ปลดล็อกคุณค่าจากคลังข้อมูลขนาดใหญ่ (Data Lakes) ของธุรกิจสาธารณูปโภค: Bidgely นำเทคโนโลยี AI ด้านพลังงานมาสู่งาน Enlit Asia 2026

Logo

Utility AI ช่วยให้ผู้ให้บริการสาธารณูปโภคในอาเซียนขจัดปัญหาการสูญเสียที่ไม่ใช่ทางเทคนิค เพิ่มประสิทธิภาพความจุของโครงข่ายไฟฟ้า ยกระดับประสบการณ์ลูกค้า และอื่นๆ อีกมากมาย

ลอสอัลทอส รัฐแคลิฟอร์เนีย–(BUSINESS WIRE)–08 กันยายน 2026

Bidgely จะขึ้นเวทีร่วมกับบริษัทสาธารณูปโภค หน่วยงานกำกับดูแล ผู้ให้บริการเทคโนโลยี และผู้นำด้านพลังงานจากทั่วภูมิภาคอาเซียนในงานดังกล่าว Enlit Asia 2026จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-24 กันยายน ณ BSD City กรุงจาการ์ตา Bidgely โดยผ่านการนำเสนอทางเทคนิคและการเสวนาบนเวที Bidgely จะสาธิตให้เห็นว่า  เทคโนโลยี AI ระดับรางวัลสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลฝั่งผู้ใช้ สามารถปลดล็อกศักยภาพที่แท้จริงของข้อมูลจากมิเตอร์อัจฉริยะได้อย่างไร ซึ่งจะช่วยให้ผู้ให้บริการสาธารณูปโภคก้าวข้ามขีดจำกัดของการออกใบแจ้งหนี้แบบเดิมๆ ไปสู่การสร้างผลลัพธ์ที่วัดผลได้จริง ทั้งในด้านประสบการณ์ลูกค้า การวางแผนโครงข่ายไฟฟ้า การปกป้องรายได้ การกำหนดกลุ่มเป้าหมายสำหรับโครงการต่างๆ และการสร้างมูลค่าทางธุรกิจจากข้อมูล

Bidgely will showcase how AI unlocks the true potential of smart meter data to help utilities drive enterprise-wide impact.

Bidgely จะสาธิตวิธีการที่ AI สามารถปลดล็อกศักยภาพที่แท้จริงของข้อมูลจากมิเตอร์อัจฉริยะ เพื่อช่วยให้บริษัทสาธารณูปโภคสร้างผลกระทบในวงกว้างทั่วทั้งองค์กร

“บริษัทสาธารณูปโภคทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้วางรากฐานดิจิทัลที่แข็งแกร่งผ่านการติดตั้งมิเตอร์อัจฉริยะ (AMI) อย่างรวดเร็ว และมิเตอร์อัจฉริยะกำลังสร้างข้อมูลการดำเนินงานที่มีค่ามหาศาล” Nipun Jain รองประธาน (EMEA & APAC) ของ Bidgely กล่าว “ในงาน Enlit Asia เรากำลังแสดงให้เห็นว่าผู้นำด้านพลังงานกำลังดึงคุณค่าจากข้อมูล AMI เหล่านี้ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่โดยใช้ AI/ML ซึ่งเปลี่ยนข้อมูลช่วงเวลาให้เป็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมที่ช่วยลดความผันผวนของค่าไฟฟ้า กำจัดความสูญเสียที่ไม่ใช่ทางเทคนิค และสร้างโครงข่ายไฟฟ้าที่ยืดหยุ่นสำหรับอนาคต”

ในงาน Enlit Asia 2026 บริษัท Bidgely จะสาธิตโซลูชันที่ได้รับการพิสูจน์แล้วทั่วโลกในสามด้านหลัก ได้แก่:

  •  การสร้างคุณค่าให้แก่ผู้บริโภค: ขจัดปัญหาค่าไฟสูงเกินคาด ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของความไม่พอใจของลูกค้า ด้วยการส่งมอบข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าแต่ละชิ้นแบบเฉพาะบุคคลโดยตรงแก่ผู้บริโภค พร้อมทั้งเสริมศักยภาพให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริการลูกค้า (CSR) มีข้อมูลที่นำไปใช้ได้จริงในทันที เพื่อแก้ไขข้อสงสัยที่ซับซ้อนได้อย่างรวดเร็ว
  •  การปกป้องรายได้: ต่อสู้กับการสูญเสียที่ไม่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีซึ่งแพร่หลายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยอัลกอริธึมตรวจจับความผิดปกติขั้นสูงของระบบ AMI แทนที่ขั้นตอนการตรวจสอบที่ช้าและตอบสนองต่อเหตุการณ์ ด้วยเบาะแสและหลักฐานที่มีความแม่นยำสูงและตรงเป้าหมาย เพื่อระบุการขโมยพลังงานและปกป้องผลกำไรของบริษัท
  •  ระบบอัจฉริยะด้านโครงข่ายไฟฟ้าขั้นสูง: แก้ปัญหาความผันผวนที่เกิดจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน (พลังงานแสงอาทิตย์และรถยนต์ไฟฟ้า) โดยการสร้างแบบจำลองจากล่างขึ้นบนของสินทรัพย์ด้านการกระจายพลังงาน ทำให้บริษัทสาธารณูปโภคมีข้อมูลเชิงลึกที่ไม่เคยมีมาก่อนเกี่ยวกับกำลังการผลิตของหม้อแปลง ความเครียดของสินทรัพย์ และศักยภาพในการปรับเปลี่ยนภาระการใช้ไฟฟ้า เพื่อชะลอการลงทุนด้านทุนขนาดใหญ่และเพิ่มประสิทธิภาพค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน

เนื่องจากตระหนักดีว่าผู้ให้บริการสาธารณูปโภคในภูมิภาคต่างมีความต้องการที่แตกต่างกันในด้านระบบคลาวด์ ความปลอดภัย และธรรมาภิบาลข้อมูล UtilityAI™ ของ Bidgely จึงสามารถนำไปใช้งานในรูปแบบโซลูชัน SaaS ที่ได้รับการจัดการอย่างเต็มรูปแบบ หรือใช้งานร่วมกับระบบคลาวด์และระบบนิเวศข้อมูลที่หน่วยงานสาธารณูปโภคเลือกใช้ เช่น AWS, Microsoft Azure, Snowflake และ Databricks ความยืดหยุ่นในการติดตั้งนี้ช่วยให้ผู้ให้บริการสามารถเร่งการนำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น พร้อมทั้งใช้ประโยชน์จากการลงทุนด้านเทคโนโลยีที่มีอยู่เดิมให้เกิดประโยชน์สูงสุด และยังตอบโจทย์ข้อกำหนดด้านไอทีระดับองค์กรได้อีกด้วย   

หัวข้อเด่นในการบรรยายเชิงผู้นำทางความคิด

วันอังคารที่ 22 กันยายน | การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและ AI
15:30 – 15:40 | การนำ AI มาใช้กับข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์: จากระบบที่กระจัดกระจายสู่ระบบอัจฉริยะเชิงปฏิบัติการ

วันพุธที่ 23 กันยายน | การหารือด้านพลังงานอาเซียน
09:50 – 10:40 | ระบบพลังงานสมัยใหม่เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนและยืดหยุ่น

วันพุธที่ 23 กันยายน | การปรับปรุงระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้ทันสมัย
14:10 – 15:00 | ชั้นโครงข่ายไฟฟ้าเชิงรุก (Active Grid Layer): การดำเนินงานระบบจำหน่ายไฟฟ้าภายใต้รูปแบบความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงไป

ช่วงกิจกรรมศูนย์รวมความรู้:

นอกจากนี้ Bidgely จะนำเสนอการบรรยายทางเทคนิคเฉพาะเรื่องอีกสามหัวข้อตลอดงาน โดยจะสำรวจอัลกอริธึมวิทยาศาสตร์ข้อมูลชั้นนำในอุตสาหกรรมสาธารณูปโภค เพื่อให้มองเห็นภาพรวมของสินทรัพย์ (รวมถึงแบตเตอรี่) ในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน สำหรับการพยากรณ์ระดับโครงข่ายและระดับสายป้อน และระบบอัจฉริยะแบบกระจายศูนย์เพื่อความยืดหยุ่นและความสามารถในการฟื้นตัวของโครงข่ายที่ดีขึ้น

หากต้องการปรับแต่งแผนงานด้าน AI ของคุณให้เหมาะสมกับความต้องการเฉพาะ โปรดไปที่:www.bidgely.com/solution-demo-enlitหากต้องการนัดหมายพบกับ Bidgely ที่งาน Enlit Asia 2026 โปรดไปที่: www.bidgely.com/enlit-asia

เกี่ยวกับ Bidgely

Bidgely เป็นผู้บุกเบิกด้านระบบอัจฉริยะด้านพลังงานที่ขับเคลื่อนด้วย AI โดยเปลี่ยนข้อมูลดิบจากมิเตอร์ให้เป็นข้อมูลเชิงลึกที่มีความละเอียดสูงสำหรับบริษัทสาธารณูปโภคทั่วโลก แพลตฟอร์ม UtilityAI™ ของบริษัทให้บริการแก่ครัวเรือนกว่า 50 ล้านหลัง โดยอาศัยสิทธิบัตรหลักกว่า 19 ฉบับเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการมองเห็นภาพรวมของโครงข่ายไฟฟ้า การดำเนินงานของศูนย์บริการลูกค้า และการสร้างปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าแบบเฉพาะบุคคล Bidgely ได้รับการยกย่องจาก Fast Company ให้เป็นหนึ่งใน “10 บริษัทที่มีนวัตกรรมด้าน AI เชิงประยุกต์ยอดเยี่ยมที่สุด” โดยบริษัทผสานรวมระบบวิเคราะห์พลังงานที่มีความแม่นยำสูงเข้ากับระบบนิเวศ AI ระดับสากล เช่น Microsoft Copilot และ AWS เพื่อยกระดับโครงข่ายไฟฟ้าให้ทันสมัยด้วยความแม่นยำในระดับครัวเรือน
 www.bidgely.com | bidgely.com/insights

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260907163779/en

Contacts

Christine Bennett
Bidgely
press@bidgely.com

ที่มา: Bidgely

A2RL สร้างบรรทัดฐานใหม่ระดับสากลจากการแข่งรถไร้คนขับ 5 คันครั้งแรกในยุโรป

Logo

  • ทีม Kinetiz จากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คว้าชัยในการแข่งขันนอกกรุงอาบูดาบีเป็นครั้งแรกของรายการ A2RL ระหว่างการแข่งขัน ACI Racing Weekend ซึ่งจัดขึ้น สนาม Autodromo Internazionale Enzo e Dino Ferrari ซึ่งเป็นสนามแข่งรถระดับตำนานในเมืองอิโมลา
  •  รับชมการแข่งขันได้ ที่นี่

เมืองอิโมลา ประเทศอิตาลี–(BUSINESS WIRE)–07 กันยายน 2026

รายการ Abu Dhabi Autonomous Racing League (A2RL) ได้เสร็จสิ้นการแข่งรถไร้คนขับซึ่งปล่อยตัวพร้อมกันหลายคันเป็นครั้งแรกในทวีปยุโรป ณ สนาม Imola Circuit ประเทศอิตาลี เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2026 โดยเป็นส่วนหนึ่งของงาน ACI Racing Weekend ทั้งนี้ ทีม Kinetiz (สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) สามารถคว้าชัยชนะในการแข่งขันระดับนานาชาติครั้งแรกของลีก โดยเป็นการดวลความเร็วรวม 12 รอบสนามบนหนึ่งในเส้นทางแข่งขันที่ท้าทายและต้องใช้เทคนิคขั้นสูงที่สุดในวงการกีฬายานยนต์โลก

A2RL Sets New International Benchmark with Europe’s First Five-Car Autonomous Race (Photo: AETOSWire)

A2RL สร้างบรรทัดฐานใหม่ระดับสากลจากการแข่งรถไร้คนขับ 5 คันครั้งแรกในยุโรป (รูปภาพ: AETOSWire)

การแข่งขันครั้งนี้จัดขึ้นโดย ASPIRE ซึ่งเป็นหน่วยงานย่อยผู้ดูแลโครงการความท้าทายอันยิ่งใหญ่ภายใต้สภาวิจัยเทคโนโลยีขั้นสูงแห่งกรุงอาบูดาบี (ATRC) โดยรายการ A2RL เป็นศูนย์รวมของผู้มีบทบาทสำคัญในระบบนิเวศยานยนต์ไร้คนขับของอาบูดาบี และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลเชิงยุทธศาสตร์จากสภาระบบอัจฉริยะและระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ (SASC) ทั้งนี้ A2RL ได้พัฒนาจากเดิมที่เป็นเพียงพื้นที่ทดสอบระบบปัญญาประดิษฐ์ต่อสาธารณะภายใต้สภาวะการแข่งขันที่สมบุกสมบัน มาสู่ทัวร์นาเมนต์การแข่งขันที่เน้นการชิงชัยอย่างเต็มรูปแบบ โดยการแข่งขันที่เมืองอิโมลาครั้งนี้ ถือเป็นก้าวแรกสู่เวทีระดับสากลของลีก หลังจากที่จัดการแข่งขันมาแล้ว 2 ฤดูกาล ณ สนาม Yas Marina Circuit ในกรุงอาบูดาบี และถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการทะยานด้วยความมุ่งมั่นที่จะกลายเป็นการแข่งขันชิงแชมป์ระดับนานาชาติครั้งแรกของโลกสำหรับรถแข่งไร้คนขับอย่างแท้จริง

การแข่งขันในครั้งนี้เป็นการรวมตัวกันของรถแข่งไร้คนขับอย่างสมบูรณ์แบบจำนวน 5 คัน โดยมีทีม Kinetiz (สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) เป็นผู้คว้าชัยชนะ ตามมาด้วยทีม Constructor Racing (เยอรมนี) เป็นอันดับสอง ส่วนอันดับสามตกเป็นของทีม PoliMOVE (อิตาลี) ขณะที่ทีม Unimore (อิตาลี) เข้าเส้นชัยเป็นอันดับที่สี่ และทีม TUM (เยอรมนี) แชมป์ประจำปี 2024 และปี 2025 จบการแข่งขันเป็นอันดับห้า ทั้งนี้ ทุกทีมต่างลงแข่งขันด้วยตัวรถรุ่น EAV-25 ที่เหมือนกันทุกประการ ส่งผลให้ความได้เปรียบเสียเปรียบด้านสมรรถนะในการแข่งขันขึ้นอยู่กับซอฟต์แวร์ล้วน ๆ ได้แก่ ระบบการรับรู้สภาพแวดล้อม ระบบการวางแผนเส้นทาง ระบบการควบคุมรถ และระบบการตัดสินใจแบบทันท่วงที

ทีม TUM เจ้าของตำแหน่งแชมป์รายการ A2RL 2 สมัยซ้อน ต้องหยุดสถิติการเป็นผู้ชนะติดต่อกันลงหลังจากเผชิญกับปัญหาทางเทคนิคระหว่างรอบอุ่นเครื่อง ส่งผลให้ตัวรถต้องกลับเข้าสู่ช่องซ่อมบำรุงก่อนที่จะออกตัวเพื่อเปิดฉากการแข่งขันจริง

เจ้าของสถิติเวลาต่อรอบเร็วที่สุดในการแข่งขันครั้งนี้ได้แก่ทีม Unimore รถแข่งในตำแหน่งหัวแถวและผู้นำการแข่งขัน โดยทำเวลาไว้ที่ 1 นาที 40 วินาที ก่อนที่ตัวรถจะเผชิญกับปัญหาขัดข้องทางเทคนิคและหยุดนิ่งลงอย่างกะทันหัน โดยในขณะนั้น ทีม PoliMOVE ซึ่งขับไล่หลังรถที่นำอยู่เป็นอันดับแรกอย่างกระชั้นชิดในระยะเวลาห่างกันไม่ถึง 1 วินาทีตั้งแต่เปิดฉากการแข่งขัน และเป็นคันที่ทำความเร็วสูงสุดในการแข่งขันครั้งนี้ที่ 252.3 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ไม่สามารถหักหลบรถของทีม Unimore ที่ลดความเร็วลงอย่างฮวบฮาบได้ทัน ส่งผลให้พุ่งชนเข้ากับส่วนท้ายของรถอย่างรุนแรง และทำให้การแข่งขันของทั้งสองทีมต้องยุติลงในทันที เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ทีม Kinetiz พลิกกลับขึ้นมาเป็นผู้นำ และสามารถรักษาตำแหน่งเอาไว้ได้จนกระทั่งวิ่งผ่านธงตราหมากรุกเข้าเส้นชัยไป

ฯพณฯ Faisal al Bannai เลขาธิการสภาวิจัยเทคโนโลยีขั้นสูง กล่าวว่า “A2RL แสดงให้เห็นถึงแนวทางของกรุงอาบูดาบีในการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง นั่นคือการตั้งเป้าหมายความท้าทายอันยิ่งใหญ่ การรวบรวมกลุ่มผู้มีสติปัญญาเป็นเลิศ และการสร้างปัจจัยแวดล้อมที่เอื้อต่อการเร่งพัฒนาความก้าวหน้า ซึ่งการแข่งขันที่เมืองอิโมลาถือเป็นบทพิสูจน์แนวทางดังกล่าว โดยมีรถแข่งไร้คนขับถึง 5 คันที่ต้องรับมือกับความไม่แน่นอนและความกดดันของสถานการณ์การแข่งขันจริง การที่ทีม Kinetiz คว้าชัยชนะในครั้งนี้จึงนับเป็นช่วงเวลาสำคัญของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ขณะที่มูลค่าในวงกว้างคือสิ่งที่การแข่งขันได้สะท้อนให้เห็น ทั้งในเรื่องความเสถียร ความสามารถในการฟื้นตัวจากข้อขัดข้อง และการตัดสินใจแบบทันท่วงที ซึ่งข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้จะช่วยพัฒนาระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติให้ก้าวหน้าต่อไปในวงกว้าง โดยไม่จำกัดอยู่เพียงแค่ในสนามแข่งรถเท่านั้น”

Stephane Timpano ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ ASPIRE กล่าวว่า “ขอแสดงความยินดีกับทีม Kinetiz จากสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ สำหรับชัยชนะอันคู่ควรนี้ การแข่งขันที่เมืองอิโมลาได้ยกระดับความท้าทายขึ้นไปอีกขั้น โดยระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติจะต้องขับเคี่ยวกันอย่างใกล้ชิดในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง อีกทั้งยังสร้างข้อมูลที่มีคุณค่ายิ่งเพื่อเร่งกระบวนการวิจัยและพัฒนาในขั้นต่อไปให้รวดเร็วยิ่งขึ้น สิ่งที่เราได้เห็นในการแข่งขันครั้งนี้ทำให้เรามีบรรทัดฐานใหม่ในการประเมินว่าระบบเหล่านี้ทำงานและสามารถปรับตัวได้อย่างไรภายใต้สภาวะความกดดัน”

บทพิสูจน์ที่แท้จริงของรถแข่งไร้คนขับ

ด้วยลักษณะของสนามที่มีระดับความสูงต่ำแตกต่างกัน เส้นทางวิ่งที่แคบ พื้นที่รองรับรถหลุดโค้งที่มีจำกัด และจุดเบียดแซงที่ยากลำบาก สนาม Imola จึงเป็นบททดสอบว่าระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติจะสามารถบริหารจัดการการยึดเกาะถนน ความหนาแน่นของรถในสนาม การจัดตำแหน่งรถ และการขับแซงภายใต้สภาวะความกดดันอย่างต่อเนื่องได้อย่างไร การแข่งขันครั้งนี้กำหนดให้ระบบปัญญาประดิษฐ์ต้องตอบสนองต่อคู่แข่งคันอื่น ๆ อยู่ตลอดเวลา เพื่อตัดสินใจว่าจะเลือกเปิดเกมบุก ป้องกันตำแหน่ง หรือปรับเปลี่ยนเส้นทางวิ่งที่วางแผนไว้ตามสถานการณ์การแข่งขันที่เปลี่ยนไป

Omar Hanif Alqassim ผู้จัดการทีม Kinetiz กล่าวว่า “นี่คือช่วงเวลาแห่งความภาคภูมิใจยิ่งสำหรับพวกเราทุกคนในทีม Kinetiz ที่สามารถคว้าชัยชนะในการแข่งขันระดับนานาชาติครั้งแรกของรายการ A2RL ได้สำเร็จ และที่สำคัญที่สุดคือการได้เป็นตัวแทนของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์บนเวทีระดับสากล ทีมงานทุกคนทุ่มเทอย่างหนักหน่วงเพื่อความสำเร็จในครั้งนี้ และการได้เห็นความพยายามเหล่านั้นสะท้อนออกมาเป็นชัยชนะก็ยิ่งทำให้มีความพิเศษมากยิ่งขึ้น นี่คือการแข่งขันที่ยอดเยี่ยมและจัดขึ้นอย่างเป็นระบบโดย ASPIRE ซึ่งได้สร้างรากฐานอันแข็งแกร่งเพื่อแสดงให้เห็นประจักษ์ถึงสิ่งที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์กำลังพัฒนาในด้านเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ พวกเราภูมิใจที่ได้นำชัยชนะอันคู่ควรนี้กลับบ้าน อีกทั้งได้เป็นส่วนหนึ่งในการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและขีดความสามารถของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์บนเวทีระดับโลก”

เส้นทางสู่เมืองอิโมลา

ก่อนที่การแข่งขันจะเริ่มต้นขึ้น แต่ละทีมต่างเตรียมความพร้อมผ่านช่วงเวลาการลงทดสอบภาคสนามอย่างเข้มข้นเป็นเวลาเพียงแค่ 9 วัน ท่ามกลางสภาพอากาศที่แปรปรวนหลากหลายรูปแบบ ทั้งฝนตกและลูกเห็บตกในบางช่วง อย่างไรก็ดี ชุดอุปกรณ์สำหรับสภาพทางเปียกที่เพิ่งติดตั้งเข้าไปใหม่ ช่วยให้รถแข่งของทั้ง 5 ทีมสามารถลงวิ่งทดสอบได้ โดยทำระยะทางรวมกันไปทั้งสิ้น 38 รอบสนาม

เพื่อเป็นการเสริมการทดสอบในสนามจริง และเปิดโอกาสให้แต่ละทีมได้ปรับปรุงโค้ดให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รายการแข่งขันจำลองเสมือนจริงของ A2RL จึงได้กลับมาอีกครั้งในฤดูกาลนี้ โดยนำแบบจำลองดิจิทัลที่มีความสมจริงและความแม่นยำสูงของสนามแข่งขันต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น Yas Marina, the A2RL Autodrome, Suzuka และ Imola มาใช้ในการพัฒนาและรับรองความถูกต้องของอัลกอริทึม

Alessandro Tucci ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายโครงการความท้าทายอันยิ่งใหญ่ของ ASPIRE กล่าวว่า “สมรรถนะที่แต่ละทีมแสดงให้เห็นระหว่างการแข่งขันครั้งนี้ เป็นผลลัพธ์มาจากยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ชัดเจน ซึ่งสร้างขึ้นจากการทดสอบระบบจำลองเสมือนจริงและการแข่งขันจริงรวมกันมากกว่า 5,000 ชั่วโมงในปี 2025 การแข่งขันที่เมืองอิโมลาถือเป็นก้าวสำคัญอันเป็นรากฐานสำหรับวิวัฒนาการของ A2RL และพวกเราภูมิใจในผลสำเร็จที่ทั้งบรรดาทีมแข่งและองค์กรผู้จัดงาน A2RL บรรลุถึง การนำการเตรียมความพร้อมดังกล่าวมาสู่สนามแข่งขันอย่างสนาม Imola คือแนวทางที่เราใช้ในการยกระดับมาตรฐานการแข่งขันของ A2RL ให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง”

ก้าวต่อไปของ A2RL

รายการ A2RL จะกลับไปจัดการแข่งขันครั้งถัดไป ณ สนาม Yas Marina Circuit ในฐานะที่เป็นบ้านเกิดของ A2RL นับตั้งแต่เปิดตัวเมื่อปี 2024 สนาม Yas Marina Circuit จึงยังคงเป็นเวทีบรรทัดฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของลีก

บทเรียนต่าง ๆ จากสนาม Imola จะสะท้อนกลับไปยังโปรแกรมการวิจัยและพัฒนาในกรุงอาบูดาบี การทดสอบระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติในสนามแข่งที่มีรูปแบบเส้นทางแข่งขันและลักษณะการแข่งขันที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง จะช่วยให้เรามีมาตรการประเมินความสามารถในการปรับตัวของระบบเหล่านั้นได้ดียิ่งขึ้น พร้อมทั้งสานต่อบทบาทของ A2RL ในการเป็นพื้นที่ทดสอบสาธารณะสำหรับเทคโนโลยีไร้คนขับ ตลอดจนตอกย้ำตำแหน่งของกรุงอาบูดาบีในฐานะศูนย์กลางแห่งนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ประยุกต์และระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ

ทัวร์นาเมนต์การแข่งขันปี 2026 นี้ เกิดขึ้นได้ด้วยการสนับสนุนจาก SteerAI พร้อมด้วยพันธมิตรชั้นนำอย่าง AD Ports และ du Infra พันธมิตรอย่างเป็นทางการ ได้แก่ AWS, Abu Dhabi Mobility และ Abu Dhabi Gaming ผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการ ได้แก่ HP และ Castore ตลอดจนพันธมิตรทางเทคนิคอย่าง PACETEQ และ Live in Five

รับชมการแข่งขันได้ที่นี่ : https://www.youtube.com/watch?v=VSdCF_yR3L4

*ที่มา: AETOSWire

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260907943650/en

Contacts

Thushara Mohanan
thushara.mohanan@tii.ae
Comms@a2rl.io

ที่มา: Abu Dhabi Autonomous Racing League

EdgeConneX เข้าร่วมโครงการ Sustainable Tropical Data Centre Testbed 2.0 ของประเทศสิงคโปร์ในฐานะพันธมิตรหลักระดับสูงสุด

Logo

นอกจากนี้ EdgeConneX ยังให้การสนับสนุนโครงการริเริ่มด้าน AI for Science และพัฒนาบุคลากรที่มีทักษะด้านวิศวกรรมผ่านกรณีการใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรมและโครงการริเริ่มด้านการเรียนรู้ต่างๆ

ประเทศสิงคโปร์–(BUSINESS WIRE)–08 กันยายน 2026

EdgeConneX® ผู้บุกเบิกโซลูชันโครงสร้างพื้นฐานแบบ Build-to-Suit และ Build-to-Density ระดับโลก มีความยินดีที่จะประกาศว่าบริษัทได้เข้าร่วมกลุ่มความร่วมมือ Sustainable Tropical Data Centre Testbed Phase 2.0 (STDCT 2.0) ในฐานะที่เป็นพันธมิตรหลักระดับสูงสุด การเป็นพันธมิตรใหม่ในครั้งนี้จึงตอกย้ำความมุ่งมั่นของบริษัทต่อการพัฒนานวัตกรรมศูนย์ข้อมูลที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ ท่ามกลางหนึ่งในสภาพแวดล้อมการดำเนินงานที่ท้าทายที่สุดของโลก ประเทศสิงคโปร์เป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของบริษัทจึงมีความสำคัญเชิงกลยุทธ์ต่อ EdgeConneX โดยเป็นความภาคภูมิใจของทางบริษัทที่ได้สนับสนุนให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางสำคัญสำหรับการนำ AI รุ่นใหม่มาใช้งาน

ความมุ่งมั่นของ EdgeConneX ที่ดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายปี และรวมถึงการสนับสนุนเงินทุนเข้าสู่กองทุนโครงสร้างพื้นฐานร่วมที่ทีมงานโครงการได้บริหารจัดการ ตลอดจนโครงการที่คัดสรรมาโดยเฉพาะ ซึ่ง EdgeConneX จะนำความเชี่ยวชาญด้านศูนย์ข้อมูลระดับโลกเข้ามามีส่วนร่วมโดยตรง รวมถึง Ingenuity ที่เป็นโซลูชันศูนย์ข้อมูลที่มีความหนาแน่นสูง.

เปิดตัวครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายน 2023 และจัดตั้งขึ้นที่ College of Design and Engineering (CDE) ของ National University of Singapore (NUS) โครงการ STDCT ได้รับการก่อตั้งขึ้นมาเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันด้านโซลูชันศูนย์ข้อมูลที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพของประเทศสิงคโปร์ และเป็นที่รับรู้กันว่าเป็นการทดสอบศูนย์ข้อมูลแห่งแรกในเขตร้อน Phase 2.0 ได้สานต่อภารกิจดังกล่าว โดยให้ความสำคัญกับโซลูชันศูนย์ข้อมูลรุ่นใหม่ที่พร้อมรองรับ AI ซึ่งผสานเทคโนโลยีสำคัญ เช่น ระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวขั้นสูง และการปฏิบัติงานที่ตอบสนองต่อเครือข่ายไฟฟ้า เพื่อรองรับแร็กที่มีความหนาแน่นสูงเป็นพิเศษอย่างยั่งยืน นอกจากนี้โครงการ STDCT 2.0 ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ทางกายภาพเท่านั้น แต่ยังเป็นโครงการความร่วมมือด้านนวัตกรรมที่เปิดกว้างด้านเทคโนโลยีและผู้ปฏิบัติงานที่ออกแบบมาเพื่อนำผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากทั่วทั้งอุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูลเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับอนาคตต่อภาคส่วนศูนย์ข้อมูลในเขตร้อน โครงการ STDCT 2.0 ริเริ่มจะสานต่อความพยายามในวงกว้างเพื่อพัฒนาการทดสอบแบบใช้งานจริงที่รวบรวมภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน เพื่อประเมิน ตรวจสอบความถูกต้อง ลดความเสี่ยง และเร่งการนำโซลูชันที่ยั่งยืนไปใช้งานกับสภาพแวดล้อมศูนย์ข้อมูลในเขตร้อน

“EdgeConneX ยินดีที่จะให้การสนับสนุนต่อโครงการวิจัยที่จัดตั้งขึ้นนี้เป็นเวลาหลายปี ด้วยปริมาณงานด้าน AI ที่ผลักดันให้ความหนาแน่นของแร็กเพิ่มขึ้นอย่างมาก อุตสาหกรรมจึงกำลังคิดทบทวนเกี่ยวกับวิธีการออกแบบ การจ่ายพลังงาน การระบายความร้อน และการอัปเกรดศูนย์ข้อมูล เราเห็นถึงคุณค่าของโครงการอย่างเช่น โครงการ STDCT 2.0 ที่เชื่อมโยงงานวิจัยกับการนำไปใช้งานจริงด้วยการทดสอบการออกแบบที่อาศัยข้อมูลทางฟิสิกส์เป็นพื้นฐานและเทคโนโลยีดิจิทัลแบบคู่ในสภาพแวดล้อมการปฏิบัติงานจริง พร้อมทั้งการเปลี่ยนนวัตกรรมให้เป็นโซลูชันที่สามารถใช้งานเพื่อขยายขอบเขตได้จริง – Thorsten Ziegler รองประธานอาวุโสฝ่ายวิศวกรรมของ EdgeConneX

“EdgeConneX มีผลงานที่โดดเด่นด้านความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง ในเอเชียแปซิฟิก สถานประกอบการต่างๆ ของเราใช้ระบบระบายความร้อนขั้นสูงแบบที่ไม่มีการระเหย ซึ่งส่งมอบประสิทธิภาพให้กับลูกค้าระดับไฮเปอร์สเกลและ AI ของเรา และช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำของชุมชน ความร่วมมือกับ NUS และบทเรียนที่ได้เรียนรู้จากโครงการ STDCT 2.0 จะเป็นประโยชน์ต่อการออกแบบและการปฏิบัติงานในศูนย์ข้อมูลของเรา ไม่เพียงแต่ใน APAC เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมทั้งโลกด้วย – Chi Yee Ling รองประธานฝ่ายพัฒนาสถานที่และอสังหาริมทรัพย์ในเอเชียแปซิฟิกของ EdgeConneX

เมื่อความต้องการด้านการประมวลผลเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แรงกดดันต่อโครงสร้างพื้นฐานทางด้านดิจิทัลก็ยิ่งมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นด้วย แรงกดดันนี้มักส่งผลกระทบอย่างชัดเจนในภูมิภาคเขตร้อน อย่างเช่น ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งมีความร้อนและความชื้นสูงทำส่งผลต่อการระบายความร้อนและระบบปฏิบัติการแบบเดิมทำงานจนถึงขีดจำกัด ความเชี่ยวชาญของ EdgeConneX ในการนำศูนย์ข้อมูลแบบไฮเปอร์สเกลและศูนย์ข้อมูล AI ไปใช้งานจริงจะมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางการวิจัยที่ STDCT ระยะต่อไป ทางเรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งสำหรับการสนับสนุนโครงการอย่างแข็งแกร่ง และเราหวังว่าจะได้ร่วมมือกันต่อไปในอนาคต – ศาสตราจารย์ Lee Poh Seng ผู้อำนวยการโครงการ STDCT และหัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกลของ NUS CDE

ในฐานะพันธมิตรทางอุตสาหกรรมหลักของกลุ่มความร่วมมือโครงการ STDCT 2.0 ทาง EdgeConneX จะร่วมลงทุนและมีส่วนในการกำหนดทิศทางโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยร่วม พร้อมทั้งเข้ามามีส่วนร่วมในการวิจัยและพัฒนาร่วมอย่างจริงจัง การบูรณาการทางด้านเทคโนโลยี และการตรวจสอบความถูกต้องในภาคสนาม ด้วยการใช้ประโยชน์จากสถานประกอบการที่เป็นการทดสอบแบบหลายผู้ให้บริการในโลกจริง EdgeConneX จะสนับสนุนการประเมินผล การลดความเสี่ยง และการเร่งนำโซลูชันศูนย์ข้อมูลที่ยั่งยืนไปใช้งานในระดับเดียวกับศูนย์ข้อมูลเชิงพาณิชย์ โครงสร้างพื้นฐานร่วมจะประกอบด้วยสภาพแวดล้อมการทดสอบศูนย์ข้อมูลแบบโมดูลาร์ ระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวและระบบระบายความร้อนการทิ้งขั้นสูง ระบบเครื่องมือวัดและแพลตฟอร์มข้อมูลการตรวจวัดระยะไกลที่มีความละเอียดสูง ตลอดจนดิจิทัลแบบคู่ที่ใช้ AI-native สำหรับการสร้างแบบจำลองระบบ การเพิ่มประสิทธิภาพ การปฏิบัติงานเชิงคาดการณ์ และการประเมินสมรรถนะการทำงานตลอดวงจรชีวิต

ในฐานะเป็นผู้นำกลุ่มความร่วมมือโครงการ STDCT 2.0 ทาง NUS ได้ผลักดันการออกแบบ การพัฒนา และการประสานงานด้านนวัตกรรมในระบบระบายความร้อน ระบบจ่ายพลังงาน ระบบระบายความร้อนทิ้ง และดิจิทัลแบบคู่ที่ใช้ AI-native พร้อมทั้งการดูแลการทดสอบ การบริหารจัดการโครงการ และความร่วมมือทางด้านอุตสาหกรรม เพื่อให้สามารถดำเนินการพัฒนา การบูรณาการ และการตรวจสอบความถูกต้องของเทคโนโลยีรุ่นใหม่ได้ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดเข้าชมได้ที่ https://cde.nus.edu.sg/stdct/

เกี่ยวกับ EdgeConneX

โดยมี EQT Infrastructure ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรการลงทุนระดับโลกให้การสนับสนุน EQT EdgeConneX ได้จัดเตรียมโซลูชันโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืนอย่างครบวงจรทั่วโลก เราทำงานกับลูกค้าอย่างใกล้ชิดเพื่อเสนอทางเลือกต่างๆ ในเรื่องของตำแหน่งที่ตั้ง ขอบเขต และประเภทของสถานประกอบการ ตั้งแต่ Build-to-Suit ไปจนถึง Build-to-Density โดยที่ EdgeConneX เป็นผู้นำระดับโลกด้านบริการศูนย์ข้อมูลที่พร้อมให้บริการทุกเวลา ทุกสถานที่ และทุกขนาด สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่หลากหลาย รวมถึงคลาวด์, AI, เนื้อหา, เครือข่าย และอื่นๆ อีกมากมาย ด้วยภารกิจที่มุ่งเน้นในการดูแลลูกค้า บุคลากร และโลกของเรา EdgeConneX มุ่งมั่นที่จะ Empower Your Edge

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดเข้าชมได้ที่ edgeconnex.com

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Contacts

คำถามของสื่อ: ติดต่อ: press@edgeconnex.com

ที่มา: EdgeConneX

เกม Onimusha: Way of the Sword ของ Capcom ทำยอดขายทะลุ 1 ล้านชุดในวันเปิดตัว!

Logo

– ยอดขายรวมของซีรีส์ทะลุ 10 ล้านชุด ด้วยแรงหนุนจากเกมใหม่ล่าสุดในรอบ 20 ปี –

โอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น–(BUSINESS WIRE)–07 กันยายน 2026

Capcom จำกัด (TOKYO:9697) ประกาศในวันนี้ว่า ยอดขายทั่วโลกของเกม Onimusha: Way of the Sword เกมภาคใหม่ล่าสุดของซีรีส์ ทำยอดขายทะลุ 1 ล้านชุดในวันแรกที่วางจำหน่าย ด้วยผลงานของเกมนี้ ทำให้ยอดขายรวมของซีรีส์ Onimusha ทะลุ 10 ล้านชุดเข้าไปแล้ว

Onimusha: Way of the Sword key art

ภาพอาร์ตหลักของเกม Onimusha: Way of the Sword

Onimusha: Way of the Sword เป็นเกมใหม่ล่าสุดของซีรีส์ในรอบกว่า 20 ปี โดยเป็นเกมแอ็กชั่นต่อสู้ด้วยดาบที่มีตัวเอกคือ Miyamoto Musashi โดยมีฉากหลังเป็นเมืองเกียวโตในยุคเอโดะ เกมนี้ได้ยกระดับความตื่นเต้นเร้าใจของการต่อสู้ด้วยดาบด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย พร้อมทั้งนำเสนอเรื่องราวที่น่าสนใจและภาพกราฟิกที่สวยงาม นอกจากนี้ ก่อนการเปิดตัว Capcom ยังได้ดำเนินกิจกรรมทางการตลาดหลายอย่าง เช่น การปล่อยเดโมหลายเวอร์ชันและการจัดนิทรรศการให้ผู้เล่นได้ลองเล่น เพื่อขยายการรับรู้ในกลุ่มผู้ใช้ที่หลากหลาย ส่งผลให้ยอดขายทะลุ 1 ล้านชุดในวันเปิดตัว

นอกจากการปล่อยเกมใหม่ๆ ออกมาอย่างสม่ำเสมอทุกปีแล้ว Capcom ยังมุ่งเน้นไปที่การฟื้นคืนชีพ IP ที่ไม่ได้ออกเกมใหม่มานานแล้ว และบริษัทกำลังทำงานเพื่อเพิ่มมูลค่าองค์กรให้สูงสุดโดยการใช้ประโยชน์จากคลังคอนเทนต์มากมายของตน รวมถึงเกมนี้ด้วย

เกี่ยวกับซีรีส์ Onimusha

ซีรีส์เกม Onimusha เป็นเกมแอ็กชั่นต่อสู้ด้วยดาบที่ผู้เล่นสวมบทบาทเป็นนักรบผู้มีพลังเหนือมนุษย์ของเหล่าโอนิ และต่อสู้กับเหล่าอสูรกายที่มุ่งหมายจะครองโลก โดยยอดขายเกมสะสมตั้งแต่เกมแรกวางจำหน่ายในปี 2001 นั้นเกิน 10 ล้านชุดแล้ว

เกี่ยวกับ CAPCOM

Capcom เป็นผู้พัฒนา ผู้จัดจำหน่าย และผู้เผยแพร่เกมชั้นนำระดับโลกสำหรับเครื่องเล่นเกมคอนโซล พีซี อุปกรณ์พกพา และอุปกรณ์ไร้สาย ก่อตั้งขึ้นในปี 1983 บริษัทได้สร้างเกมมาแล้วหลายร้อยเกม รวมถึงแฟรนไชส์ที่สร้างปรากฏการณ์อย่าง Resident Evil™, Monster Hunter™, Street Fighter™, Mega Man™, Devil May Cry™ และ Ace Attorney™ โดย Capcom มีการดำเนินงานในสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เยอรมนี ฝรั่งเศส ฮ่องกง ไต้หวัน สิงคโปร์ และโตเกียว และมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่โอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Capcom ได้ที่ https://www.capcom.co.jp/ir/english/

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260907554827/en

Contacts

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และนักลงทุนสัมพันธ์ของ Capcom
+81-6-6920-3623

ที่มา: Capcom Co., Ltd.


เรื่องราวที่ยังไม่เคยเล่า ‘NEW YORK IN MONCLER’

Logo

ย้อนรำลึกถึงช่วงเวลาสำคัญๆ ในประวัติศาสตร์นิวยอร์ก

บางเรื่องราวความรักต้องใช้เวลา หลังจากร่วมแบ่งปันช่วงเวลาดีๆ มานานหลายทศวรรษ Moncler ได้เผยเรื่องราวความสัมพันธ์อันยั่งยืนกับนิวยอร์กผ่านการประกาศความรักครั้งยิ่งใหญ่ทั่วทั้งเมือง

นิวยอร์ก–(BUSINESS WIRE)–04 กันยายน 2026

เรื่องราวที่ยังไม่เคยเล่า New York in Moncler เริ่มต้นขึ้นเมื่อหิมะมาบรรจบกับคอนกรีต สิ่งที่อาจสลายไปกลับคงอยู่ ก่อเกิดเป็นความรักที่สร้างขึ้นจากช่วงเวลาแห่งการบุกเบิกและแข็งแกร่งขึ้นในทุก ๆ บทที่ผ่านมา พวกเขาได้พบกันอีกครั้งแล้วครั้งเล่า หลายทศวรรษต่อมา เรื่องราวของพวกเขาก็พร้อมที่จะถูกเปิดเผยเสียที

NEW YORK IN MONCLER MIDTOWN MOUNTAINS

NEW YORK IN MONCLER MIDTOWN MOUNTAINS

นิทรรศการกลางแจ้งขนาดใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของเมืองอย่าง “New York in Moncler” จะเผยให้เห็นช่วงเวลาสำคัญที่สะท้อนถึงความผูกพันระหว่างนิวยอร์กและแบรนด์ Moncler โดยจะเปลี่ยนพื้นที่สาธารณะทั่วเมืองให้กลายเป็นแกลเลอรีแสดงผลงานย้อนหลังอันทรงพลัง ตั้งแต่วันที่ 9-13 กันยายน

นิทรรศการ New York in Moncler เป็นการแสดงออกถึงความรักและความผูกพันอย่างเปิดเผย ภาพถ่ายขนาดใหญ่จะนำเสนอประสบการณ์ที่น่าจดจำซึ่งเกิดจากความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมอย่างใกล้ชิดมากว่ายี่สิบปี นิทรรศการนี้จะจัดแสดงทั่วเมืองและปิดท้ายด้วยการจัดแสดงในพื้นที่เฉพาะภายใน Vanderbilt Hall ของสถานีรถไฟ Grand Central Terminal    

ช่วงเวลาต่างๆ ที่จัดแสดงอยู่นี้ได้หล่อหลอมวิวัฒนาการของแบรนด์และช่วยสร้างภาษาเชิงสร้างสรรค์ที่นิยาม Moncler ในปัจจุบัน: การออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเทือกเขาแอลป์ ซึ่งไม่เพียงแต่ได้รับการยกย่องในฐานะเครื่องแต่งกายสำหรับปีนเขาที่มีเทคนิคสูงเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ระดับโลกของสไตล์ การปกป้อง และการเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์อีกด้วย

ความทรงจำอันน่าประทับใจเหล่านี้ได้รับการเฉลิมฉลองเพิ่มเติมในภาพยนตร์ที่ออกฉาย ในวันนี้ 3 กันยายน ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวความรักอันเป็นความลับระหว่าง Moncler และนิวยอร์กผ่านช่วงเวลาพิเศษต่างๆ ที่หล่อหลอมความสัมพันธ์นี้มาอย่างยาวนาน ตั้งแต่การแสดงแฟชั่นโชว์และแคมเปญต่างๆ ไปจนถึงความเชื่อมโยงระหว่างเมือง ผู้คน และ Moncler ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงเป็นภาพสะท้อนของความผูกพันนี้ เรื่องราวนี้บรรยายโดย Alicia Keys ศิลปินชื่อดังชาวนิวยอร์กและเพื่อนสนิทของแบรนด์ ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวด้วยน้ำเสียงเปี่ยมด้วยอารมณ์ผ่านบทเพลงใหม่ที่ยังไม่เคยเผยแพร่มาก่อน สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง         

เหตุการณ์สำคัญเหล่านี้ได้ทำให้เมืองนิวยอร์กกลายเป็นแรงบันดาลใจของ Moncler เมืองที่ Moncler แสดงให้เห็นว่าแฟชั่นสามารถมอบประสิทธิภาพ เป็นเวทีสำหรับความคิดสร้างสรรค์ และสร้างประสบการณ์ทางวัฒนธรรมร่วมกันได้   

บทใหม่ในเรื่องราวความรักกำลังจะเริ่มต้นขึ้น

Moncler เตรียมเปิดตัวร้านแฟล็กชิปขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในชื่อ Moncler Fifth Avenue ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากสถานี Grand Central Terminal เพียงไม่กี่ก้าว สถานที่ใหม่นี้เป็นความสำเร็จครั้งล่าสุดในหลายๆ ด้าน เป็นการแสดงออกถึงความรักระหว่างเมืองและแบรนด์อย่างแท้จริง และเป็นตัวแทนของการเชื่อมโยงที่หาที่เปรียบไม่ได้ เป็นพื้นที่ที่ความฝันของ Monclerในนิวยอร์กในอีกหลายทศวรรษข้างหน้าจะกลายเป็นจริง   

นิทรรศการ “New York in Moncler” จะจัดแสดงที่ Vanderbilt Hall ใน Grand Central Terminal และทั่วเมืองนิวยอร์ก ตั้งแต่วันที่ 9-13 กันยายน ผลงานที่จัดแสดง ได้แก่

A Hudson Hike
Chelsea Pier, 2010
การก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของ Moncler ในนิวยอร์กเริ่มต้นด้วยการเปลี่ยนสถานที่ริมแม่น้ำอันเป็นเอกลักษณ์ให้กลายเป็นภูเขาในเมือง โดยนางแบบ 100 คนในชุด Moncler Grenoble ปีนป่ายไปตามนั่งร้านในโมเมนต์สุดอลังการของแฟชั่นวีค

A Grand Groove
Grand Central Terminal, 2011
บริเวณโถงหลักของสถานีรถไฟ Grand Central กลายเป็นรันเวย์เซอร์ไพรส์สำหรับการนำเสนอคอลเล็กชั่นฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาวของ Moncler Grenoble ในงานนิวยอร์กแฟชั่นวีค นักเต้น 140 คน สวมชุดปีนเขาแบบพิเศษ สร้างความประทับใจให้กับผู้สัญจรไปมาด้วยการแสดงที่ประสานกันอย่างลงตัว

A Central Skate
Central Park, 2012
นักสเก็ตมืออาชีพในชุดสีแดง ขาว และน้ำเงิน ขึ้นแสดงบนลานน้ำแข็งขนาดใหญ่ของ Wollman Rink ใน Central Park ในช่วงแฟชั่นวีคของ Moncler Grenoble โดยมีวงออร์เคสตราจากนักดนตรีชาวนิวยอร์กบรรเลงสดประกอบ

A Gotham Forest
Gotham Hall, 2013
Moncler Grenoble ได้เนรมิต Gotham Hall ในนิวยอร์กให้กลายเป็นงานจัดแสดงที่น่าตื่นตาตื่นใจ โดยจำลองบรรยากาศของเทือกเขาแอลป์ในใจกลางแมนฮัตตัน ด้วยการจัดเรียงนางแบบเกือบ 370 คนในชุดสีเขียวในรูปแบบ “Inner Forest” 

A Ballroom Ballad
Hammerstein Ballroom, 2014
สถานที่จัดแสดงดนตรีอันโด่งดังของนิวยอร์กกลายเป็นเครื่องจักรการแสดงอันยิ่งใหญ่ ผสมผสานประเพณีการขับร้องแบบอัลไพน์เข้ากับการออกแบบท่าเต้นอย่างพิถีพิถันสำหรับการแสดงแฟชั่นโชว์ฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาวของ Moncler Grenoble นักร้องประสานเสียง 60 คน จัดเรียงอยู่บนโครงสร้างหลายระดับ สร้างฉากหลังที่มีชีวิตชีวาให้กับผลงานของศิลปินชาวสวิส André และ Michel DécosterdPendulum Choir การจัดแสดงบนแท่นไฮดรอลิก

Midtown Mountains
Chrysler Building, 2014
Annie Leibovitz ถ่ายภาพแคมเปญ Moncler Collection ฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว โดยจับภาพนายแบบ Simon Howell บนยอดตึก Chrysler อันเป็นสัญลักษณ์ของเมือง ภาพนี้สะท้อนแนวคิดหลักของแบรนด์ นั่นคือ แจ็คเก็ตที่ใช้งานได้หลากหลาย ไม่ว่าจะฤดูกาลใด เทรนด์ใด หรือข้ามพรมแดนใดก็ตาม โดยภาพนี้ทำให้เส้นแบ่งระหว่างยอดเขาและตึกระฟ้าสูงตระหง่านนั้นเลือนหายไป

Art For Love
New York Public Library, 2015

โครงการ Art For Loveของ Moncler ซึ่งเป็นโครงการที่พัฒนาขึ้นเพื่อสนับสนุน amfAR ได้ถูกนำเสนอที่หอสมุดสาธารณะนิวยอร์กในช่วงแฟชั่นวีค โดยมี Fabien Baron เป็นผู้ดูแล โครงการนี้ได้เชิญช่างภาพ 32 คนมาตีความใหม่ให้กับแจ็คเก็ต Maya อันเป็นเอกลักษณ์ของ Moncler เปลี่ยนจากเสื้อผ้าที่ใช้งานได้จริงให้กลายเป็นผืนผ้าใบสำหรับการสนทนาที่กว้างขึ้นระหว่างแฟชั่น การถ่ายภาพ และการกุศล

ภาพที่ 1: Studiocat ของช่างภาพชาวอเมริกัน Brigitte Lacombe นำเสนอตัวเอกที่ไม่คาดคิด เปลี่ยนแจ็กเก็ตให้กลายเป็นทั้งเกราะป้องกันและกรอบเวทีสำหรับการแสดง – การตีความที่ชาญฉลาดและเน้นตัวละครของรูปทรงที่เป็นเอกลักษณ์ที่สุดของ Moncler

ภาพที่ 2: สไตล์การถ่ายภาพแบบ Surrealist Portrait with Flowers ของ Camilla Åkrans นำเสนอภาพนางแบบที่ถูกห้อมล้อมด้วยการจัดดอกไม้ที่หนาแน่น โดยมีแจ็กเก็ต Maya ถักทอเข้ากับองค์ประกอบที่เหมือนฝัน Åkrans เป็นที่รู้จักในด้านการถ่ายภาพบุคคลที่สื่ออารมณ์และใช้ประโยชน์จากองค์ประกอบทางธรรมชาติได้อย่างน่าประทับใจ เธอได้เปลี่ยนเสื้อผ้าที่ใช้งานได้จริงให้กลายเป็นภาพเชิงกวีที่สะท้อนถึงภาษาภาพที่เป็นเอกลักษณ์ของเธอ ซึ่งได้แก่ ความเป็นผู้หญิง ความโรแมนติก และธรรมชาติ

All Together
Lincoln Center, 2016
การแสดงแฟชั่นโชว์คอลเล็กชั่นฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาวครั้งสำคัญของ Moncler Grenoble ในงาน New York Fashion Week ซึ่งจัดขึ้นท่ามกลางสภาพอากาศหนาวจัด ได้เปลี่ยนลานน้ำแข็งให้กลายเป็นเวทีการแสดงสด เปลี่ยนลานน้ำแข็งให้กลายเป็นเวทีการแสดงสด นักแสดงกว่า 80 คนเดินอย่างพร้อมเพรียงกันในสภาพอากาศหนาวจัด ซึ่งเป็นสภาพอากาศที่ผลิตภัณฑ์สำหรับใช้งานกลางแจ้งของ Moncler ออกแบบมาให้รับมือได้   

Brooklyn's Spike
Spike Lee, 2017
Spike Lee ผู้กำกับภาพยนตร์และนักบันทึกเรื่องราวทางวัฒนธรรมชื่อดังแห่งนิวยอร์ก เข้าร่วมงานเปิดตัวคอลเล็กชั่น Moncler Grenoble Fashion Week ที่ Hammerstein Ballroom ในปี 2017 ในฐานะแขกพิเศษ

People and Places
Vogue, 2017
ในปี 2017 Vogue ได้นำเสนอภาพของชาวนิวยอร์กผู้มีสไตล์มากมายในย่านต่างๆ ของพวกเขา โดยแสดงออกถึงบุคลิกภาพเฉพาะตัวท่ามกลางบรรยากาศอันน่าประทับใจของท้องถนนในเมือง บทความนี้เน้นย้ำถึงความหลากหลายและความมีเสน่ห์อย่างเป็นธรรมชาติของเสื้อแจ็กเก็ตทรงพองอันเป็นเอกลักษณ์ของ Moncler ซึ่งนำเสนอในเฉดสีสดใสและพื้นผิวที่โดดเด่นมากมาย โดยนำเสนอผ่านกลุ่มคนที่มีความหลากหลาย   

Winter Runway
Sarah Jessica Parker, 2023
เดิมทีชุดเดรสทรงพองแบบโอต์กูตูร์นี้ ออกแบบร่วมกับ Pierpaolo Piccioli สำหรับ Moncler Genius ในปี 2019 และกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งในปี 2023 เมื่อ Sarah Jessica Parker สวมใส่ ดีไซน์ของ Piccioli ได้พัฒนาจากผลงานทดลองบนรันเวย์กลายมาเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมป๊อปของฤดูหนาวในนิวยอร์ก

A State of Mind
Alicia Keys, 2023
คอลเลกชัน Moncler x Alicia Keys ที่ร่วมสร้างสรรค์โดยผู้บุกเบิกทางวัฒนธรรมและไอคอนระดับโลก ได้หวนรำลึกถึงความทรงจำส่วนตัวในนิวยอร์กยุค 90 โดยได้รับแรงบันดาลใจจากความเป็นไปได้ของเมืองคอนกรีตแห่งนี้ รูปทรงโอเวอร์ไซส์ เนื้อผ้าที่มีเทคนิคสูง และสีสันที่โดดเด่น รวมถึงสีม่วงอันเป็นเอกลักษณ์ของ Keys สะท้อนถึงพลังแห่งความสปอร์ตและเสน่ห์ดึงดูดใจจากท้องถนนที่เธอเติบโตมา

SoHo Style
Penn Badgley, 2025
แคมเปญ Moncler Collection Spring 2025 ถ่ายทำบนถนนโซโฮอันเลื่องชื่อ โดยมีนักแสดงชื่อดังและชาวนิวยอร์กอย่าง Penn Badgley เป็นนายแบบ ซึ่งถ่ายทอดสไตล์เมืองใหญ่ที่ดูสบายๆ แต่หรูหราอย่างลงตัว

The Red Carpet
Vittoria Ceretti, 2025
Moncler เปิดตัวบนเวทีแฟชั่นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเคียงข้าง Edward Enninful เพื่อนของแบรนด์ บรรณาธิการ สไตลิสต์ และผู้มีอิทธิพลทางวัฒนธรรมระดับตำนาน โดยได้รับแรงบันดาลใจจากธีมของงานในค่ำคืนนั้นSuperfine: Tailoring Black Style นางแบบชื่อดัง Vittoria Ceretti สวมชุดมินิเดรสตัดเย็บอย่างประณีตจากผ้าขนสัตว์ลายทางสีน้ำเงินเข้ม ตัดเย็บเข้ารูปช่วงเอวแบบคอร์เซ็ต พร้อมชายกระโปรงยาวพลิ้วไหว เสริมลุคให้สมบูรณ์แบบด้วยเสื้อคลุมดาวน์อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ Moncler ที่ประดับด้วยฮู้ดสุดหรู

Sun in the City
Fei Fei Sun, 2025
นางแบบชาวนิวยอร์ก Fei Fei Sun สวมใส่ชุดจากคอลเลกชันเปิดตัวในฐานะดีไซเนอร์ของ Edward Enninful ในชื่อ Moncler x EE72 by Edward Enninful คอลเลกชันนี้ถ่ายโดย Zhong Lin สำหรับVogue China โดยนำเสนอภาพลักษณ์ของเสื้อผ้าสำหรับนักผจญภัยยุคใหม่ทั่วโลก – กล้าหาญ มีระดับ และพร้อมที่จะลุยไปในทุกภูมิประเทศ ตั้งแต่เนินทรายที่แผดเผาด้วยแสงแดด ชายฝั่งที่ถูกลมพัด ไปจนถึงยอดเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะ   

Warmer Together
A Celebration of Friendship, 2025
ภาพยนตร์เรื่องนี้ถ่ายทำบนดาดฟ้าของนิวยอร์ก โดยมีเก้าอี้สองตัวเป็นสัญลักษณ์แห่งความผูกพัน ก่อนที่ Robert De Niro และ Al Pacino สองเพื่อนสนิทและตำนานแห่งวงการภาพยนตร์จะนั่งลง พวกเขาทั้งสองได้แสดงออกถึงความรัก ความอบอุ่น และความเคารพซึ่งกันและกันในแคมเปญระดับโลก Warmer Together

On Stage
Rockefeller Center, 2025
Tobe Nwigwe นำเสนอการแสดงสดที่อบอุ่นและเร้าใจ ณ Rockefeller Center อันโด่งดังของนิวยอร์ก เพื่อเฉลิมฉลองแคมเปญWarmer Together ของ Moncler แคมเปญนี้มีรากฐานมาจากมรดกของแบรนด์ที่เน้นการแบ่งปันความอบอุ่น โดยเฉลิมฉลองมิตรภาพ ความไว้วางใจ ความเคารพ และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ซึ่งเป็นคุณค่าที่โทบีถ่ายทอดออกมาในการแสดงที่เปี่ยมด้วยอารมณ์นี้   

Monty & Monduck
Visiting New York, 2026
คอลเล็กชั่นที่สอง LoveFrom Moncler ซึ่งสร้างสรรค์ร่วมกับกลุ่ม LoveFrom ของดีไซเนอร์ระดับตำนานอย่างJony Ive ได้ถูกเปิดตัวในงานเปิดตัว Moncler Fifth Avenue ร้านแฟล็กชิประดับโลกที่ใหญ่ที่สุดของแบรนด์ โดยทั้งสองแบรนด์ได้ถูกนำเสนอใน Central Park ผ่านมาสคอตประจำแบรนด์อย่าง Monduck และ Montgomery

หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ New York in Moncler โปรดเข้าชมที่ https://www.moncler.com/link/page/new-york-retrospective

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260903671495/en

Contacts

monclerpress@moncler.com

ที่มา: Moncler




การเชิดชูเกียรติจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก: ขณะนี้เปิดรับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล TOURISE Awards ครั้งที่ 2 แล้ว

Logo

  • รางวัล TOURISE Awards มีเป้าหมายในการแสดงให้เห็นถึงจุดหมายปลายทางที่มีอิทธิพลมากที่สุดในโลก พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรม พลังแห่งความผูกพันระหว่างผู้คน และความก้าวหน้าครั้งสำคัญในแวดวงการเดินทาง
  • เปิดรับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลใน 6 หมวดหมู่ด้วยกัน ซึ่งรวมถึงสาขาใหม่อย่างรางวัลจุดหมายปลายยอดเยี่ยมด้านสุขภาพ (Best Wellness Destination) ควบคู่ไปกับรางวัลระดับเรือธงอย่างรางวัลจุดหมายปลายทางยอดเยี่ยมในภาพรวม (Best Overall Destination) ซึ่งจะได้รับการคัดเลือกโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
  • ผู้ชนะรางวัลจะได้รับการเชิดชูเกียรติในพิธีมอบรางวัล TOURISE Awards ซึ่งจะจัดขึ้นควบคู่ไปกับการประชุมสุดยอด TOURISE Summit ณ กรุงริยาด ระหว่างวันที่ 23-25 มีนาคม 2027

กรุงริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย–(BUSINESS WIRE)–02 กันยายน 2026

การประกวดรางวัล TOURISE Awards ครั้งที่ 2 ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วในวันนี้ เพื่อให้เป็นมาตรฐานระดับโลกอย่างต่อเนื่องในการเชิดชูเกียรติจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวชั้นนำ โดยรางวัล TOURISE Awards ได้สร้างมาตรฐานใหม่ระดับสากลไว้ในปี 2025 ด้วยการยกย่องจุดหมายปลายทางที่มอบประสบการณ์การเดินทางอันมีเอกลักษณ์โดดเด่นและขับเคลื่อนด้วยเป้าหมายที่ชัดเจน อนึ่ง ในปี 2027 นี้ TOURISE จะเชิดชูจุดหมายปลายทางที่มีส่วนกำหนดทิศทางอนาคตของการท่องเที่ยว ตลอดจนสถานที่ซึ่งมอบคุณค่าในทุกขั้นตอนของการเดินทาง สอดคล้องกับจุดประสงค์ของนักเดินทาง รวมถึงสร้างมาตรฐานใหม่ระดับสากลให้กับการเดินทาง การเชื่อมสัมพันธ์ และการเติบโตของโลก ทั้งนี้ ระบบได้เปิดรับการเสนอชื่อจากสาธารณชนแล้วตั้งแต่วันที่ 1 กันยายนถึงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2026

รางวัล TOURISE Awards ประกอบด้วยรางวัล 6 หมวดหมู่ที่โดดเด่นและแตกต่างกัน ได้แก่ จุดหมายปลายทางยอดเยี่ยมด้านศิลปวัฒนธรรม (Best Arts and Culture Destination) จุดหมายปลายทางยอดเยี่ยมด้านการผจญภัย (Best Adventure Destination) จุดหมายปลายทางยอดเยี่ยมด้านอาหารและการปรุงอาหาร (Best Food and Culinary Destination) จุดหมายปลายทางยอดเยี่ยมด้านการช้อปปิ้ง (Best Shopping Destination) จุดหมายปลายทางยอดเยี่ยมด้านความบันเทิง (Best Entertainment Destination) และจุดหมายปลายทางยอดเยี่ยมด้านสุขภาพ (Best Wellness Destination) ซึ่งเป็นหมวดหมู่ใหม่ โดยรางวัลในทุกหมวดหมู่เหล่านี้แสดงให้เห็นถึงภาพรวมของเส้นทางนักเดินทางและรูปแบบการพัฒนาที่เปลี่ยนแปลงไปของจุดหมายปลายทางในการสร้างสรรค์ประสบการณ์ที่น่าจดจำและมีความหมาย ยิ่งไปกว่านั้น รางวัลระดับเรือธงอย่างรางวัลจุดหมายปลายทางยอดเยี่ยมในภาพรวม (Best Overall Destination) จะมอบให้เพื่อเชิดชูเกียรติจุดหมายปลายทางที่มีความโดดเด่นเป็นเลิศในทุก ๆ ด้านของประสบการณ์นักเดินทาง และสร้างบรรทัดฐานระดับสากลในฐานะสถานที่ท่องเที่ยวที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก

เพื่อให้สอดคล้องกับค่านิยมและแนวคิดหลักของ TOURISE การประกวดรางวัลในครั้งนี้จะเชิดชูเกียรติจุดหมายปลายทางที่มีเอกลักษณ์อันโดดเด่น มีผลกระทบที่สามารถวัดผลได้จริง และมีการบริหารจัดการอย่างมีความรับผิดชอบ ทั้งนี้ จุดหมายปลายทางที่มีสิทธิ์ส่งชื่อเข้าชิงรางวัลจะต้องมีคุณสมบัติดังนี้ (1) มีขอบเขตทางภูมิศาสตร์ที่ระบุไว้อย่างชัดเจน (เช่น เมือง ภูมิภาค หรือสถานที่ท่องเที่ยวเฉพาะแห่ง) (2) มีอัตลักษณ์และลักษณะเด่นเฉพาะตัวซึ่งมีรากฐานมาจากวัฒนธรรม ภูมิทัศน์ และแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ซึ่งส่งผลต่อมุมมองและการรับรู้ของนักเดินทางที่มีต่อจุดหมายปลายทางแห่งนั้น ๆ และประการสุดท้าย (3) ต้องได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานกำกับดูแลด้านการท่องเที่ยวซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบในการรับประกันว่าจุดหมายปลายทางแห่งดังกล่าวจะได้รับการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ

ฯพณฯ Ahmed Al-Khateeb รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวแห่งซาอุดีอาระเบียและประธาน TOURISE กล่าวว่า “การเชิดชูเกียรติความเป็นเลิศผ่านรางวัล TOURISE Awards เป็นมากกว่าการเฉลิมฉลองความสำเร็จ แต่คือย่างก้าวสำคัญในการกำหนดทิศทางอนาคตของการท่องเที่ยวโลก รางวัลเหล่านี้จะช่วยส่องสว่างจุดหมายปลายทางการเดินทางชั้นนำ ที่ไม่เพียงแต่ดึงดูดนักเดินทางด้วยประสบการณ์อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้นำในด้านนวัตกรรม ความยั่งยืน และความแท้จริงทางวัฒนธรรม ในโลกที่การท่องเที่ยวเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาอันทรงพลังสำหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และการเสริมสร้างศักยภาพของชุมชน นับว่าเป็นสิ่งสำคัญยิ่งที่เราจะต้องยกย่องจุดหมายปลายทางเหล่านั้นที่ร่วมสร้างมาตรฐานใหม่แห่งความเป็นเลิศและเป้าหมายอันแน่วแน่”

การตัดสินรางวัล TOURISE Awards จะดำเนินการโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอิสระ ซึ่งประกอบไปด้วยกลุ่มผู้บุกเบิกและทรงอิทธิพลจากหลากหลายอุตสาหกรรม ทั้งจากแวดวงการเดินทางและการท่องเที่ยว แฟชั่น อาหาร ศิลปะ ธุรกิจค้าปลีก วัฒนธรรม การผจญภัย และความบันเทิง ดังนี้

  • Albert Read – อดีตกรรมการผู้จัดการ Condé Nast
  • Filip Boyen – อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Forbes Travel Guide
  • Bernold Schroeder – อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารเครือโรงแรม Kempinski
  • Fiona Jeffery – อดีตประธานจัดงาน World Travel Market และอดีตประธานโครงการ Tourism for Tomorrow
  • Michael Ellis – อดีตผู้อำนวยการฝ่ายจัดทำ Michelin Guides ทั่วโลก
  • Omar Samra – ทูตสันถวไมตรีแห่งสหประชาชาติ นักปีนเขา และนักสำรวจขั้วโลก
  • Renaud de Lesquen – อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Givenchy และอดีตประธานกรรมการ Dior ประจำภูมิภาคอเมริกา
  • Lars Nittve – อดีตผู้อำนวยการผู้ร่วมก่อตั้ง Tate Modern
  • Caroline Rush – อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร British Fashion Council
  • Andrew Gibson – อดีตรองประธานฝ่ายสุขภาวะระดับโลกเครือโรงแรม Accor

Albert Read ประธานคณะกรรมการตัดสินและหัวหน้าคณะผู้พิจารณารางวัล กล่าวว่า นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของรางวัล TOURISE Awards ด้วยกระบวนการพิจารณาอันเข้มงวดและระดับศักยภาพของทีมคณะกรรมการตัดสิน ส่งผลให้รางวัล TOURISE Awards สามารถสร้างมาตรฐานใหม่สำหรับการยกย่องผู้นำในแวดวงการเดินทาง โดยการจัดงานเป็นครั้งที่ 2 นี้ เป็นโอกาสที่ TOURISE จะได้ก้าวขึ้นไปอีกขั้น ไม่เพียงแต่เพื่อยกย่องจุดหมายปลายทางที่โดดเด่นประจำปีอีกครั้งเท่านั้น แต่สิ่งสำคัญคือการติดตามพัฒนาการของสถานที่เหล่านั้นตามกาลเวลา เพื่อสร้างสิ่งที่จะกลายเป็นมาตรวัดขั้นสูงสุดสำหรับผลกระทบ ความก้าวหน้า และความสำเร็จในระยะยาวของการท่องเที่ยวระดับสากล

จุดหมายปลายทางแห่งต่าง ๆ จะได้รับการประเมินภายใต้เกณฑ์การพิจารณา 14 ข้อ ซึ่งรวมถึงความแท้จริงทางวัฒนธรรม การเข้าถึงได้สะดวก ความปลอดภัย ความยั่งยืน และประสบการณ์ของผู้มาเยือน โดยคณะกรรมการจะพิจารณาสิ่งที่ทำให้จุดหมายปลายทางแห่งนั้น ๆ มีความโดดเด่นในหมวดหมู่รางวัลที่ได้รับการส่งชื่อเข้าชิงรางวัล ควบคู่ไปกับเกณฑ์มาตรฐานสากลซึ่งสถานที่ท่องเที่ยวชั้นเยี่ยมทุกแห่งพึงมี

หลังจากสิ้นสุดช่วงเวลาเปิดรับการเสนอชื่อจากสาธารณชนแล้ว ในแต่ละหมวดหมู่รางวัลจะมีการประกาศรายชื่อจุดหมายปลายทางที่ผ่านเข้ารอบสุดท้าย ซึ่งคณะกรรมการจะดำเนินการคัดเลือกผู้ชนะเลิศจำนวน 1 ราย และผู้เข้ารอบสุดท้ายที่ได้รับรางวัลเกียรติยศอีกจำนวน 2 ราย โดยผู้ชนะรางวัลจะได้รับการเชิดชูเกียรติในพิธีมอบรางวัล TOURISE Awards ซึ่งจะจัดขึ้นควบคู่ไปกับการประชุมสุดยอด TOURISE Summit ณ กรุงริยาด ในวันที่ 23 มีนาคม 2027

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสียงของคุณเพื่อเลือกผู้ที่จะได้รับรางวัล TOURISE Awards สำหรับจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก ด้วยการเสนอชื่อจุดหมายปลายทางที่คุณคิดว่าสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นได้แล้ววันนี้ผ่านทางระบบพอร์ทัลการประกวดรางวัลที่ https://awards.tourise.com/ ภายในวันที่ 19 พฤศจิกายน

เกี่ยวกับ TOURISE

TOURISE คือแพลตฟอร์มชั้นนำระดับโลกในการนิยามใหม่และกำหนดทิศทางอนาคตของการท่องเที่ยว โดยการประชุมสุดยอด TOURISE Summit ครั้งปฐมฤกษ์ได้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-13 พฤศจิกายน 2025 ณ กรุงริยาด ภายใต้การสนับสนุนของกระทรวงการท่องเที่ยวแห่งซาอุดีอาระเบีย TOURISE ได้รวบรวมกลุ่มผู้มีวิสัยทัศน์จากทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ การลงทุน การท่องเที่ยว และเทคโนโลยี เพื่อผลักดันโครงการริเริ่มที่สร้างผลกระทบสูง รวมถึงการบรรลุข้อตกลงที่สร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ซึ่งจะช่วยจัดระเบียบอุตสาหกรรมใหม่และสร้างภาคการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน เท่าเทียม และมุ่งเน้นอนาคต ทั้งนี้ TOURISE ทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มระดับโลกตลอดทั้งปี เพื่อกำหนดทิศทางการเสวนาระดับสากลสำหรับภาคการเดินทางและการท่องเที่ยว พร้อมทั้งรวบรวมผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ร่วมกันในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของนักเดินทาง อันเป็นพื้นที่ซึ่งกำหนดทิศทางของการท่องเที่ยวในอีก 50 ปีข้างหน้า

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ TOURIST ได้ที่ www.TOURISE.com

เกี่ยวกับรางวัล TOURISE Awards:

รางวัล TOURISE Awards คือการเฉลิมฉลองระดับโลกเพื่อเชิดชูเกียรติความเป็นเลิศของจุดหมายปลายทาง โดยมุ่งยกย่องสถานที่ซึ่งมอบประสบการณ์การเดินทางอันมีเป้าหมายที่ชัดเจน น่าประทับใจไม่รู้ลืม และสอดคล้องกับความคาดหวังที่เปลี่ยนแปลงไปของนักเดินทางในยุคปัจจุบัน การประกวดรางวัลนี้ได้รับการตัดสินโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายภาคส่วน เพื่อเชิดชูเกียรติจุดหมายปลายทางใน 6 หมวดหมู่ ได้แก่ ศิลปวัฒนธรรม การผจญภัย อาหารและการปรุงอาหาร การช้อปปิ้ง ความบันเทิง และสุขภาพ ก่อนจะปิดท้ายด้วยรางวัลระดับเรือธงอย่างรางวัลจุดหมายปลายทางยอดเยี่ยมในภาพรวม (Best Overall Destination) ทั้งนี้ ในการจัดงานครั้งที่ 2 รางวัลจะยังคงส่องสว่างและเน้นย้ำถึงนวัตกรรม ความยั่งยืน การอนุรักษ์วัฒนธรรม และผลกระทบต่อผู้มาเยือน เพื่อร่วมกันสร้างมาตรฐานใหม่ระดับสากลสำหรับสิ่งที่จะทำให้จุดหมายปลายทางแห่งนั้น ๆ มีความยอดเยี่ยมอย่างแท้จริง

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรางวัล TOURISE Awards ได้ที่ TOURISE.com/awards

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260901221901/en

Contacts

ช่องทางติดต่อขอรับรายละเอียดเพิ่มเติม: media@TOURISE.com

ที่มา: TOURISE

Aukera ปิดดีลวงเงินสินเชื่อแบบมีโครงสร้างมูลค่า 460 ล้านยูโร นำโดย EIG เพื่อสนับสนุนพอร์ตโฟลิโอโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในยุโรป

Logo

บรัสเซลส์และวอชิงตัน–(BUSINESS WIRE)–02 กันยายน 2026

Aukera แพลตฟอร์มด้านการกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่และพลังงานหมุนเวียนในระดับภูมิภาคยุโรป ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก AtlasInvest, Reggeborgh และ SFPIM (กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของเบลเยียม) ประกาศการปิดดีลวงเงินสินเชื่อแบบมีโครงสร้างมูลค่า 460 ล้านยูโร โดยมี EIG ซึ่งเป็นนักลงทุนสถาบันชั้นนำในภาคพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก ทำหน้าที่เป็นนักลงทุนหลัก

ด้วยเงินทุนที่พร้อมแล้ว Aukera จึงก้าวเข้าสู่ระยะการเติบโตขั้นต่อไป โดยผสานรวมเงินทุน ความเชี่ยวชาญ และความสามารถในการส่งมอบ เพื่อสร้างแพลตฟอร์มโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่สำคัญในยุโรป ซึ่งจะพัฒนา จัดหาเงินทุน ก่อสร้าง และดำเนินงานสินทรัพย์ในระดับใหญ่

วงเงินสินเชื่อเดิมประกอบด้วยเงินทุนเริ่มต้น 200 ล้านยูโร และวงเงินเพิ่มเติมได้อีกสูงสุด 250 ล้านยูโร โดยวงเงินสินเชื่อที่แก้ไขใหม่นี้ได้เปลี่ยนวงเงินเพิ่มเติมดังกล่าวให้เป็นวงเงินสินเชื่อรอบที่ 2 จำนวน 260 ล้านยูโร ทำให้ยอดเงินทุนรวมเพิ่มขึ้นเป็น 460 ล้านยูโร เงินทุนเพิ่มเติมนี้จะสนับสนุนการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของโครงการผลิตพลังงานหมุนเวียน การกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่ และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของ Aukera ใน 5 ตลาดหลักของยุโรป (เบลเยียม สหราชอาณาจักร เยอรมนี โรมาเนีย และอิตาลี)

นับตั้งแต่ได้รับวงเงินเดิม Aukera ได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการริเริ่ม จัดหาเงินทุน และส่งมอบโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานขนาดใหญ่ในหลายตลาดอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันบริษัทมีโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างหรือดำเนินการอยู่เกือบ 1 กิกะวัตต์ในทุกตลาด นอกเหนือจากความสำเร็จในการส่งมอบโครงการเหล่านี้แล้ว Aukera ยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียนและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอีก 14 กิกะวัตต์ทั่วทวีปยุโรป

Catalin Breaban และ Pascal Emsens ผู้ร่วมก่อตั้ง Aukera ให้ความเห็นว่า:

“เราเชื่อว่ายุโรปจำเป็นต้องเพิ่มกำลังการผลิตแบตเตอรี่สำรองอย่างน้อยสี่เท่า เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย 200 กิกะวัตต์ของสหภาพยุโรปภายในปี 2030 ซึ่งไม่เพียงแต่ต้องการเงินทุนเท่านั้น แต่ยังต้องการทีมงานและแพลตฟอร์มที่สามารถสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ซับซ้อนได้อย่างต่อเนื่อง ตรงเวลา ตามงบประมาณ และครอบคลุมหลายตลาด”

วงเงินสินเชื่อจาก EIG นี้ทำให้ Aukera มีความแข็งแกร่งทางการเงินที่จะดำเนินการได้อย่างเต็มที่ ด้วยกำลังการผลิตเกือบ 1 กิกะวัตต์ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างหรือดำเนินการในปัจจุบัน โครงการในอนาคตอีก 14 กิกะวัตต์ และทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญอย่างลึกซึ้งในด้านการพัฒนา การจัดหาเงินทุน การส่งมอบ การเพิ่มประสิทธิภาพรายได้ และการบริหารจัดการสินทรัพย์อย่างครบวงจร เราคาดว่า Aukera จะก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มด้านการกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่และพลังงานหมุนเวียนที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในยุโรป เราอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่จะสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสนับสนุนระบบพลังงานที่กำลังพัฒนาของยุโรปต่อไป”

Rob Johnson ประธานและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายสารสนเทศของ EIG Credit Management ให้ความเห็นว่า:

“เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ขยายความสัมพันธ์กับ Aukera ผ่านวงเงินสินเชื่อที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญนี้ Aukera ได้สร้างพอร์ตโฟลิโอที่หลากหลายในหลายตลาดของยุโรป โดยได้รับการสนับสนุนจากทีมงานที่มีประสบการณ์และความสามารถครอบคลุมด้านการพัฒนาโครงการ การจัดหาเงินทุน การก่อสร้าง และการดำเนินงาน ธุรกรรมนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของ EIG ในทีมงานและกลยุทธ์ของ Aukera รวมถึงการมุ่งเน้นของเราในการจัดหาโซลูชันด้านเงินทุนที่ยืดหยุ่นให้กับแพลตฟอร์มโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่มีอยู่แล้ว”

ที่ปรึกษาหลักในการทำธุรกรรมนี้ ได้แก่ Nomura Greentech (ที่ปรึกษาทางการเงินของผู้ออก), A&O Shearman (ที่ปรึกษาด้านกฎหมายของผู้ออก), White & Case (ที่ปรึกษาด้านกฎหมายของนักลงทุน), Watson Farley & Williams (การตรวจสอบสถานะทางกฎหมาย), RINA Consulting (การตรวจสอบสถานะทางเทคนิค), Forvis Mazars (แบบจำลอง การเงิน และภาษี) และ Aurora Energy Research (การตรวจสอบสถานะตลาด)

เกี่ยวกับ Aukera Energy

Aukera เป็นแพลตฟอร์มพลังงานหมุนเวียนแบบ BESS ในระดับภูมิภาคยุโรป มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงบรัสเซลส์ ก่อตั้งขึ้นในปี 2021 โดย Pascal Emsens และ Catalin Breaban Aukera พัฒนา จัดหาเงินทุน ก่อสร้าง และดำเนินงานโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานหมุนเวียนและการกักเก็บแบตเตอรี่ในเบลเยียม สหราชอาณาจักร เยอรมนี โรมาเนีย และอิตาลี

Aukera มีโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างหรือดำเนินการอยู่เกือบ 1 กิกะวัตต์ และมีโครงการพัฒนาในอนาคตอีกกว่า 14 กิกะวัตต์ บริษัทได้รับการสนับสนุนจาก AtlasInvest, Reggeborgh และ SFPIM ซึ่งเป็นกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของเบลเยียม โดยมีสำนักงานอยู่ในบรัสเซลส์ ลอนดอน เอดินเบอระ เบอร์ลิน โรม และบูคาเรสต์

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดไปที่ www.aukera.energy

เกี่ยวกับ EIG

EIG เป็นนักลงทุนสถาบันชั้นนำในภาคพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก โดยมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ 27.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2026 EIG เชี่ยวชาญด้านการลงทุนภาคเอกชนในภาคพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับพลังงานทั่วโลก ตลอดระยะเวลา 44 ปีที่ผ่านมา EIG ได้ลงทุนในภาคพลังงานไปแล้วกว่า 55 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ผ่านโครงการหรือบริษัทกว่า 425 แห่งใน 44 ประเทศ ครอบคลุม 6 ทวีป ลูกค้าของ EIG ประกอบด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญ บริษัทประกันภัย กองทุนบริจาค มูลนิธิ และกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติชั้นนำมากมายในสหรัฐอเมริกา เอเชีย และยุโรป EIG มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่วอชิงตัน ดี.ซี. และมีสำนักงานสาขาในฮิวสตัน ลอนดอน ซิดนีย์ ริโอเดจาเนโร ฮ่องกง และโซล สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดไปที่เว็บไซต์ของ EIG ที่ www.eigpartners.com

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Contacts

ผู้ติดต่อสำหรับสื่อ

Aukera Energy
Rosie Burgering
rosie.burgering@aukera.energy
+44 (0)7494 021 122
 
EIG
FGS Global
Kelly Kimberly / Brandon Messina
+1 212-687-8080
EIG@fgsglobal.com

ที่มา: EIG

Gradiant ได้รับสัญญาจัดหาน้ำรายใหญ่สำหรับศูนย์ข้อมูล AI ขนาดใหญ่ในเวสต์เท็กซัส

Logo

สัญญาใหม่กับ HyperSolved ช่วยตอกย้ำถึงบทบาทของ Gradiant ในฐานะผู้ให้บริการชั้นน้ำสำหรับศูนย์ข้อมูล AI

บอสตัน–(BUSINESS WIRE)–02 กันยายน 2026

ในขณะที่กำลังการผลิตของศูนย์ข้อมูล AI กำลังเร่งตัวขึ้นเพื่อให้ทันกับความต้องการด้านการประมวลผล น้ำจึงได้กลายเป็นข้อจำกัดที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งที่กำหนดว่าควรสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกใหม่ๆ ที่ไหนและสามารถสร้างได้เร็วเพียงใด และไม่มีที่ไหนจะเห็นได้ชัดเจนไปกว่าเวสต์เท็กซัส ที่ซึ่งโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศกำลังก่อตัวขึ้นในภูมิภาคที่มีทรัพยากรน้ำจำกัด

Gradiant is the Water Layer of the AI Economy — designing, building, and operating complete water systems for chips, data centers, energy, and industry.

Gradiant คือส่วนสำคัญด้านระบบน้ำของเศรษฐกิจ AI ด้วยการออกแบบ การสร้าง และการดำเนินงานระบบน้ำแบบครบวงจรสำหรับชิป ศูนย์ข้อมูล พลังงาน และอุตสาหกรรม

Gradiant ผู้ให้บริการด้านน้ำสำหรับเศรษฐกิจ AI ประกาศในวันนี้ว่าได้ลงนามในสัญญาใหม่เพื่อส่งมอบแพ็คเกจระบบน้ำและน้ำเสียครบวงจรสำหรับศูนย์ข้อมูล AI ขนาดใหญ่ที่กำลังพัฒนาขึ้นโดยหนึ่งในบริษัทเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยครอบคลุมทั้งการจัดหาน้ำสะอาดและการบำบัดน้ำเสียในฐานะพันธมิตรที่รับผิดชอบเพียงรายเดียว โดยโครงการนี้ถือเป็นการขยายพอร์ตโฟลิโอโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำของ Gradiant ที่กำลังเติบโตเพื่อสนับสนุนศูนย์ข้อมูล AI รุ่นใหม่ด้วย

ชัยชนะครั้งนี้ช่วยเสริมพอร์ตโฟลิโอด้านศูนย์ข้อมูลของ Gradiant ที่สร้างขึ้นจาก HyperSolved ที่เป็นแพลตฟอร์มระบบน้ำหล่อเย็นแบบครบวงจรสำหรับศูนย์ข้อมูล AI ที่ผสานรวมเทคโนโลยีการบำบัด สารเคมี CURE และ SmartOps เข้าไว้ด้วยกัน โดยโครงการนี้ได้สนับสนุนหนึ่งในโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่สุดที่ขับเคลื่อนด้วย AI มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ในสหรัฐอเมริกา และสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่เพิ่มขึ้นสำหรับโซลูชันน้ำแบบครบวงจรที่สามารถรองรับการพัฒนาขนาดใหญ่ในภูมิภาคที่มีข้อจำกัดด้านน้ำ

“ภูมิภาคที่ขาดแคลนน้ำคือพื้นที่ที่จะเกิดการเติบโตของศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ในอนาคต และผู้ประกอบการส่วนใหญ่ไม่มีทางเข้าถึงพื้นที่เหล่านั้นได้” Prakash Govindan ซีอีโอของ Gradiant กล่าว “เรากำลังมอบหนทางให้พวกเขา โดยโครงการนี้จะแสดงให้เห็นว่าศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่สามารถสร้างในตลาดเหล่านี้ได้โดยที่น้ำไม่ใช่ปัญหา”

“โครงการนี้เป็นการนำประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านศูนย์ข้อมูลของ Gradiant มาใช้ประโยชน์ภายใต้กำหนดการที่กระชับที่สุดและข้อจำกัดด้านน้ำที่เข้มงวดที่สุดเท่าที่เราเคยพบมา โดยได้รับการสนับสนุนจากฐานที่มั่นที่เราสร้างไว้แล้วในรัฐเท็กซัส” Nish Vora กรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคอเมริกาของ Gradiant กล่าว “เรากำลังส่งมอบระบบน้ำสะอาดและระบบน้ำเสียทั้งหมดของไซต์งาน ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อไม่ให้มีการปล่อยน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำผิวดินเลย ภายใต้กำหนดการก่อสร้างที่ไม่เปิดโอกาสให้เกิดความล่าช้าอีกด้วย”

การออกแบบโครงการที่ปราศจากการปล่อยน้ำเสียสู่ผิวดินเป็นต้นแบบสำหรับโครงสร้างพื้นฐาน AI รุ่นต่อไป เนื่องจากผู้ให้บริการคลาวด์ขนาดใหญ่กำลังขยายตัวไปยังภูมิภาคที่มีทรัพยากรน้ำจำกัดมากขึ้น โครงการนี้แสดงให้เห็นว่าการเติบโตของขีดความสามารถในการประมวลผล AI และการจัดการน้ำอย่างมีความรับผิดชอบสามารถก้าวหน้าไปพร้อมกันได้ และสามารถสร้างแบบจำลองสำหรับการพัฒนาในอนาคตทั่วโลกได้อีกด้วย

เกี่ยวกับ Gradiant
Gradiant คือโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำของเศรษฐกิจ AI ที่ก่อตั้งขึ้นที่ MIT และมีสำนักงานใหญ่ในบอสตัน โดย Gradiant ได้สร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำสะอาดและน้ำเสียที่อยู่เบื้องหลังการพัฒนา AI ตั้งแต่ชิปและศูนย์ข้อมูล ไปจนถึงพลังงานและอุตสาหกรรมที่พึ่งพาสิ่งเหล่านี้ เมื่อความต้องการด้าน AI เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว น้ำจึงกลายเป็นทรัพยากรที่กำหนดว่าอะไรจะถูกสร้างขึ้นได้ โดยเทคโนโลยีของ Gradiant นั้นสามารถช่วยลดปริมาณน้ำที่อุตสาหกรรมดึงไปใช้ นำน้ำที่ทิ้งไปกลับมาใช้ใหม่ และคืนน้ำสะอาดสู่ธรรมชาติ โดยมีการสร้างโรงบำบัดน้ำเสียไปแล้วมากกว่า 3,000 แห่งใน 92 ประเทศ เรียนรู้เพิ่มเติมได้ที่ gradiant.com

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260902307203/en

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Contacts

ผู้ติดต่อองค์กร
Felix Wang
หัวหน้าฝ่ายการตลาดระดับโลกของ Gradiant
fwang@gradiant.com

ที่มา: Gradiant

Mary Kay เปิดตัวแพลตฟอร์มแบรนด์ระดับโลกใหม่ – Beauty Is More Beautiful Shared™ – ปลุกกระแสความงามในฐานะประสบการณ์ที่แบ่งปันร่วมกัน

Logo

Mary Kay เข้าสู่ยุคใหม่แห่งการเข้าถึงและการสร้างผลกระทบในวงกว้าง ด้วยการเปิดตัวแคมเปญมุ่งสู่ผู้บริโภคครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท

ดัลลัส–(BUSINESS WIRE)–01 กันยายน 2026

วันนี้ Mary Kay Inc. แบรนด์ความงามและธุรกิจผู้ประกอบการระดับตำนาน ซึ่งก่อตั้งโดย Mary Kay Ash ผู้มีวิสัยทัศน์อันกล้าแกร่ง ได้ประกาศเปิดตัวแคมเปญ Beauty Is More Beautiful Shared™ ซึ่งเป็นแคมเปญมุ่งสู่ผู้บริโภคระดับโลกครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา พร้อมทั้งเป็นกลยุทธ์แบรนด์ระยะยาวที่ออกแบบมาเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตในยุคต่อไป แคมเปญนี้จะเปิดตัวใน 40 ตลาดทั่วโลก โดยเป็นการแนะนำแบรนด์ Mary Kay ให้ผู้บริโภครุ่นใหม่ได้รู้จักอีกครั้ง ผ่านการเฉลิมฉลองความจริงอันไร้กาลเวลาที่เป็นหัวใจสำคัญของแบรนด์ นั่นคือ Beauty Is More Beautiful Shared™ พร้อมทั้งเชื่อมโยงความผูกพันต่อแบรนด์ Mary Kay ที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น

Mary Kay announces Beauty Is More Beautiful Shared™, its largest-ever global consumer-facing campaign and a long-term brand strategy designed to drive its next era of growth. (Image Courtesy: Mary Kay Inc.)

Mary Kay ได้ประกาศเปิดตัวแคมเปญ Beauty Is More Beautiful Shared™ ซึ่งเป็นแคมเปญมุ่งสู่ผู้บริโภคระดับโลกครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา พร้อมทั้งเป็นกลยุทธ์แบรนด์ระยะยาวที่ออกแบบมาเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตในยุคต่อไป (เอื้อเฟื้อภาพโดย: Mary Kay Inc.)

“Beauty Is More Beautiful Shared™ คือสิ่งสะท้อนตัวตนของเราและคุณค่าที่เรายึดมั่นมาโดยตลอด นั่นคือ ผู้หญิงที่พร้อมสนับสนุนผู้หญิงด้วยกันRyan Rogers ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Mary Kay Inc. กล่าว “ในขณะที่เราก้าวเข้าสู่ยุคใหม่แห่งการเติบโต เรากำลังเฉลิมฉลองและเสริมสร้างศักยภาพให้กับผู้หญิงของ Mary Kay ทุกคน ตั้งแต่ที่ปรึกษาอิสระด้านความงามไปจนถึงกลุ่มผู้บริโภค พร้อมทั้งขยายการเข้าถึงและการสร้างผลกระทบในวงกว้าง เพื่อทำให้คำมั่นสัญญาของเราในเรื่องความมั่นใจ โอกาส และการเชื่อมโยงถึงกันของมนุษย์ กลายเป็นจริงในรูปแบบใหม่ที่กล้าแกร่ง เข้าถึงง่าย และน่าดึงดูดใจอย่างยิ่ง”

ผ่านแคมเปญ Beauty Is More Beautiful Shared™ ทาง Mary Kay ได้ขานรับต่อการเปลี่ยนแปลงในด้านความงามโดยตรง พร้อมทั้งตอบสนองต่อความต้องการส่วนลึกเชิงวัฒนธรรมของผู้คนทั่วโลกและผู้หญิงในทุกช่วงวัยที่โหยหาชุมชนและการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน แคมเปญนี้มุ่งส่งเสริมการเชื่อมสัมพันธ์ มิตรภาพของกลุ่มผู้หญิง และความเป็นชุมชนในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยดิจิทัลมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นการตอกย้ำมุมมองอันเป็นเอกลักษณ์และความทันสมัยของ Mary Kay ที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ในฐานะแบรนด์ความงามที่ไม่ได้สร้างขึ้นบนรากฐานของผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่ยังสร้างขึ้นจากความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนอีกด้วย

“ในโลกที่ผู้คนมักมองความงามว่าเป็นเรื่องแบบตัวใครตัวมัน เรากำลังดึงความหมายของความงามให้กลับมาเป็นประสบการณ์ที่แบ่งปันร่วมกัน พร้อมทั้งเฉลิมฉลองพลังแห่งการแบ่งปัน การสนับสนุน และการเติมไฟให้แก่กันและกัน แคมเปญ Beauty Is More Beautiful Shared™ ได้นำพลังอันยั่งยืนของผู้หญิงและความผูกพันที่มีอยู่ร่วมกันมารวมเข้ากับแนวทางที่ Mary Kay ใช้ในการเข้าถึงความงาม” Dr. Lucy Gildea ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายแบรนด์และวิทยาศาสตร์ของ Mary Kay กล่าว “ผ่านแคมเปญหลักของแบรนด์ในครั้งนี้ เรากำลังแบ่งปันความผูกพันทางอารมณ์และเป้าหมายอันไร้กาลเวลาที่เป็นหัวใจสำคัญของแบรนด์เราให้แก่ผู้บริโภคทั่วโลกได้รับรู้ พร้อมทั้งเฉลิมฉลองพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงจากผลิตภัณฑ์ระดับตำนานของเรา รวมถึงการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นซึ่งแบรนด์ของเราได้สร้างให้แก่ชีวิตของผู้หญิงและชุมชน แคมเปญนี้คือคำเชิญชวนให้ทุกคนได้กลับมาค้นพบอีกครั้งว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้ Mary Kay แตกต่างมาโดยตลอด อีกทั้งมาสัมผัสกับความงดงามของสิ่งที่เป็นไปได้เมื่อเราได้แบ่งปันร่วมกัน”

แคมเปญระดับโลก Beauty Is More Beautiful Shared™ ได้รับการพัฒนาร่วมกับ Grey ผ่านการทำงานของทีมงานที่เป็นผู้หญิงทั้งหมด ซึ่งได้นำวิสัยทัศน์ความสร้างสรรค์อันทันสมัยมารวมเข้ากับมรดกอันยั่งยืนของ Mary Kay เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนและกำหนดทิศทางบทใหม่ของแบรนด์

แคมเปญ Beauty Is More Beautiful Shared™ ช่วยยกระดับ Mary Kay ให้เป็นแบรนด์ที่มีความร่วมสมัยและเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจอย่างที่แบรนด์เป็นอยู่ ซึ่งไม่ใช่แค่ในแง่ของวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการถ่ายทอดออกมาผ่านงานภาพอีกด้วย” Agnes Fischer ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Grey สหรัฐอเมริกา กล่าว “จากการทำงานร่วมกับ Olivia De Camps ผู้กำกับรุ่นใหม่ระดับแนวหน้า เราได้ผลิตเรื่องราวเชิงสร้างสรรค์ที่เผยให้เห็นความจริงอันทรงพลังเกี่ยวกับ Mary Kay แคมเปญนี้ตอบโจทย์และเข้าถึงผู้หญิงยุคปัจจุบันในจุดที่พวกเธออยู่ ช่วยปลุกกระแสแบรนด์ระดับตำนานอย่าง Mary Kay ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง และทำให้แบรนด์ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคนี้ได้อย่างชัดเจนที่สุด”

แคมเปญ Beauty Is More Beautiful Shared™ ได้รับการออกแบบขึ้นมาอย่างตั้งใจเพื่อสนับสนุนความสำเร็จให้ที่ปรึกษาอิสระด้านความงามของ Mary Kay ด้วยข้อความที่มุ่งเน้นการขยายภาพลักษณ์ความเป็นชุมชนและการเปลี่ยนแปลง โดยแคมเปญอันกล้าแกร่งนี้จะช่วยสร้างการรับรู้ในวงกว้าง พร้อมทั้งกระตุ้นความต้องการซื้อผลิตภัณฑ์ของ Mary Kay ตลอดจนส่งเสริมให้ผู้บริโภคเข้ามามีปฏิสัมพันธ์กับที่ปรึกษาอิสระด้านความงามผ่านหน้าร้านดิจิทัลส่วนบุคคลที่ Mary Kay

กิจกรรมขับเคลื่อนระดับโลก: แคมเปญ Beauty Is More Beautiful Shared™ จะได้รับการผลักดันผ่านสื่อผสมอย่างครอบคลุม ซึ่งได้รับการปรับแต่งให้เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่รักความงามและรักความเป็นชุมชนในจุดที่ตนเองอยู่ เพื่อเป็นการขยายขอบเขตการเข้าถึงและสร้างผลกระทบของแคมเปญในวงกว้างให้ทรงพลังยิ่งขึ้น

  • การดำเนินงานเปิดตัวแคมเปญในครั้งนี้ ประกอบด้วยการผสมผสานอย่างมีประสิทธิภาพระหว่างการขยายการรับรู้บนโลกออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล โซเชียลมีเดีย ความร่วมมือกับอินฟลูเอนเซอร์ ควบคู่ไปกับการจัดกิจกรรมและการจัดวางสื่อโฆษณานอกบ้านอันโดดเด่นสะดุดตาใน “โลกแห่งความเป็นจริง”
  • ชุดกิจกรรมสำหรับผู้บริโภคในรูปแบบการสร้างประสบการณ์อันโดดเด่นสะดุดตาและไม่ควรพลาด ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อดึงดูดกลุ่มคนเจเนอเรชันแซด (Gen Z) ให้มารวมตัวกันในชีวิตจริง กำลังจะเริ่มต้นขึ้นที่นครนิวยอร์กเดือนนี้ โดยมุ่งสร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชนทั่วโลกครอบคลุมกว่า 40 ตลาด นับตั้งแต่บราซิล เม็กซิโก และจีน ไปจนถึงคาซัคสถาน สาธารณรัฐเช็ก และประเทศอื่น ๆ อีกมากมาย

การขึ้นแท่นผู้นำชาร์ตระดับโลก:

  •  Mary Kay ได้รับการจัดให้อยู่อันดับที่ 8 จากทั้งหมด 5,500 แบรนด์ในรายชื่อแบรนด์ที่สร้างผลกระทบต่อสังคมยอดเยี่ยมประจำปี 2026 ของนิตยสาร Forbes1 ซึ่งขยับขึ้นจากอันดับที่ 9 อันโดดเด่นที่ทำผลงานไว้ในปี 2025 โดย Mary Kay เป็นแบรนด์ความงามเพียงแบรนด์เดียวเท่านั้นที่อยู่ในกลุ่ม 15 อันดับแรก
  •  Mary Kay คว้าอันดับที่ 2 สำหรับแบรนด์ที่ให้บริการลูกค้ายอดเยี่ยมที่สุดประจำปี 2026 ของนิตยสาร Forbes ซึ่งถือเป็นการขยับขึ้นจากอันดับที่ 93 ในปี 20252 Mary Kay เป็นแบรนด์ความงามเพียงแบรนด์เดียวเท่านั้นที่อยู่ในกลุ่ม 15 อันดับแรก และเป็นบริษัทธุรกิจขายตรงเพียงหนึ่งเดียวที่อยู่ในกลุ่ม 50 อันดับแรก
  •  Mary Kay ได้รับการเสนอชื่อให้อยู่ในรายงานบริษัท 50 อันดับแรกของสหรัฐอเมริกาประจำปี 2026 ของนิตยสาร Happi โดยคว้าอันดับที่ 13 ซึ่งเป็นตัวเลขโปรดของ Mary Kay Ash ผู้ก่อตั้งแบรนด์3 .

ร่วมค้นพบแคมเปญ Beauty Is More Beautiful Shared™ ของ Mary Kay:

รับชมภาพยนตร์โฆษณาของแคมเปญได้ที่นี่
สัมผัสสื่อโฆษณาสร้างสรรค์ของแคมเปญได้ที่นี่
ทำความรู้จักผู้กำกับภาพยนตร์โฆษณา Olivia De Camps

เกี่ยวกับ MARY KAY

นับเป็นเวลากว่า 60 ปีที่ Mary Kay ได้เสริมสร้างศักยภาพให้แก่ผู้หญิงจากรุ่นสู่รุ่นทั่วโลก เพื่อร่วมกันค้นพบความงาม สร้างสรรค์อนาคตที่มีความหมาย ตลอดจนค้นหาชุมชนผู้หญิงที่พร้อมจะเฉลิมฉลองให้กันและกัน บริษัทความงามระดับโลกแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นโดย Mary Kay Ash ในปี 1963 โดยได้เชื่อมโยงผู้หญิงใน 40 ตลาดเข้าด้วยกันผ่านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ดูแลผิว เครื่องสำอาง น้ำหอม และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ Mary Kay ได้เปลี่ยนเป้าหมายให้กลายเป็นการลงมือทำจริงด้วยการขับเคลื่อนและสนับสนุนโครงการต่าง ๆ ที่ช่วยเหลือผู้หญิงและครอบครัว การลงทุนด้านนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ และการดำเนินงานเพื่อมุ่งสู่อนาคตที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น หัวใจสำคัญของ Mary Kay คือความมุ่งมั่นที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้หญิง และสร้างสรรค์โอกาสเพื่อให้ผู้หญิงได้ประสบความสำเร็จไปด้วยกัน ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ marykayglobal.com ติดตามเราได้ทาง Facebook, Instagram และ LinkedIn

 เกี่ยวกับ GREY

พันธกิจของ Grey คือการสร้างสรรค์แนวคิดที่สร้างชื่อและเกิดผลลัพธ์จริง เพื่อขับเคลื่อนผู้คน ธุรกิจ และโลกให้ก้าวไปข้างหน้า โดยการนำประโยชน์จากพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์มาใช้แก้ปัญหาความท้าทายทางธุรกิจ ตลอดจนขับเคลื่อนการเติบโตให้กับแบรนด์และบริษัทส่วนหนึ่งที่มีอิทธิพลมากที่สุดในโลก ซึ่งรวมถึง Procter & Gamble, Volvo, Haleon, Circle K และ The Coca-Cola Company ความมุ่งมั่นต่อการสร้างผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพนี้ ส่งผลให้ Grey คว้ารางวัล Grand Effie ในทุกตลาดที่บริษัทเข้าไปดำเนินธุรกิจ โดย Grey ได้รับการยกย่องในฐานะผู้ชนะรางวัลแนวคิดเปลี่ยนโลก (World Changing Ideas) ประจำปี 2025 จากนิตยสาร Fast Company และคว้ารางวัลสิงโตมาได้ถึง 26 รายการจากเทศกาลความคิดสร้างสรรค์นานาชาติคานส์ไลออนส์ประจำปี 2026 (2026 Cannes Lions International Festival of Creativity) ซึ่งมีส่วนช่วยให้เครือข่าย Ogilvy คว้าตำแหน่งเครือข่ายแห่งปี (Network of the Year) ไปครอง อีกทั้งนิตยสาร Newsweek ยังได้จัดอันดับให้ Grey มีชื่ออยู่ในกลุ่มสถานที่ทำงานระดับโลก 100 อันดับแรกที่ผู้คนชื่นชอบมากที่สุดในปี 2024 ตลอดจนเป็นหนึ่งในสถานที่ทำงานที่ยอดเยี่ยมที่สุดในอเมริกาสำหรับผู้หญิงและกลุ่มธุรกิจบริการวิชาชีพในปี 2025 ทั้งนี้ Grey เป็นส่วนหนึ่งของ WPP ซึ่งเป็นพันธมิตรด้านการเติบโตที่ได้รับความไว้วางใจจากแบรนด์ชั้นนำทั่วโลก ขับเคลื่อนด้วยบุคลากรที่มีความสามารถโดดเด่นและ WPP Open แพลตฟอร์มการตลาดที่ใช้ระบบอัจฉริยะของเรา โดย WPP ได้รวมเอาโซลูชันข้อมูลและข้อมูลเชิงลึกด้านสื่อที่ล้ำสมัย ความคิดสร้างสรรค์ การผลิต โซลูชันระดับองค์กร และคำปรึกษาเชิงกลยุทธ์จากผู้เชี่ยวชาญเข้าไว้ด้วยกัน

____________________

1

 Alan Schwarz (17 มีนาคม 2026). Forbes – รายชื่อแบรนด์ที่สร้างผลกระทบต่อสังคมยอดเยี่ยมประจำปี 2026. https://www.forbes.com/lists/best-brands-social-impact/

2

 Alan Schwarz (14 ตุลาคม 2025). Forbes – รายชื่อแบรนด์ที่ให้บริการลูกค้ายอดเยี่ยมที่สุดประจำปี 2026. https://www.forbes.com/lists/best-customer-service/

3

 รายงาน 50 อันดับแรกของนิตยสาร Happi. https://www.happi.com/top-companies-reports/top-50-us-companies/

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260901735460/en 

Contacts

ฝ่ายสื่อสารองค์กรของบริษัท Mary Kay Inc.
newsroom.marykay.com
972.687.5332 หรือ media@mkcorp.com

ที่มา: Mary Kay Inc.





SBC Medical จะเข้าร่วมการประชุมนักลงทุนหลายงานที่จะจัดขึ้นในเดือนกันยายน ปี 2026

Logo

เออร์ไวน์ รัฐแคลิฟอร์เนีย–(BUSINESS WIRE)–02 กันยายน 2026

SBC Medical Group Holdings Incorporated (Nasdaq: SBC) (“บริษัท” หรือ “SBC Medical”) ซึ่งเป็นองค์กรให้บริการทางการแพทย์ (MSO) ที่ให้การสนับสนุนด้านการจัดการในหลากหลายสาขาการดูแลสุขภาพ ประกาศในวันนี้ว่า บริษัทจะเข้าร่วมการประชุมนักลงทุนหลายรายการที่จะจัดขึ้นในเดือนกันยายน 2026 โดย SBC Medical จะนำเสนอข้อมูลและจัดการประชุมแบบตัวต่อตัวกับนักลงทุนสถาบัน

ด้านล่างนี้คือสรุปตารางการเข้าร่วมประชุมนักลงทุนของบริษัทที่จะจัดขึ้นในอนาคต:

  1.  การประชุมการลงทุนระดับโลกประจำปีครั้งที่ 28 ของ H.C. Wainwright
     วันที่: 14 กันยายน 2026
     รูปแบบ: เข้าร่วมด้วยตนเอง (นิวยอร์ก)
     การลงทะเบียน:https://my.ct.events/register.aspx?meid=cff43623-9e9f-45d4-bbc3-ee19e9c372c1&rpid=a667ca45-171e-4306-98eb-c466e8b7e6c1
     
     
  2.  ArcStone Kingswood Growth Summit 2026
     วันที่: 16 กันยายน 2026
     รูปแบบ: เข้าร่วมด้วยตนเอง (โทรอนโต)
     การลงทะเบียน: https://www.meetmax.com/sched/event_144037/investor_reg_new.html?attendee_role_id=ARCSTONE_ATTENDEE
     
     
  3.  CLSA 33rd Investors’ Forum 2026
     วันที่: 21 กันยายน 2026
     รูปแบบ: เข้าร่วมด้วยตนเอง (ฮ่องกง)
     การลงทะเบียน: https://www.clsa.com/forums/
     
     
  4.  Sidoti Small-Cap Virtual Conference
     วันที่: 23-24 กันยายน 2026
     รูปแบบ: ออนไลน์
     การลงทะเบียน: https://www.sidoti.com/events
     
     
  5.  Lytham Partners Fall 2026 Investor Conference
     วันที่: 29, 30 กันยายน 2026
     รูปแบบ: ออนไลน์
     การลงทะเบียน: https://lythampartners.com/virtual/

เกี่ยวกับ SBC Medical Group Holdings Incorporated

SBC Medical เป็นองค์กรบริการทางการแพทย์ที่ให้การสนับสนุนด้านการจัดการในหลากหลายสาขาการดูแลสุขภาพ รวมถึงการดูแลสุขภาพด้านความงามขั้นสูง โรคผิวหนัง ศัลยกรรมกระดูก การรักษาภาวะมีบุตรยาก นรีเวชวิทยา ทันตกรรม การรักษาผมร่วง (AGA) และจักษุวิทยา บริษัทบริหารจัดการแบรนด์คลินิกที่หลากหลายและกำลังขยายการดำเนินงานไปทั่วโลกอย่างแข็งขัน โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาและเอเชีย ผ่านทั้งการดำเนินงานโดยตรงและโครงการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ ในเดือนกันยายน 2024 บริษัทได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq และในเดือนมิถุนายน 2025 ได้รับเลือกให้รวมอยู่ในดัชนี Russell 3000® ซึ่งเป็นดัชนีมาตรฐานที่ครอบคลุมของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ภายใต้พันธกิจของกลุ่มที่ว่า “การมีส่วนร่วมในความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คนทั่วโลกผ่านนวัตกรรมทางการแพทย์” SBC Medical Group Holdings Incorporated ยังคงมุ่งมั่นที่จะให้บริการทางการแพทย์ที่ปลอดภัย น่าเชื่อถือ และมีคุณภาพสูง พร้อมทั้งเสริมสร้างชื่อเสียงระดับนานาชาติในด้านคุณภาพและความน่าเชื่อถือในการดูแลทางการแพทย์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดไปที่ https://sbc-holdings.com
หากต้องการข้อมูลเชิงลึกและข่าวสารเพิ่มเติมจาก SBC Medical โปรดติดตามเราได้ที่ LinkedIn.

คำชี้แจงเชิงคาดการณ์

ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้มีข้อความคาดการณ์ล่วงหน้า ข้อความคาดการณ์ล่วงหน้าไม่ใช่ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์หรือข้อความเกี่ยวกับสภาพการณ์ปัจจุบัน แต่เป็นเพียงความเชื่อของบริษัทเกี่ยวกับเหตุการณ์และผลการดำเนินงานในอนาคต ซึ่งหลายอย่างโดยธรรมชาติแล้วมีความไม่แน่นอนและอยู่นอกเหนือการควบคุมของบริษัท ข้อความคาดการณ์ล่วงหน้าเหล่านี้สะท้อนมุมมองปัจจุบันของบริษัทเกี่ยวกับแผนและกลยุทธ์ในการขยายบริการของบริษัท การเติบโตของรายได้และกำไร และโอกาสทางธุรกิจ ในบางกรณี ข้อความคาดการณ์ล่วงหน้าสามารถระบุได้จากการใช้คำต่างๆ เช่น “อาจจะ” “ควรจะ” “คาดหวัง” “คาดการณ์” “พิจารณา” “ประมาณการ” “เชื่อ” “วางแผน” “คาดการณ์” “ทำนาย” “ศักยภาพ” “เป้าหมาย” หรือ “หวัง” หรือคำปฏิเสธของคำเหล่านี้หรือคำที่คล้ายคลึงกัน บริษัทขอเตือนผู้อ่านไม่ให้เชื่อถือข้อความคาดการณ์ล่วงหน้ามากเกินไป เนื่องจากข้อความเหล่านั้นมีผลใช้ได้เฉพาะ ณ วันที่ออกข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เท่านั้น และอยู่ภายใต้ความเสี่ยง ความไม่แน่นอน ข้อสมมติฐาน หรือการเปลี่ยนแปลงในสถานการณ์ต่างๆ ที่ยากต่อการคาดการณ์หรือประเมินค่าได้ ข้อความคาดการณ์ล่วงหน้านั้นอิงตามความคาดหวังในปัจจุบันของฝ่ายบริหาร และไม่ใช่การรับประกันผลการดำเนินงานในอนาคต บริษัทไม่มีภาระผูกพันใดๆ ในการเผยแพร่ข้อมูลอัปเดตหรือการแก้ไขใดๆ ต่อข้อความคาดการณ์ล่วงหน้า เพื่อสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในความคาดหวัง หรือการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในเหตุการณ์ สภาพ หรือสถานการณ์ที่ข้อความดังกล่าวอิงอยู่ เว้นแต่จะได้รับการกำหนดโดยกฎหมาย ปัจจัยต่างๆ ที่อาจทำให้ผลลัพธ์ที่แท้จริงแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญจากความคาดหวังในปัจจุบัน อาจเกิดขึ้นได้เป็นระยะ และบริษัทไม่สามารถคาดการณ์ปัจจัยเหล่านั้นได้ทั้งหมด ปัจจัยดังกล่าวรวมถึง การเปลี่ยนแปลงในสภาวะเศรษฐกิจ ธุรกิจ การแข่งขัน ตลาด และกฎระเบียบในระดับโลก ระดับภูมิภาค หรือระดับท้องถิ่น และปัจจัยอื่นๆ ที่ระบุไว้ภายใต้หัวข้อ “ปัจจัยเสี่ยง” และในเอกสารอื่นๆ ที่บริษัทได้ยื่นต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งสหรัฐอเมริกา (“SEC”) ซึ่งสามารถเข้าถึงได้บนเว็บไซต์ของ SEC ที่ www.sec.gov.

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Contacts

Hikaru Fukui / หัวหน้าแผนก IR; อีเมล: ir@sbc-holdings.com

ที่มา: SBC Medical Group Holdings Incorporated

The Bangkok Reporter