Kioxia ผลิตโซลิดสเตตไดรฟ์ PCIe® 4.0 รายแรก

Logo

ลูกค้ากำลังทดสอบ SSD รุ่น PCIe®/NVMe™ ล่าสุดที่ขับเคลื่อนประสิทธิภาพเหนือชั้นสำหรับองค์กรศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่

โตเกียว–(บิสิเนสไวร์)–21 ก.พ. 2563

PCI Express® 4.0 ถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของลูกค้าเซิร์ฟเวอร์ และระบบจัดเก็บข้อมูลเป็นสองเท่าด้วยความเร็วที่สูงถึง 16.0GT/s (ความเร็ว throughout กิกะทรานส์เฟอร์ต่อวินาทีต่อเลน) โดยเพิ่มระดับประสิทธิภาพใหม่ให้กับแอปพลิเคชันคลาวด์และองค์กร  วันนี้ Kioxia Corporation ผู้นำระดับโลกในด้านโซลูชั่นหน่วยความจำได้ประกาศว่าโซลิดสเตตไดรฟ์ (SSD) PCIe® 4.0 NVMe™ สำหรับองค์กรและศูนย์ข้อมูลนั้นพร้อมจัดส่งให้กับลูกค้าแล้ว[1]

ข่าวประชาสัมพันธ์นี้มีมัลติมีเดีย อ่านฉบับเต็มได้ที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20200220005997/en/

Kioxia Corporation: PCIe(R) 4.0 NVMe(TM) Enterprise and Data Center SSDs (Photo: Business Wire)

Kioxia Corporation: SSD รุ่น PCIe(R) 4.0 NVMe(TM) สำหรับองค์กรและศูนย์ข้อมูล (ภาพ: บิสิเนสไวร์)

โดยเป็นผู้นำยาวนานในการพัฒนา SSD รุ่น PCIe®4.0 NVMe™, Kioxia ได้ผลักดันขีดจำกัดของประสิทธิภาพการจัดเก็บข้อมูลแบบแฟลช  Kioxia เป็นบริษัทแรกที่ได้นำเสนอ SSD รุ่น PCIe® 4.0 ต่อสาธารณะ[2] และตอนนี้เป็นบริษัทแรกที่เริ่มจัดจำหน่ายไดรฟ์รุ่นใหม่นี้

SSD รุ่น NVMe ซีรี่ส์ CM6 สำหรับองค์กร

SSD รุ่น PCIe® 4.0, Gen4 4lane (หรือพอร์ตคู่ 2lane) และ NVMe™ 1.4 ซีรี่ส์ CM6 สำหรับองค์กรของ Kioxia นั้นมีพอร์ตคู่สำหรับความพร้อมระดับสูงและมอบประสิทธิภาพ read/write แบบ sequential และ random  ที่ดีที่สุดในหมู่รุ่นเดียวกันที่มีความเร็วถึง 6.9 GB/s และ 1.4M IOPS นับเป็นการเพิ่มความเร็วจาก PCIe® 3.0 รุ่นก่อนถึงสองเท่าและเร็วกว่าไดรฟ์ SATA ทั่วไปถึง 12 เท่า[4]  

CM6 นั้น ถูกออกแบบมาสำหรับการใช้งานในองค์กรและกรณีการใช้งานที่รวมถึงการประมวลผลประสิทธิภาพสูง ปัญญาประดิษฐ์ เลเยอร์แคช การเทรดและการวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงิน โดยมีความจุได้ถึง 30.72TB[5]

SSD รุ่น NVMe ซีรี่ส์ CD6 สำหรับศูนย์ข้อมูล

SSD รุ่น PCIe® 4.0, Gen4 4lane และ NVMe™ 1.4 ซีรี่ส์ CD6 สำหรับศูนย์ข้อมูลนั้นมีพอร์ตเดี่ยวสำหรับเซิร์ฟเวอร์และออกแบบมาสำหรับศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่และการใช้งานทั่วไปเช่นฐานข้อมูล สภาพแวดล้อมคลาวด์/คอนเทนเนอร์ เว็บเซิร์ฟเวอร์ และการสตรีมสื่อ  ซีรีย์ CD6 นั้นมีความจุสูงถึง 15.36TB พร้อมความเร็ว through สูงสุด 6.2GB/s และประสิทธิภาพ random access 1.0 M IOPS

ทั้งซีรีส์ CM6 และ CD6 มี 1 DWPD (Drive Write per Day) และ 3 DWPD[6] และมีตัวเลือกความปลอดภัยและการเข้ารหัสมากมาย[7]  นอกจากนี้ SSD ใหม่ยังผ่านการปฏิบัติตาม PCI-SIG Workshop ได้สำเร็จและอยู่ในรายชื่ออุปกรณ์ NVMe™ 1.4 ที่สนับสนุนของ UNH-IOL Integrator

หมายเหตุ

[1] ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ 30.72TB มีกำหนดให้วางจำหน่ายหลังจากเดือนมิถุนายน
[2] จัดแสดงในงาน Flash Memory Summit ในเดือนสิงหาคม 2562
[3] ข้อมูล ณ วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2020 ในหมวดหมู่ของ SSD ระดับองค์กร  จากการสำรวจของ Kioxia Corporation
[4] เทียบกับผลิตภัณฑ์ Kioxia อินเตอร์เฟส SATA ที่มีอยู่  จากการสำรวจของ Kioxia Corporation การประเมินประสิทธิภาพเป็นข้อมูลเบื้องต้นและอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
[5] คำจำกัดความของความจุ: Kioxia Corporation กำหนดเมกะไบต์ (MB) เป็น 1,000,000 ไบต์ กิกะไบต์ (GB) เป็น 1,000,000,000 ไบต์ และเทราไบต์ (TB) เป็น 1,000,000,000,000 ไบต์  อย่างไรก็ตามระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์รายงานความจุหน่วยเก็บข้อมูลโดยใช้กำลัง 2 สำหรับคำจำกัดความ 1GB = 2 ^ 30 ไบต์ = 1,073,741,824 ไบต์, 1TB = 2 ^ 40 ไบต์ = 1,099,511,627,776 ไบต์ ดังนั้นจึงมีความจุหน่วยเก็บข้อมูลน้อยลง  พื้นที่เก็บข้อมูลที่มีอยู่ (รวมถึงตัวอย่างของไฟล์สื่อต่างๆ) จะแตกต่างกันไปตามขนาดไฟล์ การจัดรูปแบบ การตั้งค่าซอฟต์แวร์ และระบบปฏิบัติการเช่นระบบปฏิบัติการ Microsoft® และ/หรือแอปพลิเคชันซอฟต์แวร์ที่ติดตั้งล่วงหน้าหรือเนื้อหาสื่อ  ความจุที่ฟอร์แมตจริงอาจแตกต่างกันไป
[6] รุ่น 1DWPD จะมีขนาดความจุ 960GB ถึง 30.72TB ในขณะที่รุ่น 3DWPD จะมีขนาดความจุ 800GB ถึง 12.8TB
[7] ความพร้อมใช้งานของตัวเลือกความปลอดภัย/การเข้ารหัสอาจแตกต่างกันไปตามภูมิภาค

* PCI Express และ PCIe เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ PCI-SIG
* NVMe เป็นเครื่องหมายการค้าของ NVM Express, Inc.
* Microsoft เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนหรือเครื่องหมายการค้าของ Microsoft Corporation ในสหรัฐอเมริกาและ/หรือประเทศอื่น ๆ
* ชื่อบริษัท ชื่อผลิตภัณฑ์ และชื่อบริการที่กล่าวถึงในที่นี้อาจเป็นเครื่องหมายการค้าของบริษัทนั้น ๆ

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง:

* CM6 Series ใหม่และ SSD สำหรับองค์กรของ Kioxia https://business.kioxia.com/en-jp/ssd/enterprise-ssd.html
* CD6 Series ใหม่และ SSD สำหรับศูนย์ข้อมูลของ Kioxia
https://business.kioxia.com/en-jp/ssd/data-center-ssd.html

สอบถามข้อมูลสำหรับลูกค้า:
Kioxia Corporation
Sales Promotion Division (ฝ่ายสนับสนุนการขาย)
โทร: +81-3-6478-2427
https://business.kioxia.com/en-jp/buy/global-sales.html

*ข้อมูลในเอกสารนี้ รวมถึงราคาและข้อมูลจำเพาะของผลิตภัณฑ์ เนื้อหาของบริการ และข้อมูลการติดต่อถูกต้องในวันที่ประกาศ แต่อาจมีการเปลี่ยนแปลงโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า .

ดูต้นฉบับบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20200220005997/en/

สอบถามสำหรับสื่อ:
Kioxia Corporation
Sales Strategic Planning Division (ฝ่ายวางแผนกลยุทธ์การขาย)
Koji Takahata
โทร: +81-3-6478-2404

ทีมวิจัย NTHU พัฒนาอุปกรณ์แสดงผลใหม่

Logo

ซินจู๋, ไต้หวัน–(BUSINESS WIRE)–19 กุมภาพันธ์ 2563

ทีมวิจัยที่นำโดยศาสตราจารย์ Hsueh-Shih (Sean) Chen แห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติชิงหวา (NTHU) ได้ประกาศไปเมื่อไม่นานมานี้ว่าพวกเขาได้พัฒนาวัสดุควอนตัมด็อท (quantum dot) ขึ่นใหม่ ซึ่งมีความเสถียรและให้สีสันที่เหมือนจริงมากขึ้น ข้อจำกัดหลักของวัสดุจอแสดงผลควอนตัมด็อทในปัจจุบันคือความไม่เสถียรและเสียหายได้ง่าย และทีมได้ทำการแก้ไขด้วยการสร้าง “โล่” ขนาดประมาณ 1 นาโนเมตรขึ้นมาติดไว้แต่ละด้านของคริสตัลของควอนตัมด็อทแต่ละชิ้น วัสดุใหม่นี้สามารถนำไปใช้ได้หลากหลาย รวมถึงจอสำหรับโทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือและกล้อง

เอกสารประชาสัมพันธ์นี้มีลักษณะเป็นมัลติมีเดีย ดูอย่างเต็มรูปแบบได้ที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20200219005017/en/

A research team led by Professor Hsueh-Shih Chen of NTHU has recently announced that they have developed a new quantum dot material which is more stable and provides more realistic color. (Photo: National Tsing Hua University)

ทีมวิจัยที่นำโดยศาสตราจารย์ Hsueh-Shih (Sean) Chen แห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติชิงหวา ได้ประกาศไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่าพวกเขาได้พัฒนาวัสดุควอนตัมด็อท ขึ่นใหม่ ซึ่งมีความเสถียรและให้สีสันที่เหมือนจริงมากขึ้น (รูปภาพ: มหาวิทยาลัยแห่งชาติชิงหวา)

ด้วยการสนับสนุนจาก NTHU ทีมได้ยื่นจดสิทธิบัตรวัสดุใหม่นี้แล้ว และได้ก่อตั้งบริษัท HsinLight Inc. ขึ้นเพื่อผลิตวัสดุชนิดนี้เพื่อการพาณิชย์ คาดว่าการผลิตจอควอนตัมด็อทครั้งแรกจะเริ่มต้นในปี 2563 นี้

จอส่วนใหญ่ที่จำหน่ายอยู่ในตลาดปัจจุบันนี้เป็นจอภาพผลึกเหลว (LCD) ซึ่งมีการไล่ระดับและการอิ่มตัวของสี และสามารถแสดงสีได้เพียงหนึ่งในสามของสีที่ดวงตามนุษย์สามารถมองเห็นได้เท่านั้น แม้แต่จอ OLED ที่เรียกว่า “retinal grade” ซึ่งใช้ในอุปกรณ์อย่าง iPhone 11 ก็สามารถแสดงสีที่ดวงตามนุษย์สามารถมองเห็นได้เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น ขณะนี้จอที่ใช้วัสดุ QD ใหม่ (QLED TV) จะแสดงสีเกือบ 90% ของสีที่ดวงตามนุษย์สามารถมองเห็นได้

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังพบว่ามีความท้าทายที่ต้องจัดการก่อนที่วัสดุควอนตัมด็อทจะถูกนำมาใช้ในวงกว้าง Chen ได้อธิบายว่าควอนตัมด็อทมีลักษณะเป็นคริสตัลทรงกลมขนาดประมาณสามนาโนเมตร และถูกทำให้เสียหายได้ง่ายด้วยน้ำหรือโมเลกุลออกซิเจน ซึ่งจะส่งผลให้ความสว่างลดลง ขณะนี้ ผู้ผลิตรายใหญ่ ๆ เช่น ซัมซุง ควบคุมปัญหานี้ด้วยการนำควอนตัมด็อทมาประกบกันและเก็บไว้ในชั้นฟิล์มสำหรับป้องกัน แต่วิธีนี้เป็นวิธีที่ไม่คุ้มทุนและฟิล์มจะไม่สามารถป้องกันควอนตัมด็อทได้เลยหากเกิดรูแม้เล็กเท่ารูเข็ม

ด้วยแรงบันดาลใจจากโล่ที่ใช้โดยซูเปอร์ฮีโร่ในหนังสือการ์ตูนกัปตันอเมริกาจากซีรีส์อเวนเจอร์ Chen ค้นพบแนวคิดการสร้างโล่ขนาดหนึ่งนาโนเมตรให้กับแต่ละควอนตัมด็อท ซึ่งช่วยป้องกันน้ำและการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังช่วยเพิ่มความเสถียรของวัสดุและอายุการใช้งานของจอ

ในช่วงสองปีที่ผ่านมา บริษัทหลายแห่งได้เริ่มขายโทรทัศน์ที่ใช้เทคโนโลยีควอนตัมด็อทแล้ว แต่เนื่องจากวัสดุควอนตัมมีความเปราะบางจึงเป็นเรื่องยากที่จะผลิตในจำนวนมากและมีราคาค่อนข้างสูง อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีโล่ป้องกันควอนตัมด็อทของ Chen จะช่วยลดต้นทุนในการผลิตได้อย่างมาก

จอควอนตัมด็อทขนาด 55 นิ้วโดยทั่วไปประกอบด้วยคริสตัลควอนตัมมากกว่า 100 ล้านล้านล้าน (10 ยกกำลัง 20) และทีมวิจัยของ Chen ได้พัฒนาเทคนิคสำหรับการควบคุมขนาดของควอนตัมด็อทแต่ละชิ้นอย่างแม่นยำ เพื่อให้แต่ละคริสตัลควอนตัมมีขนาดต่างกันไม่เกิน 0.5 นาโนเมตร การควบคุมขนาดควอนตัมด็อทและโล่ได้อย่างแม่นยำจะช่วยให้จอปล่อยสีน้ำเงิน เขียว เหลือง ส้ม แดง อินฟราเรดและสีอื่น ๆ ได้ถูกต้อง

ดูเนื้อหาต้นฉบับที่ businesswire.comhttps://www.businesswire.com/news/home/20200219005017/en/

สื่อ:
Holly Hsueh
มหาวิทยาลัยแห่งชาติชิงหวา
โทร: (886)3-5162006
อีเมล: hoyu@mx.nthu.edu.tw

MoEngage ระดมทุน 25 ล้านดอลลาร์ฯ ในรอบ Series C Investment ที่มี Eight Roads Ventures เป็นผู้นำ

Logo

ร่วมด้วยตัวแทนจาก F-Prime Capital, Matrix Partners India และ Ventureast

จาการ์ตา, อินโดนีเซีย–(BUSINESS WIRE)–12 กุมภาพันธ์ 2563

หลังได้รับการรับรองสถานะ Retail Competency จาก Amazon Web Services (AWS) ไปเมื่อไม่นานมานี้ MoEngage เครื่องมือวิเคราะห์ลูกค้าอัจฉริยะและแพลตฟอร์มสร้างการมีส่วนร่วมหลายช่องทาง สามารถระดมทุนได้ 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในรอบ Series C โดยมี Eight Roads Ventures เป็นผู้นำการระดมทุนในรอบนี้ และมีตัวแทนจาก F-Prime Capital บริษัทกองทุนในเครือซึ่งตั้งอยู่ในสหรัฐฯ Matrix Partners India และ Ventureast เข้าร่วม การระดมทุนรอบใหม่นี้มีจุดประสงค์เพื่อนำไปใช้สร้างความสัมพันธ์กับตลาดเอเชียให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น บูรณาการความสามารถที่รุดหน้าเข้ากับส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ และขยายการดำเนินงานในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ซึ่งเป็นสองตลาดที่เติบโตเร็วที่สุดของ MoEngage

เอกสารประชาสัมพันธ์นี้มีลักษณะเป็นมัลติมีเดีย ดูเนื้อหาอย่างเต็มรูปแบบที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20200211005891/en/

MoEngage Team (Photo: Business Wire)

ทีม MoEngage (รูปภาพ: Business Wire)

“การระดมทุนรอบล่าสุดจะช่วยให้เราเข้าถึงแบรนด์ต่าง ๆ ได้มากขึ้น และช่วยให้พวกเขามีแพลตฟอร์มที่ทันสมัยสำหรับสร้างการมีส่วนร่วมของลูกค้า ซึ่งพัฒนาขึ้นสำหรับโลกที่ทุกอย่างถูกนำมาไว้บนมือถือ และออกแบบให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น มีความครบครันและชาญฉลาด” Raviteja Dodda ผู้ก่อตั้งและซีอีโอแห่ง MoEngage Inc. กล่าว

“เรายังได้ใช้ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญอย่างมากจาก Eight Roads Ventures และ F-Prime Capital ที่ได้นำมาสู่ห้องประชุมคณะกรรมการในการลงทุนครั้งนี้”

MoEngage นำเอาเครื่องมือวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค ข้อมูล และการทำการตลาดอัตโนมัติมารวมไว้ที่แดชบอร์ดหลัก ที่แบรนด์สามารถมีส่วนร่วมกับลูกค้าผ่านช่องทางต่าง ๆ รวมถึงรูปแบบการสื่อสารเฉพาะของแต่ละบริการ

“การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของโทรศัพท์มือถือทำให้การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างลูกค้ากับธุรกิจประเภทที่เน้นเรื่องดิจิทัลและลูกค้าเป็นอันดับหนึ่งมีความซับซ้อนมากขึ้น นักการตลาดในปัจจุบันจำเป็นต้องสร้างการมีส่วนร่วมกับลูกค้าอย่างไร้รอยต่อ ในรูปแบบที่ตอบสนองความต้องการเฉพาะคนได้แบบเรียลไทม์ผ่านทุกช่องทางการสื่อสาร” Shweta Bhatia หุ้นส่วนจาก Eight Roads Ventures กล่าว

“สิ่งที่ทำให้ MoEngage แตกต่างจากแพลตฟอร์มสร้างการมีส่วนร่วมอื่น ๆ ก็คือ ความสามารถในการสื่อสารกับลูกค้าตั้งแต่เริ่มต้นจนตัดสินใจซื้อที่ทำงานด้วยระบบ AI ซึ่งมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ซึ่งรวมเข้ากับความสามารถในการเข้าถึงลูกค้าผ่านช่องทางที่ดีที่สุดของอุตสาหกรรม และระบบช่วยเหลือลูกค้าที่ยอดเยี่ยม พวกเรารู้สึกตื่นเต้นที่ได้ร่วมงานกับ Raviteja และทีมของเขาซึ่งกำลังขยายการเติบโตไปทั่วโลก”

“MoEngage ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าองค์กรทั่วโลก และได้เสริมความแข็งแกร่งของพวกเขาในฐานะผู้นำด้านการสร้างการมีส่วนร่วมกับลูกค้าในยุค mobile-first และยุคแห่งการวิเคราะห์ข้อมูลให้แข็งแรงยิ่งขึ้น พวกเรารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับ Raviteja และทีมตั้งแต่เริ่มต้น และได้เฝ้ามองการเติบโตของพวกเขาอย่างใกล้ชิด เราขอต้อนรับ Eight Roads และ F-Prime สู่ความเป็นพันธมิตรครั้งนี้” Tarun Davda กรรมการผู้จัดการ Matrix India กล่าว

เทคโนโลยี AI และแพลตฟอร์มอัตโนมัติของ MoEngage จะสร้างแผนที่การเดินทางของลูกค้าและพัฒนาข้อเสนอ อัปเดต การแนะนำและการสื่อสารต่าง ๆ ของแต่ละคน เพื่อสื่อสารกับลูกค้าผ่านช่องทางต่าง ๆ ทั้งโทรศัพท์มือถือ เว็บไซต์ อีเมล และข้อความเอสเอ็มเอส แบรนด์ระดับโลกหลายร้อยแบรนด์จาก 35 ประเทศ ใช้ MoEngage เชื่อมต่อกับผู้ใช้งานมากกว่า 400 ล้านรายในแต่ละเดือน มีการสื่อสารกันมากกว่า 6.5 หมื่นล้านครั้ง และมีการส่งข้อความมากกว่า 4 หมื่นล้านข้อความในแต่ละเดือน

MoEngage ได้รับการยกย่องจาก Gartner Magic Quadrant ให้เป็นแพลตฟอร์มการตลาดสำหรับมือถือยอดเยี่ยมสองปีซ้อน และได้รับคะแนนความพึงพอใจของลูกค้าโดยรวมสูงสุด (4.6 จาก 5 คะแนน) ในรายงาน Gartner Peer Insights ‘Voice of the Customer’ ประจำปี 2562 ซึ่งบริษัทได้รวมธุรกิจสตาร์ทอัพและแบรนด์ระดับองค์กรหลายแห่งเป็นกลุ่มลูกค้าด้วย เช่น Deutsche Telekom, CIMB Bank, Travelodge, Samsung, McAfee, Vodafone, Future Retail, Landmark Group และ Mashreq Bank รวมถึงแบรนด์ด้านอินเทอร์เน็ตอย่าง Ola, OYO, Bigbasket และ Tokopedia ปัจจุบัน ลูกค้าองค์กรเป็นกลุ่มที่สร้างรายได้ให้กับ MoEngage เกือบ 50% ของรายได้ทั้งหมด

"ที่ Kredivo พันธกิจของเราคือการพัฒนาการเข้าถึงเครดิตให้กับชาวมิลเลนเนียลที่ยังไม่สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงินได้ ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์เครดิตที่สามาถเข้าถึงได้อย่างรวดเร็วและในราคาที่สามารถจับต้องได้ผ่านทางโทรศัพท์มือถือ MoEngage เป็นพันธมิตรที่สำคัญที่ช่วยให้เราสามารถวิเคราะห์พฤติกรรมของลูกค้าของเรา และพัฒนาการรักษาและการมีส่วนร่วมของลูกค้าด้วยการมอบประสบการณ์เฉพาะบุคคลผ่านช่องทางการสื่อสารที่หลากหลาย"

– Akshay Garg ซีอีโอแห่ง FinAccel (powers Kredivo แพลตฟอร์มให้บริการเครดิตทันใจชั้นนำของอินโดนีเซีย)

เกี่ยวกับ MoEngage

MoEngage เป็นแพลตฟอร์มสร้างการมีส่วนร่วมของลูกค้าอัจฉริยะที่พัฒนาขึ้นสำหรับโลกในยุคที่ทุกอย่างสามารถทำได้ผ่านมือถือ ด้วยระบบอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วย AI ความสามารถในการเพิ่มประสิทธิภาพให้สูงสุด และระบบวิเคราะห์ที่ติดตั้งมาในตัว MoEngage จึงสามารถให้บริการที่ตรงกับความต้องการเฉพาะบุคคลได้อย่างดี ผ่านการสื่อสารหลากหลายช่องทาง เช่น ระบบแจ้งเตือน push notification ผ่านมือถือ อีเมล ระบบ in-app ข้อความแจ้งเตือนบนเว็บ การส่งข้อความบนเว็บและข้อความ SMS แบรนด์ระดับ Fortune 500 จากกว่า 35 ประเทศ อย่างเช่น Deutsche Telekom, Samsung, Vodafone และ McAfee รวมถึงแบรนด์ด้านอินเทอร์เน็ตอย่าง Ola, OYO, Bigbasket และ Tokopedia ต่างใช้ MoEngage ในการจัดการแคมเปญผ่านช่องทางต่าง ๆ เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของผู้ใช้การสื่อสารแบบ omnichannel กับ MoEngage ได้ที่เว็บไซต์ของเรา www.moengage.com

ดูเนื้อหาต้นฉบับที่ businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20200211005891/en/

ติดต่อ:

MoEngage | Suraj Dubey | +91 9036324705 | suraj@moengage.com

Milrem Robotics เปิดตัวยานพาหนะไร้คนขับที่ผ่านภารกิจจริงมาแล้วที่งาน “สิงคโปร์แอร์โชว์”

Logo

สิงคโปร์–(บิสิเนสไวร์)–11 ก.พ. 2563

Milrem Robotics หนึ่งในผู้ผลิตยานพาหนะไร้คนขับ (UGV) ชั้นนำได้เปิดตัว THEMIS UGV รุ่นที่ห้าที่ผ่านภารกิจจริงมาแล้วที่งาน Singapore Airshow 2020.  THEMIS UGV ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนและเพิ่มประสิทธิภาพการต่อสู้ให้กับทหารในสมรภูมิ

ข่าวประชาสัมพันธ์นี้มัลติมีเดีย อ่านฉบับเต็มได้ที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20200210005048/en/

The THeMIS UGV has been deployed to Mali since early 2019. (Photo: Business Wire)

THeMIS UGV ได้ปฏิบัติภารกิจที่ประเทศมาลีตั้งแต่ต้นปี 2562 (รูปภาพ: บิสิเนสไวร์)

THeMIS ได้ถูกใช้โดยกองกำลังนำโดยฝรั่งเศสในภารกิจต่อต้านการก่อการร้าย Barkhaneในมาลี แอฟริกาตั้งแต่ต้นปี 2562 โดยรุ่นที่ห้านี้ได้รวมรวมข้อมูลทั้งหมดที่ได้รับระหว่างการทดสอบอย่างเข้มงวดในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และสิงคโปร์ 

ในระหว่างภารกิจในสมรภูมิจริง UGV ได้ถูกใช้งานโดยกองทัพอังกฤษ นาวิกโยธินสหรัฐฯ กองทัพเนเธอร์แลนด์ ลัตเวีย และเอสโตเนีย โดยสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศของไทยจะประเมินความเหมาะสมของ THEMIS ในเร็วๆ นี้

“เรายินดีที่ได้กลับมาที่สิงคโปร์อีกครั้งหลักจากเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาที่ได้ทดสอบต้นแบบของยานพาหนะไร้คนขับของเราเพื่อความทนทานในสมรภูมิท้องถิ่น  วันนี้เราจะนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ครบวงจรและมีประสิทธิภาพที่ลูกค้าของเราคาดว่าจะช่วยเพิ่มความสามารถในการสู้รบได้อย่างสูง” Kuldar Väärsi ซีอีโอของ Milrem Robotics กล่าว

THEMIS UGV มีการผลิตอย่างต่อเนื่องและได้ส่งมอบให้กับอินโดนีเซีย เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักรแล้วในรูปแบบโลจิสติกส์เพื่อสนับสนุนการต่อสู้และบรรทุกเสบียง โดยมีตัวเลือกในการติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติมสำหรับภารกิจต่อสู้

UGV อเนกประสงค์ที่ติดตามได้นี้สามารถติดตั้งระบบอาวุธระยะไกล โดรน โซลูชั่น C-IED และเซ็นเซอร์ ISR  นอกจากนี้ ความสามารถในการติดตั้งอุปกรณ์หลากหลายทำให้ UGV นี้สามารถเพิ่มความสามารถในการต่อสู้อย่างทวีคูณ

“THeMIS ได้กลายเป็นมาตรฐานอุตสาหกรรม UGV สำหรับการติดตั้งอุปกรณ์หลายรูปแบบ  เมื่อรวมกับพันธมิตรอย่าง ST Engineering, EOS, Kongsberg, FN Herstal และ MBDA แล้วทำให้มีระบบอุปกรณ์มากมาย” คุณ Väärsi กล่าว  THeMIS ได้ทดสอบการยิงกับอาวุธห้าระบบ รวมถึงจรวดต่อต้านรถถัง JAVELIN

THeMIS รุ่นที่ห้าได้รวมเอามาตรฐานของ NATO STANAG ไว้ในสถาปัตยกรรม ความปลอดภัย ความสามารถในการขนส่งทางอากาศ การจ่ายพลังงาน และอื่นๆ

นอกจากนี้ UGV ยังมีฟังก์ชั่นอัตโนมัติ ได้แก่ การนำทางแบบจุดต่อจุด ระบบตรวจจับและการหลีกเลี่ยงสิ่งกีดขวาง ทำให้สามารถติดตามกองทหารบนพื้น ลาดตระเวน จัดหาเสบียงให้กับแนวหน้า และอพยพผู้บาดเจ็บล้มตาย โดยมีการแทรกแซงน้อยที่สุด

ชมการทำงานของ THISMIS ได้ที่ – https://www.youtube.com/watch?v=2j2Sbn7Pvts

อ่านฉบับที่มาบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20200210005048/en/

ติดต่อ:

Gert Hankewitz
Export Director (ผู้อำนวยการฝ่ายส่งออก)
gert.hankewitz@milrem.com

Aptorum Group ประกาศข้อมูลในทิศทางบวกเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ALS-4 โมเลกุลขนาดเล็กที่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นยาและไม่ก่อปัจจัยที่ทําให้เกิดโรคของเชื้อ (Non-bactericidal) สำหรับรักษาการติดเชื้อที่เกิดจากสแตปฟิโลคอคคัส ออเรียส และเตรียมยื่น IND ในช่วงครึ่งหลังของปี 2563 ตามที่ตั้งเป้าไว้

Logo

นิวยอร์ก–(BUSINESS WIRE)–10 กุมภาพันธ์ 2563

Aptorum Group Limited (NASDAQ: APM) (“Aptorum Group”) บริษัทผลิตชีวเภสัชภัณฑ์ที่เน้นการพัฒนายารักษาโรคชนิดใหม่เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนเวชภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก ประกาศพบข้อมูลที่เป็นบวกเพิ่มเติมจากการศึกษาปัจจุบันเกี่ยวกับสารที่อาจนำมาพัฒนาเป็นยา (IND) ของ ALS-4 โมเลกุลขนาดเล็กที่มีศักยภาพในการเป็นยาสำหรับรักษาการติดเชื้อที่เกิดจากแบคทีเรียสแตฟีโลคอกคัส ออเรียส (หรือ “S. aureus”) รวมถึงแบคทีเรียสแตปฟิโลคอคคัส ออเรียสที่ดื้อยาเมธิซิลิน (หรือ MRSA หนึ่งในแบคทีเรียที่ถูกเรียกว่า “ซูเปอร์บั๊ก”) ด้วยวิธีที่ไม่ทำให้เกิดปัจจัยที่ทำให้เกิดเชื้อโรค( anti-virulence) และไม่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย (non-bactericidal) เมื่อการศึกษานี้เสร็จสิ้น Aptorum Group ตั้งเป้าที่จะยื่น IND ของ ALS-4 ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2563 และเริ่มต้นการทดลองระยะที่ 1 ในอเมริกาเหนือ

ALS-4 เป็นโมเลกุลขนาดเล็กที่ช่วยยับยั้งเอนไซม์ dehydrosqualene desaturase ของแบคทีเรียสแตฟีโลคอกคัส ออเรียส (รวมทั้ง MRSA) และเป็นเอนไซม์ที่มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมากในกระบวนการสังเคราะห์สารชีวโมเลกุลของ staphyloxanthin “รงควัตถุสีเหลืองทอง” ที่มักพบในแบคทีเรีย เชื่อกันว่า Staphyloxanthin เป็นสาเหตุหลักของกลไกป้องกันตัวเองของแบคทีเรียต่อการโจมตีจากอนุมูลอิสระ (ROS) จากโกไซติกเซลล์และเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโตรฟิล1

ด้วยการยับยั้งการผลิต staphyloxanthin เราเชื่อว่า ALS-4 ทำให้การต่อต้านของเชื้อ S. aureus ต่อการป้องกันในระบบภูมิคุ้มกันของโฮสต์ลดลงอย่างมาก (ดูข้อมูลการทดลองในสิ่งมีชีวิตและโครงร่างการทดลองด้านล่าง) กลไกที่แปลกใหม่นี้มีความแตกต่างอย่างมากจากวิธีฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่พบในยาปฏิชีวนะที่วางขายในตลาดปัจจุบัน ที่ใช้ในการรักษา S. aureus ซึ่งกำลังประสบปัญหาการดื้อยาที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง2 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การติดเชื้อ MRSA ในมนุษย์ มักมีอัตราป่วยและเสียชีวิตในระดับสูง และอาจทำให้เกิดการแพร่กระจายหรือการติดเชื้อที่มีความซับซ้อน เช่น  การติดเชื้อที่เยื่อบุหัวใจหรือการติดเชื้อในกระแสเลือด พร้อมมีอาการกำเริบของโรคและกลับเข้ามารักษาตัวที่โรงพยาบาลอีกครั้งหลังจากที่พบว่าแบคทีเรีย S. aureus เข้าสู่เลือดกลายเป็นเรื่องที่พบได้บ่อยและมีค่าใช้จ่ายแพงในการรักษา3

จากการทดลองของเรากับหนูทดลองที่รอดชีวิตจากแบคทีเรีย MRSA (USA300-LAC) ในปริมาณที่อาจส่งผลต่อชีวิต (109 CFU) ถูกนำเข้าผ่านทางเส้นเลือดทางหาง ขณะที่ ALS-4 ถูกนำเข้าผ่านทางช่องปากในปริมาณ 10มก./กก. ต่อสัตว์หนึ่งตัว 30 นาทีหลังการติดเชื้อ สองครั้งต่อวันหลังจากนั้น (N=9) กลุ่มควบคุมที่ไม่ได้รับการรักษาได้รับ sterile vehicle solution (N=9) มีการเฝ้าดูการรอดชีวิตเป็นเวลา 7 วัน พบว่าสัตว์ 0 จาก 9 ตัว (0%) ในกลุ่มมีชีวิตรอดหลังจากวันที่ 4 ในทางตรงข้าม สัตว์ 5 ตัวจากทั้งหมด 9 ตัว (56%) ที่ได้รับการรักษาโดย ALS-4 มีชีวิตรอดหลังจากวันที่ 7 ซึ่งมีนัยสำคัญเชิงสถิติเมื่อเทียบกับกลุ่มที่มีการควบคุม (p=0.013)

นอกจากนี้ เรายังได้ทำการศึกษากับหนูทดลองที่ติดเชื้อแบคทีเรีย โดยใช้ยาในปริมาณที่ไม่เป็นอันตรายต่อชีวิต สัตว์ทดลองได้รับ MRSA (USA300-LAC) ในปริมาณที่ไม่เป็นอันตรายต่อชีวิต (107 CFU) ผ่านทางเส้นเลือดที่หาง เพื่อกระตุ้นให้เกิดสถานการณ์จำลองทางคลินิกที่สมจริงมากขึ้น การรักษาจึงใช้เวลา 14 วันหลังจากได้สัตว์ทดลองมา ซึ่งมีการให้ ALS-4 ผ่านทางช่องปากวันละสองครั้งในปริมาณ 10มก./กก. ต่อสัตว์ (N=8) กลุ่มควบคุมที่ไม่ได้รับการรักษาได้รับ sterile vehicle solution (N=8) หลังจาก 7 วันที่ได้รับการรักษาโดย ALS-4 มีการเก็บไตเพื่อนำไปตรวจหาค่า titer ของแบคทีเรีย เป็นที่น่าสังเกตว่า ALS-4 ลดปริมาณแบคทีเรียในอวัยวะได้ถึง 99.5% จาก 63,096±18 CFU/กรัม ในกลุ่มควบคุม ถึง 316±49 CFU/กรัม ในกลุ่มที่ได้รับการรักษาด้วย ALS-4 ซึ่งพิจารณาว่ามีนัยสำคัญเชิงสถิติ (p=0.01)

ALS-4 สามารถยับยั้งการผลิต staphyloxanthin ได้สำเร็จใน S. aureus ทั้งหมด 11 สายพันธุ์ ซึ่งเป็น Methicillin-sensitive S. aureus (MSSA) 5 สายพันธุ์ ได้แก่: SH1000, HG003, USA300-JE2, Newman และ ATCC29213 ซึ่งมีค่า IC50 อยู่ที่ 70.5±6nM, 54.4±4nM, 37.7±4nM, 23.7±1nM และ 30.02±5nM ตามลำดับ เป็น Methicillin-resistant S. aureus (MRSA) 5 สายพันธุ์ ได้แก่: USA300, USA300-3, USA300-LAC, ST239III และ COL ซึ่งมีค่า IC50 อยู่ที่ 30.8±5nM, 42.8±6nM, 43.6±5nM, 16.3±8nM และ 0.9±1nM ตามลำดับ และเป็น vancomycin-intermediate S. aureus (VISA) 1 สายพันธุ์ ได้แก่ Mu3 ซึ่งมีค่า IC50 อยู่ที่ 2.6±1nM

จากการทดลองของเรา เราเชื่อว่า ALS-4 สามารถเพิ่มภูมิไวรับ (susceptibility) ของ S. aureus รวมถึง MRSA ต่อความเสียหายที่เกิดจากปฏิกิริยาออกซิเดชันด้วยการยับยั้งการผลิต staphyloxanthin ในการทดสอบการยับยั้งไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ หลังจากที่มีการเติม 1.5% H2O2 แล้ว ALS-4 แสดงให้เห็นว่าสามารถลดค่า CFU ของแบคทีเรียได้มากขึ้นที่ 93.5% จาก 61,600±6437 CFU/มล. ในกลุ่มที่ไม่ได้รับการรักษา เป็น 4,000±230 CFU/มล. ในกลุ่มที่ได้รับการรักษาด้วย ALS-4 ซึ่งพิจารณาว่ามีนัยสำคัญเชิงสถิติ (p=0.003)

จากการศึกษาเพื่อสืบหาความสามารถของ ALS-4 ในการทำให้เกิดการดื้อยาปฏิชีวนะในเชื้อ S. aureus หลังจากที่ได้รับเป็นเวลานาน USA300-LAC ถูกเพาะเลี้ยงขึ้นในห้องทดลองที่มีสภาพแตกต่างกัน 3 ห้องเป็นเวลา 10 วัน สำหรับกลุ่มที่ได้รับการรักษา มีการเพิ่ม ALS-4 ไป 1 ไมโครเมตร สำหรับกลุ่มควบคุมที่ให้ผลเชิงบวก มีการให้คลินดามัยซินในปริมาณ 0.12 ไมโครกรัม/มล. และอิริโทรมัยซินในปริมาณ 16 ไมโครกรัม/มล. ตั้งแต่วันที่ 1 ถึงวันที่ 4 หลังจากนั้นได้มีการถอนคลินดามัยซินออกไป สำหรับกลุ่มควบคุมที่ให้ผลเชิงลบ ได้มีการเพิ่มไดเมทิลซัลโฟไซด์ (DMSO) เข้าไป ในวันที่ 11 มีการเก็บแบคทีเรียและนำไปเพาะเป็นเวลา 16 ชั่วโมง เพื่อหาค่า MIC ของคลินดามัยซินการได้รับ ALS-4 หรือ DMSO เป็นเวลานานไม่ส่งผลต่อค่า MIC ของคลินดามัยซิน (0.12 ไมโครกรัม/มล.) ขณะที่การได้รับคลินดามัยซินบวกกับอิริโทรมัยซินเป็นเวลานานกระตุ้นให้เกิดการดื้อยาปฏิชีวนะเร็วขึ้น โดยค่า MIC เพิ่มขึ้นจาก 0.12 ไมโครกรัม/มล. เป็นสูงกว่า 5 ไมโครกรัม/มล.

จากการศึกษาของเรา เราเชื่อว่า ALS-4 ไม่มีแนวโน้มที่จะดื้อยาเนื่องจากไม่มีฤทธิ์ฆ่าแบคทีเรีย มีการศึกษาเกี่ยวกับการยับยั้งการเจริญของเชื้อ S. aureus สายพันธุ์ต่าง ๆ รวมถึงแบคทีเรียชนิดอื่น รวมถึง MSSA 3 สายพันธุ์ (ATCC29212, SH1000 และ HG003) MRSA 1 สายพันธุ์ (USA300) VISA (ATCC700698 Mu3) 1 สายพันธุ์ รวมถึงแบคทีเรีย 6 ชนิด (E. coli, A. baumannii, S. cerevisiae, B. subtilis, E. faecalis และ K. pneumoniae) แบคทีเรียทุกสายพันธุ์ที่นำมาทดสอบ พบว่าไม่มีผลยับยั้งการเจริญเติบโตเมื่อทดสอบด้วย ALS-4 ที่มีความเข้มข้นสูงสุด (250uM) ดังนั้นจึงไม่ปรากฏว่า ALS-4 มีฤทธิ์โดยตรงในการยับยั้งการเจริญเติบโตหรือฆ่าเชื้อแบคทีเรียโดยในหลายชนิด จึงลดการคัดเลือกจากแรงกดดัน (selection pressure) สำหรับการดื้อยาที่ยังไม่ปรากฏได้อย่างมาก

เรายังได้ประเมินผลกระทบที่เป็นไปได้ต่อประสิทธิภาพของแวนโคมัยซิน ซึ่งเป็นยารักษาหลักสำหรับการติดเชื้อที่เกิดจากแบคทีเรีย MRSA เมื่อใช้ร่วมกับ ALS-4. โดยมีการใช้ S. aureus ทั้งหมด 8 สายพันธุ์ (USA300 FPR3757, USA300-3, USA300-LAC, USA300-JE2, Mu3, HG003, ATCC29213 และ clinical isolate ST239III) ในการศึกษานี้ ข้อมูลของเราแสดงให้เห็นว่าไม่พบผลกระทบต่อ MIC ของแวนโคมัยซินเมื่อความเข้มข้นของ ALS-4 ต่ำกว่า 25 ไมโครเมตร ดังนั้น เราเชื่อว่า ALS-4 จะไม่ส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของแวนโคมัยซิน

นอกจากนั้น เมื่อเทียบกับยาที่ใช้รักษาการติดเชื้อจาก S. aureus ในปัจจุบัน เช่น แวนโคมัยซิน หรือ เดปโตมัยซิน ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะให้ยาโดยการฉีดเข้าหลอดเลือดดำ (ยกเว้นการให้ยาแวนโคมัยซินผ่านทางช่องปากสำหรับการรักษาอาการท้องเสียที่เกิดจากการตืดเชื้อคลอสตริเดียมดิฟฟิไซล์และโรคลำไส้อักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อเท่านั้น) ยาที่ออกฤทธิ์ในช่องปากจะช่วยให้สามารถเข้าถึงตลาดได้กว้างขึ้น โดยพุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้ป่วยนอกและตลาดผลิตภัณฑ์ป้องกันโรค

ข้อมูลความเป็นพิษ GLP

ปัจจุบัน ALS-4 อยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อนำมาพัฒนาเป็นยา (IND) และที่ผ่านมาให้ผลด้านความปลอดภัยในเชิงบวก ตามที่ได้อธิบายในเอกสารประชาสัมพันธ์ที่เผยแพร่ไปก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2562 ALS-4 ไม่ได้แสดงให้เห็นถึงการกลายพันธุ์ในการทดสอบเอมส์ในหลอดทดลองก่อนหน้านี้ ผลการทดสอบไมโครนิวเคลียในหลอดทดลองขณะนี้แสดงให้เห็นว่า ALS-4 ไม่เป็นพิษต่อหน่วยพันธุกรรม ซึ่งบ่งชี้ถึงความไม่กลายพันธุ์ของยา นอกจากนี้ ผลจากการศึกษาที่ได้จากทดสอบ hERG ในหลอดทดลอง คาดว่า ALS-4 มีความเสี่ยงต่ำที่จะทำให้เกิดอาการที่คลื่นไฟฟ้าหัวใจมีระยะคิวทียาว (QT prolongation)

สำหรับการนำเสนอแบบทั่วไป โปรดชมที่: http://ir.aptorumgroup.com/static-files/bcf77574-7bd6-4b9d-8110-d53837238f16

สำหรับการนำเสนอทางเทคนิค โปรดชมที่: http://ir.aptorumgroup.com/static-files/66346f79-7a03-474a-89be-0eaafaa00d9d

เกี่ยวกับ Aptorum Group Limited

Aptorum Group Limited (Nasdaq: APM) คือบริษัทเวชภัณฑ์ที่อุทิศตนในการพัฒนาและทำธุรกิจการรักษาโรคแบบใหม่เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนเวชภัณฑ์และไม่เพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก Aptorum Group ยังเดินหน้าคิดค้นโปรแกรมการรักษาโรคต่าง ๆ เช่นโรคประสาท โรคติดเชื้อ โรคเกี่ยวกับทางเกินอาหาร โรคเนื้องอก และโรคอื่น ๆ

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Aptorum Group โปรดดูที่ www.aptorumgroup.com.

คำจำกัดสิทธิ์ความรับผิดชอบและข้อความที่เป็นการคาดการณ์เหตุการณ์ในอนาคต

เอกสารประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ประกอบด้วยแถลงการณ์ที่เกี่ยวข้องกับ Aptorum Group Limited และความคาดหวังในอนาคต แผน และโอกาสในอนาคตซึ่งเป็น “แถลงการณ์เชิงคาดการณ์ล่วงหน้า” ภายใต้ความหมายของพระราชบัญญัติปฏิรูปกฎหมายฟ้องร้องหลักทรัพย์เอกชนปี พ.ศ. 2538 ข้อความที่มีอยู่ในเอกสารฉบับนี้ซึ่งไม่ใช่แถลงการณ์ของข้อเท็จจริงในอดีตอาจถือเป็นข้อความคาดการณ์ล่วงหน้า ในบางกรณีคุณสามารถระบุข้อความคาดการณ์ล่วงหน้าโดยใช้คำเช่น“ อาจ” “ควร” “คาดว่า” “มีแผนจะ” “คาดการณ์” “อาจจะทำได้” “ตั้งใจว่า” “มีเป้าหมายว่า” “มีโครงการว่า" "พิจารณาจะ" "เชื่อว่า" "ประเมินว่า" "พยากรณ์" "มีศักยภาพจะ" หรือ "จะดำเนินการต่อ"  หรือคำตรงข้ามของคำเหล่านี้หรือสำนวนอื่น ๆ ที่คล้ายกัน กลุ่ม Aptorum ได้ใช้แถลงการณ์เชิงคาดการณ์ล่วงหน้าเหล่านี้โดยส่วนใหญ่มาจากความคาดหวังและการคาดการณ์ในปัจจุบันเกี่ยวกับเหตุการณ์และแนวโน้มในอนาคตซึ่งบริษัท เชื่อว่าอาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจฐานะทางการเงินและผลการดำเนินงาน ข้อความคาดการณ์ล่วงหน้าเหล่านี้พูดเฉพาะวันที่ของเอกสารประชาสัมพันธ์ฉบับนี้และอยู่ภายใต้ความเสี่ยง ความไม่แน่นอน และข้อสันนิษฐาน รวมถึง แต่ไม่จำกัดเพียงความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการจัดการที่ประกาศไว้และการเปลี่ยนแปลงองค์กร การให้บริการอย่างต่อเนื่อง ความสามารถในการขยายการจัดประเภทผลิตภัณฑ์โดยการนำเสนอผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมสำหรับกลุ่มผู้บริโภคเพิ่มเติม กลยุทธ์การเติบโตของบริษัทที่คาดการณ์ไว้ แนวโน้มและความท้าทายที่คาดการณ์ไว้ในธุรกิจของบริษัท และความคาดหวังเกี่ยวกับเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทานและความเสี่ยงอย่างเต็มที่อธิบายไว้ในแบบฟอร์ม 20-F ของกลุ่ม Aptorum และเอกสารอื่น ๆ ที่กลุ่ม Aptorum อาจทำกับ กลต. ในอนาคต ซึ่งเป็นผลให้การคาดคะเนต่าง ๆ ในข้อความที่เป็นการคาดการณ์เหตุการณ์ในอนาคตนี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงในภายหลัง กลุ่ม Aptorum ไม่มีข้อผูกมัดในการปรับปรุงแถลงการณ์เชิงคาดการณ์ล่วงหน้าที่มีอยู่ในเอกสารประชาสัมพันธ์นี้อันเป็นผลมาจากข้อมูลใหม่ เหตุการณ์ในอนาคต หรืออื่น ๆ


1 mBio 2017 8(5): e01224-17
2 Microbiol Spectr. 2019 Mar;7(2)
3 Clin Infect Dis. 2019 Nov 27;69(12):2112-2118

ติดต่อ:

นักลงทุน:
โทร: +852 2117 6611
อีเมล: investor.relations@aptorumgroup.com

สื่อ:
โทร: + 852 2117 6611
อีเมล: info@aptorumgroup.com

Aptorum Group ประกาศความก้าวหน้าครั้งสำคัญของการนำ SACT-1 ที่มีศักยภาพเป็นตัวยามารักษานิวโรบลาสโตมา ตั้งเป้ายื่น IND ช่วงครึ่งหลังของปี 2563

Logo

นิวยอร์ก–(BUSINESS WIRE)–10 กุมภาพันธ์ 2563

Aptorum Group Limited (Nasdaq: APM) (“Aptorum Group”) บริษัทผลิตชีวเภสัชภัณฑ์ที่เน้นการพัฒนายารักษาโรคชนิดใหม่เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนเวชภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก ประกาศถึงข้อมูลและการพัฒนาในทิศทางบวกเกี่ยวกับการนำสารที่มีศักยภาพเป็นตัวยา (drug candidate) อย่าง SACT-1 มาใช้ในการรักษานิวโรบลาสโตมา มะเร็งชนิดที่พบได้ยากซึ่งมักเกิดในเด็กทารกและเด็กเล็ก เมื่อการศึกษาเพื่อทดสอบความใช้ได้นี้เสร็จสิ้น Aptorum Group วางแผนที่จะใช้ประโยชน์จากคำขอขึ้นทะเบียนตำรับยาตามมาตร 505(b)(2) และยื่นขอ IND กับองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) สำหรับ SACT-1 ในครึ่งหลังของปี 25631

SACT-1 เป็นสารที่มีศักยภาพทางตัวยาที่ถูกนำมาใช้กับการรักษาโรคอื่นตัวแรกที่จะถูกพัฒนาภายใต้แพลตฟอร์มการค้นคว้ายา Smart-ACTTM ซึ่งใช้วิธีที่มีระบบเป็นขั้นเป็นตอนในการระบุและนำยาที่ได้รับการอนุมัติให้ใช้ในปัจจุบันมาพัฒนาเพื่อใช้กับโรคหายาก2 ที่มีมากกว่า 7000 โรค (และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง)

Aptorum Group มีความตั้งใจใช้แพลตฟอร์มดังกล่าวเร่งและเป็นทางลัดในการนำสารที่มีศักยภาพทางตัวยามาใช้กับการรักษาโรคอื่น ซึ่งมีการจัดทำข้อมูลความปลอดภัยและความเป็นพิษต่อมนุษย์ไว้อยู่แล้ว ผ่านการพัฒนาและขั้นตอนทางคลิกนิกเพื่อระบุตลาดโรคหายากที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว Aptorum Group ตั้งเป้าที่จะคัดกรองโรคหายากในกลุ่มต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัด โรคมะเร็ง โรคภูมิต้านตนเอง และโรคพันธุกรรมเมตาบอลิก

ผ่านแพลตฟอร์ม Smart-ACTTM Aptorum ประสบความสำเร็จในการค้นพบประสิทธิภาพที่มีศักยภาพของ SACT-1  และพัฒนาสารชนิดนี้เพื่อนำไปรักษานิวโรบลาสโตมา ซึ่งเป็นการรักษาด้านใหม่ที่แตกต่างจากข้อบ่งชี้ที่ได้รับการอนุมัติอย่างสิ้นเชิง ในการศึกษาของเราเมื่อไม่นานมานี้ พบว่า SACT-1 มีประสิทธิภาพต่อเซลล์ไลน์ของนิวโรบลาสโตมาหลายเซลล์ โดยมี 2 เซลล์ที่เป็นเซลล์แบบ MYCN-amplified ซึ่งแสดงถึงความเสี่ยงสูงในกลุ่มผู้ป่วยนิวโรบลาสโตมา นอกจากนี้ จากการใช้ดัชนีหลายแบบเป็นตัวชี้วัดเชิงปริมาณระดับของการเกิดอันตรกิริยาระหว่างยา Aptorum Group พบความเข้ากันได้และประสิทธิภาพระหว่าง SACT-1 กับยาเคมีบำบัดที่ใช้ในการรักษาทั่วไปในหลอดทดลองในระดับสูง ชี้ให้เห็นถึงการเพิ่มประสิทธิภาพศักยภาพ/การลดปริมาณของยาเคมีบำบัด นอกจากนี้ ในการศึกษาล่าสุดของเรายังพบว่าค่าขนาดยาสูงสุดที่สามารถทนได้ (MTD) ของ SACT-1 ในสัตว์ทดลองวัดได้สูงกว่า 400มก./กก. เมื่อเทียบกับค่า MTD ของการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดแบบมาตรฐาน เช่น แพคลิแทกเซล (20-30มก./กก.)3 และซิสพลาติน (6มก./กก.) 4 พบว่าความปลอดภัยของ SACT-1 ให้ผลเป็นที่น่าพึงพอใจอย่างมาก

การนำสูตร SACT-1 มาพัฒนาใหม่เป็นสูตรสำหรับเด็ก เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ป่วยนิวโรบลาสโตมาโดยเฉพาะที่เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีได้ดียิ่งขึ้น จากการสังเกตการณ์ข้อมูลที่มีอยู่ก่อนหน้านี้จากผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการอนุมัติ5 ซึ่งเป็นการสังเกตการณ์ภายใน พบว่า SACT-1 มีความปลอดภัย เมื่อใช้ในปริมาณ 150มก./วัน อัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 0% ในการศึกษาทางคลินิกก่อนหน้านี้) โดยไม่พบเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่เกี่ยวกับขนาดยาแต่อย่างใด

เกี่ยวกับนิวโรบลาสโตมา (neuroblastoma)

นิวโรบลาสโตมาเป็นโรคมะเร็งชนิดที่พบได้ยากและได้รับการจัดให้เป็นโรคหายาก โรคนี้จะก่อตัวในเนื้อเยื่อประสาทบางประเภทและส่วนใหญ่พบในต่อมหมวกไต รวมถึงกระดูกสันหลัง หน้าอก ช่องท้องหรือคอ และพบบ่อยในเด็ก โดยเฉพาะเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 5 ปีลงไป สำหรับกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งมีจำนวนเกือบ 20%6 ของประชากรผู้ป่วยใหม่รวมต่อปี อัตราการรอดชีวิตในระยะ 5 ปีของโรคนี้อยู่ที่ประมาณ 40-50% ตามที่สังเกตการณ์โดยสมาคมโรคมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกา7 ปัจจุบัน ค่าใช้จ่ายสำหรับยารักษาที่สูงสำหรับผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงอยู่ที่เฉลี่ย 200,000 ดอลลาร์ต่อการให้ยาแต่ละครั้ง (ทั้งหมด 6 ครั้ง)8 นอกจากนี้ ผู้ป่วยที่เป็นเด็กส่วนใหญ่ไม่สามารถทนต่อการรักษาหรือรอดชีวิตในระยะการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดที่เกี่ยวข้อง อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามการศึกษาทางคลีนิกในอนาคต ซึ่งข้อมูลนี้อาจเปลี่ยนให้เป็นในทิศทางบวกได้ด้วย SACT-1 เนื่องจากมีการเสริมฤทธิ์กันอย่างมีศักยภาพเมื่อใช้กับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดแบบมาตรฐานตามที่ได้อธิบายไว้ข้างต้น

สำหรับการนำเสนอแบบทั่วไป โปรดดูที่: http://ir.aptorumgroup.com/static-files/bcf77574-7bd6-4b9d-8110-d53837238f16

สำหรับการนำเสนอทางเทคนิค โปรดดูที่: http://ir.aptorumgroup.com/static-files/66346f79-7a03-474a-89be-0eaafaa00d9d

เกี่ยวกับ Aptorum Group Limited

Aptorum Group Limited (Nasdaq: APM) คือบริษัทเวชภัณฑ์ที่อุทิศตนในการพัฒนาและทำธุรกิจการรักษาโรคแบบใหม่เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนเวชภัณฑ์และไม่เพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก Aptorum Group ยังเดินหน้าคิดค้นโปรแกรมการรักษาโรคต่าง ๆ เช่นโรคประสาท โรคติดเชื้อ โรคเกี่ยวกับทางเกินอาหาร โรคเนื้องอก และโรคอื่น ๆ

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Aptorum Group โปรดดูที่ www.aptorumgroup.com.

เกี่ยวกับ Smart Pharma Group

Smart Pharma Group เป็นบริษัทในครอบครองของ Aptorum Group Limited เน้นการนำยารักษาโรคที่ผ่านการรับรองมาใช้ใหม่อย่างเป็นระบบเพื่อการรักษาโรคหายากต่าง ๆ Smart Pharma Group ทำการสกรีนและคิดค้นวินิจฉัยผ่านระบบคอมพิวเตอร์เพื่อพัฒนาตัวยาให้มีความทันสมัย

คำจำกัดสิทธิ์ความรับผิดชอบและข้อความที่เป็นการคาดการณ์เหตุการณ์ในอนาคต

เอกสารประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ประกอบด้วยแถลงการณ์ที่เกี่ยวข้องกับ Aptorum Group Limited และความคาดหวังในอนาคต แผน และโอกาสในอนาคตซึ่งเป็น “แถลงการณ์เชิงคาดการณ์ล่วงหน้า” ภายใต้ความหมายของพระราชบัญญัติปฏิรูปกฎหมายฟ้องร้องหลักทรัพย์เอกชนปี พ.ศ. 2538 ข้อความที่มีอยู่ในเอกสารฉบับนี้ซึ่งไม่ใช่แถลงการณ์ของข้อเท็จจริงในอดีตอาจถือเป็นข้อความคาดการณ์ล่วงหน้า ในบางกรณีคุณสามารถระบุข้อความคาดการณ์ล่วงหน้าโดยใช้คำเช่น“ อาจ” “ควร” “คาดว่า” “มีแผนจะ” “คาดการณ์” “อาจจะทำได้” “ตั้งใจว่า” “มีเป้าหมายว่า” “มีโครงการว่า" "พิจารณาจะ" "เชื่อว่า" "ประเมินว่า" "พยากรณ์" "มีศักยภาพจะ" หรือ "จะดำเนินการต่อ"  หรือคำตรงข้ามของคำเหล่านี้หรือสำนวนอื่น ๆ ที่คล้ายกัน กลุ่ม Aptorum ได้ใช้แถลงการณ์เชิงคาดการณ์ล่วงหน้าเหล่านี้โดยส่วนใหญ่มาจากความคาดหวังและการคาดการณ์ในปัจจุบันเกี่ยวกับเหตุการณ์และแนวโน้มในอนาคตซึ่งบริษัท เชื่อว่าอาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจฐานะทางการเงินและผลการดำเนินงาน ข้อความคาดการณ์ล่วงหน้าเหล่านี้พูดเฉพาะวันที่ของเอกสารประชาสัมพันธ์ฉบับนี้และอยู่ภายใต้ความเสี่ยง ความไม่แน่นอน และข้อสันนิษฐาน รวมถึง แต่ไม่จำกัดเพียงความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการจัดการที่ประกาศไว้และการเปลี่ยนแปลงองค์กร การให้บริการอย่างต่อเนื่อง ความสามารถในการขยายการจัดประเภทผลิตภัณฑ์โดยการนำเสนอผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมสำหรับกลุ่มผู้บริโภคเพิ่มเติม กลยุทธ์การเติบโตของบริษัทที่คาดการณ์ไว้ แนวโน้มและความท้าทายที่คาดการณ์ไว้ในธุรกิจของบริษัท และความคาดหวังเกี่ยวกับเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทานและความเสี่ยงอย่างเต็มที่อธิบายไว้ในแบบฟอร์ม 20-F ของกลุ่ม Aptorum และเอกสารอื่น ๆ ที่กลุ่ม Aptorum อาจทำกับ กลต. ในอนาคต ซึ่งเป็นผลให้การคาดคะเนต่าง ๆ ในข้อความที่เป็นการคาดการณ์เหตุการณ์ในอนาคตนี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงในภายหลัง กลุ่ม Aptorum ไม่มีข้อผูกมัดในการปรับปรุงแถลงการณ์เชิงคาดการณ์ล่วงหน้าที่มีอยู่ในเอกสารประชาสัมพันธ์นี้อันเป็นผลมาจากข้อมูลใหม่ เหตุการณ์ในอนาคต หรืออื่น ๆ


1 หาก FDA ยอมรับให้ใช้คำขอขึ้นทะเบียนตำรับยาตามมาตร 505(b)(2) เป็นช่องทางสำหรับการอนุมัติ SACT-1 บริษัทจะสามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลทางคลินิกและข้อมูลที่ไม่ใช้ข้อมูลทางคลินิกที่มีอยู่ปัจจุบันควบคู่กับการศึกษาที่ทำโดยผู้ให้การสนับสนุน เพื่อเร่งการพัฒนาและการอนุมัติของ SACT-1
2 ดู https://rarediseases.info.nih.gov/diseases/pages/31/faqs-about-rare-diseases
3 Clin Cancer Res. 5(11):3632-8.
4 BMC Cancer 17: 684 (2017).
5 ขึ้นอยู่กับการอนุมัติของ FDA และแตกต่างกันไปในแต่ละกรณี ขอขึ้นทะเบียนตำรับยาตามมาตร 505(b)(2) อาจขึ้นอยู่กับข้อมูลปัจจุบันจากผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการอนุมัติแล้ว (เช่น การค้นพบของ FDA ก่อนหน้านี้เกี่ยวกับความปลอดภัยและประสิทธิภาพ) หรือผลิตภัณฑ์ในวรรณกรรม (เช่น ข้อมูลที่มีอยู่) อย่างไรก็ตาม ตามที่มีการกล่าวโดยทั่วไป การยื่นขอขึ้นทะเบียนจำเป็นต้องมีการดำเนินการศึกษาเชื่อมโยงในระยะที่ 1 เพื่อเปรียบเทียบกับยาต้นแบบและอ้างอิงข้อมูลความปลอดภัยและประสิทธิภาพที่กำหนด
6 Annu Rev Med. 2015; 66: 49–63.
7www.cancer.org/cancer/neuroblastoma/detection-diagnosis-staging/survival-rates.html
www.cadth.ca/sites/default/files/pcodr/Reviews2019/10154DinutuximabNeuroblastoma_fnEGR_NOREDACT-ABBREV_Post_26Mar2019_final.pdf

ติดต่อนักลงทุน:
โทร: +852 2117 6611
อีเมล: investor.relations@aptorumgroup.com 

สื่อ:
โทร: + 852 2117 6611
อีเมล: info@aptorumgroup.com

โตชิบาเปิดตัวมอเตอร์ไดรฟ์เวอร์ไอซีไมโครเสตปที่มีความละเอียดสูง กำลังไฟต่ำ และขนาดกะทัดรัด

Logo

โตเกียว–(บิสิเนสไวร์)–06 ก.พ. 2020

Toshiba Electronic Devices & Storage Corporation ("โตชิบา") เปิดตัว "TC78H670FTG" ผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดในกลุ่มมอเตอร์ไดรฟ์เวอร์ไอซีไมโครเสตป โดยไอซีใหม่นั้นมีค่าสูงสุด 18V/2.0A[1] และสามารถขับเคลื่อนมอเตอร์ด้วยแรงดันไฟฟ้าที่หลากหลาย  การผลิตในปริมาณสูงเริ่มแล้ววันนี้

ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้มีมัลติมีเดีย อ่านฉบับเต็มได้ที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20200205005917/en/

Toshiba: Compact, low power, high resolution micro-stepping motor driver "TC78H670FTG" (Photo: Business Wire)

โตชิบา: มอเตอร์ไดรฟ์เวอร์ไอซีไมโครเสตป "TC78H670FTG" ที่มีความละเอียดสูง กำลังไฟต่ำ (ภาพ: "บิสิเนสไวร์")

IC รุ่นใหม่นี้สามารถขับเคลื่อนมอเตอร์แบบ 128 ไมโครเสตปด้วยแหล่งจ่ายไฟตั้งแต่ 2.5V ถึง 16V  การใช้งานที่หลากหลายนั้นรวมถึงอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานจาก USB แบตเตอรี่ และอุปกรณ์ 9-12V ขนาดมาตรฐาน และยังสามารถใช้กับอินเทอร์เฟซ 1.8V เพื่อให้สามารถเชื่อมต่อกับโฮสต์และไมโครคอนโทรลเลอร์ต่างๆ

กระบวนการ DMOS ใหม่ล่าสุดของโตชิบา[2] ทำให้มั่นใจว่า TC78H670FTG จะสามารถสร้างค่าความต้านทาน figure-of-merit low ON resistance อย่างดีเยี่ยม  กระบวนการนี้ช่วยให้เกิดกระแสสแตนด์บายต่ำเป็นพิเศษ  ตัวไอซีบรรจุอยู่ในแพ็คเกจ QFN16 ขนาดกะทัดรัดและทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้ตัวต้านทานกระแส current sense resistor โดยการรวมส่วนการตรวจจับกระแส ซึ่งทำให้มีต้นทุนที่ต่ำลง การใช้พลังงานน้อยลง และการประหยัดพื้นที่ PCB

คุณสมบัติ

  • แพคเกจขนาดกะทัดรัด (QFN16 3.0มม×3.0มม)
  • ความต้านทาน ON ต่ำ (Ron=0.48Ω @VM=12V)
  • ช่วงแรงดันไฟฟ้าต่ำถึงปานกลาง 2.5V ถึง 16V ด้วยอินเตอร์เฟซ 1.8V ถึง 5.0V
  • กระแสไฟฟ้าแสตนด์บายต่ำถึง 0.1mA
  • ทำงานมอเตอร์อย่างราบรื่นและเงียบและลดการสั่นสะเทือน  ปรับปรุงความแม่นยำของมุมการหมุน[3] โดยการควบคุมแบบไมโครสเต็ป

การใช้งาน

กล้องถ่ายรูป กล้องรักษาความปลอดภัย เครื่องพิมพ์แบบพกพา สแกนเนอร์พกพา Pico-โปรเจ็คเตอร์ และสมาร์ทโฟน

คุณสมบัติหลัก

หมายเลขชิ้นส่วน

TC78H670FTG

แรงดันซัพพลาย (ช่วงการดำเนินงาน)

2.5V ถึง 16V

แรงดันไฟฟ้าเอาท์พุต/กระแสไฟฟ้า
(ค่าสูงสุด)

18V/2.0A

เอาท์พุตแบบ on-resistance (บน + ล่าง)

0.48Ω (typ.)@VM=12V, Ta=25℃

ฟังก์ชั่นความปลอดภัย

การตรวจจับกระแสเกิน ชัทดาวน์ความร้อน ล๊อคเอ้าท์สำหรับกระแสต่ำ และการตรวจจับแบบเปิด

แพคเกจ

QFN16

(ขนาด: 3.0มม×3.0มม)

คุณสมบัติ

การใช้กระแสไฟฟ้าในโหมดสแตนด์บาย: 0.1μA หรือน้อยกว่า

รองรับ 1.8V I/F

ไม่จำเป็นต้องใช้ตัวต้านทานกระแส current sense resistor

รองรับการควบคุมแบบไมโครสได้สูงถึง 1/128

หมายเหตุ:

[1] กระแสมอเตอร์ไดรฟ์จริงขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมการใช้งานและปัจจัยต่างๆ เช่นอุณหภูมิห้องและแรงดันไฟฟ้า

[2] ข้อมูล ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2020

[3] เปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดยโตชิบา

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ใหม่ โปรดไปที่:

https://toshiba.semicon-storage.com/info/lookup.jsp?pid=TC78H670FTG

* ชื่อบริษัท ชื่อผลิตภัณฑ์ และชื่อบริการอาจเป็นเครื่องหมายการค้าของบริษัทที่เป็นเจ้าของ

สอบถามข้อมูลสำหรับลูกค้า:

System Devices Marketing Dept.II (ฝ่ายการตลาดอุปกรณ์ระบบ)
โทร: +81-3-3457-3332 https://toshiba.semicon-storage.com/ap-en/contact.html

ข้อมูลในเอกสารนี้รวมถึงราคาและข้อมูลจำเพาะของผลิตภัณฑ์ เนื้อหาของบริการ และข้อมูลการติดต่อเป็นข้อมูลล่าสุดในวันที่ประกาศ แต่อาจมีการเปลี่ยนแปลงโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

เกี่ยวกับ Toshiba Electronic Devices & Storage Corporation

Toshiba Electronic Devices & Storage Corporation รวมพลังของบริษัทใหม่เข้ากับภูมิปัญญาของประสบการณ์  นับตั้งแต่เป็นบริษัทอิสระในเดือนกรกฎาคมปี 2560 เราได้กลายเป็นหนึ่งในบริษัทอุปกรณ์ทั่วไปชั้นนำ และให้บริการที่โดดเด่นแก่ลูกค้าและคู่ค้าทางธุรกิจในด้านเซมิคอนดักเตอร์ ระบบ LSI และ HDD

พนักงาน 22,000 คนทั่วโลกมีความมุ่งมั่นร่วมในการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ของเราและให้ความสำคัญกับการร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับลูกค้าเพื่อส่งเสริมการสร้างมูลค่าและตลาดใหม่  เราตั้งใจว่าจะสร้างยอดขายต่อปีเกิน 800 ล้านเยน (7 พันล้านเหรียญสหรัฐ) และสนับสนุนอนาคตที่ดีกว่าสำหรับผู้คนทุกที่

ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเราได้ที่ https://toshiba.semicon-storage.com/ap-en/top.html

อ่านที่มาบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20200205005917/en/

สอบถามข้อมูลสื่อ:

Toshiba Electronic Devices & Storage Corporation
Digital Marketing Department (ฝ่ายการตลาดดิจิตอล)
Chiaki Nagasawa
โทร: +81-3-3457-4963
semicon-NR-mailbox@ml.toshiba.co.jp

Senseforth.ai เข้าไปอยู่ใน 6 อันดับแรกของลีดเดอร์บอร์ด the Global Machine Reading Performance Leaderboard ได้สำร็จ

Logo

บังกาลอร์ ประเทศอินเดีย–(BUSINESS WIRE)–4 กุมภาพันธ์ 2563

Senseforth.ai ซึ่งเป็นผู้นำในพื้นที่การสนทนาของ AI  หรือ Conversational AI space ได้กลายเป็นลำดับที่ 6 ในชุดข้อมูลตอบคำถามของ Stanford หรือ the Stanford Question Answering Dataset 2.0 (SQuAD 2.0)  ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรฐานการอ่านเพื่อความเข้าใจที่เชื่อถือได้มากที่สุดของโลก ทั้งนี้ Senseforth.ai ได้คะแนน 90.830 ซึ่งทำได้ดีกว่าระดับประสิทธิภาพของมนุษย์ ที่ทำได้ที่ 89.452 และกลายเป็นผู้เริ่มต้นการสนทนา AI เพียงรายเดียวที่ได้รับการจัดอันดับใน 6 อันดับแรกของบอร์ดผู้นำระดับโลกนี้

เทคโนโลยี NLP ที่เป็นกรรมสิทธิ์ของ Senseforth.ai นั้นฝังอยู่ในแพลตฟอร์ม A.ware ของ Conversation AI ซึ่งมีการใช้งานโดยองค์กรกว่า 35 แห่งในเอเชียและอเมริกาเหนือเพื่อหาลูกค้า ผลักดันการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ และให้การสนับสนุนก่อนการขายและหลังการขาย โดย Senseforth.ai กลายเป็นพันธมิตรการสนทนาที่เป็นที่ต้องการสำหรับแบรนด์ชั้นนำ เช่น Nestle, PwC, Future Generali, HDFC Bank, SBI Card, ICICI Bank, RBL Bank, Airtel, Kotak Mutual Fund และ Stanton Optical และอื่น ๆ

เมื่อพูดถึงการพัฒนา Shridhar Marri ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง Senseforth.ai กล่าวว่า“ การได้รับตำแหน่งที่ 6 ในกระดานผู้นำ SQuAD 2.0 ยืนยันฐานะผู้นำในพื้นที่สนทนาของ AI อันดับที่เหนือกว่าของเรา และเป็นสิ่งตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของเราในการสร้างโซลูชันเทคโนโลยีขั้นสูงที่ตอบโจทย์ความท้าทายที่สำคัญขององค์กรที่กำลังเติบโต”

SQuAD 2.0 ประกอบด้วยคำถามมากกว่า 100,000 ข้อโดยมีคำถามใหม่ที่ตอบไม่ได้มากกว่า 50,000 คำถามซึ่งดูเหมือนคำถามที่สามารถตอบได้ ระบบที่ดีต้องเป็นระบบที่นอกจากจะต้องตอบคำถามเมื่อสามารถตอบได้เท่านั้น แต่ยังต้องละเว้นจากการตอบเมื่อไม่มีคำตอบ อีกด้วย

Krishna Kadiri หัวหน้า AI และเจ้าหน้าที่ด้านนวัตกรรม Senseforth.ai กล่าวว่า “ความสามารถของเครื่องมือ NLP ของเราพัฒนาขึ้นอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ความถูกต้องของบอทในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับกับการสืบค้นและดำเนินการอย่างเหมาะสมคือสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับองค์กรในการจัดการกับการสอบถามของลูกค้านับล้านทุกเดือน "

Senseforth.ai เป็นผู้รับรางวัล“ ผลิตภัณฑ์ AI ของปี 2018” โดย Frost & Sullivan และรางวัล“ ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมใหม่ล่าสุด” จาก Netapp

เกี่ยวกับ Senseforth

Senseforth.ai เป็นแพลตฟอร์มการสนทนาชั้นนำของ AI ที่ให้การสนทนาเสมือนจริงอัตโนมัติระหว่างองค์กรและผู้คน Senseforth.ai ก่อตั้งขึ้นด้วยวิสัยทัศน์ที่ต้องการ "ทำให้เทคโนโลยีมีพฤติกรรมเหมือนเพื่อน"ช่วยให้องค์กรต่างๆหาลูกค้า มีส่วนร่วมกับลูกค้า และช่วยเหลือลูกค้าโดยใช้ Conversational AI ทั้งนี้ Senseforth.ai ได้รับความไว้วางใจจากแบรนด์ชั้นนำในอเมริกาเหนือยุโรป และเอเชียด้วยการใช้งานองค์กรมากกว่า 70 รายการที่จัดการการสนทนาหลายล้านรายการทุกเดือน

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม: https://www.senseforth.ai/

ดูเวอร์ชันต้นฉบับบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20200203005870/en/

ติดต่อ:

Manhardeep Singh

Marketing Lead

Senseforth.ai

อีเมล: manhardeep.singh@senseforth.com

Jabil เปิดตัว Jabil Healthcare ผู้ให้บริการการผลิตเครื่องมือทางการแพทย์ที่ใหญ่ที่สุด

Logo

Jabil ร่วมกับ Nypro ในด้านเครื่องมือศัลยกรรมกระดูก กระดูกสันหลัง การบาดเจ็บ และเครื่องมือทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องเพื่อมอบบริการการผลิตขั้นสูงเพื่อการใช้งานที่กว้างขวางและความสามารถด้านเทคนิคที่เป็นนวัตกรรม

เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก รัฐฟลอริดา–(บิสิเนสไวร์)–03 ก.พ. 2563

Jabil Inc. (NYSE: JBL) วันนี้ประกาศควบรวมกิจการด้านการแพทย์ของตนทั้งหมดภายใต้ Jabil Healthcare นำโดย Steve Borges, CEO และ EVP.  Jabil Healthcare ได้รวม Nypro เข้ากับกิจการเครื่องมือศัลยกรรมกระดูก กระดูกสันหลัง การบาดเจ็บ และเครื่องมือทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องของตน  ด้วยสาขากว่า 35 แห่งทั่วโลกและพนักงานเกือบ 20,000 คนที่ให้บริการแบรนด์สุขภาพชั้นนำ  การรวมตัวที่ทรงพลังนี้ทำให้ Jabil กลายเป็นผู้ให้บริการการผลิตเครื่องมือทางการแพทย์ที่ใหญ่ที่สุด

Jabil Healthcare ให้บริการห้าภาคสำคัญในตลาดการดูแลสุขภาพ: อุปกรณ์การแพทย์ ศัลยกรรมกระดูก การวินิจฉัย ระบบการจัดส่งยา และการดูแลสุขภาพของผู้บริโภค  ในแต่ละเวที ความต้องการดูแลที่เน้นมูลค่าเป็นแรงผลักดันให้เกิดวิวัฒนาการของผลิตภัณฑ์และการบริการสุขภาพและผลักดันให้มีนวัตกรรมสุขภาพดิจิทัล  ประเด็นสำคัญได้แก่ Internet of Things (IoT) และนวัตกรรมแพลตฟอร์มสุขภาพดิจิทัลที่เปิดใช้งานโดยการเชื่อมต่อ เซ็นเซอร์ และการย่อขนาด

“การรวมพลังของทีม Jabil และ Nypro ทำให้เราอยู่ในตำแหน่งที่ไม่เหมือนใครในการเร่งวิวัฒนาการเทคโนโลยีและเพิ่มคุณค่าที่เรามอบให้กับลูกค้า ผู้ป่วยของเขา และอุตสาหกรรมสุขภาพ” Borges กล่าว “ด้วยการเพิ่มขึ้นของบริการสุขภาพดิจิทัลและการผลิตเพิ่มเติม จึงเป็นเวลาเหมาะสมที่จะรวมความสามารถที่หลากหลายและความเชี่ยวชาญของเราภายใต้แบรนด์ที่แข็งแกร่งเพียงหนึ่งเดียว”

Jabil Healthcare ได้รวบรวมความรู้ด้านอุตสาหกรรมทางการแพทย์กับประสบการณ์ด้านการฉีดพลาสติก อิเล็กทรอนิกส์ การรวมเซ็นเซอร์ และการผลิตเพิ่มเติมเพื่อช่วยให้แบรนด์ด้านการดูแลสุขภาพได้พัฒนาและขยายความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี  ขีดความสามารถแบบบูรณาการทั่ว Jabil ถูกนำมาใช้กับฐานลูกค้าด้านการดูแลสุขภาพนับตั้งแต่สตาร์ทอัพใหม่ไปจนถึงวิสาหกิจระดับโลก

การสนับสนุนของบริษัทเทคโนโลยีสตรี Elvie เป็นเพียงหนึ่งตัวอย่าง “เราอยู่ในพื้นที่สุขภาพที่เชื่อมต่อกัน ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นพื้นที่ใหม่  เราต้องการความเชี่ยวชาญในทุกด้าน ตั้งแต่ฮาร์ดแวร์ เฟิร์มแวร์ ไปจนถึงซอฟต์แวร์” Tania Boler ซีอีโอของ Elvie กล่าวในกรณีศึกษาของ Jabil Healthcare ที่เผยแพร่ในวันนี้ “ในการเลือกหุ้นส่วนการผลิตที่ดีที่สุด เราพบว่า Jabil เป็นทางเลือกที่ชัดเจนเพราะประสบการณ์มากมายจากเครือพันธมิตรในประเภทผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย”

“ด้วยความเชี่ยวชาญกว่า 50 ปี Jabil Healthcare บูรณาการส่วนประกอบและระบบย่อยในอุปกรณ์เวชภัณฑ์ ศัลยกรรมกระดูก การวินิจฉัย การแพทย์ และการดูแลสุขภาพผู้บริโภค” Borges กล่าว “ในฐานะกลุ่มทีมที่มีภารกิจที่ชัดเจน เราอยู่ในตำแหน่งที่ทรงพลังในการช่วยลูกค้าของเราให้เสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่มีคุณภาพและนวัตกรรมสูงที่เพิ่มพูนผลลัพธ์พี่ดีแก่ผู้ป่วย”

เกี่ยวกับ Jabil

Jabil (NYSE: JBL) เป็นผู้ให้บริการการผลิตที่มอบการออกแบบ การผลิต ห่วงโซ่อุปทาน และบริการการจัดการ  ด้วยพลังของผู้คนกว่า 200,000 คนใน 100 สาขาทั่วโลก Jabil ช่วยลดความซับซ้อนและมอบความคุ้มค่าในอุตสาหกรรมที่หลากหลาย จึงก่อให้เกิดนวัตกรรม การเติบโต และความสำเร็จสำหรับลูกค้า  สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดเยี่ยมชม jabil.com

อ่านฉบับที่มาใน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20200203005387/en/

ติดต่อ:

อเมริกาเหนือ:
Erin Vadala
Warner Communications 
978-468-3076
erin@warnerpr.com  

ยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา:
Kirsten Oosterhof
+44 (0) 1506 447215
Kirsten_Oosterhof@Jabil.com

Kioxia Corporation เปิดตัว BiCS FLASH™ เจเนอเรชันที่ 5

Logo

หน่วยความจำแฟลชแบบ 3D เจเนอเรชันใหม่มีเลเยอร์และหน่วยความจำที่มากขึ้น รวมถึงแบนด์วิธที่กว้างขึ้นกว่าเดิม

โตเกียว–(BUSINESS WIRE)–31 มกราคม 2563

วันนี้ Kioxia Corporation ผู้นำด้านโซลูชันหน่วยความจำระดับโลก ได้ประกาศความสำเร็จในการพัฒนาหน่วยความจำแฟลชแบบสามมิติ BiCS FLASH™ เจเนอเรชันที่ห้า ที่มีโครงสร้างแนวตั้งซ้อนกัน 112 ชั้น โดย Kioxia วางแผนเริ่มการจัดส่งอุปกรณ์ตัวอย่างที่มีขนาดความจุ 512 กิกะบิต (64 กิกะไบต์) และเทคโนโลยี 3-bit-per-cell (triple-level cell หรือ TLC) สำหรับการใช้งานกับอุปกรณ์บางชนิดในช่วงไตรมาสแรกของปีปฎิทิน 2563*1 การเปิดตัวอุปกรณ์ชิ้นใหม่นี้มีเป้าหมายเพื่อตอบสนองความต้องการที่กำลังสูงขึ้นเรื่อย ๆ ของอุปกรณ์ประเภทต่าง ๆ รวมถึงอุปกรณ์มือถือแบบทั่วไป อุปกรณ์ SSD สำหรับลูกค้าทั่วไปและลูกค้าองค์กร อุปกรณ์ใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นจากการมาของเครือข่าย 5G ใหม่ ปัญญาประดิษฐ์ และยานยนต์ไร้คนขับ

เอกสารประชาสัมพันธ์นี้ประกอบด้วยเนื้อหามัลติมีเดีย ดูอย่างเต็มรูปแบบได้ที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20200130005478/en/

5th-Generation BiCS FLASH(TM) (Photo: Business Wire)

BiCS FLASH(TM) เจเนอเรชันที่ 5 (รูปภาพ: Business Wire)

นับจากนี้เป็นต้นไป Kioxia จะใช้เทคโนโลยีประมวลผลในเจเนอเรชันที่ห้าใหม่นี้กับอุปกรณ์ที่มีความจุมากขึ้น เช่น อุปกรณ์ TLC ขนาด 1 เทราบิต (128 กิกะไบต์) และอุปกรณ์ 4-bit-per-cell (quadruple-level cell หรือ QLC) ขนาด 1.33 เทราบิต

เทคโนโลยีประมวลผลที่มีโครงสร้างซ้อนกัน 112 ชั้นสุดล้ำของ Kioxia ประกอบด้วยวงจรและเทคโนโลยีประมวลผลการผลิตที่มีความทันสมัยเพื่อเพิ่มความหนาแน่นของชั้นเซลล์ให้มากกว่าแบบที่มีโครงสร้างซ้อนกัน 96 ชั้นได้ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ เทคโนโลยีใหม่ช่วยลดต้นทุนต่อหน่วยและเพิ่มความสามารถในการผลิตของความจุของหน่วยความจำต่อแผ่นซิลิคอน นอกจากนี้ ยังช่วยพัฒนาความเร็วของอินเทอร์เฟสได้ 50 เปอร์เซ็นต์ และทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานสูงขึ้นขณะที่ความหน่วงในการอ่านข้อมูลสั้นลง

นับตั้งแต่ประกาศเปิดตัวต้นแบบเทคโนโลยีหน่วยความจำแฟลชแบบสามมิติครั้งแรกของโลก*2 ในปี 2550 Kioxia ได้เดินหน้ายกระดับการพัฒนาหน่วยความจำแฟลชแบบสามมิติให้ก้าวหน้าขึ้น และมีการสนับสนุนการพัฒนา BiCS FLASH™ อย่างต่อเนื่องเพื่อสนองความต้องการของอุปกรณ์ที่มีความจุสูงขึ้นแต่ขนาดเล็กลง

BiCS FLASH™ เจเนอเรชันที่ห้าได้รับการพัฒนาขึ้นร่วมกับเทคโนโลยีและพันธมิตรด้านการผลิตอย่าง Western Digital Corporation ทั้งนี้ จะมีการผลิตขึ้นที่ฐานการผลิตใน Yokkaichi ของ Kioxia และฐานการผลิตที่สร้างขึ้นใหม่ใน Kitakami

หมายเหตุ:
1. คุณสมบัติบางประการยังไม่ได้รับการทดสอบ และคุณสมบัติของอุปกรณ์อาจแตกต่างออกไปในอนาคต
2. ที่มา: Kioxia Corporation ข้อมูลเมื่อ 12 มิถุนายน 2550
* ชื่อบริษัท ชื่อผลิตภัณฑ์ และชื่อบริการอื่น ๆ ทั้งหมดที่กล่าวถึง ณ ที่นี้ อาจเป็นเครื่องหมายการค้าของบริษัทเหล่านั้น

เกี่ยวกับ Kioxia

KIOXIA เป็นผู้นำระดับโลกด้านโซลูชันหน่วยความจำที่อุทิศตนเพื่อการพัฒนา ผลิต และจำหน่ายหน่วยความจำแฟลชและโซลิดสเตตไดรฟ์ (SSD) ในเดือนเมษายน 2560 ที่ผ่านมา Toshiba Memory ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็น KIOXIA ได้แยกออกจาก Toshiba Corporation ซึ่งเป็นบริษัทที่คิดค้นหน่วยความจำแฟลช NAND ขึ้นมาในปี 2530 KIOXIA มุ่งมั่นที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้กับโลกด้วยความทรงจำผ่านการนำเสนอผลิตภัณฑ์ บริการ และระบบที่สร้างทางเลือกให้กับลูกค้าและสร้างคุณค่าที่เกิดจากความทรงจำให้กับสังคม เทคโนโลยีหน่วยความจำแฟลชแบบ 3D ที่มีความล้ำสมัยของ KIOXIA อย่าง BiCS FLASH™ กำลังสร้างอนาคตแห่งการจัดเก็บข้อมูลในอุปกรณ์ที่มีความหนาแน่นสูง ซึ่งรวมถึงสมาร์ทโฟนที่มีความทั้นสมัย อุปกรณ์พีซี หน่วยความจำ SSD อุปกรณ์ยานยนต์และศูนย์ข้อมูล

ดูเวอร์ชันต้นฉบับที่ businesswire.comhttps://www.businesswire.com/news/home/20200130005478/en/

ติดต่อ:

Kioxia Holdings Corporation
Kota Yamaji
ประชาสัมพันธ์
โทรศัพท์: +81-3-6478-2319
kioxia-hd-pr@kioxia.com