ABB Robotics และ PSYONIC จะใช้ข้อมูลที่สร้างโดยมนุษย์เพื่อพัฒนาความคล่องแคล่วของหุ่นยนต์

Logo

  • ABB Robotics และ PSYONIC ร่วมมือกันเพื่อปฏิวัติการจับยึดและความคล่องแคล่วที่เป็นความสามารถหลักของ Autonomous Versatile Robotics™ 
  • ABB GoFa™ จะช่วยทดสอบ Ability Hand ของ PSYONIC สำหรับงานหุ่นยนต์ โดยผสานรวมการรับรู้การสัมผัส การออกแบบที่ยืดหยุ่น และข้อมูลการฝึกฝนที่ได้จากมนุษย์
  • ความคล่องแคล่วว่องไวยังคงเป็นความท้าทายสำคัญสำหรับภาคอุตสาหกรรม โดยการควบคุมการเคลื่อนไหวที่ดีขึ้นสามารถช่วยลดเวลาในการออกแบบได้มากถึง 30%¹

ซานดิเอโก–(BUSINESS WIRE)–16 มิถุนายน 2026

ABB Robotics ได้ร่วมมือกับ PSYONIC ที่เป็นบริษัทด้านชีวภาพจากแคลิฟอร์เนีย เพื่อพัฒนาความสามารถในการจับยึดและความคล่องแคล่วของหุ่นยนต์ โดยใช้วิธีการใหม่ที่จะใช้ข้อมูลการใช้งานจริงจากแขนเทียมของมนุษย์ ด้วยการผสาน Ability Hand ของ PSYONIC เข้ากับหุ่นยนต์ร่วมปฏิบัติงาน ABB GoFa™ โดยความร่วมมือนี้จะสำรวจวิธีการใช้ข้อมูลเกี่ยวกับการสัมผัสและการเคลื่อนไหวที่ได้จากการใช้แขนเทียมของมนุษย์ เพื่อฝึกหุ่นยนต์ให้ทำงานที่ละเอียดอ่อนและสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งโดยปกติแล้วนั้นมีความยากต่อการทำงานอัตโนมัติเป็นอย่างมาก

“ความคล่องแคล่วของมนุษย์และความเข้าใจโดยสัญชาตญาณในการจัดการกับวัตถุต่างๆ เป็นหนึ่งในสิ่งที่ยากที่สุดที่จะจำลองหุ่นยนต์ระดับอุตสาหกรรม แต่นี่เป็นสิ่งจำเป็นพื้นฐานสำหรับหุ่นยนต์อัตโนมัติและอเนกประสงค์อย่างแท้จริง” Marc Segura ประธานบริษัท ABB Robotics กล่าว “ขณะที่เราพัฒนา AI ทางกายภาพรุ่นต่อไป หุ่นยนต์จะเรียนรู้และเข้าใจโลกเช่นเดียวกับเรา โดยความร่วมมือกับ PSYONIC นี้จะช่วยลดช่องว่างที่มีมายาวนานระหว่างความคล่องแคล่วของมนุษย์และหุ่นยนต์ และยังจะช่วยเปิดโอกาสใหม่ๆ สำหรับอุตสาหกรรมในหลากหลายประเภทอีกด้วย”

การจับและการเคลื่อนไหวที่คล่องแคล่วเป็นหัวใจสำคัญของหุ่นยนต์อเนกประสงค์อัตโนมัติ (Autonomous Versatile Robotics หรือ AVR™) ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์ของ ABB Robotics สำหรับหุ่นยนต์ที่สามารถรับรู้ คิดวิเคราะห์ เคลื่อนไหว และจัดการวัตถุได้อย่างแม่นยำในสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยทักษะเหล่านี้ยังมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนา AI เชิงกายภาพในอุตสาหกรรม นั่นคือระบบหุ่นยนต์ที่สามารถเรียนรู้จากปฏิสัมพันธ์ในโลกแห่งความเป็นจริงและนำความฉลาดนั้นไปใช้ได้อย่างน่าเชื่อถือในระดับอุตสาหกรรม โดยความร่วมมือนี้จะสำรวจการใช้งานใหม่ๆ ในอุตสาหกรรมต่างๆ มากมาย รวมถึงยานยนต์ การบินและอวกาศ บรรจุภัณฑ์และโลจิสติกส์ และวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ด้วยการทำให้หุ่นยนต์สามารถรับงานที่ซ้ำซากจำเจ งานที่ท้าทายทางด้านสรีรศาสตร์ หรืองานที่ยากต่อการปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอในระดับใหญ่ได้ โดย ABB Robotics และ PSYONIC จะสามารถช่วยให้คนและหุ่นยนต์ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมทั้งปรับปรุงผลิตภาพ ความยืดหยุ่น และความปลอดภัยในที่ทำงาน

PSYONIC กำลังทำงานอย่างใกล้ชิดกับทีมวิจัยและพัฒนาของ ABB Robotics ในด้านการบูรณาการและการพัฒนา โดยสำรวจว่าการควบคุมด้วยระบบสัมผัสสามารถสนับสนุนแอปพลิเคชันหุ่นยนต์อัตโนมัติยุคใหม่ได้อย่างไร

ปฏิวัติความคล่องแคล่วของหุ่นยนต์ด้วยข้อมูลที่สร้างโดยมนุษย์

Ability Hand ของ PSYONIC ได้พัฒนาขึ้นครั้งแรกเพื่อใช้กับแขนเทียม โดยผสานการควบคุมด้วยสัญญาณไฟฟ้าจากกล้ามเนื้อ การรับรู้การสัมผัส และกลไกที่ยืดหยุ่นเข้าไว้ในการออกแบบ น้ำหนักที่เบา และสามารถขยับได้หลายทิศทาง โดยเซนเซอร์วัดแรงดันและระบบตอบสนองด้วยการสั่นสะเทือนจะช่วยให้ผู้ใช้ตรวจจับการสัมผัส แรงจับ และการปล่อยได้ ในขณะที่นิ้วที่ยืดหยุ่นจะปรับตัวเข้ากับวัตถุที่ไม่เรียบและเปลี่ยนรูปได้อย่างเป็นธรรมชาติ

“การควบคุมการเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วเป็นความท้าทายด้านข้อมูลพอๆ กับความท้าทายด้านฮาร์ดแวร์” ดร. Aadeel Akhtar ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ PSYONIC กล่าว “ด้วยการใช้ Ability Hand เดียวกันทั้งกับคนและหุ่นยนต์ เราสามารถเก็บข้อมูลจริงที่มีความแม่นยำสูงเกี่ยวกับการเคลื่อนไหว การสัมผัส และแรงจับยึด จากนั้นจึงนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ในการฝึกฝนระบบหุ่นยนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการบูรณาการกับแพลตฟอร์มหุ่นยนต์ของ ABB Robotics จะช่วยให้เราสามารถขยายไปสู่สภาพแวดล้อมที่ใหญ่มากขึ้นและช่วยปลดล็อกระดับความคล่องแคล่วที่จำเป็นต่อการรับมือกับความท้าทายที่ยากที่สุดในด้านระบบอัตโนมัติได้”

เพื่อสนับสนุนการทำงานนี้ GoFa™ ของ ABB Robotics จะช่วยมอบความแม่นยำและความสม่ำเสมอที่จำเป็นสำหรับการใช้งานในระดับอุตสาหกรรม ที่จะช่วยทำให้มั่นใจได้ว่าความแปรผันเล็กน้อยในแรงจับยึด ตำแหน่งนิ้ว และการเคลื่อนไหว นั้นสามารถดำเนินการและประเมินได้อย่างสม่ำเสมอ โดยความแม่นยำระดับนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการแปลงข้อมูลการควบคุมจากมนุษย์ไปสู่ประสิทธิภาพการทำงานของหุ่นยนต์ที่เชื่อถือได้ในงานที่ซับซ้อนและสามารถเกิดการเปลี่ยนแปลงได้

โดยความร่วมมือนี้จะช่วยประเมินว่าความสามารถที่ผสานรวมกันนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในกรณีการใช้งานทางอุตสาหกรรมได้อย่างไร ในกรณีที่เทคโนโลยีการจับยึดแบบดั้งเดิมประสบปัญหาเรื่องความแปรปรวน ความเปราะบาง หรือความซับซ้อนต่างๆ เช่น การจัดการวัตถุที่ไม่เป็นรูปทรงหรือบอบบาง ตามข้อมูลของสหพันธ์หุ่นยนต์นานาชาติ (IFR) การจับยึดขั้นสูงและการบูรณาการทางดิจิทัลสามารถลดเวลาในการออกแบบได้มากถึง 30% ซึ่งเน้นย้ำถึงความสำคัญของเครื่องมือปลายแขนหุ่นยนต์ในการเร่งการใช้งานและปรับปรุงผลตอบแทนจากการลงทุนด้านระบบอัตโนมัติ

นอกจากนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางเชิงกลยุทธ์ที่กว้างขึ้นของ ABB Robotics ในการทำงานร่วมกับพันธมิตรทั่วทั้งระบบนิเวศเพื่อเอาชนะอุปสรรคที่มีมายาวนานต่อการทำงานอัตโนมัติ ด้วยการผสมผสานหุ่นยนต์ AI และข้อมูลการควบคุมในโลกแห่งความเป็นจริงที่สร้างขึ้นจากการใช้แขนเทียมของมนุษย์ โดย ABB Robotics กำลังพัฒนา AI เชิงกายภาพและทำให้หุ่นยนต์ที่มีความสามารถและปรับตัวได้ดีสามารถทำงานได้อย่างน่าเชื่อถือในสภาพแวดล้อมจริง

1สหพันธ์หุ่นยนต์นานาชาติ https://ifr.org/news/gripping-systems/

ABB Robotics เป็นหนึ่งในบริษัทหุ่นยนต์ชั้นนำของโลก เป็นบริษัทเดียวที่มีกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมและบูรณาการด้วยเทคโนโลยี AI ครอบคลุมทั้งหุ่นยนต์ หุ่นยนต์ร่วมปฏิบัติงาน และหุ่นยนต์เคลื่อนที่อัตโนมัติ (AMR) ที่ได้รับการออกแบบและควบคุมโดยซอฟต์แวร์ที่สร้างมูลค่าของเรา เราช่วยให้บริษัททุกขนาดและทุกภาคส่วน ตั้งแต่ยานยนต์ไปจนถึงอิเล็กทรอนิกส์และโลจิสติกส์ สามารถก้าวไปอีกขั้นด้วยการเพิ่มความยืดหยุ่น ความสามารถในการปรับตัว และประสิทธิภาพ โดย ABB Robotics เป็นผู้นำในการพัฒนาและจำหน่ายหุ่นยนต์อเนกประสงค์อัตโนมัติ (AVR) รุ่นใหม่ โดยเป็นผู้นำระบบนิเวศนวัตกรรมระดับโลกของพันธมิตรในการพัฒนาฮาร์ดแวร์ที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงซอฟต์แวร์อัจฉริยะด้วยประสิทธิภาพระดับอุตสาหกรรม โดยธุรกิจของเรามีพนักงานประมาณ 7,000 คน go.abb/robotics

PSYONIC ก่อตั้งขึ้นในปี 2015 และตั้งอยู่ที่เมืองซานดิเอโก้ เป็นบริษัทพัฒนาเทคโนโลยีระบบชีวภาพขั้นสูงที่เข้าถึงได้ง่าย ออกแบบมาเพื่อเพิ่มศักยภาพทั้งมนุษย์และหุ่นยนต์ บริษัทสร้างระบบชีวภาพขั้นสูงที่ผสมผสานความเร็ว ความแข็งแรง ความทนทาน และการตอบสนองทางประสาทสัมผัส พร้อมทั้งพัฒนาการวิจัยในด้านหุ่นยนต์ อินเทอร์เฟซระหว่างสมองกับคอมพิวเตอร์ และ AI โดยมือเทียม PSYONIC Ability Hand นั้นเป็นมือเทียมที่คล่องแคล่วที่สุดและเร็วที่สุดในตลาด และเป็นรุ่นแรกที่ให้การตอบสนองทางสัมผัส ทำให้ผู้ใช้สามารถโต้ตอบทางกายภาพได้อย่างเป็นธรรมชาติ และสร้างชุดข้อมูลที่หลากหลายเพื่อปรับปรุงความคล่องแคล่วของหุ่นยนต์

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260612749544/en

Contacts
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดต่อ:

ฝ่ายประชาสัมพันธ์
Rory Smith
อีเมล: rory.smith@gb.abb.com

ที่มา: ABB Robotics

ผลการศึกษาของ Boomi พบว่าองค์กรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังเสี่ยงต่อผลตอบแทนจากการลงทุนด้าน AI ที่ลดลง หากขาดรากฐานข้อมูลที่แข็งแกร่ง

Logo

กระแสความสนใจใน AI กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วทั้งภูมิภาค แต่ปัญหาการกระจัดกระจายของข้อมูล คุณภาพข้อมูลที่อ่อนแอ และช่องว่างด้านการกำกับดูแลยังคงมีอยู่

สิงคโปร์–(BUSINESS WIRE)–16 มิถุนายน 2026

Boomiบริษัทด้านการเปิดใช้งานข้อมูลสำหรับ AI ประกาศในวันนี้ถึงผลการวิจัยใหม่ที่ Boomi ว่าจ้างให้ Omdia ดำเนินการ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแม้ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) จะมีการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้อย่างรวดเร็ว แต่องค์กรจำนวนมากยังขาดสถาปัตยกรรมข้อมูลที่จำเป็นต่อการบรรลุผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ที่วัดผลได้

Boomi Study Finds APAC Organisations Risking AI ROI Without Strong Data Foundations

ผลการศึกษาของ Boomi พบว่าองค์กรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังเสี่ยงต่อผลตอบแทนจากการลงทุนด้าน AI ที่ลดลง หากขาดรากฐานข้อมูลที่แข็งแกร่ง

จากการสำรวจของ Omdia ซึ่งสอบถามผู้บริหารระดับสูงที่มีอำนาจตัดสินใจด้านเทคโนโลยีและธุรกิจกว่า 1,100 คนในออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ พบว่า 74% กำลังดำเนินโครงการ AI อย่างจริงจังอยู่แล้ว 9 ใน 10 เชื่อว่าระบบอัตโนมัติที่ใช้ AI จะปรับเปลี่ยนกระบวนการทางธุรกิจของตนอย่างมีนัยสำคัญภายในสองถึงสามปี

แม้ว่าจะมีแนวโน้มการนำไปใช้ที่เพิ่มขึ้น แต่ปัจจุบันมีเพียง 46% เท่านั้นที่ใช้แนวทางแบบบูรณาการโดยใช้แพลตฟอร์มเป็นหลัก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงช่องว่างที่กว้างขึ้นระหว่างความทะเยอทะยานด้าน AI กับการนำไปปฏิบัติจริง ในขณะเดียวกัน เกือบหนึ่งในสี่กล่าวว่าพวกเขาไม่สามารถวัดความสำเร็จของโครงการริเริ่มด้าน AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นช่องว่างที่สำคัญเมื่อพยายามประเมินผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI)

“องค์กรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วในด้าน AI แต่ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าหลายองค์กรยังคงมอง AI เป็นเพียงส่วนเสริมของการใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีในวงกว้าง มากกว่าที่จะเป็นโครงการริเริ่มเพื่อการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจเชิงกลยุทธ์” David Irecki ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่นของ Boomi กล่าว “ช่องว่างระหว่างการนำไปใช้และการได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนนั้นเกิดจากปัญหาพื้นฐานประการหนึ่ง นั่นคือ รากฐานข้อมูลที่อ่อนแอ หากปราศจากการบูรณาการ การกำกับดูแล และกรอบการทำงานด้านคุณภาพข้อมูลที่ครบวงจร โครงการ AI ใหม่แต่ละโครงการจะเพิ่มความซับซ้อนมากกว่าคุณค่า”

ผลการวิจัยพบว่า 89% กำลังพยายามลดความซ้ำซ้อนของเครื่องมือและเทคโนโลยี และ 92% กำลังรวมระบบต่างๆ เข้าด้วยกันแล้ว ไม่ว่าจะเป็นข้อมูล การบูรณาการกระบวนการ การจัดการอินเทอร์เฟซการเขียนโปรแกรมแอปพลิเคชัน (API) และระบบอัตโนมัติ

การกำกับดูแลข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญลำดับต้นๆ

ในขณะเดียวกัน องค์กรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก 94% มองว่าการบูรณาการข้อมูล การเข้าถึงข้อมูลและการกำกับดูแลข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญลำดับต้นๆ ขณะที่ 93% เชื่อว่าโครงการริเริ่มด้าน AI จะเพิ่มความสำคัญต่อคุณภาพข้อมูลและนโยบายการกำกับดูแลข้อมูล อย่างไรก็ตาม มีเพียงครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามเท่านั้นที่มีนโยบายการกำกับดูแลข้อมูลเฉพาะด้าน AI อย่างเป็นทางการ และ 81% กล่าวว่าการบูรณาการข้อมูลแบบไม่เป็นทางการที่ไม่ได้จัดการอย่างเหมาะสมกำลังทำลายคุณภาพและความน่าเชื่อถือของข้อมูล

“จากการสำรวจองค์กรของเรา 9 ใน 10 แห่งระบุว่าการกำกับดูแลเป็นสิ่งสำคัญ แต่มีเพียงครึ่งเดียวเท่านั้นที่มีนโยบายที่เป็นทางการ” Michael Barnes หัวหน้านักวิเคราะห์ด้านไอทีองค์กรประจำเอเชียของ Omdia กล่าว “เมื่อทีมต่างๆ สร้างแบบจำลอง AI จากข้อมูลที่พวกเขาควบคุมหรือจัดการข้ามระบบได้ไม่เต็มที่ พวกเขาจะขาดความชัดเจนว่าอะไรป้อนเข้าสู่อะไรบ้าง ช่องว่างนั้นกลายเป็นความเสี่ยงทางธุรกิจที่แท้จริง”

อธิปไตยทางข้อมูลกำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญ โดย 76% ของบริษัทแสดงความกังวลเกี่ยวกับข้อกำหนดด้านการจัดเก็บข้อมูลในประเทศ อย่างไรก็ตาม มีเพียง 24% เท่านั้นที่กล่าวว่าความกังวลเหล่านั้นส่งผลกระทบอย่างมากต่อกลยุทธ์การบูรณาการข้อมูลหรือปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของตน ซึ่งบ่งชี้ว่าหลายองค์กรยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการวางแผนการดำเนินงาน

การขยายธุรกิจเพื่อความได้เปรียบในการแข่งขัน

“การขยายขีดความสามารถของ AI ให้ประสบความสำเร็จนั้นขึ้นอยู่กับข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เชื่อมโยงกัน และมีการกำกับดูแล ผู้บริหารระดับสูงด้านไอทีและ CIO ต่างให้ความสำคัญกับการลดความซับซ้อนของสภาพแวดล้อมที่กระจัดกระจาย ปรับปรุงคุณภาพข้อมูล และสร้างรากฐานการดำเนินงานที่จำเป็นเพื่อรองรับ AI ในระดับองค์กร” Irecki กล่าวเสริม

“อัตราการนำ AI มาใช้ที่สูงมากในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยเฉพาะมาเลเซียที่ 86% และสิงคโปร์ที่ 78% แสดงให้เห็นว่าองค์กรต่างๆ กำลังก้าวข้ามขั้นตอนการทดลองไปสู่การนำไปใช้งานจริง แต่ถึงเวลาแล้วที่องค์กรต่างๆ จะต้องวางรากฐานข้อมูลที่เหมาะสม ความสามารถในการบูรณาการ และโครงสร้างการกำกับดูแลที่ถูกต้อง”

“หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงนี้ องค์กรต่างๆ อาจเสี่ยงต่อการสร้างกิจกรรม AI ที่แยกส่วนโดยไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ทางธุรกิจที่วัดผลได้ การกำกับดูแล คุณภาพข้อมูล และการวัดผลการดำเนินงานที่ชัดเจน คือสิ่งที่เปลี่ยนการใช้งาน AI ให้เป็นมูลค่าทางธุรกิจที่ยั่งยืน ช่วยให้องค์กรสามารถเปลี่ยนการนำไปใช้ให้เป็นการเพิ่มผลผลิต ประสิทธิภาพการดำเนินงาน และความได้เปรียบในการแข่งขัน” Irecki กล่าว

ดาวน์โหลดรายงานฉบับเต็ม “ความทะเยอทะยานด้าน AI พบกับความเป็นจริงของข้อมูล: ลำดับความสำคัญและความท้าทายด้านเทคโนโลยีในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ปี 2026” ได้จากhttps://boomi.com/content/report/apac-tech-priorities-ai-2026/

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม

เกี่ยวกับ Boomi

Boomi บริษัทด้านการเปิดใช้งานข้อมูลสำหรับ AI ขับเคลื่อนองค์กรแบบเอเจนต์โดยการนำข้อมูลมาใช้ประโยชน์ทั่วทั้งธุรกิจ แพลตฟอร์ม Boomi Enterprise เป็นรากฐานข้อมูลที่ใช้งานได้จริง ซึ่งมอบโครงสร้างพื้นฐานเอเจนต์ที่จำเป็นเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงแบบเอเจนต์ ด้วยการรวมการออกแบบและการกำกับดูแลเอเจนต์ การจัดการ API และ MCP การบูรณาการและการทำงานอัตโนมัติ และการจัดการข้อมูลไว้ในแพลตฟอร์มเดียว Boomi ช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถใช้ประโยชน์จากพลังของ AI ด้วยการเชื่อมต่อที่ปลอดภัยและปรับขนาดได้ Boomi ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้ากว่า 30,000 ราย และได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายพันธมิตรมากกว่า 800 ราย ช่วยให้องค์กรทุกขนาดบรรลุความคล่องตัว ประสิทธิภาพ และนวัตกรรมในวงกว้าง ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ boomi.com.

© 2026 Boomi, LP. Boomi, โลโก้ ‘Boomi’, โลโก้ ‘B’ และ Boomiverse เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ Boomi, LP หรือบริษัทในเครือหรือบริษัทร่วมในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ สงวนลิขสิทธิ์ทุกประการ ชื่อหรือเครื่องหมายอื่นๆ อาจเป็นเครื่องหมายการค้าของเจ้าของที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260615391067/en

Contacts

ข่องทางติดต่อ:
Jasmine Ee
การสื่อสารระดับสากล
jasmine.ee@boomi.com

ที่มา: Boomi

โอกาสสุดท้ายที่จะได้เป็นส่วนหนึ่งของ K-Startup Grand Challenge 2026 ที่จะปิดรับสมัครในวันที่ 17 มิถุนายนนี้

Logo

โซล ประเทศเกาหลีใต้–(BUSINESS WIRE)–15 มิถุนายน 2026

ในขณะที่โครงการเร่งพัฒนาธุรกิจส่วนใหญ่นั้นจะเน้นการสร้างประสบการณ์ แต่ KSGC 2026 จะมอบสิ่งที่หาได้ยากกว่า นั่นคือ โมเมนตัมทางธุรกิจในปัจจุบันของเกาหลี ผ่านการประชุมเจรจาธุรกิจ การพูดคุยเรื่องเงินทุน และความร่วมมือกับองค์กรต่างๆ ที่จะนำไปสู่รายได้และการเติบโต

Applications for K-Startup Grand Challenge 2026 close on June 17, offering global startups the opportunity to join South Korea’s flagship government-backed acceleration program. (Image: KSGC)

Aการรับสมัครเข้าร่วมโครงการ K-Startup Grand Challenge 2026 จะปิดรับสมัครในวันที่ 17 มิถุนายน ที่จะเปิดโอกาสให้สตาร์ทอัพจากทั่วโลกได้เข้าร่วมโครงการเร่งการเติบโตที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเกาหลีใต้ (ภาพ: KSGC)

ด้วยความโดดเด่นดังกล่าว ทำให้มีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการถึง 21,537 ราย นับตั้งแต่ปี 2016 ส่งผลให้ KSGC ซึ่งดำเนินมาเป็นปีที่ 11 แล้ว กลายเป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในเอเชีย

สถานที่ที่ทำให้การเจรจาธุรกิจเกิดขึ้น

KSGC จะมอบโอกาสในการร่วมมือกับบริษัทสตาร์ทอัพที่ได้รับการคัดเลือกกว่า 20 แห่งในกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ของเกาหลี เพื่อทำการทดสอบแนวคิด (Proof-of-Concept หรือ PoC) อย่างเป็นระบบ โดยนำเสนอโอกาสในการพัฒนาร่วมกับผู้นำในอุตสาหกรรมที่กำลังมองหาพันธมิตรด้านนวัตกรรมต่างๆ โดย PoC เพียงครั้งเดียวในเกาหลีก็สามารถเปิดประตูสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาคทั้งหมดได้

นอกเหนือจาก PoC แล้ว ทาง KSGC ยังอำนวยความสะดวกในการจับคู่ทางธุรกิจอย่างต่อเนื่องตลอดโครงการ รวมถึงการแนะนำเป้าหมายไปยังองค์กร ผู้จัดจำหน่าย และพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ต่างๆ ในด้าน AI เทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีทางการเงิน การผลิตอัจฉริยะ การคมนาคม และพลังงาน

ที่ซึ่งเงินทุนมาบรรจบกับผู้ก่อตั้ง

ในงาน COMEUP 2026 ที่เป็นเทศกาลสตาร์ทอัพที่ใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้ ผู้เข้าร่วมโครงการ KSGC จะได้นำเสนอแผนธุรกิจต่อหน้านักลงทุนและ CVC ที่มีบทบาทมากที่สุดในเกาหลี โดยมีผู้จัดงาน KSGC เป็นผู้ดำเนินการสนทนาต่อยอด นอกจากนี้ ยังมีเซสชั่น IR ส่วนตัวสุดพิเศษที่จะนำผู้ก่อตั้งมาพบปะกับเหล่านักลงทุนและ CVC ชั้นนำแบบตัวต่อตัว ซึ่งจะเป็นการเข้าถึงนักลงทุนในระดับที่โครงการอื่นๆ ในเอเชียไม่ค่อยมีให้

ที่ซึ่งตัวเลขบ่งบอกทุกอย่าง

KSGC 2026 ได้มอบเงินรางวัลแบบปลอดหุ้นมูลค่า 380 ล้านวอน ให้แก่ 20 ทีมอันดับแรก และเงินสนับสนุนเพื่อการขยายธุรกิจมูลค่า 250 ล้านวอน ให้แก่ 8 ทีมอันดับแรก เมื่อรวมกับเงินสนับสนุนการเข้าร่วมและการพัฒนาเชิงพาณิชย์แล้ว เงินสนับสนุนแบบปลอดหุ้นทั้งหมดมีมูลค่าสูงถึง 950 ล้านวอน

เกาหลีเป็นประตูสู่เอเชีย

สำหรับสตาร์ทอัพระดับโลก KSGC ไม่ใช่จุดหมายปลายทาง แต่เป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจในเอเชีย เครือข่ายองค์กร ความสัมพันธ์กับนักลงทุน และความน่าเชื่อถือในตลาดที่สร้างขึ้นผ่านโครงการนี้จะกลายเป็นรากฐานสำหรับการขยายธุรกิจไปทั่วญี่ปุ่น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และที่อื่นๆ โดยศิษย์เก่า KSGC หลายรายได้ก่อตั้งบริษัทในเกาหลี ได้รับสัญญาทางธุรกิจ และระดมทุนเพิ่มเติมในภูมิภาคนี้

เปิดรับสมัครสตาร์ทอัพที่ไม่ได้ก่อตั้งในเกาหลี โดยมีอายุไม่เกินเจ็ดปี (สิบปีสำหรับเทคโนโลยีขั้นสูง) จากทุกอุตสาหกรรม ไม่จำเป็นต้องมีนิติบุคคลสัญชาติเกาหลี

เฟสที่ 1 จะดำเนินการทางออนไลน์ 100% โดยคัดเลือก 80 ทีมเข้าร่วมโครงการ และจะปิดรับสมัครวันที่ 17 มิถุนายนนี้ สตาร์ทอัพที่สนใจควรสมัครโดยเร็วที่สุด

ปิดรับสมัครวันที่ 17 มิถุนายน 2026 (15:00 เวลา GMT+9) สมัครได้ที่ ksgc.global หรือติดต่อ apply@ksgc.global

เกี่ยวกับ KSGC

ได้รับทุนสนับสนุนจาก MSS บริหารจัดการโดย KISED และดำเนินงานโดย GCCEI โดยนับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2016 เป็นต้น ได้ช่วยเหลือสตาร์ทอัพต่างประเทศกว่าหลายร้อยแห่งในการสร้างฐานธุรกิจในเกาหลีและเอเชีย

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260615948337/en

Contacts

KISED
apply@ksgc.global

ที่มา: K-Startup Grand Challenge

Autel นำเสนอเทคโนโลยีการชาร์จที่คำนึงถึงโครงข่ายไฟฟ้าและกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า ในงานสัมมนาด้านนวัตกรรมการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่ซิดนีย์

Logo

ได้เสริมสร้างกลยุทธ์การผลิตในประเทศออสเตรเลียด้วยโซลูชันการชาร์จอัจฉริยะและพลังงานแบบบูรณาการ

ซิดนีย์–(BUSINESS WIRE)–10 มิถุนายน 2026

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายนที่ผ่านมา Autel Energy ได้จัดงานสัมมนา “การขับเคลื่อนสู่อนาคต – สัมมนานวัตกรรมการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าของ Autel ประจำปี 2026 ” ที่ซิดนีย์ โดยได้รวบรวมพันธมิตรในอุตสาหกรรม ลูกค้า และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระบบนิเวศต่างๆ เพื่อร่วมกันสำรวจอนาคตของการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในออสเตรเลีย

Industry leaders and partners came together in Sydney to explore the future of EV charging, featuring the DH120 Ultra Slim DC Charger, DT300 Fleet Charging Solution, and DS600L Liquid-Cooled Power Cabinet under the theme “Powering the Future”.

ผู้นำในอุตสาหกรรมและพันธมิตรต่างๆ ได้มารวมตัวกันที่ซิดนีย์เพื่อร่วมกันสำรวจอนาคตของการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า โดยมีการนำเสนอเครื่องชาร์จ DC ที่บางเฉียบ DH120, โซลูชันการชาร์จสำหรับกลุ่มรถยนต์ DT300 และตู้จ่ายไฟที่ระบายความร้อนด้วยของเหลว DS600L ภายใต้หัวข้อ “การขับเคลื่อนสู่อนาคต

โดยการสัมมนานั้นเริ่มต้นด้วยการกล่าวสุนทรพจน์ผ่านวิดีโอจาก Li Hongjing (Frank Li) ประธานของ Autel ที่ช่วยยืนยันถึงความมุ่งมั่นของบริษัทใน “การสร้างระบบนิเวศโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จที่ชาญฉลาด เชื่อมต่อถึงกัน และยั่งยืนยิ่งขึ้น”

เพื่อเป็นการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในออสเตรเลียที่กำหนดมาตรฐานใหม่สำหรับโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จ ทาง Autel ได้แนะนำนวัตกรรมต่างๆ มากมายที่ออกแบบมาเพื่อตลาดในออสเตรเลีย โดยเฉพาะเครื่องชาร์จ DC รุ่น DH120 ที่มีตัวเครื่องบางเฉียบเพียง 25 ซม. และใช้พื้นที่น้อยกว่า 0.16 ม.2 โดยเครื่องชาร์จนี้สามารถรองรับการชาร์จรถยนต์สองคันพร้อมกันได้ด้วยประสิทธิภาพสูงสุดถึง 97% นอกจากนี้ ในงานยังมีการเปิดตัวเทคโนโลยีการปรับค่าตัวประกอบกำลังไฟฟ้าที่สามารถควบคุมได้ ทำให้เป็นโซลูชันการชาร์จเครื่องแรกในออสเตรเลียที่มีการชดเชยกำลังไฟฟ้าเชิงปฏิกิริยาได้ โดยจะทำหน้าที่เป็น “ตัวรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า” และถือเป็นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอีกด้วย เพื่อความสะดวกในการชำระเงิน เครื่องชาร์จซีรีส์ AC Single จะเป็นเครื่องแรกที่รวมการชำระเงินด้วยบัตร Nayax เข้าไว้ด้วยกัน ทำให้ขั้นตอนสุดท้ายของการชำระเงินง่ายขึ้น ในส่วนของกลุ่มผู้ใช้งานเครื่องชาร์จแบบ “สลับการทำงานเครื่องหลัก-สำรอง 1+1” พร้อมระบบสำรองระดับฮาร์ดแวร์จะสามารถมั่นใจได้ว่า “ไม่มีการหยุดทำงาน” และช่วยให้มีความต่อเนื่องทางธุรกิจ สุดท้ายนี้ Autel ยังได้จัดแสดงเครื่องชาร์จ AC อัจฉริยะที่รองรับการเชื่อมต่อกับแผงโซลาร์เซลล์โดยตรง ทำให้ครัวเรือนสามารถจัดลำดับความสำคัญของพลังงานแสงอาทิตย์ส่วนเกินสำหรับการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าและลดค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าได้

นอกจากนี้ Autel ยังนำเสนอโซลูชัน iGreen Charging ที่เป็นระบบนิเวศแบบบูรณาการระหว่างพลังงานแสงอาทิตย์ การจัดเก็บพลังงาน และการชาร์จ โดยขับเคลื่อนด้วยแพลตฟอร์มการจัดการพลังงานที่ AI โซลูชันนี้จะผสานรวมการจัดเก็บพลังงาน การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ และโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจ่ายพลังงานและการพยากรณ์โหลดแบบไดนามิก ปรับปรุงการใช้พลังงาน ลดต้นทุนการดำเนินงาน และเพิ่มผลกำไรในระยะยาวสำหรับผู้ประกอบการ

Mosen Wang ที่ปรึกษาพิเศษของประธานของ Autel กล่าวว่า กลยุทธ์ของ Autel นั้นเรียบง่ายแต่ทรงพลัง โดยสร้างขึ้นจากความเชี่ยวชาญด้านอิเล็กทรอนิกส์กำลังและ AI ต่อจากนั้น Henry He ซีอีโอของ Autel ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ยังได้เน้นย้ำว่า “ออสเตรเลียเผชิญกับความท้าทายที่ไม่เหมือนใคร รวมถึงข้อจำกัดด้านที่ดินเชิงพาณิชย์ ความเสถียรของระบบไฟฟ้า และข้อกำหนดด้านความพร้อมใช้งานที่เข้มงวดสำหรับการดำเนินงานของกลุ่มรถจักร ซึ่ง Autel สามารถช่วยแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ด้วยการออกแบบที่ประหยัดพื้นที่ เทคโนโลยีการโต้ตอบกับระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ และความสามารถในการทำงานโดยไม่หยุดชะงักในระดับฮาร์ดแวร์”

ในขณะที่ออสเตรเลียกำลังเร่งการเปลี่ยนไปใช้ระบบไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน ทาง Autel Energy นั้นตั้งเป้าที่จะมีบทบาทในระยะยาวในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอัจฉริยะที่เชื่อมต่อถึงกันและยั่งยืนทั่วโลก

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260609179946/en

Contacts

ทีมขาย
Ethan Cao
Ethan.Cao@autel.com

ทีมการตลาด
FiFi Huang
marketing.jp@autel.com

ที่มา: Autel Energy

Capcom Dragon’s Dogma 2: Dark Arisen มีกำหนดเปิดตัวในวันที่ 9 เดือนตุลาคม 2026!

Logo

– Capcom ต้องการขยายฐานผู้ใช้ให้กว้างขึ้นผ่านการเพิ่มเนื้อหาใหม่และการเปิดตัวแพลตฟอร์มใหม่ –

โอซาก้า ญี่ปุ่น –(BUSINESS WIRE)–10 มิถุนายน 2026

Capcom Co., Ltd. (TOKYO:9697) มีการประกาศในวันนี้ว่า Dragon’s Dogma 2: Dark Arisen ซึ่งรวมถึงตอนเสริมเพิ่มเติมสำหรับ Dragon’s Dogma 2 มีกำหนดวางจำหน่ายในวันที่ 9 ตุลาคม 2026

Dragon's Dogma 2: Dark Arisen logo

โลโก้ Dragon's Dogma 2: Dark Arisen

ซีรีส์เกม Dragon’s Dogma เป็นเกมแอ็กชั่นในโลกแฟนตาซีที่ผู้เล่นจะได้ผจญภัยในโลกเปิดกว้างใหญ่ที่เต็มไปด้วยดาบและเวทมนตร์ นับตั้งแต่เกมภาคแรกวางจำหน่ายในปี 2012 ซีรีส์นี้ได้รับคำชมจากทั่วโลกในด้านฟีเจอร์ในการเล่นเกม เช่น ตัวละครร่วมผจญภัย “Pawn” ที่สามารถทำภารกิจต่างๆ ได้ด้วยตนเอง ส่งผลให้ซีรีส์นี้มียอดขายรวมกว่า 14 ล้าน* ชุด

Dragon’s Dogma 2: Dark Arisen เป็นตอนเสริมที่ต้องเสียเงินซึ่งที่เพิ่มเนื้อเรื่องใหม่ให้กับเกม Dragon’s Dogma 2 ซึ่งมีการวางจำหน่ายในเดือนมีนาคม 2024 โดยอิงจากข้อเสนอแนะมากมายที่ได้รับหลังจากการวางจำหน่ายเกมหลัก ตอนเสริมนี้กำลังได้รับการพัฒนาเพื่อให้เข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้นและมีเนื้อหาเพิ่มเติม โดยมีเป้าหมายเพื่อมอบประสบการณ์ที่น่าพึงพอใจไม่เพียงเฉพาะสำหรับแฟนๆ ของซีรีส์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้ที่เล่น Dragon’s Dogma เป็นครั้งแรกด้วยเช่นกัน

Capcom จะนำเกมนี้มาลงใน Nintendo Switch™ 2 เป็นครั้งแรกด้วย โดยเวอร์ชัน Nintendo Switch 2 จะรวมเกมหลักและตอนเสริมไว้ในแพ็กเกจเดียว Capcom ตั้งเป้าที่จะพัฒนาแผนกลยุทธ์หลายแพลตฟอร์มและขยายฐานผู้ใช้ให้กว้างขึ้นด้วย

Capcom ยังคงมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ที่จะตอบสนองความคาดหวังของผู้ใช้ทุกคน โดยใช้ศักยภาพในการพัฒนาเกมที่โดดเด่นอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างสรรค์เกมที่แปลกใหม่และสนุกสนานอย่างต่อเนื่อง

*ณ วันที่ 31 มีนาคม 2026

เกี่ยวกับ CAPCOM

Capcom เป็นผู้พัฒนา ผู้จัดจำหน่าย และผู้เผยแพร่เกมชั้นนำระดับโลกสำหรับเครื่องเล่นเกมคอนโซล พีซี อุปกรณ์พกพา และอุปกรณ์ไร้สาย ก่อตั้งขึ้นในปี 1983 บริษัทได้สร้างเกมหลายร้อยเกม รวมถึงแฟรนไชส์ที่สร้างปรากฏการณ์อย่าง Resident Evil™, Monster Hunter™, Street Fighter™, Mega Man™, Devil May Cry™ และ Ace Attorney™ Capcom มีการดำเนินงานในสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เยอรมนี ฝรั่งเศส ฮ่องกง ไต้หวัน สิงคโปร์ และโตเกียว โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่โอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Capcom ได้ที่ https://www.capcom.co.jp/ir/english/  

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260610422753/en

Contacts

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และนักลงทุนสัมพันธ์ของ Capcom
+81-6-6920-3623

ที่มา: Capcom Co., Ltd.


COOCON เข้าร่วมเป็นสมาชิกของ Global AI Agent Foundation (AAIF) เพื่อพัฒนาการชำระเงินผ่าน AI Agent และธุรกิจข้อมูลแบบ MCP

Logo

– สร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับโลกกับบริษัทมากกว่า 180 แห่ง รวมถึง OpenAI, Google, Anthropic และ Microsoft

– เข้าร่วมการหารือเกี่ยวกับมาตรฐานการชำระเงินผ่าน AI Agent และข้อมูล MCP เพื่อเร่งการขยายตัวสู่ตลาดการชำระเงินและข้อมูลระดับโลก

โซล เกาหลีใต้–(BUSINESS WIRE)–12 มิถุนายน 2026

COOCON (ซีอีโอ Kim Jong-hyun, KOSDAQ 294570) บริษัทแพลตฟอร์มข้อมูลธุรกิจชั้นนำของเกาหลีใต้ ประกาศว่าได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกระดับ Silver ของ Agentic AI Foundation (AAIF) แล้วเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน

COOCON has officially joined the Agentic AI Foundation (AAIF) as a Silver Member (Image: COOCON)

COOCON ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกระดับ Silver ของ Agentic AI Foundation (AAIF) อย่างเป็นทางการแล้ว (ภาพ: COOCON)

AAIF เป็นมูลนิธิโอเพนซอร์สสำหรับ Agentic AI ซึ่งเป็นกลุ่มพันธมิตรระดับโลกภายใต้ Linux Foundation ที่รวบรวมสมาชิกกว่า 180 ราย รวมถึง Anthropic, OpenAI, Google, Microsoft, Circle, Tron และ Stripe โดยมูลนิธินี้ทุ่มเทให้กับการพัฒนาและกำกับดูแลมาตรฐานและโปรโตคอลแบบเปิดที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานร่วมกันระหว่าง AI Agent โดยมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมมาตรฐานระดับโลกในอุตสาหกรรม AI

การเข้าร่วม AAIF ทำให้ COOCON วางแผนที่จะขยายเครือข่ายระดับโลกและแสวงหาความร่วมมือที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นกับบริษัท AI Agent ชั้นนำ โดยบริษัทฯ ยังมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างรากฐานทางเทคโนโลยีโดยการเข้าร่วมกลุ่มทำงานที่เกี่ยวข้องกับการชำระเงินด้วย AI Agent และธุรกิจข้อมูลที่ใช้ AI ซึ่งสร้างขึ้นบน Model Context Protocol (MCP) ด้วยความคิดริเริ่มเหล่านี้ บริษัทฯ พยายามที่จะรักษาความสามารถด้านเทคโนโลยีการชำระเงินและข้อมูลยุคใหม่ พร้อมทั้งเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

เนื่องจาก AI Agent พัฒนาอย่างรวดเร็วเกินกว่าการค้นหาผลิตภัณฑ์และคำแนะนำในการซื้อ ไปสู่การดำเนินการชำระเงินจริง ผู้ให้บริการชำระเงินจึงถูกคาดหวังมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าจะทำหน้าที่เป็นพันธมิตรโครงสร้างพื้นฐานหลักที่ช่วยให้การทำธุรกรรมมีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสำหรับ AI Agent ด้วยเหตุนี้ การเข้าร่วม AAIF ของ COOCON จึงจะช่วยเสริมสร้างตำแหน่งของบริษัทฯ ในฐานะบริษัทโครงสร้างพื้นฐานชั้นนำในยุค AI Agent ทั้งในภาคการชำระเงินและข้อมูล

COOCON ให้บริการชำระเงิน ถอนเงิน และบริการชำระเงินและหักบัญชีผ่านเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานที่ครอบคลุม ซึ่งประกอบด้วยร้านค้าที่รับ QR Code กว่า 2 ล้านแห่ง พันธมิตรแฟรนไชส์ ​​100,000 ราย และตู้ ATM 40,000 เครื่อง นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังคงเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันของโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยได้บูรณาการเข้ากับเครือข่ายการชำระเงินระดับโลกที่สำคัญ เช่น UnionPay, WeChat Pay, Alipay+ และ QRIS ซึ่งเป็นมาตรฐานการชำระเงินสำหรับรหัส QR ระดับชาติของอินโดนีเซีย

นอกจากนี้ COOCON ยังดำเนินงานแพลตฟอร์มข้อมูลธุรกิจที่เชื่อมต่อข้อมูลจากสถาบันภายในประเทศประมาณ 500 แห่ง และสถาบันการเงิน 2,000 แห่งในกว่า 40 ประเทศ ผ่าน API มากกว่า 300 รายการ ปัจจุบันบริษัทกำลังเปลี่ยนไปใช้สถาปัตยกรรมแบบ MCP เพื่อให้ระบบ AI สามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ด้วยการใช้ประโยชน์จากความร่วมมือทางเทคโนโลยีและกิจกรรมการกำหนดมาตรฐานภายใน AAIF ทำให้ COOCON วางแผนที่จะเร่งการขยายธุรกิจการชำระเงินและสเตเบิลคอยน์ไปทั่วโลก บริษัทจะนำมาตรฐานสากลมาใช้ในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มความเข้ากันได้ในระดับโลก พร้อมทั้งมุ่งเน้นความสามารถในสามด้านการเติบโตหลักในปีนี้ ได้แก่ การชำระเงินทั่วโลก สเตเบิลคอยน์ และธุรกิจข้อมูลที่ใช้ AI

Kim Jong-hyun ซีอีโอของ COOCON กล่าวว่า “การเข้าร่วมงานครั้งล่าสุดนี้ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับ COOCON ในการขยายธุรกิจไปทั่วโลกอย่างเต็มรูปแบบ ควบคู่ไปกับการจัดตั้งบริษัทสาขาในสิงคโปร์” พร้อมเสริมว่า “ด้วยการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีและความร่วมมือกับบริษัทระดับโลก COOCON จะเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันด้านเทคโนโลยีการชำระเงินและข้อมูลให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพื่อตอบสนองต่อยุคของตัวแทน AI ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างทันท่วงที”

เขาย้ำว่า “ด้วยการใช้กิจกรรม AAIF ของเราเป็นรากฐานเชิงกลยุทธ์ เราจะสามารถพัฒนาจากบริษัทแพลตฟอร์มข้อมูลไปสู่บริษัทข้อมูลที่ใช้ AI และสร้างโอกาสการเติบโตใหม่ๆ ในตลาดโลกได้”

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260611787103/en  

Contacts

Webcash สำหรับ COOCON
Do-Yeol Kim
+82-2-3774-4743
dykim@webcash.co.kr

Min-Ji Kang
+82-2-3774-4755
kmj9845@webcash.co.kr

Min-Ju Lee
+82-2-3779-9103
lmj0326@webcash.co.kr

ที่มา: COOCON

Resident Evil Veronica จะวางจำหน่ายในปี 2027!

Logo

– Capcom ตั้งเป้าที่จะเพิ่มมูลค่าของลิขสิทธิ์เกมนี้ให้สูงขึ้นไปอีก โดยการนำเกมยอดนิยมของซีรีส์มาทำใหม่ –

โอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น–(BUSINESS WIRE)–08 มิถุนายน 2026

Capcom Co., Ltd. (TOKYO:9697) ได้ประกาศในวันนี้ว่าResident Evil Veronica ที่เป็นเกมล่าสุดในซีรีส์ Resident Evil มีกำหนดวางจำหน่ายในปี 2027

Resident Evil Veronica key art

ภาพอาร์ตหลักของ Resident Evil Veronica

แฟรนไชส์ ​​Resident Evil เป็นเกมแนวเอาชีวิตรอดสยองขวัญที่ผู้เล่นต้องใช้หลากหลายอาวุธและไอเท็มต่างๆ เพื่อเอาตัวรอดจากสถานการณ์ที่น่าหวาดกลัว ด้วยฐานแฟนคลับทั่วโลกที่เหนียวแน่น ทำให้ยอดขายเกมสะสมตั้งแต่เกมภาคแรกในซีรีส์เรือธงนี้ที่ได้เปิดตัวในปี 1996 นั้นมีมูลค่าเกินกว่า 201 ล้านชุด* ไปแล้ว

Resident Evil Veronica เป็นเกมรีเมคของเกม Resident Evil Code: Veronica ต้นฉบับที่วางจำหน่ายในปี 2000 โดย Capcom กำลังพัฒนาเกมเวอร์ชันที่จะวางจำหน่ายในปี 2027 นี้ โดยจะยังคงเสน่ห์ของเกมต้นฉบับเอาไว้ เพื่อเป็นภาคใหม่ล่าสุดของซีรีส์ Resident Evil เนื้อเรื่องจะได้รับการปรับปรุงใหม่ รวมถึงกราฟิกคุณภาพสูงที่สร้างขึ้นด้วยเอนจิ้น RE ENGINE โดยบริษัทกำลังพัฒนาเกมอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ถูกใจทั้งแฟนๆ ของซีรีส์และผู้เล่นใหม่ โดยวันวางจำหน่ายและรายละเอียดเพิ่มเติมจะประกาศให้ทราบในภายหลัง

Capcom ยังคงมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ที่จะตอบสนองความคาดหวังของผู้ใช้ทุกคน โดยใช้ความสามารถในการพัฒนาเกมชั้นนำของอุตสาหกรรมเพื่อสร้างประสบการณ์การเล่นเกมที่สนุกสนานอย่างยิ่ง

* ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569

เกี่ยวกับ CAPCOM

Capcom เป็นผู้พัฒนา ผู้จัดจำหน่าย และผู้เผยแพร่เกมชั้นนำระดับโลกสำหรับเครื่องเล่นเกมคอนโซล พีซี อุปกรณ์พกพา และอุปกรณ์ไร้สาย โดยก่อตั้งขึ้นในปี 1983 บริษัทได้สร้างเกมมาแล้วกว่าหลายร้อยเกม รวมถึงแฟรนไชส์ที่สร้างปรากฏการณ์อย่าง Resident Evil™, Monster Hunter™, Street Fighter™, Mega Man™, Devil May Cry™ และ Ace Attorney™ โดย Capcom นั้นมีการดำเนินงานในสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เยอรมนี ฝรั่งเศส ฮ่องกง ไต้หวัน สิงคโปร์ และโตเกียว โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่โอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Capcom ได้ที่ https://www.capcom.co.jp/ir/english/

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260608994346/en

Contacts

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และนักลงทุนสัมพันธ์ของ Capcom
+81-6-6920-3623

ที่มา: Capcom Co., Ltd.


Monster Hunter Wilds: Ascendance จะวางจำหน่ายในปี 2027!

Logo

Monster Hunter: World ที่วางจำหน่ายในปี 2018 นั้นได้ทำยอดขายทะลุ 30 ล้านชุดไปแล้ว โดย Capcom กำลังมองหาช่องทางต่างๆ เพื่อขยายฐานผู้เล่นไปทั่วโลก –

โอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น–(BUSINESS WIRE)–08 มิถุนายน 2026

Capcom Co., Ltd. (TOKYO:9697) ได้ประกาศในวันนี้ว่า Monster Hunter Wilds: Ascendance ที่เป็นภาคเสริมที่ยิ่งใหญ่สำหรับ Monster Hunter Wilds จะมีกำหนดวางจำหน่ายในปี 2027

Monster Hunter Wilds Ascendance key art

ภาพอาร์ตหลักของ Monster Hunter Wilds Ascendance

Monster Hunter Wilds: Ascendance เป็นภาคเสริมที่ยิ่งใหญ่ (เนื้อหาที่ต้องชำระเงิน) สำหรับ Monster Hunter Wilds จะวางจำหน่ายในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 โดยเป็นภาคต่อขยายจากเนื้อเรื่องหลักของเกม และจะเพิ่มประสบการณ์การเล่นเกมให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นด้วยเนื้อหาใหม่ๆ รวมถึงระดับภารกิจใหม่ๆ สถานที่ใหม่ๆ สัตว์ประหลาดใหม่ๆ เพิ่มเติม และการใช้อาวุธที่เพิ่มมากขึ้นผ่านฟีเจอร์การเล่นเกมใหม่ โดยบริษัทกำลังพัฒนาเกมนี้เพื่อวางจำหน่ายในปี 2027

Capcom กำลังพัฒนา Monster Hunter Wilds สำหรับ Nintendo Switch™ 2 นอกเหนือจากแพลตฟอร์มที่มีอยู่แล้ว โดยรายละเอียดเพิ่มเติมจะประกาศในอัปเดตอย่างเป็นทางการในอนาคต

ซีรีส์ Monster Hunter ได้ขยายฐานผู้ใช้ไปทั่วโลกผ่านการวางจำหน่ายทั่วโลกและการปล่อยเนื้อหาใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง Monster Hunter: World ที่วางจำหน่ายในปี 2018 นั้นมียอดขายสะสมทั่วโลกทะลุ 30 ล้านชุดไปแล้ว ทำให้เป็นเกมนี้เป็นเกมที่ขายดีที่สุดตลอดกาลของ Capcom

Capcom ยังคงมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ที่จะตอบสนองความคาดหวังของผู้ใช้ทุกคน โดยใช้ความสามารถในการพัฒนาเกมชั้นนำของอุตสาหกรรมเพื่อสร้างประสบการณ์การเล่นเกมที่สนุกสนานอย่างยิ่ง

เกี่ยวกับซีรีส์ Monster Hunter

ซีรีส์ Monster Hunter เป็นเกมแอ็กชันล่าสัตว์ที่ให้ผู้เล่นต่อสู้กับสัตว์ประหลาดขนาดยักษ์ในสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่สวยงาม นับตั้งแต่ภาคแรกในปี 2004 ซีรีส์นี้ได้สร้างแนวเกมใหม่ที่ผู้เล่นร่วมมือกันล่าสัตว์ประหลาดดุร้ายกับเพื่อนๆ และเติบโตจนกลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลกด้วยยอดขายสะสมของซีรีส์นี้มากกว่า 127 ล้านชุด*

*ณ วันที่ 31 มีนาคม 2026

เกี่ยวกับ CAPCOM

Capcom เป็นผู้พัฒนา ผู้จัดจำหน่าย และผู้เผยแพร่เกมชั้นนำระดับโลกสำหรับเครื่องเล่นเกมคอนโซล พีซี อุปกรณ์พกพา และอุปกรณ์ไร้สาย โดยก่อตั้งขึ้นในปี 1983 บริษัทได้สร้างเกมมาแล้วกว่าหลายร้อยเกม รวมถึงแฟรนไชส์ที่สร้างปรากฏการณ์อย่าง Resident Evil™, Monster Hunter™, Street Fighter™, Mega Man™, Devil May Cry™ และ Ace Attorney™ โดย Capcom นั้นมีการดำเนินงานในสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เยอรมนี ฝรั่งเศส ฮ่องกง ไต้หวัน สิงคโปร์ และโตเกียว โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่โอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Capcom ได้ที่ https://www.capcom.co.jp/ir/english/

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260608183725/en

Contacts

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และนักลงทุนสัมพันธ์ของ Capcom
+81-6-6920-3623

ที่มา: Capcom Co., Ltd.


Fortegra แต่งตั้งให้ Mark Rattner ดำรงตำแหน่งประธานบริษัท

Logo

เมืองแจ็กสันวิลล์ รัฐฟลอริดา–(BUSINESS WIRE)–04 มิถุนายน 2026

วันนี้ The Fortegra Group, Inc. (“Fortegra” หรือ “บริษัท”) บริษัทประกันภัยเฉพาะทางระดับโลกและส่วนหนึ่งของบริษัท DB Insurance จำกัด ได้ประกาศแต่งตั้งให้ Mark Rattner ดำรงตำแหน่งประธานบริษัท โดยคุณ Rattner ซึ่งก่อนหน้านี้เคยดำรงตำแหน่งรองประธานบริหารและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการรับประกันภัย (กลุ่มธุรกิจประกันภัย) ได้นำประสบการณ์การเป็นผู้บริหารของ Fortegra ที่มีมานับทศวรรษและความสัมพันธ์อันยาวนานกับพันธมิตรช่องทางการจัดจำหน่ายมาใช้กับหน้าที่ความรับผิดชอบใหม่ที่เพิ่มขึ้นนี้

ด้วยความเชี่ยวชาญด้านการรับประกันภัยที่รอบคอบและเป็นระบบซึ่งสั่งสมมาตลอดเส้นทางการทำงานอันยาวนานมากกว่าสามทศวรรษ คุณ Rattner มุ่งมั่นที่จะส่งมอบคุณค่าสูงสุดและผลลัพธ์ที่สม่ำเสมอแก่ตัวแทนและนายหน้าซึ่งเป็นลูกค้าของบริษัท การเข้ารับตำแหน่งในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า Fortegra ยังคงลงทุนอย่างต่อเนื่องในด้านบุคลากรและการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจซึ่งขับเคลื่อนผลกำไรอย่างยั่งยืนในระยะยาว

“Mark มีบทบาทสำคัญยิ่งในการสร้าง Fortegra ให้เป็นบริษัทอย่างที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ โดยประสบการณ์ทำงานในธุรกิจดังกล่าว ความรู้ และความเชี่ยวชาญในสายงานทำให้เขาเป็นบุคคลที่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่นี้ ในขณะที่เราพัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง Mark จะยกระดับการเข้าถึงความเชี่ยวชาญ ผลิตภัณฑ์ และการตอบสนองอย่างรวดเร็วให้แก่พันธมิตรของเรา ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาคาดหวังจาก Fortegra” Rick Kahlbaugh ประธานกรรมการและ CEO ของ Fortegra กล่าว

คุณ Rattner เข้าร่วมงานกับ Fortegra ในเดือนกันยายน 2016 ก่อนที่จะมาร่วมงานกับบริษัท เขาได้ทำงานที่ Houston International Insurance Group เป็นเวลา 5 ปี ซึ่งเขาได้ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ และตำแหน่งล่าสุดคือรองประธานอาวุโส โดยเขาได้จัดตั้งแผนกการประกันภัยความรับผิดทางวิชาชีพขณะดำรงตำแหน่งดังกล่าว ก่อนหน้านั้น เขาเคยดำรงตำแหน่งประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Terrapin Capital Holdings นอกจากนี้ คุณ Rattner ยังเป็นเจ้าของและกรรมการของ Rattner Mackenzie Limited ตั้งแต่ปี 2005 ถึงปี 2008 รวมถึงเคยดำรงตำแหน่งประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Professional Indemnity Agency, Inc. ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ HCC Insurance Holdings, Inc. ตั้งแต่ปี 2001 ถีงปี 2005 อีกทั้งเขายังเคยดำรงตำแหน่งประธานบริษัท ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการของ Professional Indemnity Agency, Inc. ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ Marshall Rattner, Inc. ตั้งแต่ปี 1991 ถึงปี 2001 อีกด้วย

เกี่ยวกับ Fortegra

ตลอดระยะเวลากว่า 45 ปีที่ผ่านมา Fortegra ได้ดำเนินธุรกิจผ่านบริษัทในเครือ โดยมีการรับประกันภัยในรูปแบบโซลูชันการบริหารจัดการความเสี่ยง ซึ่งช่วยให้ผู้คนและภาคธุรกิจสามารถก้าวไปสู่ความสำเร็จได้ท่ามกลางสภาวการณ์ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ในฐานะบริษัทประกันภัยเฉพาะทางระดับนานาชาติ ซึ่งบริษัทประกันภัยในเครือได้รับอันดับความแข็งแกร่งทางการเงินจาก A.M. Best ในระดับ A- (Excellent) และจัดอยู่ในหมวดขนาดฐานะทางการเงินระดับ ‘X’ เราจึงพร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่หลากหลาย ทั้งในกลุ่มประกันภัยทั่วไปที่ได้รับการรับรอง (Admitted Lines) กลุ่มประกันภัยส่วนเกินและส่วนเกินพิเศษ (Excess and Surplus Lines) รวมถึงโซลูชันด้านการรับประกันสินค้าและบริการ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: www.fortegra.com.

เกี่ยวกับ DB Insurance

ตลอดระยะเวลากว่า 6 ทศวรรษที่ผ่านมา DB Insurance Co., Ltd. ได้สร้างรากฐานอันแข็งแกร่งจนก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในบริษัทประกันภัยชั้นนำของประเทศเกาหลี โดยทำหน้าที่คุ้มครองดูแลทั้งบุคคลทั่วไปและภาคธุรกิจ พร้อมทั้งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมประกันภัยระดับชาติ บริษัทก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1962 ในฐานะบริษัทประกันภัยรถยนต์สาธารณะแห่งแรกของเกาหลี และได้เปลี่ยนมาใช้ชื่อ “DB Insurance” ในปี ค.ศ. 2017 เพื่อสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ในการก้าวสู่การเป็นกลุ่มบริษัทประกันภัยระดับโลก ด้วยการจัดอันดับความแข็งแกร่งทางการเงินจาก A.M. Best ในระดับ A+ (Superior) ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มขนาดทางการเงินประเภท ‘XV’ และได้รับการจัดอันดับจาก S&P ในระดับ A+ (Stable) เสริมให้ DB Insurance สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่ครอบคลุมครบวงจร ทั้งประกันวินาศภัย ประกันภัยระยะยาว และประกันภัยรถยนต์ รวมถึงบริการทางการเงินที่หลากหลายผ่านบริษัทในเครือ ซึ่งดำเนินธุรกิจด้านประกันชีวิต หลักทรัพย์ ธนาคารออมทรัพย์ และการบริหารจัดการสินทรัพย์ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: www.idbins.com.

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Contacts

Vijaya Singh
vsingh@fortegra.com
 
Katie Butler
kbutler@aartrijk.com

ที่มา: Fortegra Group, Inc.

ประกาศแจ้งการประชุมทางโทรศัพท์เพื่อรายงานผลประกอบการทางการเงินไตรมาสแรกปี 2026 ของ Multi-Color

Logo

แอตแลนตา–(BUSINESS WIRE)–04 มิถุนายน 2026

การประชุมทางโทรศัพท์เพื่อรายงานผลประกอบการทางการเงินไตรมาสแรกปี 2026 ของ Multi-Color Corporation (“MCC”) จะครอบคลุมผลการดำเนินงานของ MCC สำหรับไตรมาสสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2026

เมื่อใด:
วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน เวลา 10:00 น. ตามเวลา EDT

ผู้ร่วมประชุม:
Hassan Rmaile, ประธานและซีอีโอ และ Kathleen Phelps, ซีเอฟโอ

การเข้าถึง:
นักลงทุนปัจจุบันและนักลงทุนที่สนใจสามารถเข้าถึงเว็บไซต์ข้อมูลนักลงทุน (“เว็บไซต์ข้อมูล”) ได้โดยทำตามคำแนะนำในส่วนที่ 2 ด้านล่าง หากคุณเคยเข้าถึงเว็บไซต์ข้อมูลนักลงทุนมาก่อนแล้ว คุณไม่จำเป็นต้องดำเนินการใดๆ เนื่องจากสิทธิ์การเข้าถึงของคุณยังคงอยู่ โปรดส่งคำขอการเข้าถึงไปยังที่อยู่อีเมลที่ระบุไว้ด้านล่างในส่วนที่ 2 ภายในเวลา 17:00 น. ตามเวลา ET ของวันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน โดยลิงก์ถ่ายทอดสดสำหรับการประชุมแถลงผลประกอบการทางการเงินไตรมาสแรกปี 2026 จะถูกโพสต์ไว้ในเว็บไซต์ข้อมูลสำหรับนักลงทุน

คำแนะนำในการเข้าใช้งานเว็บไซต์ข้อมูลนักลงทุน:

1. การเข้าถึงเว็บไซต์ข้อมูล

ผู้ถือหน่วยลงทุนสามัญ หน่วยลงทุนบุริมสิทธิ และใบสำคัญแสดงสิทธิของ Labels Buyer, LLC (“บริษัท”) ผู้ถือพันธบัตรที่ออกโดย Multi-Color Corporation และ MCC Manufacturing, Inc. (รวมเรียกว่า “ผู้ออกพันธบัตร”) และนักลงทุนที่สนใจ (“นักลงทุน”) นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ (ในส่วนที่ให้การวิเคราะห์การลงทุนในหลักทรัพย์ของบริษัทและผู้ออกพันธบัตร ตลอดจนสถาบันสร้างสภาพคล่องในตลาดบางแห่ง) สามารถเข้าถึงเว็บไซต์ข้อมูลนักลงทุนของบริษัท (“เว็บไซต์ข้อมูล”) ได้

2. ขอสิทธิ์การเข้าถึงเว็บไซต์ข้อมูล

หากคุณต้องการเข้าถึงเว็บไซต์ข้อมูล โปรดกรอกแบบฟอร์มขอเข้าถึงข้อมูลที่แนบมาในเว็บไซต์ของเรา และส่งมาที่ investor.relations@mcclabel.com

โดยสามารถเข้าถึงเอกสารได้ที่นี่

  • เฉพาะบุคคลต่อไปนี้เท่านั้นที่จะได้รับสิทธิ์ในการเข้าถึงเว็บไซต์ข้อมูล:
  1. ผู้ถือหน่วยลงทุนแต่ละรายของบริษัทที่ไม่ใช่ “คู่แข่ง” (ตามคำนิยามด้านล่าง) และเป็นคู่สัญญาในข้อตกลงบริษัทจำกัดฉบับแก้ไขเพิ่มเติมและปรับปรุงใหม่ครั้งที่สามของบริษัท ลงวันที่ 11 พฤษภาคม 2026 (ซึ่งอาจมีการแก้ไขหรือปรับปรุงใหม่ได้เป็นครั้งคราว) (“ข้อตกลง”) และรับทราบและตกลงที่จะปฏิบัติตามข้อผูกพันในการรักษาความลับเกี่ยวกับข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์ข้อมูล
     
     
  2. ผู้ถือใบสำคัญแสดงสิทธิแต่ละรายของบริษัทที่ไม่ใช่คู่แข่ง รับทราบและตกลงที่จะปฏิบัติตามข้อผูกพันในการรักษาความลับเกี่ยวกับข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์ข้อมูล
     
     
  3. ผู้ลงทุนที่มีศักยภาพโดยสุจริตที่ต้องการซื้อหน่วยลงทุนและ/หรือใบสำคัญแสดงสิทธิของบริษัท ซึ่งไม่ใช่คู่แข่ง และร้องขอการเข้าถึงเว็บไซต์ข้อมูล และรับรองว่าเป็น “ผู้ซื้อสถาบันที่มีคุณสมบัติ” ตามความหมายของกฎข้อ 144A แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ หรือบุคคลที่ไม่ใช่ชาวสหรัฐอเมริกา (ตามที่กำหนดไว้ในระเบียบข้อบังคับ S ภายใต้พระราชบัญญัติหลักทรัพย์) และตกลง (x) ที่จะปฏิบัติตามข้อผูกพันในการรักษาความลับเกี่ยวกับข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์ข้อมูล และตกลง (y) ที่จะส่งเอกสารการเข้าร่วมข้อตกลงที่ลงนามแล้ว (“เอกสารการเข้าร่วม”) ให้แก่บริษัท ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่งหน่วยลงทุนของบริษัท
     
     
  4. ผู้ถือตราสารหนี้แต่ละรายที่ออกโดยผู้ออกตราสารหนี้
     
     
  5. ผู้ลงทุนที่มีศักยภาพในตราสารหนี้ที่ออกโดยผู้ออกตราสารหนี้ ซึ่งไม่ใช่คู่แข่ง และร้องขอการเข้าถึงเว็บไซต์ข้อมูล พร้อมทั้งรับรองว่าเป็น “ผู้ซื้อสถาบันที่มีคุณสมบัติ” ตามความหมายของกฎข้อ 144A แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ หรือ
     
     
  6. นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ (ในขอบเขตที่ให้ข้อมูลการวิจัยและการวิเคราะห์เกี่ยวกับการลงทุนในหน่วยลงทุนของบริษัทหรือตราสารหนี้ที่ออกโดยผู้ออกตราสาร) และสถาบันการเงินที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในตลาดหลักทรัพย์บางแห่ง
     
    “คู่แข่ง” หมายถึง บริษัท (i) ที่มีธุรกิจหลักอยู่ในสายธุรกิจเดียวกันหรือคล้ายคลึงกับบริษัทหรือบริษัทย่อย หรือ (ii) ที่มีการแข่งขันกับบริษัทหรือบริษัทย่อยในด้านใดๆ ที่ไม่ใช่เพียงเล็กน้อย และเพื่อวัตถุประสงค์นี้ โดย “คู่แข่ง” จะรวมถึงบริษัทในเครือของบุคคลใดๆ ที่อธิบายไว้ในข้อ (i) หรือ (ii) ข้างต้น ทั้งนี้ ผู้จัดการสินทรัพย์หรือบริษัทลงทุนที่ควบคุมหรือบริหารจัดการนิติบุคคลที่แข่งขันกับบริษัทและบริษัทย่อย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตการลงทุนของตน จะไม่ถือว่าเป็น “คู่แข่ง” ตราบใดที่ผู้จัดการสินทรัพย์หรือบริษัทลงทุนดังกล่าวรักษาและบังคับใช้มาตรการป้องกันข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งป้องกันการไหลของข้อมูลที่เป็นความลับเกี่ยวกับบริษัทและบริษัทย่อยไปยังบริษัทในพอร์ตการลงทุนใดๆ ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของผู้จัดการสินทรัพย์หรือบริษัทลงทุนดังกล่าว

นักลงทุนที่กลายเป็นผู้ถือหน่วยลงทุนของบริษัท ณ วันที่แผนการปรับโครงสร้างองค์กรแบบเตรียมการร่วมกันของบริษัท Multi-Color Corporation Inc. และบริษัทในเครือลูกหนี้ตามบทที่ 11 ของประมวลกฎหมายล้มละลาย (ต่อไปนี้เรียกว่า “แผน”) มีผลบังคับใช้ (กล่าวคือ วันที่ 11 พฤษภาคม 2026) (ผู้ถือหน่วยลงทุนดังกล่าวเรียกว่า “ผู้ถือเดิม”) ถือว่าได้ลงนามในข้อตกลงแล้วตามแผน โดยไม่จำเป็นต้องส่งหน้าลงนามหรือเอกสารเข้าร่วมเพิ่มเติม

หากท่านเป็นผู้ถือหน่วยลงทุนปัจจุบันของบริษัท และไม่ใช่ผู้ถือหน่วยลงทุนรายแรก และยังไม่ได้ส่งแบบฟอร์มเข้าร่วมกลุ่ม โปรดเข้าถึงเว็บไซต์ข้อมูลที่อ้างถึงข้างต้นเพื่อดูแบบฟอร์มเข้าร่วมกลุ่ม ซึ่งท่านควรกรอกและส่งทางอีเมลพร้อมข้อมูลที่บริษัทอาจร้องขอตามสมควร ไปยัง legal@mcclabel.com

___________________________________________________________________________

Multi-Color Corporation จะไม่เปิดเผยข้อมูลทางการเงินต่อสาธารณะ การเข้าถึงการประชุมทางโทรศัพท์จำกัดเฉพาะผู้ถือหลักทรัพย์ที่ออกโดย Labels Buyer, LLC และบริษัทย่อย นักลงทุนที่มีศักยภาพที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในหลักทรัพย์ดังกล่าว และนักวิเคราะห์หลักทรัพย์และผู้สร้างตลาดบางรายที่ได้ลงทะเบียนเพื่อเข้าถึงเว็บไซต์ข้อมูลที่มีการรักษาความปลอดภัยแล้ว

บันทึกการประชุมจะพร้อมให้รับชมได้ในเร็วๆ นี้บนเว็บไซต์ข้อมูลที่ปลอดภัยสำหรับนักลงทุนของ Multi-Color

เกี่ยวกับ Multi-Color Corporation

Multi-Color Corporation (MCC) ก่อตั้งขึ้นในปี 1916 เป็นผู้นำระดับโลกด้านโซลูชันฉลากคุณภาพสูง มีรายได้ต่อปีประมาณ 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่ได้สนับสนุนแบรนด์ชั้นนำระดับโลกมากมายในหลากหลายกลุ่มผลิตภัณฑ์ รวมถึงอาหารและเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ดูแลบ้านและส่วนบุคคล ไวน์และสุรา และผลิตภัณฑ์เฉพาะทางอื่นๆ โดย MCC มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองแอตแลนตา ให้บริการเจ้าของแบรนด์ทั้งในประเทศและต่างประเทศทั่วโลก ด้วยเทคโนโลยีฉลากที่ทันสมัยครบวงจร ทั้งแบบไวต่อแรงกด แบบตัดและเรียงซ้อน แบบม้วน แบบขึ้นรูป แบบหดตัว และแบบถ่ายเทความร้อน โดย MCC มีพนักงานประมาณ 12,275 คน ในโรงงานกว่า 90 แห่งในกว่า 25 ประเทศ

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Contacts

James Waters
james.waters@mcclabel.com

ที่มา: Multi-Color Corporation

The Bangkok Reporter