นที่มีระบบเข้ารหัสข้อมูล (SED) อาจแตกต่างกันไปตามแต่ภูมิภาค – NVMe เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนและไม่ได้จดทะเบียนของ NVM Express, Inc. ในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่น ๆ

– PCIe เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ PCI-SIG

– ชื่อบริษัท ชื่อผลิตภัณฑ์ และชื่อบริการอื่น ๆ อาจเป็นเครื่องหมายการค้าของบริษัทภายนอก

เกี่ยวกับ Kioxia
Kioxia เป็นผู้นำระดับโลกด้านโซลูชันหน่วยความจำ ซึ่งทุ่มเทให้กับการพัฒนา การผลิต และการจำหน่ายหน่วยความจำแฟลชและโซลิดสเตตไดรฟ์ (SSD) ในเดือนเมษายน 2017 บริษัท Toshiba Memory ซึ่งเป็นชื่อก่อนหน้าของบริษัทได้แยกตัวออกมาจาก Toshiba Corporation ซึ่งเป็นบริษัทที่คิดค้นหน่วยความจำแฟลช NAND ในปี 1987 Kioxia มุ่งมั่นที่จะยกระดับโลกด้วย “หน่วยความจำ” โดยนำเสนอผลิตภัณฑ์ บริการ และระบบที่สร้างทางเลือกให้กับลูกค้าและสร้างคุณค่าจากหน่วยความจำให้กับสังคม เทคโนโลยีหน่วยความจำแฟลช 3D เชิงนวัตกรรมของ Kioxia อย่าง BiCS FLASH™ กำลังสร้างอนาคตของการจัดเก็บข้อมูลในแอปพลิเคชันความหนาแน่นสูง รวมถึงสมาร์ทโฟนขั้นสูง พีซี ระบบยานยนต์ ศูนย์ข้อมูล และระบบ AI เชิงสร้างสรรค์

*ข้อมูลในเอกสารนี้ รวมถึงราคาและข้อมูลจำเพาะของผลิตภัณฑ์ เนื้อหาบริการ และข้อมูลการติดต่อ มีความถูกต้อง ณ วันที่ประกาศ แต่อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

การสอบถามของลูกค้า:
สำนักงานขายทั่วโลก
https://www.kioxia.com/en-jp/business/buy/global-sales.html

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260422036742/en

Contacts

ข้อมูลสำหรับสื่อมวลชน:
Kioxia Corporation
Promotion Management Division
Satoshi Shindo
โทร: +81-3-6478-2404

ที่มา: Kioxia Corporation

Accertify เปิดตัวรายงานการฉ้อโกงการเดินทางทางอากาศทั่วโลกที่จะเปิดเผยให้เห็นว่าแรงกดดันในขั้นตอนการจองตั๋วนั้นเกิดขึ้นมากที่สุดที่จุดใด

Logo

การวิเคราะห์ในไตรมาสที่ 1 ปี 2026 แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในอัตราการป้องกันการฉ้อโกงตามเมืองต้นทาง โดยพบการฉ้อโกงในระดับสูงในบางส่วนของลาตินอเมริกา แอฟริกา ตะวันออกกลาง และเอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

อิตาสกา รัฐอิลลินอยส์–(BUSINESS WIRE)–22 เมษายน 2026

Accertify ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มการตัดสินใจด้านความเสี่ยงแบบครบวงจรชั้นนำ ประกาศในวันนี้ถึงการเผยแพร่รายงานการฉ้อโกงการเดินทางทางอากาศทั่วโลกประจำไตรมาสที่ 1 ปี 2026 ที่เป็นการวิเคราะห์รายไตรมาสที่ตรวจสอบว่าความเสี่ยงจากการฉ้อโกงในการจองตั๋วเครื่องบินนั้นแตกต่างกันอย่างไรตามต้นทางของเส้นทางในตลาดโลก

รายงานนี้วิเคราะห์อัตราการฉ้อโกงตามเมืองต้นทาง ซึ่งถือเป็นตัวแทนตามต้นทางของเส้นทางโดยอิงจากธุรกรรมการจองตั๋วเครื่องบินมากกว่า 180 ล้านรายการที่ดำเนินการระหว่างเดือนมกราคมถึงมีนาคม 2026 เพื่อให้สายการบินได้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นว่าระบบป้องกันการฉ้อโกงทำงานบ่อยที่สุดในการจองที่จุดใด

ผลการศึกษาในไตรมาสที่ 1 ปี 2026 แสดงให้เห็นว่า ความเสี่ยงจากการฉ้อโกงในการจองตั๋วเครื่องบินมีการกระจายตัวไม่สม่ำเสมอในแต่ละตลาด โดยมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญเกิดขึ้นตามภูมิภาคและเมืองต้นทาง เส้นทางที่เริ่มต้นจากอเมริกาเหนือและออสเตรเลียยังคงมีอัตราการฉ้อโกงต่ำอย่างต่อเนื่อง โดยทั่วไปแล้วจะต่ำกว่าหนึ่งเปอร์เซ็นต์แม้ในเมืองต้นทางที่มีปริมาณการเดินทางสูง ในทางตรงกันข้าม หลายภูมิภาค รวมถึงลาตินอเมริกา บางส่วนของแอฟริกา ตะวันออกกลาง และเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แสดงให้เห็นถึงความเข้มข้นของการป้องกันการฉ้อโกงที่สูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด โดยเมืองต้นทางบางแห่งมีอัตราการฉ้อโกงสูงกว่าหลายเท่า

ที่สำคัญ อัตราการฉ้อโกงที่นำเสนอในรายงานนี้แสดงถึงการป้องกันการฉ้อโกง หรือธุรกรรมที่ถูกปฏิเสธด้วยเหตุผลการฉ้อโกงก่อนการเดินทาง ดังนั้น การจัดอันดับจึงเน้นไปที่จุดที่ระบบป้องกันการฉ้อโกงทำงานอย่างแข็งขันที่สุด มากกว่าที่จะเน้นที่จุดที่เกิดความเสียหายจากการฉ้อโกงในที่สุด

ผลการค้นพบที่สำคัญจากรายงานการป้องกันการฉ้อโกงการเดินทางทางอากาศทั่วโลกประจำไตรมาสที่ 1 ปี 2026 ของ Accertify มีดังนี้

  • เส้นทางที่เริ่มต้นจากอเมริกาเหนือและออสเตรเลียยังคงอยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุดในโลก สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมการจองที่คงที่และสภาพแวดล้อมการป้องกันการฉ้อโกงที่พัฒนาแล้วมากขึ้น
  • ลาตินอเมริกาและแคริบเบียนแสดงให้เห็นถึงความเข้มข้นของการป้องกันการฉ้อโกงที่สูงที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองต้นทางหลายแห่งของบราซิลและโคลอมเบีย
  • ความเสี่ยงจากการฉ้อโกงในยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา แตกต่างกันอย่างมากตามเมืองต้นทาง ซึ่งเป็นการเน้นย้ำว่าค่าเฉลี่ยระดับภูมิภาคอาจปกปิดความเสี่ยงที่กระจุกตัวอยู่ในบางพื้นที่
  • แนวโน้มการฉ้อโกงในเอเชียมีความหลากหลาย โดยเอเชียตะวันออกยังคงมีอัตราการฉ้อโกงค่อนข้างต่ำและมีแนวโน้มดีขึ้น ในขณะที่บางส่วนของเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีอัตราการฉ้อโกงสูงกว่าและไม่สม่ำเสมอ

“การทำความเข้าใจว่ามีการป้องกันการฉ้อโกงอย่างแข็งขันที่ตรงไหน จะช่วยให้สายการบินมองเห็นภาพรวมของความเสี่ยงในขั้นตอนการจองตั๋วในปัจจุบันได้ชัดเจนยิ่งขึ้น” Theodore Esser ผู้อำนวยการฝ่ายบริการความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ของ Accertify กล่าว “ด้วยการพิจารณาอัตราการฉ้อโกงตามต้นทางของเส้นทาง สายการบินจะสามารถมองเห็นได้ดียิ่งขึ้นว่าระบบควบคุมทำงานบ่อยที่สุดที่จุดใด และระดับความพร้อมในการป้องกันการฉ้อโกงแตกต่างกันอย่างไรในแต่ละตลาด”

รายงานฉบับนี้เน้นย้ำว่า อัตราการฉ้อโกงที่ลดลงนั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในตลาดที่สายการบินได้ลงทุนในระบบควบคุมการฉ้อโกงที่ครอบคลุมและนำมาใช้สม่ำเสมอมาโดยตลอด ในทางกลับกัน อัตราการฉ้อโกงที่สูงขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงสภาพแวดล้อมที่แรงกดดันจากการฉ้อโกงในขั้นตอนการจองยังคงกระจุกตัวอยู่ และจำเป็นต้องมีการแทรกแซงระบบบ่อยครั้งขึ้น

ดูรายงานการฉ้อโกงการเดินทางทางอากาศทั่วโลกประจำไตรมาสที่ 1 ปี 2026 ได้แล้วที่นี่

เกี่ยวกับ Accertify

Accertify, Inc. เป็นผู้ให้บริการแพลตฟอร์มการตัดสินใจด้านความเสี่ยงแบบครบวงจรชั้นนำ ครอบคลุมโซลูชันด้านการป้องกันการฉ้อโกง การจัดการการเรียกคืนเงิน การปกป้องบัญชี การป้องกันการละเมิด และการเพิ่มประสิทธิภาพการชำระเงิน ให้แก่ลูกค้าในหลากหลายอุตสาหกรรมทั่วโลก โดยแพลตฟอร์มของ Accertify จะช่วยปกป้องการค้าดิจิทัล ช่วยให้ลูกค้าเติบโตทางธุรกิจโดยลดการสูญเสียที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกง ทำให้กระบวนการทางธุรกิจง่ายขึ้น พร้อมทั้งรักษาประสบการณ์ของผู้บริโภค หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ Accertify โปรดเยี่ยมชมได้ที่ www.accertify.com

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Contacts

ผู้ติดต่อสำหรับสื่อ
Tylor Tourville
T2 PR
tylor@t2pr.agency

ที่มา: Accertify, Inc.

Kioxia ได้เปิดตัว SSD ซีรีส์ EG7 ของ KIOXIA ที่ใช้เทคโนโลยี QLC ที่เน้นความคุ้มค่าสำหรับ PC OEM

Logo

 สายการผลิตภัณฑ์ SSD สำหรับลูกค้ารายใหม่จะให้โซลูชันที่มีราคาย่อมเยาสำหรับการใช้งานบน PC

TOKYO–(BUSINESS WIRE)–21 เมษายน 2026

Kioxia Corporation วันนี้ Kioxia ได้ประกาศเปิดตัวโซลิดสเตตไดรฟ์ (Solid State Drive: SSD) ซีรีส์ EG7 ของ KIOXIA ซึ่งเป็นโซลูชันของลูกค้ากลุ่มแรกที่นำเทคโนโลยี BiCS FLASH™ รุ่นที่ 8 ชนิด 4 บิตต่อเซลล์ หรือชนิด 4 ระดับต่อหนึ่งเซลล์ (Quadruple-Level Cell: QLC) ของ Kioxia มาใช้งาน ซีรีส์ EG7 ของ KIOXIA ที่ใช้เทคโนโลยี QLC จะให้ประสิทธิภาพเทียบเท่ากับโซลูชันที่ใช้เทคโนโลยี TLC(1) ซึ่งช่วยให้มีต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของ (TCO) ที่ดีขึ้น สำหรับแล็ปท็อปขนาดบางเบาที่เน้นความคุ้มค่า รวมถึงโน้ตบุ๊กและเดสก์ท็อปทั้งที่ใช้ในเชิงพาณิชย์และของผู้บริโภค

KIOXIA EG7 Series Client SSD

SSD ซีรีส์ EG7 ของ KIOXIA สำหรับลูกค้า

SSD ซีรีส์ EG7 ของ KIOXIA มอบประสิทธิภาพและข้อได้เปรียบด้านประสิทธิภาพการใช้พลังงานจากหน่วยความจำแฟลช 3D แบบ QLC ที่ใช้เทคโนโลยี BiCS FLASH™ รุ่นที่ 8 ของ Kioxia ให้กับปริมาณงานการประมวลผลทั่วไปสำหรับ PC OEM ไดรฟ์รุ่นใหม่นี้ให้ประสิทธิภาพการอ่านและการเขียนแบบสุ่มได้สูงสุด 1,000 KIOPS ความเร็วในการอ่านแบบต่อเนื่องสูงสุด 7,000 MB/s และความเร็วในการเขียนแบบต่อเนื่องสูงสุด 6,200 MB/s

ซีรีส์ EG7 ของ KIOXIA ได้ผนวกรวมการรองรับ NVMe™ 2.0d ไว้ในตัว ทำให้ PC OEM มีความยืดหยุ่นในการออกแบบระบบและการจัดการอุปกรณ์มากขึ้น จึงมีไดรฟ์ให้เลือกทั้งในรูปแบบฟอร์มแฟกเตอร์ M.2 Type 2230, Type 2242 และ Type 2280 ซึ่งช่วยให้สามารถใช้งานได้กว้างขึ้นกับการกำหนดค่าระบบที่หลากหลาย และข้อจำกัดด้านพื้นที่

วางตำแหน่งอยู่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ SSD สำหรับลูกค้าที่เน้นความคุ้มค่าของ Kioxia โดย SSD ซีรีส์ EG7 ของ KIOXIA แบบไม่มี DRAM นี้จะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี Host Memory Buffer (HMB) ที่พัฒนาเต็มที่แล้ว โดยการใช้หน่วยความจำของระบบบางส่วนเพื่อช่วยปรับปรุง TCO และการใช้พลังงาน ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาประสิทธิภาพการตอบสนองที่ดีไว้

คุณลักษณะเพิ่มเติม ได้แก่:

  •  PCIe®เป็นไปตามข้อกำหนดเฉพาะ 4.0
  • รองรับไดรฟ์การเข้ารหัสตัวเอง (SED) ตามมาตรฐาน TCG Opal เวอร์ชัน 2.02
  • ความจุขนาด 512 GB, 1024 GB และ 2048 GB

ซีรีส์ EG7 ของ KIOXIA อยู่ระหว่างการส่งตัวอย่างให้กับลูกค้าของ PC OEM ที่ได้รับคัดเลือกบางรายในขณะนี้ จึงคาดว่าการจัดส่ง PC ที่ติดตั้ง SSD มาให้พร้อมจะเริ่มตั้งแต่ไตรมาสที่สองของปี 2026 เป็นต้นไป

หมายเหตุ:

(1) เทียบกับ SSD ซีรีส์ EG7 ของ KIOXIA

– คำจำกัดความของความจุ SSD: Kioxia Corporation กำหนดว่า กิโลไบต์ (KB) เท่ากับ 1,000 ไบต์, เมกะไบต์ (MB) เท่ากับ 1,000,000 ไบต์, กิกะไบต์ (GB) เท่ากับ 1,000,000,000 ไบต์, เทระไบต์ (TB) เท่ากับ 1,000,000,000,000 ไบต์ และกิบิไบต์ (KiB) เท่ากับ 1,024 ไบต์ แต่อย่างไรก็ตาม ระบบปฏิบัติการของคอมพิวเตอร์จะรายงานความจุในการจัดเก็บโดยใช้ค่ากำลังของ 2 ด้วยการกำหนดว่า 1GB = 2^30 ไบต์ = 1,073,741,824 ไบต์ และ 1TB = 2^40 ไบต์ = 1,099,511,627,776 ไบต์ ดังนั้นจึงแสดงค่าความจุในการจัดเก็บที่น้อยกว่า ความจุในการจัดเก็บที่ใช้งานได้ (รวมถึงตัวอย่างของไฟล์สื่อประเภทต่างๆ) จะแตกต่างกันไปตามขนาดไฟล์ การจัดรูปแบบ การตั้งค่า ซอฟต์แวร์และระบบปฏิบัติการ และ/หรือแอปพลิเคชันซอฟต์แวร์ที่ติดตั้งมาก่อนหน้า หรือเนื้อหาสื่อ ความจุที่จัดรูแปบบแล้วตามจริงอาจแตกต่างกันออกไป

– ความเร็วในการอ่านและการเขียนอาจแตกต่างกันตามอุปกรณ์ต้นทาง เงื่อนไขในการอ่านและการเขียน และขนาดของไฟล์

– IOPS: อินพุต/เอาต์พุตต่อวินาที (หรือจำนวนการทำงาน I/O ต่อวินาที)
– การวางจำหน่ายของสายการผลิตภัณฑ์รุ่น SED อาจแตกต่างกันไปตามภูมิภาค

– NVMe เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนหรือไม่จดทะเบียนของ NVM Express, Inc. ในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ

– PCIe เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ PCI-SIG

– ชื่อบริษัทอื่นๆ ชื่อผลิตภัณฑ์ และชื่อบริการ อาจเป็นเครื่องหมายการค้าของบริษัทบุคคลที่สาม

เกี่ยวกับ Kioxia

Kioxia Kioxia เป็นผู้นำระดับโลกด้านโซลูชันหน่วยความจำ ซึ่งทุ่มเทให้กับการพัฒนา การผลิต และการจำหน่ายหน่วยความจำแฟลชและโซลิดสเตตไดรฟ์ (SSD) ในเดือนเมษายน 2017 บริษัท Toshiba Memory ซึ่งเป็นชื่อก่อนหน้าของบริษัทได้แยกตัวออกมาจาก Toshiba Corporation ซึ่งเป็นบริษัทที่คิดค้นหน่วยความจำแฟลช NAND ในปี 1987 Kioxia มุ่งมั่นที่จะยกระดับโลกด้วย “หน่วยความจำ” โดยนำเสนอผลิตภัณฑ์ บริการ และระบบที่สร้างทางเลือกให้กับลูกค้าและสร้างคุณค่าจากหน่วยความจำให้กับสังคม เทคโนโลยีหน่วยความจำแฟลช 3D เชิงนวัตกรรมของ Kioxia อย่าง BiCS FLASH™ กำลังสร้างอนาคตของการจัดเก็บข้อมูลในแอปพลิเคชันความหนาแน่นสูง รวมถึงสมาร์ทโฟนขั้นสูง พีซี ระบบยานยนต์ ศูนย์ข้อมูล และระบบ AI เชิงสร้างสรรค์

*ข้อมูลในเอกสารนี้ รวมถึงราคาและข้อมูลจำเพาะของผลิตภัณฑ์ เนื้อหาบริการ และข้อมูลการติดต่อ มีความถูกต้อง ณ วันที่ประกาศ แต่อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

การสอบถามของลูกค้า:
สำนักงานขายทั่วโลก
https://www.kioxia.com/en-jp/business/buy/global-sales.html

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260420977735/en

Contacts

การสอบถามของสื่อ:
Kioxia Corporation
ฝ่ายบริหารจัดการการส่งเสริมโปรโมชัน
Satoshi Shindo
โทร: +81-3-6478-2404

ที่มา: Kioxia Corporation

Xsolla ร่วมมือกับ De La Salle-College of Saint Benilde เปิดตัวแพลตฟอร์มเผยแพร่ระดับโลกสำหรับนักพัฒนาเกมชาวฟิลิปปินส์รุ่นใหม่

Logo

MOU ครั้งสำคัญนี้ได้เปิดโอกาสให้นักศึกษาออกแบบเกมชาวฟิลิปปินส์ได้เผยแพร่ จัดจำหน่าย และแข่งขันในเวทีโลกได้โดยตรง

ลอสแอนเจลิส–(BUSINESS WIRE)–20 เมษายน 2026

Xsolla เป็นบริษัทอีคอมเมิร์ซวิดีโอเกมระดับโลกที่ช่วยเหลือนักพัฒนาในการเปิดตัว ขยาย และสร้างรายได้จากเกมของตน ได้ประกาศในวันนี้ถึงความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ De La Salle-College of Saint Benilde (DLS-CSB) ที่เป็นสถาบันบุกเบิกที่อยู่เบื้องหลังหลักสูตรปริญญาตรีเต็มรูปแบบแห่งแรกของฟิลิปปินส์ด้านการออกแบบและพัฒนาเกม โดยความร่วมมือนี้ได้รับการลงนามอย่างเป็นทางการในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่กรุงมะนิลา ที่จะช่วยให้นักศึกษาของ Benilde สามารถเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานการเผยแพร่ระดับโลกของ Xsolla ได้โดยตรง โดยมอบเส้นทางที่แท้จริงและจับต้องได้ให้แก่นักพัฒนาเกมชาวฟิลิปปินส์รุ่นใหม่ในการเข้าถึงผู้เล่นทั่วโลก

Graphic: Xsolla

กราฟิก: Xsolla

MOU ฉบับนี้ลงนามต่อหน้าพยาน ผู้ลงนาม และแขกผู้มีเกียรติ ที่เน้นย้ำถึงการสนับสนุนอย่างกว้างขวางจากสถาบันต่างๆ สำหรับโครงการริเริ่มนี้ โดยมีนางสาว Bianca Pearl Sykimte ผู้อำนวยการสำนักการตลาดส่งออก กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม (DTI) และนาย James Ronald Ho ประธานสมาคมผู้พัฒนาเกมแห่งฟิลิปปินส์ (GDAP) ทำหน้าที่เป็นพยานในการลงนาม

หัวใจสำคัญของความร่วมมือนี้คือการร่วมกันพัฒนาแพลตฟอร์มสำหรับเปิดและเผยแพร่เกมภายใต้แบรนด์ Benilde โดยเฉพาะ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่คัดสรรมาอย่างดีสำหรับแสดงผลงานเกมที่นักศึกษาพัฒนาขึ้น เผยแพร่ และเปิดให้ชุมชนทั่วโลกได้ใช้งานเพื่อการเรียนรู้ การพัฒนาผลงาน และการรับฟังความคิดเห็นจากผู้เล่น นอกเหนือจากแพลตฟอร์มแล้ว Xsolla จะให้การฝึกอบรมด้านเทคนิค การสนับสนุนแพลตฟอร์ม และเครื่องมือวิเคราะห์แก่ทั้งนักศึกษาและคณาจารย์ เพื่อเสริมสร้างทั้งการพัฒนาหลักสูตรและความพร้อมทางการค้า

ฟิลิปปินส์ได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในระบบนิเวศการพัฒนาเกมที่คึกคักที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมี Benilde เป็นศูนย์กลางทางวิชาการ นับตั้งแต่เปิดตัวหลักสูตรปริญญา GDD เฉพาะทางแห่งแรกของภูมิภาคในปี 2009 สถาบันแห่งนี้ได้ผลิตบัณฑิตที่ไปสร้างสตูดิโอ พัฒนาเกม และนำมุมมองความคิดสร้างสรรค์แบบฟิลิปปินส์ที่โดดเด่นไปสู่เวทีระดับโลก โดยความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยเร่งโมเมนตัมดังกล่าว โดยเชื่อมโยงกระบวนการสร้างสรรค์ของ Benilde เข้ากับเครือข่ายการค้าและการจัดจำหน่ายทั่วโลกของ Xsolla โดยตรง

“เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีการเติบโตน่าตื่นเต้นที่สุดในอุตสาหกรรมเกมระดับโลกในขณะนี้ และฟิลิปปินส์ก็เป็นผู้นำในด้านนี้” Chris Hewish ประธานบริษัท Xsolla กล่าว “สิ่งที่ Benilde สร้างขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมานั้นน่าทึ่งมาก นั่นคือนักพัฒนาเกมรุ่นใหม่ที่มีฝีมือ ความทะเยอทะยาน และเรื่องราวที่ควรค่าแก่การเผยแพร่ไปไกลกว่าพรมแดนของพวกเขา ความร่วมมือครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เรื่องราวเหล่านั้นเข้าถึงคนทั่วโลก โดย Xsolla มีอยู่เพื่อช่วยเหลือนักพัฒนาเกมในทุกระดับให้ก้าวไปข้างหน้า และภารกิจนั้นเริ่มต้นที่นี่ กับคนรุ่นใหม่”

“ที่นี่มีพรสวรรค์ ความคิดสร้างสรรค์ก็มี สิ่งที่นักศึกษาต้องการคือโครงสร้างพื้นฐานและการเข้าถึงระดับโลกเพื่อเปลี่ยนผลงานของพวกเขาให้กลายเป็นสิ่งที่ผู้คนทั่วโลกสามารถเล่นได้จริง” Eric Lee หัวหน้าฝ่ายพันธมิตรประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ Xsolla กล่าว “นั่นคือสิ่งที่ความร่วมมือนี้มอบให้ เราไม่ได้ให้แค่แพลตฟอร์มแก่เหล่านักพัฒนาของ Benilde เท่านั้น แต่ยังให้จุดเริ่มต้นและทุกสิ่งที่ Xsolla สร้างขึ้นเพื่อช่วยให้พวกเขาเติบโตและประสบความสำเร็จเมื่อพวกเขาเข้ามาใช้งาน”

ความร่วมมือนี้ยังเปิดโอกาสสำหรับการริเริ่มงานวิจัยร่วมกันและการเผยแพร่ความรู้ด้านการศึกษาที่เน้นผลงานของนักศึกษาที่มีความเกี่ยวข้องกับสังคม ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างตำแหน่งของอุตสาหกรรมการพัฒนาเกมของฟิลิปปินส์ในฐานะที่เป็นกำลังสำคัญทั้งในด้านความคิดสร้างสรรค์และเชิงพาณิชย์ในอุตสาหกรรมระดับโลก

หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับความร่วมมือระหว่าง Xsolla กับ De La Salle-College of Saint Benilde โปรดเยี่ยมชมที่: https://xsolla.pro/De-La-Salle-College-of-Saint-Benilde

เกี่ยวกับ Xsolla

Xsolla คือบริษัทอีคอมเมิร์ซระดับโลกที่สร้างและจัดหาสิ่งที่นักพัฒนาต้องการเพื่อเปิดตัว ขยาย และสร้างรายได้จากวิดีโอเกม บริษัทมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย และให้การสนับสนุนสตูดิโอทุกขนาด ตั้งแต่เกมอินดี้ไปจนถึงเกม AAA ด้วยโซลูชันต่างๆ เช่น การค้าขายตรงถึงผู้บริโภค การชำระเงินอัจฉริยะ ทรัพย์สินทางปัญญาด้านความบันเทิง และผลิตภัณฑ์เพื่อการมีส่วนร่วมของผู้เล่น โดย Xsolla ช่วยให้นักพัฒนาสามารถระดมทุน จัดจำหน่าย ทำการตลาด และสร้างรายได้จากเกมของพวกเขาได้อย่างมีประสิทธิภาพ Xsolla ได้รับความไว้วางใจจากเกมที่ทำรายได้สูงสุด 100 อันดับแรกมากกว่า 60% และดำเนินงานในฐานะผู้ค้าหลักในกว่า 200 ประเทศทั่วโลก โดยสามารถเข้าถึงวิธีการชำระเงินในท้องถิ่นมากกว่า 1,000 วิธี ด้วยความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าในอนาคตของอุตสาหกรรมเกม Xsolla มุ่งมั่นที่จะนำโอกาสมารวมกันและปลดล็อกการเติบโตสำหรับครีเอเตอร์ทุกหนทุกแห่ง

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดเยี่ยมชมที่ xsolla.com

เกี่ยวกับ De La Salle-College of Saint Benilde (DLS-CSB)

De La Salle-College of Saint Benilde เป็นสถาบันอุดมศึกษาในกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ที่มีชื่อเสียงด้านหลักสูตรที่เน้นความต้องการของอุตสาหกรรม และความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์นวัตกรรมทางเทคโนโลยี โดยผ่านทางโรงเรียนการจัดการและเทคโนโลยีสารสนเทศ (SMIT) โดย Benilde เป็นผู้บุกเบิกหลักสูตรปริญญาตรีเต็มรูปแบบด้านการออกแบบและพัฒนาเกมเป็นครั้งแรกในฟิลิปปินส์ในปี 2009 ซึ่งเป็นการก่อตั้งการศึกษาด้านการพัฒนาเกมให้เป็นสาขาวิชาเฉพาะ และสร้างคนรุ่นใหม่ของครีเอเตอร์เกมชาวฟิลิปปินส์

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดเยี่ยมชมที่ benilde.edu.ph

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260420045802/en

Contacts

ผู้ติดต่อสำหรับสื่อ
Derrick Stembridge
รองประธานฝ่ายประชาสัมพันธ์ระดับโลกของ Xsolla
d.stembridge@xsolla.com

ที่มา: Xsolla



The Bangkok Reporter