Resident Evil Veronica จะวางจำหน่ายในปี 2027!

Logo

– Capcom ตั้งเป้าที่จะเพิ่มมูลค่าของลิขสิทธิ์เกมนี้ให้สูงขึ้นไปอีก โดยการนำเกมยอดนิยมของซีรีส์มาทำใหม่ –

โอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น–(BUSINESS WIRE)–08 มิถุนายน 2026

Capcom Co., Ltd. (TOKYO:9697) ได้ประกาศในวันนี้ว่าResident Evil Veronica ที่เป็นเกมล่าสุดในซีรีส์ Resident Evil มีกำหนดวางจำหน่ายในปี 2027

Resident Evil Veronica key art

ภาพอาร์ตหลักของ Resident Evil Veronica

แฟรนไชส์ ​​Resident Evil เป็นเกมแนวเอาชีวิตรอดสยองขวัญที่ผู้เล่นต้องใช้หลากหลายอาวุธและไอเท็มต่างๆ เพื่อเอาตัวรอดจากสถานการณ์ที่น่าหวาดกลัว ด้วยฐานแฟนคลับทั่วโลกที่เหนียวแน่น ทำให้ยอดขายเกมสะสมตั้งแต่เกมภาคแรกในซีรีส์เรือธงนี้ที่ได้เปิดตัวในปี 1996 นั้นมีมูลค่าเกินกว่า 201 ล้านชุด* ไปแล้ว

Resident Evil Veronica เป็นเกมรีเมคของเกม Resident Evil Code: Veronica ต้นฉบับที่วางจำหน่ายในปี 2000 โดย Capcom กำลังพัฒนาเกมเวอร์ชันที่จะวางจำหน่ายในปี 2027 นี้ โดยจะยังคงเสน่ห์ของเกมต้นฉบับเอาไว้ เพื่อเป็นภาคใหม่ล่าสุดของซีรีส์ Resident Evil เนื้อเรื่องจะได้รับการปรับปรุงใหม่ รวมถึงกราฟิกคุณภาพสูงที่สร้างขึ้นด้วยเอนจิ้น RE ENGINE โดยบริษัทกำลังพัฒนาเกมอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ถูกใจทั้งแฟนๆ ของซีรีส์และผู้เล่นใหม่ โดยวันวางจำหน่ายและรายละเอียดเพิ่มเติมจะประกาศให้ทราบในภายหลัง

Capcom ยังคงมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ที่จะตอบสนองความคาดหวังของผู้ใช้ทุกคน โดยใช้ความสามารถในการพัฒนาเกมชั้นนำของอุตสาหกรรมเพื่อสร้างประสบการณ์การเล่นเกมที่สนุกสนานอย่างยิ่ง

* ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569

เกี่ยวกับ CAPCOM

Capcom เป็นผู้พัฒนา ผู้จัดจำหน่าย และผู้เผยแพร่เกมชั้นนำระดับโลกสำหรับเครื่องเล่นเกมคอนโซล พีซี อุปกรณ์พกพา และอุปกรณ์ไร้สาย โดยก่อตั้งขึ้นในปี 1983 บริษัทได้สร้างเกมมาแล้วกว่าหลายร้อยเกม รวมถึงแฟรนไชส์ที่สร้างปรากฏการณ์อย่าง Resident Evil™, Monster Hunter™, Street Fighter™, Mega Man™, Devil May Cry™ และ Ace Attorney™ โดย Capcom นั้นมีการดำเนินงานในสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เยอรมนี ฝรั่งเศส ฮ่องกง ไต้หวัน สิงคโปร์ และโตเกียว โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่โอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Capcom ได้ที่ https://www.capcom.co.jp/ir/english/

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260608994346/en

Contacts

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และนักลงทุนสัมพันธ์ของ Capcom
+81-6-6920-3623

ที่มา: Capcom Co., Ltd.


Monster Hunter Wilds: Ascendance จะวางจำหน่ายในปี 2027!

Logo

Monster Hunter: World ที่วางจำหน่ายในปี 2018 นั้นได้ทำยอดขายทะลุ 30 ล้านชุดไปแล้ว โดย Capcom กำลังมองหาช่องทางต่างๆ เพื่อขยายฐานผู้เล่นไปทั่วโลก –

โอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น–(BUSINESS WIRE)–08 มิถุนายน 2026

Capcom Co., Ltd. (TOKYO:9697) ได้ประกาศในวันนี้ว่า Monster Hunter Wilds: Ascendance ที่เป็นภาคเสริมที่ยิ่งใหญ่สำหรับ Monster Hunter Wilds จะมีกำหนดวางจำหน่ายในปี 2027

Monster Hunter Wilds Ascendance key art

ภาพอาร์ตหลักของ Monster Hunter Wilds Ascendance

Monster Hunter Wilds: Ascendance เป็นภาคเสริมที่ยิ่งใหญ่ (เนื้อหาที่ต้องชำระเงิน) สำหรับ Monster Hunter Wilds จะวางจำหน่ายในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 โดยเป็นภาคต่อขยายจากเนื้อเรื่องหลักของเกม และจะเพิ่มประสบการณ์การเล่นเกมให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นด้วยเนื้อหาใหม่ๆ รวมถึงระดับภารกิจใหม่ๆ สถานที่ใหม่ๆ สัตว์ประหลาดใหม่ๆ เพิ่มเติม และการใช้อาวุธที่เพิ่มมากขึ้นผ่านฟีเจอร์การเล่นเกมใหม่ โดยบริษัทกำลังพัฒนาเกมนี้เพื่อวางจำหน่ายในปี 2027

Capcom กำลังพัฒนา Monster Hunter Wilds สำหรับ Nintendo Switch™ 2 นอกเหนือจากแพลตฟอร์มที่มีอยู่แล้ว โดยรายละเอียดเพิ่มเติมจะประกาศในอัปเดตอย่างเป็นทางการในอนาคต

ซีรีส์ Monster Hunter ได้ขยายฐานผู้ใช้ไปทั่วโลกผ่านการวางจำหน่ายทั่วโลกและการปล่อยเนื้อหาใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง Monster Hunter: World ที่วางจำหน่ายในปี 2018 นั้นมียอดขายสะสมทั่วโลกทะลุ 30 ล้านชุดไปแล้ว ทำให้เป็นเกมนี้เป็นเกมที่ขายดีที่สุดตลอดกาลของ Capcom

Capcom ยังคงมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ที่จะตอบสนองความคาดหวังของผู้ใช้ทุกคน โดยใช้ความสามารถในการพัฒนาเกมชั้นนำของอุตสาหกรรมเพื่อสร้างประสบการณ์การเล่นเกมที่สนุกสนานอย่างยิ่ง

เกี่ยวกับซีรีส์ Monster Hunter

ซีรีส์ Monster Hunter เป็นเกมแอ็กชันล่าสัตว์ที่ให้ผู้เล่นต่อสู้กับสัตว์ประหลาดขนาดยักษ์ในสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่สวยงาม นับตั้งแต่ภาคแรกในปี 2004 ซีรีส์นี้ได้สร้างแนวเกมใหม่ที่ผู้เล่นร่วมมือกันล่าสัตว์ประหลาดดุร้ายกับเพื่อนๆ และเติบโตจนกลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลกด้วยยอดขายสะสมของซีรีส์นี้มากกว่า 127 ล้านชุด*

*ณ วันที่ 31 มีนาคม 2026

เกี่ยวกับ CAPCOM

Capcom เป็นผู้พัฒนา ผู้จัดจำหน่าย และผู้เผยแพร่เกมชั้นนำระดับโลกสำหรับเครื่องเล่นเกมคอนโซล พีซี อุปกรณ์พกพา และอุปกรณ์ไร้สาย โดยก่อตั้งขึ้นในปี 1983 บริษัทได้สร้างเกมมาแล้วกว่าหลายร้อยเกม รวมถึงแฟรนไชส์ที่สร้างปรากฏการณ์อย่าง Resident Evil™, Monster Hunter™, Street Fighter™, Mega Man™, Devil May Cry™ และ Ace Attorney™ โดย Capcom นั้นมีการดำเนินงานในสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เยอรมนี ฝรั่งเศส ฮ่องกง ไต้หวัน สิงคโปร์ และโตเกียว โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่โอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Capcom ได้ที่ https://www.capcom.co.jp/ir/english/

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260608183725/en

Contacts

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และนักลงทุนสัมพันธ์ของ Capcom
+81-6-6920-3623

ที่มา: Capcom Co., Ltd.


Fortegra แต่งตั้งให้ Mark Rattner ดำรงตำแหน่งประธานบริษัท

Logo

เมืองแจ็กสันวิลล์ รัฐฟลอริดา–(BUSINESS WIRE)–04 มิถุนายน 2026

วันนี้ The Fortegra Group, Inc. (“Fortegra” หรือ “บริษัท”) บริษัทประกันภัยเฉพาะทางระดับโลกและส่วนหนึ่งของบริษัท DB Insurance จำกัด ได้ประกาศแต่งตั้งให้ Mark Rattner ดำรงตำแหน่งประธานบริษัท โดยคุณ Rattner ซึ่งก่อนหน้านี้เคยดำรงตำแหน่งรองประธานบริหารและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการรับประกันภัย (กลุ่มธุรกิจประกันภัย) ได้นำประสบการณ์การเป็นผู้บริหารของ Fortegra ที่มีมานับทศวรรษและความสัมพันธ์อันยาวนานกับพันธมิตรช่องทางการจัดจำหน่ายมาใช้กับหน้าที่ความรับผิดชอบใหม่ที่เพิ่มขึ้นนี้

ด้วยความเชี่ยวชาญด้านการรับประกันภัยที่รอบคอบและเป็นระบบซึ่งสั่งสมมาตลอดเส้นทางการทำงานอันยาวนานมากกว่าสามทศวรรษ คุณ Rattner มุ่งมั่นที่จะส่งมอบคุณค่าสูงสุดและผลลัพธ์ที่สม่ำเสมอแก่ตัวแทนและนายหน้าซึ่งเป็นลูกค้าของบริษัท การเข้ารับตำแหน่งในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า Fortegra ยังคงลงทุนอย่างต่อเนื่องในด้านบุคลากรและการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจซึ่งขับเคลื่อนผลกำไรอย่างยั่งยืนในระยะยาว

“Mark มีบทบาทสำคัญยิ่งในการสร้าง Fortegra ให้เป็นบริษัทอย่างที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ โดยประสบการณ์ทำงานในธุรกิจดังกล่าว ความรู้ และความเชี่ยวชาญในสายงานทำให้เขาเป็นบุคคลที่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่นี้ ในขณะที่เราพัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง Mark จะยกระดับการเข้าถึงความเชี่ยวชาญ ผลิตภัณฑ์ และการตอบสนองอย่างรวดเร็วให้แก่พันธมิตรของเรา ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาคาดหวังจาก Fortegra” Rick Kahlbaugh ประธานกรรมการและ CEO ของ Fortegra กล่าว

คุณ Rattner เข้าร่วมงานกับ Fortegra ในเดือนกันยายน 2016 ก่อนที่จะมาร่วมงานกับบริษัท เขาได้ทำงานที่ Houston International Insurance Group เป็นเวลา 5 ปี ซึ่งเขาได้ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ และตำแหน่งล่าสุดคือรองประธานอาวุโส โดยเขาได้จัดตั้งแผนกการประกันภัยความรับผิดทางวิชาชีพขณะดำรงตำแหน่งดังกล่าว ก่อนหน้านั้น เขาเคยดำรงตำแหน่งประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Terrapin Capital Holdings นอกจากนี้ คุณ Rattner ยังเป็นเจ้าของและกรรมการของ Rattner Mackenzie Limited ตั้งแต่ปี 2005 ถึงปี 2008 รวมถึงเคยดำรงตำแหน่งประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Professional Indemnity Agency, Inc. ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ HCC Insurance Holdings, Inc. ตั้งแต่ปี 2001 ถีงปี 2005 อีกทั้งเขายังเคยดำรงตำแหน่งประธานบริษัท ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการของ Professional Indemnity Agency, Inc. ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ Marshall Rattner, Inc. ตั้งแต่ปี 1991 ถึงปี 2001 อีกด้วย

เกี่ยวกับ Fortegra

ตลอดระยะเวลากว่า 45 ปีที่ผ่านมา Fortegra ได้ดำเนินธุรกิจผ่านบริษัทในเครือ โดยมีการรับประกันภัยในรูปแบบโซลูชันการบริหารจัดการความเสี่ยง ซึ่งช่วยให้ผู้คนและภาคธุรกิจสามารถก้าวไปสู่ความสำเร็จได้ท่ามกลางสภาวการณ์ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ในฐานะบริษัทประกันภัยเฉพาะทางระดับนานาชาติ ซึ่งบริษัทประกันภัยในเครือได้รับอันดับความแข็งแกร่งทางการเงินจาก A.M. Best ในระดับ A- (Excellent) และจัดอยู่ในหมวดขนาดฐานะทางการเงินระดับ ‘X’ เราจึงพร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่หลากหลาย ทั้งในกลุ่มประกันภัยทั่วไปที่ได้รับการรับรอง (Admitted Lines) กลุ่มประกันภัยส่วนเกินและส่วนเกินพิเศษ (Excess and Surplus Lines) รวมถึงโซลูชันด้านการรับประกันสินค้าและบริการ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: www.fortegra.com.

เกี่ยวกับ DB Insurance

ตลอดระยะเวลากว่า 6 ทศวรรษที่ผ่านมา DB Insurance Co., Ltd. ได้สร้างรากฐานอันแข็งแกร่งจนก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในบริษัทประกันภัยชั้นนำของประเทศเกาหลี โดยทำหน้าที่คุ้มครองดูแลทั้งบุคคลทั่วไปและภาคธุรกิจ พร้อมทั้งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมประกันภัยระดับชาติ บริษัทก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1962 ในฐานะบริษัทประกันภัยรถยนต์สาธารณะแห่งแรกของเกาหลี และได้เปลี่ยนมาใช้ชื่อ “DB Insurance” ในปี ค.ศ. 2017 เพื่อสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ในการก้าวสู่การเป็นกลุ่มบริษัทประกันภัยระดับโลก ด้วยการจัดอันดับความแข็งแกร่งทางการเงินจาก A.M. Best ในระดับ A+ (Superior) ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มขนาดทางการเงินประเภท ‘XV’ และได้รับการจัดอันดับจาก S&P ในระดับ A+ (Stable) เสริมให้ DB Insurance สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่ครอบคลุมครบวงจร ทั้งประกันวินาศภัย ประกันภัยระยะยาว และประกันภัยรถยนต์ รวมถึงบริการทางการเงินที่หลากหลายผ่านบริษัทในเครือ ซึ่งดำเนินธุรกิจด้านประกันชีวิต หลักทรัพย์ ธนาคารออมทรัพย์ และการบริหารจัดการสินทรัพย์ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: www.idbins.com.

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Contacts

Vijaya Singh
vsingh@fortegra.com
 
Katie Butler
kbutler@aartrijk.com

ที่มา: Fortegra Group, Inc.

ประกาศแจ้งการประชุมทางโทรศัพท์เพื่อรายงานผลประกอบการทางการเงินไตรมาสแรกปี 2026 ของ Multi-Color

Logo

แอตแลนตา–(BUSINESS WIRE)–04 มิถุนายน 2026

การประชุมทางโทรศัพท์เพื่อรายงานผลประกอบการทางการเงินไตรมาสแรกปี 2026 ของ Multi-Color Corporation (“MCC”) จะครอบคลุมผลการดำเนินงานของ MCC สำหรับไตรมาสสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2026

เมื่อใด:
วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน เวลา 10:00 น. ตามเวลา EDT

ผู้ร่วมประชุม:
Hassan Rmaile, ประธานและซีอีโอ และ Kathleen Phelps, ซีเอฟโอ

การเข้าถึง:
นักลงทุนปัจจุบันและนักลงทุนที่สนใจสามารถเข้าถึงเว็บไซต์ข้อมูลนักลงทุน (“เว็บไซต์ข้อมูล”) ได้โดยทำตามคำแนะนำในส่วนที่ 2 ด้านล่าง หากคุณเคยเข้าถึงเว็บไซต์ข้อมูลนักลงทุนมาก่อนแล้ว คุณไม่จำเป็นต้องดำเนินการใดๆ เนื่องจากสิทธิ์การเข้าถึงของคุณยังคงอยู่ โปรดส่งคำขอการเข้าถึงไปยังที่อยู่อีเมลที่ระบุไว้ด้านล่างในส่วนที่ 2 ภายในเวลา 17:00 น. ตามเวลา ET ของวันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน โดยลิงก์ถ่ายทอดสดสำหรับการประชุมแถลงผลประกอบการทางการเงินไตรมาสแรกปี 2026 จะถูกโพสต์ไว้ในเว็บไซต์ข้อมูลสำหรับนักลงทุน

คำแนะนำในการเข้าใช้งานเว็บไซต์ข้อมูลนักลงทุน:

1. การเข้าถึงเว็บไซต์ข้อมูล

ผู้ถือหน่วยลงทุนสามัญ หน่วยลงทุนบุริมสิทธิ และใบสำคัญแสดงสิทธิของ Labels Buyer, LLC (“บริษัท”) ผู้ถือพันธบัตรที่ออกโดย Multi-Color Corporation และ MCC Manufacturing, Inc. (รวมเรียกว่า “ผู้ออกพันธบัตร”) และนักลงทุนที่สนใจ (“นักลงทุน”) นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ (ในส่วนที่ให้การวิเคราะห์การลงทุนในหลักทรัพย์ของบริษัทและผู้ออกพันธบัตร ตลอดจนสถาบันสร้างสภาพคล่องในตลาดบางแห่ง) สามารถเข้าถึงเว็บไซต์ข้อมูลนักลงทุนของบริษัท (“เว็บไซต์ข้อมูล”) ได้

2. ขอสิทธิ์การเข้าถึงเว็บไซต์ข้อมูล

หากคุณต้องการเข้าถึงเว็บไซต์ข้อมูล โปรดกรอกแบบฟอร์มขอเข้าถึงข้อมูลที่แนบมาในเว็บไซต์ของเรา และส่งมาที่ investor.relations@mcclabel.com

โดยสามารถเข้าถึงเอกสารได้ที่นี่

  • เฉพาะบุคคลต่อไปนี้เท่านั้นที่จะได้รับสิทธิ์ในการเข้าถึงเว็บไซต์ข้อมูล:
  1. ผู้ถือหน่วยลงทุนแต่ละรายของบริษัทที่ไม่ใช่ “คู่แข่ง” (ตามคำนิยามด้านล่าง) และเป็นคู่สัญญาในข้อตกลงบริษัทจำกัดฉบับแก้ไขเพิ่มเติมและปรับปรุงใหม่ครั้งที่สามของบริษัท ลงวันที่ 11 พฤษภาคม 2026 (ซึ่งอาจมีการแก้ไขหรือปรับปรุงใหม่ได้เป็นครั้งคราว) (“ข้อตกลง”) และรับทราบและตกลงที่จะปฏิบัติตามข้อผูกพันในการรักษาความลับเกี่ยวกับข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์ข้อมูล
     
     
  2. ผู้ถือใบสำคัญแสดงสิทธิแต่ละรายของบริษัทที่ไม่ใช่คู่แข่ง รับทราบและตกลงที่จะปฏิบัติตามข้อผูกพันในการรักษาความลับเกี่ยวกับข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์ข้อมูล
     
     
  3. ผู้ลงทุนที่มีศักยภาพโดยสุจริตที่ต้องการซื้อหน่วยลงทุนและ/หรือใบสำคัญแสดงสิทธิของบริษัท ซึ่งไม่ใช่คู่แข่ง และร้องขอการเข้าถึงเว็บไซต์ข้อมูล และรับรองว่าเป็น “ผู้ซื้อสถาบันที่มีคุณสมบัติ” ตามความหมายของกฎข้อ 144A แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ หรือบุคคลที่ไม่ใช่ชาวสหรัฐอเมริกา (ตามที่กำหนดไว้ในระเบียบข้อบังคับ S ภายใต้พระราชบัญญัติหลักทรัพย์) และตกลง (x) ที่จะปฏิบัติตามข้อผูกพันในการรักษาความลับเกี่ยวกับข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์ข้อมูล และตกลง (y) ที่จะส่งเอกสารการเข้าร่วมข้อตกลงที่ลงนามแล้ว (“เอกสารการเข้าร่วม”) ให้แก่บริษัท ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่งหน่วยลงทุนของบริษัท
     
     
  4. ผู้ถือตราสารหนี้แต่ละรายที่ออกโดยผู้ออกตราสารหนี้
     
     
  5. ผู้ลงทุนที่มีศักยภาพในตราสารหนี้ที่ออกโดยผู้ออกตราสารหนี้ ซึ่งไม่ใช่คู่แข่ง และร้องขอการเข้าถึงเว็บไซต์ข้อมูล พร้อมทั้งรับรองว่าเป็น “ผู้ซื้อสถาบันที่มีคุณสมบัติ” ตามความหมายของกฎข้อ 144A แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ หรือ
     
     
  6. นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ (ในขอบเขตที่ให้ข้อมูลการวิจัยและการวิเคราะห์เกี่ยวกับการลงทุนในหน่วยลงทุนของบริษัทหรือตราสารหนี้ที่ออกโดยผู้ออกตราสาร) และสถาบันการเงินที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในตลาดหลักทรัพย์บางแห่ง
     
    “คู่แข่ง” หมายถึง บริษัท (i) ที่มีธุรกิจหลักอยู่ในสายธุรกิจเดียวกันหรือคล้ายคลึงกับบริษัทหรือบริษัทย่อย หรือ (ii) ที่มีการแข่งขันกับบริษัทหรือบริษัทย่อยในด้านใดๆ ที่ไม่ใช่เพียงเล็กน้อย และเพื่อวัตถุประสงค์นี้ โดย “คู่แข่ง” จะรวมถึงบริษัทในเครือของบุคคลใดๆ ที่อธิบายไว้ในข้อ (i) หรือ (ii) ข้างต้น ทั้งนี้ ผู้จัดการสินทรัพย์หรือบริษัทลงทุนที่ควบคุมหรือบริหารจัดการนิติบุคคลที่แข่งขันกับบริษัทและบริษัทย่อย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตการลงทุนของตน จะไม่ถือว่าเป็น “คู่แข่ง” ตราบใดที่ผู้จัดการสินทรัพย์หรือบริษัทลงทุนดังกล่าวรักษาและบังคับใช้มาตรการป้องกันข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งป้องกันการไหลของข้อมูลที่เป็นความลับเกี่ยวกับบริษัทและบริษัทย่อยไปยังบริษัทในพอร์ตการลงทุนใดๆ ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของผู้จัดการสินทรัพย์หรือบริษัทลงทุนดังกล่าว

นักลงทุนที่กลายเป็นผู้ถือหน่วยลงทุนของบริษัท ณ วันที่แผนการปรับโครงสร้างองค์กรแบบเตรียมการร่วมกันของบริษัท Multi-Color Corporation Inc. และบริษัทในเครือลูกหนี้ตามบทที่ 11 ของประมวลกฎหมายล้มละลาย (ต่อไปนี้เรียกว่า “แผน”) มีผลบังคับใช้ (กล่าวคือ วันที่ 11 พฤษภาคม 2026) (ผู้ถือหน่วยลงทุนดังกล่าวเรียกว่า “ผู้ถือเดิม”) ถือว่าได้ลงนามในข้อตกลงแล้วตามแผน โดยไม่จำเป็นต้องส่งหน้าลงนามหรือเอกสารเข้าร่วมเพิ่มเติม

หากท่านเป็นผู้ถือหน่วยลงทุนปัจจุบันของบริษัท และไม่ใช่ผู้ถือหน่วยลงทุนรายแรก และยังไม่ได้ส่งแบบฟอร์มเข้าร่วมกลุ่ม โปรดเข้าถึงเว็บไซต์ข้อมูลที่อ้างถึงข้างต้นเพื่อดูแบบฟอร์มเข้าร่วมกลุ่ม ซึ่งท่านควรกรอกและส่งทางอีเมลพร้อมข้อมูลที่บริษัทอาจร้องขอตามสมควร ไปยัง legal@mcclabel.com

___________________________________________________________________________

Multi-Color Corporation จะไม่เปิดเผยข้อมูลทางการเงินต่อสาธารณะ การเข้าถึงการประชุมทางโทรศัพท์จำกัดเฉพาะผู้ถือหลักทรัพย์ที่ออกโดย Labels Buyer, LLC และบริษัทย่อย นักลงทุนที่มีศักยภาพที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในหลักทรัพย์ดังกล่าว และนักวิเคราะห์หลักทรัพย์และผู้สร้างตลาดบางรายที่ได้ลงทะเบียนเพื่อเข้าถึงเว็บไซต์ข้อมูลที่มีการรักษาความปลอดภัยแล้ว

บันทึกการประชุมจะพร้อมให้รับชมได้ในเร็วๆ นี้บนเว็บไซต์ข้อมูลที่ปลอดภัยสำหรับนักลงทุนของ Multi-Color

เกี่ยวกับ Multi-Color Corporation

Multi-Color Corporation (MCC) ก่อตั้งขึ้นในปี 1916 เป็นผู้นำระดับโลกด้านโซลูชันฉลากคุณภาพสูง มีรายได้ต่อปีประมาณ 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่ได้สนับสนุนแบรนด์ชั้นนำระดับโลกมากมายในหลากหลายกลุ่มผลิตภัณฑ์ รวมถึงอาหารและเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ดูแลบ้านและส่วนบุคคล ไวน์และสุรา และผลิตภัณฑ์เฉพาะทางอื่นๆ โดย MCC มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองแอตแลนตา ให้บริการเจ้าของแบรนด์ทั้งในประเทศและต่างประเทศทั่วโลก ด้วยเทคโนโลยีฉลากที่ทันสมัยครบวงจร ทั้งแบบไวต่อแรงกด แบบตัดและเรียงซ้อน แบบม้วน แบบขึ้นรูป แบบหดตัว และแบบถ่ายเทความร้อน โดย MCC มีพนักงานประมาณ 12,275 คน ในโรงงานกว่า 90 แห่งในกว่า 25 ประเทศ

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Contacts

James Waters
james.waters@mcclabel.com

ที่มา: Multi-Color Corporation

Mobix Labs เตรียมเข้าซื้อ Vision Aerial ผู้ผลิตโดรนสัญชาติอเมริกัน เพื่อขยายธุรกิจสู่ตลาดโดรนและข่าวกรองทางอากาศระดับโลก

Logo

เออร์ไวน์ รัฐแคลิฟอร์เนีย–(BUSINESS WIRE)–04 มิถุนายน 2026

Mobix Labs, Inc. (Nasdaq: MOBX) ประกาศในวันนี้ว่าได้ลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนงที่มีผลผูกพันในการเข้าซื้อ Vision Aerial, Inc. ที่เป็นผู้ผลิตโดรนสัญชาติอเมริกันจากรัฐมอนแทนา ซึ่งได้รับความไว้วางใจในด้านความมั่นคงแห่งชาติ ภาครัฐ พลังงาน ความปลอดภัยสาธารณะ และโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ โดยการเข้าซื้อกิจการครั้งนี้จะช่วยขยายธุรกิจของ Mobix Labs ไปสู่ตลาดโลกที่เติบโตอย่างรวดเร็ว และเป็นก้าวล่าสุดในกลยุทธ์ที่ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ในการเติบโตผ่านการเข้าซื้อกิจการที่ตรงเป้าหมายและมีความสำคัญต่อภารกิจ

ผลิตในอเมริกา เชื่อถือได้ในเรื่องประสิทธิภาพ

Vision Aerial ก่อตั้งขึ้นในปี 2013 โดยออกแบบ ผลิต และให้การสนับสนุนระบบโดรนที่ทนทาน สร้างขึ้นเพื่อการปฏิบัติงานภาคสนามที่ต้องการประสิทธิภาพสูงที่สุด โดรนแต่ละลำสามารถติดตั้งกล้องและเซนเซอร์ที่สามารถเปลี่ยนได้ ตั้งแต่กล้องถ่ายภาพความร้อนความละเอียดสูง ไปจนถึงระบบสร้างแผนที่ 3 มิติด้วยเลเซอร์ รวมถึงระบบตรวจจับการรั่วไหลของก๊าซ ทำให้แพลตฟอร์มเดียวสามารถรองรับภารกิจได้หลากหลายรูปแบบในการปฏิบัติงานภาคสนามที่ต้องการประสิทธิภาพสูง

โดรนของ Vision Aerial จะช่วยสนับสนุนการปฏิบัติการด้านความมั่นคงแห่งชาติและความปลอดภัยสาธารณะ การค้นหาและกู้ภัย การรับมือกับไฟป่า การตรวจสอบพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน การเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อม การเกษตร และการสำรวจทางอากาศขั้นสูง โดยฐานลูกค้าและผู้ใช้งานของบริษัทประกอบด้วยกองทัพอากาศสหรัฐฯ กองทัพเรือสหรัฐฯ กรมป่าไม้ของกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ และ L3Harris รวมถึงผู้ประกอบการด้านพลังงานและสาธารณูปโภครายใหญ่ เช่น Marathon Oil, DTE Energy และ Northwestern Energy และมหาวิทยาลัยวิจัยชั้นนำ ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ที่ต้องใช้เวลาหลายปีในการสร้าง

โอกาสระดับโลก กำลังเร่งตัวขึ้นในขณะนี้

ความต้องการระบบโดรนที่มีความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงทั่วโลกกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากรัฐบาล บริษัทสาธารณูปโภค ผู้ผลิตพลังงาน หน่วยงานด้านความปลอดภัยสาธารณะ และผู้ประกอบการอุตสาหกรรมต่างนำโดรนมาใช้เพื่อปกป้องผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของชาติ ตรวจสอบทรัพย์สินที่สำคัญ ตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉิน ตรวจสอบการดำเนินงาน และเข้าถึงสถานที่ที่อันตราย ห่างไกล หรือมีค่าใช้จ่ายสูงเกินกว่าที่คนจะเข้าถึงได้ด้วยตนเอง

ในสหรัฐอเมริกา ข้อจำกัดของรัฐบาลกลางเกี่ยวกับโดรนที่ผลิตจากต่างประเทศบางประเภท กำลังเร่งให้เกิดการเปลี่ยนไปใช้ระบบที่ผลิตในประเทศที่น่าเชื่อถือมากขึ้น และผู้ซื้อระหว่างประเทศก็เริ่มใช้มาตรฐานที่คล้ายคลึงกันมากขึ้นเรื่อยๆ ในด้านความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ และความสมบูรณ์ของห่วงโซ่อุปทาน โดยแพลตฟอร์มที่ผลิตในอเมริกาของ Vision Aerial จะช่วยให้ Mobix Labs เข้าถึงความต้องการทั่วโลกได้โดยตรง ซึ่งเทคโนโลยีที่ผลิตในอเมริกามีความน่าเชื่อถือสูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด

มากกว่าการเป็นแค่เครื่องบิน แต่เป็นแพลตฟอร์มสำหรับข่าวกรองทางอากาศ

โอกาสนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ฮาร์ดแวร์เท่านั้น โดยข่าวกรองทางอากาศจะผสานทั้งโดรน เซนเซอร์ การสื่อสาร และข้อมูลต่างๆ เพื่อแสดงให้องค์กรเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นบนพื้นดินและสินทรัพย์สำคัญต่างๆ แบบเรียลไทม์ โดรนของ Vision Aerial จะเสริมจุดแข็งของ Mobix Labs ในด้านอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง การเชื่อมต่อ RF และการตรวจจับสำหรับอุตสาหกรรมการบินและอวกาศ การป้องกันประเทศ และตลาดอื่นๆ ที่ต้องการความน่าเชื่อถือสูง รวมถึงการสร้างเส้นทางการเติบโตที่ชัดเจนสำหรับระบบอัตโนมัติ การตรวจจับขั้นสูง ข้อมูลที่สำคัญต่อภารกิจ และการปกป้องโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ

นี่คือการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญสำหรับ Mobix Labs เรากำลังเข้าซื้อแพลตฟอร์มโดรนที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว ผลิตในอเมริกา และได้รับความไว้วางใจจากกองทัพอากาศสหรัฐฯ กองทัพเรือสหรัฐฯ และลูกค้ารายใหญ่ในอุตสาหกรรม ในขณะที่ความต้องการโดรนที่มีความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงกำลังเพิ่มขึ้นทั่วโลก ทาง Vision Aerial จะช่วยขยาย Mobix Labs ไปสู่หนึ่งในตลาดเทคโนโลยีที่สำคัญที่สุดในโลก และผลักดันกลยุทธ์การเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยการเข้าซื้อกิจการที่เราได้สื่อสารไปก่อนหน้านี้ — Phil Sansone ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Mobix Labs

“Vision Aerial ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับภารกิจที่ท้าทายและใช้งานได้จริง การเข้าร่วมกับ Mobix Labs จะช่วยให้เราสามารถนำโดรนที่ผลิตในอเมริกาไปสู่มือลูกค้าได้มากขึ้น ในช่วงเวลาที่ความต้องการระบบที่น่าเชื่อถือและผลิตในสหรัฐฯ ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง — Shane Beams ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของ Vision Aerial

ภาพรวมของธุรกรรม

ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนงที่มีผลผูกพันแล้ว แต่ไม่ได้เปิดเผยเงื่อนไขของธุรกรรม ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารหลักของ Vision Aerial คาดว่าจะยังคงดำเนินธุรกิจต่อไปภายใต้ข้อตกลงระยะยาวหลายปี และคาดว่าการผลิตจะยังคงอยู่ในสหรัฐอเมริกา การทำธุรกรรมจะเสร็จสมบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อมีการเจรจาและลงนามในข้อตกลงขั้นสุดท้าย การตรวจสอบสถานะกิจการอย่างละเอียดถี่ถ้วนจนเป็นที่น่าพอใจ และเงื่อนไขและการอนุมัติการปิดธุรกรรมตามปกติ ไม่สามารถรับประกันได้ว่าธุรกรรมจะเสร็จสมบูรณ์ตามเงื่อนไขที่คาดการณ์ไว้ หรือจะเสร็จสมบูรณ์เลยก็ตาม

เกี่ยวกับ Vision Aerial, Inc.

Vision Aerial, Inc. ก่อตั้งขึ้นในปี 2013 และมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่รัฐมอนแทนา ออกแบบ ผลิต และให้การสนับสนุนอากาศยานไร้คนขับที่มีภารกิจสำคัญในด้านการป้องกันประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ การตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐาน การทำแผนที่ พลังงาน การตรวจสอบสิ่งแวดล้อม และการเกษตร อากาศยานของบริษัทได้รับการออกแบบ สร้าง และให้การสนับสนุนในสหรัฐอเมริกา

เกี่ยวกับ Mobix Labs, Inc.

Mobix Labs, Inc. (Nasdaq: MOBX) เป็นบริษัทเทคโนโลยีในเมืองเออร์ไวน์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ที่ส่งมอบเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง การเชื่อมต่อ RF และเทคโนโลยีการตรวจจับสำหรับอุตสาหกรรมการบินและอวกาศ การป้องกันประเทศ และตลาดอื่นๆ ที่ต้องการความน่าเชื่อถือสูง โดยเทคโนโลยีของบริษัทถูกนำไปใช้ในแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น เครื่องบินรบ F-22 Raptor เฮลิคอปเตอร์ Apache โครงการของกองทัพเรือสหรัฐฯ และเครื่องบิน Boeing 737NG และ Gulfstream ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ mobixlabs.com

คำแถลงการณ์ที่คาดการณ์อนาคต

ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้มี “คำแถลงการณ์ที่คาดการณ์อนาคต” ตามความหมายของพระราชบัญญัติปฏิรูปการดำเนินคดีหลักทรัพย์เอกชนปี 1995 และกฎหมายหลักทรัพย์ของรัฐบาลกลางอื่นๆ โดยคำแถลงการณ์ที่คาดการณ์อนาคต รวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียงคำแถลงการณ์เกี่ยวกับการเข้าซื้อกิจการ Vision Aerial, Inc. โดย Mobix Labs, Inc. ที่เสนอ; โครงสร้าง ระยะเวลา ผลประโยชน์ และความสำคัญเชิงกลยุทธ์ที่คาดการณ์ไว้ของธุรกรรมที่เสนอ; การเจรจาและการลงนามในข้อตกลงขั้นสุดท้าย; การปฏิบัติตามเงื่อนไขการตรวจสอบสถานะ การปิดธุรกรรม และการอนุมัติที่จำเป็น; การคาดการณ์ว่า Vision Aerial จะดำเนินกิจกรรมด้านความเป็นผู้นำ การดำเนินงาน และการผลิตต่อไป; การเข้าสู่ตลาด การวางตำแหน่ง และความสามารถในการแข่งขันของ Mobix Labs ในตลาดโดรน ระบบอัตโนมัติ และระบบข่าวกรองทางอากาศในสหรัฐอเมริกาและทั่วโลก; ความต้องการระบบโดรนที่ผลิตในสหรัฐอเมริกาและแพลตฟอร์มทางอากาศที่เชื่อถือได้ที่คาดการณ์ไว้; ผลประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้นจากผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี ความสัมพันธ์กับลูกค้า และตำแหน่งทางการตลาดของ Vision Aerial; การทำงานร่วมกันที่อาจเกิดขึ้นกับเทคโนโลยีและความสามารถที่มีอยู่ของ Mobix Labs; กลยุทธ์การเติบโตที่นำโดยการเข้าซื้อกิจการของ Mobix Labs; และโอกาสในอนาคต แนวโน้มการเติบโต และตำแหน่งทางการตลาดของ Mobix Labs

คำต่างๆ เช่น “คาดการณ์” “เชื่อ” “ดำเนินการต่อ” “อาจ” “ประมาณการ” “คาดหวัง” “ตั้งใจ” “อาจจะ” “วางแผน” “ศักยภาพ” “ตำแหน่ง” “แสวงหา” “ควร” “เป้าหมาย” “จะ” “น่าจะ” และสำนวนที่คล้ายคลึงกัน อาจบ่งชี้ถึงคำแถลงการณ์ที่คาดการณ์อนาคต แม้ว่าคำแถลงการณ์ที่คาดการณ์อนาคตทั้งหมดจะไม่จำเป็นต้องมีคำเหล่านี้ก็ตาม โดยคำแถลงการณ์ที่คาดการณ์อนาคตเหล่านี้อิงตามความคาดหวัง การประมาณการ การคาดการณ์ ความเชื่อ และสมมติฐานในปัจจุบันของฝ่ายบริหาร และไม่ใช่การรับประกันผลการดำเนินงานในอนาคต

คำแถลงการณ์ที่คาดการณ์อนาคตมีความเสี่ยง ความไม่แน่นอน และปัจจัยอื่นๆ ที่อาจทำให้ผลลัพธ์ที่แท้จริงแตกต่างอย่างมากจากที่แสดงหรือบอกเป็นนัยไว้ ความเสี่ยงเหล่านี้รวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียง การที่ Mobix Labs และ Vision Aerial อาจไม่สามารถเจรจาหรือทำข้อตกลงขั้นสุดท้ายได้ การตรวจสอบสถานะกิจการอย่างละเอียดอาจไม่เสร็จสมบูรณ์อย่างน่าพอใจ เงื่อนไขการปิดธุรกรรมหรือการอนุมัติที่จำเป็นอาจไม่เป็นไปตามที่กำหนดหรือได้รับ การทำธุรกรรมที่เสนออาจมีการเปลี่ยนแปลง ล่าช้า หรือไม่เสร็จสมบูรณ์ตามเงื่อนไขที่คาดการณ์ไว้ในปัจจุบันหรือเลยก็ได้ ผลประโยชน์ที่คาดหวัง การผนึกกำลัง โอกาสของลูกค้า โอกาสทางการตลาด โอกาสในการเติบโต หรือข้อได้เปรียบเชิงกลยุทธ์อาจไม่เกิดขึ้นจริง ผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี ความสัมพันธ์กับลูกค้า สภาพทางการเงิน หนี้สิน ทรัพย์สินทางปัญญา ห่วงโซ่อุปทาน การปฏิบัติตามกฎระเบียบ หรือผลการดำเนินงานของ Vision Aerial อาจแตกต่างจากที่คาดการณ์ไว้ในปัจจุบัน Mobix Labs อาจไม่สามารถบูรณาการ Vision Aerial ได้สำเร็จหรือรักษาบุคลากรหลักไว้ได้ Mobix Labs อาจไม่สามารถเข้าสู่ แข่งขัน หรือขยายขนาดในตลาดโดรน ระบบอัตโนมัติ หรือระบบข่าวกรองทางอากาศในสหรัฐอเมริกาหรือต่างประเทศได้สำเร็จ การประมาณการการเติบโตของตลาดอาจไม่ถูกต้อง ความต้องการระบบโดรนที่ผลิตในสหรัฐฯ หรือแพลตฟอร์มทางอากาศที่เชื่อถือได้ อาจไม่พัฒนาไปตามที่คาดไว้ การเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมโดรนอาจเกิดขึ้น ธุรกรรมที่เสนอหรือข้อตกลงทางการเงินที่เกี่ยวข้องใดๆ อาจส่งผลกระทบต่อผู้ถือหุ้นเดิม และความเสี่ยงอื่นๆ ที่อธิบายไว้ภายใต้หัวข้อ “ปัจจัยเสี่ยง” ในเอกสารที่ Mobix Labs ยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ รวมถึงรายงานประจำปีล่าสุดในแบบฟอร์ม 10-K และรายงานรายไตรมาสในแบบฟอร์ม 10-Q และรายงานปัจจุบันในแบบฟอร์ม 8-K ที่ตามมา

ข้อมูลตลาดและการประมาณการอุตสาหกรรมที่อ้างอิงในข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ มาจากแหล่งข้อมูลภายนอก และไม่ได้ผ่านการตรวจสอบอย่างอิสระโดย Mobix Labs ผู้อ่านควรระมัดระวังอย่าเชื่อถือคำแถลงการณ์ที่คาดการณ์อนาคตมากเกินไป ซึ่งมีผลใช้ได้เฉพาะ ณ วันที่ออกข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เท่านั้น เว้นแต่จะได้รับการกำหนดโดยกฎหมาย Mobix Labs ไม่มีภาระผูกพันที่จะปรับปรุงหรือแก้ไขคำแถลงการณ์ที่คาดการณ์อนาคตใดๆ ไม่ว่าจะเป็นผลจากข้อมูลใหม่ เหตุการณ์ในอนาคต หรืออื่นๆ

ติดตามเราได้ที่ X: @MobixLabs_MOBX
ติดตามได้ที่ StockTwits: MobixLabs
ติดตามเราได้ทาง LinkedIn: Mobix Labs

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260604386607/en

Contacts

ช่องทางการติดต่อฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ของ Mobix Labs
Chris Eddy หรือ David Collins
Catalyst IR
mobx@catalyst-ir.com หรือ 212-924-9800

ที่มา: Mobix Labs, Inc.

Onimusha: Way of the Sword กำหนดวางจำหน่าย 25 กันยายน 2026 นี้!

Logo

– จะมีการปล่อยเดโมให้เล่นก่อนการเปิดตัวเกมอย่างเป็นทางการ –

โอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น–(BUSINESS WIRE)–03 มิถุนายน 2026

Capcom Co., Ltd. (TOKYO:9697) ได้ประกาศในวันนี้ว่า Onimusha: Way of the Sword เกมล่าสุดในซีรีส์ Onimusha มีกำหนดวางจำหน่ายในวันที่ 25 กันยายน 2026 นี้

Onimusha: Way of the Sword key art

ภาพอาร์ตหลักของ Onimusha: Way of the Sword

Onimusha: Way of the Sword เป็นเกมใหม่ล่าสุดในซีรีส์นี้ในรอบกว่า 20 ปี เป็นเกมแนวแฟนตาซีดาร์คที่ได้รับแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมญี่ปุ่น โดยมี Miyamoto Musashi เป็นตัวเอก และฉากหลังเป็นเมืองเกียวโตในยุคเอโดะที่ถูกบิดเบือนด้วยเมฆแห่งความชั่วร้าย โดย Capcom ได้พัฒนาเกมนี้โดยมีเป้าหมายที่จะดึงดูดผู้เล่นหลากหลายกลุ่มด้วยแอ็กชันการต่อสู้ด้วยดาบที่เร้าใจและตัวละครที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

โดยก่อนการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ บริษัทได้ปล่อยเดโมให้เล่นได้ในวันนี้* 3 มิถุนายน 2026 ในชื่อ Onimusha: Way of the Sword DEMO เพื่อให้ผู้เล่นได้มีโอกาสสัมผัสเสน่ห์ของเกมตั้งแต่เนิ่นๆ ในเดโมนี้ ผู้เล่นจะได้สัมผัสกับการต่อสู้ด้วยดาบที่เต็มไปด้วยแอ็กชันมากมาย รวมถึงการต่อสู้กับศัตรูที่น่าเกรงขามอย่าง Sasaki Ganryu นอกจากนี้ บริษัทยังเริ่มเปิดรับการสั่งซื้อล่วงหน้าแล้ว โดยโบนัสสำหรับการสั่งซื้อล่วงหน้านั้น ผู้เล่นจะได้รับอุปกรณ์ที่สามารถใช้ในเกมได้

นอกจากการปล่อยเกมใหม่ๆ ออกมาอย่างสม่ำเสมอทุกปีแล้ว Capcom ยังมุ่งเน้นไปที่การฟื้นคืนชีพ IP ที่ไม่ได้ออกเกมใหม่มานานแล้ว โดยบริษัทกำลังทำงานเพื่อเพิ่มมูลค่าของบริษัทให้สูงสุดโดยการใช้ประโยชน์จากคลังเนื้อหาที่หลากหลายต่างๆ รวมถึงเกมนี้ด้วย

* เวอร์ชัน Windows มีกำหนดวางจำหน่ายในภายหลัง

เกี่ยวกับซีรีส์ Onimusha

ซีรีส์ Onimusha ประกอบด้วยเกมแอ็กชันที่ต่อสู้ด้วยดาบที่ผู้เล่นจะสวมบทบาทเป็นนักรบผู้มีพลังเหนือมนุษย์ของ Oni และต่อสู้กับเหล่าอสุรกายที่มุ่งมั่นจะครองโลก โดยยอดขายเกมสะสมตั้งแต่เกมแรกที่วางจำหน่ายในปี 2001 นั้นเกิน 9.1 ล้านชุดแล้ว*

* ณ วันที่ 31 มีนาคม 2026

เกี่ยวกับ CAPCOM

Capcom เป็นผู้พัฒนา ผู้จัดจำหน่าย และผู้เผยแพร่เกมชั้นนำระดับโลกสำหรับเครื่องเล่นเกมคอนโซล พีซี อุปกรณ์พกพา และอุปกรณ์ไร้สาย ก่อตั้งขึ้นในปี 1983 โดยบริษัทได้สร้างเกมต่างๆ หลายร้อยเกม รวมถึงแฟรนไชส์ที่สร้างปรากฏการณ์อย่าง Resident Evil™, Monster Hunter™, Street Fighter™, Mega Man™, Devil May Cry™ และ Ace Attorney™ โดย Capcom มีการดำเนินงานในสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เยอรมนี ฝรั่งเศส ฮ่องกง ไต้หวัน สิงคโปร์ และโตเกียว และมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่โอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Capcom ได้ที่ https://www.capcom.co.jp/ir/english/

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260603903549/en

Contacts

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และนักลงทุนสัมพันธ์ของ Capcom
+81-6-6920-3623

ที่มา: Capcom Co., Ltd.


Blackstone ระดมทุนในกองทุนไพรเวทอิควิตี้ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียได้ถึง 13.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

Logo

กองทุนที่ได้รับความสนใจเกินความคาดหมายนี้สามารถระดมทุนได้มากกว่าสองเท่าของเงินทุนที่ระดมได้ในกองทุนในรุ่นก่อนหน้า

นิวยอร์ก–(BUSINESS WIRE)–02 มิถุนายน 2026

วันนี้ Blackstone (NYSE: BX) ได้ประกาศปิดการระดมทุนรอบสุดท้ายสำหรับ Blackstone Capital Partners Asia III (“BCP Asia III”) ที่ 13.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ถึง 10 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และนับเป็นการระดมทุนในรูปแบบไพรเวทอิควิตี้ที่ใหญ่ที่สุดของบริษัทในภูมิภาคนี้ โดยกองทุนได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมและสามารถระดมทุนได้เกินเป้าหมาย โดยต่อยอดจากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของกองทุนในสองรุ่นแรก และการปิดการระดมทุนในครั้งนี้คิดเป็นจำนวนเงินที่มากกว่าสองเท่าของเงินทุนที่ระดมได้จากกองทุนรุ่นก่อนหน้า

Joe Baratta หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ไพรเวทอิควิตี้ระดับโลกของ Blackstone กล่าวว่า “เรารู้สึกขอบคุณที่นักลงทุนยังคงไว้วางใจ Blackstone และแฟรนไชส์ไพรเวทอิควิตี้ชั้นนำในเอเชียของเรา การระดมทุนที่ประสบความสำเร็จในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของแพลตฟอร์มของเราและความสามารถในการดำเนินงานผ่านวัฏจักรเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่เป็นภูมิภาคที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก ที่ได้นำเสนอโอกาสที่น่าสนใจในการลงทุนในระดับใหญ่ตามแนวคิดที่เราเชื่อมั่นและสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับนักลงทุนของเรา”

 Amit Dixit หัวหน้าฝ่ายเอเชียของไพรเวทอีควิตี้ของ Blackstone กล่าวว่า “ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา เรามุ่งเน้นการสร้างธุรกิจให้เป็นผู้นำตลาดและขับเคลื่อนผลการดำเนินงานให้แก่นักลงทุนของเรา เราเชื่อว่าจุดเด่นของเราอยู่ที่ขนาดที่ใหญ่โต ที่ได้รับการสนับสนุนจากทีมงานท้องถิ่นในตลาดหลักๆ ของภูมิภาค โดยผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งควบคู่กับกลยุทธ์ที่เน้นการควบคุมนั้นช่วยให้เราสามารถลงมือปฏิบัติและดำเนินการเชิงรุกเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจได้ เราขอขอบคุณทุกนักลงทุนสำหรับการสนับสนุนและความร่วมมือ”

โดยในช่วง 24 เดือนที่ผ่านมานั้น Blackstone เป็นหนึ่งในนักลงทุนระดับโลกที่กระตือรือร้นที่สุดในภูมิภาคนี้ ที่ได้ช่วยตอกย้ำให้เห็นถึงความเป็นผู้นำในอินเดียและญี่ปุ่น โดยบริษัทได้ลงทุนไปกว่า 7 พันล้านดอลลาร์ใน 12 ธุรกรรม ซึ่งรวมถึง

  •  Neysa แพลตฟอร์มคลาวด์ AI ของอินเดียที่เติบโตอย่างรวดเร็ว
  •  TechnoPro บริษัทผู้ให้บริการด้านวิศวกรรมเฉพาะทางชั้นนำของญี่ปุ่น
  •  JUNO แฟรนไชส์ร้านทำผมชั้นนำของเกาหลีใต้

นอกจากนี้ บริษัทยังมีการขายกิจการที่ได้รับผลตอบแทนแล้วถึง 15 ครั้งในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งรวมถึง

  •  International Gemological Institute ที่เป็นผู้เล่นรายใหญ่ที่สุดในการรับรองเพชรสังเคราะห์
  •  Aadhar Housing Finance ที่เป็นธุรกิจสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยราคาประหยัดที่ใหญ่ที่สุดในอินเดียที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
  • ขาย Alinamin Pharmaceutical หลังจากมีส่วนช่วยสร้างธุรกิจให้เติบโตจนกลายเป็นหนึ่งในบริษัทด้านผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพผู้บริโภคชั้นนำของญี่ปุ่น

เกี่ยวกับ Blackstone
Blackstone เป็นบริษัทจัดการสินทรัพย์ทางเลือกที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดย Blackstone มีความมุ่งมั่นที่จะสร้างผลตอบแทนที่น่าดึงดูดใจให้กับนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายบุคคลด้วยการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับบริษัทที่บริษัทลงทุน โดย Blackstone มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการมากกว่า 1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุมกลยุทธ์การลงทุนระดับโลกที่มุ่งเน้นด้านอสังหาริมทรัพย์ ไพรเวทอิควิตี้ สินเชื่อ โครงสร้างพื้นฐาน วิทยาศาสตร์ชีวภาพ หุ้นเติบโต การลงทุนในตลาดรอง และกองทุนเฮดจ์ฟันด์ต่างๆ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.blackstone.com ติดตาม @blackstone ได้บน LinkedIn, X (Twitter) และ Instagram

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Contacts

ผู้ติดต่อสำหรับสื่อ
Ellen Bogard
Ellen.Bogard@Blackstone.com
โทร.: +852 3651 7737

ที่มา: Blackstone

DB Insurance เสร็จสิ้นการเข้าซื้อกิจการ Fortegra

Logo

JACKSONVILLE, Fla.–(BUSINESS WIRE)–30 พฤษภาคม 2026

Fortegra Group, Inc. (“Fortegra”) ซึ่งเป็นบริษัทประกันภัยเฉพาะทางระดับโลก ได้ประกาศในวันนี้ถึงความสำเร็จในการเข้าซื้อกิจการโดย DB Insurance Co., Ltd. (“DB”) หนึ่งในบริษัทประกันวินาศภัยชั้นนำของประเทศเกาหลีใต้ โดยธุรกรรมดังกล่าวซึ่งได้มีการประกาศไปเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2025 นั้น ได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลและผู้ถือหุ้นครบถ้วนตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องแล้ว

Fortegra จะดำเนินงานอย่างเป็นอิสระ โดยยังคงรักษาทีมผู้บริหารชุดปัจจุบัน ความสัมพันธ์กับเครือข่ายการจัดจำหน่าย และวินัยในการรับประกันภัยไว้ดังเดิม ทั้งนี้ ตัวแทนจำหน่าย พันธมิตรทางธุรกิจ และลูกค้า จะยังคงได้รับประสบการณ์ความเป็นเลิศด้านการบริการ ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ Fortegra สืบต่อไป

Richard Kahlbaugh ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Fortegra กล่าวว่า: “ทุกบริษัทล้วนต้องมีการเปลี่ยนมือผู้ถือครองกรรมสิทธิ์ในท้ายที่สุด ซึ่งนั่นถือเป็นธรรมชาติของโลกธุรกิจ การเสร็จสิ้นกระบวนการเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นใหม่ ในฐานะส่วนหนึ่งของ DB Insurance นั้น Fortegra จะพร้อมในการขยายขอบเขตธุรกิจไปยังพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ใหม่ๆ การยกระดับขีดความสามารถ ตลอดจนการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในตลาดสหรัฐอเมริกา ยุโรป สหราชอาณาจักร และเอเชีย โดยทั้ง DB Insurance และ Fortegra ต่างมีความมุ่งมั่นร่วมกันที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำที่ได้รับการยอมรับในตลาดประกันภัยเฉพาะทางระดับโลก”

เกี่ยวกับ Fortegra

ตลอดระยะเวลากว่า 45 ปีที่ผ่านมา Fortegra ได้ดำเนินธุรกิจผ่านบริษัทในเครือ โดยมีการรับประกันภัยในรูปแบบโซลูชันการบริหารจัดการความเสี่ยง ซึ่งช่วยให้ผู้คนและภาคธุรกิจสามารถก้าวไปสู่ความสำเร็จได้ท่ามกลางสภาวการณ์ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ในฐานะบริษัทประกันภัยเฉพาะทางระดับนานาชาติ ซึ่งบริษัทประกันภัยในเครือได้รับอันดับความแข็งแกร่งทางการเงินจาก A.M. Best ในระดับ A- (Excellent) และจัดอยู่ในหมวดขนาดฐานะทางการเงินระดับ ‘X’ เราจึงพร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่หลากหลาย ทั้งในกลุ่มประกันภัยทั่วไปที่ได้รับการรับรอง (Admitted Lines) กลุ่มประกันภัยส่วนเกินและส่วนเกินพิเศษ (Excess and Surplus Lines) รวมถึงโซลูชันด้านการรับประกันสินค้าและบริการ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: www.fortegra.com

เกี่ยวกับ DB Insurance

ตลอดระยะเวลากว่า 6 ทศวรรษที่ผ่านมา DB Insurance Co., Ltd. ได้สร้างรากฐานอันแข็งแกร่งจนก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในบริษัทประกันภัยชั้นนำของประเทศเกาหลี โดยทำหน้าที่คุ้มครองดูแลทั้งบุคคลทั่วไปและภาคธุรกิจ พร้อมทั้งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมประกันภัยระดับชาติ บริษัทก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1962 ในฐานะบริษัทประกันภัยรถยนต์สาธารณะแห่งแรกของเกาหลี และได้เปลี่ยนมาใช้ชื่อ “DB Insurance” ในปี ค.ศ. 2017 เพื่อสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ในการก้าวสู่การเป็นกลุ่มบริษัทประกันภัยระดับโลก ด้วยการจัดอันดับความแข็งแกร่งทางการเงินจาก A.M. Best ในระดับ A+ (Superior) ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มขนาดทางการเงินประเภท ‘XV’ และได้รับการจัดอันดับจาก S&P ในระดับ A+ (Stable) เสริมให้ DB Insurance สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่ครอบคลุมครบวงจร ทั้งประกันวินาศภัย ประกันภัยระยะยาว และประกันภัยรถยนต์ รวมถึงบริการทางการเงินที่หลากหลายผ่านบริษัทในเครือ ซึ่งดำเนินธุรกิจด้านประกันชีวิต หลักทรัพย์ ธนาคารออมทรัพย์ และการบริหารจัดการสินทรัพย์ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: www.idbins.com

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Contacts

Vijaya Singh
vsingh@fortegra.com

Katie Butler
Katie@Aartrijk.com

ที่มา: Fortegra Group, Inc.

GIGABYTE นำเสนอโครงสร้างพื้นฐาน AI แบบครบวงจร ตั้งแต่ระบบระดับแร็คไปจนถึงการใช้งานจริงในงาน COMPUTEX 2026

Logo

ไทเป–(BUSINESS WIRE)–01 มิถุนายน 2026

หลังจากเปิดตัววิสัยทัศน์ “Future Landing” แล้ว ทาง GIGABYTE Technology ผู้นำระดับโลกด้านการประมวลผลประสิทธิภาพสูงและโครงสร้างพื้นฐาน AI ได้นำวิสัยทัศน์นั้นมาสู่ความจริงแล้วในงาน COMPUTEX 2026 ผ่านการจัดแสดงระบบ ซอฟต์แวร์ และการใช้งานจริงอย่างครอบคลุม ที่แสดงให้เห็นถึงวิธีการสร้าง การใช้งาน และการดำเนินงานของโครงสร้างพื้นฐาน AI ในระดับขนาดใหญ่ ตั้งแต่โรงงาน AI ระดับแร็คและศูนย์ข้อมูลแบบโมดูลาร์ ไปจนถึงเวิร์กโฟลว์ AI ทางกายภาพ, แอปพลิเคชัน AI ทางการแพทย์ และเอเจนต์ AI ในองค์กร โดย GIGABYTE จะแสดงให้เห็นว่าโครงสร้างพื้นฐาน AI นั้นสามารถก้าวข้ามขั้นตอนการวางแผนไปสู่การใช้งานจริงได้อย่างไร

โครงสร้างพื้นฐานระดับแร็คที่ผ่านการตรวจสอบแล้วสำหรับโรงงาน AI

หัวใจสำคัญของ “Future Landing” คือ พอร์ตโฟลิโอโครงสร้างพื้นฐาน AI ระดับแร็คที่กำลังขยายตัวของ GIGABYTE ที่ได้รับการออกแบบมาสำหรับโรงงาน AI ยุคใหม่

โดยหนึ่งในไฮไลท์ล่าสุด คือ NVIDIA Vera Rubin NVL72ที่ได้จัดแสดงเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตโฟลิโอระดับแร็คของ GIGABYTE โดยนอกจากแพลตฟอร์มระดับแร็คแล้ว ทาง GIGABYTE ยังนำเสนอ GAIFA (GIGABYTE AI Factory Accelerator) ที่เป็นโรงงาน AI ที่สร้างขึ้นโดยเฉพาะในไต้หวันที่ผสานรวมการประมวลผลยุคใหม่ เครือข่ายความเร็วสูง และชุดซอฟต์แวร์ของ NVIDIA เข้าไว้ในสภาพแวดล้อมที่ได้รับการตรวจสอบอย่างสมบูรณ์เพื่อการตรวจสอบระบบ การเพิ่มประสิทธิภาพภาระงาน และความพร้อมในการใช้งานต่างๆ

ในระดับการปฏิบัติงาน GPM (GIGABYTE POD Manager) จะให้การมองเห็นแบบครบวงจรและการตรวจสอบระดับโครงสร้างพื้นฐานที่ครอบคลุมระบบประมวลผล เครือข่าย ระบบระบายความร้อน และระบบจ่ายไฟต่างๆ ทำให้โรงงาน AI สามารถทำงานและขยายขนาดได้อย่างเป็นระบบและประสานงานกัน

โครงสร้างพื้นฐานที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับการใช้งานที่รวดเร็ว

ในการเร่งการใช้งานให้เร็วขึ้นกว่าการสร้างศูนย์ข้อมูลแบบเดิม ทาง GIGABYTE ขอแนะนำ GADU (GIGABYTE Accelerated Deployment Unit) ที่เป็นแพลตฟอร์มโครงสร้างพื้นฐาน AI แบบโมดูลาร์ที่ผสานรวมการประมวลผลความหนาแน่นสูง ระบบระบายความร้อนขั้นสูง และการกระจายพลังงานเข้าไว้ในระบบที่สามารถเคลื่อนย้ายได้และพร้อมใช้งาน โดย GADU นั้นรองรับสถาปัตยกรรมระบายความร้อนด้วยของเหลวโดยตรงและการระบายความร้อนแบบจุ่ม ที่จะช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถขยายขีดความสามารถด้าน AI ได้ด้วยระยะเวลาการดำเนินงานที่ลดลงเป็นอย่างมาก ในขณะที่ยังคงรักษาความยืดหยุ่นในสภาพแวดล้อมการดำเนินงานที่หลากหลายได้

โดยเมื่อใช้งานร่วมกับระบบระดับแร็คและซอฟต์แวร์โครงสร้างพื้นฐานของ GIGABYTE แล้ว GADU จะเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานให้เป็นแพลตฟอร์มที่ปรับขนาดได้และสามารถใช้งานได้อย่างรวดเร็ว

AI ทางกายภาพ จากการจำลองสู่การปฏิบัติจริง

เพื่อแสดงให้เห็นว่า AI สามารถก้าวข้ามการจำลองไปสู่การใช้งานจริงได้อย่างไร ทาง GIGABYTE จะนำเสนอเวิร์กโฟลว์แบบครบวงจรตั้งแต่โลกจริงไปจนถึงการจำลองและกลับสู่โลกจริง ที่สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์ม AI แบบครบวงจรของ NVIDIA

ขั้นตอนการทำงานจะเริ่มต้นด้วยการสร้างแบบจำลองดิจิทัลที่มีความแม่นยำสูงผ่านระบบ NVIDIA OVX ที่ขับเคลื่อนโดยแพลตฟอร์ม XLS4-SX2-LAS1 บนสถาปัตยกรรม NVIDIA MGX™ พร้อมด้วย GPU RTX™ PRO สำหรับการจำลอง Omniverse ขนาดใหญ่จากนั้น การเทรน AI จะดำเนินต่อไปบนแพลตฟอร์ม G2L4-SD4-LA08 บนสถาปัตยกรรม NVIDIA HGX™ ซึ่งเป็นที่ที่เกิดการสร้างข้อมูลสังเคราะห์และการเรียนรู้แบบเสริมแรง เมื่อตรวจสอบความถูกต้องแล้ว โมเดลที่ได้รับการเทรนจะถูกนำไปใช้ในระบบ Edge ที่ขับเคลื่อนด้วย NVIDIA Jetson เพื่อควบคุมหุ่นยนต์แบบเรียลไทม์ ที่จะแสดงให้เห็นผ่านการสาธิตสดควบคู่ไปกับการแสดงภาพจำลองของ Isaac Sim

AI ทางการแพทย์ จุดดูแลผู้ป่วย

นอกจากนี้ GIGABYTE ยังแสดงให้เห็นถึงระบบนิเวศ AI ทางการแพทย์ที่กำลังเติบโตสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลทางการแพทย์แบบเรียลไทม์ ณ จุดดูแลผู้ป่วย ที่ได้ร่วมมือกับพันธมิตรด้านการดูแลสุขภาพต่างๆ โดย GIGABYTE ได้ผสานรวมพีซีขนาดเล็ก BRIXเข้ากับระบบวินิจฉัยโรคที่ใช้ AI ช่วยเหลือ ที่สนับสนุนการจำแนกประเภทเซลล์ไขกระดูกและการตรวจจับติ่งเนื้อแบบเรียลไทม์ระหว่างการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ โดยแพลตฟอร์มการประมวลผลภาพ VFG100 ที่เร่งความเร็วด้วย FPGA จะช่วยให้การประมวลผลภาพแบบเรียลไทม์ด้วยภาระ CPU ที่ต่ำมาก ในขณะที่ AI TOP ATOMจะช่วยให้การวิเคราะห์ภาพปอดสามารถทำได้ในพื้นที่ซึ่งตรงตามข้อกำหนดด้านความเป็นส่วนตัวของข้อมูลทางการแพทย์และการปฏิบัติตามกฎระเบียบ

นำ AI เข้าใกล้จุดตัดสินใจมากขึ้น

เพื่อขยายขีดความสามารถของ AI ให้ก้าวพ้นโครงสร้างพื้นฐานแบบรวมศูนย์ ทาง GIGABYTE ยังได้จัดแสดงเวิร์กสเตชัน W775และซูเปอร์คอมพิวเตอร์ AI แบบเดสก์ท็อป AI TOP ATOM สำหรับการเทรนส่วนตัว การปรับแต่งโมเดล และเวิร์กโฟลว์ AI เชิงเอเจนต์ ที่ขับเคลื่อนโดย NVIDIA NemoClaw อีกด้วย

นอกเหนือจากพื้นที่จัดแสดงหลักบนชั้น 1 แล้ว ผู้เข้าชมยังสามารถสำรวจพื้นที่จัดแสดงเฉพาะของ GIGABYTE บนชั้น 4 ที่จะแสดงระบบ AI TOP และนวัตกรรม AI สำหรับผู้บริโภคว่าความสามารถในการประมวลผลของ GIGABYTE ได้ขยายจากโครงสร้างพื้นฐาน AI ไปสู่ประสบการณ์อัจฉริยะในชีวิตประจำวันได้อย่างไร โดยในงาน COMPUTEX 2026 GIGABYTE จะแสดงให้เห็นว่า “Future Landing” กำลังเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐาน AI ให้เป็นระบบที่พร้อมใช้งาน สามารถนำไปใช้งานได้ และเกิดขึ้นจริงได้อย่างไร

GIGABYTE@COMPUTEX 2026
https://www.gigabyte.com/Events/Computex
วันที่ 2-5 มิถุนายน 2026
Taipei Nangang Exhibition Center, ฮอลล์ 1
ธุรกิจองค์กร (ชั้น 1 K0802) | ธุรกิจผู้บริโภค (ชั้น 4 M0520)

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260525486787/en

Contacts

brand@gigabyte.com

ที่มา: GIGABYTE Technology






งาน EmPOWER AI London ของ Bidgely ระดมผู้นำมาร่วมกำหนดทิศทางอนาคตของการใช้ไฟฟ้าทดแทนเชื้อเพลิง ความยืดหยุ่นในการจัดการโหลดไฟฟ้า ประสบการณ์ลูกค้า และความสามารถในการเข้าถึงพลังงานในราคาที่เหมาะสม

Logo

รายงาน LCP Delta ฉบับใหม่นี้เป็นหัวใจสำคัญของวาระการประชุมเชิงโต้ตอบ ซึ่งกระตุ้นให้เกิดการสนทนาอย่างตรงไปตรงมากับนักวิจัยอิสระและผู้มีวิสัยทัศน์ในระดับภูมิภาค

LOS ALTOS, Calif.–(BUSINESS WIRE)–28 พฤษภาคม 2026

Bidgely นำเสนอข้อมูลเชิงลึกระดับโลกมาสู่กรุงลอนดอน ระหว่างวันที่ 10-12 มิถุนายน ซึ่งถือเป็นจุดหมายสำคัญลำดับถัดไปของการประชุม EmPOWER AI ระดับพรีเมียม การประชุมที่ลอนดอนนี้เป็นส่วนหนึ่งของฟอรั่มนานาชาติที่ครอบคลุม Toronto และ New York โดยเป็นศูนย์กลางการทำงานร่วมกันอย่างแข็งขันสำหรับผู้ค้าปลีกพลังงานที่พร้อมจะเป็นผู้นำ—มากกว่าที่จะตอบสนองต่อ—การเพิ่มขึ้นของการใช้ไฟฟ้า ความยืดหยุ่นในการใช้พลังงานที่สำคัญ ประสบการณ์ของลูกค้าในยุคใหม่ และความสามารถในการจ่ายค่าพลังงานที่เร่งด่วน

Bidgely's EmPOWER AI London features custom workshops and peer-to-peer dialogues to unlock insights needed to reshape energy engagement.

งาน EmPOWER AI London ของ Bidgely นำเสนอเวิร์กช็อปที่ออกแบบมาโดยเฉพาะและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างผู้ร่วมวงการ เพื่อปลดล็อกข้อมูลเชิงลึกที่จำเป็นต่อการพลิกโฉมรูปแบบการมีส่วนร่วมด้านพลังงาน

โดยผ่านการจัดเวิร์คช็อปเฉพาะด้านและการสนทนาแบบเปิดใจระหว่างผู้เชี่ยวชาญ EmPOWER AI London รวบรวมผู้ที่มีความรู้ความสามารถโดดเด่นที่สุดในอุตสาหกรรมมาร่วมกันสำรวจว่าปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะช่วยปลดล็อกข้อมูลเชิงลึกของลูกค้าที่จำเป็นต่อการปรับปรุงระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้ทันสมัยและปรับเปลี่ยนรูปแบบการมีส่วนร่วมด้านพลังงานทั่วโลกได้อย่างไร

เวิร์กช็อปเชิงความร่วมมือ: จากข้อมูลเชิงลึกสู่การลงมือทำ

รายงานฉบับใหม่ร่วมกับบริษัทวิจัยด้านพลังงาน LCP Delta เปิดตัวพร้อมกับการจัดงาน EmPOWER AI London การระบุสินทรัพย์ในบ้าน รายงานฉบับนี้ได้ทำการเปรียบเทียบวิธีการต่างๆ ที่มีอยู่สำหรับการระบุสินทรัพย์ เช่น ปั๊มความร้อน รถยนต์ไฟฟ้า (EV) แผงโซลาร์เซลล์ และอื่นๆ โดยยืนยันถึงข้อดีของการวิเคราะห์ข้อมูลที่ขับเคลื่อนด้วย AI เหนือกว่าการประมาณค่าทางสถิติแบบมาตรฐานหรือการตรวจสอบโดยใช้ฮาร์ดแวร์

David Trevithick หัวหน้าฝ่ายข้อมูลด้านลูกค้าเชิงลึกของ LCP Delta จะนำเสนอผลการศึกษาจากการวิจัยเรื่องการตอบสนองต่อความต้องการใช้พลังงานเชิงพฤติกรรมของบริษัท

“เมื่อการซื้อสินทรัพย์เพื่ออยู่อาศัยเพิ่มขึ้น รูปแบบความต้องการของครัวเรือนก็จะมีความแตกต่างและผันแปรมากขึ้น ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ค้าปลีกสามารถระบุสินทรัพย์ กำหนดเป้าหมายอัตราค่าบริการอัจฉริยะ และข้อเสนอที่ยืดหยุ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ปรับปรุงการคาดการณ์ความต้องการ และเพิ่มการรักษาฐานลูกค้า” Trevithick กล่าวเสริม

นอกจากนี้ ยังมีการจัดเวิร์คช็อปเพิ่มเติมโดยเน้นประเด็นสำคัญที่ระบุไว้ในรายงาน พร้อมทั้งสาธิตการประยุกต์ใช้ในทางปฏิบัติและเรื่องราวความสำเร็จในโลกแห่งความเป็นจริง:

  •  การเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบไฟฟ้า: เรียนรู้วิธีที่ AI สามารถช่วยระบุลูกค้า EV ที่มีศักยภาพสูง ค้นพบจุดที่มีการเติบโตของการใช้พลังงานสูง และขับเคลื่อนกลยุทธ์การสรรหาลูกค้าเป้าหมาย ในเวิร์กช็อปนี้ จะแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของผู้ให้บริการด้านพลังงานชั้นนำในการกำหนดเป้าหมายผู้ใช้ที่มีการใช้พลังงานสูงสุด และลดการใช้พลังงานต่อคันได้ถึง 3เท่าเมื่อเทียบกับประชากร EV โดยเฉลี่ย
     
  •  การยกระดับศูนย์บริการทางโทรศัพท์และประสบการณ์ลูกค้า: ด้วยการผสานรวมข้อมูลเชิงลึกจาก AI ของ Bidgely เข้ากับระบบนิเวศของศูนย์บริการลูกค้าและขั้นตอนการจัดการปัญหาผ่านการโทร ท่านจะได้พบกับผลลัพธ์ที่จับต้องได้ในโลกความเป็นจริงซึ่งประกอบด้วยความพึงพอใจของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น 7% ระยะเวลาเฉลี่ยในการให้บริการต่อสายที่ลดลง 3% ประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาได้สำเร็จตั้งแต่การโทรครั้งแรกที่เพิ่มขึ้น 3% และระดับความมั่นใจในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่บริการลูกค้าที่สูงถึง 85-95%
     
     ผู้เข้าร่วมงานจะได้สัมผัสกับระบบใหม่ของ Bidgely เป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นการผสานการทำงานของระบบตอบรับอัตโนมัติด้วยเสียง (Interactive Voice Response – IVR)เข้ากับแพลตฟอร์ม PolyAI, Genesys และ NiCE โดยระบบดังกล่าวใช้เทคโนโลยี AI เชิงสนทนาในการช่วยแก้ไขปัญหาด้านพลังงานที่มีความซับซ้อนได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งช่วยมอบประสบการณ์ที่เข้าใจง่ายและราบรื่นแก่ลูกค้า พร้อมทั้งช่วยลดระยะเวลารอคอยและต้นทุนในการดำเนินงานลงได้อีกด้วย
     

เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่ขับเคลื่อนด้วย AI ในลอนดอน

“EmPOWER AI London ไม่ใช่เพียงแค่เวทีสำหรับการมองเห็นภาพอนาคตของพลังงานเท่านั้น แต่ยังเป็นสถานที่ที่เราลงมือสร้างสรรค์อนาคตขึ้นมาอย่างเป็นรูปธรรม” Abhay Gupta ซีอีโอของ Bidgely กล่าว “การเปลี่ยนผ่านของระบบโครงข่ายไฟฟ้าจำเป็นต้องอาศัยการลงมือทำควบคู่ไปกับข้อมูลเชิงลึกอันชาญฉลาด เราขอเชิญชวนผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ก้าวไกลจากทั่วทุกมุมโลกมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับเรา เพื่อท้าทายกรอบแนวคิดแบบเดิมๆ และปลดล็อกศักยภาพอันไร้ขีดจำกัดที่จะเกิดขึ้น เมื่อปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้ผสานรวมเข้ากับความอัจฉริยะของมนุษย์”

สามารถสำรองที่นั่งของคุณในงาน EmPOWER AI London ได้ที่ empower.bidgely.com/london-2026

เกี่ยวกับ Bidgely

Bidgely เป็นผู้บุกเบิกด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการวิเคราะห์พลังงาน โดยเปลี่ยนข้อมูลมิเตอร์ดิบให้เป็นข้อมูลเชิงลึกที่มีความละเอียดสูงสำหรับบริษัทสาธารณูปโภคทั่วโลก บริษัทให้บริการบ้านเรือนกว่า 50 ล้านหลัง แพลตฟอร์ม UtilityAI™ ของบริษัทใช้สิทธิบัตรพื้นฐาน 19 ฉบับเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพภาพรวมของโครงข่ายไฟฟ้า การดำเนินงานศูนย์บริการลูกค้า และการมีส่วนร่วมกับลูกค้าแบบเฉพาะบุคคล Bidgely ได้รับการยกย่องจาก Fast Company ว่า “เป็นหนึ่งใน 10 บริษัท AI ประยุกต์ที่มีนวัตกรรมที่ดีที่สุด” โดยผสานรวมการวิเคราะห์พลังงานที่แม่นยำเข้ากับระบบนิเวศ AI ในแนวนอน เช่น Microsoft Copilot และ AWS เพื่อปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้าให้ทันสมัยด้วยความแม่นยำในระดับบ้านแต่ละหลัง www.bidgely.com | bidgely.com/insights

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260528875676/en

Contacts

Christine Bennett
Bidgely
press@bidgely.com

ที่มา: Bidgely

The Bangkok Reporter