Kanadevia Inova ลงนามในข้อตกลงสัมปทานสำหรับโรงงานผลิตพลังงานจากขยะแห่งแรกในแอฟริกา

Logo

มีส่วนช่วยแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมในเมืองคาซาบลังกา ประเทศโมร็อกโก

โอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น–(BUSINESS WIRE)–05 สิงหาคม 2026

Kanadevia Inova AG(สวิตเซอร์แลนด์; ต่อไปนี้เรียกว่า “Inova”) โดยเป็นบริษัทย่อยที่ถือหุ้นทั้งหมดของ Kanadevia Corporation (TOKYO: 7004) ที่ดำเนินธุรกิจด้านการพัฒนา ออกแบบ ก่อสร้าง บำรุงรักษา และดำเนินการโรงงานผลิตพลังงานจากขยะและก๊าซชีวภาพ ได้ลงนามในข้อตกลงสัมปทาน (ข้อตกลงการดำเนินโครงการระยะยาว) สำหรับโครงการผลิตพลังงานจากขยะระยะเวลา 33.5 ปี ในเมืองคาซาบลังกา ประเทศโมร็อกโก ที่ครอบคลุมการออกแบบ การจัดหาเงินทุน การก่อสร้าง และการดำเนินงานของโรงงาน

Artist’s impression of the Casablanca integrated Waste-to-Energy facility, combining waste treatment, renewable energy generation, and landfill management infrastructure

ภาพจำลองของโรงงานผลิตพลังงานจากขยะแบบครบวงจรในคาซาบลังกา ที่รวมการบำบัดขยะ การผลิตพลังงานหมุนเวียน และโครงสร้างพื้นฐานการจัดการหลุมฝังกลบขยะเข้าไว้ด้วยกัน

Inova จะดำเนินโครงการร่วมกับ Nareva ที่เป็นบริษัทพลังงานครบวงจรชั้นนำของโมร็อกโก และ ITOCHU Corporation โดย Inova จะจัดตั้ง SPC (บริษัทเฉพาะกิจ) เพื่อดำเนินโครงการควบคู่ไปกับการดำเนินการตามข้อตกลงด้าน EPC (วิศวกรรม การจัดซื้อ และการก่อสร้าง) และข้อตกลงการบำรุงรักษาระยะยาว

โครงการนี้จะสร้างโรงงานผลิตพลังงานจากขยะติดกับบ่อฝังกลบขยะเมดิอูนา ซึ่งเป็นหนึ่งในบ่อฝังกลบขยะที่ใหญ่ที่สุดในแอฟริกา โรงงานแห่งนี้จะแปรรูปขยะประมาณ 1.5 ล้านตันต่อปี และมีกำลังการผลิตไฟฟ้าประมาณ 126 เมกะวัตต์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบำบัดขยะอย่างถูกสุขอนามัยพร้อมทั้งนำมาใช้เป็นแหล่งพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

โรงงานแห่งนี้จะผสานรวมเทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงระบบการเผาไหม้และหม้อไอน้ำขนาดใหญ่ของ Inova และระบบควบคุมการเผาไหม้อัตโนมัติ Autaro™ ที่เป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัท นอกจากนี้ยังจะมีโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 50 เมกะวัตต์ โรงงานกู้คืนและใช้ประโยชน์ก๊าซจากหลุมฝังกลบขนาด 4 เมกะวัตต์ และหน่วยบำบัดน้ำชะล้าง ด้วยการลดการปล่อยก๊าซมีเทน ซึ่งมีศักยภาพในการทำให้โลกร้อนมากกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 28 เท่า โครงการนี้คาดว่าจะผลิตกระแสไฟฟ้าได้ประมาณ 1 เทราวัตต์ชั่วโมงต่อปี ซึ่งเทียบเท่ากับความต้องการใช้ไฟฟ้าประจำปีของประชากรประมาณหนึ่งล้านคน

นอกจากนี้ โรงงานยังได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับการนำเทคโนโลยีการดักจับคาร์บอน (CCUS) มาใช้ในอนาคต โดยการดักจับ ใช้ประโยชน์ หรือกักเก็บ CO2 ที่อยู่ในก๊าซไอเสีย โดยโครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสนับสนุนการลดคาร์บอนในระยะยาว

ภาพรวมโครงการ
สถานที่ตั้ง: คาซาบลังกา ประเทศโมร็อกโก
กำลังการผลิต: ประมาณ 1.5 ล้านตันต่อปี
กำลังการผลิตไฟฟ้า: ประมาณ 126 เมกะวัตต์
กำหนดการเริ่มดำเนินการ: มิถุนายน 2030 (ตามแผน)

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260804844543/en

Contacts

Mikie Okawa
ฝ่ายประชาสัมพันธ์
Kanadevia Corporation
โทร.: +81-6-6569-0076
อีเมล: kouhou@kanadevia.com

ที่มา: Kanadevia Corporation

Toshiba เริ่มจัดส่งตัวอย่างทางวิศวกรรมของไมโครคอนโทรลเลอร์มาตรฐานระดับเริ่มต้นตระกูล TXZ+™ กลุ่ม M4V ที่ใช้แกนประมวลผล Arm® Cortex® ‑M4 สำหรับแอปพลิเคชันควบคุมระบบแล้ว

Logo

ฟังก์ชันการรักษาความปลอดภัยและการจัดการข้อมูลที่ได้รับการปรับปรุงเพื่อช่วยสนับสนุนการออกแบบระบบที่ปลอดภัยสำหรับอุปกรณ์ IoT และแอปพลิเคชันอื่นๆ

คาวาซากิ ประเทศญี่ปุ่น–(BUSINESS WIRE)–06 สิงหาคม 2026

Toshiba Electronic Devices & Storage Corporation (“Toshiba”) ได้ประกาศเปิดตัวไมโครคอนโทรลเลอร์มาตรฐานระดับเริ่มต้นตระกูล TXZ+™ กลุ่ม M4Vที่เป็นไมโครคอนโทรลเลอร์มาตรฐาน [1] ที่มีแกนประมวลผล Arm® Cortex®-M4 พร้อมหน่วยประมวลผลย่อย (FPU) ซึ่งจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยและการจัดการข้อมูลในอุปกรณ์ IoT และอุปกรณ์อุตสาหกรรม โดยมีตัวอย่างทางวิศวกรรมให้เริ่มใช้งานแล้ว

Toshiba: TXZ+™ Family Entry-Class M4V Group for IoT and industrial system control applications.

Toshiba: ไมโครคอนโทรลเลอร์มาตรฐานระดับเริ่มต้นตระกูล TXZ+™ กลุ่ม M4V สำหรับแอปพลิเคชัน IoT และการควบคุมระบบอุตสาหกรรมต่างๆ

การใช้งานการเชื่อมต่อเครือข่ายและการอัปเดตแบบไร้สายอย่างแพร่หลายในอุปกรณ์สำหรับผู้บริโภคและอุตสาหกรรมได้เพิ่มความสะดวกสบายในการตรวจสอบ ควบคุม บำรุงรักษา และอัปเดตอุปกรณ์จากระยะไกล ในขณะเดียวกันก็เน้นย้ำถึงความสำคัญของมาตรการรักษาความปลอดภัยเพื่อป้องกันการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาตและการแก้ไขดัดแปลงโปรแกรมอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีความต้องการเพิ่มขึ้นสำหรับการปกป้องทรัพย์สินซอฟต์แวร์ การจัดการข้อมูลการกำหนดค่าและบันทึก และการทำงานของระบบที่เสถียรตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ทั้งหมด ตั้งแต่การพัฒนาไปจนถึงการสิ้นสุดอายุการใช้งาน

Toshiba ได้ตอบสนองต่อความต้องการเหล่านี้โดยการพัฒนากลุ่ม M4V ที่จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยและฟังก์ชันการจัดการข้อมูลในขณะที่ยังคงรักษาความง่ายในการใช้งานและความอเนกประสงค์ของไมโครคอนโทรลเลอร์มาตรฐานในปัจจุบัน โดยผลิตภัณฑ์ใหม่นั้นมีสถาปัตยกรรมความปลอดภัยแบบหลายชั้น [2] ที่รวมการควบคุมการเข้าถึง การป้องกันหน่วยความจำ และฟังก์ชันการควบคุมการทำงาน ที่จะช่วยปรับปรุงความปลอดภัยของระบบโดยรวมจากการเข้าถึงที่ไม่ได้รับอนุญาตและการแก้ไขโปรแกรม

ไมโครคอนโทรลเลอร์เหล่านี้ได้รับการสร้างขึ้นโดยใช้แกนประมวลผล Arm® Cortex®‑M4 พร้อม FPU และทำงานที่ความถี่สูงสุด 80MHz ที่จะให้ประสิทธิภาพการคำนวณและความสามารถในการทำงานแบบเรียลไทม์ที่จำเป็นสำหรับแอปพลิเคชันควบคุมระบบ และรองรับแอปพลิเคชันควบคุมที่หลากหลายในอุปกรณ์สำหรับผู้บริโภคและอุตสาหกรรม

ไมโครคอนโทรลเลอร์นี้มีหน่วยความจำแบบออนชิป ที่ประกอบด้วยหน่วยความจำแฟลชสำหรับการเขียนโค้ด 128KB, หน่วยความจำแฟลชสำหรับการเก็บข้อมูล 64KB และ RAM 32KB โดยหน่วยความจำแฟลชสำหรับการเก็บข้อมูลสามารถเก็บรักษาข้อมูลที่สามารถเขียนซ้ำได้ เช่น ข้อมูลการตั้งค่าและข้อมูลบันทึกต่างๆ ที่จะช่วยให้การจัดการข้อมูลมีความปลอดภัยและเหมาะสมกับสภาพการทำงานของอุปกรณ์ ผลิตภัณฑ์ยังรองรับช่วงแรงดันไฟฟ้าตั้งแต่ 2.7V ถึง 5.5V และมีออสซิลเลเตอร์ความเร็วสูงที่มีความแม่นยำ ±1% ที่จะช่วยลดส่วนประกอบภายนอกและเพิ่มความยืดหยุ่นในการออกแบบได้ นอกจากนี้ ไมโครคอนโทรลเลอร์นี้ยังเหมาะสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคและอุตสาหกรรมที่มีแหล่งจ่ายไฟ 5V อีกด้วย

ฟังก์ชันอุปกรณ์ต่อพ่วงที่จำเป็นสำหรับการควบคุมระบบที่สร้างขึ้นในไมโครคอนโทรลเลอร์ ประกอบด้วย ตัวแปลงแอนะล็อกเป็นดิจิทัล (ADC) 12 บิต ตัวจับเวลา ตัวรับ/ส่งสัญญาณแบบอะซิงโครนัสสากล (UART) อินเทอร์เฟซอุปกรณ์ต่อพ่วงแบบอนุกรม (SPI) วงจรรวมภายใน (I²C[3]) และการเข้าถึงหน่วยความจำโดยตรง (DMA) นอกจากนี้ยังรวมถึงวงจรควบคุมมอเตอร์แบบตั้งโปรแกรมได้ขั้นสูง 2 (A-PMD2[4]) ที่รองรับการควบคุมมอเตอร์ DC แบบไร้แปรงถ่าน ที่ให้ความยืดหยุ่นสำหรับความต้องการใช้งานและการกำหนดค่าระบบที่หลากหลาย ยิ่งไปกว่านั้น ยังรวมอินเทอร์เฟซหน่วยความจำแบบอนุกรม (SMIF) สำหรับเชื่อมต่อกับหน่วยความจำแฟลชแบบอนุกรมภายนอก โดยรองรับการเข้าถึงโดยตรงโดยการแมปหน่วยความจำภายนอกลงในพื้นที่แอดเดรส และเปิดใช้งานการเข้าถึงหน่วยความจำความเร็วสูงด้วยภาระ CPU ต่ำผ่านการควบคุมฮาร์ดแวร์ที่รองรับการจัดเก็บข้อมูลปริมาณมาก ข้อมูลบันทึก และเฟิร์มแวร์ ที่จะช่วยให้การจัดการข้อมูลมีประสิทธิภาพในอุปกรณ์ IoT และระบบที่เปิดใช้งาน OTA

Toshiba สนับสนุนการประเมินและการพัฒนาอุปกรณ์โดยจัดเตรียมสภาพแวดล้อมการพัฒนาเพิ่มเติมจากตัวอย่างทางวิศวกรรม โดยมีชุดเริ่มต้น ซอฟต์แวร์ตัวอย่าง ไดรเวอร์ที่สอดคล้องกับมาตรฐานอินเทอร์เฟซซอฟต์แวร์ไมโครคอนโทรลเลอร์ทั่วไป (CMSIS[5]) และการสนับสนุนสภาพแวดล้อมการพัฒนาแบบบูรณาการ (IDE) หลักๆ ที่จะช่วยให้การดำเนินการราบรื่นตั้งแต่การประเมินเบื้องต้นไปจนถึงการพัฒนาแอปพลิเคชัน

Toshiba จะยังคงขยายทรัพยากรสนับสนุนและเอกสารที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการออกแบบระบบที่ปลอดภัยและยืดหยุ่นสำหรับลูกค้า พร้อมทั้งเสริมความแข็งแกร่งให้กับกลุ่มผลิตภัณฑ์ไมโครคอนโทรลเลอร์ เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของตลาด

หมายเหตุ:

[1] ไมโครคอนโทรลเลอร์มาตรฐานที่ไม่จำเพาะเจาะจงกับการใช้งานใดการใช้งานหนึ่ง ได้รับการออกแบบมาเพื่อเน้นความอเนกประสงค์ในการรองรับสภาวะการจ่ายไฟและฟังก์ชันอุปกรณ์ต่อพ่วง และเหมาะสมสำหรับการใช้งานควบคุมระบบที่หลากหลาย

[2] กลไกที่ให้การป้องกันหลายชั้นจากการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาตและการดัดแปลงโปรแกรม โดยการรวมฟังก์ชันการรักษาความปลอดภัยหลายอย่างเข้าด้วยกัน เช่น การควบคุมการเข้าถึงจากภายนอก การป้องกันหน่วยความจำ และการควบคุมการทำงาน

[3] มาตรฐานการสื่อสารแบบอนุกรมสำหรับการสื่อสารระยะสั้นและความเร็วต่ำระหว่างไอซี

[4] วงจรที่ทำหน้าที่ควบคุมเอาต์พุต PWM และควบคุมการขับเคลื่อนมอเตอร์

[5] มาตรฐานซอฟต์แวร์สำหรับไมโครคอนโทรลเลอร์ Arm® Cortex®‑M

 การใช้งาน

  • อุปกรณ์ IoT (เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านอัจฉริยะ เช่น เครื่องซักผ้า ตู้เย็น และเครื่องปรับอากาศ)
  • อุปกรณ์ควบคุม เช่น อินเวอร์เตอร์ มอเตอร์ ปั๊ม และระบบอัตโนมัติในโรงงานต่างๆ
  • อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย (เซิร์ฟเวอร์และอุปกรณ์เซ็นเซอร์ตรวจสอบระยะไกล)
  • แอปพลิเคชันควบคุมระบบที่ต้องการความสามารถในการจัดการข้อมูล

 ฟีเจอร์

  • แกนประมวลผล Arm® Cortex®-M4 พร้อม FPU: ทำงานที่ความเร็ว 80MHz (สูงสุด)
  • ช่วงแรงดันไฟฟ้าที่กว้าง: 2.7V ถึง 5.5V
  • หน่วยความจำภายใน:
    • หน่วยความจำแฟลชสำหรับการเขียนโค้ด: 128KB
    • หน่วยความจำแฟลชสำหรับการเก็บข้อมูล: 64KB
    • RAM: 32KB
  • สถาปัตยกรรมความปลอดภัยหลายชั้นที่ให้การปกป้องแบบครบวงจรจากการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาตและการดัดแปลงโปรแกรม
  • ฟังก์ชันการวินิจฉัยตนเองเพื่อความปลอดภัยในการใช้งาน
  • มีแพ็คเกจให้เลือก 4 แบบ โดยสามารถเลือกได้ตามพื้นที่ติดตั้งและเงื่อนไขการประกอบ

 ข้อมูลจำเพาะหลัก

 กลุ่มผลิตภัณฑ์

 กลุ่ม M4V

 หมายเลขชิ้นส่วน

 TMPM4V4FWUG

 TMPM4V2FWDUG

 TMPM4V2FWQG

 TMPM4V1FWUG

 แกนประมวลผล CPU

 Arm® Cortex ® -แกนประมวลผล M4 พร้อม FPU

– หน่วยป้องกันหน่วยความจำ (MPU)

 ความถี่การทำงานสูงสุด

80MHz

 ออสซิลเลเตอร์
ภายใน

 ความถี่
ออสซิลเลเตอร์

10MHz (±1%)

 หน่วยความจำ
ภายใน

 หน่วยความจำแฟลชสำหรับการเขียนโค้ด (รอบการเขียนโปรแกรม/ลบข้อมูล: สูงสุด 100,000 ครั้ง)

128KB

 หน่วยความจำแฟลชสำหรับการเก็บข้อมูล

64KB

 RAM

32KB, พร้อมพาริตี้

 พอร์ต I/O

51 พิน

35 พิน

31 พิน

 การขัดจังหวะภายนอก

21 แฟคเตอร์, 21 พิน

13 แฟคเตอร์, 13 พิน

9 แฟคเตอร์, 9 พิน

 ตัวควบคุม DMADMAC)

31 แชนแนล

29 แชนแนล

27 แชนแนล

 ฟังก์ชัน
เวลา

 ตัวนับเหตุการณ์จับเวลา 32 บิต
 (T32A)

5 แชนแนล

(10 แชนแนล หากใช้เป็นตัวจับเวลา 16 บิต)

 ฟังก์ชัน
การสื่อสาร

 UART

6 แชนแนล

5 แชนแนล

4 แชนแนล

 I2 C
อินเทอร์เฟซเวอร์ชัน A
 (EI2C)

2 แชนแนล

1 แชนแนล

 TSPI

3 แชนแนล

2 แชนแนล

 SMIF

1 แชนแนล

 ฟังก์ชัน
อนาล็อก

 12 บิต
 ตัวแปลง AD (ADC)

14 อินพุตใน 1 หน่วย

9 อินพุตใน 1 หน่วย

8 อินพุตใน 1 หน่วย

 วงจรควบคุม
มอเตอร์

 วงจรควบคุมมอเตอร์แบบตั้งโปรแกรมได้ขั้นสูง 2
แบบตั้งโปรแกรมได้
ขั้นสูง
2

 (A-PMD2)

1 แชนแนล

 อื่นๆ

 วงจรคำนวณ
CRC
 (CRC)

1 แชนแนล (CRC32, CRC16)

 ฟังก์ชัน
ระบบ

 ตัวจับเวลาเฝ้าระวัง
 (SIWDT)

1 แชนแนล

 วงจรตรวจจับ
แรงดันไฟฟ้า
 (LVD)

1 แชนแนล

 ตัวตรวจจับ
ความถี่ออสซิลเลเตอร์
 (OFD)

1 แชนแนล

 ฟังก์ชันความปลอดภัย

การป้องกันชิป (CPRO), หน่วยความจำเข้าถึงที่ปลอดภัย (SAM), การป้องกันแฟลชที่ไม่สามารถปลดได้ (NRFP)

 อินเทอร์เฟซดีบัก

JTAG / SW

TRACE (2 บิต)

JTAG/SW

 แรงดันไฟฟ้าใช้งาน

แหล่งจ่ายไฟแรงดันเดียว 2.7V ถึง 5.5V

 แพ็คเกจ/พิน

LQFP64

(10 มม. ×10 มม.,

0.5 มม. พิตช์)

LQFP48

(7 มม.×7 มม.,

0.5 มม. พิตช์)

VQFN48

(7 มม. ×7 มม.,

0.5 มม. พิตช์)

LQFP44

(10 มม. ×10 มม.,

0.8 มม. พิตช์)

คลิกลิงก์ด้านล่างเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ใหม่
TMPM4V4FWUG
TMPM4V2FWDUG
TMPM4V2FWQG
TMPM4V1FWUG

คลิกที่ลิงก์ด้านล่างเพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกลุ่ม M4V
กลุ่ม M4V

คลิกที่ลิงก์ด้านล่างเพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับไมโครคอนโทรลเลอร์ของ Toshiba
ไมโครคอนโทรลเลอร์

* Arm และ Cortex เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ Arm Limited (หรือบริษัทในเครือ) ในสหรัฐอเมริกาและ/หรือประเทศอื่นๆ
* TXZ+™ เป็นเครื่องหมายการค้าของบริษัท Toshiba Electronic Devices & Storage Corporation
* ชื่อบริษัท ชื่อผลิตภัณฑ์ และชื่อบริการอื่นๆ อาจเป็นเครื่องหมายการค้าของบริษัทนั้นๆ
* ข้อมูลในเอกสารนี้ รวมถึงราคาและรายละเอียดสินค้า เนื้อหาของบริการ และข้อมูลติดต่อ เป็นข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ประกาศ แต่ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

เกี่ยวกับ Toshiba Electronic Devices & Storage Corporation

Toshiba Electronic Devices & Storage Corporation ซัพพลายเออร์ชั้นนำด้านโซลูชันเซมิคอนดักเตอร์และการจัดเก็บข้อมูลขั้นสูง ใช้ประสบการณ์และนวัตกรรมมากกว่าครึ่งศตวรรษเพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์เซมิคอนดักเตอร์แบบแยกส่วน ระบบ LSI และผลิตภัณฑ์ HDD ที่โดดเด่นให้กับลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจต่างๆ

โดยพนักงานกว่า 17,400 คนทั่วโลกของบริษัทยังคงมีความมุ่งมั่นที่จะเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ให้สูงสุด และส่งเสริมความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับลูกค้าในการร่วมสร้างมูลค่าและตลาดใหม่ๆ โดยบริษัทยังมุ่งหวังที่จะร่วมสร้างและสนับสนุนอนาคตที่ดีกว่าสำหรับผู้คนในทุกๆ ที่

ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://toshiba.semicon-storage.com/ap-en/top.html

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260805166440/en

Contacts

การสอบถามสำหรับลูกค้า:
แผนกขายและการตลาดสำหรับ MCU และอุปกรณ์ดิจิทัล
โทร.: +81-44-548-2233
ติดต่อเรา

การสอบถามสำหรับสื่อ:
C. Nagasawa
ฝ่ายสื่อสารและข้อมูลการตลาด
Toshiba Electronic Devices & Storage Corporation
semicon-NR-mailbox@ml.toshiba.co.jp

ที่มา: Toshiba Electronic Devices & Storage Corporation

SSD ซีรีส์ KIOXIA GP Super High IOPS ได้รับรางวัล ‘Best of Show’ ในงาน FMS: the Future of Memory and Storage 2026

Logo

SSD รุ่นแรกของอุตสาหกรรมที่ได้รับการปรับแต่งเพื่อการเข้าถึง GPU โดยตรง ได้รับการยกย่องในหมวด 'Specialized Storage'

โตเกียว–(BUSINESS WIRE)–05 สิงหาคม 2026

Kioxia Corporationประกาศในวันนี้ว่า KIOXIA GP Series PCIe® NVMe™ SSD ได้รับรางวัล ‘Best of Show’ ในงาน FMS: the Future of Memory and Storageในหมวด ‘Specialized Storage’ โดยรางวัล Best of Show นั้นเป็นรางวัลที่ยกย่องความเป็นเลิศด้านผลิตภัณฑ์และโซลูชัน โดยให้เกียรติแก่บริษัทและเทคโนโลยีที่กำลังกำหนดอนาคตของอุตสาหกรรมหน่วยความจำและการจัดเก็บข้อมูล

KIOXIA GP Series Super High IOPS SSD Named 'Best of Show' at FMS: the Future of Memory and Storage 2026

SSD ซีรีส์ KIOXIA GP Super High IOPS ได้รับรางวัล 'Best of Show' ในงาน FMS: the Future of Memory and Storage 2026

โดย KIOXIA GP1 PCIe 6.0 SSD ได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับโครงสร้างพื้นฐาน AI โดยเป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์ GP ซึ่งเป็น *1 Super High IOPS PCIe® SSD รุ่นแรกในอุตสาหกรรมที่ได้รับการปรับแต่งเพื่อการเข้าถึง GPU โดยตรง ขับเคลื่อนด้วยหน่วยความจำแฟลชความหน่วงต่ำ KIOXIA XL-FLASH™ รุ่นที่ 2 ที่ให้ประสิทธิภาพการอ่านแบบสุ่มสูงสุด 10 ล้าน IOPS*2 ด้วยการเข้าถึงข้อมูลขนาด 512 ไบต์ ทำให้แฟลชสามารถทำหน้าที่เป็นหน่วยความจำเสริมประสิทธิภาพสูงที่ช่วยปรับปรุงการใช้งาน GPU สำหรับงาน AI

“เมื่อโครงสร้างพื้นฐาน AI พัฒนาขึ้น ระบบจัดเก็บข้อมูลก็กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนสถาปัตยกรรมระบบรุ่นใหม่” George Mullins ผู้อำนวยการงานประชุม Future of Memory and Storage กล่าว “ซีรีส์ KIOXIA GP สะท้อนให้เห็นถึงนวัตกรรมอย่างต่อเนื่องของ KIOXIA ในด้านเทคโนโลยีหน่วยความจำแฟลชและระบบจัดเก็บข้อมูลสำหรับ AI ด้วยการตอบสนองความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่กำลังเกิดขึ้นใหม่ด้วยสถาปัตยกรรมจัดเก็บข้อมูลที่ล้ำสมัย KIOXIA GP Series จึงโดดเด่นและสมควรได้รับรางวัล FMS Best of Show ประจำปีนี้ในหมวด Specialized Storage”

ด้วยการขยายหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูง (HBM) ด้วยหน่วยความจำแฟลชประสิทธิภาพสูง ซีรีส์ KIOXIA GP1 ช่วยให้ระบบ AI สามารถเข้าถึงชุดข้อมูลขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ต้องพึ่งพาการขยาย HBM หรือ DRAM ที่มีราคาแพงเพียงอย่างเดียว สถาปัตยกรรมนี้สร้างขึ้นบนหน่วยความจำ KIOXIA XL-FLASH รุ่นที่ 2 พร้อมด้วยอินเทอร์เฟซ PCIe ® 6.0 และ NVMe 2.2 ซึ่งออกแบบมาเพื่อรองรับการขยายขนาดจาก 10 ล้าน IOPS ในการอ่านแบบสุ่มในปัจจุบัน ไปสู่รุ่นต่อๆ ไปที่ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 100 ล้าน IOPS

ตัวอย่างสำหรับการประเมินของซีรีส์ KIOXIA GP1 จะพร้อมให้ลูกค้าที่ได้รับเลือกได้ใช้งานภายในสิ้นปี 2026

หมายเหตุ:
*1: ข้อมูล ณ วันที่ 16 มีนาคม 2026 อ้างอิงจากการสำรวจของ Kioxia
*2: ความเร็วในการอ่านและเขียนอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น อุปกรณ์โฮสต์ ซอฟต์แวร์ (ไดรเวอร์ ระบบปฏิบัติการ ฯลฯ) และสภาวะการอ่าน/เขียน

นิยามของความจุ: Kioxia กำหนดให้เมกะไบต์ (MB) เท่ากับ 1,000,000 ไบต์ กิกะไบต์ (GB) เท่ากับ 1,000,000,000 ไบต์ และเทราไบต์ (TB) เท่ากับ 1,000,000,000,000 ไบต์ อย่างไรก็ตาม ระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์จะรายงานความจุในการจัดเก็บข้อมูลโดยใช้เลขยกกำลังของ 2 สำหรับนิยามของ 1GB = 2^30 ไบต์ = 1,073,741,824 ไบต์ และ 1TB = 2^40 ไบต์ = 1,099,511,627,776 ไบต์ ดังนั้นจึงแสดงความจุที่น้อยกว่าความเป็นจริง ความจุในการจัดเก็บข้อมูลที่ใช้งานได้ (รวมถึงตัวอย่างไฟล์มีเดียประเภทต่างๆ) จะแตกต่างกันไปตามขนาดไฟล์ รูปแบบ การตั้งค่า ซอฟต์แวร์และระบบปฏิบัติการ และ/หรือแอปพลิเคชันซอฟต์แวร์ที่ติดตั้งไว้ล่วงหน้า หรือเนื้อหาของไฟล์มีเดีย ความจุที่จัดรูปแบบแล้วจริงอาจแตกต่างออกไป

NVMe เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนหรือไม่จดทะเบียนของ NVM Express, Inc. ในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ

PCIe เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ PCI-SIG

ชื่อบริษัท ชื่อผลิตภัณฑ์ และชื่อบริการอื่นๆ อาจเป็นเครื่องหมายการค้าของบริษัทบุคคลที่สาม

เกี่ยวกับ Kioxia
Kioxia เป็นผู้นำระดับโลกด้านโซลูชันหน่วยความจำ ซึ่งทุ่มเทให้กับการพัฒนา การผลิต และการจำหน่ายหน่วยความจำแฟลชและโซลิดสเตตไดรฟ์ (SSD) ในเดือนเมษายน 2017 บริษัท Toshiba Memory ซึ่งเป็นชื่อก่อนหน้าของบริษัทได้แยกตัวออกมาจาก Toshiba Corporation ที่เป็นบริษัทที่คิดค้นหน่วยความจำแฟลช NAND ในปี 1987 Kioxia มุ่งมั่นที่จะยกระดับโลกด้วย “หน่วยความจำ” โดยนำเสนอผลิตภัณฑ์ บริการ และระบบที่สร้างทางเลือกให้กับลูกค้าและสร้างคุณค่าจากหน่วยความจำให้กับสังคม เทคโนโลยีหน่วยความจำแฟลช 3D เชิงนวัตกรรมของ Kioxia อย่าง BiCS FLASH™ กำลังสร้างอนาคตของการจัดเก็บข้อมูลในแอปพลิเคชันความหนาแน่นสูง รวมถึงสมาร์ทโฟนขั้นสูง พีซี ระบบยานยนต์ ศูนย์ข้อมูล และระบบ AI เชิงสร้างสรรค์

*ข้อมูลในเอกสารนี้ รวมถึงราคาและรายละเอียดสินค้า เนื้อหาของบริการ และข้อมูลติดต่อ มีความถูกต้อง ณ วันที่ประกาศ แต่ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260804136864/en

Contacts

การสอบถามสำหรับสื่อ:
Kioxia Corporation
ฝ่ายบริหารการส่งเสริมการขาย
Satoshi Shindo
โทร.: +81-3-6478-2404

ที่มา: Kioxia Corporation

Darwinbox ประกาศเปิดตัว Cortex แพลตฟอร์ม HCM ใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ตั้งแต่เริ่มต้น

Logo

Cortex ได้รับการสร้างขึ้นใหม่ตั้งแต่รากฐานเพื่อต้อนรับยุคแห่ง AI โดยเป็นการสร้างนิยามให้แก่กลุ่มผลิตภัณฑ์ HCM ใหม่ ซึ่งก้าวข้ามขีดจำกัดจากการทำหน้าที่เพียงแค่บันทึกการทำงาน ไปสู่การทำความเข้าใจ การคาดการณ์ และการลงมือปฏิบัติงาน

นิวยอร์กและสิงคโปร์–(BUSINESS WIRE)–04 สิงหาคม 2026

Darwinbox แพลตฟอร์มบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล (HCM) ชั้นนำระดับโลก ซึ่งให้บริการแก่องค์กรมากกว่า 1,400 แห่ง และดูแลพนักงาน 4.5 ล้านคนทั่วโลก วันนี้ได้ประกาศเปิดตัว Darwinbox Cortex™ แพลตฟอร์ม HCM ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ตั้งแต่เริ่มต้น โดย Darwinbox ได้สร้างแพลตฟอร์ม HCM ขึ้นมาใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ฐานรากเพื่อรองรับ AI ซึ่งแทนที่จะเป็นเพียงการเพิ่มฟีเจอร์ AI เข้าไปในซอฟต์แวร์ที่มีอยู่เดิม แต่ Cortex ได้ฝังระบบอัจฉริยะนี้ลงลึกไปถึงแกนกลางของแพลตฟอร์ม โดยระบบนี้กำลังเริ่มเปิดตัวใช้งานจริงกับกลุ่มลูกค้าทดสอบและพันธมิตรทางเทคโนโลยี อาทิเช่น Microsoft, Slack, Glean และบริษัทอื่น ๆ

เป็นเวลาหลายทศวรรษที่เทคโนโลยีเพื่องานทรัพยากรบุคคลเป็นเพียงระบบบันทึกข้อมูล ซึ่งเป็นพื้นที่สำหรับจัดเก็บข้อมูลพนักงานและดำเนินธุรกรรมต่าง ๆ ให้เสร็จเรียบร้อยเท่านั้น แม้ว่า AI ในยุคแรกจะช่วยให้ระบบเหล่านี้สามารถค้นหาข้อมูลได้ง่ายขึ้นและทำงานอย่างอัตโนมัติมากกว่าเดิม แต่ในช่วงเวลาดังกล่าว AI ยังไม่สามารถเข้าใจองค์กรได้อย่างแท้จริงว่าบุคลากร บทบาทหน้าที่ นโยบาย ขั้นตอนการทำงาน และการตัดสินใจในอดีตนั้นมีความเชื่อมโยงสัมพันธ์กันอย่างไร ซึ่ง Cortex ได้รับการสร้างขึ้นมาเพื่อปิดช่องว่างดังกล่าว

Cortex คือแพลตฟอร์ม HCM ระบบแรกที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้เข้าใจตัวเอง โดยขีดความสามารถของระบบ ความเชี่ยวชาญด้านทรัพยากรบุคคล และกลไกการทำงานขององค์กร จะได้รับการเข้ารหัสให้อยู่ในรูปแบบของระบบอัจฉริยะที่ AI สามารถนำไปใช้คิดวิเคราะห์เชิงเหตุผลได้ทั้งหมด ดังนั้น ไม่ว่าใครก็สามารถร้องขอข้อมูลหรือสั่งการใด ๆ ก็ได้ โดย Cortex จะเป็นผู้ดำเนินการจัดการเรื่องนั้นให้สำเร็จภายใต้กรอบการรักษาความปลอดภัยที่องค์กรเชื่อมั่นอยู่แล้ว นอกจากนี้ ระบบยังสามารถตรวจจับสิ่งผิดปกติที่กำลังเริ่มก่อตัวขึ้นได้ก่อนที่สิ่งนั้นจะกลายเป็นปัญหา

ระบบ HCM ยุคเก่าที่นำ AI เพิ่มเข้ามาทีหลังก็ยังคงเป็นระบบยุคเก่าอยู่ดี แต่สำหรับ Cortex เราได้พลิกโฉมประสบการณ์ของระบบ HCM ใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ฐานราก และขยายขีดจำกัดของสิ่งที่ AI จะสามารถทำให้กับงานทรัพยากรบุคคลได้ผ่านนวัตกรรมต่าง ที่พัฒนาขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงการนำระบบ Context Graph มาใช้ในซอฟต์แวร์กลุ่มนี้เป็นรายแรก” Jayant Paleti ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม (Co-CEO) ของ Darwinbox กล่าวนี่ไม่ใช่แค่วิวัฒนาการแบบค่อยเป็นค่อยไปของ HCM แต่เป็นการนิยามหมวดหมู่ใหม่ขึ้นมาเลย และพวกเรารู้สึกตื่นเต้นที่ระบบนี้จะสามารถทลายขีดจำกัดเดิม ให้กับลูกค้าของเราได้

คุณไม่สามารถคิดวิเคราะห์เชิงเหตุผลได้ดีกับสิ่งที่คุณมองเห็นไม่ชัดเจน ระบบขององค์กรส่วนใหญ่ไม่เคยมีการสร้างขึ้นมาเพื่อให้ AI ทำความเข้าใจได้ ดังนั้นระบบอัจฉริยะจึงอยู่แค่เพียงระดับผิวเผินเท่านั้น แต่ Cortex เป็นแพลตฟอร์ม HCM ระบบแรกที่สร้างขึ้นบน Context Graph ซึ่งเปรียบเสมือนแผนที่แบบเรียลไทม์ที่รวมเป็นหนึ่งเดียวขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของบุคลากร นโยบาย ขั้นตอนการทำงาน และการตัดสินใจต่าง เมื่อมีความเข้าใจดังกล่าวเป็นแกนกลาง แพลตฟอร์มนี้จึงสามารถคิดวิเคราะห์เชิงเหตุผล คาดการณ์ และดำเนินการได้ทันที และนี่คือความหมายที่แท้จริงของการขับเคลื่อนด้วย AI ตั้งแต่เริ่มต้น” Chaitanya Peddi ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม (Co-CEO) ของ Darwinbox กล่าว

แพลตฟอร์ม HCM ที่เป็นระบบที่ขับเคลื่อนด้วย AI ตั้งแต่เริ่มต้นได้รับการนิยามด้วยรากฐานทางสถาปัตยกรรม 4 ประการ และ Darwinbox CortexTM คือแพลตฟอร์ม HCM ระบบแรกที่สร้างขึ้นบนสถาปัตยกรรมนี้

  1.  ชั้นตรวจจับสัญญาณ: เป็นเวลาหลายทศวรรษที่ระบบ HCM สร้างขึ้นมาเพื่อบันทึกข้อมูลและตอบสนองตามคำสั่งเท่านั้น แต่ชั้นตรวจจับสัญญาณนี้เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง ด้วยการตรวจจับรูปแบบพฤติกรรมต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งตามปกติแล้วข้อมูลเหล่านี้มักจะถูกล็อกแยกส่วนกันอยู่ตามบทบาทหน้าที่ โมดูล หรือช่วงเวลาต่าง ๆ ในวงจรชีวิตของพนักงาน เช่น ช่องว่างของค่าจ้างในจุดนี้ การเปลี่ยนตัวผู้จัดการในจุดนั้น หรือความผูกพันต่อองค์กรที่ลดลงในอีกจุดหนึ่ง เมื่อนำสัญญาณเหล่านี้มาพิจารณาร่วมกัน ระบบจะสามารถแจ้งเตือนความเสี่ยงหรือโอกาสได้อย่างรวดเร็วแต่เนิ่น ๆ ซึ่งช่วยให้องค์กรมีปฏิกิริยาตอบสนองอย่างแท้จริง นั่นคือความสามารถในการคาดการณ์และลงมือจัดการได้ทันท่วงทีขณะที่ผลลัพธ์ยังเป็นสิ่งที่สามารถควบคุมหรือปรับเปลี่ยนได้
     
     
  2.  Context Graph: ระบบทรัพยากรบุคคลขององค์กรนั้นมักถูกจำกัดเสมอมาเนื่องจากรูปแบบการกำหนดค่าองค์กรและขีดความสามารถของตัวแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์นั้นน้อยครั้งมากที่จะจัดเก็บอยู่ร่วมกันในที่เดียว ส่งผลให้การที่จะทราบว่าแนวทางปฏิบัติงานด้านทรัพยากรบุคคลที่ดีเป็นอย่างไรนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้น หัวใจสำคัญของ Cortex ก็คือการนำ Context Graph ตัวแรกของอุตสาหกรรมมาใช้ ซึ่งเปรียบเสมือนแผนที่ที่มีชีวิตซึ่งสะท้อนความเป็นจริงในการดำเนินงานขององค์กร โดยระบบนี้จะหลอมรวมเอาขีดความสามารถของระบบ บริบทขององค์กร และความเชี่ยวชาญด้านทรัพยากรบุคคลเข้าด้วยกันเป็นชั้นการคิดวิเคราะห์เชิงเหตุผลชั้นเดียว เพื่อให้ทั้งมนุษย์และ AI สามารถใช้งานร่วมกันได้ ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือแพลตฟอร์ม HCM ที่ฝังความเชี่ยวชาญระดับมืออาชีพเอาไว้ในตัวระบบช่วยเปลี่ยนทุกคนให้เป็นผู้สร้าง และทำให้ AI สามารถคิดวิเคราะห์เชิงเหตุผลบนฐานบริบทข้อมูลที่อัปเดตแบบเรียลไทม์ เพื่อแนะนำแนวทางปฏิบัติสำหรับสัญญาณเตือนทั้งหมด
     
     
  3.  แพลตฟอร์มผู้ช่วยของ Cortex: แพลตฟอร์มผู้ช่วยนี้จะรวมระบบอัจฉริยะ ขั้นตอนการทำงาน การเชื่อมต่อระบบ และการกำกับดูแลเข้าไว้ด้วยกันเป็นโครงสร้างเดียว ช่วยให้สามารถสร้างผู้ช่วยได้อย่างราบรื่น จากนั้นผู้ช่วยจะคิดวิเคราะห์เชิงเหตุผลและลงมือปฏิบัติงานครอบคลุมทั้งสถานการณ์ที่กำหนดไว้ล่วงหน้าและสถานการณ์ใหม่ภายใต้กรอบสิทธิ์และการกำกับดูแลที่มีอยู่เดิม แพลตฟอร์มผู้ช่วยนี้มาพร้อมกับเทมเพลตสำเร็จรูปสำหรับงานทรัพยากรบุคคลทั่วไป แต่ข้อได้เปรียบที่แท้จริงคือความรวดเร็วในการสร้างผู้ช่วยแบบกำหนดเองให้เข้ากับบริบทขององค์กร ซึ่งเป็นกระบวนการที่ทีม FDE (Forward Deployed Engineer) ของ Darwinbox จะเข้ามาช่วยเร่งความเร็วให้ โดยทุกการดำเนินการจะมีความโปร่งใส รับรู้นโยบาย และตรวจสอบได้ ซึ่งจะมีการบันทึกหลักฐานสำหรับทุกการตัดสินใจ เมื่อผนวกรวมกับชั้นตรวจจับสัญญาณและ Context Graph แพลตฟอร์มผู้ช่วยนี้จะช่วยเปิดทางให้ระบบอัตโนมัติที่น่าเชื่อถือเติบโตอย่างไร้ขีดจำกัดภายใต้ขอบเขตที่องค์กรกำหนด
     
     
  4.  ชั้นประสบการณ์: ในยุคของ AI การทำงานจะไม่แยกส่วนกันทำอีกต่อไป ไม่ว่าจะอยู่ภายในหรือภายนอกฝ่ายทรัพยากรบุคคลก็ตาม โดยชั้นประสบการณ์นี้จะส่งมอบประสบการณ์ที่สมบูรณ์และโต้ตอบได้ในทุก ๆ ที่ที่มีการทำงานเกิดขึ้น ทั้งบน Microsoft Teams, Co-pilot, Slack, Glean และแพลตฟอร์มอื่น ๆ ขณะที่ยังคงรักษาอัตลักษณ์ สิทธิ์ และบริบทเอาไว้ได้อย่างครบถ้วน นอกจากนี้ ระบบยังสามารถแสดงผลในรูปแบบใดก็ตามที่เหมาะสมกับสถานการณ์ในขณะนั้น เช่น การแชทโต้ตอบอย่างรวดเร็ว หรือการแสดงภาพกราฟิกที่ปรับเปลี่ยนได้อย่างแผนผังองค์กร เมื่อปัญหานั้นจำเป็นต้องมองเห็นโครงสร้างที่ชัดเจนมากขึ้น

Darwinbox Cortex กำลังเปิดตัวร่วมกับกลุ่มพันธมิตรผู้ร่วมออกแบบระดับโลกที่ได้รับการคัดเลือก ซึ่งมีตั้งแต่บริษัทในกลุ่ม Fortune 1000 ไปจนถึงบริษัทสายเทคโนโลยีชั้นนำที่เป็นผู้นำในการนำ AI มาใช้งาน กลุ่มพันธมิตรนี้รวมถึง Visteon Corporation ผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยียานยนต์ และ Transcarent แพลตฟอร์มดูแลสุขภาพรายแรกที่ขับเคลื่อนด้วยผู้ช่วย AI อัจฉริยะ ซึ่งทั้งหมดกำลังทำงานร่วมกับ Darwinbox โดยตรงเพื่อนำ Cortex ไปปรับใช้กับการแก้ปัญหาที่ซับซ้อนด้านการบริหารจัดการพนักงาน

“พวกเราตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นพันธมิตรในการเปิดตัว Darwinbox Cortex ยุคถัดไปของงานทรัพยากรบุคคลจะดำเนินการบนระบบที่ขับเคลื่อนด้วย AI ตั้งแต่เริ่มต้น ซึ่งระบบเหล่านี้คือสิ่งที่จะช่วยให้เราสร้างองค์กรที่คล่องตัวมากขึ้น และยกระดับฝ่ายทรัพยากรบุคคลให้ทำงานเชิงกลยุทธ์ได้ดียิ่งขึ้น พวกเรายินดีที่ได้อยู่แถวหน้าของความเปลี่ยนแปลงนี้ร่วมกับ Darwinbox” Kristin Trecker ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลของ Visteon Corporation กล่าว

“ที่ Transcarent พวกเราใช้ AI เพื่อปรับปรุงประสบการณ์ด้านสุขภาพและการดูแลรักษาของผู้คนตั้งแต่รากฐาน และพวกเราก็นำแนวคิดแบบเดียวกันนี้มาใช้กับฝ่ายบุคคลของเราด้วย นั่นคือการขับเคลื่อนอย่างรวดเร็ว การทำงานอย่างใกล้ชิดกับธุรกิจ และการใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างประสบการณ์ด้านบุคลากรที่ดีขึ้น Darwinbox คือแพลตฟอร์ม HCM ของเรา และพวกเราตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นพันธมิตรร่วมทดสอบการใช้งาน Darwinbox Cortex อีกทั้งได้มีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางว่าระบบ HCM ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ตั้งแต่เริ่มต้นจะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพให้พนักงาน ผู้นำองค์กร และธุรกิจของเราอย่างไรได้บ้าง”Jennifer Trzepacz ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลของ Transcarent กล่าว

Darwinbox Cortex ได้รับการสร้างขึ้นมาเพื่อองค์กรที่เชื่อมต่อกันเป็นหนึ่งเดียว โดย Cortex เปิดตัวร่วมกับพันธมิตรในระบบนิเวศ AI เชิงกลยุทธ์อย่าง Microsoft ซึ่งช่วยขยายขีดความสามารถในการคิดวิเคราะห์เชิงเหตุผลขององค์กรไปสู่ Microsoft 365, Teams และ Co-pilot นอกจากนี้ Cortex ยังเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มอย่าง Slack และ Glean เพื่อนำระบบอัจฉริยะขององค์กรเข้าไปอยู่ในแอปพลิเคชันที่พนักงานใช้งานอยู่ทุกวัน

Darwinbox เชื่อว่าซอฟต์แวร์องค์กรในรุ่นถัดไปจะไม่ถูกจำกัดอยู่แค่ระบบที่ทำหน้าที่บันทึกข้อมูลการทำงานเท่านั้น แต่จะถูกกำหนดด้วยระบบที่สามารถทำความเข้าใจ คิดวิเคราะห์เชิงเหตุผล และลงมือปฏิบัติงานได้ และด้วย Cortex นี้เอง บริษัทกำลังนำวิสัยทัศน์ดังกล่าวมาสู่ระบบ HCM ขององค์กร

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติม รวมถึงวิธีการเข้าร่วมโปรแกรมที่เปิดให้ใช้งานล่วงหน้าได้ที่ เว็บไซต์ Darwinbox CortexTM

เกี่ยวกับ Darwinbox

Darwinboxก่อตั้งขึ้นในปี 2015 เป็นแพลตฟอร์มบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล (HCM) ชั้นนำที่ให้บริการแก่องค์กรมากกว่า 1,400 แห่ง และดูแลพนักงาน 4.5 ล้านคนทั่วโลก แพลตฟอร์มที่ทำงานบนระบบคลาวด์และเน้นการใช้งานบนอุปกรณ์เคลื่อนที่เป็นหลักนี้ ช่วยให้องค์กรสามารถสรรหา รักษา และพัฒนาศักยภาพบุคลากรตลอดทั้งวงจรชีวิตของพนักงานได้ภายในแพลตฟอร์มเดียว Darwinbox ได้รับการยอมรับในฐานะผู้ท้าชิงจากการจัดอันดับ Gartner Magic Quadrant สำหรับแพลตฟอร์ม HCM และได้รับการยอมรับในฐานะผู้นำ พร้อมคะแนนสูงสุดด้านขีดความสามารถของ AI ในกลุ่ม Gartner Magic Quadrant สำหรับระบบสรรหาบุคลากร นอกจากนี้ Darwinbox ยังได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มนักลงทุนชั้นนำระดับโลก เช่น KKR, Partners Group, OTPP, Microsoft, Salesforce Ventures, TCV, PeakXV Partners, Lightspeed และนักลงทุนระดับโลกรายอื่น ๆ

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Contacts

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.darwinbox.com
หากสื่อมวลชนต้องการสอบถามข้อมูล โปรดติดต่อ gowthami.k@darwinbox.in

ที่มา: Darwinbox

Multiplier ระดมทุนรอบ Series B ได้ 35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสร้างโมเดลใหม่สำหรับบริการระดับมืออาชีพ

Logo

Allen Shim อดีต CFO ของ Slack ได้เข้ามาร่วมงานในตำแหน่งประธานและ CFO ของ Multiplier เพื่อขยายเครือข่ายบริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและบริการระดับมืออาชีพ

สิงคโปร์–(BUSINESS WIRE)–04 สิงหาคม 2026

Multiplier เป็นบริษัทเทคโนโลยีที่เข้าซื้อกิจการบริษัทให้บริการระดับมืออาชีพชั้นนำและสร้างเครื่องมือ AI ที่สอดคล้องกับวิธีการทำงานของบริษัทเหล่านั้น ได้ประกาศในวันนี้ว่าได้รับเงินทุนสนับสนุนรอบ Series B จำนวน 35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่นำโดย The General Partnership โดยมี Ribbit Capital และ Lightspeed Venture Partners ร่วมลงทุนด้วย

บริษัทยังประกาศด้วยว่า Allen Shim อดีตประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ Slack ได้เข้าร่วมงานกับ Multiplier ในตำแหน่งประธานและ CFO โดย Shim นั้นมีส่วนช่วยนำ Slack เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์และยังคงอยู่กับบริษัทจนกระทั่งถูก Salesforce เข้าซื้อกิจการ โดยที่ Multiplier นั้น เขาจะดูแลงานทางด้านการเงิน การดำเนินงาน ความร่วมมือต่างๆ บุคลากร และช่วยสร้างสำนักงานของบริษัทในซานฟรานซิสโก

Multiplier ได้เข้าซื้อกิจการบริษัทให้บริการระดับมืออาชีพที่มีชื่อเสียงและมีความเชี่ยวชาญอย่างลึกซึ้งในตลาดเฉพาะกลุ่มที่มีมูลค่าสูง รวมถึงมีความสัมพันธ์กับลูกค้ามาอย่างยาวนาน โดยบริษัทเหล่านั้นยังคงใช้ชื่อเดิม บริหารจัดการ และดำเนินงานอย่างอิสระ ในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญที่รับผิดชอบเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับลูกค้าเหล่านั้นจะได้รับส่วนแบ่งจากมูลค่าที่พวกเขาสร้างขึ้น โดย Multiplier จะมอบสิ่งที่บริษัทขนาดเล็กไม่สามารถสร้างได้ด้วยตนเอง นั่นคือ เงินทุนในระยะยาว โครงสร้างพื้นฐานร่วม และการเข้าถึงเครือข่ายระดับโลก โดยทีมงานของ Multiplier นั้นประกอบด้วยนักเทคโนโลยีมากกว่า 30 คน ที่ได้รับการคัดเลือกจากบริษัทซอฟต์แวร์ชั้นนำ ทำงานโดยตรงภายในบริษัทเหล่านั้นเพื่อสร้างเครื่องมือ AI สำหรับการดำเนินงานประจำวันของพวกเขา

Multiplier มีโครงสร้างเป็นบริษัทโฮลดิ้งถาวร ไม่ใช่บริษัทที่เข้าซื้อกิจการในระยะสั้นแบบดั้งเดิม โดยบริษัทมุ่งเน้นไปที่บริษัทที่กำลังเติบโตที่ผู้ก่อตั้งยังต้องการที่จะบริหารธุรกิจต่อไปพร้อมกับการเข้าถึงเงินทุน เทคโนโลยี การสรรหาบุคลากร การสนับสนุนด้านการดำเนินงาน และเครือข่ายความเชี่ยวชาญที่กว้างขวางยิ่งขึ้น ซึ่งแตกต่างจากบริษัทที่ขายซอฟต์แวร์ให้กับบริษัทภายนอก โดย Multiplier จะทำงานโดยตรงกับบุคลากรภายในบริษัทเหล่านั้นเพื่อระบุว่า AI สามารถลดงานด้วยตนเอง ขยายขีดความสามารถ และปรับปรุงการบริการลูกค้าได้อย่างไร เนื่องจาก Multiplier เป็นเจ้าของบริษัทที่ใช้งานเทคโนโลยี ทีมงานของบริษัทจึงสามารถเข้าถึงเวิร์กโฟลว์ ข้อมูล ผู้เชี่ยวชาญ และความไว้วางใจภายในองค์กรที่จำเป็นต่อการสร้างและใช้งานเครื่องมือต่างๆ ที่สอดคล้องกับวิธีการทำงานจริง โดยแนวทางนี้สามารถช่วยแก้ไขอุปสรรคในการนำซอฟต์แวร์ไปใช้ที่เคยจำกัดการใช้งานซอฟต์แวร์ในบริการระดับมืออาชีพมาโดยตลอด

“คำตอบของ AI นั้นไร้ค่าจนกว่าผู้เชี่ยวชาญจะลงนามรับรอง” Noah Pepper ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Multiplier กล่าว “เราไม่ได้พยายามที่จะกำจัดผู้เชี่ยวชาญออกจากงาน เรากำลังมอบศักยภาพของ AI ให้กับบริษัทต่างๆ ในขณะที่ยังคงรักษาหัวใจของมนุษย์ไว้ โดยให้เครื่องมือที่ดีกว่า เวลาในการตัดสินใจมากขึ้น และความสามารถในการให้บริการลูกค้าได้มากขึ้นโดยไม่ลดมาตรฐานคุณภาพหรือความน่าเชื่อถือ”

บริษัทที่ให้บริการด้านวิชาชีพนั้นขยายขนาดได้ยากมาโดยตลอด เนื่องจากอัตราการเติบโตขึ้นอยู่กับเวลาและความพร้อมของผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ นอกจากนี้ หลายบริษัทยังทำงานกับข้อมูลที่กระจัดกระจายอยู่ตามเอกสาร งบการเงิน และอีเมล โดยความก้าวหน้าล่าสุดในด้าน AI นั้นทำให้สามารถทำงานเกี่ยวกับการเตรียมการและงานธุรการให้เป็นอัตโนมัติได้มากขึ้น ในขณะที่ยังคงให้ผู้เชี่ยวชาญรับผิดชอบในการให้คำแนะนำขั้นสุดท้ายและยังคงรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าได้อีกด้วย โดยเป้าหมายของ Multiplier คือการขยายจำนวนลูกค้าที่ผู้เชี่ยวชาญเหล่านั้นสามารถให้บริการได้ มากกว่าที่จะลดจำนวนผู้เชี่ยวชาญที่จำเป็นในการให้บริการฐานลูกค้าที่มีอยู่เดิม

“ธุรกิจบัญชีเป็นตลาดขนาดใหญ่และมั่นคงที่ถูกจำกัดด้วยศักยภาพของผู้เชี่ยวชาญมาอย่างยาวนาน” Anthony Kline หุ้นส่วนของ The General Partnership กล่าว “Multiplier ไม่ได้พยายามเข้ามาแทนที่ผู้เชี่ยวชาญที่ลูกค้าไว้วางใจ แต่กำลังสร้างเทคโนโลยีเข้าไปในบริษัทเหล่านั้น เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญเหล่านั้นสามารถให้บริการลูกค้าได้มากขึ้น ตอบสนองได้เร็วขึ้น และใช้เวลามากขึ้นกับงานที่ต้องใช้การตัดสินใจ ซึ่ง Noah มีประสบการณ์ในการดำเนินงานและแนวทางระยะยาวที่จำเป็นต่อการสร้างโมเดลนี้ในระดับใหญ่”

Multiplier ได้เข้าซื้อกิจการไปแล้ว 8 แห่ง รวมถึง 5 แห่งในช่วงปีที่ผ่านมา และมีอีก 4 แห่งที่อยู่ระหว่างการลงนามในข้อตกลงเบื้องต้น โดยเครือข่ายของ Multiplier นั้นให้บริการลูกค้าในกว่า 10 ประเทศ ผู้ก่อตั้งและทีมผู้บริหารยังคงอยู่กับบริษัทเดิมหลังจากการเข้าซื้อกิจการ และบริษัทต่างๆ ในเครือข่ายได้เริ่มแนะนำลูกค้าและโอกาสทางธุรกิจให้แก่กันและกัน

เงินทุนใหม่นี้จะถูกนำไปใช้ในการเข้าซื้อกิจการเพิ่มเติมและขยายทีมเทคโนโลยีและทีมปฏิบัติการต่างๆ ของ Multiplier

เกี่ยวกับ Multiplier

Multiplier เข้าซื้อกิจการบริษัทผู้ให้บริการด้านวิชาชีพเฉพาะทาง และสร้างเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับวิธีการทำงานของผู้เชี่ยวชาญเหล่านั้น โดยบริษัทเหล่านั้นยังคงรักษาแบรนด์ ผู้นำ และความสัมพันธ์กับลูกค้าไว้ได้ ในขณะเดียวกันก็ได้รับเงินทุนระยะยาว โครงสร้างพื้นฐานร่วม การสนับสนุนด้านการดำเนินงาน และเครื่องมือ AI ที่สามารถปรับแต่งได้ โดย Multiplier นั้นก่อตั้งโดย Noah Pepper อดีตผู้บริหารของ Stripe ผู้สร้างและบริหารธุรกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของบริษัท สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดเยี่ยมชม multiplierholdings.com

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Contacts

ผู้ติดต่อสำหรับสื่อ

Multiplier
Ines Blanco
info@multiplierholdings.com

The General Partnership
Taylor Majewski
taylor@thegp.com

ที่มา: Multiplier

Xsolla, GDAP และ DTI-EMB ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์เพื่อเร่งการเติบโตของอุตสาหกรรมเกมในฟิลิปปินส์

Logo

ความร่วมมือนี้ช่วยขยายการให้ความรู้แก่ผู้พัฒนาเกม เพิ่มการมองเห็นในอุตสาหกรรม และเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานทางการค้าระดับโลกสำหรับสตูดิโอเกมในฟิลิปปินส์

ลอสแอนเจลิส–(BUSINESS WIRE)–04 สิงหาคม 2026

Xsolla บริษัทชั้นนำระดับโลกด้านการค้าเกมวิดีโอ ประกาศในวันนี้ว่าได้ลงนามในบันบันทึกความเข้าใจเชิงกลยุทธ์ (MoU) กับสมาคมผู้พัฒนาเกมแห่งฟิลิปปินส์ (GDAP) และกรมการค้าและอุตสาหกรรม – สำนักงานการตลาดส่งออก (DTI-EMB) เพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างต่อเนื่องของระบบนิเวศการพัฒนาเกมวิดีโอในฟิลิปปินส์ ผ่านโครงการให้คำปรึกษา การส่งเสริมอุตสาหกรรม และการเข้าถึงโซลูชันการค้าเกมระดับโลก

Graphic: Xsolla

กราฟิก: Xsolla

ความร่วมมือนี้เป็นการรวมตัวกันของแพลตฟอร์มการค้าชั้นนำระดับโลกสำหรับอุตสาหกรรมเกม สมาคมอุตสาหกรรมเกมหลักของฟิลิปปินส์ และหน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบในการส่งเสริมการส่งออกของฟิลิปปินส์และการพัฒนาตลาดต่างประเทศ โดยองค์กรต่างๆ จะร่วมกันเสริมสร้างศักยภาพการพัฒนาในท้องถิ่น เพิ่มการมองเห็นในระดับสากลสำหรับเกมที่ผลิตในฟิลิปปินส์ และเชื่อมโยงนักพัฒนาเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นในการแข่งขันในตลาดโลก

ตามข้อตกลงดังกล่าว GDAP, DTI-EMB และ Xsolla จะร่วมมือกันออกแบบและส่งมอบโปรแกรมให้คำปรึกษาและพัฒนาศักยภาพอย่างเป็นระบบสำหรับนักพัฒนาและผู้เผยแพร่เกมในฟิลิปปินส์ โครงการริเริ่มเหล่านี้จะรวมถึงเวิร์กช็อป สัมมนา กิจกรรมฝึกอบรม การให้คำปรึกษาแบบตัวต่อตัว และแคมเปญให้ความรู้ที่มุ่งเน้นโอกาสในการเร่งการเติบโต การเผยแพร่ และการสร้างรายได้ที่มีอยู่ในระบบนิเวศของ Xsolla โดยโปรแกรมเหล่านี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อสนับสนุนนักพัฒนาในทุกขั้นตอนของการเติบโต ตั้งแต่สตูดิโออิสระที่กำลังเติบโตไปจนถึงผู้เผยแพร่ที่มีชื่อเสียงซึ่งต้องการขยายธุรกิจไปสู่ระดับสากล

ความร่วมมือนี้ยังจะสนับสนุนความพยายามทางการตลาดที่ประสานงานกันและกิจกรรมสำคัญในอุตสาหกรรมที่มุ่งเป้าไปที่การยกระดับภาพลักษณ์ของฟิลิปปินส์ในฐานะจุดหมายปลายทางด้านเกมระดับโลก โดยองค์กรต่างๆ จะช่วยขยายการเข้าถึงชุมชนของ GDAP สนับสนุนโครงการส่งเสริมการส่งออกของ DTI-EMB และเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของ Xsolla กับภาคการพัฒนาเกมที่กำลังเติบโตของประเทศผ่านโครงการริเริ่มที่ดำเนินการร่วมกัน

“ฟิลิปปินส์ยังคงสร้างชื่อเสียงให้ตัวเองในฐานะหนึ่งในตลาดพัฒนาเกมที่น่าตื่นเต้นที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” Chris Hewish ประธานบริษัท Xsolla กล่าว “ประเทศนี้ผสมผสานความสามารถด้านความคิดสร้างสรรค์ที่โดดเด่น กลุ่มผู้เล่นเกมที่มีส่วนร่วมสูง และการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างมีนัยสำคัญต่อการเติบโตของอุตสาหกรรม ด้วยการร่วมมือกับทั้ง GDAP และ DTI-EMB เรากำลังสร้างโอกาสให้นักพัฒนาชาวฟิลิปปินส์ได้เสริมสร้างศักยภาพ เพิ่มการมองเห็น และเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานทางการค้าทั่วโลกที่จำเป็นต่อการขยายธุรกิจไปสู่ระดับสากล”

ความร่วมมือนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของประเทศฟิลิปปินส์ในระบบนิเวศของวิดีโอเกมระดับโลก ภายใต้ข้อตกลงนี้ Xsolla จะทำงานอย่างใกล้ชิดกับองค์กรที่เป็นผู้นำในการขับเคลื่อนความก้าวหน้านี้ พร้อมทั้งช่วยให้นักพัฒนาเข้าถึงโอกาสใหม่ๆ ในการสร้าง เปิดตัว และสร้างรายได้จากเกมทั่วโลก

หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับความร่วมมือระหว่าง Xsolla กับ GDAP และ DTI-EMB โปรดไปที่: https://xsolla.pro/GDAP-and-DTI-EMB

เกี่ยวกับ Xsolla

Xsolla คือบริษัทอีคอมเมิร์ซระดับโลกที่สร้างและจัดหาสิ่งที่นักพัฒนาต้องการเพื่อเปิดตัว ขยาย และสร้างรายได้จากวิดีโอเกม บริษัทมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย และให้การสนับสนุนสตูดิโอทุกขนาด ตั้งแต่เกมอินดี้ไปจนถึงเกม AAA ด้วยโซลูชันต่างๆ เช่น การค้าขายตรงถึงผู้บริโภค การชำระเงินอัจฉริยะ ทรัพย์สินทางปัญญาด้านความบันเทิง และผลิตภัณฑ์เพื่อการมีส่วนร่วมของผู้เล่น โดย Xsolla ช่วยให้นักพัฒนาสามารถระดมทุน จัดจำหน่าย ทำการตลาด และสร้างรายได้จากเกมของพวกเขาได้อย่างมีประสิทธิภาพ Xsolla ได้รับความไว้วางใจจากเกมที่ทำรายได้สูงสุด 100 อันดับแรกมากกว่า 60% และดำเนินงานในฐานะผู้ค้าหลักในกว่า 200 ประเทศทั่วโลก โดยสามารถเข้าถึงวิธีการชำระเงินในท้องถิ่นมากกว่า 1,000 วิธี ด้วยความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าในอนาคตของอุตสาหกรรมเกม Xsolla มุ่งมั่นที่จะนำโอกาสมารวมกันและปลดล็อกการเติบโตสำหรับครีเอเตอร์ทุกหนทุกแห่ง

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ xsolla.com

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260730684951/en

Contacts

ผู้ติดต่อสำหรับสื่อ
Derrick Stembridge
รองประธานฝ่ายประชาสัมพันธ์ระดับโลกของ Xsolla
d.stembridge@xsolla.com

ที่มา: Xsolla


Kioxia จัดแสดงนวัตกรรม Flash Storage สำหรับยุค AI ในงาน FMS 2026

Logo

โตเกียว–(BUSINESS WIRE)–04 สิงหาคม 2026

Kioxia Group ผู้นำระดับโลกด้านโซลูชันหน่วยความจำ เตรียมสาธิตให้เห็นว่าเทคโนโลยีแฟลชเมมโมรีและ SSD ของบริษัท ซึ่งรวมถึง SSD รุ่น KIOXIA GP1 Series PCIe® 6.0 NVMe™ Super High IOPS ที่ได้รับการปรับแต่งมาเพื่อรองรับการเข้าถึงข้อมูลโดยตรงจาก GPU (GPU direct access) นั้น มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐาน AI ยุคใหม่อย่างไร ในงาน FMS: the Future of Memory and Storage ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4–6 สิงหาคม ที่ Santa Clara แคลิฟอร์เนีย โดยมีการจัดกิจกรรมต่างๆ ทั้งการบรรยายพิเศษ (Keynote) การเสวนาโดยผู้บริหาร การนำเสนอข้อมูลเชิงเทคนิค และการสาธิตเทคโนโลยี Kioxia จะนำเสนอนวัตกรรมที่ช่วยยกระดับทั้งในด้านประสิทธิภาพ ความสามารถในการขยายระบบ (Scalability) และประสิทธิภาพการทำงานโดยรวม ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับโครงสร้างพื้นฐาน AI ยุคใหม่

Kioxia Showcases Flash Storage Innovations for the AI Era at FMS 2026

Kioxia จัดแสดงนวัตกรรม Flash Storage สำหรับยุค AI ในงาน FMS 2026

ไฮไลต์ในงาน FMS 2026 คือ KIOXIA CM10 Series PCIe® 6.0 enterprise SSDs และ KIOXIA NX1 Series SSDs ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งทั้งสองรุ่นรองรับระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวโดยตรง (Direct Liquid Cooling) โดย SSD รุ่น KIOXIA CM10 Series ได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับงานด้าน AI และสภาพแวดล้อมของศูนย์ข้อมูลสมัยใหม่ ถือเป็นไดรฟ์ระดับองค์กรรุ่นแรกที่ใช้แฟลชเมมโมรี BiCS FLASH™ รุ่นที่ 10 ในขณะที่ KIOXIA NX1 Series เป็น SSD สำหรับศูนย์ข้อมูลในรูปแบบ E1.S PCIe® 5.0 NVMe™ รุ่นใหม่ล่าสุด

ในงาน FMS 2026 ทาง Kioxia จะมีการบรรยายหลัก (Keynote) รวมถึงการนำเสนอในหัวข้อต่างๆ ที่ครอบคลุมประเด็นหลากหลาย

การนำเสนอหลัก:
การพลิกโฉมระบบจัดเก็บข้อมูลในศูนย์ข้อมูลสำหรับยุค AI ด้วยเทคโนโลยี Flash Memory และ SSD”
วันอังคารที่ 4 สิงหาคม เวลา 11:10 .
สถานที่: Mission City Ballroom, Santa Clara Convention Center, ชั้น 1
วิทยากร: Neville Ichhaporia รองประธานอาวุโสและผู้จัดการทั่วไปของหน่วยธุรกิจ SSD จากบริษัท KIOXIA America, Inc. และ Katsuki Matsudera ผู้จัดการทั่วไปแผนก Memory Technical Marketing จากบริษัท Kioxia Corporation

ช่วงพิเศษสำหรับ NVIDIA:
การสร้างสมดุลระหว่างหน่วยความจำและพื้นที่จัดเก็บข้อมูลเพื่อดำเนินงาน AI Factories และ AI Agent ในระดับขนาดใหญ่
วันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม เวลา 11:00 .
สถานที่: Mission City Ballroom, Santa Clara Convention Center, ชั้น 1
วิทยากร: Rory Bolt ตำแหน่ง Senior Fellow และ Principal Architect ของหน่วยธุรกิจ SSD จากบริษัท KIOXIA America Inc.

การเสวนาพาที:
ระบบจัดเก็บข้อมูลในสถาปัตยกรรมที่เน้นตัวเร่งการประมวลผล
วันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม เวลา 9:45 .
สถานที่: Ballroom G, Hyatt Regency Santa Clara, ชั้นล็อบบี้
วิทยากร: Ilya Cherkasov ตำแหน่ง Principal Engineer แผนก Enterprise Division (กลุ่มผลิตภัณฑ์ SSD) จาก บริษัท KIOXIA America, Inc.

บูธจัดแสดงนิทรรศการของ KIOXIA
จะมีการสาธิตผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีภายในพื้นที่จัดแสดง ณ บูธ Kioxia หมายเลข 307 ซึ่งเป็นบูธ 2 ชั้นอันโดดเด่นและประกอบด้วยโซนจัดแสดงแยกเป็นสัดส่วนถึง 10 จุด โดยกิจกรรมดังกล่าวรวมถึง:

  • SSD รุ่น KIOXIA GP1 Series ที่มีค่า IOPS สูงเป็นพิเศษ — มอบประสิทธิภาพการอ่านแบบสุ่มขนาด 512 ไบต์ที่ระดับ 10 ล้าน IOPS สำหรับเวิร์กโหลดที่ใกล้เคียงกับการทำงานของ GPU
  • SSD แบบระบายความร้อนด้วยของเหลวสำหรับ AI — นำเสนอ KIOXIA NX1 Series Data Center NVMe™ SSDs
  •  PCIe® 6.0 NVMe™ Enterprise SSDs — นำเสนอ KIOXIA CM10 Series Enterprise NVMe™ SSDs พร้อมเทคโนโลยี Context Memory Caching เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดในการประมวลผล AI Inferencing — และ KIOXIA CM9 Series Enterprise NVMe™ SSDs
  • ระบบจัดเก็บข้อมูล QLC ความจุสูงเพื่อการเรียกใช้ชุดข้อมูลขนาดใหญ่ได้อย่างรวดเร็ว — มาพร้อมกับ NVMe™ SSD รุ่น KIOXIA LC9 Series ขนาด 245.76 TB
  • ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส KIOXIA AiSAQ™: การเพิ่มขีดความสามารถในการขยายระบบ (Scalability) ของ Vector Database สำหรับการประมวลผล AI Inference
  • แฟลชเมมโมรี BiCS FLASH™ รุ่นที่ 10 – ก้าวล้ำด้วยเทคโนโลยีการย่อขนาดขั้นสูงแบบ CMOS Directly Bonded to Array (CBA) มาพร้อมโครงสร้าง 332 เลเยอร์และเทคนิคการลดขนาดในแนวราบที่ได้รับการปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น
  • CXL™ Memory Module with XL-FLASH™ – การขยายลำดับชั้นหน่วยความจำด้วย XL-FLASH™
  • UFS 5.0 ใหม่ – โซลูชันหน่วยความจำประสิทธิภาพสูงที่รองรับ AI
  • แฟลชเมมโมรี QLC ความจุสูงที่มีความหน่วงต่ำ — มาในรูปแบบแพ็กเกจ BGA แบบซ้อนชิป 32 ชั้น สำหรับการใช้งานด้าน AI

ลิงก์ที่เกี่ยวข้อง:
เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ FMS 2026
โซลูชันการจัดเก็บข้อมูลที่ช่วยขับเคลื่อน AI

หมายเหตุ:
คำจำกัดความของความจุ: Kioxia Corporation กำหนดให้ 1 เมกะไบต์ (MB) เท่ากับ 1,000,000 ไบต์, 1 กิกะไบต์ (GB) เท่ากับ 1,000,000,000 ไบต์ และ 1 เทราไบต์ (TB) เท่ากับ 1,000,000,000,000 ไบต์ อย่างไรก็ตาม ระบบปฏิบัติการของคอมพิวเตอร์จะรายงานความจุโดยใช้การคำนวณแบบเลขยกกำลังฐาน 2 โดยกำหนดให้ 1GB = 2^30 ไบต์ = 1,073,741,824 ไบต์ และ 1TB = 2^40 ไบต์ = 1,099,511,627,776 ไบต์ ซึ่งส่งผลให้ตัวเลขความจุที่แสดงมีค่าน้อยกว่า ความจุที่ใช้งานได้จริง (รวมถึงตัวอย่างไฟล์สื่อประเภทต่างๆ) อาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับขนาดไฟล์ รูปแบบการฟอร์แมต การตั้งค่า ซอฟต์แวร์และระบบปฏิบัติการ และ/หรือแอปพลิเคชันซอฟต์แวร์ที่ติดตั้งมาพร้อมกับเครื่อง หรือเนื้อหาสื่อต่างๆ ทั้งนี้ ความจุจริงหลังการฟอร์แมตอาจแตกต่างกันไป

NVMe เป็นเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนหรือไม่จดทะเบียนของ NVM Express, Inc. ในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ
PCIe เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ PCI-SIG ส่วน CXL และ Compute Express Link เป็นเครื่องหมายการค้าของ Compute Express Link Consortium, Inc.
Universal Flash Storage (UFS) เป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์หน่วยความจำแบบฝังตัว (embedded memory) ที่ผลิตขึ้นตามข้อกำหนดมาตรฐาน JEDEC UFS ด้วยการใช้อินเทอร์เฟซแบบอนุกรม (serial interface) ทำให้ UFS รองรับการทำงานแบบ Full-duplex ซึ่งช่วยให้สามารถอ่านและเขียนข้อมูลไปพร้อมกันได้ระหว่างโฮสต์โปรเซสเซอร์และอุปกรณ์ UFS
ชื่อบริษัท ชื่อผลิตภัณฑ์ และชื่อบริการอื่นๆ อาจเป็นเครื่องหมายการค้าของบริษัทบุคคลที่สาม

เกี่ยวกับ Kioxia
Kioxia เป็นผู้นำระดับโลกด้านโซลูชันหน่วยความจำ โดยมุ่งมั่นในการพัฒนา ผลิต และจำหน่ายแฟลชเมมโมรีและโซลิดสเตตไดรฟ์ (SSD) บริษัทมีต้นกำเนิดมาจาก Toshiba Memory ซึ่งแยกตัวออกมาเมื่อเดือนเมษายน ปี 2017 จาก Toshiba Corporation ผู้คิดค้นเทคโนโลยีแฟลชเมมโมรี NAND ขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 1987 Kioxia มุ่งมั่นที่จะยกระดับโลกด้วยเทคโนโลยี “หน่วยความจำ” ผ่านการนำเสนอผลิตภัณฑ์ บริการ และระบบต่างๆ ที่มอบทางเลือกให้แก่ลูกค้าและสร้างคุณค่าที่ขับเคลื่อนด้วยหน่วยความจำให้แก่สังคม ทั้งนี้ เทคโนโลยีแฟลชเมมโมรีแบบ 3D อันล้ำสมัยของ Kioxia ที่มีชื่อว่า BiCS FLASH™ กำลังมีบทบาทสำคัญในการกำหนดอนาคตของเทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลสำหรับการใช้งานที่ต้องการความหนาแน่นของข้อมูลสูง ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟนระดับสูง คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ระบบยานยนต์ ศูนย์ข้อมูล และระบบ Generative AI

*ข้อมูลในเอกสารฉบับนี้ รวมถึงราคาและคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ รายละเอียดการบริการ และข้อมูลการติดต่อ เป็นข้อมูลที่ถูกต้อง ณ วันที่ประกาศ แต่อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260803680678/en

Contacts

หากมีข้อสอบถามเกี่ยวกับสื่อ:
Kioxia Corporation
ฝ่ายบริหารการส่งเสริมการขาย
Satoshi Shindo
โทร: +81-3-6478-2404

ที่มา: Kioxia Corporation

Kioxia ประกาศเปิดตัว SSD ซีรีส์ KIOXIA GP1 ที่มีความเร็ว IOPS สูงเป็นพิเศษสำหรับการใช้งานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI)

Logo

SSD แบบ PCIe 6.0 SSD ทำความเร็วทะลุ 10 ล้าน IOPS โดยใช้หน่วยความจำแฟลช KIOXIA XL-FLASH™

โตเกียว–(BUSINESS WIRE)–04 สิงหาคม 2026

Kioxia Corporation วันนี้ประกาศเปิดตัว SSD ซีรีส์ KIOXIA GP1 Series PCIe® 6.0 NVMe™ โดยถือเป็นผลิตภัณฑ์แรกในซีรีส์ KIOXIA GP ซึ่งเป็นกลุ่ม SSD ที่มีความเร็ว IOPS สูงเป็นพิเศษซึ่งได้รับการปรับแต่งมาเพื่อให้ GPU สามารถเข้าถึงข้อมูลได้โดยตรง ผลิตภัณฑ์นี้พัฒนาต่อยอดมาจากเทคโนโลยีในซีรีส์ KIOXIA GP ที่ได้เผยโฉมไปเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา1 โดยซีรีส์ KIOXIA GP1 นี้ สามารถทำความเร็วในการอ่านข้อมูลแบบสุ่มได้สูงสุดถึง 10 ล้าน IOPS2 ด้วยการเลือกใช้หน่วยความจำแฟลช KIOXIA XL-FLASH™ รุ่นที่ 2 ซึ่งช่วยให้สามารถขยายหน่วยความจำในรูปแบบแฟลช เพื่อตอบสนองความต้องการด้านประสิทธิภาพและขนาดหน่วยความจำที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องของโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์ตัวอย่างสำหรับทดสอบจะพร้อมส่งมอบให้แก่กลุ่มลูกค้าที่ได้รับคัดเลือกภายในสิ้นปี 2026 นี้3 ซีรีส์ KIOXIA GP1 จะจัดแสดงในงาน FMS: the Future of Memory and Storage ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4 – 6 สิงหาคม ณ เมืองซานตาคลารา รัฐแคลิฟอร์เนีย

KIOXIA GP1 Series Super High IOPS SSDs

SSD ซีรีส์ KIOXIA GP1 ที่มีความเร็ว IOPS สูงเป็นพิเศษ

ซีรีส์ KIOXIA GP1 ได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับสถาปัตยกรรมการจัดเก็บข้อมูลแบบ AI รุ่นใหม่ ซึ่งจะเข้ามาช่วยขยายขีดความสามารถของหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูง (HBM) โดยทำหน้าที่เป็นชั้นเก็บข้อมูลความเร็วสูงในรูปแบบหน่วยความจำแฟลช แนวทางนี้ช่วยให้ระบบ AI สามารถเข้าถึงชุดข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ขึ้นได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำลงกว่าเดิมอย่างมากเมื่อเทียบกับการเพิ่มหน่วยความจำ HBM แบบเดิม4 อีกทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของ GPU ให้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

SSD ซีรีส์ KIOXIA GP1 ใช้ประโยชน์จากหน่วยความจำแฟลช KIOXIA XL-FLASH รุ่นที่ 2 ซึ่งมีความหน่วงต่ำแต่มีประสิทธิภาพสูง เพื่อมอบความเร็ว IOPS ที่สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด4 รองรับการเข้าถึงข้อมูลขนาดเล็กในระดับ 512 บิต และมีอัตราการบริโภคพลังงานต่อการรับส่งข้อมูล (I/O) ที่ต่ำลงเมื่อเทียบกับ SSD ที่ใช้หน่วยความจำแบบ TLC ทั่วไป ทั้งนี้สถาปัตยกรรมดังกล่าวได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับการขยายขีดความสามารถจากความเร็วในการอ่านข้อมูลแบบสุ่มที่ 10 ล้าน IOPS ในปัจจุบันไปสู่รุ่นที่จะตามมาในอนาคตซึ่งตั้งเป้าหมายไว้สูงสุดถึง 100 ล้าน IOPS

คุณสมบัติเด่นของซีรีส์ KIOXIA GP1:

  •  ออกแบบตามมาตรฐานข้อกำหนด PCIe® 6.0 และ NVMe™ 2.2
  • ใช้ประโยชน์จากหน่วยความจำแฟลช KIOXIA XL-FLASH รุ่นที่ 2 ซึ่งมีความหน่วงต่ำ
  •  ทำความเร็วในการอ่านข้อมูลแบบสุ่มได้สูงสุดถึง 10 ล้าน IOPS ที่ขนาดบล็อกข้อมูล 512 ไบต์2
  • พร้อมจำหน่ายในรูปแบบขนาด E3.S และ E1.S (9.5 มม./15 มม.) โดยในขนาด E3.S และ E1.S (9.5 มม.) จะรองรับระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวแบบแผ่นนำความเย็น (ขนาดอื่น ๆ ทั้งหมดจะรองรับการระบายความร้อนด้วยอากาศแบบเดิม)
  •  มีความทนทานในการเขียนข้อมูลสูงถึง 50 DWPD5

หมายเหตุ:

1: Kioxia ประกาศเปิดตัว SSD รุ่นใหม่ที่ได้รับการปรับแต่งมาสำหรับประมวลผลเวิร์กโหลดที่เริ่มทำงานโดย GPU ของระบบ AI
 ( https://www.kioxia.com/en-jp/business/news/2026/20260317-1.html )

2: ความเร็วในการอ่านและการเขียนข้อมูลอาจแตกต่างกันไป โดยขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เช่น อุปกรณ์โฮสต์ ซอฟต์แวร์ (ไดรเวอร์ ระบบปฏิบัติการ ฯลฯ) และเงื่อนไขในการอ่าน/การเขียนข้อมูล

3: ผลิตภัณฑ์ตัวอย่างเหล่านี้มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการตรวจสอบฟังก์ชันการทำงานเท่านั้น โดยคุณลักษณะเฉพาะของผลิตภัณฑ์ตัวอย่างอาจแตกต่างไปจากรุ่นที่ผลิตเพื่อวางจำหน่ายจริง

4: ข้อมูล ณ วันที่ 28 กรกฎาคม 2026 อ้างอิงจากข้อมูลที่สำรวจโดย Kioxia

5: DWPD: Drive Writes Per Day (จำนวนครั้งที่เขียนข้อมูลได้เต็มความจุของไดรฟ์ต่อวัน) การเขียนข้อมูลเต็มไดรฟ์หนึ่งครั้งต่อวันหมายความว่าไดรฟ์นั้นสามารถเขียนและเขียนซ้ำจนเต็มความจุได้วันละหนึ่งครั้งในทุก ๆ วัน ภายใต้เวิร์กโหลดที่กำหนดตลอดอายุการใช้งานที่ระบุ ทั้งนี้ผลลัพธ์ที่แท้จริงอาจแตกต่างกันไปเนื่องจากโครงสร้างระบบ การใช้งาน และปัจจัยอื่น ๆ

นิยามความจุ: Kioxia Corporation นิยามว่า 1 เมกะไบต์ (MB) เท่ากับ 1,000,000 ไบต์, 1 กิกะไบต์ (GB) เท่ากับ 1,000,000,000 ไบต์ และ 1 เทราไบต์ (TB) เท่ากับ 1,000,000,000,000 ไบต์ อย่างไรก็ตาม ระบบปฏิบัติการของคอมพิวเตอร์จะรายงานความจุพื้นที่จัดเก็บข้อมูลโดยใช้เลขฐาน 2 ซึ่งกำหนดให้ 1GB = 2^30 ไบต์ = 1,073,741,824 ไบต์ และ 1TB = 2^40 ไบต์ = 1,099,511,627,776 ไบต์ จึงทำให้แสดงความจุพื้นที่จัดเก็บข้อมูลน้อยลง ทั้งนี้ความจุพื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่ใช้งานได้จริง (รวมถึงตัวอย่างไฟล์สื่อต่าง ๆ) จะแตกต่างกันไปตามขนาดไฟล์ การฟอร์แมต การตั้งค่า ซอฟต์แวร์และระบบปฏิบัติการ และ/หรือแอปพลิเคชันซอฟต์แวร์ที่ติดตั้งมาล่วงหน้า หรือเนื้อหาของสื่อนั้น ๆ โดยความจุจริงหลังจากการฟอร์แมตอาจแตกต่างออกไปได้

NVMe เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนหรือไม่ได้จดทะเบียนของ NVM Express, Inc. ในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่น ๆ

PCIe เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ PCI-SIG

ชื่อบริษัท ชื่อผลิตภัณฑ์ และชื่อบริการอื่น ๆ อาจเป็นเครื่องหมายการค้าของบริษัทอื่น ๆ

เกี่ยวกับ Kioxia
Kioxia เป็นผู้นำระดับโลกด้านโซลูชันหน่วยความจำ โดยมุ่งมั่นพัฒนา ผลิต และจำหน่ายหน่วยความจำแฟลชรวมถึงโซลิดสเตตไดรฟ์ (SSD) ในเดือนเมษายน 2017 บริษัทต้นแบบอย่าง Toshiba Memory ได้แยกตัวออกมาจาก Toshiba Corporation ซึ่งเป็นบริษัทผู้คิดค้นหน่วยความจำแฟลชแบบ NAND ขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 1987 ทั้งนี้ Kioxia มุ่งมั่นที่จะยกระดับโลกใบนี้ด้วย “หน่วยความจำ” ผ่านการนำเสนอผลิตภัณฑ์ บริการ และระบบต่าง ๆ ซึ่งช่วยสร้างทางเลือกให้แก่ลูกค้า ควบคู่ไปกับการสร้างคุณค่าให้แก่สังคมโดยมีเทคโนโลยีหน่วยความจำเป็นรากฐาน นอกจากนี้ นวัตกรรมเทคโนโลยีหน่วยความจำแฟลชแบบ 3 มิติของ Kioxia อย่าง BiCS FLASH™ กำลังเป็นตัวกำหนดทิศทางแห่งอนาคตของการจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบการใช้งานที่มีความหนาแน่นของข้อมูลสูง ซึ่งรวมถึงสมาร์ตโฟนขั้นสูง พีซี ระบบยานยนต์ ศูนย์ข้อมูล และระบบปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ (Generative AI)

*ข้อมูลในเอกสารฉบับนี้ รวมถึงราคาผลิตภัณฑ์ คุณลักษณะเฉพาะ เนื้อหาของการบริการ และข้อมูลการติดต่อ มีความถูกต้อง ณ วันที่ประกาศ ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260803241004/en

Contacts

ช่องทางการสอบถามข้อมูลของสื่อมวลชน:
Kioxia Corporation
Promotion Management Division
Satoshi Shindo
โทร: +81-3-6478-2404

ที่มา: Kioxia Corporation

Moove ระดมทุนได้ 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ด้วยมูลค่าบริษัท 2.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อขยายโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกสำหรับระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ

Logo

 การระดมทุนในรอบ Series C นี้นำโดย Mubadala Investment Company “Mubadala” และร่วมนำโดย Woven Capital (Toyota) และ Ion Pacific จะสามารถช่วยเร่งการพัฒนาแพลตฟอร์มโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกของ Moove สำหรับระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ ในขณะที่ตลาดกำลังเปลี่ยนจากการพัฒนาเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยไปสู่การนำไปใช้งานในวงกว้างได้

  •  การระดมทุนรอบ Series C มูลค่า 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้มูลค่าของ Moove อยู่ที่ 2.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่ตอกย้ำถึงตำแหน่งของบริษัทในฐานะบริษัทโครงสร้างพื้นฐานชั้นนำสำหรับเศรษฐกิจการขับเคลื่อนอัตโนมัติ
  •  Moove กำลังสร้างชั้นปฏิบัติการหลักสำหรับระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติทั่วโลก ผ่านการจัดการกลุ่มยานพาหนะแบบบูรณาการ โครงสร้างพื้นฐานคลังสินค้าที่ใช้หุ่นยนต์เป็นหลัก และการดำเนินงานตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์
  •  ด้วยความร่วมมือกับ Waymo ทำให้ Moove ก้าวขึ้นเป็นผู้จัดการกลุ่มยานพาหนะอัตโนมัติชั้นนำจากภายนอก โดยมีการดำเนินงานจริงหรือประกาศไปแล้วในเมืองฟีนิกซ์ ไมอามี และลอนดอน
  •  กลยุทธ์อัตโนมัติของ Moove มีพื้นฐานมาจากการสร้างและดำเนินงานโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งในระดับใหญ่มาเป็นเวลาห้าปี โดยเริ่มจากการเปิดตัวรถยนต์ 76 คันในลากอส จนกระทั่งขยายไปยังประมาณ 42,000 คันใน 29 เมือง (13 ประเทศ) และทำ ARR ได้ที่ 420 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์–(BUSINESS WIRE)–05 สิงหาคม 2026

Moove เป็นบริษัทด้านการคมนาคมระดับโลกที่กำลังสร้างชั้นปฏิบัติการสำหรับระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ ได้ประกาศในวันนี้ว่า บริษัทได้ระดมทุน 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีมูลค่าบริษัทอยู่ที่ 2.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยในรอบการระดมทุน Series C นั้นนำโดย Mubadala Investment Company และร่วมนำโดย Woven Capital, Toyota’s Growth Fund และ Ion Pacific

รอบการระดมทุนนี้ยังได้ BlueCrest Capital Management, Sona Asset Managemen และ The Raptor Group เข้ามาร่วมด้วย ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับฐานการสนับสนุนจากสถาบันการเงินของ Moove นอกเหนือจาก BlackRock, MUFG, Franklin Templeton, Uber, Left Lane, Silverbacks Holdings, Square Associates, The Latest Ventures และ Ontario Power Generation Pension Plan ที่ให้การสนับสนุนการเติบโตในระยะต่อไปของ Moove

เงินทุนนี้จะสนับสนุนการขยายธุรกิจยานยนต์อัตโนมัติของ Moove ซึ่งรวมถึงการเป็นเจ้าของกลุ่มยานพาหนะอัตโนมัติและโครงสร้างพื้นฐานศูนย์บริการ “Nests” ที่ใช้หุ่นยนต์เป็นหลัก ซึ่งเป็นสถานที่ที่กลุ่มยานพาหนะอัตโนมัติจะได้รับการชาร์จ บริการ บำรุงรักษา และจัดการเพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ เงินทุนยังจะใช้เพื่อสนับสนุนการเปิดตัวในตลาดใหม่ทั่วโลก ในส่วนหนึ่งของการขยายธุรกิจนี้ Moove คาดว่าจะเพิ่มจำนวนพนักงานด้านยานยนต์อัตโนมัติมากกว่า 220% ภายในสิ้นปีนี้ จากประมาณ 150 คนในปัจจุบัน เป็นประมาณ 500 คน

การขยายขนาดระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีของยานยนต์เพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับการเข้าถึงเงินทุน การเป็นเจ้าของกลุ่มยานพาหนะ โครงสร้างพื้นฐานการชาร์จ การบำรุงรักษา ระบบการจัดการการปฏิบัติงาน และการดำเนินการในระดับเมืองตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์ โดย Moove กำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าว เพื่อให้ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติสามารถเปลี่ยนผ่านจากความสามารถที่ก้าวล้ำไปสู่เครือข่ายการขนส่งขนาดใหญ่ได้

นับตั้งแต่ปี 2020 Moove ได้สร้างแพลตฟอร์มด้านเงินทุน กลุ่มยานพาหนะ และการดำเนินงานที่จำเป็นต่อการใช้งานและบริหารจัดการสินทรัพย์ด้านการบริการเรียกรถโดยสารโดยคนขับอย่างมีประสิทธิภาพในระดับใหญ่ ปัจจุบัน บริษัทมีพนักงาน 3,300 คนทั่วโลก และดำเนินงานยานพาหนะประมาณ 42,000 คันใน 29 เมืองใน 13 ประเทศ ทำให้เป็นหนึ่งในกลุ่มยานพาหนะบริการเรียกรถโดยสารที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยบริษัทได้ขยายตัวผ่านการเติบโตแบบธรรมชาติและการเข้าซื้อกิจการเชิงกลยุทธ์ รวมถึง Kovi ในบราซิลและ Tokyo Taxi ในญี่ปุ่น และเติบโตจนมี APR ที่ 420 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

Moove กำลังขยายรูปแบบการดำเนินงานที่สร้างขึ้นในช่วงห้าปีที่ผ่านมาสำหรับระบบขับเคลื่อนโดยมนุษย์ไปสู่ระบบยานยนต์แบบไร้คนขับรุ่นใหม่ผ่านธุรกิจยานยนต์อัตโนมัติของตน โดยยานยนต์อัตโนมัติจะช่วยเพิ่มความต้องการโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพที่เชื่อถือได้และความแม่นยำในการดำเนินงาน และ Moove กำลังนำประสบการณ์ของตนมาใช้ในการจัดการกลุ่มยานพาหนะ การดำเนินงาน การบริการ การชาร์จ และโลจิสติกส์ เพื่อตอบสนองความต้องการดังกล่าว ด้วยความร่วมมือกับ Waymo ปัจจุบัน Moove เป็นผู้ให้บริการกลุ่มยานพาหนะอัตโนมัติชั้นนำจากภายนอก โดยมีการดำเนินงานจริงในฟีนิกซ์และไมอามี และในอนาคตจะมีการดำเนินงานในลอนดอน

คาดการณ์ว่าระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติจะกลายเป็นรากฐานสำคัญของระบบนิเวศเมืองในอนาคต โดยจะมีอิทธิพลต่อระบบโลจิสติกส์ การขนส่งสาธารณะ การค้า และโครงสร้างพื้นฐานของเมือง แพลตฟอร์มที่สามารถดำเนินการโครงสร้างพื้นฐานนี้ในระดับใหญ่ได้นั้น มีแนวโน้มที่จะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเครือข่ายการเคลื่อนที่ยุคใหม่

Ladi Delano ผู้ร่วมก่อตั้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม และประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาของ Moove กล่าวว่า: การปฏิวัติเทคโนโลยีครั้งสำคัญทุกครั้งล้วนเป็นการแข่งขันด้านโครงสร้างพื้นฐาน อินเทอร์เน็ตต้องการศูนย์ข้อมูล AI ต้องการการประมวลผล ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติต้องการยานพาหนะ การชาร์จ การบำรุงรักษา ระบบข้อมูล และการดำเนินงานตลอด 24 ชั่วโมงในทุกเมือง และนั่นคือสิ่งที่ Moove กำลังสร้าง ในมุมมองของเรา เมื่อระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติขยายตัว การเป็นเจ้าของและการดำเนินงานด้านโครงสร้างพื้นฐานจะเป็นตัวกำหนดผู้นำในแต่ละประเภท เรากำลังสร้างเพื่อเป็นหนึ่งในนั้น

เราเริ่มต้นที่เมืองลากอสด้วยแนวคิดง่ายๆ ว่า ความต้องการด้านการเดินทางมีมากมาย แต่การจัดหาบริการจะไม่สามารถขยายตัวได้หากปราศจากเงินทุน เทคโนโลยี และการดำเนินงานที่ก้าวไปพร้อมกัน ห้าปีต่อมา แนวคิดนั้นได้พัฒนาไปสู่แพลตฟอร์มระดับโลก ปัจจุบัน เรามุ่งเน้นการสร้างแพลตฟอร์มที่จะกำหนดนิยามใหม่ของการเดินทางและช่วยให้การเดินทางแบบอัตโนมัติเกิดขึ้นได้หลายพันล้านครั้งทั่วโลก

จากฐานที่มั่นของเราในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และการสนับสนุนจากเงินทุนเชิงกลยุทธ์ระยะยาว Moove มีแพลตฟอร์มที่จะช่วยนำเทคโนโลยีการขับเคลื่อนอัตโนมัติมาสู่การขนส่งในชีวิตประจำวัน นี่ไม่ใช่การเบี่ยงเบนจากพันธกิจของเรา แต่เป็นการแสดงออกถึงพันธกิจนั้นอย่างเต็มที่ที่สุด

Ali Eid AlMheiri กรรมการบริหารฝ่ายสินทรัพย์หลากหลายประเภทของแพลตฟอร์มการลงทุนในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ของ Mubadala กล่าวว่า: เมื่อเทคโนโลยีการขับเคลื่อนอัตโนมัติก้าวจากการพัฒนาไปสู่การใช้งานในวงกว้าง โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับจึงมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ Moove กำลังสร้างแพลตฟอร์มการดำเนินงานแบบบูรณาการที่ผสมผสานการเป็นเจ้าของยานพาหนะ ความสามารถในการปฏิบัติงาน และเทคโนโลยี เพื่อสนับสนุนการเติบโตในระยะต่อไปของการขับเคลื่อนอัตโนมัติ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดย Mubadala กำลังลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและแพลตฟอร์มที่ปรับขนาดได้ เช่น Moove ซึ่งสนับสนุนการกระจายความหลากหลายทางเศรษฐกิจและเสริมสร้างบทบาทของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในฐานะศูนย์กลางเทคโนโลยีขั้นสูง นับตั้งแต่การลงทุนครั้งแรกของ Mubadala เมื่อสามปีที่แล้ว Moove เป็นพันธมิตรที่ดีเยี่ยม และเรายินดีที่จะร่วมมือกับ Moove ต่อไปในระยะการเติบโตต่อไป

Betty Lee, กรรมการผู้จัดการของ Woven Capital (กองทุนเพื่อการเติบโตของ Toyota) กล่าวว่า: “Moove ได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถที่โดดเด่นในการดำเนินงานในตลาดต่างๆ โดยสร้างแพลตฟอร์มระดับโลกครอบคลุมทั้งยานพาหนะแบบดั้งเดิมและยานพาหนะอัตโนมัติ คลื่นลูกใหม่ของการคมนาคมขนส่งนั้นเป็นปัญหาด้านโครงสร้างพื้นฐานพอๆ กับปัญหาด้านซอฟต์แวร์ และ Moove กำลังสร้างรากฐานเพื่อแก้ไขปัญหานี้ มีบริษัทเพียงไม่กี่แห่งในขั้นตอนนี้ที่พิสูจน์ได้ว่าพวกเขาสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็วและมีความเป็นเลิศในการดำเนินงานเช่นเดียวกับที่ Moove ได้แสดงให้เห็นในหลายตลาด เราตื่นเต้นที่จะได้เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่พวกเขากำลังสร้างและช่วยเร่งเส้นทางของพวกเขาในการขยายธุรกิจ

Michael Joseph ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วมและผู้ร่วมก่อตั้งของ Ion Pacific Limited กล่าวว่า: เราได้ร่วมงานกับทีมงาน Moove มานานกว่าห้าปีแล้ว และผลงานของพวกเขาสร้างความประทับใจให้เรามาโดยตลอด ในขณะที่เทคโนโลยีการขับเคลื่อนอัตโนมัติกำลังก้าวจากความเป็นไปได้สู่ความเป็นจริง Moove กำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญสำหรับภาคส่วนนี้ ซึ่งมีความซับซ้อน ปรับตัวได้ และจำเป็นต่อการขยายขนาดของยานยนต์ไร้คนขับ เราตื่นเต้นที่จะได้เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางครั้งนี้

การระดมทุนรอบ Series C ของ Moove ถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายขีดความสามารถของบริษัทในการวางโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการขับเคลื่อนอัตโนมัติทั่วโลก

เกี่ยวกับ

Moove คือบริษัทด้านการขับเคลื่อนระดับโลกที่สร้างระบบปฏิบัติการสำหรับระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และก่อตั้งขึ้นในปี 2020 โดย Ladi Delano และ Jide Odunsi โดย Moove จะเป็นผู้ให้เงินทุน เป็นเจ้าของ และบริหารสินทรัพย์ด้านการเคลื่อนที่ที่มีประสิทธิภาพสำหรับแพลตฟอร์มการขนส่งชั้นนำทั้งแบบมีคนขับและแบบอัตโนมัติ Moove ดำเนินงานใน 13 ประเทศและ 29 เมือง โดยมียานพาหนะประมาณ 42,000 คันและพนักงานมากกว่า 3,300 คนทั่วโลก บริษัทเติบโตอย่างรวดเร็วจนมี ARR ที่ 420 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายใน 5 ปีหลังจากการเปิดตัว

Moove เป็นพันธมิตรกลุ่มยานพาหนะรายใหญ่ที่สุดของ Uber ทั่วโลก และเป็นผู้ให้บริการยานพาหนะอัตโนมัติชั้นนำจากภายนอกผ่านความร่วมมือกับ Waymo ในด้านระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ โดย Moove เป็นผู้ให้เงินทุน เป็นเจ้าของ และดำเนินการกลุ่มยานพาหนะอัตโนมัติ สร้างและจัดการโครงสร้างพื้นฐาน Nest ที่เน้นหุ่นยนต์เป็นหลัก และดำเนินงานในส่วนปฏิบัติการที่จำเป็นสำหรับการใช้งานบริการแบบไร้คนขับในวงกว้าง การดำเนินงานแบบอัตโนมัติได้เปิดใช้งานแล้วในฟีนิกซ์และไมอามี โดยลอนดอนได้รับการยืนยันให้เป็นเมืองแรกที่จะขยายไปยังต่างประเทศ และจะมีการประกาศเมืองอื่นๆ อีกเพิ่มเติมในอนาคต

นอกจากนี้ Moove ยังได้ขยายฐานธุรกิจไปทั่วโลกผ่านการเข้าซื้อกิจการเชิงกลยุทธ์ รวมถึงการเข้าซื้อกิจการ Kovi ในบราซิลและ Tokyo Taxi ในญี่ปุ่นอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งเป็นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับตำแหน่งของบริษัทในตลาดต่างประเทศที่สำคัญ

โมเดลธุรกิจของบริษัทนั้นผสมผสานเงินทุน โครงสร้างพื้นฐาน และการดำเนินงานต่างๆ เพื่อให้แพลตฟอร์มการคมนาคมสามารถขยายตัวไปทั่วโลก ทั้งในด้านการขนส่งที่มีคนขับและการขนส่งอัตโนมัติ โดย Moove ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มนักลงทุนระดับโลกที่แข็งแกร่ง รวมถึง Mubadala, Woven Capital, Ion Pacific, Blue Crest, Sona Asset Management, Uber, Speedinvest, Silverbacks Holdings, Square Associates, The Raptor Group, The Latest Ventures, Endeavor Catalyst, Clocktower Ventures, Left Lane, LocalGlobe, BlackRock, Prosus, MUFG, Quona Capital, FJ Labs, Maya Capital, Monashees และ Valor

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Contacts

ผู้ติดต่อสำหรับสื่อ
moove@zenogroup.com

ที่มา: Moove

Vedanta Aluminium รายงานผลประกอบการไตรมาสแรกปีงบประมาณ 2027 ที่ทำสถิติสูงสุด โดยมีกำไรพุ่งขึ้น 205% และ EBITDA เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า

Logo

มุมไบ ประเทศอินเดีย–(BUSINESS WIRE)–02 สิงหาคม 2026

Vedanta Aluminium Metal Limited (NSE: VAML, BSE: 544780) หนึ่งในผู้ผลิตอะลูมิเนียมชั้นนำของโลก ประกาศผลประกอบการทางการเงินที่ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์สำหรับไตรมาสที่สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2026 ซึ่งถือเป็นการเปิดตัวที่แข็งแกร่งในฐานะบริษัทจดทะเบียนอิสระหลังจากการแยกตัวออกมา

คณะกรรมการบริษัทได้อนุมัติการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลครั้งแรกของบริษัทในอัตรา 8 รูปีต่อหุ้น ที่ส่งผลให้ยอดเงินปันผลสะสมในไตรมาสนี้มีมูลค่ามากกว่า 3,000 ล้านรูปี ซึ่งถือเป็นความสำเร็จที่ไม่ธรรมดาสำหรับบริษัทที่เพิ่งเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และเพิ่งแยกตัวออกมาจากบริษัทแม่

รายได้แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 21,105 ล้านรูปี เพิ่มขึ้น 13% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และ 45% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดยได้รับแรงหนุนจากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นและการรับรู้รายได้ที่ดีขึ้น โดย EBITDA นั้นเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 10,499 ล้านรูปี เพิ่มขึ้น 24% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และ 134% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดยอัตรากำไร EBITDA ขยายตัวสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 50% โดยมีกำไรสุทธิหลังหักภาษีเพิ่มขึ้นเป็น 6,597 ล้านรูปี เพิ่มขึ้น 33% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และ 205% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว นอกจากนี้ บริษัทยังได้เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับงบดุล ด้วยอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ดีขึ้นเป็น 0.9 เท่า จาก 1.3 เท่า ในไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่ทั้ง CRISIL และ ICRA ได้ปรับเพิ่มอันดับเครดิตเป็น AA+ (คงที่)

ในด้านการดำเนินงาน การผลิตอะลูมิเนียมได้แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 632 กิโลตัน ขณะที่การผลิตผลิตภัณฑ์แปรรูปเพิ่มมูลค่าก็แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกันที่ 389 กิโลตัน ส่วนการผลิตอะลูมินานั้นเพิ่มขึ้น 41% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว เป็น 826 กิโลตัน โดยได้รับการสนับสนุนจากการขยายกำลังการผลิตในการกลั่นและการใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ที่ดีขึ้น

Rajesh Kumar กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร กล่าวแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลประกอบการว่า: ผลประกอบการไตรมาสแรกของเราในฐานะบริษัทอิสระสะท้อนให้เห็นถึงการดำเนินงานอย่างมีวินัย ความยืดหยุ่นในการปฏิบัติงาน และกลยุทธ์ระยะยาวที่ชัดเจน การมุ่งเน้นของเราในด้านความมั่นคงของทรัพยากร การดำเนินงานแบบบูรณาการ และผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มมูลค่า ยังคงเสริมสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันและสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน

Anup Agarwal ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน กล่าวเสริมว่า: เราเริ่มต้นช่วงใหม่นี้ด้วยผลประกอบการทางการเงินที่เป็นสถิติสูงสุด งบดุลที่แข็งแกร่งขึ้น และโปรไฟล์เครดิตที่ดีขึ้น โดยสิ่งเหล่านี้เป็นรากฐานที่มั่นคงในการแสวงหาโอกาสในการเติบโตและตอบสนองความต้องการอะลูมิเนียมที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกในด้านการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง บรรจุภัณฑ์ และการผลิตขั้นสูง

เกี่ยวกับ Vedanta Aluminium Metals Ltd

Vedanta Aluminium ให้บริการลูกค้าในกว่า 60 ประเทศทั่วโลก ผ่านการดำเนินงานด้านอะลูมิเนียมและอะลูมินาแบบครบวงจร และยังคงเสริมสร้างความแข็งแกร่งในฐานะผู้ผลิตที่มีศักยภาพในการแข่งขันระดับโลกอย่างต่อเนื่อง

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Contacts

Sonal Choithani,
ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายแบรนด์และการสื่อสารของ Vedanta
Sonal.Choithani@vedanta.co.in

ที่มา: Vedanta Aluminium Metal Limited

The Bangkok Reporter