Netpoleon เผยแพร่รายงานการโจมตีผ่านอีเมลขององค์กร (BEC)

Logo

– ผู้โจมตีจู่โจมองค์กรของคุณอย่างไรและคุณจะป้องกันด้วยวิธีใด –

สิงคโปร์–(BUSINESS WIRE)–25 พฤศจิกายน 2563

Netpoleon Solutions Pte Ltd (จากนี้เรียก: Netpoleon) ผู้ให้บริการโซลูชันสำหรับเครือข่ายและความปลอดภัยแบบครบวงจรและบริการเสริมชั้นนำ เผยแพร่รายงาน “การโจมตีผ่านอีเมลขององค์กร (BEC): ผู้โจมตีจู่โจมองค์กรของคุณอย่างไรและคุณจะป้องกันด้วยวิธีใด” ซึ่งจัดทำขึ้นโดย Macnica Networks Corp (จากนี้เรียก: Macnica Networks) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Netpoleon และเป็นผู้วิเคราะห์ภัยคุกคามซึ่งพุ่งเป้าโจมตีองค์กรในเอเชีย รวมถึงเป็นผู้ให้บริการโซลูชันด้านความปลอดภัยในประเทศญี่ปุ่น

Pretending to be the CEO of a trading partner (Graphic: Business Wire)

แอบอ้างว่าเป็นซีอีโอของหุ้นส่วนทางการค้า (กราฟิก: Business Wire)

รายงานฉบับนี้ได้ทำการสรุปข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการหลอกลวง ขั้นตอนการเตรียมตัวอย่างระมัดระวังไปจนถึงการถ่ายโอนไปยังบัญชีที่เตรียมไว้โดยผู้โจมตี มาตรการที่เราเชื่อว่าส่งผลอย่างใดอย่างหนึ่งต่อระบบและแผนกงานด้านบัญชี และการรับมือกับสถานการณ์เมื่อเผชิญกับการโจมตีผ่านอีเมลขององค์กร โดยทั้งหมดนี้เป็นผลที่ได้จากการวิเคราะห์อีเมลจำนวนมากซึ่ง Macnica Networks เป็นผู้รวบรวม

Macnica Networks ได้วิเคราะห์อีเมลที่เป็นการโจมตีในระดับองค์กรซึ่งบริษัทในเครือของ Macnica Group ได้รับระหว่างปี 2558 ถึง 2562 และอีเมลที่ส่งถึงหุ้นส่วนทางการค้าของเราโดยมีการแอบอ้างว่าอีเมลเหล่านั้นส่งจาก Macnica Group รวมถึงเคสเกี่ยวกับการโจมตีผ่านอีเมลขององค์กรที่ดูแลโดยหน่วยรับมือกับสถานการณ์การโจมตีของ Macnica Networks และยังได้เผยรายละเอียดขั้นตอนที่ผู้โจมตีเหล่านั้นใช้อีกด้วย นอกจากนี้ ด้วยความร่วมมือจากหน่วย ITCCERT ของ Itochu ซึ่งมอบผลการวิเคราะห์เกี่ยวกับการโจมตีแบบ BEC ภายใน Itochu Group ที่กำลังขยายการเติบโตไปทั่วโลกอย่างต่อเนื่องมาให้ เราจึงสามารถทำความเข้าใจเกี่ยวกับขั้นตอนและการระบุตัวผู้โจมตีได้มากขึ้น

เราควรให้ความสำคัญกับการโจมตีผ่านอีเมลขององค์กรมากขึ้น จากที่ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนอาชญากรรมทางอินเทอร์เน็ต (IC3) ของสำนักงานสืบสวนกลางแห่งสหรัฐอเมริกา (FBI) ได้ระบุไว้ว่าภายในระยะเวลาไม่ถึงห้าปีนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2556 ถึงเดือนพฤษภาคม 2561 มีการร้องเรียนเกี่ยวกับการโจมตีผ่านอีเมลขององค์กร (BEC) สูงเกือบถึง 80,000 ครั้ง และมูลค่าความเสียหายทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 12.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 1.4 ล้านล้านเยน)

[ตัวอย่าง]

  • การแอบอ้างว่าเป็นซีอีโอของหุ้นส่วนทางการค้า

ที่อยู่อีเมลของผู้ส่งมีชื่อโดเมนที่ไม่เกี่ยวข้องกับหุ้นส่วนทางการค้า ซึ่งทำให้สังเกตการหลอกลวงนี้ได้ง่าย อย่างไรก็ตาม เนื่องจากอีเมลดังกล่าวอ้างว่าเป็นคำขอเร่งด่วนจากซีอีโอของหุ้นส่วนทางการค้า จึงทำให้ปฏิเสธคำขอได้ยากเนื่องจากผู้รับไม่ต้องการถูกมองว่าเป็นผู้ไร้มารยาทจากการแสดงความสงสัย

  • การลงทะเบียนโดเมนที่คล้ายกัน

ผู้โจมตีใช้โดเมนที่คล้ายกับโดเมนจริงของ Netpoleon มาก และใช้โดเมนนั้นโจมตีลูกค้าผ่านอีเมลขององค์กร แต่ลูกค้าสังเกตเห็นว่ามีบางอย่างน่าสงสัยเกี่ยวกับชื่อโดเมนซึ่งทำให้การโจมตีนี้ถูกขัดขวางไว้

Netpoleon จะพยายามเข้าไปมีส่วนร่วมในมาตรการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ต่าง ๆ ผ่านการตรวจสอบ วิเคราะห์ และเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการโจมตีต่อไป

[URL สำหรับดาวน์โหลดรายงาน]

https://www.netpoleons.com/news/netpoleon-publishes-the-report-for-business-email-compromise-bec

ข้อมูลบริษัท Netpoleon

Netpoleon Group เป็นผู้จัดจำหน่ายประเภทเพิ่มมูลค่า (Value-Added Distributor: VAD) ผลิตภัณฑ์ด้านความปลอดภัยของเครือข่าย มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในสิงคโปร์และสำนักงานที่มีความเพรียบพร้อมหลายแห่งทั่วทั้งเอเชียแปซิฟิก ได้แก่ ออสเตรเลีย อินเดีย อินโดนีเซีย กัมพูชา มาเลเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ ไทย และเวียนดนาม
https://www.netpoleons.com/about-us.html

* ชื่อของบริษัทที่กล่าวถึงในเนื้อหาเป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนหรือเครื่องหมายการค้าของบริษัทนั้น ๆ

รับชมคลังภาพ/มัลติมีเดียได้ที่https://www.businesswire.com/news/home/52329417/en

ติดต่อรับเอกสารประชาสัมพันธ์ได้ที่
Netpoleon Solutions Pte Ltd (สำนักงานใหญ่)
https://www.netpoleons.com/
627A Aljunied Road #05-06/07/08, Biztech Centre, Singapore 389842
ติดต่อ: Mavis Lau / Ai Keen
อีเมล: my.marketing@netpoleons.com

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย


Humanigen Australia Proprietary Limited ก่อตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนแผนการเติบโตในเอเชียแปซิฟิก

Logo

  • หน่วยงาน Humanigen ใหม่ในออสเตรเลียสร้างโอกาสที่มุ่งเน้นการเป็นพันธมิตร การทดลองทางคลินิกระดับภูมิภาค และการเข้าถึงตลาด
  • โครงสร้างก่อให้แรงจูงใจทางการเงินที่น่าสนใจ โดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลออสเตรเลีย

เบอร์ลิงเกม แคลิฟอร์เนีย–(BUSINESS WIRE)–24 พ.ย. 2563

Humanigen, Inc (NASDAQ: HGEN) (“Humanigen”) ซึ่งเป็นบริษัทชีวเภสัชภัณฑ์ขั้นตอนทดลองทางคลินิกที่เน้นการป้องกันและรักษาการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันที่เรียกว่า 'cytokine storm' ด้วยยาทดลอง lenzilumab ได้ประกาศจัดตั้ง Humanigen Australia Proprietary Limited (“Humanigen Australia Pty Ltd”) ซึ่ง Humanigen ตั้งใจที่จะประเมินโอกาสในการเป็นพันธมิตร สนับสนุนโครงการพัฒนาทางคลินิก และดำเนินกิจกรรมพัฒนาองค์กรและธุรกิจอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก  กิจกรรมแรกได้ประกาศเมื่อ วันที่ 3 พฤศจิกายนโดยมีการดำเนินการตามข้อตกลงการออกใบอนุญาตสำหรับ lenzilumab สำหรับเกาหลีใต้และฟิลิปปินส์

การทดลองทางคลินิกที่กำลังดำเนินอยู่หรืออยู่ในการวางแผนขั้นสุดท้ายในออสเตรเลีย ได้แก่

Lenzilumab ในผู้ป่วยมะเร็งที่เป็น COVID-19 และมีปอดบวมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ C-SMART (การป้องกันและรักษา COVID-19 ในผู้ป่วยมะเร็ง การทดลองแบบสุ่มหลายรอบ)

การศึกษา C-SMART นำโดยศูนย์มะเร็ง National Center for Infections in Cancer ที่ Peter MacCallum Cancer Center และจะดำเนินการในท้องที่ออสเตรเลีย 5 แห่งในเมลเบิร์นและซิดนีย์  การศึกษานี้จะรวมผู้ป่วยมะเร็งมากกว่า 1,000 รายที่มีความเสี่ยงหรือมีทราบว่าติดเชื้อ COVID-19  โดยมีผู้ป่วยกลุ่มหนึ่งภายใต้การกำกับของ lenzilumab  การศึกษานี้ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่ออนาคตด้านการวิจัยทางการแพทย์ของรัฐบาลออสเตรเลีย

Lenzilumab ในมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรัง chronic myelomonocytic leukemia (CMML) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการทดสอบ PREcision Approach to CHronic Myelomonocytic Leukemia (PREACH-M)

Humanigen อยู่ในการวางแผนขั้นสุดท้ายสำหรับการศึกษาระยะที่ 2 ของการใช้ยา lenzilumab ร่วมกับ azacitidine ในผู้ป่วย CMML ที่เพิ่งได้รับการวินิจฉัยซึ่งแสดงการกลายพันธุ์ NRAS/KRAS/CBL ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่ามีความไวต่อปัจจัยกระตุ้น granulocyte macrophage-colony stimulating factor (GM-CSF) ดังนั้นจึงอาจตอบสนองต่อการรักษาด้วย lenzilumab  CMML เป็นมะเร็งทางโลหิตรูปแบบหนึ่งที่หายากโดยไม่มีทางเลือกในการรักษาที่ได้รับการอนุมัติจาก FDA และอัตราการรอดชีวิตโดยรวม 3 ปีเท่ากับ 20% และมีค่ามัธยฐานของการรอดชีวิตโดยรวม 20 เดือน1,2  การศึกษานี้ได้รับทุนสนับสนุนจากกองทุนเพื่ออนาคตด้านการวิจัยทางการแพทย์ของรัฐบาลออสเตรเลียและคาดว่าจะเริ่มในปี 2564

Ifabotuzumab ใน glioblastoma multiforme (GBM)

การทดลองในระยะที่ 1 นี้ได้ลงทะเบียนผู้ป่วย 11 ใน 12 รายที่กำหนดเป้าหมายสำหรับการลงทะเบียนเต็มจำนวน  คาดว่าผลการศึกษาจะพร้อมใช้งานในช่วงครึ่งแรกของปี 2564

ศาสตราจารย์ Andrew Scott หัวหน้าห้องปฏิบัติการกำหนดเป้าหมายเนื้องอก สถาบันวิจัยมะเร็ง Olivia Newton-John และศาสตราจารย์คณะแพทยศาสตร์มะเร็งมหาวิทยาลัย La Trobe ซึ่งเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการวิจัยและการพัฒนาทั้ง lenzilumab และ ifabotuzumab กล่าวว่า "การก่อตั้ง Humanigen Australia Pty Ltd เป็นผลจากการวิจัย 20 ปีสำหรับแอนติบอดีใหม่ทั้งสองนี้ ซึ่งเราช่วยกันค้นพบและพัฒนาในออสเตรเลีย  เราหวังว่า lenzilumab จะมีผลกระทบที่สำคัญในการรักษาผู้ป่วย COVID-19.  Ifabotuzumab ถือเป็นแนวทางใหม่ในการระบุเนื้องอกที่เป็นของแข็งหลายชนิด"

Bob Atwill หัวหน้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ Humanigen กล่าวว่า “กลยุทธ์การขยายตัวของ Humanigen ในช่วง COVID-19 รวมถึงการทดลองทางคลินิกระดับภูมิภาค การผลิตในท้องถิ่น การเป็นพันธมิตรและการเข้าสู่ตลาดในช่วงต้น  โอกาสบางส่วนอาจทำให้ Humanigen Australia Pty Ltd ได้รับประโยชน์จากนโยบายจูงใจทางการเงินและภาษีจากรัฐบาลออสเตรเลีย รวมถึงเงินคืน 43.5% สำหรับค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนา  นี่เป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีชีวภาพและการดูแลสุขภาพ  ผมหวังว่าจะมีการพัฒนา lenzilumab โครงการอื่นของบริษัทในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจากการเติบโตของ Humanigen Australia Pty Ltd. ”

เกี่ยวกับ Humanigen, Inc.

Humanigen, Inc. กำลังพัฒนาแนวทางการรักษาโรคมะเร็งและโรคติดต่อในรอบการทดลองทางคลินิกและก่อนรอบคลินิกโดยใช้นวัตกรรมใหม่ GM-CSF neutralization และ gene-knockout  เราเชื่อว่าเทคโนโลยี GM-CSF neutralization และแพลตฟอร์มการแก้ไขยีนของเรามีศักยภาพในการลดการอักเสบจากการติดเชื้อโคโรนาไวรัส  จุดมุ่งเน้นในปัจจุบันของบริษัทคือการป้องกันหรือลดกลุ่มอาการปล่อยไซโตไคน์ก่อนอาการปอดอักเสบขั้นรุนแรงและ ARDS ในกรณีการติดเชื้อ SARS-CoV-2 ร้ายแรง   บริษัทให้ความสำคัญกับการสร้างการบำบัด gene-edited CAR-T โดยใช้กลยุทธ์ในการปรับปรุงประสิทธิภาพและใช้เทคโนโลยี GM-CSF gene knockout เพื่อควบคุมความเป็นพิษ  นอกจากนี้ บริษัทกำลังพัฒนากลุ่มผลิตภัณฑ์ EphA3-CAR-T ที่เป็นกรรมสิทธิ์สำหรับมะเร็งชนิดแข็งต่างๆ และ EMR1-CAR-T สำหรับโรค eosinophilic ต่างๆ  บริษัทกำลังสำรวจประสิทธิภาพของเทคโนโลยี GM-CSF neutralization (โดยใช้ lenzilumab เป็นแอนติบอดีที่ทำให้เป็นกลางหรือผ่านยีน GM-CSF gene knockout) โดยร่วมกับเซลล์ CAR-T, bispecific หรือ natural killer (NK) T อื่นๆ เพื่อทำลายความประสิทธิภาพ/ความเป็นพิษ รวมถึงการป้องกันและ/หรือการรักษาโรคการปลูกถ่ายอวัยวะ (GvHD) ในผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายเซลล์ allogeneic hematopoietic stem cell transplantation (HSCT)  นอกจากนี้ Humanigen และ Kite ซึ่งเป็นบริษัทของ Gilead กำลังประเมินการใช้งาน lenzilumab ร่วมกับ Yescarta® (axicabtagene ciloleucel) ในผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลือง B-cell ขนาดใหญ่ที่กำเริบ  สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดเยี่ยมชม www.humanigen.com

ข้อความคาดการณ์ล่วงหน้า

ข่าวประชาสัมพันธ์นี้ประกอบด้วยข้อความคาดการณ์ล่วงหน้า  ข้อความคาดการณ์ล่วงหน้าสะท้อนถึงความรู้ สมมติฐานก ารตัดสินใจ และความคาดหวังในปัจจุบันของผู้บริหารเกี่ยวกับผลการดำเนินงานหรือเหตุการณ์ในอนาคต  แม้ว่าฝ่ายบริหารจะเชื่อว่าความคาดหวังที่แสดงในข้อความดังกล่าวมีความสมเหตุสมผล แต่ก็ไม่ให้ความมั่นใจว่าความคาดหวังดังกล่าวจะพิสูจน์ได้ว่าถูกต้องและคุณควรทราบว่าเหตุการณ์หรือผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงอาจแตกต่างอย่างมากจากที่มีอยู่ในข้อความคาดการณ์ล่วงหน้า คำต่างๆ เช่น "จะ" "คาดหวัง" "ตั้งใจ" "วางแผน" "มีศักยภาพ" "เป็นไปได้" "ตั้งเป้าหมาย" "เร่ง" "ดำเนินการต่อ" และคำที่คล้ายกันระบุถึงข้อความคาดการณ์ล่วงหน้า ซึ่งรวมถึง โดยไม่จำกัดเพียงคำแถลงการณ์เกี่ยวกับความคาดหวังของเราเกี่ยวกับกิจกรรมการดำเนินงานการวิจัย การพัฒนา หรือการค้าในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและความสามารถของเราในการบรรเทาผลกระทบของ COVID-19 เพื่อพัฒนาการรักษา CAR-T หรือการรักษามะเร็งแบบแข็งหรือเพื่อป้องกันหรือรักษา GvHD ผ่านเทคโนโลยีใดๆ ในโครงการปัจจุบันของเรา ข้อความคาดการณ์ล่วงหน้าขึ้นอยู่กับความเสี่ยงและความไม่แน่นอนหลายประการ ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียงความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการขาดความสามารถในการทำกำไรและความต้องการเงินทุนเพิ่มเติมเพื่อดำเนินการศึกษาระยะที่ 3 และขยายธุรกิจของเรา การพึ่งพาพันธมิตรของเราเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ของเรา ความไม่แน่นอนที่มีอยู่ในการพัฒนา การได้รับการอนุมัติตามกฎข้อบังคับที่จำเป็น และการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ยาใหม่ๆ ผลของการดำเนินคดีที่รอดำเนินการหรือในอนาคต และความเสี่ยงและความไม่แน่นอนต่างๆ ที่อธิบายไว้ในส่วน "ปัจจัยความเสี่ยง" และส่วนอื่นๆ ในเอกสารที่บริษัทยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์เป็นระยะๆ

ข้อความคาดการณ์ล่วงหน้าทั้งหมดมีคุณสมบัติโดยชัดแจ้งอย่างครบถ้วนในประกาศนี้  คุณไม่ควรเชื่อมั่นในข้อความคาดการณ์ล่วงหน้าใดๆ ซึ่งพูดถึง ณ วันที่เผยแพร่นี้เท่านั้น  เราไม่มีภาระผูกพันในการแก้ไขหรือปรับปรุงข้อความคาดการณ์ล่วงหน้าใดๆ ที่จัดทำขึ้นในข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เพื่อสะท้อนถึงเหตุการณ์หรือสถานการณ์หลังจากวันที่นี้หรือเพื่อสะท้อนถึงข้อมูลใหม่หรือการเกิดขึ้นของเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด ยกเว้นตามที่กฎหมายกำหนด

1. Patnaik MM, Tefferi A. Chronic Myelomonocytic leukemia: 2020 update on diagnosis, risk stratification and management. Am J Hematol. Jan 2020;95(1):97-115. doi:10.1002/ajh.25684

2. Coston T, Pophali P, Vallapureddy R, et al. Suboptimal response rates to hypomethylating agent therapy in chronic myelomonocytic leukemia; a single institutional study of 121 patients. Am J Hematol. Jul 2019;94(7):767-779. doi:10.1002/ajh.25488

อ่านต้นฉบับบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20201123006238/en/

สื่อ
Cammy Duong
Westwicke บริษัท ICR
Cammy.duong@westwicke.com  
203- 682-8380

นักลงทุน
Alan Lada
Solebury Trout
ALada@SoleburyTrout.com 
617-221-8006

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

รางวัลทรงเกียรติ Jonathan B. Postel Service Award มอบให้ Onno W. Purbo

Logo

รางวัลนี้ยกย่องผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ในการขยายการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตในอินโดนีเซีย

กรุงเทพฯ–(บิสิเนสไวร์)–18 พฤศจิกายน 2020

The Internet Society องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรระดับโลกที่ส่งเสริมการพัฒนาและการใช้อินเทอร์เน็ตแบบเปิดกว้าง เชื่อมต่อกับทั่วโลก และปลอดภัยได้มอบรางวัลอันทรงเกียรติ Jonathan B. Postel Service Award แก่ Onno W. Purbo สำหรับผลงานด้านเทคนิคที่ยั่งยืนและสำคัญ ความเป็นผู้นำ และการบริการแก่ชุมชนอินเทอร์เน็ตทั่วโลก

รางวัลนี้มีชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ Jonathan Postel ผู้เป็นตำนานด้านเทคนิคในวงการ โดยยกย่องบุคคลที่ไม่ธรรมดาเช่นคุณ Purbo ที่มุ่งมั่นในการพัฒนาเทคโนโลยีการเติบโตและความแข็งแกร่งของอินเทอร์เน็ต

Mr. Purbo เป็นที่รู้จักในนาม “ผู้ปลดล๊อคอินเทอร์เน็ตของอินโดนีเซีย” คุณ Purbo เป็นผู้สนับสนุนอินเทอร์เน็ตที่มีชื่อเสียงและมีบทบาทสำคัญในเพิ่มการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตด้วยราคาที่ไม่แพง โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทของอินโดนีเซีย

"การสนับสนุนของคุณ Purbo ในภาคดิจิทัลเป็นสิ่งล้ำค่าและรางวัลนี้เป็นการยกย่องความสำเร็จของเขาและเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อื่น  ความคิดริเริ่มของเขาในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและเครือข่ายชุมชนได้นำมาสู่การเติบโตของอินเทอร์เน็ตที่ราคาไม่แพงและการเข้าถึงได้ในพื้นที่ต่างๆ ทั่วอินโดนีเซีย  ผมมั่นใจว่ารางวัลนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ และเดินตามรอยเท้าของเขาและเอาชนะความท้าทายในชุมชนของพวกเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการปรับปรุงระบบดิจิทัล” Johnny Plate รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศของอินโดนีเซียกล่าว

จากความสำเร็จมากมายของเขา คุณ Purbo เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะผู้บุกเบิกอินเทอร์เน็ตในอินโดนีเซียผ่านการใช้เทคโนโลยีไร้สายและ Voice over Internet Protocol   เขาเป็นผู้นำการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตครั้งแรกที่สถาบันเทคโนโลยีในบันดุงและสร้างเครือข่ายการศึกษาของชาวอินโดนีเซียแห่งแรก  นอกจากนี้เขายังสนับสนุนการยกเลิกกฎระเบียบของความถี่ Wi-Fi และได้ก่อตั้งไซเบอร์คาเฟ่ เครือข่ายชุมชน และเครือข่ายเซลลูลาร์ชุมชนในอินโดนีเซีย  คุณ Purbo ได้จัดระเบียบเครือข่ายโทรศัพท์ชุมชนผ่านอินเทอร์เน็ตเป็นครั้งแรกและเป็นผู้นำ ICT กลับมาใช้ในหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลายของชาวอินโดนีเซีย  ปัจจุบันเขามีส่วนร่วมในบริการอีเลิร์นนิงฟรีที่ใหญ่ที่สุดในชาวอินโดนีเซีย ซึ่งนำเสนอหลักสูตรมากกว่า 700 หลักสูตรให้กับนักเรียนเกือบ 40,000 คนและได้ฝึกอบรมครูมากกว่า 8,000 คนในการดำเนินงานอีเลิร์นนิง

“เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับการยกย่องที่สูงและล้ำค่าจากชุมชนอินเทอร์เน็ตของอินโดนีเซีย คุณ Purbo กล่าว “ด้วยการดัดแปลงอุปกรณ์ที่เรียบง่าย เรามีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลและความรู้ซึ่งเป็นรากฐานที่จำเป็นสำหรับทุกชาติที่จะก้าวไปข้างหน้า  The Internet Society ยอมรับว่าแนวทางดังกล่าวเป็นหนึ่งในเส้นทางที่ถูกต้องสำหรับแนวทางอินเทอร์เน็ตสำหรับทุกคน  อย่างไรก็ตามภารกิจนี้ยังไม่เสร็จสิ้น  รางวัล Postel Service Award ชี้ให้เห็นถึงหนทางแก่พวกเราทุกคนและสร้างแรงบันดาลใจให้กับความกระตือรือร้นในการก้าวไปสู่สังคมแห่งความรู้”

คุณ Purbo ได้รับการคัดเลือกจากคณะกรรมการระดับนานาชาติที่มีชื่อเสียงซึ่ง ประกอบด้วยอดีตผู้ได้รับรางวัล Jonathan B. Postel ซึ่งรวมถึงผู้มีวิสัยทัศน์ทางอินเทอร์เน็ตและผู้ทรงคุณวุฒิ  โดยเป็นปีที่ 21 รางวัล Postel Award ก่อตั้งขึ้นในปี 1999 โดย Internet Society เพื่อให้เกียรติประชาชนและองค์กรที่สนองจิตวิญญาณของ Jonathan Postel ซึ่งอิทธิพลทางเทคนิคของเขาเป็นหัวใจสำคัญของหลาย กระบวนการที่ทำให้อินเทอร์เน็ตทำงานได้  Andrew Sullivan ประธานและซีอีโอของ Internet Society จะมอบรางวัลซึ่งรวมถึงเงินสนับสนุน US$20,000 และรูปโลกคริสตัลในพิธีเสมือน โดยเป็นส่วนหนึ่งของการประชุม 109th Internet Engineering Task Force (IETF) Meeting ที่เกิดขึ้นในวันที่ 16-20 พฤศจิกายน 2563

เกี่ยวกับ Internet Society

ก่อตั้งขึ้นในปี 2535 โดยผู้บุกเบิกอินเทอร์เน็ต Internet Society เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรระดับโลกที่ทำงานเพื่อให้อินเทอร์เน็ตเป็นแรงผลักดันที่ดีสำหรับทุกคน  โดยผ่านชุมชน สมาชิกกลุ่มผลประโยชน์พิเศษ และ 120+ สมาคมทั่วโลก องค์กรปกป้องและส่งเสริมนโยบายอินเทอร์เน็ต มาตรฐาน และโปรโตคอลที่ทำให้อินเทอร์เน็ตเปิดกว้าง เชื่อมต่อกับทั่วโลก และปลอดภัย สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาเยี่ยมชม: internetsociety.org

อ่านต้นฉบับบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20201117006053/en/

ติดต่อสื่อ:
Allesandra deSantillana
Internet Society
desantillana@isoc.org

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Black & Veatch: ความไม่แน่นอนในการลงทุนและพลังงานหมุนเวียนสำหรับอุตสาหกรรมไฟฟ้าในเอเชีย

Logo

ความยืดหยุ่นในการปรับตัว ความสามารถในการจับจ่าย และแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อม จะเป็นตัวกำหนดอนาคตของอุตสาหกรรมในเอเชีย

กรุงเทพมหานคร, ประเทศไทย (18 พ.ย. 2563) – ความไม่แน่นอนของการลงทุนที่เกิดจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำและพลังงานหมุนเวียน เป็นสองความกังวลที่ใหญ่ที่สุดของอุตสาหกรรมไฟฟ้าในเอเชียในปัจจุบันนี้ จากรายงาน Strategic Directions: Electric Industry Asia 2563 ครั้งแรกของ Black & Veatch

จากข้อมูลที่ได้จากผู้นำระดับอาวุโสในอุตสาหกรรมพลังงาน ในรายงานชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องสร้างสมดุลระหว่างความสามารถในการจับจ่าย กับแรงกดดันในการลดปริมาณคาร์บอนในการผลิตไฟฟ้า ในขณะเดียวกันต้องสร้างระบบที่เชื่อถือได้และมีความหยืดหยุ่นที่พร้อมรับมือกับภัยธรรมชาติ สภาพอากาศที่รุนแรง และความไม่ต่อเนื่องของพลังงานหมุนเวียน

สิ่งที่เป็นภัยต่อประสิทธิภาพของระบบโครงข่ายไฟฟ้าที่เชื่อถือได้ในตลาดไฟฟ้าในเอเชีย ได้แก่ :

  1. การลงทุนด้านกำลังการผลิตเครือข่ายไม่ทันกับความต้องการ
  2. การลงทุนที่น้อยเกินไปในเครือข่ายการส่งกระแสไฟที่เชื่อถือได้
  3. การนำพลังงานหมุนเวียนที่ไม่ต่อเนื่องมาใช้มากเกินไป
  4. ความจุในการจัดเก็บพลังงานไม่เพียงพอ
  5. ภัยพิบัติทางธรรมชาติ.

“การจัดหาเงินทุนและการบูรณาการพลังงานหมุนเวียนเป็นสิ่งที่น่ากังวลมากที่สุดสำหรับอุตสาหกรรมไฟฟ้าในภูมิภาคนี้ เนื่องจากเรายังคงดำเนินการอยู่ในช่วงที่ได้รับผลกระทบของ COVID-19” Narsingh Chaudhary รองประธานบริหารและกรรมการผู้จัดการของ Black & Veatch, Asia Power Business กล่าว “เราเห็นความจำเป็นในการใช้โซลูชันแบบบูรณาการมากขึ้นในการผลิต การส่งและการจัดจำหน่าย รวมไปถึงการขยายตัวของโรงไฟฟ้าระบบเชื้อเพลิงแก๊สธรรมชาติและการกักเก็บพลังงานเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นในการใช้พลังงาน”

การลงทุนที่จะเติบโตแบบเห็นได้ชัดที่สุด สำหรับกำลังการผลิตใหม่ ๆที่จะเกิดขึ้นในอีกสามถึงห้าปีข้างหน้าคาดว่าจะอยู่ในรูปแบบพลังงานหมุนเวียน ประกอบด้วย พลังงานแสงอาทิตย์ (บนพื้นดิน), การกักเก็บพลังงาน, พลังงานแสงอาทิตย์ (แบบลอยน้ำ), ลม (นอกชายฝั่ง) และไมโครกริด ซึ่งจะเป็นห้าอันดับแรกของการลงทุน ต้นทุนของพลังงานที่ถูกลงถูกมองว่าเป็นตัวขับเคลื่อนหลักสำหรับการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนโดยมีการปรับปรุงเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์โฟโตวอลเทอิก  (PV) แบบสองหน้าและการจัดแผงที่มีความล้ำหน้ามากขึ้นจะทำให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้นสำหรับโรงงานผลิตเซลล์แสงอาทิตย์ทั่วโลก

นอกจากนี้ยังคาดว่าอนาคตของการผลิตไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงจะดำเนินไปอย่างน้อยถึงปี 2578 โดย 66 เปอร์เซ็นต์ของผู้ตอบแบบสอบถามเชื่อว่าก๊าซจะยังเป็นองค์ประกอบสำคัญของโครงข่ายไฟฟ้า ในขณะที่มีเพียง 18 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่เห็นว่าถ่านหินจะยังคงมีบทบาทคล้ายกันในการผลิตไฟฟ้า บ่อยครั้งที่เราเห็นการใช้เชื้อเพลิงที่หลากหลาย ก๊าซจะทำหน้าที่เป็นพลังงานพื้ฐานหลักในการผลิตไฟฟ้าเพื่อสร้างเสถียรภาพของโครงข่ายไฟฟ้าควบคู่ไปกับการใช้งานระบบจัดเก็บพลังงานแบตเตอรี่ที่เพิ่มขึ้นตามคาดการณ์เอาไว้

“อุตสาหกรรมคาดว่าการลงทุนระยะใกล้จะเปลี่ยนไปให้ความสำคัญกับสินทรัพย์ที่มีอยู่ แทนที่จะเป็นการสร้างใหม่ หรือแม้แต่การเลื่อนการลงทุนออกไป” Harry Harji รองประธานฝ่ายที่ปรึกษาด้านการจัดการของ Black & Veatch ในเอเชีย “ COVID-19 ป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดการแปลงเข้าสู่ยุคดิจิทัล, ระบบควบคุมตรวจสอบจากระยะไกล และแนวทางการบริหารจัดการสินทรัพย์ร่วมกันให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น”

เมื่อพิจารณาถึงความไม่แน่นอนในปี 2564 หน่วยงานกำกับดูแลของรัฐบาล (66%) ยังคงถูกมองว่าเป็นตัวแทนที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงมากที่สุด ซึ่งเป็นการเน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของพวกเขาในอีกหลายเดือนข้างหน้า สำหรับข้อมูลเชิงลึกโดยละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Electric Industry Asia 2564 ดาวน์โหลดที่นี่

คลิกที่นี่ และ ที่นี่ เพื่อดาวน์โหลดภาพประกอบ

หมายเหตุของบรรณาธิการ:

  • Strategic Directions: Electric Industry Asia 2564 เป็นรายงานอย่างเป็นทางการครั้งแรกของ Black & Veatch เกี่ยวกับอุตสาหกรรมไฟฟ้าในเอเชีย รายงานนี้ได้ข้อมูลจากผู้เข้าร่วมอาวุโสในอุตสาหกรรม 35 คนที่มีหน้าที่รับผิดชอบธุรกิจในพื่นที่ครอบคลุมเอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และ / หรือเอเชียตะวันออก ระหว่างวันที่ 23 กรกฎาคม 2563 ถึง 21 สิงหาคม 2563
  • ซีรีย์รายงานการกำหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์ของ Black & Veatch ให้ข้อมูลเชิงลึกและการวิเคราะห์ในแวดวงอุตสาหกรรมโดยอ้างอิงกับการวิจัยชั้นนำของตลาด ประกอบด้วยรายงานประจำปีหลายฉบับ รวมถึงระบบสาธารณูปโภคอัจฉริยะ น้ำและไฟฟ้า   โดยทำหน้าที่ให้ความรู้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมเกี่ยวกับประเด็นต่างๆที่มีความสำคัญ รวมถึงความท้าทายและโอกาสต่าง ๆ เยี่ยมชม http://bv.com/reports เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติม

เกี่ยวกับ Black & Veatch

Black & Veatch เป็นบริษัทด้านวิศวกรรม การจัดซื้อ การให้คำปรึกษาและการก่อสร้างที่มีพนักงานเป็นเจ้าของซึ่งมีประวัติยาวนานกว่า 100 ปีในด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืน ตั้งแต่ปี 2458 เราได้ช่วยทำให้ชีวิตผู้คนในกว่า 100 ประเทศดีขึ้น ด้วยการจัดการกับความสามารถในการฟื้นฟูและความน่าเชื่อถือของสินทรัพย์ด้านโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของโลก รายได้ของเราในปี 2562 อยู่ที่ 3.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ ติดตามเราได้ที่ www.bv.com และบนโซเชียลมีเดีย

ติดต่อสำหรับสื่อ

EMILY CHIA

+65 6761 3511 p

+65 9875 8907 m

ChiaLP@BV.com

ฮอตไลน์สำหรับสื่อติดต่อ 24 ชั่วโมง

+1 866 496 9149

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Hillstone Networks ติดอันดับในรายงาน Magic Quadrant ด้าน Network Firewall เป็นครั้งที่ 7

Logo

ซานตาคลารา, แคลิฟอร์เนีย–(BUSINESS WIRE)–17 พฤศจิกายน 2563

Hillstone Networks ผู้ให้บริการโซลูชันความปลอดภัยบนเครือข่ายสำหรับองค์กรและการจัดการความเสี่ยงชั้นนำ ประกาศรั้งตำแหน่งหัวแถวในรายงาน Gartner Magic Quadrant ด้าน Network Firewall จากปัจจัยด้านขีดความสามารถในกลุ่ม Niche Player

“มีคนกล่าวไว้ว่าการฝึกฝนทำให้เกิดความชำนาญ” Tim Liu ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีและผู้ร่วมก่อตั้ง Hillstone Networks กล่าว “เราได้รับการจัดอันดับในรายงาน Magic Quadrant ด้าน Network Firewall 7 ปีต่อเนื่อง (2 ปีต่อเนื่องในรายงาน Critical Capabilities ซึ่งเกี่ยวเนื่องกัน) เรามองว่าการทำตามสัญญาที่จะยืนหยัดร่วมกับลูกค้าในการป้องกันเครือข่ายของพวกเขาที่ช่วยให้เราเป็นหนึ่งเดียวคือพันธกิจอันแน่วแน่และพันธกิจหลักของเรา”

พอร์ตโฟลิโออันแข็งแกร่งของ Hillstone ครอบคลุมทั้งการแก้ปัญหาเกี่ยวกับกรณีและสถานการณ์การใช้งานต่าง ๆ การรักษาความปลอดภัยเครือข่ายโดยใช้เทคโนโลยีสำหรับตลาดกลุ่มย่อย รวมถึงกลยุทธ์อันมุ่งมั่นซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่ระบบคลาวด์มาตั้งแต่เริ่มต้น

  • โซลูชัน Hillstone Intelligent Breach Prevention ประกอบด้วย Hillstone iNGFW และ sBDS เป็นโซลูชันป้องกันภัยคุกคามตลอดวงจรซึ่งสามารถป้องกันภัยคุกคามขั้นสูง ปกป้องทรัพยากรที่มีความสำคัญสูง และร่นระยะเวลาระหว่างภัยคุกคามและการตรวจจับ
  • โซลูชัน Hillstone Data Center Protection ประกอบด้วย Hillstone Data Center NGFW และ Micro-segmentation solution CloudHive เป็นโซลูชันที่ให้การป้องกันด้านความมั่นคงปลอดภัยแบบ L2~L7 และการันตีถึงความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจสำหรับศูนย์ข้อมูลที่มีความทันสมัย
  • โซลูชัน Hillstone Secure SD-WAN ช่วยให้องค์กรที่มีหลายสาขาสามารถติดตั้งเครือข่าย VPN ที่ปลอดภัยได้อย่างรวดเร็วในทุกสถานที่ เพื่อยกระดับการใช้งานของผู้ใช้โดยไม่ทำให้ความปลอดภัยลดลง

ด้วยองค์กรกว่า 18,000 แห่งที่ได้รับการปกป้องดูแลโดยโซลูชันของ Hillstone ในปัจจุบัน เราเชื่อว่าเหตุผลที่ลูกค้าเลือกโซลูชันของเรา และเหตุผลที่ทำให้เราได้รับการยอมรับนั้นเห็นได้ชัดเจน

*: การ์ทเนอร์, รายงาน Magic Quadrant ด้านเน็ตเวิร์กไฟร์วอลล์, Rajpreet Kaur, Adam Hils, Jeremy D’Hoinne, 9 พฤศจิกายน 2563

การ์ทเนอร์ไม่ได้ให้การรับรองผู้ผลิต สินค้า หรือบริการใด ๆ ที่กล่าวถึงในรายงานวิจัยของบริษัทฯ และไม่ได้แนะนำให้ผู้ใช้เลือกใช้เทคโนโลยีของผู้ผลิตที่จัดอยู่ในอันดับสูงสุด รายงานวิจัยของการ์ทเนอร์ประกอบด้วยความคิดเห็นของฝ่ายวิจัยของการ์ทเนอร์ และไม่ควรถือว่าเป็นการระบุข้อเท็จจริง การ์ทเนอร์ขอปฏิเสธการรับประกันใด ๆ ไม่ว่าโดยชัดแจ้งหรือโดยนัย ในส่วนที่เกี่ยวกับข้อมูลการวิจัยนี้ รวมถึงการรับประกันเกี่ยวกับความสามารถในการจัดจำหน่าย หรือความเหมาะสมสำหรับจุดประสงค์เฉพาะ

เกี่ยวกับ Hillstone Networks

โซลูชันเพื่อความปลอดภัยทางไซเบอร์สำหรับองค์กรและการจัดการความเสี่ยงโดย Hillstone Networks มาพร้อมทัศนวิสัย ความอัจฉริยะ และระบบป้องกันที่จะสร้างความมั่นใจให้องค์กรว่าพวกเขาสามารถมองเห็นอย่างรอบด้าน เข้าใจอย่างลึกซึ้ง และสามารถรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ได้อย่างรวดเร็ว โซลูชันของ Hillstone ซึ่งได้รับการยอมรับจากนักวิเคราะห์ชั้นนำและได้รับความไว้วางใจจากองค์กรระดับโลกหลายแห่งสามารถปกป้องอุปกรณ์ทั้งระบบเอดจ์และคลาวด์ขององค์กร พร้อมช่วยลดต้นทุนการเป็นเจ้าของในขณะเดียวกัน เรียนรู้เพิ่มเติมได้ที่ www.hillstonenet.com

ติดต่อ:

Zeyao Hu
ผู้จัดการฝ่ายการตลาด
inquiry@hillstonenet.com

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

นักวิจัยของ NTHU ค้นพบดัชนีชี้วัดทางชีวภาพตัวใหม่สำหรับมะเร็งกระเพาะอาหาร เพื่อการบำบัดที่ปรับแต่งได้

Logo

ซินจู๋  ไต้หวัน–(BUSINESS WIRE)–14 พฤศจิกายน 2563

ทีมวิจัยที่นำโดยศาสตราจารย์ Wang Wen-ching จากสถาบันชีววิทยาระดับโมเลกุลและเซลล์มหาวิทยาลัย National Tsing Hua (NTHU) ได้ใช้ประโยชน์จากพลังของข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ big data เพื่อระบุตัวบ่งชี้ทางชีวภาพที่สำคัญสองตัวที่มีส่วนในการก่อตัวและการแพร่กระจายของมะเร็งกระเพาะอาหาร ด้วยการใช้ยาที่ได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) ทีมได้ทำการบำบัดแบบกำหนดเป้าหมายซึ่งสามารถกำจัดการเติบโตของเนื้องอกและยับยั้งการแพร่กระจายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งปูทางไปสู่การบำบัดแบบใหม่ งานวิจัยของพวกเขาได้รับการตีพิมพ์ในฉบับล่าสุดของ Proceedings of the National Academy of Sciences of the United States.

ข่าวประชาสัมพันธ์นี้เป็นแบบมัลติมีเดีย ดูฉบับเต็มได้ที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20201113005183/en/

Professor Wang Wen-ching (left) of the Institute of Molecular and Cellular Biology and Dr. Tseng Linlu researching a new treatment for gastric cancer. (Photo: National Tsing Hua University)

ศาสตราจารย์ Wang Wen-ching (ซ้าย) จากสถาบันชีววิทยาโมเลกุลและเซลล์และ ดร. Tseng Linlu ค้นคว้าวิธีการรักษามะเร็งกระเพาะอาหารแบบใหม่ (ภาพ: National Tsing Hua University)

ค้นหาวิธีใหม่ในการรักษามะเร็งกระเพาะอาหาร

มะเร็งกระเพาะอาหารเป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 5 ของโลกและเป็นมะเร็งที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงเป็นอันดับสองเนื่องจากการรักษาที่ทรหดและยากสำหรับผู้ป่วยจำนวนมาก Wang กล่าวว่า เวลาที่คนจะได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง เซลล์มะเร็งก็มักจะได้แพร่กระจายไปแล้ว

Wang กล่าวว่าจนถึงขณะนี้มียาเป้าหมายเพียงตัวเดียว (Her 2 therapy) ที่สามารถรักษามะเร็งกระเพาะอาหารได้และเหมาะสำหรับผู้ป่วยน้อยกว่า 20% ทั่วโลกเท่านั้น ในไต้หวันตัวเลขนี้ลดลงเหลือ 8% ทีมงานของ Wang กำลังทำงานเพื่อคลี่คลายกลไกที่เป็นรากฐานของการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งและค้นหาตัวบ่งชี้ทางชีวภาพใหม่โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาการบำบัดแบบใหม่

การเบรกมะเร็งกระเพาะอาหาร

Wang อธิบายว่าสาเหตุหลักที่ทำให้เซลล์มะเร็งกระเพาะอาหารแพร่กระจายคือความไร้ประสิทธิผลของโปรตีนฟอสฟาเตสและเทนซินโฮโมโลกัล (PTEN) ซึ่งเป็นโปรตีนยับยั้งเนื้องอกซึ่งทำหน้าที่เหมือนเบรค เมื่อเบรคล้มเหลวแล้ว เซลล์มะเร็งจะแพร่กระจายขยายตัวและเติบโตเป็นเนื้องอกระยะลุกลามที่เป็นอันตราย งานแรกของทีมคือการหาสาเหตุของ “เบรกล้มเหลว” ตัวนี้

ทีมวิจัยได้รวบรวมข้อมูลจากผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะอาหารมากกว่า 300 รายและใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ (big data) เพื่อหาเส้นทางทางชีววิทยาที่นำไปสู่การลุกลามของมะเร็งจากยีนมากกว่า 30,000 ยีน พวกเขาค้นพบว่าเอนไซม์ทั้งสองได้แก่ PHF8 และ PKCα มีบทบาทสำคัญในการไขปริศนานี้ เอนไซม์นิวเคลียร์ PHF8 แพร่หลายในเนื้อเยื่อมะเร็งกระเพาะอาหารประมาณ 40% และทำให้ PKCα พุ่งสูงขึ้นทำให้เกิดการสูญเสีย PTEN ทำให้เกิด “เบรกล้มเหลว”

โชคดี ที่กิจกรรมของ PKCα สามารถถูกยับยั้งได้โดยยา midostaurin ซึ่งเป็นสารต้านมะเร็งในการรักษามะเร็งในเลือดที่ได้รับการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาเมื่อสามปีก่อน ทีมงานใช้แบบจำลองจากปลาม้าหลายและหนูเพื่อพิสูจน์หลักฐานว่าการรักษา midostaurin สามารถลดขนาดเนื้องอกและลดการแพร่กระจายของมะเร็ง

Wang กล่าวว่าความก้าวหน้าในการค้นหาการบำบัดที่แม่นยำนั้นเกิดจากความร่วมมือแบบสหวิทยาการ Tseng Linlu ผู้ซึ่งเพิ่งสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกจากการฝึกอบรมด้านการแพทย์ระดับโมเลกุลและชีวสถิติที่ NTHU ดร. Yeh Ta-sen ผู้อำนวยการแผนกศัลยกรรมทั่วไปของโรงพยาบาล Chang Gung Memorial ใน Linkou, Dr Yuh Chiou-hwa จากสถาบันวิจัยสุขภาพแห่งชาติและ  Kung Hsing-jien  จาก Academia Sinica 

ดูเวอร์ชันต้นฉบับบน  businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20201113005183/en/

ติดต่อ:

Holly Hsueh

National Tsing Hua University

(886)3-5162006

hoyu@mx.nthu.edu.tw

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Mavenir ประกาศรองรับ 2G และ 3G เต็มรูปแบบบนระบบ 4G / 5G Cloud-Native OpenRAN และ แพ็คเกตคอร์

Logo

นำเสนอเฉพาะโซลูชันระบบคลาวด์เนทีฟที่ครบวงจรอย่างแท้จริงสำหรับเทคโนโลยีมือถือทุกรุ่น

ริชาร์ดสัน, เท็กซัส–(BUSINESS WIRE)–10 พ.ย. 2563

Mavenir, ผู้ให้บริการซอฟต์แวร์เครือข่ายแบบครบวงจรรายเดียวของอุตสาหกรรมสำหรับเครือข่าย 4G / 5G ประกาศการรวมเทคโนโลยี 2G และ 3G เข้ากับชุดบรอดแบนด์ 4G และ 5G ที่มีอยู่ ทั้งนี้ โซลูชันระบบคลาวด์แบบครบวงจรแบบใหม่ที่ครอบคลุมเทคโนโลยีมือถือทั้งหมด หรือแบบ 2G / 3G / 4G / 5G จะครอบคลุมสำหรับการเข้าถึงวิทยุและแพ็คเก็ตคอร์ (packet core) และจะมอบโซลูชันแบบครอบคลุมที่ไม่เหมือนใครอย่างแท้จริง ทำให้เครือข่ายมือถือมีระบบอัตโนมัติและความคล่องตัวแบบเว็บสเกล

สำหรับส่วนประกอบ RAN ความสามารถของ 2G และ 3G จะถูกรวมเข้ากับสถาปัตยกรรม OpenRAN อย่างสมบูรณ์ พร้อมด้วย CU และ DU ที่เต็มรูปแบบเพื่อมอบ Multi Radio Access Technology (vMRAT) แบบ all-in-one

สแต็กของ 2G และ 3G จะรวมเข้ากับโซลูชันหลักของแพ็กเก็ตอย่างสมบูรณ์ ซึ่งทำให้กลายเป็นระบบคลาวด์ที่มาพร้อมกับสถาปัตยกรรมเชิงบริการ หรือ Service Based Architecture (SBA) ซึ่งสิ่งนี้ช่วยพัฒนาโซลูชันแพ็กเก็ตคอร์ที่มีอยู่ของ Mavenir ในการใช้งาน 4G และ 5G ทั่วโลกในปัจจุบัน และที่โดยปกติก็ให้ความสามารถเกตเวย์อยู่แล้ว ปัจจุบันนี้ได้มีการรวมระบบเคลื่อนที่เข้ากับ 2G / 3G ได้อย่างสมบูรณ์เข้าไปอีก

Pardeep Kohli ประธานและซีอีโอของ Mavenir กล่าวว่า“ เราได้รับฟังลูกค้าชั้นนำของเราที่ไว้วางใจเราอย่างรอบคอบในการเปลี่ยนแปลงเครือข่าย และตระหนักว่าเราจำเป็นต้องเชื่อมโยงเทคโนโลยีเดิมกับ OpenRAN และโซลูชันระบบคลาวด์เนทีฟ นอกจากนี้ระบบ 2G / 3G ยังจะมีความเกี่ยวข้องในหลาย ๆ ตลาดในอีกหลายปีข้างหน้า ด้วยโซลูชันเหล่านี้ลูกค้าของเราจะสามารถสร้างเครือข่ายของตนโดยอัตโนมัติและรองรับเทคโนโลยีมือถือทั้งหมดบนเครือข่ายคลาวด์เนทีฟ”

โซลูชันนี้จะนำเสนอความสามารถในการปรับขนาดและใช้สถาปัตยกรรมเดี่ยวเพื่อให้ครอบคลุมเทคโนโลยีมือถือทุกรุ่น (multi-G) ด้วยการกำหนดค่าที่คล่องตัวและยืดหยุ่นอย่างมากเพื่อให้เวลาในการทำตลาดเร็วขึ้น และให้การดำเนินการจากระยะไกลเข้าถึงแกนและวิทยุของเครือข่าย ทั้งนี้คาดว่าจะพร้อมใช้งานภายในไตรมาสที่สองของปี 2564  บนแพลตฟอร์มเวอร์ชวลและในรูปแบบบรรจุภัณฑ์ รวมถึงแพลตฟอร์ม WebScale Platform ของ Mavenir  ซึ่งเป็นเลเยอร์ซอฟต์แวร์ Open Source Kubernetes ที่มี Mavenir Telco Integration Layer (Platform as a Service) คอยอำนวยการอยู่ สิ่งนี้จะตอบสนองความต้องการของผู้ปฏิบัติงานในด้านความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัวทางกฎหมาย การตรวจสอบการปฏิบัติงาน การกำหนดค่า และความพร้อมใช้งานสูง

“ Mavenir เป็นผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ระบบคลาวด์ที่มาพร้อมระบบคลาวด์เพียงรายเดียวในอุตสาหกรรม และด้วยโซลูชันที่มีความก้าวหน้าแห่งอนาคต จะช่วยให้สามารถแทนที่หรือขยายระบบเดิมได้” Stefano Cantarelli ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดของ Mavenir กล่าว “ Mavenir ยืนหยัดที่นี่เพื่อเป็นพันธมิตรกับลูกค้าของเราและช่วยพวกเขาในการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาที่กำลังจะมาถึง โดยการมอบการเปลี่ยนแปลงที่ราบรื่นและเชื่อถือได้อย่างเต็มที่สำหรับโลกแห่งบริการและการดำเนินงานที่คล่องตัวและอัตโนมัติ ขอให้ฝากอนาคตไว้กับ Mavenir ของเรา”

เกี่ยวกับ Mavenir:

Mavenir เป็นผู้ให้บริการซอฟต์แวร์เครือข่ายคลาวด์เนทีฟแบบครบวงจร (end-to-end) รายเดียวในอุตสาหกรรม การมุ่งเน้นไปที่การเร่งการเปลี่ยนแปลงเครือข่ายซอฟต์แวร์และการกำหนดนิยามใหม่ของระบบเครือข่ายสำหรับผู้ให้บริการการสื่อสาร หรือ Communications Service Providers (CSP) โดยนำเสนอกลุ่มผลิตภัณฑ์ครบวงจร ที่ครอบคลุมในทุกชั้นของสแต็กโครงสร้างพื้นฐาน เริ่มจากด้านเครือข่ายตั้งแต่การให้บริการ 5G ไปจนถึงแพ็คเก็ตคอร์และ RAN ทั้งนี้ Mavenir เป็นผู้นำในโซลูชันระบบเครือข่ายคลาวด์เนทีฟที่พัฒนาขึ้นเพื่อมอบประสบการณ์ที่สร้างสรรค์และปลอดภัยสำหรับผู้ใช้ปลายทาง ด้วยการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นใหม่ในอุตสาหกรรมในด้าน VoLTE, VoWiFi, Advanced Messaging (RCS), Multi-ID, vEPC และ Virtualized RAN ทำให้ Mavenir เร่งการเปลี่ยนแปลงเครือข่ายสำหรับลูกค้า CSP มากกว่า 250 รายในกว่า 130 ประเทศโดยให้บริการมากกว่า 50% ของสมาชิกทั่วโลก .

เรายอมรับสถาปัตยกรรมเทคโนโลยีที่เป็นนวัตกรรมใหม่และรูปแบบธุรกิจที่ก่อให้เกิดความคล่องตัว ความยืดหยุ่น และความเร็วในการให้บริการ ด้วยโซลูชันที่ขับเคลื่อนวิวัฒนาการของ NFV เพื่อบรรลุเศรษฐศาสตร์ระดับเว็บ Mavenir นำเสนอโซลูชันเพื่อช่วย CSP ในการลดต้นทุน การสร้างรายได้ และการปกป้องรายได้ เรียนรู้เพิ่มเติมที่ mavenir.com

ดูเวอร์ชันต้นฉบับบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20201110005332/en/

ติดต่อ:

Maryvonne Tubb

Mavenir

PR@mavenir.com

Loren Guertin

MatterNow

mavenir@matternow.com

Kevin Taylor

GlobalResultsPR

mavenir@globalresultspr.com

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

NuScale Power ประกาศการเพิ่มขึ้น 25 เปอร์เซ็นต์ ของ NuScale Power Module™ เอาต์พุต ซึ่งเป็นโซลูชันโรงไฟฟ้าที่เพิ่มเติมเข้ามา

Logo

จากการวิเคราะห์ครั้งใหม่พบว่า NuScale Power Module™ สามารถเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าได้ถึง 77 MWe

พอร์ตแลนด์, โอเรกอน –(BUSINESS WIRE)–10 พฤศจิกายน 2563

NuScale Power ประกาศในวันนี้เกี่ยวกับความพยายามด้านคุณค่าวิศวกรรมเพิ่มเติม โดยการใช้เครื่องมือการทดสอบและการสร้างแบบจำลองขั้นสูง ทำให้ NuScale สามารถวิเคราะห์และสรุปได้ว่า NuScale Power Module™ (NPM) สามารถสร้างพลังงานเพิ่มขึ้น 25 เปอร์เซ็นต์ต่อโมดูล รวมเป็น 77 MWe ต่อโมดูล ( ขั้นต้น) ทำให้สร้างไฟฟ้าได้ 924 MWe สำหรับโรงไฟฟ้าเรือธงแบบ 12 โมดูล นอกจากนี้ NuScale กำลังยังได้ประกาศโซลูชันทางเลือกโรงไฟฟ้าขนาดเล็กในแบบสี่โมดูล (ประมาณ 308 MWe) และแบบหกโมดูล (ประมาณ 462 MWe)

วิศวกรของเราได้พิสูจน์อีกครั้งว่าเทคโนโลยีของ NuScale เป็นเทคโนโลยีระดับเฟิร์สคลาส ที่สามารถประหยัดต้นทุนและปรับแต่งได้เองในระดับที่ยังไม่เคยมีมาก่อนในตลาดพลังงานนิวเคลียร์” John Hopkins ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร NuScale Power กล่าว“ ด้วยความก้าวหน้านี้ NuScale ยังคงแสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำระดับโลกในการแข่งขันเพื่อทำการค้าเครื่องปฏิกรณ์แบบแยกส่วนขนาดเล็ก”

การเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าของโรงงานเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบแยกส่วนขนาดเล็ก NuScale (SMR) 12 โมดูลอีก 25 เปอร์เซ็นต์ ช่วยลดต้นทุนด้านค่าใช้จ่ายสิ่งอำนวยความสะดวกในราคาต่อกิโลวัตต์ ได้ในชั่วข้ามคืน จากที่คาดไว้ 3,600 ดอลลาร์ เหลืออยู่ที่ประมาณ 2,850 ดอลลาร์ นอกจากนี้โรงไฟฟ้า 12 โมดูลที่ปรับขนาดได้นี้ จะทำให้มันเข้าใกล้การเป็นคู่แข่งที่แท้จริงสำหรับตลาดขนาดกิกะวัตต์มากขึ้นไปอีก ทั้งนี้ กำลังผลิตที่เพิ่มขึ้นมา เกิดขึ้นได้โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญใด ๆ กับเทคโนโลยี NPM

โซลูชันโรงไฟฟ้าขนาดเล็กจะทำให้ลูกค้า NuScale มีตัวเลือกมากขึ้นทั้งในด้านขนาดกำลังการผลิต ความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน และต้นทุน นอกจากนี้ยังจะสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมลดลง ด้วยนวัตกรรมใหม่ที่มุ่งเน้นไปที่การทำให้การก่อสร้างง่ายขึ้น ลดระยะเวลาการก่อสร้าง (กำหนดการ) และลดต้นทุน โซลูชันใหม่นี้ช่วยให้ NuScale สามารถรองรับความต้องการของลูกค้าได้มากขึ้น รวมไปถึงความต้องการโครงข่ายไฟฟ้าขนาดเล็ก เช่น สำหรับประเทศบนเกาะ ชุมชนนอกโครงข่ายไฟฟ้าระยะไกล พื้นที่โรงงานอุตสาหกรรมและหน่วยงานรัฐบาล นอกจากนี้ การไม่ใช้พลังงานถ่านหินที่ทำให้ใช้พลังงานน้อยลงยังทำให้ลูกค้าปฏิบัติตามกฏทางด้านมลภาวะทางอากาศอีกด้วย

กระบวนการกำกับดูแลในการเพิ่มระดับกำลังเครื่องปฏิกรณ์สูงสุดที่โรงงานนิวเคลียร์สามารถทำงานได้นั้นเรียกว่าการเพิ่มกำลัง (power uprate) โดยการเพิ่มกำลังไฟฟ้าจะได้รับการตรวจสอบโดยคณะกรรมการกำกับดูแลด้านนิวเคลียร์ของสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปรับใช้มาตรฐาน Standard Design Approval (SDA) ของ NuScale  ซึ่ง NuScale มีกำหนดทำให้บรรลุภายในปี 2565

ผลิตภัณฑ์ใหม่ระดับเริ่มต้นของ NuScale จะเป็นโซลูชันโรงไฟฟ้าสี่และหกโมดูลโดยสามารถกำหนดค่าอื่น ๆ ได้อีกด้วย โซลูชันสำหรับโรงไฟฟ้าขนาดเล็กเหล่านี้มีความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจและได้รับการสนับสนุนและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี NPM ชั้นนำของอุตสาหกรรมและมาตรฐานความปลอดภัยที่ได้รับการรับรองจากคณะกรรมการกำกับดูแลด้านนิวเคลียร์ของสหรัฐอเมริกาแล้ว อนึ่ง เช่นเดียวกับโรงไฟฟ้า NuScale ที่เป็นเรือธง การกำหนดค่าที่เล็กลงเหล่านี้จะยังคงรักษาความสามารถในการส่งมอบโซลูชันโรงไฟฟ้าที่ปรับขนาดได้พร้อมคุณสมบัติความสามารถและประสิทธิภาพที่ไม่มีใน SMR อื่น ๆ ทั้งนี้ NuScale จะสามารถส่งมอบโมดูลแรกให้กับลูกค้าได้ในปี 2570

เกี่ยวกับ NuScale Power

NuScale Power ได้พัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบน้ำเบาแบบแยกส่วนเพื่อจัดหาพลังงานสำหรับการผลิตไฟฟ้า การให้ความร้อน การกรองน้ำทะเล และการใช้ความร้อนในกระบวนการอื่น ๆ โดยการออกแบบเครื่องปฏิกรณ์แบบแยกส่วนขนาดเล็ก (SMR) ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนี้มีการออกแบบโดยใช้กระบวนการ NuScale Power Module™ ที่ประดิษฐ์ขึ้นจากโรงงาน ซึ่งสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 77 เมกะวัตต์โดยใช้เทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์แบบน้ำแรงดันที่ปลอดภัยกว่า เล็กกว่า และปรับขนาดได้ ทั้งนี้การออกแบบที่ปรับขนาดได้ของ NuScale หมายความว่า โรงไฟฟ้าสามารถรองรับโมดูลไฟฟ้าได้ถึง 12 โมดูล ซึ่งมอบประโยชน์ในรูปแบบของพลังงานที่ปราศจากคาร์บอนและลดภาระผูกพันทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับโรงงานนิวเคลียร์ขนาดกิกะวัตต์ ผู้ลงทุนรายใหญ่ใน NuScale คือ Fluor Corporation ซึ่งเป็น บริษัท ด้านวิศวกรรมการจัดหาและการก่อสร้างระดับโลกที่มีประวัติ 60 ปีในด้านพลังงานนิวเคลียร์เชิงพาณิชย์

NuScale มีสำนักงานใหญ่ในพอร์ตแลนด์ โอเรกอน และมีสำนักงานใน คอร์วัลลิส โอเรกอน  ร็อควิลล์ แมรีแลนด์ ชาร์ล็อต  นอร์ธคาโรไลนา ริชแลนด์วอชิงตัน และลอนดอนสหราชอาณาจักร ติดตามเราได้ที่ Twitter: @NuScale_Power, Facebook: NuScale Power, LLC, LinkedIn: NuScale-Power,  และ Instagram: nuscale_power. NuScale มีโลโก้แบรนด์และ เว็บไซต์ ดู วิดีโอ สั้น

ดูเวอร์ชันต้นฉบับบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20201110005452/en/

ติดต่อสำหรับสื่อ:

Diane Hughes รองประธานฝ่ายการตลาดและการสื่อสาร NuScale Power

dhughes@nuscalepower.com

(C) 503-270-9329

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

APRU เผยแพร่รายงาน AI เพื่อความดี โดยร่วมกับองค์กร ESCAP ของสหประชาชาติและ Google

Logo

รายงานเรียกร้องให้ใช้นวัตกรรม AI เพื่อช่วยการฟื้นตัวหลังโควิต

ฮ่องกง–(บิสิเนสไวร์)–10 พ.ย. 2563

APRU ร่วมมือกับคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (United Nations ESCAP) และ Google เพื่อเผยแพร่รายงาน AI for Social Good  รายงานนี้เป็นโครงการที่สามที่สำรวจผลกระทบที่ AI มีต่อสังคมในเอเชียแปซิฟิกและมอบข้อเสนอแนะเชิงวิจัยแก่ผู้กำหนดนโยบาย โดยมุ่นเน้นวิธีการใช้ AI ในการช่วยบรรลุวาระการพัฒนาที่ยั่งยืนปี 2573

ด้วยผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องของ โควิด-19 บทบาทของ AI ยิ่งเด่นชัดมากขึ้นในการช่วยเหลือการฟื้นตัว  ข้อมูลเชิงลึกของนักวิจัยสนับสนุนข้อเสนอแนะของรายงานในการสร้างสภาพแวดล้อมและกรอบการกำกับดูแลที่เอื้อต่อ AI เพื่อประโยชน์ต่อสังคม ซึ่งเป็นคำที่ครอบคลุมถึงการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็วท่ามกลางความไม่เท่าเทียม การเปลี่ยนไปสู่พลังงานหมุนเวียนอย่างเร่งด่วน และความตึงเครียดระหว่างประเทศ

Chris Tremewan เลขาธิการ APRU ให้ความเห็นว่า “สมาชิก APRU มีงานวิจัยเชิงลึกที่น่าทึ่งเกี่ยวกับความท้าทายในภูมิภาคนี้ ตั้งแต่เหตุการณ์สภาพอากาศที่รุนแรงและการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั่วโลกไปจนถึงปัญหาข้ามพรมแดนที่ซับซ้อน  การนำความเชี่ยวชาญและนวัตกรรม AI มารวมกันจะทำให้สามารถสนับสนุนสังคมและสุขภาพของโลกของเราได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

Jonathan Wong หัวหน้าฝ่ายเทคโนโลยีและนวัตกรรม ESCAP แห่งสหประชาชาติ กล่าวว่า “แผนงานความร่วมมือด้านดิจิทัลของเลขาธิการสหประชาชาติเรียกร้องให้มี AI ที่มีความน่าเชื่อถือ อิงตามสิทธิมนุษยชน ปลอดภัย ยั่งยืน และส่งเสริมสันติภาพ  นโยบายสาธารณะมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริม AI เพื่อประโยชน์ต่อสังคมโดยกำหนดทิศทางการพัฒนาและใช้งาน AI เพื่อนำไปสู่อนาคตที่ครอบคลุมและยั่งยืน”

Dan Altman, AI Public Policy, Google แบ่งปันว่าความเห็นว่า “Google และ APRU มีความเชื่อร่วมกันว่านวัตกรรม AI สามารถปรับปรุงชีวิตของผู้คนได้อย่างมีความหมาย  Google ได้เปิดตัวโปรแกรม AI for Social Good เพื่อใช้ความเชี่ยวชาญด้าน AI ของเราในการจัดการกับความท้าทายด้านมนุษยธรรมและสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมให้องค์กรอื่นๆ ทำเช่นเดียวกัน  Google รู้สึกตื่นเต้นที่ได้ทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากหลายภาคส่วนเพื่อทำงานที่มีผลกระทบอย่างแท้จริงและยั่งยืน”

การศึกษาแบบสหสาขาวิชาชีพในรายงานนี้ให้ความรู้และมุมมองของนักวิจัยจากสิงคโปร์ ฮ่องกง เกาหลี ไทย อินเดีย และออสเตรเลีย  การผสมผสานความเข้าใจในท้องถิ่นเข้ากับมุมมองระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้กำหนดนโยบายในการตอบสนองต่อกฎระเบียบที่ช่วยให้บริษัทเทคโนโลยีระหว่างประเทศสามารถมีส่วนร่วมเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

ข้อเสนอแนะที่สำคัญ:

1.การกำกับดูแลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต้องผลักดันนวัตกรรมเพื่อให้บรรลุศักยภาพสูงสุดของ AI

  • นอกจากการดูแลผู้เล่นรายใหญ่ที่กำลังควบคุมข้อมูลแล้ว การกำกับดูแลจะต้องยอมเสี่ยงในรูปแบบที่สามารถจัดการได้และทำการทดสอบก่อนการใช้งานเทคโนโลยีขนาดใหญ่

2.สร้างรูปแบบข้อมูลที่เป็นมาตรฐานและความสามารถในทำงานร่วมกัน

  • ความไม่สมดุลของข้อมูลทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกัน  ดังนั้นรูปแบบข้อมูลที่เป็นมาตรฐานและสามารถทำงานร่วมกันระหว่างระบบจึงมีความสำคัญ

3.จัดการข้อกังวลเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวของข้อมูลและปกป้องศักดิ์ศรีของแต่ละบุคคล

  • สร้างโครงสร้างการกำกับดูแลข้อมูลที่เพียงพอโดยมอบประโยชน์ของเทคโนโลยีแก่ทุกคนและปกป้องศักดิ์ศรีส่วนบุคคลและผสมผสานคุณค่าของความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แบบเอเชียเพื่อส่งเสริมการแบ่งปันข้อมูลเพื่อประโยชน์ต่อสังคม

เดือนพฤศจิกายนเป็น “เดือนของ AI เพื่อประโยชน์ต่อสังคม” โดยมีการอภิปรายและบรรยายสรุปนโยบายกับนักคิด AI ชั้นนำจากเอเชีย สหรัฐอเมริกา และประเทศอื่นๆ  ลงทะเบียนเพื่อชมการประชุมได้ที่นี่

อ่านต้นฉบับบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20201109006220/en/

ติดต่อ:

Jack Ng
jack.ng@apru.org

Marisa Lam
marisa@plug.agency

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Inmarsat ขยายความร่วมมือกับ CSG เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการสร้างรายได้บนระบบคลาวด์ของบริการบรอดแบนด์มือถือ

Logo

ลอนดอน–(BUSINESS WIRE)–4 พ.ย. 2563

CSG® (NASDAQ: CSGS)ประกาศในวันนี้ว่าได้ขยายความสัมพันธ์กับ Inmarsat ซึ่งเป็นผู้นำด้านการสื่อสารผ่านดาวเทียมเคลื่อนที่ระดับโลก Inmarsat โดยส่วนหนึ่งของข้อตกลงระยะเวลาหลายปีนี้ คือการที่ Inmarsat กำลังย้ายการดำเนินการด้านการเรียกเก็บเงินและการจัดการรายได้ไปยังรูปแบบบริการที่มีการจัดการบนคลาวด์แบบรวมระบบที่พัฒนาโดย CSG ซึ่งนำมาแทนที่โซลูชันของบุคคลที่สามที่มีอยู่และโซลูชันเดิมตามความต้องการ

“เป็นเวลาเกือบ 20 ปีแล้วที่ CSG ทำงานร่วมกับ Inmarsat เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดจากการดำเนินงานด้านการจัดการการเรียกเก็บเงินและรายได้ของเราทำให้สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ พร้อม ๆ ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพในธุรกิจของเรา” David Thornhill รองประธานอาวุโส Group IT  Inmarsat กล่าว “ ด้วยการเปลี่ยนไปใช้รูปแบบบริการที่มีการจัดการบนคลาวด์ CSG จะส่งเสริมแนวทางที่คล่องตัวและคุ้มค่ามากขึ้นในการดำเนินธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งของเรา ในขณะที่สร้างรูปแบบที่ยั่งยืนสำหรับความสำเร็จในอนาคตไปพร้อม ๆ กัน”

ด้วยการใช้โซลูชันบริการที่มีการจัดการจาก CSG ผู้ให้บริการในอังกฤษจะได้รับประโยชน์จากความคล่องตัวของกระบวนการที่เพิ่มขึ้น ความยืดหยุ่นในการออกสู่ตลาด และการเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกที่แม่นยำในการดำเนินการทั้งหมด ไปพร้อม ๆ กับการปรับปรุงการดำเนินการเรียกเก็บเงินและลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับบุคคลที่สามก่อนหน้านี้

ข้อตกลงใหม่ใช้เวอร์ชันล่าสุดของ CSG Singleview, CSG Interconnect, และ CSG Intermediate ที่ Inmarsat ใช้อยู่ แล้วช่วยเพิ่มผลกำไรสูงสุด ลดต้นทุนการดำเนินงานและตอบสนองความต้องการของลูกค้าแบบเรียลไทม์ ทั้งนี้ ความสามารถเพิ่มเติมช่วยอำนวยความสะดวกในการระบุเชิงรุกและการแก้ไขปัญหาของลูกค้า โดยรวมแล้วโซลูชันบนคลาวด์ใหม่นี้จะมอบสถาปัตยกรรมที่รองรับอนาคตซึ่งใช้ประโยชน์จากแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดในการจัดการการเรียกเก็บเงินและรายได้ พร้อม ๆ กับการปรับปรุงประสบการณ์ของลูกค้า

“ ในขณะที่ Inmarsat ต้องการพัฒนาการเชื่อมต่อดาวเทียมทางอากาศและทางทะเล ทั่วยุโรปและที่อื่น ๆ เราหวังว่าจะได้เป็นพันธมิตรที่ยาวนานต่อไปโดยสนับสนุนการเพิ่มประสิทธิภาพของการดำเนินการด้านการเรียกเก็บเงินและการจัดการรายได้ในขณะที่ช่วยลดความเสี่ยงและลดต้นทุนการดำเนินงาน ” James Kirby หัวหน้าธุรกิจ EMEA ของ CSG กล่าว “ เราตื่นเต้นที่จะได้ขยายความสัมพันธ์กับ Inmarsat เพื่อช่วยให้ธุรกิจทั่วพอร์ตโฟลิโอของพวกเขาเจริญเติบโต”

CSG ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้นำใน Gartner Magic Quadrant สำหรับโซลูชันการจัดการรายได้และลูกค้า หรือ Revenue and Customer Management solutions ซึ่งสนับสนุนผู้ใช้ปลายทางทั่วโลกหลายร้อยล้านคน โดยบริษัทนำเสนอโซลูชันการสร้างรายได้ การตั้งถิ่นฐาน และการดูแลลูกค้าที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถเปิดตัวบริการดิจิทัลที่เป็นนวัตกรรมใหม่ ไปพร้อม ๆ กับการเปลี่ยนจากระบบเดิมด้วยตนเอง โซลูชันการจัดการธุรกิจค้าส่งของ CSG หรือ Wholesale Business Management Solution ได้รับรางวัลมากมายสำหรับฟังก์ชันการทำงานและนวัตกรรมระบบคลาวด์และได้รับรางวัล Global Stratecast CSP Monetization Interconnect & Settlement Market Leadership Award จาก Frost & Sullivan ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

เกี่ยวกับ CSG

เป็นเวลากว่า 35 ปี ที่ CSG ได้ลดความซับซ้อนของธุรกิจ โดยการนำเสนอโซลูชันการมีส่วนร่วมกับลูกค้าที่เป็นนวัตกรรมใหม่ที่ช่วยให้บริษัท ต่าง ๆ ได้รับสร้างรายได้ มีส่วนร่วม และรักษาลูกค้าไว้ได้ CSG ดำเนินงานในมากกว่า 120 ประเทศทั่วโลก และจัดการการโต้ตอบกับลูกค้าที่สำคัญหลายพันล้านครั้งต่อปีและมีชุดซอฟต์แวร์และบริการที่ได้รับรางวัลต่าง ๆ ช่วยให้บริษัท ต่างๆในหลายอุตสาหกรรมสามารถรับมือกับความท้าทายทางธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดของตนและเติบโตในตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

CSG เป็นพันธมิตรที่เชื่อถือได้ในการขับเคลื่อนนวัตกรรมดิจิทัลให้กับแบรนด์ชั้นนำระดับโลกหลายร้อยแบรนด์เช่น AT&T, Charter Communications, Comcast, DISH, Eastlink, Formula One, MTN และ Telstra

หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมโปรดเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเราที่ csgi.com และเชื่อมต่อกับเราได้ที่ LinkedIn และ Twitter.

ลิขสิทธิ์© 2020 CSG Systems International, Inc. และ / หรือ บริษัท ในเครือ (“ CSG”) สงวนลิขสิทธิ์. CSG®เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ CSG Systems International, Inc. เครื่องหมายการค้าของบุคคลที่สามเครื่องหมายบริการและ / หรือชื่อผลิตภัณฑ์ทั้งหมดที่อ้างถึงในเอกสารนี้ถือเป็นทรัพย์สินของเจ้าของที่เกี่ยวข้องและสงวนสิทธิ์ทั้งหมดในนั้น

ดูเวอร์ชันต้นฉบับบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20201104005049/en/

ติดต่อ:

Brad Jones

ฝ่ายประชาสัมพันธ์ทั่วโลก / อเมริกาเหนือ / เอเชียแปซิฟิก

CSG

+1 (303) 200-3001

brad.jones@csgi.com

Kristine Østergaard

CSG

ฝ่ายประชาสัมพันธ์ยุโรป / ตะวันออกกลาง / แอฟริกา

+44 (0)79 2047 7204

kristine.ostergaard@csgi.com

Liz Bauer

ฝ่ายลงทุนสัมพันธ์

CSG

+1 (303) 804-4065

liz.bauer@csgi.com

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย