2PointZero Group ส่งสัญญาณการเติบโตในระดับโลกด้วยรายได้ที่พุ่งสูงขึ้นถึง 21.9 พันล้านเดอร์แฮม และกำไรสุทธิ 7.7 พันล้านเดอร์แฮมในครึ่งแรกของปี 2026

Logo

  •  การเติบโตของรายได้กลุ่มได้รับแรงหนุนจากอัตรากำไรขั้นต้นที่ทรงตัวที่ 29% และ EBITDA ที่ปรับปรุงแล้วจำนวน 5.0 พันล้านเดอร์แฮม
  •  ความสำเร็จครั้งสำคัญในการขยายธุรกิจไปทั่วโลก ได้แก่ การขายหุ้น TAQA จนเสร็จสมบูรณ์ และการเข้าซื้อกิจการ Traverse Midstream Partners ในอเมริกาเหนือ, Baobab Group ในแอฟริกา และการถือหุ้น 60.8% ของ ISEM ในอิตาลี
  •  TIME จัดอันดับให้กลุ่มอยู่ในอันดับที่ 36 ของรายชื่อผู้นำด้านการเติบโตระดับโลกประจำปี 2026 โดยเน้นย้ำในด้านเสถียรภาพของตลาด ขนาดของการดำเนินงาน และแนวทางการบริหารจัดการเงินทุนอย่างมีวินัย

อาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์–(BUSINESS WIRE)–31 กรกฎาคม 2026

2PointZero Group (ADX: 2POINTZERO) เป็นบริษัทโฮลดิ้งด้านการลงทุนชั้นนำที่มีฐานการดำเนินงานในกรุงอาบูดาบี ประกาศผลประกอบการทางการเงินสำหรับครึ่งแรกของปี 2026 โดยมีรายได้อยู่ที่ 21.9 พันล้านเดอร์แฮม และมีกำไรสุทธิของกลุ่มอยู่ที่ 7.7 พันล้านเดอร์แฮม ผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งนี้สะท้อนให้เห็นใน EBITDA ที่ปรับปรุงแล้วของกลุ่ม ซึ่งอยู่ที่ระดับ 5.0 พันล้านเดอร์แฮม หลังจากไม่รวมการเปลี่ยนแปลงมูลค่ายุติธรรมและรายการที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว

Samia Bouazza, CEO of 2PointZero (Photo: AETOSWire)

Samia Bouazza ซีอีโอของ 2PointZero (ภาพ: AETOSWire)

กำไรสุทธิจากธุรกิจของกลุ่มเพิ่มขึ้น 2,301% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า (YoY) โดยได้รับแรงขับเคลื่อนจากการรวมกิจการของ Tendam และการควบรวมกิจการครั้งใหญ่เพื่อก่อตั้ง 2PointZero Group นอกจากนี้ การเติบโตยังได้รับการสนับสนุนจากการลงทุนใหม่ในบริการทางการเงินในแอฟริกา การเข้าสู่ตลาดบรรจุภัณฑ์ในยุโรป และความก้าวหน้าในการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องในทุกกลุ่มธุรกิจ ส่งผลให้กำไรสุทธิที่รายงานทั้งหมดอยู่ที่ 7.7 พันล้านเดอร์แฮม

ทางกลุ่มได้เสริมสร้างศักยภาพในการดำเนินงานให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ผ่านการบูรณาการกระบวนการทำงานอย่างต่อเนื่อง การนำเครื่องมือ AI มาประยุกต์ใช้มากขึ้น และการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้รายได้ของกลุ่มเพิ่มขึ้นเป็น 21.9 พันล้านเดอร์แฮม ในขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นโดยเฉลี่ยยังคงทรงตัวอยู่ที่ 29% เพื่อรักษาระดับความสามารถในการทำกำไรในระยะยาวของกลุ่มธุรกิจหลัก

Samia Bouazza ซีอีโอของ 2PointZero กล่าวว่า : “ผลประกอบการครึ่งแรกของปี 2026 แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของแพลตฟอร์มที่เราได้สร้างมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา เราทำรายได้ถึง 21.9 พันล้านเดอร์แฮม เพิ่มขึ้น 114% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว และมีกำไรสุทธิของกลุ่มบริษัท 7.7 พันล้านเดอร์แฮม ประกอบด้วย 2.2 พันล้านเดอร์แฮมจากธุรกิจดำเนินงานของเรา ควบคู่ไปกับกำไรพิเศษจากพอร์ตการลงทุน ซึ่งรวมถึงการลงทุนใน SpaceX, Anthropic และรายการกำไรจากการลงทุนอื่นๆ ในขณะเดียวกัน เรายังคงมุ่งมั่นเสริมสร้างคุณภาพของพอร์ตการลงทุนและความแข็งแกร่งของงบดุลอย่างต่อเนื่อง“

นอกเหนือจากผลประกอบการทางการเงินแล้ว ช่วงเวลานี้ยังถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาของ 2PointZero เราได้ดำเนินการขายการลงทุนใน TAQA สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสามารถของเราในการขายสินทรัพย์บางส่วนในเวลาที่เหมาะสม และขยายธุรกิจไปสู่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในอเมริกาเหนือผ่านการเข้าซื้อกิจการ Traverse Midstream Partners ซึ่งนับเป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่ใหญ่ที่สุดของ ePointZero จนถึงปัจจุบัน การทำธุรกรรมแต่ละครั้งสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางที่มีวินัยของเราในการจัดสรรเงินทุนและความมุ่งมั่นของเราในการสร้างธุรกิจที่มีความสำคัญระดับโลกซึ่งมุ่งเน้นการแก้ปัญหาคอขวดระดับโลก

“การที่ TIME ยกย่องเราให้เป็นหนึ่งในผู้นำด้านการเติบโตระดับโลก สะท้อนให้เห็นถึงไม่เพียงแต่ความเร็วในการเติบโตของเราเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความมั่นคง วินัยในการดำเนินงาน และวิสัยทัศน์ระยะยาวที่กำหนดองค์กรของเราด้วย“

ด้วยสถานะเงินสดที่แข็งแกร่งของกลุ่มที่ 13.7 พันล้านเดอร์แฮม เราจึงยังคงอยู่ในสถานะที่ดีในการลงทุนผ่านวัฏจักรของตลาด ในสภาพแวดล้อมปัจจุบัน การมีเงินสดสำรองไว้ถือเป็นข้อได้เปรียบเชิงกลยุทธ์

“เมื่อเราก้าวเข้าสู่ครึ่งหลังของปี เรายังคงเสริมสร้างรากฐานสำหรับการเติบโตในระยะยาว พนักงานของเราเกือบ 10% เป็นพนักงาน AI ที่บูรณาการอยู่ทั่วทั้งกลุ่มบริษัท เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน เร่งการตัดสินใจ และเสริมสร้างประสิทธิภาพการดำเนินงาน เมื่อรวมกับการจัดสรรเงินทุนอย่างมีวินัยและฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง สิ่งเหล่านี้ทำให้เรามั่นใจในความสามารถของเราในการสร้างมูลค่าให้กับผู้ถือหุ้นในระยะยาว”

รากฐานทางการเงินของกลุ่มยังคงแข็งแกร่ง โดยได้รับการสนับสนุนจากเงินสดของกลุ่มจำนวน 13.7 พันล้านเดอร์แฮม และอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนที่ 0.32 โครงสร้างเงินทุนที่แข็งแกร่งนี้ช่วยให้มีความยืดหยุ่นในการบริหารความเสี่ยง จัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และให้เงินทุนสำหรับโอกาสการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงทั่วโลก เนื่องจากกลยุทธ์ระยะยาวของ 2PointZero ยังคงสร้างผลลัพธ์ที่ดีในกลุ่มธุรกิจหลักต่างๆ

ไฮไลท์ของกลุ่ม

ในเดือนมิถุนายน 2026 กลุ่ม 2PointZero ได้ดำเนินการขายหุ้นทั้งหมด 7.29% ใน TAQA ให้กับ Abu Dhabi Power ซึ่งเป็นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินและเพิ่มความยืดหยุ่นในการแสวงหาโอกาสที่น่าสนใจในภาคธุรกิจหลักต่างๆ

เมื่อเร็วๆ นี้ 2PointZero ได้ขยายฐานธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานผ่านบริษัทย่อย ePointZero ซึ่งประสบความสำเร็จในการเข้าซื้อหุ้นทั้งหมด 100% ใน Traverse Midstream Partners ด้วยมูลค่า 2.25 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในรูปแบบธุรกรรมเงินสดทั้งหมด

เพื่อขยายการเข้าถึงเชิงกลยุทธ์ไปยังกลุ่มผู้บริโภคที่มีศักยภาพสูง 2PointZero ได้เข้าร่วมในรอบการระดมทุน Series G ของ WHOOP ผู้บุกเบิกด้านสุขภาพระดับโลก โดยแนะนำสินทรัพย์ที่เป็นตัวกำหนดหมวดหมู่เพื่อเข้าสู่พอร์ตโฟลิโอด้านสุขภาพของกลุ่ม

ในความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญเพื่อเปิดตัวกลุ่มธุรกิจเฉพาะทางสำหรับผู้บริโภคลำดับที่หก ทางกลุ่มได้บรรลุข้อตกลงเข้าถือหุ้นใหญ่ในสัดส่วน 60.8% ของ ISEM Packaging Group จากอิตาลี ด้วยมูลค่า 704 ล้านเดอร์แฮม ซึ่งช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้แก่ 2PointZero ในการเข้าถึงตลาดปลายทางที่มีอัตราการเติบโตสูง

International Resources Holding (IRH) และ Adani Enterprises ตกลงที่จะจัดตั้งบริษัทร่วมทุนในสัดส่วน 50:50 เพื่อพัฒนาโครงการอะลูมิเนียมมูลค่า 11.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในอินเดีย การเคลื่อนไหวครั้งนี้ตอกย้ำกลยุทธ์ของ IRH ในการเชื่อมโยงเงินทุน โครงสร้างพื้นฐาน และการค้า เพื่อสร้างมูลค่าในระยะยาว

ในอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวสำคัญคือ FAB Securities ได้เริ่มออกบทวิเคราะห์หุ้นของ 2PointZero Group โดยให้คำแนะนำ “ซื้อ” และกำหนดราคาเป้าหมายไว้ที่ 3.30 เดอร์แฮมต่อหุ้น ซึ่งสะท้อนถึงจุดเด่นของกลุ่มในด้านการดำเนินธุรกิจที่หลากหลาย รูปแบบการดำเนินงานที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI การจัดสรรเงินทุนอย่างมีวินัย และผลประกอบการทางการเงินที่แข็งแกร่ง

ด้วยผลประกอบการทางการเงินที่แข็งแกร่ง 2PointZero จึงได้รับการจัดอันดับที่ 36 ในรายชื่อผู้นำด้านการเติบโตระดับโลกประจำปี 2026 ของ TIME ซึ่งเน้นย้ำถึงการเติบโตทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง ผลการดำเนินงานในตลาดที่ยอดเยี่ยม และความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว

ในเดือนกรกฎาคม 2026 ตลาดหลักทรัพย์อาบูดาบีได้ขยายตลาดอนุพันธ์โดยการจดทะเบียน 2PointZero Group เป็นหนึ่งในหกสัญญาซื้อขายล่วงหน้าหุ้นรายตัวใหม่ ซึ่งเป็นการขยายการมีส่วนร่วมของนักลงทุนต่างชาติ และยกระดับชื่อเสียงของบริษัทบนแพลตฟอร์มการซื้อขายระดับโลก

*ที่มา: AETOSWire

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260731538982/en

Contacts

Wassim El Jurdi
2PointZero Group
wassim@2PointZero.com

ที่มา: 2PointZero Group

Mary Kay เปิดตัวรายงานความยั่งยืนประจำปี 2026 ตอกย้ำความคืบหน้าครั้งสำคัญด้านผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมทั่วโลก

Logo

แบรนด์ความงามชั้นนำคว้าอันดับ 8 บนทำเนียบแบรนด์ที่มีผลกระทบทางสังคมยอดเยี่ยมประจำปี 2026 จาก Forbes

แดลลัส–(BUSINESS WIRE)–30 กรกฎาคม 2026

Mary Kay Inc. บริษัทความงามระดับโลกชั้นนำที่มีความมุ่งมั่นด้านความยั่งยืนและการเสริมพลังผู้หญิงในวันนี้ได้เปิดตัวรายงานความยั่งยืนประจำปี 2026 โดยสรุปความคืบหน้าในการมุ่งสู่เป้าหมายปี 2030 และเฉลิมฉลองความสำเร็จในปี 2025 รวมถึงความสำเร็จล่าสุดที่ยังคงขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกทั่วโลก

Mary Kay's annual 2026 Sustainability Report highlights the company's decades-long dedication to social, economic, and environmental sustainability - core pillars central to its business strategy and its purpose-driven legacy rooted in Mary Kay's mission of “enriching women’s lives” around the world. (Image Credit: Mary Kay Inc.)

รายงานความยั่งยืนประจำปี 2026 ของ Mary Kay ตอกย้ำความมุ่งมั่นตลอดหลายทศวรรษของบริษัทในด้านความยั่งยืนทางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเสาหลักสำคัญที่เป็นหัวใจของกลยุทธ์ทางธุรกิจ และมรดกที่ขับเคลื่อนด้วยเจตนารมณ์อันมีรากฐานมาจากพันธกิจของ Mary Kay ในการ “เติมเต็มชีวิตของผู้หญิง” ทั่วโลก (ที่มาของภาพ: Mary Kay Inc.)

รายงานประจำปีฉบับนี้ตอกย้ำความมุ่งมั่นตลอดหลายทศวรรษของ Mary Kay ในด้านความยั่งยืนทางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเสาหลักสำคัญของกลยุทธ์ทางธุรกิจ และมรดกที่ขับเคลื่อนด้วยเจตนารมณ์อันมีรากฐานมาจากพันธกิจของบริษัทในการ “เติมเต็มชีวิตของผู้หญิง” ทั่วโลก

“ความมุ่งมั่นของ Mary Kay ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้หญิงยังคงเป็นแนวทางในการดำเนินงาน การสร้างสรรค์นวัตกรรม และการสร้างผลกระทบที่ยั่งยืนทั่วทั้งอุตสาหกรรมความงามไปพร้อมกับการส่งเสริมความเป็นผู้ประกอบการของผู้หญิงสำหรับผู้คนทุกรุ่นทั่วโลก” Ryan Rogers ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Mary Kay กล่าว “รายงานฉบับนี้สะท้อนถึงความคืบหน้าที่วัดผลได้ในการบรรลุความมุ่งมั่นปี 2030 ของเรา รวมถึงการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ที่เรากำลังช่วยสร้างสรรค์ขึ้นให้กับผู้คน ชุมชน และโลกใบนี้”

ตั้งแต่ความหลากหลายทางชีวภาพและการดูแลรับผิดชอบผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการเสริมพลังผู้หญิงและนวัตกรรมดิจิทัล Mary Kay ยังคงบูรณาการความยั่งยืนเข้ากับธุรกิจของตนอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งขับเคลื่อนผลกระทบเชิงบวกไปทั่วโลก โดยประเด็นสำคัญประจำปี 2025 มีดังนี้

ด้านสิ่งแวดล้อม

  •  บรรจุภัณฑ์ที่มีความรับผิดชอบ: Mary Kay ได้ยืนยันความมุ่งมั่นอีกครั้งในการลดความเข้มข้นของการใช้พลาสติก เพิ่มการใช้วัสดุรีไซเคิลหลังการบริโภค (PCR) และเพิ่มสัดส่วนของบรรจุภัณฑ์ที่พร้อมรีไซเคิลหรือสามารถรีไซเคิลได้1 เช่น ขวดบรรจุภัณฑ์โลชันปรับสภาพผิว TimeWise® Targeted-Action® ของ Mary Kay มีส่วนผสมของวัสดุรีไซเคิลหลังการบริโภค (PCR) สูงถึง 94%2
  •  การอนุรักษ์ทรัพยากร: Mary Kay ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกกับการใช้แหล่งกระดาษที่ยั่งยืนสำหรับกล่องบรรจุผลิตภัณฑ์ เอกสารสอดแทรกในกล่อง กล่องสำหรับจัดจำหน่าย และกล่องสำหรับจัดส่ง โดยกล่องกระดาษบรรจุผลิตภัณฑ์ของ Mary Kay 100% พร้อมสำหรับการรีไซเคิลในทวีปอเมริกาและทวีปยุโรป โดย Mary Kay มีเป้าหมายที่จะทำให้กล่องบรรจุผลิตภัณฑ์ 90% ได้รับการรับรองทั่วโลกภายในปี 2030 และกำลังให้การสนับสนุนองค์กรการจัดการด้านป่าไม้® (Forest Stewardship Council® – FSC®) ซึ่งเป็นองค์กรนอกภาครัฐระดับนานาชาติที่ส่งเสริมการจัดการป่าไม้ของโลกให้มีความเหมาะสมด้านสิ่งแวดล้อม เป็นประโยชน์ต่อสังคม และมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ
  •  สมาชิกผู้สร้างผลกระทบเพื่อการจัดหาวัตถุดิบอย่างยั่งยืน: Mary Kay ได้ให้การสนับสนุนองค์กรระดับโลกต่าง ๆ เช่น สมาคมเชียสากล (Global Shea Alliance) มาตั้งแต่ปี 2023 และองค์กรเจรจาระหว่างประเทศว่าด้วยปาล์มน้ำมันยั่งยืน (Roundtable on Sustainable Palm Oil) มาตั้งแต่ปี 2014
  •  การจัดการน้ำ: น้ำ 100% ที่ใช้ในศูนย์การผลิต/การวิจัยและพัฒนาระดับโลกอย่าง Richard R. Rogers Manufacturing/R&D Center (R3) ในรัฐเท็กซัส ผ่านการบำบัดและหมุนเวียนกลับคืนสู่แหล่งน้ำธรรมชาติในท้องถิ่น
  •  ความร่วมมือเพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวก: Mary Kay ได้เฉลิมฉลองความร่วมมือครบรอบ 39 ปี ร่วมกับ The Nature Conservancy ซึ่งครอบคลุมโครงการอนุรักษ์มากกว่า 100 โครงการที่ได้รับการสนับสนุนทั้งในสหรัฐอเมริกาและทั่วโลก

ด้านสังคม

  •  โครงการชมพูเปลี่ยนชีวิต (Pink Changing Lives)® : มีการบริจาคในรูปแบบเงินสดและสิ่งของมูลค่ามากกว่า 230 ล้านดอลลาร์โดย Mary Kay Inc. และมูลนิธิที่ได้รับการสนับสนุนจากบริษัททั้ง 4 แห่งทั่วโลกนับตั้งแต่ปี 1996 เป็นต้นมา3 รวมถึงรูปแบบการสนับสนุนทุนวิจัยโรคมะเร็ง การช่วยเหลือผู้รอดชีวิตจากความรุนแรงในครอบครัว หรือการสร้างโอกาสให้กับผู้หญิงและครอบครัวของพวกเธอทั่วโลก
  •  การเสริมพลังผู้หญิง: ในระดับโลก มีผู้หญิงมากกว่า 600,000 คนที่ได้รับผลกระทบเชิงบวกผ่านโครงการเสริมพลังที่มี Mary Kay เป็นผู้นำและให้การสนับสนุน ซึ่งครอบคลุมทั้งด้านความเป็นผู้ประกอบการ การศึกษา และการพัฒนาชุมชน ในปี 2025 Mary Kay ได้สานต่อความร่วมมืออันยาวนานกับเมืองลูวิสวิลล์ (City of Lewisville) มูลนิธิการศึกษาเขตการศึกษาอิสระเมืองลูวิสวิลล์ (Lewisville Independent School District Education Foundation) และ INCubatoredu เพื่อสนับสนุนนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรการเป็นผู้ประกอบการตลอดทั้งปีที่ออกแบบมาเพื่อให้นักเรียนได้สัมผัสกับหลักการทางธุรกิจและการสร้างธุรกิจในโลกแห่งความเป็นจริง จนนำไปสู่กิจกรรมการนำเสนอแผนธุรกิจรอบสุดท้ายเพื่อแข่งขันชิงเงินทุนตั้งต้น
  •  อนาคตของการศึกษาด้าน STEM: มีการมอบทุนสนับสนุน 51 ทุนและเงินรางวัลมากกว่า 234,000 ดอลลาร์แก่หญิงสาวจาก 17 ประเทศที่กำลังศึกษาต่อในสายอาชีพด้าน STEM มีการมอบทุนสนับสนุน 10 ทุนให้แก่นักศึกษาหญิงผ่านโครงการทุนการศึกษา Madam C.J. Walker ร่วมกับสมาคมนักเคมีเครื่องสำอาง (Society of Cosmetic Chemists) โดยการสนับสนุนจาก Mary Kay ในปี 2025 หญิงสาวมากกว่า 300 คนได้เรียนรู้และสัมผัสกับเส้นทางสู่อาชีพด้าน STEM ผ่านประสบการณ์ภาคปฏิบัติ ณ ศูนย์การผลิต/การวิจัยและพัฒนาระดับโลกอย่าง Richard R. Rogers Manufacturing/R&D Center (R3)
  •  ความร่วมมือเพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวก: Mary Kay ทำหน้าที่เป็นองค์กรรางวัลพิเศษ (Special Award Organization – SAO) ในงานมหกรรมประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์นานาชาติ (International Science and Engineering Fair) เมื่อปี 2024 และปี 2025 โดยมอบทุนสนับสนุนรวมทั้งหมด 18 ทุนให้แก่นักนวัตกรรมรุ่นใหม่ในด้าน STEM หลากหลายสาขาวิชา

ด้านเศรษฐกิจ

  •  การขับเคลื่อนด้วยพลังผู้หญิง: 63% ของทีมผู้บริหารระดับสูง, 64% ของนักวิจัยและพัฒนา, 79% ของทีมแบรนด์ระดับโลกและทีมความคิดสร้างสรรค์ระดับโลก, 63% ของพนักงานทั่วโลก และ 60% ของตำแหน่งผู้นำในตลาด 10 อันดับแรกของ Mary Kay ดำรงตำแหน่งโดยผู้หญิง4 .
  •  การขยายธุรกิจทั่วโลก: Mary Kay ได้เฉลิมฉลองการดำเนินธุรกิจที่มีอยู่ทั่วโลกใน 40 ประเทศ ผ่านวาระครบรอบปีของเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ ในปี 2025 ได้แก่ อาร์เจนตินา (45 ปี) จีน (30 ปี) โปรตุเกส (30 ปี) คาซัคสถาน (25 ปี) มาเลเซีย (25 ปี) ฟิลิปปินส์ (25 ปี) สโลวาเกีย (25 ปี) อาร์เมเนีย (15 ปี) และโคลอมเบีย (10 ปี)
  •  การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล: หัวใจสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของ Mary Kay คือ กลยุทธ์แบบคลาวด์เป็นอันดับแรก และการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีของบริษัทให้ทันสมัยอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งรวมถึงการย้ายระบบแอปพลิเคชันเฉพาะกิจกว่า 95% ไปสู่ระบบซอฟต์แวร์ในฐานะการบริการ (SaaS) แบบบูรณาการ5 เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานที่สำคัญ ตั้งแต่อีคอมเมิร์ซ ไปจนถึงห่วงโซ่อุปทาน และระบบการวางแผนทรัพยากรองค์กร (ERP)6 เหตุการณ์สำคัญครั้งใหญ่ในปี 2025 คือการเปิดตัวแพลตฟอร์ม My Shop ในประเทศเยอรมนีและสหรัฐอเมริกา แพลตฟอร์ม My Shop ช่วยเสริมพลังให้ที่ปรึกษาความงามอิสระมีหน้าร้านออนไลน์ส่วนตัวที่บูรณาการเข้ากับระบบอีคอมเมิร์ซ ระบบการชำระเงิน และระบบการจัดส่งสินค้าของ Mary Kay อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในการซื้อสินค้าได้อย่างราบรื่น รวดเร็วทันใจ และสะดวกสบาย ทั้งนี้ แพลตฟอร์ม My Shop กำลังทยอยเปิดให้บริการทั่วโลกในปี 2026 และปีต่อ ๆ ไป
  •  การได้รับการรับรองคุณภาพ: ศูนย์การผลิต/การวิจัยและพัฒนาระดับโลก Richard R. Rogers Manufacturing/R&D Center (R3) ของ Mary Kay ในเมืองลูวิสวิลล์ รัฐเท็กซัส ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 22716 ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลสูงสุดสำหรับหลักปฏิบัติที่ดีด้านการผลิต (GMP) ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง
  •  การสนับสนุน: มีส่วนร่วมกับสมาคมการค้ามากกว่า 100 แห่งทั่วโลกในนโยบายหลากหลายประเด็น ตั้งแต่การขายตรงและการเป็นผู้ประกอบการ ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล รวมถึงห่วงโซ่อุปทานและโลจิสติกส์

การครองอันดับสูงสุด: ในปี 2025 Mary Kay คว้ารางวัลองค์กร 25 รางวัล ซึ่งครอบคลุมทั้งด้านความเป็นเลิศขององค์กร อุตสาหกรรมขายตรง ผลกระทบทางสังคม ความยั่งยืน ตลอดจนวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม

รางวัลระดับโลกชั้นแนวหน้าล่าสุด:

  •  Mary Kay ได้รับการขนานนามว่าเป็นแบรนด์ขายตรงผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและเครื่องสำอางแต่งแต้มสีสันอันดับ 1 ของโลก7 โดย Euromonitor International เป็นเวลา 4 ปีติดต่อกัน (ปี 2023–2026)
  •  Mary Kay คว้าอันดับ 2 ในทำเนียบการบริการลูกค้ายอดเยี่ยมประจำปี 2026 ของนิตยสาร Forbes ซึ่งขยับขึ้นมาจากอันดับ 93 ในปี 20258 Mary Kay เป็นแบรนด์ความงามเพียงหนึ่งเดียวที่ติดอยู่ใน 15 อันดับแรก และเป็นบริษัทขายตรงเพียงแห่งเดียวที่ติดอยู่ใน 50 อันดับแรก
  •  Mary Kay ติดอันดับ 8 จาก 5,500 แบรนด์ ในทำเนียบแบรนด์ที่มีผลกระทบทางสังคมยอดเยี่ยมประจำปี 2026 ของนิตยสาร Forbes9 ขยับขึ้นมาจากอันดับที่ 9 อันโดดเด่นที่ทำได้ในปี 2025 Mary Kay เป็นแบรนด์ความงามเพียงหนึ่งเดียวที่ติดอยู่ใน 15 อันดับแรก และเป็นบริษัทขายตรงเพียงแห่งเดียวในทำเนียบนี้
  •  Mary Kay คว้าอันดับ 19 ในการจัดอันดับ 100 บริษัทความงามชั้นนำประจำปี 2025 ของ Women’s Wear Daily Beauty Inc. ซึ่งประกาศผลในปี 2026

รายงานความยั่งยืนประจำปี 2026 ของ Mary Kay สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ อีกทั้งทำหน้าที่เป็นเกณฑ์มาตรฐานสำหรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและพันธมิตรที่ต้องการขับเคลื่อนผลกระทบเชิงบวกร่วมกัน

หากต้องการดูรายงานฉบับเต็ม โปรดไปที่นี่

เกี่ยวกับ Mary Kay

ในฐานะบุคคลหนึ่งซึ่งเป็นผู้บุกเบิกการขจัดอุปสรรคเกี่ยวกับข้อจำกัดด้านเพศ Mary Kay Ash ได้ก่อตั้งแบรนด์ความงามในฝันของเธอขึ้นที่รัฐเท็กซัสเมื่อปี 1963 ด้วยเป้าหมายเดียวคือการเติมเต็มชีวิตของผู้หญิง ความฝันนั้นได้เบ่งบานกลายเป็นบริษัทระดับโลกที่มีสมาชิกทีมขายอิสระหลายล้านคนใน 40 ตลาด เป็นเวลากว่า 60 ปีแล้วที่โอกาสจาก Mary Kay ได้เสริมพลังให้ผู้หญิงสามารถกำหนดอนาคตของตนเองผ่านการศึกษา การเป็นพี่เลี้ยง การสนับสนุน และนวัตกรรม Mary Kay ทุ่มเทให้กับการลงทุนด้านวิทยาศาสตร์เบื้องหลังความงาม และการสร้างผลิตภัณฑ์ดูแลผิวล้ำสมัย เครื่องสำอางแต่งแต้มสีสัน ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และน้ำหอม Mary Kay มีความเชื่อมั่นในการปกป้องรักษาโลกของเราไว้สำหรับคนรุ่นหลัง การปกป้องผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบจากโรคมะเร็งและความรุนแรงในครอบครัว รวมถึงการสนับสนุนให้เยาวชนทำตามความฝันของตนเอง เรียนรู้เพิ่มเติมได้ที่ marykayglobal.com พบกับเราได้ทาง Facebook, Instagram และ LinkedIn

1 รีไซเคิลได้เฉพาะในพื้นที่ซึ่งมีสิ่งอำนวยความสะดวกรองรับเท่านั้น
2 สัดส่วนของวัสดุรีไซเคิลหลังการบริโภคอาจแตกต่างกันไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความพร้อมของวัสดุและภูมิภาค
3 แม้ว่าทางบริษัทจะให้การสนับสนุนด้านสาธารณกุศลมาเป็นเวลาหลายทศวรรษแล้ว แต่เอกสารบันทึกอย่างเป็นทางการได้เริ่มต้นขึ้นในปี 1996 เมื่อมีการก่อตั้ง Mary Kay Ash Foundation® ในสหรัฐอเมริกา
4 สัดส่วนและการเป็นผู้นำของผู้หญิงที่ Mary Kay (พฤษภาคม 2026)
5 โซลูชันแพลตฟอร์ม SaaS: รูปแบบซอฟต์แวร์บนคลาวด์ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงแอปพลิเคชันได้จากระยะไกลผ่านทางอินเทอร์เน็ต
6 โซลูชันระบบ ERP ระดับโลก: ระบบวางแผนทรัพยากรเฉพาะทางที่ออกแบบมาเพื่อจัดการกับการดำเนินงานข้ามชาติ ครอบคลุมหลายประเทศ ภูมิภาค สกุลเงิน และภาษา โดยรวมกระบวนการทางธุรกิจต่าง ๆ เช่น การเงิน ทรัพยากรบุคคล การขาย และการจัดการสินค้าคงคลัง ให้เข้ามาอยู่ในแพลตฟอร์มเดียว ช่วยให้การไหลเวียนของข้อมูลราบรื่นและการวิเคราะห์ข้อมูลทำได้แบบเรียลไทม์
7 “ที่มา: Euromonitor International Limited; Beauty and Personal Care ฉบับปี 2026, ยอดขายมูลค่า ณ ราคาขายปลีก (RSP), ข้อมูลปี 2025”
8 Alan Schwarz (14 ตุลาคม 2025), Forbes – การบริการลูกค้ายอดเยี่ยมประจำปี 2026: https://www.forbes.com/lists/best-customer-service/
9 Alan Schwarz (March 17, 2026), Forbes – แบรนด์ที่มีผลกระทบทางสังคมยอดเยี่ยมประจำปี 2026: https://www.forbes.com/lists/best-brands-social-impact/

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260730240667/en

Contacts

Mary Kay Inc. Corporate Communications
newsroom.marykay.com
972.687.5332 หรือ media@mkcorp.com

ที่มา: Mary Kay Inc.



Kioxia เปิดตัว SSD ระดับองค์กร PCIe ® 6.0 รุ่นแรกที่ใช้หน่วยความจำแฟลช BiCS FLASH™ รุ่นที่ 10 ล่าสุด

Logo

SSD ซีรีส์ KIOXIA CM10 มาพร้อมความสามารถในการระบายความร้อนด้วยของเหลวโดยตรง: ประสิทธิภาพและการประหยัดพลังงานระดับใหม่สำหรับเวิร์กโหลด AI

โตเกียว–(BUSINESS WIRE)–30 กรกฎาคม 2026

Kioxia Corporation ได้ประกาศเปิดตัวไดร์ฟ SSD ซีรีส์ KIOXIA CM10 ในวันนี้ ซึ่งมาพร้อมกับหน่วยความจำแฟลช TLC BiCS FLASH™ รุ่นที่ 10 ล่าสุดของบริษัท ไดร์ฟรุ่นใหม่นี้ออกแบบมาสำหรับเวิร์กโหลดระดับองค์กรและ AI ที่มีความต้องการสูง ซึ่งรวมถึงการประมวลผล AI และการแคชบริบท โดยรองรับสถาปัตยกรรม NVIDIA CMX™ พร้อมทั้งมอบประสิทธิภาพที่สูงขึ้นอย่างมาก รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงานและความยืดหยุ่นในการระบายความร้อนเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า (1)

KIOXIA CM10 Series Enterprise SSD

SSD ระดับองค์กร ซีรีส์ KIOXIA CM10

ซีรีส์ KIOXIA CM10 เป็น SSD ระดับองค์กร PCIe® 6.0 รุ่นแรกของ Kioxia และมีคุณสมบัติการระบายความร้อนด้วยของเหลวแบบแผ่นระบายความร้อนโดยตรง ที่จะช่วยให้การติดตั้งระบบระบายความร้อนมีประสิทธิภาพมากขึ้นสำหรับโครงสร้างพื้นฐาน AI รุ่นใหม่ เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า (1) โดยซีรีส์ KIOXIA CM10 จะให้ประสิทธิภาพการอ่านแบบต่อเนื่องสูงขึ้นถึงประมาณ 92% และมีประสิทธิภาพการอ่านแบบสุ่มสูงขึ้นถึงประมาณ 85% โดยจะช่วยเร่งการประมวลผล AI และแอปพลิเคชันระดับองค์กรที่ต้องใช้ข้อมูลจำนวนมาก พร้อมทั้งปรับปรุงประสิทธิภาพโดยรวมของระบบ

เนื่องจากโมเดล AI มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนมีพารามิเตอร์นับล้านล้านตัว และหน้าต่างบริบทขยายไปถึงโทเค็นนับล้าน ความต้องการพื้นที่จัดเก็บแคชบริบทประสิทธิภาพสูงจึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยสถาปัตยกรรมอย่าง NVIDIA CMX™ ขยายลำดับชั้นของหน่วยความจำออกไปนอกเหนือจากหน่วยความจำ GPU โดยใช้ประโยชน์จากหน่วยความจำแฟลชความเร็วสูง ทำให้ SSD ระดับองค์กรกลายเป็นส่วนประกอบที่สำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในโครงสร้างพื้นฐาน AI โดยซีรีส์ KIOXIA CM10 นั้นได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปเหล่านี้ ด้วยประสิทธิภาพ ความจุ และความทนทานที่จำเป็นสำหรับการใช้งาน AI ขนาดใหญ่

คุณสมบัติหลักของซีรีส์ KIOXIA CM10 ประกอบด้วย:

  • ความเป็นไปตามมาตรฐาน PCIe 6.0, NVMe™ 2.1 และ Open Compute Project (OCP) Datacenter NVMe SSD Specification v2.7 (2) รวมถึงการรองรับ NVMe Flexible Data Placement (FDP)
  • มีให้เลือกในฟอร์มแฟคเตอร์ E3.S, E1.S และ 2.5 นิ้ว(3) พร้อมความสามารถในการระบายความร้อนด้วยของเหลวแบบแผ่นเย็นในฟอร์มแฟคเตอร์ E3.S และ E1.S 9.5 มม. (ทุกฟอร์มแฟคเตอร์รองรับสภาพแวดล้อมการระบายความร้อนด้วยอากาศแบบดั้งเดิม)
  • ความจุตั้งแต่ 1.60 TB ถึง 61.44 TB (แตกต่างกันไปตามฟอร์มแฟคเตอร์) พร้อมตัวเลือกความทนทานสำหรับการอ่านข้อมูลจำนวนมาก (1 DWPD) และการใช้งานแบบผสมผสาน (3 DWPD)
  • ใช้หน่วยความจำแฟลช KIOXIA BiCS FLASH™ รุ่นที่ 10 (332 เลเยอร์) ที่ล้ำสมัย ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและประหยัดพลังงานของ SSD
  • ตัวเลือกด้านความปลอดภัย ได้แก่ SIE, SED, SED FIPS 140-3 (วางแผนไว้แล้ว), การเข้ารหัสลับแบบโพสต์ควอนตัมที่แนะนำโดย CNSA 2.0 และการสนับสนุนการรับรอง SPDM 1.4

ไดรฟ์ซีรีส์ KIOXIA CM10 กำลังอยู่ในช่วงทดสอบกับลูกค้าบางราย (4) และจะจัดแสดงในงาน FMS: the Future of Memory and Storageซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4-6 สิงหาคม ที่เมืองซานตาคลารา รัฐแคลิฟอร์เนีย

หมายเหตุ:
(1): เมื่อเปรียบเทียบกับ SSD ซีรีส์ KIOXIA CM9
(2): ไม่รองรับข้อกำหนดทั้งหมดของข้อกำหนด OCP Datacenter NVMe SSD v2.7
(3): ผลิตภัณฑ์ฟอร์มแฟคเตอร์ขนาด 2.5 นิ้ว เป็นไปตามมาตรฐาน PCIe 5.0 และใช้หน่วยความจำแฟลช TLC BiCS FLASH™ รุ่นที่ 8
(4): ตัวอย่างเหล่านี้มีไว้สำหรับการตรวจสอบการทำงานเท่านั้น และข้อกำหนดของตัวอย่างอาจแตกต่างกันไปในการผลิตจำนวนมาก

2.5 นิ้ว หมายถึงชื่อฟอร์มแฟคเตอร์ ไม่ใช่ขนาดทางกายภาพ

ความเร็วในการอ่านและเขียนอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น อุปกรณ์โฮสต์ ซอฟต์แวร์ (ไดรเวอร์ ระบบปฏิบัติการ ฯลฯ) และสภาวะการอ่าน/เขียน

คำจำกัดความของความจุ: Kioxia Corporation กำหนดให้เมกะไบต์ (MB) เท่ากับ 1,000,000 ไบต์ กิกะไบต์ (GB) เท่ากับ 1,000,000,000 ไบต์ และเทราไบต์ (TB) เท่ากับ 1,000,000,000,000 ไบต์ อย่างไรก็ตาม ระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์จะรายงานความจุในการจัดเก็บข้อมูลโดยใช้เลขยกกำลังของ 2 สำหรับคำจำกัดความ 1GB = 2^30 ไบต์ = 1,073,741,824 ไบต์ และ 1TB = 2^40 ไบต์ = 1,099,511,627,776 ไบต์ ดังนั้นจึงแสดงความจุในการจัดเก็บข้อมูลที่น้อยกว่า ความจุในการจัดเก็บข้อมูลที่ใช้งานได้ (รวมถึงตัวอย่างไฟล์มีเดียต่างๆ) จะแตกต่างกันไปตามขนาดไฟล์ การจัดรูปแบบ การตั้งค่า ซอฟต์แวร์และระบบปฏิบัติการ และ/หรือแอปพลิเคชันซอฟต์แวร์ที่ติดตั้งไว้ล่วงหน้า หรือเนื้อหาของไฟล์มีเดีย ความจุที่จัดรูปแบบจริงอาจแตกต่างกันไป

DWPD: จำนวนการเขียนข้อมูลลงไดรฟ์ต่อวัน การเขียนข้อมูลลงไดรฟ์เต็มความจุหนึ่งครั้งต่อวัน หมายความว่าไดรฟ์สามารถถูกเขียนและเขียนซ้ำจนเต็มความจุได้วันละครั้งทุกวัน ภายใต้เวิร์กโหลดที่กำหนดไว้ตลอดอายุการใช้งานที่ระบุไว้ ผลลัพธ์ที่แท้จริงอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับการกำหนดค่าระบบ การใช้งาน และปัจจัยอื่นๆ

รุ่น SED ที่เป็นตัวเลือกเสริมรองรับ TCG Opal SSC ยกเว้นบางคุณสมบัติ
รุ่น SED ที่เป็นตัวเลือกเสริมนั้นไม่มีจำหน่ายในทุกประเทศเนื่องจากข้อกำหนดของท้องถิ่น

NVIDIA เป็นเครื่องหมายการค้าและ/หรือเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ NVIDIA Corporation ในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ

NVMe เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนหรือไม่จดทะเบียนของ NVM Express, Inc. ในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ

เครื่องหมาย OCP และ OPEN COMPUTE PROJECT เป็นกรรมสิทธิ์ของ Open Compute Project Foundation และได้รับอนุญาตให้ใช้งานแล้ว

PCIe เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ PCI-SIG

ชื่อบริษัท ชื่อผลิตภัณฑ์ และชื่อบริการอื่นๆ อาจเป็นเครื่องหมายการค้าของบริษัทบุคคลที่สาม

เกี่ยวกับ Kioxia

Kioxia คือผู้นำระดับโลกด้านโซลูชันหน่วยความจำ โดยมุ่งมั่นในการพัฒนา ผลิต และจำหน่ายหน่วยความจำแฟลชและไดรฟ์โซลิดสเตท (SSD) โดยในเดือนเมษายน 2017 Toshiba Memory ซึ่งเป็นบริษัทก่อนหน้า ได้แยกตัวออกมาจาก Toshiba Corporation ที่เป็นบริษัทที่คิดค้นหน่วยความจำแฟลช NAND ในปี 1987 โดย Kioxia มุ่งมั่นที่จะยกระดับโลกด้วย “หน่วยความจำ” โดยนำเสนอผลิตภัณฑ์ บริการ และระบบที่สร้างทางเลือกให้กับลูกค้าและสร้างคุณค่าด้านหน่วยความจำให้กับสังคม เทคโนโลยีหน่วยความจำแฟลช 3 มิติที่เป็นนวัตกรรมใหม่ของ Kioxia อย่าง BiCS FLASH™ กำลังกำหนดอนาคตของการจัดเก็บข้อมูลในแอปพลิเคชันความหนาแน่นสูง รวมถึงสมาร์ทโฟนขั้นสูง พีซี ระบบยานยนต์ ศูนย์ข้อมูล และระบบ Generative AI

*ข้อมูลในเอกสารนี้ รวมถึงราคาและรายละเอียดสินค้า เนื้อหาของบริการ และข้อมูลติดต่อ เป็นข้อมูลที่ถูกต้อง ณ วันที่ประกาศ แต่ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260729732832/en

Contacts

การสอบถามสำหรับสื่อ:
Kioxia Corporation
ฝ่ายบริหารการส่งเสริมการขาย
Satoshi Shindo
โทร.: +81-3-6478-2404

ที่มา: Kioxia Corporation

Toshiba เริ่มการผลิตไมโครคอนโทรลเลอร์ขนาดกะทัดรัดที่ใช้แกนประมวลผล Arm® Cortex®-M4 สำหรับการใช้งานควบคุมมอเตอร์เดี่ยวในปริมาณมาก

Logo

ฮาร์ดแวร์เฉพาะทางและฟังก์ชันด้านความปลอดภัยจะช่วยเร่งการพัฒนาเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านและอุปกรณ์อุตสาหกรรมในรุ่นถัดไป

เมืองคาวาซากิ ประเทศญี่ปุ่น–(BUSINESS WIRE)–30 กรกฎาคม 2026

Toshiba Electronic Devices & Storage Corporation (“Toshiba”) ได้เริ่มการผลิตตระกูล TXZ+™ ระดับ Entry-Class ในปริมาณมาก M4L Group, เป็นไมโครคอนโทรลเลอร์ขนาดกะทัดรัดที่ใช้แกนประมวลผล Arm® Cortex®-M4 พร้อมหน่วยประมวลผลเลขทศนิยม (Floating-Point Unit: FPU) สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภค และอุปกรณ์อุตสาหกรรมในรุ่นถัดไป

Toshiba: TXZ+™ Family Entry Class M4L Group, compact microcontrollers featuring an Arm® Cortex®-M4 core with a floating point unit (FPU) for next-generation home appliances, consumer products and industrial equipment.

ซึ่งเป็นไมโครคอนโทรลเลอร์ขนาดกะทัดรัดที่มีแกนประมวลผล Arm® Cortex®-M4 พร้อมกับหน่วยประมวลผลเลขทศนิยม (FPU) สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภค และอุปกรณ์อุตสาหกรรมรุ่นถัดไป

ความต้องการด้านการประหยัดพลังงาน การออกแบบที่กะทัดรัด การเชื่อมต่อ IoT และการบำรุงรักษาที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นสำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภค และอุปกรณ์อุตสาหกรรม จึงจำเป็นต้องใช้ไมโครคอนโทรลเลอร์สำหรับการควบคุมมอเตอร์ที่เพิ่มฟังก์ชันต่างๆ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการพัฒนาและความเชื่อถือของระบบนอกเหนือจากการควบคุมที่มีความแม่นยำสูง

ผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ของ Toshiba เป็นไมโครคอนโทรลเลอร์ขนาดกะทัดรัดที่ได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อการใช้งานควบคุมมอเตอร์เดี่ยว โดยผสานรวมฮาร์ดแวร์ควบคุมมอเตอร์โดยเฉพาะ[1] , ฟังก์ชันด้านความปลอดภัย และมาตรการด้านความปลอดภัยเกี่ยวกับฟังก์ชันการทำงานไว้ในชิปเดียว เมื่อถ่ายโอนการประมวลผลการควบคุมมอเตอร์ไปยังฮาร์ดแวร์เฉพาะ ก็จะช่วยลดภาระโหลดของ CPU ทำให้สามารถควบคุมมอเตอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความแม่นยำสูง

ไมโครคอนโทรลเลอร์ใช้แกนประมวลผล Arm® Cortex®-M4 พร้อม FPU และทำงานที่ความถี่สูงสุด 80 MHz ซึ่งจะรองรับช่วงแรงดันไฟจ่ายตั้งแต่ 2.7V ถึง 5.5V เพื่อให้ความสามารถในการใช้งานร่วมกับระบบที่ใช้แรงดันไฟ 3V และ 5V ที่มีอยู่ได้ ขณะเดียวกันก็ให้ความยืดหยุ่นในการออกแบบสูงให้กับการออกแบบใหม่ด้วย โดยมีแพ็กเกจขนาดเล็ก 4 ประเภทพร้อมกับขาตั้งแต่ 44 ถึง 64 ขา และมีการกำหนดค่าหน่วยความจำ 2 ประเภทที่แตกต่างกัน ทำให้สามารถทำการเลือกตามความต้องการในการใช้งานได้ การผสานรวมออสซิลเลเตอร์ความเร็วสูงที่มีความถูกต้องแม่นยำ ±1%[2] และตัวเปรียบเทียบสำหรับตรวจจับกระแสเกินสำหรับการปิดระบบมอเตอร์ฉุกเฉินจะลดส่วนประกอบภายนอกและช่วยลดพื้นที่บนแผงวงจรได้ นอกจากนี้ ยังมีโหมด STOP2 ที่ใช้พลังงานต่ำที่รองรับการใช้งานที่ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่อีกด้วย

ผลิตภัณฑ์รุ่น 256KB[3] ใช้หน่วยความจำแฟลชแบบ Dual-Bank ที่มีบล็อกขนาด 128KB จำนวน 2 บล็อก ทำให้สามารถดำเนินการโปรแกรมหนึ่งได้ในขณะที่เขียนข้อมูลใหม่บนพื้นที่อื่น จึงทำการอัปเดตโปรแกรมได้โดยไม่ต้องหยุดการทำงานของระบบและเอื้อต่อการนำการอัปเดตเฟิร์มแวร์ผ่านเครือข่ายไปใช้งานได้อย่างปลอดภัย ส่วนผลิตภัณฑ์รุ่น 128KB[4]มาพร้อมหน่วยความจำแบบ Data Flash ขนาด 64KB เพื่อรองรับการจัดเก็บข้อมูลบันทึกและการจัดการข้อมูลการกำหนดค่า

ในด้านความปลอดภัย ไมโครคอนโทรลเลอร์ได้ผสานรวม Chip Protection (CPRO), Secure Access Memory (SAM) และ Non-Rewritable Flash Protection (NRFP) ฟังก์ชันเหล่านี้จะช่วยป้องกันการเข้าถึงที่ไม่ได้รับอนุญาต ควบคุมการเข้าถึงหน่วยความจำ และป้องกันพื้นที่สำคัญ เพื่อเพิ่มความเชื่อถือได้ของระบบผ่านการใช้งานที่ครอบคลุมอย่างหลากหลาย รวมถึงอุปกรณ์ IoT ด้วย

 ไมโครคอนโทรลเลอร์ยังผสานรวมอินเทอร์เฟซการสื่อสารเพื่อวัตถุประสงค์ในการใช้งานทั่วไปได้ด้วย เช่น Universal Asynchronous Receiver/Transmitter (UART), Serial Peripheral Interface (SPI), Inter-Integrated Circuit[5] และ Serial Memory Interface (SMIF) สำหรับการเชื่อมต่อกับหน่วยความจำภายนอก นอกจากนี้ ยังมีมาตรการด้านความปลอดภัยด้านฟังก์ชันการทำงานต่างๆ ได้แก่ การตรวจจับความผิดปกติที่ครอบคลุมหน่วยความจำแฟลช, RAM, ตัวแปลงสัญญาณแอนะล็อกเป็นดิจิทัล และระบบนาฬิกา นอกจากนี้ Toshiba ยังจัดเตรียมซอฟต์แวร์ที่ผ่านการรับรองตาม UL 60730 Class B ซึ่งเป็นมาตรฐานความปลอดภัยทางด้านฟังก์ชันการทำงานสำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในครัวเรือน เพื่อช่วยให้ลูกค้าดำเนินการเกี่ยวกับขั้นตอนการรับรองของตนได้อย่างราบรื่น

 Toshiba สนับสนุนการประเมินและการพัฒนาด้วยเอกสารประกอบผลิตภัณฑ์ ซอฟต์แวร์ตัวอย่าง และซอฟต์แวร์ของไดรเวอร์สำหรับควบคุมอุปกรณ์ต่อพ่วง นอกจากนี้ บริษัทยังได้จัดเตรียมบอร์ดการประเมินผลและสภาพแวดล้อมการพัฒนารูปแบบต่างๆ® โดยร่วมมือกับพันธมิตรในระบบนิเวศของ Arm เพื่อสนับสนุนลูกค้าตั้งแต่การเริ่มต้นปรับใช้ผลิตภัณฑ์ไปจนถึงการผลิตในปริมาณมาก

Toshiba จะยังคงขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ของไมโครคอนโทรลเลอร์ที่ปรับให้เหมาะสมกับการใช้งานควบคุมมอเตอร์และเสริมความแข็งแกร่งในการสนับสนุนการพัฒนา โดยมีส่วนร่วมในการเร่งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของลูกค้าต่อไป

หมายเหตุ:

[1] Advanced Vector Engine 2 (A‑VE2): ทำการคำนวณการควบคุมแบบเวกเตอร์ด้วยฮาร์ดแวร์ความเร็วสูง

Advanced Programmable Motor Control Circuit 2 (A‑PMD2): ควบคุมการส่งออก PWM และการทำงานของชุดขับมอเตอร์

Advanced Encoder Input Circuit 2 (A‑ENC2): ตรวจจับสัญญาณจากเอนโคเดอร์ และรับตำแหน่งการหมุนและความเร็ว

[2] เงื่อนไขสำหรับความถูกต้องแม่นยำ ±1%:

แรงดันไฟจ่าย: 2.7V ถึง 5.5V, อุณหภูมิ: −40 ถึง 105°C

[3] TMPM4L4FYAUG, TMPM4L2FYADUG, TMPM4L2FYAQG, TMPM4L1FYAUG

[4] TMPM4L4FWAUG, TMPM4L2FWADUG, TMPM4L2FWAQG, TMPM4L1FWAUG

[5] Inter‑Integrated Circuit: มาตรฐานการสื่อสารแบบอนุกรมสำหรับการสื่อสารระยะใกล้ที่ความเร็วต่ำระหว่าง IC

 การใช้งาน

  • เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านและผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภครุ่นถัดไป รวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะและอุปกรณ์ที่มีฟังก์ชันการทำงานของ IoT
  • อุปกรณ์อุตสาหกรรมและระบบที่เป็นอัตโนมัติของโรงงาน
  • อุปกรณ์สำนักงานและอุปกรณ์เชิงพาณิชย์

 คุณลักษณะ

  • แกนประมวลผล Arm® Cortex®‑M4 ที่มี FPU: การทำงาน 80MHz (สูงสุด)
  • ฮาร์ดแวร์แบบควบคุมมอเตอร์โดยเฉพาะ
  • ฟังก์ชันด้านความปลอดภัย
  • การอัปเดตเฟิร์มแวร์ระหว่างการทำงาน (เฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มี Code Flash ขนาด 256KB และใช้แฟลชแบบ Dual-Bank เท่านั้น)
  • ฟังก์ชันการวินิจฉัยด้วยตัวเองสำหรับความปลอดภัยทางด้านฟังก์ชันการทำงาน
  • ช่วงแรงดันจ่ายไฟ: 2.7V ถึง 5.5V
  •  หน่วยความจำภายใน
     หน่วยความจำแบบ Code Flash: 128KB, 256KB
     หน่วยความจำแบบ Data Flash: 64KB (เฉพาะผลิตภัณฑ์ Code Flash ขนาด 128KB เท่านั้น)
     RAM: 32KB
     VE RAM: 4KB
  • แพ็กเกจขนาดเล็ก 4 ประเภทที่มีขาตั้งแต่ 44 ถึง 64 ขา (LQFP/VQFN)

 ข้อมูลจำเพาะที่สำคัญ

 กลุ่มผลิตภัณฑ์

 M4L Group

 หมายเลขชิ้นส่วน[6]

 TMPM4L4FYAUG

 TMPM4L4FWAUG

 TMPM4L2FYADUG

 TMPM4L2FWADUG

 TMPM4L2FYAQG

 TMPM4L2FWAQG

 TMPM4L1FYAUG

 TMPM4L1FWAUG

 แกน CPU

 แกนประมวลผล Arm® Cortex ® -M4 ที่มี FPU
 – Memory protection unit (MPU)

 ความถี่การทำงานสูงสุด

80MHz

 ความถี่ของ
ออสซิลเลเตอร์

 ออสซิลเลเตอร์
ภายใน

10MHz (±1%)

 หน่วยความจำ
ภายใน

 Flash (code) (รอบโปรแกรม/ลบ: สูงสุด 100,000 ครั้ง)

256KB/128KB

 แฟลช (ข้อมูล)

 64KB[7]

 RAM

32KB ที่มีพาริตี

 VE RAM

4KB

 พอร์ต I/O

51 ขา

35 ขา

31 ขา

 การขัดจังหวะภายนอก

21 ปัจจัย, 21 ขา

13 ปัจจัย, 13 ขา

9 ปัจจัย, 9 ขา

 คอนโทรลเลอร์ DMA (DMAC)

32 ช่องสัญญาณ

30 ช่องสัญญาณ

28 ช่องสัญญาณ

 ฟังก์ชัน
ตัวตั้งเวลา

 ตัวนับเหตุการณ์ของตัวตั้งเวลา
แบบ 32 บิต
 (T32A)

5 ช่องสัญญาณ

(10 ช่องสัญญาณหากใช้เป็นตัวตั้งเวลาแบบ 16 บิต)

 ฟังก์ชัน
การสื่อสาร

 UART

6 ช่องสัญญาณ

5 ช่องสัญญาณ

4 ช่องสัญญาณ

 I2 C
 อินเทอร์เฟซเวอร์ชัน A
 EI2C

2 ช่องสัญญาณ

1 ช่องสัญญาณ

 TSPI

3 ช่องสัญญาณ

2 ช่องสัญญาณ

 SMIF

1 ช่องสัญญาณ

 ฟังก์ชัน
 อนาล็อก

 ตัวแปลง AD
(ADC) แบบ 12 บิต

อินพุต 14 ช่อง ใน 2 ชุด

อินพุต 9 ช่อง ใน 2 ชุด

อินพุต 8 ช่อง ใน 2 ชุด

 ตัวแปลง AD
(ADC) แบบ 8 บิต

2 ช่องสัญญาณ

 ตัวเปรียบเทียบ

 (COMP)

6 ช่องสัญญาณ

 วงจรควบคุม
มอเตอร์

 วงจร
 ควบคุมมอเตอร์
แบบโปรแกรมได้
 ขั้นสูง 2
 (A-PMD2)

1 ช่องสัญญาณ

 วงจรอินพุตเอนโคดเดอร์ขั้นสูง 2

 (A-ENC2)

1 ช่องสัญญาณ

 เครื่องมือประมวลผลเวกเตอร์ขั้นสูง 2

 (A-VE2)

1 ช่องสัญญาณ

 อื่นๆ

 วงจรการคำนวณ
 CRC

 (CRC)

1 ช่องสัญญาณ (CRC32, CRC16)

 ฟังก์ชัน
 ของระบบ

 ตัวจับเวลาเฝ้าระวัง

 (SIWDT)

1 ช่องสัญญาณ

 วงจรตรวจจับ
 แรงดันไฟฟ้า

 (LVD)

1 ช่องสัญญาณ

 ตัวตรวจจับ
ความถี่ออสซิลเลชัน

 (OFD)

1 ช่องสัญญาณ

 ฟังก์ชันด้านความปลอดภัย

Chip Protection (CPRO), Secure Access Memory (SAM),

Non‑Rewritable Flash Protection (NRFP)

 อินเทอร์เฟซสำหรับดีบัก

JTAG / SW

TRACE(2บิต)

JTAG/SW

 แรงดันไฟฟ้าที่ใช้งาน

2.7V ถึง 5.5V, แหล่งจ่ายแรงดันไฟฟ้าเดียว

 แพ็กเกจ/ขา

LQFP64

(10mm×10mm, ระยะพิทช์ 0.5mm)

LQFP48

(7mm×7mm, ระยะพิทช์ 0.5mm)

VQFN48

(7mm×7mm, ระยะพิทช์ 0.5mm)

LQFP44

(10mm×10mm, ระยะพิทช์ 0.8mm)

หมายเหตุ:

[6] “FY” ในหมายเลขชิ้นส่วนจะหมายถึงหน่วยความจำ Code Flash ขนาด 256KB และ “FW” หมายถึงขนาด 128KB

 [7] ผลิตภัณฑ์ Code Flash ขนาด 128KB[4] เท่านั้น

ปฏิบัติตามลิงก์ด้านล่างสำหรับข้อมูล M4L Group เพิ่มเติม
M4L Group

ปฏิบัติตามลิงก์ด้านล่างสำหรับข้อมูลไมโครคอนโทรลเลอร์ของ Toshiba เพิ่มเติม
ไมโครคอนโทรลเลอร์

* Arm และ Cortex เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ Arm Limited (หรือบริษัทในเครือ) ในสหรัฐอเมริกา และ/หรือประเทศอื่นๆ
* TXZ+™ เป็นเครื่องหมายการค้าของ Toshiba Electronic Devices & Storage Corporation
* ชื่อบริษัท ชื่อผลิตภัณฑ์ และชื่อบริการอื่นๆ อาจเป็นเครื่องหมายการค้าของบริษัทที่เกี่ยวข้องของเครื่องหมายการค้าดังกล่าว
* ข้อมูลในเอกสารฉบับนี้ รวมถึงราคาและข้อมูลจำเพาะของผลิตภัณฑ์ เนื้อหาการบริการ และข้อมูลการติดต่อ เป็นข้อมูลล่าสุดในวันที่มีการประกาศ แต่อาจมีการเปลี่ยนแปลงโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

เกี่ยวกับ Toshiba Electronic Devices & Storage Corporation

Toshiba Electronic Devices & Storage Corporation ซัพพลายเออร์ชั้นนำด้านโซลูชันเซมิคอนดักเตอร์และการจัดเก็บข้อมูลขั้นสูง ใช้ประสบการณ์และนวัตกรรมมากกว่าครึ่งศตวรรษเพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์เซมิคอนดักเตอร์แบบแยกส่วน ระบบ LSI และผลิตภัณฑ์ HDD ที่โดดเด่นให้กับลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจต่างๆ

โดยพนักงานกว่า 17,400 คนทั่วโลกของบริษัทยังคงมีความมุ่งมั่นที่จะเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ให้สูงสุด และส่งเสริมความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับลูกค้าในการร่วมสร้างมูลค่าและตลาดใหม่ๆ โดยบริษัทยังมุ่งหวังที่จะร่วมสร้างและสนับสนุนอนาคตที่ดีกว่าสำหรับผู้คนในทุกๆ ที่

ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://toshiba.semicon-storage.com/ap-en/top.html

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260729657870/en

Contacts

แบบสอบถามสำหรับลูกค้า:
แผนกการขายและการตลาดอุปกรณ์ทางด้าน MCU และอุปกรณ์ดิจิทัล
โทรศัพท์: +81-44-548-2233
ติดต่อเรา

แบบสอบถามสำหรับสื่อมวลชน:
C. Nagasawa
แผนกการสื่อสารและข่าวกรองด้านการตลาด
Toshiba Electronic Devices & Storage Corporation
semicon-NR-mailbox@ml.toshiba.co.jp

ที่มา: Toshiba Electronic Devices & Storage Corporation

อุปกรณ์หน่วยความจำแฟลชแบบฝังตัว UFS 5.0 รุ่นใหม่จาก Kioxia ช่วยให้สามารถใช้งาน AI บนอุปกรณ์ได้

Logo

สร้างขึ้นบนมาตรฐาน JEDEC UFS 5.0 ล่าสุด มอบประสิทธิภาพการอ่านแบบต่อเนื่องสูงสุดถึง 10 GB/s

โตเกียว–(BUSINESS WIRE)–29 กรกฎาคม 2026

Kioxia Corporation ผู้นำระดับโลกด้านโซลูชันหน่วยความจำ ประกาศเปิดตัว UFS ในวันนี้(1) โซลูชันหน่วยความจำแฟลชแบบฝังตัว 5.0 ออกแบบมาเพื่อมอบประสิทธิภาพ ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และความจุที่จำเป็นสำหรับอุปกรณ์พกพาและอุปกรณ์ Edge ที่รองรับ AI รุ่นต่อไป โซลูชันใหม่นี้จะได้รับการสาธิตในสัปดาห์หน้าในงาน FMS: อนาคตของหน่วยความจำและการจัดเก็บข้อมูล และขณะนี้มีตัวอย่างเชิงพาณิชย์ให้เลือกในความจุ 1 TB และ 512 GB คาดว่าจะเริ่มการผลิตจำนวนมากภายในสิ้นปี 2026

UFS 5.0 Embedded Flash Memory Devices

อุปกรณ์หน่วยความจำแฟลชแบบฝังตัว UFS 5.0

อุปกรณ์ใหม่ของ Kioxia สร้างขึ้นบนมาตรฐาน JEDEC UFS 5.0 ล่าสุด โดยใช้ประโยชน์จากเลเยอร์ทางกายภาพ MIPI M-PHY v6.0 และโปรโตคอล UniPro v3.0 รวมถึงการทำงานของ HS-Gear6 เพื่อรองรับความเร็วอินเทอร์เฟซตามทฤษฎีสูงสุดถึง 46.6 Gb/s ต่อเลน และประสิทธิภาพการอ่าน/เขียนแบบสองเลนที่มีประสิทธิภาพประมาณ 10.8 GB/s

เนื่องจากภาระงาน AI ย้ายไปสู่อุปกรณ์ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ประสิทธิภาพการจัดเก็บข้อมูลจึงมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ โมเดลภาษาขนาดใหญ่ AI แบบหลายโมดอล การประมวลผลภาพขั้นสูง และการอนุมานแบบเรียลไทม์ ต้องการการเคลื่อนย้ายข้อมูลระหว่างที่จัดเก็บและหน่วยประมวลผลที่รวดเร็วยิ่งขึ้น จนถึงปัจจุบัน ประสิทธิภาพการอ่านของ UFS เป็นปัจจัยจำกัดสำหรับ AI บนอุปกรณ์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจำกัดความเร็วในการเข้าถึงข้อมูลของโมเดลภาษาขนาดใหญ่และภาระงาน AI อื่นๆ UFS 5.0 ของ Kioxia ช่วยขจัดปัญหาคอขวดเหล่านี้ ทำให้การโหลดแอปพลิเคชันเร็วขึ้น การตอบสนองที่ดียิ่งขึ้น และประสบการณ์การใช้งานที่ไม่เคยมีมาก่อนในแอปพลิเคชัน AI บนอุปกรณ์ เมื่อเทียบกับ UFS 4.1

โซลูชัน UFS 5.0 ของ Kioxia ผสานรวมคอนโทรลเลอร์ UFS 5.0 ที่พัฒนาขึ้นเองภายในบริษัท เข้ากับหน่วยความจำแฟลช 3 มิติ BiCS FLASH™ เจนเนอเรชั่น 8 ของ Kioxia เพื่อมอบประสิทธิภาพ การประหยัดพลังงาน และขนาดบรรจุภัณฑ์ที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์ Kioxia รุ่นก่อนหน้า(2) รวมถึง:

  •  ประสิทธิภาพการอ่านแบบต่อเนื่องสูงสุดถึง 10 GB/s(3)
  •  ประสิทธิภาพการเขียนข้อมูลแบบต่อเนื่องสูงสุดถึง 9.0 GB/s(4)
  •  ประสิทธิภาพการใช้พลังงานดีขึ้นกว่ารุ่นก่อนหน้า(2)
  • การจัดการความร้อนที่ดียิ่งขึ้น
  •  แพ็คเกจ BGA ขนาดกะทัดรัด 7.5 × 13 มม. เล็กกว่าผลิตภัณฑ์รุ่นก่อนหน้า(2)
  • มีให้เลือก 2 ความจุ คือ 1 TB และ 512 GB

แม้ว่า UFS 5.0 ของ Kioxia จะได้รับการออกแบบมาเพื่อสมาร์ทโฟนระดับพรีเมียมที่มี AI ในตัว แต่ก็ยังเหมาะสำหรับแท็บเล็ตที่ใช้ AI, ระบบเกม, อุปกรณ์ AR/VR, หุ่นยนต์, กล้องรักษาความปลอดภัยอัจฉริยะ และแอปพลิเคชันระดับอุตสาหกรรมที่ต้องการพื้นที่จัดเก็บข้อมูลภายในเครื่องที่รวดเร็วสำหรับงาน AI ที่ต้องใช้ข้อมูลจำนวนมาก

Kioxia ยังคงเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ UFS อย่างต่อเนื่องด้วยนวัตกรรมหน่วยความจำแฟลชที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นสำหรับความจุที่สูงขึ้น ประสิทธิภาพที่มากขึ้น และประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้นในแอปพลิเคชันมือถือและแอปพลิเคชัน Edge ที่ใช้ AI และจะสาธิตโซลูชันหน่วยความจำแฟลชแบบฝัง UFS 5.0 ที่งาน FMS: อนาคตของหน่วยความจำและการจัดเก็บข้อมูล

ลิงก์ที่เกี่ยวข้อง:
https://www.kioxia.com/en-jp/business/memory/ufs.html

Notes:

(1)

หน่วยความจำแฟลชอเนกประสงค์ (UFS) เป็นประเภทผลิตภัณฑ์ของหน่วยความจำฝังตัวที่สร้างขึ้นตามมาตรฐาน JEDEC UFS เนื่องจากมีอินเทอร์เฟซแบบอนุกรม UFS จึงรองรับการอ่านและเขียนข้อมูลแบบสองทิศทาง (full duplexing) ซึ่งช่วยให้สามารถอ่านและเขียนข้อมูลพร้อมกันระหว่างโปรเซสเซอร์หลักและอุปกรณ์ UFS ได้

(2)

เมื่อเปรียบเทียบกับอุปกรณ์รุ่นก่อนหน้าขนาด 512 GB “THGJFRT2G48BATV” และอุปกรณ์ขนาด 1 TB “THGJFRT3G88BATW” ตามลำดับ

(3)

รุ่น UFS 5.0 ความจุ 512 GB / 1 TB

(4)

รุ่น UFS 5.0 1 TB

* ในการกล่าวถึงผลิตภัณฑ์ Kioxia ทุกครั้ง: ความหนาแน่นของผลิตภัณฑ์จะระบุตามความหนาแน่นของชิปหน่วยความจำภายในผลิตภัณฑ์ ไม่ใช่ปริมาณความจุหน่วยความจำที่ผู้ใช้ปลายทางสามารถใช้จัดเก็บข้อมูลได้ ในแง่ของความจุของผลิตภัณฑ์ ความจุในการจัดเก็บข้อมูลที่ผู้ใช้สามารถใช้ได้ (รวมถึงตัวอย่างไฟล์มีเดียต่างๆ) จะแตกต่างกันไปตามขนาดไฟล์ การจัดรูปแบบ การตั้งค่า ซอฟต์แวร์และระบบปฏิบัติการ แอปพลิเคชันซอฟต์แวร์ที่ติดตั้งไว้ล่วงหน้า เนื้อหาสื่อ และข้อจำกัดอื่นๆ ความจุที่จัดรูปแบบจริงอาจแตกต่างกันไป บริษัท KIOXIA กำหนดให้ 1 กิกะบิต (Gb) เท่ากับ 1,073,741,824 บิต 1 เมกะไบต์ (MB) เท่ากับ 1,000,000 ไบต์ 1 กิกะไบต์ (GB) เท่ากับ 1,000,000,000 ไบต์ และ 1 เทราไบต์ (TB) เท่ากับ 1,000,000,000,000 ไบต์ อย่างไรก็ตาม ระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์จะรายงานความจุในการจัดเก็บข้อมูลโดยใช้เลขยกกำลังของ 2 โดยกำหนดให้ 1 GB = 2^30 ไบต์ = 1,073,741,824 ไบต์ และ 1 TB = 2^40 ไบต์ = 1,099,511,627,776 ไบต์

*1 Gbps คำนวณได้เป็น 1,000,000,000 บิต/วินาที และ 1 GB/วินาที คำนวณได้เป็น 1,000,000,000 ไบต์/วินาที
*ความเร็วในการอ่านและเขียนเป็นค่าที่ดีที่สุดที่ได้จากการทดสอบในสภาพแวดล้อมเฉพาะที่บริษัท Kioxia Corporation และบริษัท Kioxia Corporation ไม่รับประกันความเร็วในการอ่านหรือเขียนในอุปกรณ์แต่ละเครื่อง ความเร็วในการอ่านและเขียนอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับอุปกรณ์ที่ใช้และขนาดไฟล์ที่อ่านหรือเขียน
*ชื่อบริษัท ชื่อผลิตภัณฑ์ และชื่อบริการ อาจเป็นเครื่องหมายการค้าของบริษัทบุคคลที่สาม

เกี่ยวกับ Kioxia

Kioxia คือผู้นำระดับโลกด้านโซลูชันหน่วยความจำ โดยมุ่งมั่นในการพัฒนา ผลิต และจำหน่ายหน่วยความจำแฟลชและไดรฟ์โซลิดสเตท (SSD) ในเดือนเมษายน 2017 บริษัท Toshiba Memory ซึ่งเป็นบริษัทต้นกำเนิดของ Kioxia ได้แยกตัวออกมาจาก Toshiba Corporation บริษัทที่คิดค้นหน่วยความจำแฟลช NAND ในปี 1987 Kioxia มุ่งมั่นที่จะยกระดับโลกด้วย “หน่วยความจำ” โดยนำเสนอผลิตภัณฑ์ บริการ และระบบที่สร้างทางเลือกให้กับลูกค้าและสร้างคุณค่าด้านหน่วยความจำให้กับสังคม เทคโนโลยีหน่วยความจำแฟลช 3 มิติที่เป็นนวัตกรรมใหม่ของ Kioxia อย่าง BiCS FLASH™ กำลังกำหนดอนาคตของการจัดเก็บข้อมูลในแอปพลิเคชันความหนาแน่นสูง รวมถึงสมาร์ทโฟนขั้นสูง พีซี SSD ระบบยานยนต์ ศูนย์ข้อมูล และระบบ AI เชิงสร้างสรรค์

การสอบถามจากลูกค้า:
สำนักงานขายทั่วโลก
https://www.kioxia.com/en-jp/business/buy/global-sales.html

*ข้อมูลในเอกสารนี้ รวมถึงราคาและข้อมูลจำเพาะของผลิตภัณฑ์ เนื้อหาบริการ และข้อมูลการติดต่อ มีความถูกต้อง ณ วันที่ประกาศ แต่อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260728911049/en

Contacts

สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับสื่อ:
Kioxia Corporation
ฝ่ายบริหารการส่งเสริมการขาย
Satoshi Shindo
โทร: +81-3-6478-2404

ที่มา: Kioxia Corporation

Kioxia ประกาศเปิดตัว E1.S SSD รุ่นใหม่สำหรับปัญญาประดิษฐ์ (AI) และสภาพแวดล้อมระดับไฮเปอร์สเกล

Logo

KIOXIA NX1 Series Data Center NVMe™ SSD ใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน พร้อมรองรับระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวโดยตรง

โตเกียว–(BUSINESS WIRE)–29 กรกฎาคม 2026

Kioxia Corporation วันนี้ได้ประกาศเปิดตัว KIOXIA NX1 Series ของไดรฟ์โซลิดสเตต (SSD) ซึ่งเป็นรุ่นใหม่ของ E1.S PCIe® 5.0 NVMe™ Data Center SSD และเป็น SSD รุ่นแรกของ Kioxia ที่รองรับระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวโดยตรง KIOXIA NX1 Series มาพร้อมกับสถาปัตยกรรมตัวควบคุมที่พัฒนาขึ้นภายในบริษัทเป็นรุ่นถัดไปของ Kioxia ซึ่งช่วยเปิดขีดความสามารถอันเป็นเอกลักษณ์ในปัจจุบัน พร้อมทั้งวางรากฐานสำหรับฟีเจอร์ต่างๆ ในอนาคต โดยไดรฟ์รุ่นใหม่นี้ได้รับการออกแบบทางวิศวกรรมเพื่อมอบหน่วยจัดเก็บข้อมูลประสิทธิภาพสูงและประหยัดพลังงานสำหรับเซิร์ฟเวอร์ที่รองรับหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) และสภาพแวดล้อมศูนย์ข้อมูลระดับไฮเปอร์สเกล

KIOXIA NX1 Series Data Center SSD

KIOXIA NX1 Series Data Center SSD

KIOXIA NX1 Series เป็นรุ่นสืบทอดของ KIOXIA XD Series และใช้ประโยชน์จากประสิทธิภาพของ PCIe® 5.0 เพื่อช่วยผู้ให้บริการคลาวด์และผู้ให้บริการระดับไฮเปอร์สเกลในการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานให้เหมาะสม โดยที่ยังคงรักษาประสิทธิภาพในการดำเนินงานไว้ได้ เมื่อเปรียบเทียบกับรุ่นก่อนหน้า1 KIOXIA NX1 SSDs มอบประสิทธิภาพการเขียนข้อมูลแบบต่อเนื่องสูงขึ้นถึงประมาณ 38% และประสิทธิภาพการเขียนข้อมูลแบบสุ่มสูงขึ้นถึงประมาณ 20%2

ในขณะที่โครงสร้างพื้นฐาน AI ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง หน่วยจัดเก็บข้อมูลต้องก้าวตามให้ทันกับการออกแบบเซิร์ฟเวอร์ที่มีความหนาแน่นเพิ่มขึ้นและเต็มไปด้วยตัวเร่งความเร็ว โดยรูปแบบขนาด E1.S ช่วยเพิ่มความหนาแน่นของหน่วยจัดเก็บข้อมูลได้สูงสุด ในขณะเดียวกันก็รองรับการจัดการความร้อนขั้นสูง รวมถึงรูปแบบการระบายความร้อนด้วยของเหลวโดยตรงที่เข้ากันได้กับแผ่นความเย็น ซึ่งช่วยให้การระบายความร้อนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพในสภาพแวดล้อมเซิร์ฟเวอร์ AI สมรรถนะสูง

ฟีเจอร์เพิ่มเติม:

  • พร้อมให้บริการในรูปแบบขนาด E1.S 9.5 มม. (รองรับระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวโดยตรงและระบบระบายความร้อนด้วยอากาศ) และ E1.S 15 มม. (รองรับระบบระบายความร้อนด้วยอากาศ)
  •  1 DWPD (Drive Writes Per Day) สำหรับแอปพลิเคชันที่เน้นการอ่านข้อมูล โดยมีกลุ่มความจุให้เลือกตั้งแต่ 1.92 TB ไปจนถึง 15.36 TB3
  •  เป็นไปตามข้อกำหนดทางเทคนิคของ PCIe® 5.0, NVMe™ 2.0 และ Open Compute Project (OCP) Datacenter NVMe™ SSD 2.6 รวมถึงรองรับ NVMe Flexible Data Placement (FDP)
  • ผลิตด้วยเทคโนโลยีหน่วยความจำ KIOXIA BiCS FLASH™ generation 8 TLC โดยใช้สถาปัตยกรรม CMOS directly Bonded to Array (CBA)
  •  รูปแบบความปลอดภัยที่เป็นทางเลือกแบบ Self-Encrypting Drive (SED) ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐาน TCG Opal4,5

ขณะนี้ KIOXIA NX1 Series อยู่ระหว่างการส่งมอบผลิตภัณฑ์ตัวอย่างให้แก่ลูกค้ากลุ่มไฮเปอร์สเกลบางราย โดยไดรฟ์รุ่นใหม่นี้จะนำไปจัดแสดงที่ FMS: the Future of Memory and Storage ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 4 – 6 สิงหาคม ณ เมืองซานตาคลารา รัฐแคลิฟอร์เนีย

บทความ KIOXIA Insights ที่เกี่ยวข้อง: โซลูชันหน่วยจัดเก็บข้อมูลที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้กับ AI

หมายเหตุ:

1: เมื่อเทียบกับ KIOXIA XD8 Series SSD

2: ความเร็วในการอ่านและการเขียนอาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง เช่น อุปกรณ์โฮสต์ ซอฟต์แวร์ (ไดรเวอร์ ระบบปฏิบัติการ ฯลฯ) และเงื่อนไขการอ่าน/การเขียน

3: นิยามของความจุ: Kioxia Corporation นิยามว่าเมกะไบต์ (MB) เท่ากับ 1,000,000 ไบต์ กิกะไบต์ (GB) เท่ากับ 1,000,000,000 ไบต์ และเทราไบต์ (TB) เท่ากับ 1,000,000,000,000 ไบต์ อย่างไรก็ตาม ระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์จะรายงานความจุของหน่วยจัดเก็บข้อมูลโดยใช้เลขยกกำลัง 2 สำหรับนิยามของ 1GB = 2^30 ไบต์ = 1,073,741,824 ไบต์ และ 1TB = 2^40 ไบต์ = 1,099,511,627,776 ไบต์ จึงแสดงความจุของหน่วยจัดเก็บข้อมูลน้อยกว่า ความจุของหน่วยจัดเก็บข้อมูลที่ใช้งานได้จริง (รวมถึงตัวอย่างของไฟล์สื่อต่าง ) จะแตกต่างกันไปตามขนาดไฟล์ การฟอร์แมต การตั้งค่า ซอฟต์แวร์และระบบปฏิบัติการ และ/หรือแอปพลิเคชันซอฟต์แวร์ที่ติดตั้งมาล่วงหน้า หรือเนื้อหาสื่อ ทั้งนี้ความจุที่ฟอร์แมตแล้วจริงอาจแตกต่างกันไป

4: รุ่น SED ที่เป็นทางเลือก รองรับ TCG Opal SSC ยกเว้นบางฟีเจอร์

5: รุ่น SED ที่เป็นทางเลือก ไม่มีจำหน่ายในบางประเทศ เนื่องจากข้อบังคับท้องถิ่น

NVMe เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนหรือไม่จดทะเบียนของ NVM Express, Inc. ในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่น

OCP และ OPEN COMPUTE PROJECT เป็นเครื่องหมายการค้าของ Open Compute Project Foundation

PCI Express และ PCIe เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ PCI-SIG

ชื่อบริษัท ชื่อผลิตภัณฑ์ และชื่อบริการอื่น อาจเป็นเครื่องหมายการค้าของบริษัทภายนอก

เกี่ยวกับ Kioxia

Kioxia เป็นผู้นำระดับโลกในด้านโซลูชันหน่วยความจำ ซึ่งทุ่มเทด้านการพัฒนา การผลิต รวมถึงการจำหน่ายแฟลชเมมโมรีและไดรฟ์โซลิดสเตต (SSD) โดยในเดือนเมษายน 2017 Toshiba Memory ที่เป็นผู้สืบทอดรุ่นก่อนหน้า ได้แยกตัวออกมาจาก Toshiba Corporation ซึ่งเป็นบริษัทที่คิดค้นแฟลชเมมโมรีแบบ NAND ในปี 1987 ทั้งนี้ Kioxia มุ่งมั่นที่จะยกระดับโลกด้วย “หน่วยความจำ” โดยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ บริการ และระบบต่าง ๆ ที่สร้างทางเลือกให้แก่ลูกค้า และสร้างคุณค่าที่ขับเคลื่อนด้วยหน่วยความจำให้แก่สังคม นอกจากนี้ เทคโนโลยีแฟลชเมมโมรีแบบ 3D อันเป็นนวัตกรรมของ Kioxia อย่าง BiCS FLASH™ กำลังกำหนดทิศทางอนาคตของหน่วยจัดเก็บข้อมูลในแอปพลิเคชันที่มีความหนาแน่นสูง ซึ่งรวมถึงสมาร์ทโฟนขั้นสูง, PC, ระบบยานยนต์, ศูนย์ข้อมูล และระบบปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ (Generative AI)

*ข้อมูลในเอกสารนี้ รวมถึงราคาและข้อมูลจำเพาะของผลิตภัณฑ์ เนื้อหาของบริการ และข้อมูลการติดต่อ มีความถูกต้อง ณ วันที่ประกาศ แต่อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260728553833/en

Contacts

ช่องทางสอบถามข้อมูลสำหรับสื่อมวลชน:
Kioxia Corporation
Promotion Management Division
Satoshi Shindo
โทรศัพท์: +81-3-6478-2404

ที่มา: Kioxia Corporation

Grindr for Equality มุ่งมั่นที่จะเชื่อมโยงผู้คน 10 ล้านคนเข้ากับการป้องกัน HIV ภายในปี 2028

Logo

รายงานฉบับใหม่พบว่า มีการรับรู้เกี่ยวกับ PrEP ในระดับสูง แต่การเข้าถึงยังต่ำ ในขณะที่เงินทุนด้าน HIV ทั่วโลกนั้นลดลง ทาง Grindr จึงเข้ามามีบทบาท

ริโอเดจาเนโร–(BUSINESS WIRE)–27 กรกฎาคม 2026

วันนี้ที่การประชุม AIDS ระหว่างประเทศปี 2026 ทาง Grindr for Equality มุ่งมั่นที่จะเชื่อมโยงผู้คน LGBTQ+ จำนวน 10 ล้านคนเข้ากับการป้องกัน HIV ภายในปี 2028 โดยใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มเพื่อสนับสนุนความพยายามระดับโลกในการยุติ HIV ภายในปี 2030

ความมุ่งมั่นนี้มีรากฐานมาจากรายงาน Closing the Gap ซึ่งเป็นรายงานใหม่ของ Grindr for Equality ที่รวบรวมข้อมูลจากการสำรวจผู้ใช้ Grindr ใน 10 ประเทศ โดยผลการค้นพบหลักมีความสอดคล้องกันในทุกประเทศ นั่นคือ ผู้คนรู้จัก PrEP แต่พวกเขาไม่ได้ใช้ การเข้าถึงเป็นอุปสรรค และเงินทุนที่มีอยู่เพื่อแก้ไขปัญหานี้กำลังหายไป

“การเชื่อมต่อผู้คนคือสิ่งที่ Grindr ทำในวงกว้างและในชุมชนที่ระบบสาธารณสุขแบบดั้งเดิมเข้าไม่ถึงอย่างมีประสิทธิภาพ” กล่าวโดย George Arison ซีอีโอและประธานของ Grindr (NYSE: GRND) “การตอบสนองต่อ HIV ทั่วโลกกำลังสูญเสียเงินทุนที่สำคัญไปในขณะที่เราควรเร่งดำเนินการเพื่อยุติ HIV ภายในปี 2030 Grindr มีศักยภาพและความรับผิดชอบที่จะช่วยลดช่องว่างการเข้าถึงนี้ได้ และเรารู้สึกภาคภูมิใจที่ได้ก้าวเข้ามามีส่วนร่วม”

มีผู้ใช้ Grindr มากกว่า 15 ล้านคนต่อเดือนใน 190 ประเทศ โดยในหลายๆ ตลาดนั้น Grindr เป็นหนึ่งในแหล่งข้อมูลด้านสุขภาพทางเพศหลักที่สามารถเข้าถึงได้ ผู้ใช้ทุกคนตอนนี้จะมีทางเข้าตรงในแอปเพื่อเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับและการส่งต่อไปยังบริการป้องกัน HIV ที่มีอยู่ในท้องถิ่น รวมถึงการทดสอบ PrEP, doxyPEP และเครื่องมือใหม่ๆ ที่เหมาะสมคลินิกและมีให้บริการ ซึ่งขับเคลื่อนโดยองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร คลินิก และองค์กรชุมชนในประเทศท้องถิ่นที่ Grindr for Equality ร่วมมือด้วย เพื่อเข้าถึงคนที่ต้องการสิ่งเหล่านี้มากที่สุด

Grindr for Equality ได้ใช้เวลากว่าทศวรรษในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับความมุ่งมั่นนี้ โดยมีการจัดแคมเปญในแอปมากกว่า 1,200 แคมเปญในปี 2025 เพียงปีเดียว ครอบคลุมองค์กรชุมชน 185 แห่งใน 71 ประเทศ และ 40 ภาษา และมีการแจกจ่ายชุดตรวจ HIV ด้วยตนเองมากกว่า 600,000 ชุดในแอปตั้งแต่ปี 2022 ความมุ่งมั่นนี้สร้างขึ้นบนรากฐานดังกล่าว เมื่อใครต้องการค้นหาบริการด้านสุขภาพทางเพศ โดย Grindr ควรเป็นหนึ่งในสถานที่ที่เข้าถึงได้ง่ายที่สุด

องค์กรที่ให้การสนับสนุนประกอบด้วย: amfAR, International AIDS Society (IAS), (RED), AVAC, Funders Concerned About AIDS (FCAA), Harm Reduction International, HIV Justice Network, Council for Global Equality, Global Equality Caucus, ViiV Healthcare, Health Access Bridge, Building Healthy Online Communities, U.S. Business Action to End HIV, Center for Black Equity, All Out, Lighthouse Social Enterprise (Vietnam), Red Somos / Centro Medico Comunitario Red Somos, Sustained Health Initiatives of the Philippines (SHIP), Anova Health Institute / Triangle Project (South Africa), CenterLink, Apicha Community Health Center, Wanda Alston Foundation, Savannah Pride Center, Bradbury-Sullivan LGBT Community Center, Baltimore Safe Haven, Arkansas Black Gay Men's Forum, OutVote, Union=Fuerza Latinx Institute, The Social Impact Center, Under the Umbrella RGV, PROMO Missouri, LGBT Center Intercultural Collective, Community EsTr(El/La), F&M Global Barometers, Community-Based Research Centre (CBRC), The Public Studio, Equal Asia Foundation, Taiwan Tongzhi (LGBTQ+) Hotline Association, Swiss AIDS Federation (Aids-Hilfe Schweiz), RFSL Ungdom (Queer Youth Sweden), Somos de Colores, COORDINADORA ESTATAL VIH SIDA (CESIDA), Ezintsha, HIV/AIDS Slovakia, Action for AIDS Singapore, CheckPoint Beograd, ARAS – Romanian Association Against AIDS, MozaiQ LGBT Association, GAT Grupo de Ativistas em Tratamentos, DOKTORPREP.PL, Kampania Przeciw Homofobii, HIV AND AIDS SUPPORT HOUSE (Philippines), LoveYourself Inc., Pasos Libres, Diversidades Transmasculinas, IMPULSE Lima, TRANS ORGANIZACIÓN FEMINISTA, Happiest Ones Health Support and Rights Initiative (HOHSRI Nigeria), Heartland Alliance LTD/GTE, Queercity Media and Productions, Body Positive Inc. (New Zealand), Burnett Foundation Aotearoa, Youth LEAD Mongolia, REFUGIO ORQUÍDEA, TRANSformando Vidas Zacatecas, Dirección de Diversidad Sexual del Estado de Jalisco, Inspira Cambio, QUÓRUM LGBTI, Amicus DH, Unión Diversa de Jalisco, PILS (Mauritius), Collectif Arc-en-Ciel, Sexual Health Malta, Health Promotion and Disease Prevention Directorate Malta, LEV8 Malaysia, Croix Rouge Luxembourgeoise – HIV Berodung, The Others BY (Lithuania), galck+ (Kenya), NPO AKTA Tokyo, Israel AIDS Task Force, Sexual Health Centre Cork, Gay Health Network Ireland, Pelangi Nusantara, Yayasan Pesona Bumi Pasundan, Mist LGBTQ Foundation, NMP+, SAATHII, Blue Banyan LLP, PrEPARED, Safe Access, Háttér Society, Homo Evolution / Antivirus Magazine, s.a.m health / Deutsche Aidshilfe, Blue Balls (Georgia), Equality Movement (Georgia), STOP homophobie, Corporación Kimirina, Centro de Orientación e Investigación Integral (COIN), EuroTEST, ARA ART, ČESKÁ SPOLEČNOST AIDS POMOC, AIDS Solidarity Movement Cyprus, Iskorak, IRCA CASABIERTA, Fundación OAH, Fundación Iñaki Diverso, CORPORACION RED SOMOS, AIDS Concern Hong Kong, Territorio Diverso, Fundación Círculo de Apoyo Positivo, Fundación Todo Mejora, JEVIH, FUNDACIÓN EDUCACIÓN SEXUAL AHORA, EpiC Cambodia / FHI 360, KHANA (Cambodia), IVOR Foundation, Sergio Arouca National School of Public Health / Fiocruz, Banana Club (Botswana), Instituto para el Desarrollo Humano Bolivia, Exaequo ASBL, Aids Hilfe Wien, Melbourne Sexual Health Centre, Fundación Huésped, Derechos Humanos y Diversidad, ECONET Ukraine, Revolution at Renaissance UK, You Are Loved CIC, NUDDSO, Sociedad Wills Wilde

เกี่ยวกับ Grindr Inc.

ด้วยจำนวนผู้ใช้งานเฉลี่ยต่อเดือน 15 ล้านคน Grindr ได้เติบโตขึ้นจนกลายเป็น Global Gayborhood in Your Pocket™ โดยมีพันธกิจในการสร้างโลกที่ชุมชนของเราทั่วโลกมีความเป็นอิสระ เท่าเทียม และยุติธรรม Grindr ให้บริการใน 190 ประเทศและเขตแดน และมักเป็นช่องทางหลักที่ผู้ใช้ใช้ในการเชื่อมต่อ แสดงออก และค้นพบโลกที่อยู่รอบตัว ตั้งแต่ปี 2015 Grindr for Equality ได้ส่งเสริมสิทธิมนุษยชน สุขภาพ และความปลอดภัยสำหรับผู้คน LGBTQ+ หลายล้านคน โดยร่วมมือกับองค์กรต่างๆ ในทุกภูมิภาคของโลก Grindr มีสำนักงานอยู่ที่เวสต์ฮอลลีวูด, เบย์แอเรีย, ชิคาโก และนิวยอร์ก แอป Grindr สามารถดาวน์โหลดได้ทั้งบน App Store และ Google Play

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Contacts

ผู้ติดต่อสำหรับสื่อ: press@grindr.com

ที่มา: Grindr Inc.

Mobix Labs เซ็นสัญญาขั้นสุดท้ายเพื่อเข้าซื้อ Vision Aerial เร่งแพลตฟอร์มโดรนระดับโลกเพื่อความมั่นคงของชาติและข่าวกรองทางอากาศ

Logo

ธุรกรรมนี้จะช่วยเร่งกลยุทธ์ข่าวกรองทางอากาศระดับโลกของ Mobix Labs และโครงการริเริ่มด้านความมั่นคงแห่งชาติ

เออร์ไวน์ รัฐแคลิฟอร์เนีย–(BUSINESS WIRE)–24 กรกฎาคม 2026

Mobix Labs, Inc (Nasdaq: MOBX) ประกาศในวันนี้ว่า บริษัทได้ลงนามในข้อตกลงขั้นสุดท้ายเพื่อเข้าซื้อกิจการ Vision Aerial, Inc. ซึ่งเป็นบริษัทในสหรัฐฯ ที่ออกแบบและผลิตระบบอากาศยานไร้คนขับที่ผลิตในสหรัฐฯ และเป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมาย National Defense Authorization Act (NDAA)

ข้อตกลงขั้นสุดท้ายนี้ทำให้ธุรกรรมก้าวไปไกลกว่าจดหมายแสดงเจตนาที่ประกาศมาก่อนหน้านี้และถือเป็นก้าวสำคัญสู่การปิดการเข้าซื้อกิจการที่จะขยาย Mobix Labs ไปสู่หนึ่งในตลาดการเติบโตด้านเทคโนโลยีที่สำคัญที่สุดของโลก: โดรนที่ปลอดภัย ระบบอากาศยานอัตโนมัติ และข้อมูลข่าวกรองทางอากาศสำหรับความมั่นคงของชาติ โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ พลังงาน ความปลอดภัยสาธารณะ การตรวจสอบอุตสาหกรรม และการดำเนินงานของรัฐบาล

ลูกค้าและผู้ใช้งานของ Vision Aerial รวมถึงกองทัพอากาศสหรัฐฯ กองทัพเรือสหรัฐฯ หน่วยงานรัฐบาล ผู้ประกอบการด้านพลังงานและสาธารณูปโภค สถาบันวิจัย และองค์กรอื่นๆ ที่ต้องการประสิทธิภาพ ความน่าเชื่อถือ และห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อถือได้ โดรนของบริษัทสนับสนุนงานด้านความมั่นคงของชาติและความปลอดภัยสาธารณะ การค้นหาและกู้ภัย การรับมือกับไฟป่า การตรวจสอบด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน การเฝ้าระวังด้านสิ่งแวดล้อม การเกษตร การทำแผนที่อุตสาหกรรม และการตรวจจับทางอากาศขั้นสูง

ก้าวสำคัญในการขยายโดรนของ Mobix Labs

ข้อตกลงขั้นสุดท้ายนี้จะช่วยผลักดันโครงการริเริ่มด้านความมั่นคงแห่งชาติ ของ Mobix Labs ให้ก้าวไปข้างหน้า โดยทำให้บริษัทเข้าใกล้การสร้างแพลตฟอร์มโดรนและระบบข่าวกรองทางอากาศที่ครอบคลุมมากขึ้น ซึ่งเป็นการผสมผสานระบบโดรนที่ผลิตในสหรัฐฯ ของ Vision Aerial เข้ากับเทคโนโลยี RF การตรวจจับ การสื่อสาร และความมั่นคงแห่งชาติของ Mobix Labs ปัจจัยขับเคลื่อนเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญ ได้แก่

  • เพิ่มแพลตฟอร์มโดรนที่ผลิตในสหรัฐฯ เข้าสู่กลุ่มเทคโนโลยีสำคัญของ Mobix Labs
  • ผลักดันโครงการริเริ่มด้านความมั่นคงแห่งชาติของ Mobix Labs โดยการขยายบริษัทเข้าสู่ระบบอากาศยานไร้คนขับที่เชื่อถือได้
  • วางตำแหน่ง Mobix Labs ให้สอดคล้องกับธีมการเติบโตระดับโลก ได้แก่ โดรน ข่าวกรองทางอากาศ การตรวจจับขั้นสูง การปกป้องโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ และความมั่นคงแห่งชาติ
  • รวมระบบโดรนที่แข็งแกร่งของ Vision Aerial เข้ากับความสามารถด้าน RF, การตรวจจับ, การเชื่อมต่อ และอิเล็กทรอนิกส์อากาศยานและการป้องกันของ Mobix Labs
  • สร้างแพลตฟอร์มเพื่อแสวงหาโอกาสในตลาดด้านการป้องกันประเทศ รัฐบาล พลังงาน สาธารณูปโภค ความปลอดภัยสาธารณะ อุตสาหกรรม สิ่งแวดล้อม และการเกษตร

โดรนที่ผลิตในอเมริกาเพื่อความมั่นคงแห่งชาติและภารกิจสำคัญ

Vision Aerial ก่อตั้งขึ้นในปี 2013 และมีสำนักงานใหญ่ในรัฐมอนแทนา ออกแบบและผลิตระบบโดรนที่ทนทาน สร้างขึ้นเพื่อการปฏิบัติงานภาคสนามที่ต้องการประสิทธิภาพสูง อากาศยานของบริษัทสามารถติดตั้งกล้องและเซ็นเซอร์ที่สามารถเปลี่ยนได้ รวมถึงเทคโนโลยีการถ่ายภาพความละเอียดสูง การถ่ายภาพความร้อน LiDAR การถ่ายภาพก๊าซด้วยแสง การตรวจจับแบบหลายสเปกตรัม และการทำแผนที่ที่มีความแม่นยำสูง ทำให้แพลตฟอร์มเดียวสามารถรองรับภารกิจที่หลากหลายในการปฏิบัติงานจริง

Vision Aerial มอบแพลตฟอร์มทางอากาศที่ผลิตในสหรัฐฯ ให้แก่ Mobix Labs ในช่วงเวลาที่รัฐบาล องค์กรด้านการป้องกันประเทศ หน่วยงานสาธารณูปโภค ผู้ผลิตพลังงาน หน่วยงานความปลอดภัยสาธารณะ และผู้ประกอบการอุตสาหกรรมต่างๆ กำลังนำโดรนมาใช้ในการตรวจสอบสินทรัพย์สำคัญ ปกป้องโครงสร้างพื้นฐาน รวบรวมข้อมูลที่สำคัญต่อภารกิจ และเข้าถึงสถานที่ที่อันตราย ห่างไกล หรือมีค่าใช้จ่ายสูงเกินกว่าที่คนจะเข้าถึงได้ด้วยตนเอง

ความต้องการระบบโดรนที่เชื่อถือได้ทั่วโลกกำลังขยายตัว

Grand View Research ประเมินว่าตลาดโดรนในสหรัฐฯ จะมีมูลค่า 29.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 และคาดการณ์ว่าจะสูงถึง 58.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2033 Mobix Labs เชื่อว่าโอกาสนั้นกว้างกว่าตลาดสหรัฐฯ เพียงอย่างเดียว เนื่องจากลูกค้าทั่วโลกให้ความสำคัญกับความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ ความสมบูรณ์ของห่วงโซ่อุปทาน และประสิทธิภาพภาคสนามมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเลือกใช้ระบบทางอากาศ

ในสหรัฐอเมริกา ลำดับความสำคัญในการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐบาลกลางนั้นให้ความสำคัญกับแพลตฟอร์มโดรนที่ผลิตในประเทศที่มีความปลอดภัยมากขึ้นเรื่อยๆ ในระดับนานาชาติ รัฐบาลและองค์กรต่างๆ ให้ความสำคัญกับระบบอากาศยานไร้คนขับที่น่าเชื่อถือมากขึ้นสำหรับการปกป้องโครงสร้างพื้นฐาน ความปลอดภัยสาธารณะ การดำเนินงานด้านพลังงาน การตรวจสอบทางอุตสาหกรรม และภารกิจที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันประเทศ

มากกว่าแค่โดรน: ข่าวกรองทางอากาศ

โอกาสนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงเครื่องบินเท่านั้น ระบบข่าวกรองทางอากาศผสานรวมโดรน เซนเซอร์ การสื่อสาร และข้อมูล เพื่อช่วยให้องค์กรเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นรอบๆ ทรัพย์สินทางกายภาพ โครงสร้างพื้นฐาน ภูมิประเทศ และสภาพแวดล้อมในการปฏิบัติงานแบบเรียลไทม์

ด้วยการผสานรวมแพลตฟอร์มโดรนของ Vision Aerial เข้ากับความสามารถด้าน RF, การตรวจจับ, การเชื่อมต่อ, การบินและอวกาศ และอิเล็กทรอนิกส์ด้านการป้องกันประเทศของ Mobix Labs ทำให้ Mobix Labs กำลังสร้างแพลตฟอร์มที่ครอบคลุมมากขึ้นสำหรับระบบอัตโนมัติ ข้อมูลทางอากาศที่สำคัญต่อภารกิจ การปกป้องโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ และระบบอัจฉริยะยุคใหม่

“ข้อตกลงขั้นสุดท้ายนี้เป็นก้าวสำคัญสำหรับ Mobix Labs และโครงการริเริ่มด้านความมั่นคงแห่งชาติของเรา” Phil Sansone ซีอีโอของ Mobix Labs กล่าว “Vision Aerial นำเสนอแพลตฟอร์มโดรนที่ผลิตในสหรัฐฯ ความน่าเชื่อถือของลูกค้าในตลาดความมั่นคงแห่งชาติและโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ และการใช้งานจริงที่สอดคล้องกับกลยุทธ์ของ Mobix Labs โดยตรง การทำธุรกรรมนี้ทำให้เราเข้าใกล้การปิดดีลการเข้าซื้อกิจการมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเร่งการเข้าสู่ตลาดโดรนและข่าวกรองทางอากาศระดับโลกของเรา”

Sansone กล่าวต่อว่า “โดรนกำลังกลายเป็นระบบที่สำคัญยิ่งต่อภารกิจในการปกป้องโครงสร้างพื้นฐาน ปรับปรุงความปลอดภัย ตรวจสอบทรัพย์สิน และสนับสนุนลำดับความสำคัญด้านความมั่นคงของชาติ ด้วยการผสานรวมแพลตฟอร์มโดรนของ Vision Aerial เข้ากับความสามารถด้าน RF การตรวจจับ การสื่อสาร และอิเล็กทรอนิกส์ด้านการป้องกันประเทศของ Mobix Labs เราเชื่อว่า Mobix Labs จะสามารถสร้างแพลตฟอร์มที่ทรงพลังสำหรับการเติบโตในระยะยาวในตลาดข่าวกรองทางอากาศระดับโลก”

“เครื่องบินของ Vision Aerial ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับภารกิจที่ท้าทายในโลกแห่งความเป็นจริง” Shane Beams ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของ Vision Aerial กล่าว “การเข้าร่วมกับ Mobix Labs จะทำให้ทีมของเรามีขนาด ทรัพยากร และขอบเขตที่กว้างขึ้น ในขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาการผลิตในสหรัฐอเมริกาและวัฒนธรรมที่มุ่งเน้นภารกิจ ซึ่งทำให้ Vision Aerial มีคุณค่าต่อลูกค้า”

เงื่อนไขของธุรกรรม

ภายใต้ข้อตกลงขั้นสุดท้าย Mobix Labs วางแผนที่จะเข้าซื้อกิจการ Vision Aerial ด้วยมูลค่ารวมประมาณ 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะชำระเป็นเงินสดและหุ้นสามัญของ Mobix Labs การทำธุรกรรมคาดว่าจะเสร็จสิ้นในไตรมาสนี้ โดยขึ้นอยู่กับเงื่อนไขการปิดธุรกรรมตามปกติ รวมถึงการอนุมัติจากผู้ถือหุ้น

เมื่อปิดธุรกรรมแล้ว Mobix Labs คาดว่าจะผนวกรวม Vision Aerial เข้ากับธุรกิจระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติที่กำลังขยายตัวของตน พร้อมทั้งคงไว้ซึ่งทีมผู้บริหารหลักและโรงงานผลิตในสหรัฐอเมริกาของ Vision Aerial

เกี่ยวกับ Vision Aerial, Inc.

Vision Aerial, Inc. ก่อตั้งขึ้นในปี 2013 และมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่รัฐมอนแทนา โดยออกแบบ ผลิต และให้การสนับสนุนอากาศยานไร้คนขับที่มีภารกิจสำคัญในด้านการป้องกันประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ การตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐาน การทำแผนที่ พลังงาน การตรวจสอบสิ่งแวดล้อม และการเกษตร อากาศยานของบริษัทได้รับการออกแบบ สร้าง และให้การสนับสนุนในสหรัฐอเมริกา

เกี่ยวกับ Mobix Labs, Inc.

Mobix Labs, Inc. (Nasdaq: MOBX) เป็นบริษัทเทคโนโลยีในเมืองเออร์ไวน์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ที่ส่งมอบเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง การเชื่อมต่อ เทคโนโลยี RF และการตรวจจับ สำหรับอุตสาหกรรมการบินและอวกาศ การป้องกันประเทศ การสื่อสาร และตลาดอื่นๆ ที่ต้องการความน่าเชื่อถือสูง

คำแถลงการณ์ที่คาดการณ์อนาคต

ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้มี “คำแถลงการณ์ที่คาดการณ์อนาคต” ตามความหมายของพระราชบัญญัติปฏิรูปการดำเนินคดีหลักทรัพย์เอกชนปี 1995 และกฎหมายหลักทรัพย์ของรัฐบาลกลางอื่นๆ ข้อความคาดการณ์ล่วงหน้ารวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียง ข้อความเกี่ยวกับการเสนอซื้อกิจการ Vision Aerial, Inc. โดย Mobix Labs, Inc.; โครงสร้างที่คาดการณ์ไว้ ค่าตอบแทน ระยะเวลา ผลประโยชน์ และความสำคัญเชิงกลยุทธ์ของธุรกรรม; การปิดธุรกรรมที่คาดการณ์ไว้; การจัดหาเงินทุนที่คาดการณ์ไว้สำหรับธุรกรรม; การปฏิบัติตามเงื่อนไขการจัดหาเงินทุนใดๆ; การได้รับอนุมัติจากผู้ถือหุ้นที่จำเป็นใดๆ; การดำเนินการต่อของความเป็นผู้นำ การดำเนินงาน และกิจกรรมการผลิตของ Vision Aerial ที่คาดการณ์ไว้; การเข้าสู่ การวางตำแหน่ง และความสามารถในการแข่งขันของ Mobix Labs ในตลาดโดรน ระบบอัตโนมัติ และข่าวกรองทางอากาศในสหรัฐอเมริกาและทั่วโลก; ความต้องการที่คาดการณ์ไว้สำหรับระบบโดรนที่ผลิตในสหรัฐอเมริกาและแพลตฟอร์มทางอากาศที่เชื่อถือได้; ผลประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้นจากผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี ความสัมพันธ์กับลูกค้า และตำแหน่งทางการตลาดของ Vision Aerial; การทำงานร่วมกันที่อาจเกิดขึ้นกับเทคโนโลยีและความสามารถที่มีอยู่ของ Mobix Labs; โครงการริเริ่มด้านความมั่นคงแห่งชาติของ Mobix Labs และกลยุทธ์การเติบโตที่นำโดยการซื้อกิจการ; และโอกาสในอนาคต แนวโน้มการเติบโต และตำแหน่งทางการตลาดของ Mobix Labs

คำต่างๆ เช่น “คาดการณ์” “เชื่อ” “ดำเนินการต่อ” “อาจ” “ประมาณการ” “คาดหวัง” “ตั้งใจ” “อาจจะ” “วางแผน” “ศักยภาพ” “ตำแหน่ง” “แสวงหา” “ควร” “เป้าหมาย” “จะ” “น่าจะ” และสำนวนที่คล้ายคลึงกัน อาจบ่งชี้ถึงคำแถลงการณ์ที่คาดการณ์อนาคต แม้ว่าคำแถลงการณ์ที่คาดการณ์อนาคตทั้งหมดจะไม่จำเป็นต้องมีคำเหล่านี้ก็ตาม โดยคำแถลงการณ์ที่คาดการณ์อนาคตเหล่านี้อิงตามความคาดหวัง การประมาณการ การคาดการณ์ ความเชื่อ และสมมติฐานในปัจจุบันของฝ่ายบริหาร และไม่ใช่การรับประกันผลการดำเนินงานในอนาคต

คำแถลงการณ์ที่คาดการณ์อนาคตมีความเสี่ยง ความไม่แน่นอน และปัจจัยอื่นๆ ที่อาจทำให้ผลลัพธ์ที่แท้จริงแตกต่างอย่างมากจากที่แสดงหรือบอกเป็นนัยไว้ ความเสี่ยงเหล่านี้รวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียง การที่คู่สัญญาอาจไม่สามารถดำเนินการธุรกรรมให้เสร็จสิ้นตามเงื่อนไขที่คาดการณ์ไว้ในปัจจุบันหรืออาจไม่สามารถดำเนินการได้เลย เงื่อนไขการปิดธุรกรรมหรือการอนุมัติที่จำเป็นอาจไม่เป็นไปตามที่กำหนดหรือได้รับ การที่ Mobix Labs อาจไม่สามารถจัดหาเงินทุนสำหรับธุรกรรมได้ในเงื่อนไขที่ยอมรับได้ ในเวลาที่เหมาะสม หรืออาจไม่สามารถจัดหาได้เลย เงื่อนไขการจัดหาเงินทุนใดๆ สำหรับธุรกรรมอาจไม่เป็นไปตามที่กำหนด การอนุมัติจากผู้ถือหุ้นที่จำเป็นอาจไม่ได้รับการอนุมัติ ธุรกรรมอาจมีการแก้ไข เลื่อนออกไป หรือยุติลง ผลประโยชน์ที่คาดการณ์ไว้ การผนึกกำลัง โอกาสของลูกค้า โอกาสทางการตลาด โอกาสในการเติบโต หรือข้อได้เปรียบเชิงกลยุทธ์อาจไม่เกิดขึ้นจริง ผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี ความสัมพันธ์กับลูกค้า สภาพทางการเงิน หนี้สิน ทรัพย์สินทางปัญญา ห่วงโซ่อุปทาน การปฏิบัติตามกฎระเบียบ หรือผลการดำเนินงานของ Vision Aerial อาจแตกต่างจากที่คาดการณ์ไว้ในปัจจุบัน Mobix Labs อาจไม่สามารถบูรณาการ Vision Aerial ได้สำเร็จหรือรักษาบุคลากรหลักไว้ได้ Mobix Labs อาจไม่สามารถเข้าสู่ แข่งขัน หรือขยายขนาดในตลาดโดรน ระบบอัตโนมัติ หรือระบบข่าวกรองทางอากาศได้สำเร็จ การประมาณการการเติบโตของตลาดอาจไม่ถูกต้อง ความต้องการระบบโดรนที่ผลิตในสหรัฐฯ หรือแพลตฟอร์มทางอากาศที่เชื่อถือได้อาจไม่พัฒนาไปตามที่คาดไว้ การเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมโดรนอาจเกิดขึ้น การออกหุ้นสามัญของ Mobix Labs ที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมหรือกิจกรรมทางการเงินที่เกี่ยวข้องอาจทำให้สัดส่วนการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นเดิมลดลง และความเสี่ยงอื่นๆ ที่อธิบายไว้ในหัวข้อ “ปัจจัยเสี่ยง” ในเอกสารที่ Mobix Labs ยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ รวมถึงรายงานประจำปีล่าสุดในแบบฟอร์ม 10-K และรายงานรายไตรมาสในแบบฟอร์ม 10-Q และรายงานปัจจุบันในแบบฟอร์ม 8-K ที่ตามมา

ข้อมูลตลาดและการประมาณการอุตสาหกรรมที่อ้างอิงในข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ มาจากแหล่งข้อมูลภายนอก และไม่ได้ผ่านการตรวจสอบอย่างอิสระโดย Mobix Labs ผู้อ่านควรระมัดระวังอย่าเชื่อถือคำแถลงการณ์ที่คาดการณ์อนาคตมากเกินไป ซึ่งมีผลใช้ได้เฉพาะ ณ วันที่ออกข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เท่านั้น เว้นแต่จะได้รับการกำหนดโดยกฎหมาย Mobix Labs ไม่มีภาระผูกพันที่จะปรับปรุงหรือแก้ไขคำแถลงการณ์ที่คาดการณ์อนาคตใดๆ ไม่ว่าจะเป็นผลจากข้อมูลใหม่ เหตุการณ์ในอนาคต หรืออื่นๆ

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Contacts

ผู้ติดต่อสำหรับฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ของ MOBX
Chris Eddy หรือ David Collins
Catalyst IR
mobx@catalyst-ir.com หรือ 212-924-9800
 
ติดตามเราได้บน X: https://x.com/MobixLabs_MOBX
ติดตามได้บน StockTwits: https://stocktwits.com/MobixLabs
ติดตามเราได้บน LinkedIn: Mobix Labs

ผู้ติดต่อสำหรับ Vision Aerial Media
Susan Roberts
Susan@VisionAerial.com
(406) 282-1894
 
ติดตามได้บน LinkedIn:Vision Aerial

ที่มา: Mobix Labs, Inc.

Kirin และ Blackmores ผนึกกำลังเปิดตัวผลิตภัณฑ์เสริมอาหารส่งเสริมการทำงานของสมองในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ โดยพัฒนาสูตรด้วยสาร Cognizin® Citicoline จาก Kirin Group

Logo

  • Kirin Holdings และ Blackmores บริษัทใน Kirin Group ที่ออสเตรเลีย ได้ร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์ซึ่งออกแบบมาเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพการทำงานของสมอง
  • พัฒนาสูตรด้วยสาร Cognizin® Citicoline อันเป็นส่วนผสมซิติโคลีนจาก Kyowa Hakko Bio Co., Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทใน Kirin Group
  • ผลิตภัณฑ์นี้ผลิตขึ้นที่โรงงานย่านเบรไซด์ (Braeside) ของ Blackmores ในออสเตรเลีย โดยมีกำหนดวางจำหน่ายในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์เป็นกลุ่มแรกตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2026 เป็นต้นไป

โตเกียว–(BUSINESS WIRE)–23 กรกฎาคม 2026

Kirin Holdings Company, Limited (TOKYO:2503) และ Blackmores Limited (Blackmores) ซึ่งเป็นบริษัทใน Kirin Group และเป็นบริษัทผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพจากธรรมชาติชั้นนำของออสเตรเลีย มีความภูมิใจที่จะประกาศเปิดตัว Blackmores Cognition Ultra ในออสเตรเลีย และ Blackmores Ultra Brain Care ในนิวซีแลนด์ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดใหม่นี้พัฒนาสูตรด้วยสาร Cognizin® Citicoline อันเป็นส่วนผสมที่ได้รับการสนับสนุนทางวิทยาศาสตร์จาก Kyowa Hakko Bio Co., Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทใน Kirin Group และถือเป็นผลิตภัณฑ์ชิ้นแรกของ Blackmores ที่ออกแบบมาเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพการทำงานของสมอง โดยผลิตภัณฑ์นี้ผลิตขึ้นที่โรงงานผลิตของ Blackmores ในย่านเบรไซด์ และจะเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกรกฎาคมนี้ที่ร้านขายยาในนิวซีแลนด์ รวมถึงช่องทางอีคอมเมิร์ซของ Blackmores ในออสเตรเลีย จากนั้นจึงจะมีการเปิดตัวที่ร้านขายยาในออสเตรเลียตั้งแต่เดือนกันยายนเป็นต้นไป

Blackmores Cognition Ultra (Australia)

Blackmores Cognition Ultra (ออสเตรเลีย)

นับตั้งแต่ที่ Blackmores ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ Kirin Group ในเดือนสิงหาคม 2023 ทางกลุ่มบริษัทได้เดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งให้กับโครงการต่าง ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการด้านสุขภาพของผู้บริโภคในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (APAC) พร้อมทั้งแสวงหาโอกาสในการสร้างมูลค่าและความร่วมมือทางธุรกิจในกลุ่มธุรกิจวิทยาศาสตร์สุขภาพ ผลิตภัณฑ์นี้เกิดขึ้นได้จากการผสานจุดแข็งของ Blackmores ทั้งในด้านความเข้าใจผู้บริโภค ขีดความสามารถในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และความเชี่ยวชาญด้านระเบียบข้อบังคับ เข้ากับจุดแข็งของ Kyowa Hakko Bio ในการส่งมอบส่วนผสมที่ได้รับการสนับสนุนด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์ทางวิทยาศาสตร์

สุขภาพการทำงานของสมองเป็นสิ่งสำคัญสำหรับคุณภาพชีวิตประจำวัน*1 ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีความสนใจที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงด้านการทำงานของสมองตามวัย รวมถึงความพยายามในระยะเริ่มต้นเพื่อรักษาสุขภาพสมอง การศึกษาชี้ให้เห็นว่าความเสื่อมถอยด้านการทำงานของสมองอาจเริ่มต้นตั้งแต่วัยกลางคน และองค์การระหว่างประเทศ รวมถึงองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาสุขภาพสมองตลอดช่วงชีวิต*2

1. สถาบันการสูงวัยแห่งชาติ (NIH) เรื่องสุขภาพการทำงานของสมองและผู้สูงอายุ

2. องค์การอนามัยโลก (WHO) เรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพสุขภาพสมองตลอดช่วงชีวิต: เอกสารแสดงจุดยืนขององค์การอนามัยโลก

ผลิตภัณฑ์นี้จะเปิดตัวในฐานะผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพของผู้บริโภคที่สนใจด้านการทำงานของสมอง โดยสอดคล้องกับระเบียบข้อบังคับที่บังคับใช้ในแต่ละประเทศและภูมิภาค ในการเปิดตัวครั้งนี้ Kirin Group จะยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนการบริหารจัดการแบบการสร้างคุณค่าร่วมกัน (CSV) ซึ่งมุ่งสร้างทั้งคุณค่าทางสังคมและทางเศรษฐกิจ พร้อมทั้งแสวงหาการเติบโตอย่างต่อเนื่องของธุรกิจวิทยาศาสตร์สุขภาพในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (APAC)

Alastair Symington เจ้าหน้าที่บริหารระดับสูงของ Kirin Holdings ประธานของ Kirin Health Science International ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการของ Blackmores Limited กล่าวว่า “เป้าหมายของเราคือการส่งเสริมสุขภาพระยะยาวของผู้คนด้วยการผสานสิ่งที่ดีที่สุดจากธรรมชาติเข้ากับวิทยาศาสตร์ งานวิจัยชั้นนำเน้นย้ำถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพสมองเพื่อรักษากลไกการทำงานของสมองเมื่อเรามีอายุมากขึ้น ผลิตภัณฑ์ Blackmores Cognition Ultra และ Blackmores Ultra Brain Care ได้รับการออกแบบมาเพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพ สุขภาพ และการทำงานของสมอง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตแบบมีสุขภาพดี โดยผลิตภัณฑ์ทั้งสองนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเราในการช่วยให้ผู้คนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีในระยะยาว”

ภาพรวมผลิตภัณฑ์

Blackmores Cognition Ultra (ออสเตรเลีย)Blackmores Ultra Brain Care (นิวซีแลนด์)

ผลิตภัณฑ์นี้เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่พัฒนาสูตรด้วยสาร Cognizin® ซึ่งเป็นส่วนผสมซิติโคลีนจาก Kyowa Hakko Bio โดยผลิตภัณฑ์ “Blackmores Cognition Ultra” ในออสเตรเลีย และ “Blackmores Ultra Brain Care” ในนิวซีแลนด์ ใช้สูตรส่วนผสมเดียวกัน และจะวางจำหน่ายโดยมีฉลากที่สอดคล้องกับระเบียบข้อบังคับที่ใช้บังคับในแต่ละประเทศและภูมิภาค

บรรจุภัณฑ์

ออกแบบมาเพื่อสื่อถึงคุณภาพและคุณลักษณะผลิตภัณฑ์ของ Blackmores โดยแสดงโลโก้ Cognizin®

ปริมาณที่แนะนำให้บริโภคต่อวัน

รับประทานครั้งละ 2 เม็ด วันละ 1 ครั้ง หรือตามคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์

สูตรส่วนผสม

ประกอบด้วยสาร Cognizin® 250 มก. ต่อเม็ด
“Blackmores Cognition Ultra” ในออสเตรเลีย และ “Blackmores Ultra Brain Care” ในนิวซีแลนด์ ใช้สูตรส่วนผสมเดียวกัน

คุณลักษณะ

ต่อไปนี้คือคำอธิบายหลักที่มีแผนจะแสดงในตลาดที่ทำการเปิดตัว โดยสอดคล้องกับระเบียบข้อบังคับของแต่ละประเทศและภูมิภาค

Blackmores Cognition Ultra (ออสเตรเลีย)

  • เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง 
  • เพิ่มประสิทธิภาพความจำและสมาธิ
  • ส่งเสริมการประมวลผลข้อมูลของสมอง
  • ส่งเสริมการจดจ่อและความชัดเจนทางความคิด
  • ส่งเสริมการทำงานของสมอง
  • ส่งเสริมสุขภาพสมองในผู้สูงวัย
  • ปราศจากคาเฟอีน

Blackmores Ultra Brain Care (นิวซีแลนด์)

  • ส่งเสริมประสิทธิภาพ การทำงาน และสุขภาพของสมองประจำวัน
  • ส่งเสริมการจดจ่อและสมาธิสำหรับการทำงานและการเรียน
  • ส่งเสริมความปลอดโปร่งทางจิตใจ
  • ดูดซึมได้ง่ายเพื่อส่งเสริมการทำงานที่สำคัญของสมอง
  • ส่งเสริมความปลอดโปร่งทางสมองในผู้สูงวัย
  • ปราศจากคาเฟอีน

 รายละเอียดผลิตภัณฑ์

 1. ชื่อผลิตภัณฑ์และขนาดบรรจุ

 ก. Blackmores Cognition Ultra (ออสเตรเลีย)

30 เม็ด

 ข. Blackmores Ultra Brain Care (นิวซีแลนด์)

30 เม็ด

 2. ตลาดจัดจำหน่าย

ก. ออสเตรเลีย

ข. นิวซีแลนด์

 3. วันที่เปิดตัว

ก, ข. ปลายเดือนกรกฎาคม 2026

 4. ช่องทางการจัดจำหน่าย

 ก. ช่องทางอีคอมเมิร์ซของ Blackmores ในออสเตรเลีย https://www.blackmores.com.au/products/cognition-ultra

ก. ช่องทางร้านขายยาตั้งแต่เดือนกันยายน 2026 เป็นต้นไป

ข. ช่องทางร้านขายยา

 5. ราคาขายปลีก

ราคาบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอย่างเป็นทางการของ Blackmores

ก. 45.00 ดอลลาร์ออสเตรเลียต่อแพ็ค

ข. 41.99 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ต่อแพ็ค

ราคาขายปลีกที่ร้านขายยาจะประกาศโดยผู้ค้าปลีกแต่ละราย ณ ช่วงเวลาที่เปิดตัว

 6. หมายเหตุด้านระเบียบข้อบังคับ

ในออสเตรเลีย Cognizin® Citicoline ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นส่วนผสมใหม่โดยสำนักงานผลิตภัณฑ์บำบัดรักษาโรค (TGA) ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านสุขภาพของออสเตรเลีย

การกล่าวอ้างสรรพคุณและข้อบ่งใช้ของผลิตภัณฑ์ขึ้นอยู่กับอำนาจหน้าที่ด้านระเบียบข้อบังคับของแต่ละเขตพื้นที่ และอาจแตกต่างกันไปตามอำนาจหน้าที่ด้านระเบียบข้อบังคับของแต่ละเขตพื้นที่ด้วยเช่นกัน

เกี่ยวกับ Kirin Holdings

Kirin Holdings Company, Limited เป็นบริษัทระดับโลกที่ดำเนินธุรกิจหลักสามด้าน ประกอบด้วย เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์และวิทยาศาสตร์สุขภาพ และยา โดยบริษัทนั้นมีต้นกำเนิดมาจากโรงเบียร์ญี่ปุ่นที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1885 ซึ่งต่อมาได้กลายเป็น Kirin Brewery ในปี 1907 นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ทาง Kirin ได้ขยายการดำเนินธุรกิจโดยใช้กระบวนการหมักและเทคโนโลยีชีวภาพเป็นจุดแข็งหลัก บริษัทได้เข้าสู่ธุรกิจยาในช่วงทศวรรษ 1980 ที่ได้เติบโตขึ้นเป็นธุรกิจระดับโลก โดยในปี 2007 บริษัทได้เปลี่ยนโครงสร้างเป็นบริษัทโฮลดิ้งอย่างเต็มรูปแบบในชื่อ Kirin Holdings และปัจจุบันได้เสริมความแข็งแกร่งด้วยธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์และวิทยาศาสตร์สุขภาพด้วย

ภายใต้วิสัยทัศน์ระยะยาวขององค์กรที่ว่า “นวัตกรรมสู่ปี 2035!” Kirin Group มุ่งเน้นการสร้างสรรค์คุณค่าที่กระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคและผู้ป่วย พร้อมทั้งสร้างพฤติกรรมการใช้ชีวิตรูปแบบใหม่ในด้านอาหารและสุขภาพ ด้วยกลุ่มธุรกิจที่เป็นเอกลักษณ์ซึ่งครอบคลุมทั้งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์และวิทยาศาสตร์สุขภาพ รวมถึงเภสัชภัณฑ์ กลุ่มบริษัทมุ่งมั่นต่อยอดแผนงานความร่วมมือทั่วทั้งองค์กรเพื่อส่งเสริมสุขภาวะที่ดีทั้งทางร่างกายและจิตใจ
Kirin Group จะยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนนวัตกรรมผ่านการผสานพลังของบุคลากรและเทคโนโลยี โดยสร้างสรรค์ทั้งคุณค่าทางสังคมและทางเศรษฐกิจในฐานะผู้นำระดับโลกด้าน CSV* พร้อมทั้งมุ่งมั่นสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาวด้านมูลค่าขององค์กร

*การสร้างคุณค่าร่วมกัน: การผสานคุณค่าที่เพิ่มขึ้นสำหรับผู้บริโภคควบคู่ไปกับสังคมโดยรวม

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260723848766/en

Contacts

ช่องทางติดต่อสำหรับสำนักข่าว
Corporate Communication Department
Kirin Holdings Company, Limited www.kirinholdings.com/en/
Nakano Central Park South, 4-10-2 Nakano, Nakano-ku, Tokyo
ช่องทางติดต่อสำหรับสื่อมวลชน https://faq.kirin.co.jp/form/kh_10_en.html
โทรศัพท์: +81-3-6837-7028 อีเมล: kirin-cc@kirin.co.jp

ที่มา: Kirin Holdings Company, Limited


SkyDrive เข้าร่วมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับ Bangkok Airways, SPI และ Saha Tokyu เพื่อสำรวจการประยุกต์ใช้ eVTOL ในประเทศไทย

Logo

ทั้งสี่ฝ่ายจะร่วมกันวางแผนเส้นทาง การจำหน่ายตั๋ว และศูนย์ซ่อมบำรุงในศรีราชา กรุงเทพฯ และเกาะสมุย

โตโยต้า ประเทศญี่ปุ่น–(BUSINESS WIRE)–23 กรกฎาคม 2026

SkyDrive Inc. (“SkyDrive”) ผู้ผลิตเครื่องบิน eVTOL ขนาดกะทัดรัดชั้นนำ (*1) จากประเทศญี่ปุ่น ได้ประกาศในวันนี้ว่าได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (“MOU”) กับบริษัทไทย 3 บริษัท ประกอบด้วย บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (“Bangkok Airways”), บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) (“SPI”) และบริษัท สห โตคิว คอร์ปอเรชั่น จำกัด (“Saha Tokyu”)

Rendering of the SKYDRIVE (SkyDrive model SD-05) flying over Ko Samui

ภาพจำลองการบินของ SKYDRIVE (รุ่น SkyDrive SD-05) เหนือเกาะสมุย

โดยภายใต้ความร่วมมือนี้ บริษัททั้งสี่ได้ร่วมกันจัดทำแผนงานสำหรับ eVTOL ที่ครอบคลุมทุกด้าน ทั้งในการสำรวจเส้นทางในศรีราชา กรุงเทพฯ และเกาะสมุย ตลอดจนการพัฒนาระบบจำหน่ายตั๋วและเครือข่ายการบำรุงรักษาต่างๆ

ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับข้อตกลง

ข้อตกลงล่าสุดนี้สืบเนื่องมาจาก MOU ฉบับแรกที่ลงนามในเดือนมิถุนายน 2024 โดย SPI, Saha Tokyu และ SkyDrive เพื่อสนับสนุนการศึกษาความเป็นไปได้ในการนำเครื่องบิน SKYDRIVE เข้ามาใช้ในประเทศไทย (*2) โดยในตอนนี้ Bangkok Airways ซึ่งเป็นสายการบินหลักของไทย ได้เข้าร่วมกับผู้ลงนามเดิมทั้งสามรายเพื่อสำรวจความเป็นไปได้ทางการค้าที่เป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพมากขึ้นสำหรับเครื่องบิน eVTOL ของ SkyDrive

Bangkok Airways นั้นให้บริการเที่ยวบินภายในประเทศไทยและระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน เป็นสายการบินระดับภูมิภาคที่รู้จักกันดีในแนวคิด “สายการบินบูติกแห่งเอเชีย” ในฐานะผู้ให้บริการการเดินทางทางอากาศที่มีคุณภาพสูง เน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง และให้บริการแบบเฉพาะบุคคล ทาง Bangkok Airways จึงมุ่งมั่นที่จะบูรณาการเครื่องบิน eVTOL เข้ากับเครือข่ายเส้นทางบินของตนเอง โดยสายการบินมีความรู้และประสบการณ์อย่างกว้างขวางในอุตสาหกรรมการบิน และให้บริการเส้นทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวสำคัญต่างๆ ในประเทศไทย เช่น ตราด สุโขทัย ภูเก็ต เชียงใหม่ และเกาะสมุย การเป็นเจ้าของและดำเนินงานสนามบินและโรงแรม รวมถึงสินทรัพย์ในเกาะสมุย ทำให้ Bangkok Airways อยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบในการส่งเสริมการพัฒนาการท่องเที่ยว และใช้ประโยชน์จากประวัติอันยาวนานในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตในอนาคตของเครื่องบิน eVTOL ของ SkyDrive

การผนวกรวม Bangkok Airways เข้ากับความร่วมมือที่มีอยู่เดิมของ SkyDrive กับกลุ่ม Saha และกลุ่ม Tokyu ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมในเมืองยุคใหม่ และรูปแบบการใช้งาน eVTOL ที่เชื่อมโยงเที่ยวบินเข้ากับโครงสร้างของเมือง โดยความสำเร็จในประเทศไทยจะเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการขยายเครือข่าย eVTOL ที่ใช้งานได้จริงในญี่ปุ่น รวมถึงประเทศอื่นๆ เช่น ออสเตรเลียและเวียดนาม การบูรณาการการคมนาคมทางอากาศในเมืองยุคใหม่เข้ากับโครงการพัฒนาเมืองอย่างราบรื่นจะช่วยสร้างเครือข่ายการขนส่งในเมืองที่ทันสมัยที่สามารถปรับให้เข้ากับเมืองใหญ่ๆ ทั่วโลกได้

ความร่วมมือด้านกลยุทธ์และการสนับสนุนการนำเทคโนโลยี eVTOL มาใช้ในเชิงพาณิชย์ในประเทศไทย

ทั้งสี่ฝ่ายได้ตกลงที่จะดำเนินการพัฒนาระบบสนับสนุนการพัฒนาธุรกิจเครื่องบิน eVTOL ในประเทศไทยเป็นขั้นตอน โดยระบบเหล่านี้จะใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่และความร่วมมือจากพันธมิตรในท้องถิ่น เพื่อวางรากฐานสำหรับการจำหน่ายเครื่องบิน eVTOL และการดำเนินงานเชิงพาณิชย์ในอนาคต

โดยจะเริ่มทำงานร่วมกันในเรื่องการจัดแสดงและการสาธิตเครื่องบินก่อน เพื่อให้ลูกค้าเป้าหมายได้มีโอกาสเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเครื่องบิน eVTOL และก้าวไปสู่การตัดสินใจซื้อ นอกจากนี้ จะมีการกำหนดระบบสนับสนุนที่จำเป็นเพื่อให้การขาย การจัดเก็บ และการบำรุงรักษาเครื่องบินเป็นไปอย่างราบรื่น รวมถึงการฝึกอบรมนักบินและบุคลากรอื่นๆ เมื่อขนาดฝูงบินและความถี่ในการบินเพิ่มขึ้น

โดยทั้งสี่ฝ่ายจะร่วมกันศึกษาถึงวิธีการในระยะยาว ว่าจะสามารถโยกย้ายฟังก์ชันทางธุรกิจที่หลากหลายมากขึ้นไปยังตลาดท้องถิ่นต่างๆ ตามความต้องการและระดับความพร้อมของตลาดได้อย่างไร

เส้นทางการบิน

ภายใต้ข้อตกลงนี้ ผู้ลงนามทั้งสี่จะเริ่มประเมินและคัดเลือกเส้นทางบินเฉพาะภายในประเทศไทย โดยมุ่งเน้นไปที่การบรรเทาปัญหาการจราจรติดขัดและการปรับปรุงการเข้าถึง รวมถึงความสะดวกสบายของผู้โดยสารไปยังจุดหมายปลายทางต่างๆ นอกจากนี้ ทั้งหมดจะร่วมกันพัฒนาทางเลือกเที่ยวบินชมวิว โดยใช้ศักยภาพของเครื่องบินเพื่อกระตุ้นความต้องการในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวให้มากขึ้น

  • ศรีราชา: เส้นทางที่อยู่ระหว่างการพิจารณา ได้แก่ เครือข่ายเชื่อมโยงโครงการ J-Park/HarmoniQ ของ Saha Tokyu (ที่พักอาศัยระดับหรูที่ออกแบบมาสำหรับครอบครัวชาวญี่ปุ่นที่อาศัยและทำงานในประเทศไทยเป็นหลัก) กับเกาะรอบนอกและแหล่งท่องเที่ยวในเกาะสีชัง เกาะล้าน และพัทยา
  • กรุงเทพฯ: ในระยะกลางและระยะยาว ผู้ลงนามทั้งสี่ฝ่ายมุ่งหวังที่จะพัฒนาเส้นทางแท็กซี่ทางอากาศเชื่อมโยงใจกลางกรุงเทพฯ และที่พักอาศัยต่างๆ เช่น คิงส์สแควร์เรสซิเดนซ์ กับสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ การใช้เครื่องบินของเราจะให้บริการเที่ยวบินประจำวันอย่างรวดเร็วและสะดวกสบายที่จะช่วยให้ผู้อยู่อาศัยและผู้โดยสารท่านอื่นๆ สามารถหลีกเลี่ยงปัญหาการจราจรติดขัดเรื้อรังของกรุงเทพฯ และเพิ่มมูลค่าสูงสุดให้กับจุดหมายปลายทางที่ให้บริการได้
  • เกาะสมุย: ทั้งสี่ฝ่ายจะร่วมกันดำเนินการให้บริการเที่ยวบินชมวิวด้วยเครื่องบิน eVTOL ที่ใช้ประโยชน์จากความงดงามของทัศนียภาพทางธรรมชาติอันเลื่องชื่อระดับโลกของเกาะสมุย นอกจากนี้ ทุกฝ่ายจะพิจารณาถึงศักยภาพในการให้บริการขนส่งทางอากาศที่รวดเร็วและเชื่อถือได้ระหว่างสนามบินของเกาะสมุยและรีสอร์ทต่างๆ เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางได้อย่างสะดวกสบายโดยไม่ต้องเผชิญกับความไม่สะดวกจากปัญหาการจราจรติดขัดหรือการนั่งเรือเป็นเวลานาน

ความคิดเห็น

นายพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ ประธานกรรมการ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า

ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมการบินของประเทศไทย การนำเทคโนโลยี eVTOL มาใช้ถือเป็นนวัตกรรมใหม่สำหรับการบินของไทย เปิดโอกาสให้เราได้คิดใหม่เกี่ยวกับการเชื่อมต่อเมือง สนามบิน และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญๆ ในรูปแบบที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ในฐานะผู้ให้บริการด้านการบินแบบครบวงจร ทาง Bangkok Airways มีความพร้อมที่จะสำรวจว่า SKYDRIVE สามารถเสริมเครือข่ายเส้นทางบินและโครงสร้างพื้นฐานของสนามบินที่มีอยู่ของเราได้อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจุดหมายปลายทางต่างๆ เช่น เกาะสมุย สุโขทัย และตราด แม้ว่าโครงการริเริ่มนี้จะยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษา แต่เราพร้อมที่จะตรวจสอบกรอบการดำเนินงาน กฎระเบียบ และเชิงพาณิชย์ที่จำเป็นเพื่อสนับสนุนบริการ eVTOL ในอนาคตของประเทศไทย เราเชื่อว่าความร่วมมือนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเราในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและความรับผิดชอบในการช่วยกำหนดทิศทางของการคมนาคมทางอากาศที่ยั่งยืนในอนาคตของประเทศ

นายวิชัย กุลสมภพ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอของบริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน)

เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้สนับสนุนความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่าง SkyDrive Inc., Bangkok Airways และ Saha Tokyu Corporation ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาการคมนาคมทางอากาศอย่างยั่งยืนในประเทศไทย โดยความร่วมมือนี้แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าที่สำคัญในการพัฒนาการดำเนินงานของ eVTOL ที่เป็นนวัตกรรมที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงการขนส่งพร้อมทั้งช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ในฐานะพันธมิตรที่มุ่งมั่น เราจะให้การประสานงานและการสนับสนุนอย่างใกล้ชิดเพื่อช่วยสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการใช้งานเชิงพาณิชย์ในอนาคต ผ่านความร่วมมือนี้ เรามุ่งหวังที่จะส่งเสริมนวัตกรรม เพิ่มประสิทธิภาพการเชื่อมต่อ และมีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะยาวของประเทศไทย เพื่อสร้างอนาคตที่ชาญฉลาดและยั่งยืนยิ่งขึ้นสำหรับประเทศของเรา

Masahiko Nishimoto กรรมการผู้จัดการบริษัท สห โตคิว คอร์ปอเรชั่น จำกัด

บริษัท สห โตคิว คอร์ปอเรชั่น จำกัด ที่ได้ฉลองครบรอบ 10 ปีในปี 2024 มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาสภาพแวดล้อมการอยู่อาศัยในจังหวัดศรีราชา ประเทศไทย ที่เป็นศูนย์กลางของบริษัทผู้ผลิตจากประเทศญี่ปุ่น เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการนี้ ซึ่งจะเปิดโอกาสให้เราได้สำรวจโอกาสทางธุรกิจในประเทศไทย โดยร่วมมือกับ Bangkok Airways, SPI และ SkyDrive ผู้ผลิตเครื่องบิน eVTOL ชั้นนำของญี่ปุ่น เราจะร่วมกันศึกษาถึงการใช้งานจริงของเครื่องบิน SkyDrive เพื่อสนับสนุนการขยายธุรกิจของ SkyDrive มายังศรีราชา ประเทศไทย และมีส่วนร่วมในการพัฒนาภูมิภาค เราเชื่อว่าโครงการนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อสังคมและเศรษฐกิจของไทย และเราตั้งใจที่จะมีส่วนร่วมโดยการให้บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทำงาน เนื่องจากเครื่องบิน eVTOL จะช่วยให้ภูมิภาคต่างๆ ของประเทศไทยเติบโตมากยิ่งขึ้น

Tomohiro Fukuzawa, CEO ของ SkyDrive Inc.

เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่จะประกาศความร่วมมือกับ Bangkok Airways, สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง และ Saha Tokyu ซึ่งเป็นสามบริษัทชั้นนำของประเทศไทย ในขณะที่เศรษฐกิจของประเทศไทยเติบโตอย่างรวดเร็วอย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญหลายประการ รวมถึงปัญหาการจราจรติดขัดเรื้อรังและมลภาวะทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากไอเสียของยานพาหนะ ตั้งแต่ปี 2024 เราได้ทำงานร่วมกับ สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง และ Saha Tokyu เพื่อสำรวจว่า “SKYDRIVE” เครื่องบิน eVTOL ขนาดกะทัดรัดและไร้ไอเสียของเราจะสามารถช่วยแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร ด้วยการมีส่วนร่วมเพิ่มเติมของ Bangkok Airways สายการบินระดับภูมิภาคที่มีความเชี่ยวชาญอย่างกว้างขวางในด้านการดำเนินงานและการพัฒนาการท่องเที่ยว เราจะสามารถเร่งการศึกษาเส้นทางบินและบริการที่เป็นรูปธรรมได้ ในอนาคต บริษัททั้งสี่จะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อนำเครื่องบิน eVTOL ของเรามาสู่ประเทศไทยในเชิงพาณิชย์ให้ได้

เกี่ยวกับบริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)

บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ดำเนินธุรกิจการบินแบบครบวงจร ครอบคลุมทั้งการดำเนินงานสายการบินและบริการที่เกี่ยวข้องกับสนามบิน โดยบริษัทฯ ได้รับการยอมรับในฐานะสายการบินระดับภูมิภาคที่ให้บริการเต็มรูปแบบและได้รับรางวัลมากมาย โดยมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมต่อเส้นทางหลักทั้งในประเทศและระดับภูมิภาคทั่วประเทศไทยและเอเชีย

Bangkok Airways เป็นเจ้าของและบริหารจัดการสนามบิน 3 แห่งในประเทศไทย ได้แก่ สนามบินสมุย สนามบินสุโขทัย และสนามบินตราด ซึ่งให้บริการเชื่อมต่อทางอากาศที่สำคัญไปยังจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจที่สำคัญ รวมถึงสมุย ภูเก็ต เชียงใหม่ กระบี่ ตราด เสียมเรียบ พนมเปญ และเมืองสำคัญอื่นๆ ในภูมิภาค

ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสนามบินของบริษัทยังรวมถึงบริการจัดเลี้ยงบนเครื่องบิน การจัดหาอุปกรณ์สนับสนุนภาคพื้นดินตามมาตรฐานสากล และการดำเนินงานบริการสถานีขนส่งสินค้าทางอากาศระหว่างประเทศ

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดไปที่: https://www.bangkokair.com/

เกี่ยวกับบริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน)

บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) (SPI) ก่อตั้งขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 5 เมษายน 1972 โดย SPI เป็นบริษัทแม่ของเครือสหพัฒน์ ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทชั้นนำของประเทศไทย โดยได้ผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคหลากหลายประเภทภายใต้แบรนด์ชั้นนำมากมายในหลายกลุ่มตลาด เช่น มาม่า (Mama), วาโก้ (Wacoal), เปา (Pao), เอสเซนส์ (Essence), มิสทีน (Mistine) และอื่นๆ อีกมากมาย โดยเครือสหพัฒน์ได้สร้างเครือข่ายธุรกิจที่แข็งแกร่ง ครอบคลุมห่วงโซ่อุปทานแบบครบวงจร ตั้งแต่วัตถุดิบไปจนถึงการผลิตและการจัดจำหน่าย

นอกจากนี้ SPI ยังเป็นผู้ดำเนินการนิคมอุตสาหกรรมในเครือ โดยให้บริการสาธารณูปโภคและบริการต่างๆ แก่บริษัทที่ดำเนินงานในนิคมอุตสาหกรรมเหล่านั้น

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดไปที่: https://www.spi.co.th/en/home

เกี่ยวกับบริษัท สห โตคิว คอร์ปอเรชั่น จำกัด

บริษัท สห โตคิว คอร์ปอเรชั่น จำกัด เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างกลุ่มโตคิว ประเทศญี่ปุ่น และกลุ่มบริษัทผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคชั้นนำของประเทศไทย โดยบริษัทก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2014 ในปัจจุบันบริษัทดำเนินธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัย อพาร์ตเมนต์แบบมีการบริการ และมุ่งเน้นการส่งมอบที่อยู่อาศัยคุณภาพสูง พร้อมบริการที่ดีที่สุดสำหรับชาวญี่ปุ่นและครอบครัวในศรีราชา จังหวัดชลบุรี โดยมีสำนักงานใหญ่ของ Saha Tokyu ตั้งอยู่ที่ศรีราชา จังหวัดชลบุรี โดยมี Masahiko Nishimoto ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดไปที่: https://sahatokyu.com/?lang=en

เกี่ยวกับ SkyDrive Inc.

SkyDrive เป็นบริษัทผลิตเครื่องบิน eVTOL สัญชาติญี่ปุ่น ที่มุ่งมั่น “เป็นผู้นำในการปฏิวัติการคมนาคมขนส่งครั้งสำคัญในรอบศตวรรษ” บริษัทเริ่มทดสอบต้นแบบเครื่องบิน eVTOL ในปี 2014 ก่อนที่จะจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทอย่างเป็นทางการในปี 2018 ภายใต้วิสัยทัศน์ในอนาคตด้านการขนส่งในเมือง การเดินทางด้วยเครื่องบิน eVTOL จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันในเมือง ในปี 2019 SkyDrive เป็นบริษัทแรกที่ทำการบินด้วยเครื่องบิน eVTOL ที่มีนักบินควบคุมในญี่ปุ่น และในปี 2025 บริษัทได้จัดแสดงเครื่องบิน eVTOL “SKYDRIVE” ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ eVTOL รุ่นแรกของบริษัทอย่างประสบความสำเร็จ โดยมีเที่ยวบินสาธิตที่งาน Osaka Expo ซึ่งมีผู้เข้าชมหลายพันคนตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือน ทาง SkyDrive เริ่มการผลิต “SKYDRIVE” ในเดือนมีนาคม 2024 ที่โรงงานของบริษัท Suzuki Motor Corporation ซึ่งเป็นพันธมิตรการผลิตอย่างเป็นทางการของ SkyDrive โดย SkyDrive ได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานการบินพลเรือนในญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกาเพื่อขอรับการรับรองสำหรับ “SKYDRIVE” โดยมีเป้าหมายที่จะเปิดตัวเครื่องบินดังกล่าวสู่การให้บริการในปี 2028 สำนักงานใหญ่ของ SkyDrive ตั้งอยู่ที่เมืองโตโยต้า จังหวัดไอจิ และนำโดยซีอีโอ Tomohiro Fukuzawa วิศวกรและผู้ประกอบการ

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดไปที่: https://skydrive.co.jp/en/

หมายเหตุจากบรรณาธิการ:
(*1) “eVTOL” เป็นคำย่อของ Electric Vertical Takeoff and Landing (เครื่องบินขึ้นลงในแนวดิ่งด้วยไฟฟ้า) ดังชื่อที่บ่งบอก โดยเครื่องบิน eVTOL สามารถขึ้นและลงจอดได้โดยไม่ต้องใช้รันเวย์ และเครื่องบิน eVTOL นั้นขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าและมีการรวมเอาเทคโนโลยีควบคุมการบินอัตโนมัติขั้นสูงเข้าไว้ด้วยกันด้วย

(*2) ข่าวประชาสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้อง:
https://skydrive.co.jp/en/archives/16552
https://skydrive.co.jp/en/archives/13132

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260722240028/en

Contacts

Kaori Saito
ประชาสัมพันธ์
SkyDrive Inc.
อีเมล:info@skydrive.co.jp
https://skydrive.co.jp/en/contact

ที่มา: SkyDrive Inc.


The Bangkok Reporter