Aptorum Group ร่วมมือกับ Covar Pharmaceuticals ในการตรวจสอบยาที่เคยถูกนำมาใช้แล้วอย่างน้อย 3 รายการ (SACT-COV19) ภายใต้แพลตฟอร์มที่มีอยู่แล้วอย่าง Smart-ACT™ และ แพลตฟอร์มโรคติดต่อ Acticule เพื่อนำมาใช้รักษาโรค Coronavirus 2562 (COVID-19)

Logo

นิวยอร์ก–(BUSINESS WIRE)–30 มีนาคม 2563

Aptorum Group Limited (Nasdaq: APM) ("Aptorum Group") ซึ่งเป็น บริษัทชีวเวชภัณฑ์ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาวิวัฒนาการการรักษาสำหรับโรคที่ยังมีความต้องการด้านการรักษาอยู่มาก ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเฉพาะ โรคติดต่อ โรคหายาก (หรือโรคกำพร้า) และโรคอ้วนลงพุง (หรือภาวะเมตาบอลิกซินโดรม) ได้ประกาศในวันนี้ว่า บริษัทกำลังเริ่มโครงการวิจัยและพัฒนาเพิ่มเติมที่กำหนดเป้าหมายไปยังกลุ่มโรคที่เกี่ยวกับ coronavirus โดยได้เสร็จสิ้นภารกิจการคัดกรองเบื้องต้นภายใต้แพลตฟอร์ม Smart-ACT™ ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการค้นพบยาใหม่และยาที่เคยถูกนำมาใช้แล้ว ทั้งนี้ เพื่อเลือกยาโมเลกุลขนาดเล็กที่มีศักยภาพที่ได้รับการอนุมัติแล้วมาอย่างน้อย 3 รายการ จากรายการยากว่า 2,600 รายการ  เพื่อนำมาลองตรวจสอบกับโรคโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ หรือ COVID-19  ทั้งนี้ Aptorum Group ได้ร่วมมือกับ Covar Pharmaceuticals ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองโตรอนโต และยังได้ทำข้อตกลงกับแผนกจุลชีววิทยาของมหาวิทยาลัยฮ่องกง เพื่อทำการตรวจสอบรายชื่อยาที่ได้รับการคัดเลือกมา ก่อนที่จะทำการขอรับอนุมัติจากหน่วยงานด้านกฎระเบียบเพื่อเริ่มการทดลองทางคลินิกกับยาเหล่านี้ต่อไป

Aptorum Group  จะมุ่งเน้นไปที่การตรวจสอบยาโมเลกุลขนาดเล็กอย่างน้อยสามตัวเป็นพิเศษ (เรียกรวมกันว่า“ SACT-COV19”) ซึ่งได้แสดงศักยภาพว่าอาจสร้างความรบกวนต่อเอนไซม์เป้าหมายสองตัว ได้แก่ 3CL-Protease และ RNA dependent RNA Polymerase (“ RDRP”) ซึ่งเอนไซม์ทั้งสองตัวนี้มีบทบาทสำคัญในวงจรการทำสำเนาตัวเองของ COVID-19 ทั้งนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 3CL-Protease ซึ่งถูกเชื่อว่าเป็นสื่อกลางในการทำสำเนาตัวเองของไวรัสและกลไกการถอดรหัส (transcription functions) ผ่านการสร้างเอนไซม์โปรติเอสอย่างกว้างขวาง ในขณะที่ RDRP เป็นเอนไซม์ที่เชื่อว่าเป็นตัวเร่งการทำสำเนาตัวเองของไวรัส RNA จากเทมเพลตของ RNA ทั้งนี้ตัวยาที่ได้รับการคัดเลือกมาจะได้รับการประเมินทดลองในด้านประสิทธิภาพการต่อกรกับ COVID-19 โดย Aptorum Group ยังได้ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรสำหรับตัวยาที่ได้รับการคัดเลือกมาข้างต้นอีกด้วย

สำหรับการตรวจสอบอย่างต่อเนื่องและงานด้านการทดลองนั้น Aptorum Group กำลังร่วมมือกับบริษัท Covar Pharmaceuticals ที่ตั้งอยู่ ณ เมืองโตรอนโต นอกจากนี้ Aptorum Group ได้ทำสัญญากับมหาวิทยาลัยฮ่องกงเพื่อดำเนินงานในครั้งนี้อีกด้วย ทีมงานของ Covar Pharmaceutical (ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญที่เคยร่วมงานกับ Patheon และ Glaxo Wellcome มาก่อน)1 ที่มีประสบการณ์สูงในการค้นพบและพัฒนายาที่สนับสนุนโดยโรงงานผลิตของ GMP ส่วนทีมจุลชีววิทยาของมหาวิทยาลัยฮ่องกงนั้นมีบทบาทสำคัญในการค้นพบไวรัส SARS ระหว่างการระบาดในปี 25462 และมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในงานวิจัยของตนเองเพื่อพัฒนาวัคซีนสำหรับโรค SARS-CoV-2  coronavirus3 และอุปกรณ์ตรวจสอบทางกายภาพร่วมกับบริษัทภายนอกอื่น ๆ สำหรับโรค COVID-194 อีกด้วย

Aptorum Group  ยังคงแสวงหาผู้ทำงานร่วมกันเพิ่มเติมจากทั่วโลกเพื่อการผลักดันการพัฒนาโครงการ SACT-COV19 ต่อไปเรื่อยๆ เรายินดีต้อนรับผู้ที่สนใจ โปรดติดต่อเราเพื่อหารือเกี่ยวกับโอกาสในการทำงานร่วมกันต่อไป

Aptorum Group ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของผู้ร่วมแก้ไขปัญหา ขณะนี้กำลังพัฒนาตัวชี้วัดยาของโรคติดเชื้อจำนวนมากภายใต้แพลตฟอร์ม Acticule ซึ่งรวมถึง แต่ไม่จำกัดเฉพาะ ตัวยาแอนติไวรัสโมเลกุลเล็ก(ALS-1) ที่ไม่เหมือนใคร หรือ unique antiviral small molecule ที่ใช้ต่อกรไวรัสไข้หวัดใหญ่ ซึ่งเป็นโครงการหลัก และโครงการยาโมเลกุลขนาดเล็กที่ต่อต้านพิษที่ปราศจากแบคทีเรีย หรือ anti-virulent, non-bactericidal small molecule candidate  (ALS-4) ที่ใช้ต่อต้านการติดเชื้อ Staphylococcus aureus เป็นต้น ซึ่งปัจจุบัน Covar Pharmaceuticals ก็ได้ให้การสนับสนุนการพัฒนาในทวีปอเมริกาเหนืออีกด้วย

คุณ Ian Huen ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Aptorum Group กล่าวว่า“ โรค COVID-19 เป็นโรคติดต่อที่แพร่หลายและระบาดไปทั่วโลกทำให้เกิดการหยุดชะงักและการบาดเจ็บล้มตายครั้งใหญ่ มีการยืนยันทั่วโลกว่ามีผู้ป่วยเกิน 700,000 รายจนถึงวันนี้5 และองค์การอนามัยโลกได้ประกาศว่า COVID-19 เป็นโรคระบาด (pandemic) แล้ว และถึงแม้ว่าจะมีทั้งบริษัทยาใหญ่ ๆ และและบริษัทยาเกิดใหม่จำนวนมากกำลังร่วมกันเร่งพัฒนาการรักษาด้วยการใช้วัคซีนสำหรับ COVID-19 แต่เราก็เชื่อว่ามีความจำเป็นที่จะต้องจัดการกับโรคนี้ในแบบหลายมิติและอย่างเร่งด่วน โดยในการที่จะเร่งการพัฒนายาสำหรับนำไปใช้ในการรักษา COVID-19 นั้น เรามุ่งเป้าหมายไปที่การระบุหาตัวยาที่ได้รับอนุมัติแล้ว ซึ่งได้รับการยืนยันด้านความปลอดภัย และมีข้อมูลด้านความเป็นพิษและด้านเภสัชจลนศาสตร์ นอกจากนี้เนื่องจากมีการกลายพันธุ์และวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องของ coronavirus เราจึงไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะไม่มีสายพันธุ์อื่นของ coronavirus เกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ ดังนั้นโลกจึงต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายดังกล่าวร่วมกันอย่างรวดเร็วเพื่อลดจำนวนผู้เสียชีวิตและความสูญเสียทางเศรษฐกิจ เราเชื่อว่าแพลตฟอร์ม Smart-ACT ™ ของ Aptorum Group ร่วมกับความสามารถในการพัฒนารักษาโรคติดเชื้อ Acticule ที่มีอยู่ของเราและที่ได้รับการสนับสนุนจาก Covar Pharmaceuticals อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมในการพัฒนาโซลูชั่นที่มีศักยภาพและส่งมอบผลประโยชน์จากการต่อกรกับโรคนี้ไปทั่วโลก เช่นเดียวกับที่เราสามารถต่อกรกับโรคอื่น ๆ”

เกี่ยวกับ Smart-ACT™ Platform

แพลตฟอร์ม Smart-ACT ™เป็นกระบวนการด้านระบบที่เป็นกรรมสิทธิ์ ซึ่งรวมถึงวิธีการคำนวณทางคอมพิวเตอร์ และการตรวจสอบในห้องปฏิบัติการ โดย Aptorum Group จะทำการตรวจสอบยาที่มีโมเลกุลขนาดเล็กที่ได้รับการอนุมัติจำนวน 2,600 ตัวยาอย่างต่อเนื่อง เพื่อระบุตัวยาที่มีอยู่แล้วที่สามารถนำมาใช้กับโรคหายากหรือโรคที่ยังไม่มีทางรักษา เป้าหมายเชิงกลยุทธ์โดยรวมคือการลดค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนา และลดระยะเวลาในการส่งตัวยาที่อยู่ในระดับที่สามารถจดทะเบียนสิทธิบัตรได้ เข้าสู่การตรวจสอบทดลองทางคลินิก

เกี่ยวกับ Aptorum Group Limited

Aptorum Group Limited (Nasdaq: APM) เป็น บริษัทยาที่อุทิศตนเพื่อพัฒนาและนำนวัตกรรมการบำบัดใหม่ ๆ เข้าสู่ตลาด เพื่อแก้ไขปัญหาความต้องการทางการแพทย์  โครงการในปัจจุบันของ Aptorum Group รวมถึงการค้นคว้ายาโรคที่หายาก โรคติดเชื้อ และและโรคอ้วนลงพุง (หรือภาวะเมตาบอลิกซินโดรม) ซึ่งโครงการเหล่านี้จำนวนหนึ่งจะเข้าสู่ขั้นตอนการทดลองทางคลินิกในปี 2563 ทั้งนี้ ยาเม็ด Dioscorea Opposita Bioactive Nutraceutical ของ Aptorum Group ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพของสตรีในช่วงวัยหมดประจำเดือนและหลังวัยหมดประจำเดือนกำลังออกวางจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ในขณะนี้

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Aptorum Group กรุณาเยี่ยมชม www.aptorumgroup.com.

ข้อจำกัดความรับผิดชอบและแถลงการณ์เชิงคาดการณ์ล่วงหน้า

ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ประกอบด้วยแถลงการณ์ที่เกี่ยวข้องกับ Aptorum Group Limited และแผน โอกาส และ ความคาดหวังในอนาคต ที่เป็น "แถลงการณ์เชิงคาดการณ์ล่วงหน้า" ภายใต้ความหมายของพระราชบัญญัติปฏิรูปการฟ้องร้องคดีหลักทรัพย์ส่วนบุคคลปี 2538 โดยเพื่อจุดประสงค์นี้ ข้อความใด ๆ ที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์อาจถือว่าเป็นแถลงการณ์เชิงคาดการณ์ล่วงหน้า ในบางกรณีอาจสังเกตแถลงการณ์เชิงคาดการณ์ล่วงหน้าอาจได้จากการใช้คำต่าง ๆ ต่อไปนี้ เช่นคำว่า "อาจ" "ควร" "คาดหวัง"     "แผน" "คาดการณ์" "อาจเกิดขึ้นได้" "สามารถ" "ตั้งใจ" "เป้าหมาย" "คาดคะเน" "พิจารณาว่า" "เชื่อ" "ประมาณการ" " คาดเดา " "มีศักยภาพที่จะ" หรือ "ดำเนินการต่อ" หรือคำหรือสำนวนเหล่านี้อื่น ๆ ที่คล้ายกันในเชิงนิเสธ โดย Aptorum Group  ได้ใช้แถลงการณ์เชิงคาดการณ์ล่วงหน้าเหล่านี้ซึ่งรวมถึงแถลงการณ์ที่เกี่ยวข้องกับระยะเวลาที่คาดการณ์ไว้สำหรับการสมัครและการทดลอง ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะมาจากการคาดคะเนและการคาดการณ์ในปัจจุบันเกี่ยวกับเหตุการณ์และแนวโน้มในอนาคตที่เชื่อว่าจะส่งผลต่อกิจการ แถลงการณ์เชิงคาดการณ์ล่วงหน้าเหล่านี้ โดยให้ถือว่าเป็นจริงเฉพาะในวันที่ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ถูกจัดทำขึ้น และอยู่ภายใต้ความเสี่ยง ความไม่แน่นอน และข้อสันนิษฐานต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียงความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการจัดการที่ประกาศออกไป การเปลี่ยนแปลงด้านองค์กร การให้บริการอย่างต่อเนื่อง และความพร้อมของบุคลากรหลัก ความสามารถในการขยายประเภทผลิตภัณฑ์โดยการนำเสนอผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมสำหรับกลุ่มผู้บริโภค ผลสัมฤทธิ์ด้านการพัฒนา การเติบโตของบริษัทที่คาดการณ์เอาไว้ แนวโน้มและความท้าทายที่คาดการณ์ไว้ในธุรกิจของบริษัท และความคาดหวังเกี่ยวกับคามมั่นคงด้านห่วงโซ่อุปทาน และความเสี่ยงต่าง ๆ ที่อธิบายไว้อย่างครบถ้วนในแบบฟอร์ม 20-F ของ Aptorum  Group  และเอกสารอื่น ๆ ที่ Aptorum Group อาจทำเอาไว้กับ SEC ในอนาคต ดังนั้นการคาดการณ์ที่รวมอยู่ในแถลงการณ์คาดการณ์ล่วงหน้าดังกล่าวอาจมีการเปลี่ยนแปลง Aptorum Group ไม่ถูกผูกมัดใด ๆ ในการปรับปรุงแถลงการณ์ที่เป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าที่มีอยู่ในข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้อันเป็นผลมาจากข้อมูลใหม่ เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต หรืออื่น ๆ

1 https://www.covarpharma.com/

2 https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC3747526/

3 https://fightcovid19.hku.hk/tag/vaccine/

4 https://www.scmp.com/business/article/3073869/hong-kong-researchers-join-us-tech-start-remotely-monitor-covid-19

5 https://www.arcgis.com/apps/opsdashboard/index.html#/bda7594740fd40299423467b48e9ecf6

ดูเอกสารต้นฉบับบน  businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20200330005263/en/

สำหรับนักลงทุนติดต่อ:

โทร: +852 2117 6611

อีเมล: investor.relations@aptorumgroup.com

สำหรับสื่อติดต่อ:

โทร: + 852 2117 6611

อีเมล: info@aptorumgroup.com

มอสเฟตกำลังชนิด N-channel 80V ของ Toshiba พร้อมระบบการทำงานเจเนอเรชันใหม่ล่าสุด ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจ่ายไฟ

Logo

– ทั้งยังขยายไลน์สินค้าของมอสเฟตกำลังซีรีส์ U-MOS X-H ให้ใหญ่ขึ้น –

โตเกียว–(BUSINESS WIRE)–30 มีนาคม 2563

Toshiba Electronic Devices & Storage Corporation (“Toshiba”) ได้เพิ่มมอสเฟตกำลังชนิด N-channel ขนาด 80V ในมอสเฟตตระกูล “U-MOS X-H” ที่มาพร้อมระบบการทำงานเจเนอเรชันใหม่ล่าสุด มอสเฟตใหม่นี้เหมาะสำหรับใช้สลับการจ่ายไฟในอุปกรณ์อุตสาหกรรมที่ใช้ในศูนย์ข้อมูลและสถานีฐานการสื่อสาร

เอกสารประชาสัมพันธ์นี้มีลักษณะเป็นมัลติมีเดีย ดูอย่างเต็มรูปแบบที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20200329005003/en/

Toshiba: 80V N-channel power MOSFETs “U-MOS X-H series” (Photo: Business Wire)

Toshiba: มอสเฟตกำลังชนิด N-channel ขนาด 80V จากซีรีส์ “U-MOS X-H” (รูปภาพ: Business Wire)

ไลน์สินค้าที่ใหญ่ขึ้นประกอบด้วยรุ่น "TPH2R408QM" บรรจุในแพ็คเกจ SOP Advance ซึ่งเป็นประเภทติดตั้งบนพื้นผิว และรุ่น "TPN19008QM" บรรจุในแพ็คเกจ TSON Advance สำหรับการจัดส่งจะเริ่มต้นวันนี้

ค่า On-resistance ระหว่างขาเดรน-ซอร์ส ในผลิตภัณฑ์ U-MOS X-H ขนาด 80V ใหม่ ที่มาพร้อมระบบการทำงานเจเนอเรชันใหม่ล่าสุด ต่ำกว่าในผลิตภัณฑ์ซีรีส์ U-MOS VIII-H ขนาด 80V ที่มาพร้อมระบบการทำงานเจเนอเรชันปัจจุบันราว 40% นอกจากนี้การไหลของกระแส On-resistance จากขาเดรน-ซอร์ส รวมถึงคุณสมบัติของประจุขาเกท[1] ยังได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น[2] ด้วยการออกแบบโครงสร้างของอุปกรณ์ให้มีความเหมาะสม ทำให้เกิดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีค่ากำลังไฟฟ้าสูญเสียต่ำที่สุดของอุตสาหกรรม[3]

นอกจากนี้ Toshiba กำลังขยายไลน์ผลิตภัณฑ์ที่ลดการสูญเสียกำลังไฟเพื่อช่วยลดการบริโภคพลังงานของอุปกรณ์อีกด้วย

การใช้งาน

  • สลับการจ่ายไฟ (คอนเวอร์เตอร์ AC-DC ประสิทธิภาพสูง คอนเวอร์เตอร์ DC-DC และอื่น ๆ)
  • อุปกรณ์ควบคุมมอเตอร์ (ตัวขับมอเตอร์ และอื่น ๆ)

คุณลักษณะ

  • ค่ากำลังไฟฟ้าสูญเสียที่ต่ำสุดของอุตสาหกรรม[3] (จากการปรับปรุงการไหลของกระแส On-resistance จากขาเดรน-ซอร์ส และคุณสมบัติของประจุขาเกท[2])
  • ค่า On-resistance ที่ต่ำที่สุดในอุตสาหกรรม[3] :
         RDS(ON)=2.43mΩ (สูงสุด) @VGS=10V (TPH2R40QM)
         RDS(ON)=19mΩ (สูงสุด) @VGS=10V (TPN19008QM)
  • ระดับอุณหภูมิระหว่าง channel สูง : Tch=175℃

คุณสมบัติจำเพาะ

(หากไม่ได้มีการระบุไว้ @Ta=25℃)

หมายเลขชิ้นส่วน

TPH2R408QM

TPN19008QM

ระดับค่าสูงสุดสัมบูรณ์

แรงดันไฟฟ้าระหว่างเดรน-ซอร์ส VDSS (V)

80

80

กระแสไฟที่ไหลผ่าน (DC) ID (A)

@Tc=25℃

120

34

อุณหภูมิ Channel Tch (℃)

175

175

คุณสมบัติ

ทางไฟฟ้า

ค่าความต้านทานระหว่างเดรน-ซอร์ส

RDS(ON) สูงสุด (mΩ)

@VGS=10V

2.43

19

@VGS=6V

3.5

28

ประจุขาเกทรวม (เกท-ซอร์ส บวก เกท-เดรน)

Qg typ. (nC)

87

16

ประจุสลับขาเกท Qsw typ. (nC)

28

5.5

ประจุขาออก Qoss typ. (nC)

90

16.5

ความจุตัวเก็บประจุขาเข้า Ciss typ. (pF)

5870

1020

แพ็คเกจ

ชื่อ

SOP Advance

TSON Advance

ประเภทขนาด (มม.)

5.0×6.0

3.3×3.3

เช็คสต็อก & ซื้อสินค้า

ซื้อออนไลน์

ซื้อออนไลน์

หมายเหตุ:
[1] ประจุขาเกทรวม (เกท-ซอร์ส บวก เกท-เดรน) ประจุสลับขาเกท ประจุขาออก
[2] เมื่อเทียบกับรุ่น TPH4R008NH (ซีรีส์ U-MOS VIII-H) ผลิตภัณฑ์รุ่น TPH2R408QM มีค่า On-resistance ระหว่างขาเดรน-ซอร์ส x ประจุขาเกทรวมดีขึ้นราว 15% ค่า On-resistance ระหว่างขาเดรน-ซอร์ส x ประจุสลับขาเกทดีขึ้นราว 10% และค่า On-resistance ระหว่างเดรน-ซอร์ส x ประจุขาออกดีขึ้นราว 31%
[3] อ้างอิงผลสำรวจของ Toshiba เมื่อ 30 มีนาคม 2563

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ใหม่ได้จากลิงก์ด้านล่างนี้
TPH2R408QM
https://toshiba.semicon-storage.com/info/lookup.jsp?pid=TPH2R408QM
TPN19008QM
https://toshiba.semicon-storage.com/info/lookup.jsp?pid=TPN19008QM

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับไลน์ผลิตภัณฑ์มอสเฟต Toshiba 12-300V ได้จากลิงก์ด้านล่างนี้
https://toshiba.semicon-storage.com/ap-en/product/mosfet/lv-mosfet.html

ตรวจสอบจำนวนผลิตภัณฑ์ใหม่ ณ แหล่งกระจายสินค้าออนไลน์ โปรดไปที่:
TPH2R408QM
https://toshiba.semicon-storage.com/ap-en/semiconductor/where-to-buy/stockcheck.TPH2R408QM.html
TPN19008QM
https://toshiba.semicon-storage.com/ap-en/semiconductor/where-to-buy/stockcheck.TPN19008QM.html

*ชื่อบริษัท ชื่อผลิตภัณฑ์ และชื่อบริการอาจเป็นเครื่องหมายการค้าของบริษัทที่เกี่ยวข้อง

ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับลูกค้า:
ฝ่ายขายและการตลาดอุปกรณ์กำลัง
โทร: +81-3-3457-3933
https://toshiba.semicon-storage.com/ap-en/contact.html

ข้อมูลในเอกสารนี้ รวมถึงราคาและคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ เนื้อหาเกี่ยวกับบริการและข้อมูลติดต่อ เป็นข้อมูลปัจจุบันในวันที่เผยแพร่เอกสารนี้ และอาจมีการเปลี่ยนแปลงโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

เกี่ยวกับ Toshiba Electronic Devices & Storage Corporation

Toshiba Electronic Devices & Storage Corporation เป็นบริษัทใหม่ที่เต็มไปด้วยพลังและประสบการณ์ นับตั้งแต่แยกตัวออกจากบริษัทเมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2560 เราได้ก้าวสู่การเป็นหนึ่งในบริษัทผู้นำด้านอุปกรณ์ทั่วไป และได้นำเสนอโซลูชันเกี่ยวกับเซมิคอนดักเตอร์ ระบบ LSIs และ ระบบ HDD อันโดดเด่นให้กับลูกค้าและคู่ค้าทางธุรกิจของเรา

พนักงานจำนวน 24,000 คนทั่วโลกของเรามีความตั้งใจที่จะเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ของเราให้ถึงระดับสูงสุด และให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับลูกค้า เพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์มูลค่าและตลาดใหม่ ๆ ร่วมกัน บริษัทตั้งเป้าเพิ่มยอดขายต่อปีซึ่งปัจจุบันมีมูลค่ากว่า 7.5 แสนล้านเยน (6.8 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ) ให้สูงขึ้น เพื่อสร้างอนาคตที่ดีขึ้นสำหรับทุกคน
เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ Toshiba Electronic Devices & Storage Corporation ที่ https://toshiba.semicon-storage.com/ap-en/top.html

ดูเนื้อหาต้นฉบับที่ businesswire.comhttps://www.businesswire.com/news/home/20200329005003/en/

ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับสื่อ:
Toshiba Electronic Devices & Storage Corporation
ฝ่ายการตลาดดิจิทัล
Chiaki Nagasawa
โทร: +81-3-3457-4963
อีเมล: semicon-NR-mailbox@ml.toshiba.co.jp

Boron Neutron Capture Center ของ NTHU เริ่มการรักษาผู้ป่วยมะเร็งสมองที่มาจากต่างประเทศ

Logo

นครซินจู๋,ไต้หวัน–(BUSINESS WIRE)– 25 มีนาคม 2563

เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ บทเพลงไพเราะของซิมโฟนีที่สี่ของมาห์เลอร์ได้รับการบรรเลงขึ้นในอาคารของเครื่องปฏิกรณ์ Tsing Hua Open pool Reactor Tsing Hua (THOR) ที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติ Tsing Hua (NTHU) ทั้งนี้เป็นเพราะบทเพลงชิ้นนี้เป็นบทเพลงชิ้นโปรดของหญิงชาวยุโรปผู้มาที่นี่เพื่อรับการบำบัดเนื้องอกในสมองด้วยการใช้วิธีโบรอนนิวตรอน หรือ Boron Neutron Capture Therapy (BNCT)  นี่ถือเป็นคอร์สรักษาขั้นที่สองของเธอ โดยหลังจากมีการรักษาครั้งแรกขนาดของเนื้องอกสมองกลิโอมาที่ลึกลงไปในก้านสมองของเธอลดลงจาก 3.51 ซม. เป็น 1.06 ซม.

ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้มีคุณสมบัติด้านมัลติมีเดีย ดูฉบับเต็มได้ที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20200325005023/en/

The BNCT treatment mechanism. Since being converted for use in BNCT, the research reactor at NTHU has been used to treat over 130 patients. (Graphic: National Tsing Hua University)

 นับตั้งแต่มีการเปลี่ยนมาใช้BNCT เครื่องปฏิกรณ์วิจัยที่ NTHU ถูกนำมาใช้เพื่อรักษาผู้ป่วยมากกว่า 130 ราย (ภาพ: มหาวิทยาลัยแห่งชาติ Tsing Hua)

ด้วยความร่วมมือกับโรงพยาบาลทหารผ่านศึกไทเป หรือ Taipei Veterans General Hospital (TVGH) NTHU จึงได้แปลง THOR เพื่อใช้ใน BNCT โดยจนถึงปัจจุบันการรักษาได้ให้ชีวิตใหม่ให้กับผู้ป่วยมะเร็งกว่า 130 รายจากทั่วโลก

ศาสตราจารย์ Chou Fong-in กล่าวว่า BNCT เป็นวิธีการรักษาด้วยการฉายรังสีแบบมุ่งเป้าหมาย ซึ่งผู้ป่วยจะได้รับการฉีดโบรอนก่อน เมื่อยาที่ฉีดไปสะสมอยู่ในเนื้องอก ก็จะมีการนำลำแสงนิวตรอนมาใช้เพื่อฉายรังสีไปที่เนื้องอกเพื่อการรักษา โดยที่ไม่ทำลายเนื้อเยื่อปกติ

ตามที่อธิบายโดยผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้องอกวิทยา TVGH อย่าง Chen Yi-wei จาก  ยาโบรอน -10 มีโครงสร้างประกอบอย่างเช่น กรดอะมิโนที่จำเป็น โดยเซลล์มะเร็งนั้นต้องการสารอาหารจำนวนมากเพื่อช่วยเสริมสร้างการแพร่กระจายของพวกมัน ดังนั้นเซลล์มะเร็งจึงดูดซับโบรอน -10 ได้เกือบทั้งหมดก่อนที่เซลล์ปกติจะมีโอกาสดูดซับเอาไว้ โบรอน- 10 ทำหน้าที่เป็นระเบิดชนิดหนึ่งและเมื่อเซลล์มะเร็งได้รับโบรอนจนเต็มแล้ว ลำแสงนิวตรอนจะถูกใช้เพื่อ "จุดระเบิด" ทำลายเซลล์มะเร็ง

สามีของผู้ป่วยเป็นแพทย์ เขาเล่าว่าภรรยาของเขาชอบเล่นเทนนิสมาก แต่สี่ปีที่แล้วเธอเห็นลูกบอลเพิ่มเป็นสองลูกบินมาหาเธอในเวลาเดียวกัน ซึ่งนี่เป็นอาการคลาสสิกของการเห็นภาพซ้อน อย่างไรก็ตามการสแกนเอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์ (CT) ในภายหลังพบว่ามีร่องรอยโรคเนื้องอกสมองกลิโอมาในสมองของเธอซึ่งอยู่ลึกเข้าไปในก้านสมอง โดยหลังจากผ่านการผ่าตัดกะโหลกสองครั้งด้วยการฉายรังสีแกมมา เนื้องอกสมองกลิโอมาได้กำเริบและเปลี่ยนมาเป็นมะเร็ง และด้วยการปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญด้านรังสี พวกเขาจึงได้มาสอบถามเกี่ยวกับการรักษาจากวิธี TVGH

จากคำกล่าวของดร. Chen คุณสมบัติที่สำคัญสำหรับ BNCT เป็นยาที่มีโบรอนเหมาะสำหรับการดูดซึมโดยเซลล์มะเร็ง และเป็นแหล่งนิวตรอนเสถียรที่มีสเปกตรัมพลังงานที่เหมาะสม เครื่องปฏิกรณ์วิจัยของ NTHU ได้รับการดัดแปลงให้เป็นแหล่งกำเนิดนิวตรอน มันมีคุณภาพดีกว่าแหล่งนิวตรอนที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องเร่งที่พัฒนาในญี่ปุ่นเพื่อใช้ในโรงพยาบาลด้วยซ้ำ

NTHU และรัฐบาลเมืองเถาหยวนกำลังวางแผนที่จะร่วมกันพัฒนาศูนย์การแพทย์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Taoyuan Aerotropolis  ที่จะสร้างใกล้กับสนามบินเถาหยวน ทั้งนี้ BNCT จะมีบทบาทสำคัญในศูนย์วิจัยแห่งใหม่และจะใช้สำหรับการรักษาผู้ป่วยทั้งในไต้หวันและต่างประเทศ

ดูเวอร์ชันต้นฉบับบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20200325005023/en/

ติดต่อ:

Holly Hsueh

โทร: (886)3-5162006

อีเมล: hoyu@mx.nthu.edu.tw

Dataiku 7 นำความร่วมมือในระดับที่ลึกมากขึ้นและความสามารถในการอธิบายที่มีองค์ประกอบมากขึ้นมาสู่ AI สำหรับองค์กร

Logo

Dataiku เวอร์ชันล่าสุดมาพร้อมฟีเจอร์ใหม่สำหรับนักสถิติและนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล รวมถึงคำอธิบายการคาดการณ์สำหรับทุกคน

นิวยอร์ก–(BUSINESS WIRE)–18 มีนาคม 2563

วันนี้ Dataiku แพลตฟอร์มชั้นนำด้าน AI สำหรับองค์กรและเทคโนโลยีการเรียนรู้ของเครื่อง หรือ machine learning ประกาศเปิดตัว Dataiku 7 ที่ให้การรวมระบบในเชิงลึกมากขึ้นสำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลทางเทคนิคเพื่อทำงานเกี่ยวกับการพัฒนาโปรเจกต์ด้าน machine learning พร้อมทั้งความสามารถในการอธิบายข้อมูลในระดับแถว (row-level) สำหรับการทดสอบ white-box ของ AI โดยไฮไลต์ที่เป็นคุณสมบัติเพิ่มเติมที่มาพร้อมกับการเปิดตัวครั้งล่าสุดนี้ประกอบด้วยเว็บแอปพลิเคชันที่ทำงานบน Kubernetes ซึ่งมีขีดความสามารถมากขึ้นจากใน Dataiku 6 และปลั๊กอินจัดประเภทข้อมูลที่มี machine learning ช่วยในการทำงาน

เอกสารประชาสัมพันธ์นี้ประกอบด้วยเนื้อหามัลติมีเดีย ดูอย่างเต็มรูปแบบได้ที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20200318005008/en/

Statisticians can now use Dataiku to perform advanced statistical analysis in the familiar worksheet-and-cards format while collaborating with the wider data or analytics team. (Graphic: Business Wire)

จากนี้ไปนักสถิติจะสามารถใช้ Dataiku ทำการวิเคราะห์ทางสถิติขั้นสูงผ่านฟอร์แมต worksheet-and-cards ที่คุ้นเคย ไปพร้อมการทำงานกับข้อมูลที่กว้างขึ้นและทีมวิเคราะห์ที่ใหญ่ขึ้น (กราฟิก: Business Wire)

“ความร่วมมือคือสิ่งที่ Dataiku ให้ความสำคัญมาตลอดนับตั้งแต่เราก่อตั้งขึ้นในปี 2556 และใน Dataiku 7 เรายังคงเพิ่มฟีเจอร์ที่ตอกย้ำปรัชญาของเราเพื่อทำให้ผู้คนสามารถเข้าถึงการใช้ AI สำหรับองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ” Florian Douetteau ซีอีโอของ Dataiku กล่าว “การเปิดตัวครั้งนี้ทำให้ Dataiku 7 เป็นการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องครั้งที่สองของเรา ที่มีการเพิ่มฟีเจอร์ที่ช่วยให้ AI สามารถอธิบายได้ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญสำหรับองค์กรในทุกอุตสาหกรรม ที่จะทำให้ประสบความสำเร็จและเข้าใจถึงสิ่งที่ผลจากโมเดล AI ของพวกเขาทำให้เกิดขึ้น”

องค์กรทั่วโลกมีความมุ่งมั่นต่อความพยายามในการพัฒนา AI สำหรับองค์กรที่มีการดำเนินแบบบนลงล่าง (top down) แต่ประสบปัญหาในการกระจายการเข้าถึงโปรเจกต์ต่าง ๆ จากล่างขึ้นบน (bottom up) เพื่อเปิดให้ผู้คนเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกที่พร้อมใช้ได้มากขึ้น Dataiku 7 จึงดึงผู้คนให้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องมากขึ้นผ่านการร่วมมือ และช่วยเพิ่มศักยภาพให้บุคคลด้วย AI ที่สามารถอธิบายได้ เพื่อให้ธุรกิจใช้ข้อมูลในการตัดสินใจในแต่ละวัน และสร้างโปรเจกต์ AI ที่มีประสิทธิภาพ

ฟีเจอร์ใหม่ที่มาพร้อมกับการเปิดตัว Dataiku 7 ประกอบด้วย:

การสนับสนุนสำหรับการวิเคราะห์สถิติขั้นสูง: นักสถิติสามารถใช้ Dataiku ในการวิเคราะห์ข้อมูลสถิติขั้นสูงในฟอร์แมต worksheet-and-cards ที่มีความคุ้นเคย ไปพร้อมการทำงานกับข้อมูลที่กว้างขึ้นและทีมวิเคราะห์ที่ใหญ่ขึ้น ในอดีต นักวิเคราะห์สถิติขั้นสูงจะถูกแบ่งแยกให้ใช้เครื่องมือต่างหากโดยที่ผู้ที่ไม่ใช่นักสถิติจะไม่สามารถเข้าถึงได้ ทำให้เกิดอุปสรรคในการบริหารและการติดตั้งโปรเจกต์ AI ต่าง ๆ

คำอธิบายการคาดการณ์ขั้นสูงโดยปกติแล้ว โมเดล machine learning จะไม่รวมคำอธิบายโดยละเอียดว่าทำไมผลจึงออกมาเช่นนี้ หรือทำได้อย่างไร ทำให้เกิดความยุ่งยากในการอธิบายเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจและการดำเนินงานต่าง ๆ ได้อย่างเป็นกลาง การอธิบายการคาดการณ์ใน Dataiku จะเปิดการทดสอบ black box ด้วยการอธิบายว่าคุณลักษณะหรือฟีเจอร์ใดมีผลสูงสุดต่อผลลัพธ์ของโมเดล ใน Dataiku 7 จะประกอบด้วยคำอธิบายการคาดการณ์ทั้งในระดับแถวของชุดข้อมูลที่ส่งออก รวมถึงการนำเสนอคำอธิบายการคาดการณ์ด้วยภาพที่สามารถโต้ตอบกับผู้ใช้ได้

Git เพื่อความร่วมมือที่ดีขึ้นสำหรับผู้เขียนโค้ด: การรวมระบบด้วย Git ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นใน Dataiku 7 ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (หรือผู้เขียนโค้ด) สามารถใช้คำสั่ง create, delete, push และ pull ใน Git จาก Dataiku ได้โดยตรง สิ่งนี้เป็นประโยชน์อย่างมาก เนื่องจากผู้เขียนโค้ดจะสามารถจำลองโปรเจกต์ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงใน sandbox ได้อย่างง่ายดายโดยไม่ทำให้โปรเจกต์ดั้งเดิมได้รับความเสียหาย และเมื่อการจำลองโปรเจกต์เสร็จสมบูรณ์ ก็จะนำการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ นั้นกับมาประยุกต์กับโปรเจกต์เดิมได้อย่างไร้รอยต่อ (และสามารถติดตามสิ่งที่ทำการเปลี่ยนแปลงได้ใน Git)

ความยืดหยุ่นที่มากขึ้นกับ Kubernetes: Dataiku 7 ต่อยอดความสามารถคลัสเตอร์ Kubernetes ใน Dataiku 6 ด้วยการอนุญาตให้ผู้ใช้สามารถเปิดเว็บแอปพลิเคชันได้จากคลัสเตอร์ Kubernetes ได้โดยตรง ช่วยให้สามาถใช้งานได้พร้อมกันโดยผู้ใช้จำนวนมากขึ้น และเพิ่มความเร็วและประสิทธิภาพในการรันคำสั่ง AI จำนวนมากในส่วนแบ็คเอนด์

ปลั๊กอินจัดประเภทข้อมูลสำหรับ Active Learning: ข้อมูลที่มีการจัดประเภทไว้อย่างถูกต้องจำเป็นสำหรับการปลดล็อคข้อมูลที่มีคุณภาพและมีความถูกต้องแม่นยำจากโมเดล machine learning และความสามารถในการจัดประเภทข้อมูลอย่างรวดเร็วจะช่วยให้กระบวนการวิเคราะห์ทั้งหมดมีความรวดเร็วขึ้นด้วยการทำให้ขั้นตอนเก็บรวบรวมข้อมูลที่มีความน่าเบื่อหน่ายและใช้เวลานานทำงานง่ายขึ้น การจัดประเภทข้อมูลแบบใหม่ที่มีมนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย และปลั๊กอินการเรียนรู้แบบ active learning ประกอบด้วยชุดเว็บแอปพลิเคชันของ Dataiku เพื่อลดความยุ่งยากในกระบวนการจัดประเภทข้อมูลเมื่อข้อมูลมีลักษณะเป็นตาราง รูปภาพ หรือแม้แต่เสียง

Dataiku ช่วยให้บริษัทขนาดใหญ่ที่มีรายชื่อในทำเนียบ Global 2,000 เปลี่ยนชุดข้อมูลขนาดใหญ่เป็นข้อมูลเชิงลึกที่พร้อมใช้ ทำให้โปรเจกต์ AI เข้าไปอยู่ในส่วนต่าง ๆ อย่างแพร่หลาย และขยายโครงการเกี่ยวกับ machine learning ให้ใหญ่ขึ้น การเปิดตัวในวันนี้ของ Dataiku 7 จะช่วยยกระดับความร่วมมือในระดับที่ลึกลงไป และช่วยให้ผู้คนเข้าถึงวิทยาศาสตร์ข้อมูลมากขึ้นด้วย AI ที่สามารถอธิบายได้ผ่านแพลตฟอร์มแบบทีมที่สามาถรเรียนรู้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ

ท่านสามารถเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการเปิดตัวครั้งนี้และดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Dataiku 7 ได้จาก release notes

หากต้องการขอรับเวอร์ชันตัวอย่างของ Dataiku รวมถึงสาธิตเกี่ยวกับฟีเจอร์ใหม่ ๆ โปรดลงทะเบียนเข้าร่วมทาง webinar ที่จะเริ่มในวันที่ 16 เมษายน นี้

เกี่ยวกับ Dataiku

Dataiku เป็นแพลตฟอร์มข้อมูลแบบรวมศูนย์ ที่ช่วยให้ผู้คนสามารถเข้าถึงการใช้วิทยาศาสตร์ข้อมูล เทคโนโลยี machine learning และ AI ในระดับองค์กรได้ โดยมี Dataiku ที่ช่วยเสริมศักยภาพให้กับธุรกิจได้อย่างแตกต่าง เพื่อขับเคลื่อนประสบการณ์ด้านข้อมูลของพวกเขาจากการจัดเตรียมข้อมูลไปสู่การวิเคราะห์ข้อมูลในขนาดที่เหมาะสมสำหรับ AI สำหรับองค์กร ด้วยการสร้างความเข้าใจพื้นฐานให้กับผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลและนักสำรวจ แนวปฏิบัติที่ดี ทางลัดไปสู่ machine learning และการจัดการ/การนำ AI ไปใช้ รวมถึงสภาพแวดล้อมแบบรวมศูนย์ที่สามารถควบคุมได้ Dataiku จึงเป็นตัวแปรที่จะนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่บริษัทที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล

ดูเนื้อหาต้นฉบับที่นี่ businesswire.comhttps://www.businesswire.com/news/home/20200318005008/en/

ติดต่อ:

Laurel Toney
Strange Brew Strategies
dataiku@strangebrewstrategies.com

Radisys เปิดตัว Engage Video Assistant – บอตวิดีโอที่ขับเคลื่อนด้วย AI ตัวแรกของโลก

Logo

มอบประสบการณ์ผู้ใช้ดิจิตอลที่ไม่ซ้ำใครสำหรับอีคอมเมิร์ซ การมีส่วนร่วมกับแบรนด์ของผู้บริโภค และการบริการลูกค้า

HILLSBORO, โอเรกอน–(BUSINESS WIRE)–19 มีนาคม 2563

Radisys® Corporation ผู้นำระดับโลกด้านโซลูชั่นการสื่อสารโทรคมนาคมแบบเปิด ประกาศในวันนี้ว่า Radisys  Engage Video Assistant (EVA) ซึ่งเป็นบอตปฏิสัมพันธ์ลูกค้าดิจิตอลตัวแรกของโลกที่ไม่ใช้แอพแบบ AI  3-in-1 (วิดีโอ, เสียง, ข้อความ) พร้อมเปิดให้ใช้งานทั่วโลกแล้ว EVA ช่วยเหลือการให้บริการสนับสนุนลูกค้า ฝ่ายขาย และทีมการตลาดเพื่อปรับปรุงประสบการณ์ของลูกค้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยนำเสนอการปรับแต่งที่เป็นส่วนตัวมากขึ้นซึ่งผลักดันการสร้างลูกค้า การรักษาลูกค้าและความพึงพอใจของลูกค้าด้วยการประหยัดต้นทุนโดยการใช้ระบบอัตโนมัติ

Radisys' Engage Video Assistant - the World's First AI-powered Video Bot (Photo: Business Wire)

Radisys' Engage Video Assistant -บอตรูปแบบวิดีโอที่ขับเคลื่อนด้วย AI รายแรกของโลก (ภาพ: Business Wire)

ลูกค้าสามารถเข้าถึง EVA เพื่อโต้ตอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านการขาย ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ทูตของแบรนด์ แบรนด์อินฟลูเอ็นเซอร์ และตัวแทนฝ่ายดูแลลูกค้า – เพียงกดหมายเลขบริการลูกค้าปกติโดยใช้ Video over LTE (ViLTE) ที่สามารถใช้ร่วมกับสมาร์ทโฟน 4G / LTE หรือ 5G หรือโดยการคลิกลิงค์บนเว็บไซต์โดยไม่จำเป็นต้องดาวน์โหลด นอกจากนี้ EVA สามารถรวมเข้ากับแอพมือถือได้ เอนจิ้น AI ที่ทรงพลังของ EVA นั้นสามารถกำหนดค่าที่ลูกค้าต้องการและส่งมอบข้อมูลที่ถูกต้อง และยามจำเป็นสามารถย้ายปฏิสัมพันธ์จาก บอตไปยังเจ้าหน้าที่ที่เป็นคนเพื่อทำให้แน่ใจว่าลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ต่อเนื่องและราบรื่นจากการใช้บริการจากเจ้าหน้าที่ที่เป็นคน

ในฐานะที่เป็นโซลูชันฉลากสีขาว EVA เสนอแพลตฟอร์มที่มีตัวเลือกการใช้งานที่ยืดหยุ่นทั้งในตัวเครือข่ายเอง หรือที่สามารถเข้าถึงได้จากระบบคลาวด์ มันช่วยเพิ่มช่องทางรายได้ใหม่ด้วยการให้บริการ Video Call โดยใช้บริการบอตสำหรับคอลเซ็นเตอร์ สำหรับ SMB และลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่และสามารถลดค่าใช้จ่ายของศูนย์ติดต่อด้วยการโต้ตอบอัตโนมัติด้วยเสียงหรือด้วยการใช้บอตข้อความเพียงลำพัง

ประเด็นที่สำคัญ

  • เทคโนโลยีในปัจจุบันมีเครื่องมือที่สามารถควบคุมและปรับปรุงประสบการณ์ของลูกค้าดิจิตอลด้วยการสร้างความผูกพันกับลูกค้าแบบที่ลูกค้าสามารถบริการตนเอง อย่างไรก็ตามในขณะที่ บอตแช็ต ผู้ช่วยดิจิตอลที่เปิดใช้งานด้วยเสียงและเทคโนโลยีอัตโนมัติอื่น ๆ ที่คล้ายคลึงกันกำลังช่วยให้ธุรกิจต่างๆสามารถปรับขนาดและความคล่องตัวได้อย่างคุ้มค่า แตมันยังขาดสัมผัสของมนุษย์ที่จำเป็นสำหรับประสบการณ์ของลูกค้าที่น่าพอใจ
  • แอปพลิเคชั่น Engage Video Assistant ช่วยให้ผู้ให้บริการศูนย์บริการและธุรกิจต่าง ๆ สามารถ ทำสิ่งต่าง ๆ ดังต่อไปนี้;
  • ทำให้การตอบโต้ การโอนสายและแอพมือถือหรือแอพแบบโต้ตอบด้วยเสียงพร้อมวิดีโอมีความเป็นมนุษย์
  • สร้างวิดีโอคำถามที่พบบ่อยสำหรับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่หรือปัญหาการสนับสนุนลูกค้าทั่วไป
  • ปรับปรุงบอทที่มีอยู่และโซลูชันการตอบสนองด้วยเสียง (IVR) แบบโต้ตอบที่ยุ่งยาก
  • ปรับขนาดอินฟลูเอ็นเซอร์และทูตของแบรนด์ให้อยู่ในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อนผ่านการโต้ตอบกับลูกค้าในแบบของคุณ
  • ลูกค้าสามารถใช้ได้ตามเวลาที่ต้องการ – ทั้งกลางวันและกลางคืนวันธรรมดาหรือวันหยุด – ด้วยการโต้ตอบวิดีโอแบบส่วนตัว
  • Engage Video Assistant ถูกใช้งานโดย Reliance Jio ผู้ให้บริการ VoLTE ที่ใหญ่ที่สุดในโลกให้บริการสมาชิก 370 ล้านคนในอินเดียและช่วยเหลือลูกค้าธุรกิจในการปรับปรุงการบริการลูกค้า ลดต้นทุนการสนับสนุนลูกค้าและเพิ่มประสิทธิภาพของตัวแทน

“ประสบการณ์การโทรที่ไม่ต้องใช้แอพของ Radisys ช่วยให้ธุรกิจและผู้ให้บริการมอบประสบการณ์การโทรในแบบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน” Alan Quayle ที่ปรึกษาอิสระและผู้ก่อตั้ง TADHack และ TADHack Summit กล่าว “ การบูรณาการรวมเข้าด้วยกันได้อย่างง่ายดายช่วยลดต้นทุนการสนับสนุนลูกค้า และปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตด้วยการช่วยให้ลูกค้าได้รับสิ่งที่ต้องการเร็วขึ้นแบบที่มีความเป็นส่วนตัวโดยเฉพาะ”

 "การใช้วิดีโอเป็นวิธีที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถช่วยด้านประสบการณ์ เพิ่มจำนวนการคลิก และแปลงไปสู่การซื้อ" Al Balasco รองประธานฝ่ายโซลูชั่นการสื่อสารของ Radisys กล่าว "Engage Video Assistant เป็นแอพพลิเคชั่นบอตดิจิตอลตัวแรกที่รวมวิดีโอเสียงและข้อความเข้าด้วยกันเพื่อให้แบรนด์ที่พิเศษและการบริการลูกค้าที่แพร่หลายและปรับแต่งได้สำหรับการติดต่อลูกค้า B2B และ B2C ทุกที่ทุกเวลา"

เกี่ยวกับ Radisys

Radisys เป็นผู้นำระดับโลกด้านโซลูชั่นและบริการด้านโทรคมนาคมแบบเปิด แพลตฟอร์มที่แยกออกจากกันและแบบบริการการรวมกันใช้ประโยชน์จากสถาปัตยกรรมและมาตรฐานอ้างอิงรวมกับซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์แบบเปิดทำให้ผู้ให้บริการสามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงแบบดิจิตอล โดย Radisys นำเสนอกลุ่มผลิตภัณฑ์โซลูชั่นแบบ end-to-end ตั้งแต่จุดปลายดิจิตอลไปจนถึงโซลูชันการเข้าถึงและแยกส่วนและเปิดกว้างไปจนถึงแอพพลิเคชั่นดิจิตอลที่น่าประทับใจและแพลตฟอร์มการมีส่วนร่วม องค์กรบริการเครือข่ายระดับโลกและมีประสบการณ์ช่วยมอบบริการครบวงจรเพื่อช่วยผู้ให้บริการสามารถสร้างและดำเนินการเครือข่ายที่ปรับขนาดได้และที่มีประสิทธิภาพสูงในราคาที่เหมาะสมที่สุด สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดเยี่ยมชม www.Radisys.com.

Radisys®เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ Radisys เครื่องหมายการค้าอื่น ๆ ทั้งหมดเป็นทรัพย์สินของเจ้าของอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

ดูคลังภาพ/มัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/52190634/en

ติดต่อ:

Nereus for Radisys

Lori Mesecke, +1-503-459-9150

lmesecke@nereus-worldwide.com

CTC Global ประกาศระบบ ACCC InfoCore™ และการวางระบบเชิงพาณิชย์ครั้งแรก

Logo

เออร์ไวน์ แคลิฟอร์เนีย–(บิสิเนสไวร์)–16 มี.ค. 2563

CTC Global ได้ก้าวหน้าในเทคโนโลยีตัวนำไฟฟ้าด้วยระบบ ACCC InfoCore™ ซึ่งทำให้สามารถติดตั้ง ACCC® Conductor ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ

ระบบ ACCC InfoCore™ ช่วยลดความเสี่ยงในการติดตั้งตัวไฟฟ้าสำหรับสาธารณูปโภค ผู้รับเหมา และผู้ติดตั้งระบบไฟฟ้าทั่วโลก  ผู้เชี่ยวชาญที่เหล่านี้ทราบดีว่าแม้จะมีเครื่องมือ อุปกรณ์ และสภาพแวดล้อมที่ดีที่สุดอุบัติเหตุก็สามารถเกิดขึ้นได้  ด้วยการใช้ระบบแสงอินฟราเรด เส้นใยพิเศษในแกนกลาง และวิธีการเก็บข้อมูลที่มีประสิทธิภาพระบบ InfoCore สามารถยืนยันความสมบูรณ์ของตัวนำได้ในเวลาไม่กี่นาที  ความสามารถนี้มีสร้างความมั่นใจต่อสาธารณูปโภคและผู้รับเหมายิ่งขึ้น

“CTC Global และพันธมิตรการผลิตได้ให้การสนับสนุนการติดตั้งตัวนำ ACCC รวมประมาณ 100,000 กิโลเมตรในโครงการกว่า 750 โครงการสำหรับสาธารณูปโภคมากกว่า 250 แห่งในกว่า 50 ประเทศและระบบนิเวศแทบทุกประเภท  ประสบการณ์ครั้งใหญ่นี้สอนเราสองสิ่ง – สิ่งแรกคือตัวนำ ACCC นั้นติดตั้งได้ง่ายด้วยเครื่องมือและแนวทางการจัดการที่เหมาะสม  สิ่งที่สองคือโลกแห่งความจริงเป็นสถานที่เต็มไปด้วยอุปสรรคสำหรับโครงการต่างๆ” JD Sitton ซีอีโอของ CTC Global กล่าว “ลูกค้าสาธารณูปโภคของ CTC Global ได้เรียกร้องถึงวิธีที่รวดเร็ว ถูกต้อง และง่ายต่อการใช้เพื่อยืนยันความสมบูรณ์ของตัวนำ ACCC.  ระบบ InfoCore ทำสิ่งเหล่านี้ได้อย่างดีเยี่ยม”

Anne McDowell รองประธานฝ่ายปฏิบัติการเชิงพาณิชย์ของ CTC กล่าวเสริมว่า “ทีมงานของเราทำงานอย่างใกล้ชิดกับพันธมิตรการผลิตของ CTC และสาธารณูปโภคหลักในการพัฒนา ทดสอบ และปรับแต่งระบบ InfoCore” เธอกล่าวต่อว่า “ฉันยินดีที่จะประกาศการติดตั้ง ACCC InfoCore Conductor รูปแบบเต็มครั้งแรกสำหรับ Elia ในการอัพเกรดสาย 66 kV ใกล้เมืองมอนส์ ประเทศเบลเยี่ยม  โดยสายที่ได้รับการอัพเกรดนี้ให้บริการศูนย์ข้อมูลใหม่ที่สำคัญในภูมิภาค  ระบบ InfoCore ทำงานได้ยอดเยี่ยมเกินความคาดหมาย”

เกี่ยวกับ CTC Global:

CTC Global เป็นบริษัทเอกชนผู้พัฒนา ทำการตลาด และผลิตแกนคาร์บอนไฟเบอร์คอมโพสิตที่ใช้ในตัวนำ ACCC® Conductor ประสิทธิภาพสูงและโซลูชั่นสายไฟฟ้าแรงสูง  CTC Global ให้บริการบริษัทสาธารณูปโภคและอุตสาหกรรมทั่วโลกและได้ให้บริการ ACCC Core ที่ใช้ในโครงการตัวนำ ACCC กว่า 750 โครงการโดยมีตัวนำไฟฟ้าเหนือศีรษะที่ประหยัดพลังงานและมีประสิทธิภาพรวมเกือบ 100,000 กิโลเมตรในปัจจุบัน  CTC Global มีสำนักงานใหญ่ในเออร์ไวน์ รัฐแคลิฟอร์เนีย สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมกรุณา ไปที่ www.ctcglobal.com

อ่านฉบับที่มาบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20200316005155/en/

ติดต่อ:

CTC Global
Tyler Dalton
+1 (949) 428-8500
tdalton@ctcglobal.com

บริษัทด้านการเงินนิยมใช้ไฮบริดคลาวด์ เพราะตอบโจทย์ความจำเป็นด้านความปลอดภัยและมีความยืดหยุ่น รายงานประจำปีที่ 2 ของนูทานิคซ์พบว่า 71% ของบริษัทที่ให้บริการด้านการเงิน ย้ายเวิร์กโหลดจากพับลิคคลาวด์ กลับมายังระบบอยู่ภายในองค์กร

Logo

กรุงเทพฯ – 17 มีนาคม 2563 – นูทานิคซ์ (NASDAQ: NTNX) ผู้นำด้านคลาวด์คอมพิวติ้งสำหรับองค์กร เผยผลสำรวจด้านอุตสาหกรรมบริการทางการเงิน จากรายงานดัชนีการใช้คลาวด์ขององค์กร (Enterprise Cloud Index: ECI) ซึ่งสำรวจเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน โดยวัดผลจากแผนการใช้ไพรเวท ไฮบริด และพับลิคคลาวด์ขององค์กรด้านการเงิน ผลสำรวจพบว่าอุตสาหกรรมการเงินมีการใช้ไฮบริดคลาวด์มากกว่าอุตสาหกรรมอื่นทั้งหมดที่ทำการสำรวจ ด้วยการโฮสต์เวิร์กโหลดไว้ทั้งบนไพรเวทและพับลิคคลาวด์ ในขณะที่ใช้บริการด้านมัลติเพิลคลาวด์น้อยกว่าอุตสาหกรรมอื่น

การที่บริษัทผู้ให้บริการด้านการเงินส่วนใหญ่ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดและกฎระเบียบที่เข้มงวดของภาครัฐ ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ 60% ของผู้ตอบแบบสำรวจระบุว่าความปลอดภัยเป็นสิ่งเดียวที่มีอิทธิพลมากที่สุดต่อกลยุทธ์การใช้คลาวด์ในอนาคต

imgนอกจากนี้ ผลสำรวจยังพบว่าบริษัทที่ให้บริการทางการเงินยังคงติดตั้งแอปพลิเคชั่นสำคัญ ๆ บนศูนย์คอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิมสูงสุดกว่า 59% เนื่องจากองค์กรหลายแห่งยังติดขัดเรื่องการเคลื่อนย้ายเวิร์กโหลดไปมาระหว่างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ต่างกัน

แต่เมื่ออยู่ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ภาคการเงินต้องเผชิญกับความกดดันที่จะต้องปรับปรุงระบบไอทีให้ทันสมัย เพื่อมอบความสะดวกในการใช้บริการต่าง ๆ ให้กับลูกค้าได้มากขึ้น ด้วยเหตุนี้จึงเป็นคำอธิบายได้ว่าทำไมบริษัทด้านการเงินเกือบ 18% จึงใช้ไฮบริดคลาวด์แล้วในปัจจุบัน ในขณะที่ 51%
มีการวางแผนที่จะเปลี่ยนไปลงทุนกับไฮบริดคลาวด์ภายในระยะเวลาเพียงสามถึงห้าปีเท่านั้น

ผลสำรวจสำคัญอื่น ๆ จากรายงานนี้

  • ความยืดหยุ่นในการเคลื่อนย้ายแอปพลิเคชั่นได้ตามต้องการเป็นสิ่งจำเป็นมาก ผู้ตอบแบบสำรวจเกือบสามในสี่ (71%) ระบุว่าพวกเขาวางแผนที่จะย้ายแอปพลิเคชั่นอย่างน้อยหนึ่งแอปหรือมากกว่านั้นที่ทำงานอยู่บนพับลิคคลาวด์กลับไปยังระบบ และดาต้าเซ็นเตอร์ที่อยู่ภายในองค์กร (on-premises)

การที่ข้อกำหนดด้านกฎระเบียบต่าง ๆ ในอุตสาหกรรมการเงินมีการปรับเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง ทำให้บริษัทเหล่านี้ต้องตามให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบที่ภาครัฐกำหนดว่าบริษัทด้านการเงินสามารถเก็บหรือบริหารจัดการข้อมูลของตน ณ ที่ใด

นอกจากนี้ ผู้ตอบแบบสอบถามยังจัดให้ไฮบริดคลาวด์เป็นรูปแบบการดำเนินงานด้านไอทีที่ปลอดภัยที่สุด (27%) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของความยืดหยุ่นที่ต้องมาพร้อมกับความปลอดภัยในสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

  • อนาคตของการทำงานและการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล มีบทบาทในการตัดสินใจของธุรกิจด้านการเงินว่าจะใช้โครงสร้างพื้นฐานแบบใด ผลสำรวจพบว่าเกือบ 30% ของผู้ให้บริการด้านการเงินได้เลือก “การให้การสนับสนุนการทำงานของผู้ใช้งานที่อยู่ ณ สาขาต่าง ๆ” เป็นแรงจูงใจในการตัดสินใจเลือกใช้ระบบคลาวด์ ซึ่งเป็นเปอร์เซ็นต์ที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมทั้งหมดอย่างมีนัยสำคัญ เป็นการชี้ให้เห็นถึงความเกี่ยวข้องกันของสถานที่ทำงานที่อยู่ห่างออกไปและบทบาทของการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในแง่ที่เกี่ยวกับประสบการณ์ของลูกค้ามากขึ้น

ผู้ตอบแบบสอบถามระบุความกังวลในการใช้งานที่จะเกิดในระยะสั้นไว้ว่ามีความกังวลเกี่ยวกับการเริ่มใช้เครื่องมือต่าง ๆ เพื่อบริหารจัดการสภาพแวดล้อมไฮบริด (66%), การขาดทักษะด้านไฮบริดคลาวด์ (30%) และการขาดทักษะในการพัฒนาทักษะด้านคลาวด์-เนทีฟ (23%)

  • ความปลอดภัยเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับการปฏิบัติตามกฎระเบียบ ข้อมูลจากผลสำรวจแสดงให้เห็นว่าบริษัทด้านการเงินใช้ศูนย์ข้อมูลในอัตราที่สูงที่สุดในปัจจุบัน คือมากกว่า 59%
    ของบริษัทด้านการเงิน

ความโน้มเอียงจากผลสำรวจนี้คือไม่พึงพอใจกับการใช้พับลิคคลาวด์ มีเพียง 39% ของบริษัทที่ให้บริการด้านการเงินเท่านั้นที่ระบุว่าบริการพับลิคคลาวด์ตอบความคาดหวังของพวกเขาได้อย่างสมบูรณ์

นายเกร็ก สมิท รองประธานฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์ของนูทานิคซ์ กล่าวว่า "การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของภาคการเงินกำลังผลักดันให้เกิดการปรับปรุงดาต้าเซ็นเตอร์ให้ทันสมัยและเกิดการใช้คลาวด์อย่างรวดเร็ว
ผลสำรวจที่ออกมาว่าบริษัทต่าง ๆ เห็นว่าการวางแผนเปลี่ยนไปลงทุนในไฮบริดคลาวด์เป็นสิ่งจำเป็นแม้จะเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความพยายามสูง แสดงให้เห็นว่าบริษัทด้านการเงินเหล่านั้นตระหนักถึงประโยชน์ที่จะได้รับอย่างชัดเจน การใช้โครงสร้างพื้นฐานแบบไฮบริดคลาวด์ ช่วยให้บริษัทด้านการเงินสามารถเคลื่อนย้ายแอปพลิเคชั่นไปมายังคลาวด์ระบบต่าง ๆ ได้อย่างราบรื่น และสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายด้านไอทีได้อย่างมาก ในขณะที่ยังคงมั่นใจว่าข้อมูลของตนมีความปลอดภัย

ผู้ตอบแบบสอบถามในการสำรวจประจำปี 2562 นี้มาจากหลายกลุ่มอุตสาหกรรม และธุรกิจหลายขนาดในอเมริกา, ยุโรป-ตะวันออกกลาง-แอฟริกา (EMEA) และเอเชียแปซิฟิก-ญี่ปุ่น

ท่านสามารถดาวน์โหลดรายงานนี้ได้ที่ “Nutanix Enterprise Cloud Index 2019” หรือลงทะเบียนเพื่อเข้าดูข้อมูลผลสำรวจของอุตสาหกรรมบริการทางการเงินได้ที่นี่

เกี่ยวกับนูทานิคซ์

นูทานิคซ์เป็นหนึ่งในผู้นำระดับโลกด้านซอฟต์แวร์ระบบคลาวด์และเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกโซลูชั่นโครงสร้างพื้นฐานแบบไฮเปอร์คอนเวิร์จ ช่วยให้การประมวลผลทางคอมพิวเตอร์เกิดขึ้นได้ทุกที่ บริษัทต่าง ๆ ทั่วโลกใช้ซอฟต์แวร์ของนูทานิคซ์ เพื่อใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มเพียงแพลตฟอร์มเดียว ในการบริหารจัดการแอปพลิเคชั่นได้ทุกแอป ทุกที่ และทุกขนาด ไม่ว่าแอปพลิเคชั่นนั้นจะอยู่บนสภาพแวดล้อมแบบไพรเวท ไฮบริด และมัลติคลาวด์ก็ตาม เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับนูทานิคซ์ได้ที่ www.nutanix.com หรือติดตามทางทวิตเตอร์ที่ @nutanix

© 2020 Nutanix, Inc. All rights reserved. Nutanix, the Nutanix logo and all Nutanix product and service names mentioned herein are registered trademarks or trademarks of Nutanix, Inc. in the United States and other countries. All other brand names mentioned herein are for identification purposes only and may be the trademarks of their respective holder(s). This release may contain links to external websites that are not part of Nutanix.com. Nutanix does not control these sites and disclaims all responsibility for the content or accuracy of any external site. Our decision to link to an external site should not be considered an endorsement of any content on such a site.

ข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ

ทวิพงศ์ อโนทัยสินทวี

ผู้จัดการ นูทานิคซ์ (ประเทศไทย)

โทรศัพท์ 02 624 0542

อีเมล: thawipong.a@nutanix.com   

ข้อมูลสำหรับสื่อมวลชน กรุณาติดต่อ

นภา สุทธิญาณโสภณ

บริษัท เอฟเอคิว จำกัด

โทรศัพท์ 02 970 6051

อีเมล: napa@pc-a.co.th  

มหาวิทยาลัยไต้หวันพัฒนาวิธีการใหม่ในการรักษาโรคพาร์กินสัน

Logo

ซินจู๋ ไต้หวัน–(บิสิเนสไวร์)–12 มี.ค. 2563

อัลตร้าซาวด์เป็นกระบวนการตรวจร่างกายที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยมีแผนจะประยุกต์ใช้ในการรักษาโรคพาร์คินสัน สมองเสื่อม และโรคเบาหวาน  ทีมวิจัยที่มหาวิทยาลัย National Tsing Hua University (NTHU) นำโดยรองศาสตราจารย์ Yu-Chun Lin จาก Institute of Molecular Medicine และศาสตราจารย์ Chih-kuang Yeh ของ Department of Biomedical Engineering and Environmental Sciences ได้ประสบความสำเร็จในการรักษาอาการของโรคพาร์คินสันในหนูโดยการฉีดโปรตีนเซลลูล่าร์ที่มีความไวต่อคลื่นอัลตร้าซาวด์สูงในบริเวณสมองส่วนลึกและหลังจากนั้นใช้อัลตร้าซาวด์เพื่อกระตุ้นเซลล์ประสาท

ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้มีมัลติมีเดีย อ่านฉบับเต็มได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20200311005032/en/

A research team led by Yu-Chun Lin (left) and Chih-kuang Yeh of NTHU has expanded application of ultrasound to the treatment of Parkinson's disease. (Photo: National Tsing Hua University)

ทีมวิจัยนำโดย Yu-Chun Lin (ซ้าย) และ Chih-kuang Yeh จาก NTHU ได้ขยายการประยุกต์ใช้อัลตราซาวด์ไปยังการรักษาโรคพาร์กินสัน (ภาพ: National Tsing Hua University)

งานวิจัยนวัตกรรมของทางมหาวิทยาลัยได้ตีพิมพ์ใน Nano Letters ฉบับเดือนมกราคมและได้จดสิทธิบัตรในไต้หวันและสหรัฐอเมริกาแล้ว

รองศาสตราจารย์ Lin ได้พยายามค้นหาวิธีการควบคุมการทำงานของเซลล์ที่ปลอดภัยและไม่รุกรานมาเป็นเวลานาน  แม้ว่าคลื่นแสงจะปลอดภัยแต่สามารถเจาะเข้าไปในระดับความลึกประมาณ 0.2 ซม. เท่านั้นและขาดความแม่นยำ  ในทางกลับกันคลื่นอัลตร้าซาวด์จะแทรกซึมได้ลึกถึง 15 ซม. และสามารถเล็งไปที่ส่วนที่ต้องการ  ดังนั้นความโจทย์ต่อไปคือวิธีการทำให้เซลล์ตอบสนองต่ออัลตร้าซาวด์

รองศาสตราจารย์ Lin กล่าวว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเกือบทั้งหมดมีโปรตีนความดันหูสูงที่มีชื่อว่าเพรสติน  อย่างไรก็ตามเพรสตินในร่างกายมนุษย์มีความไวต่ออัลตร้าซาวด์น้อย  ในทางกลับกันเพรสตินในปลาโลมา ปลาวาฬ และค้างคาวโซนาร์มีความไวสูงต่อคลื่นเสียงความถี่สูง  ในเปรียบเทียบลำดับโปรตีนเพรสติน Lin พบว่าสัตว์เหล่านี้มีกรดอะมิโนพิเศษ โดยได้นำมารวมตัวกันในเซลล์ของหนูเพื่อปรับเปลี่ยนโปรตีนเพรสติน  สิ่งนี้ส่งผลให้ความสามารถของเซลล์ในการรับอัลตร้าซาวด์เพิ่มขึ้นเป็นสิบเท่าทันที

เป้าหมายต่อไปของรองศาสตราจารย์ Lin คือการหาวิธีใช้อัลตราซาวด์ในการรักษาโรค ซึ่งเขาได้หันไปหาผู้เชี่ยวชาญด้านอัลตราซาวด์ ศาสตราจารย์ Yeh ผู้ที่ได้คิดค้นวิธีการใส่ชิ้นส่วนของยีนเพรสตินในฟองอากาศขนาดเล็กซึ่งสามารถนำเข้าสู่พื้นที่เป้าหมายโดยการฉีด  ทันทีที่มีการใช้อัลตร้าซาวด์ ฟองอากาศจะแตกตัวและนำชิ้นส่วนของยีนเข้าสู่เซลล์เป้าหมายเพื่อเปิดใช้งานความสามารถในการตรวจจับและตอบสนองต่ออัลตร้าซาวด์

“โรคพาร์กินสันและโรคอัลไซเมอร์เกิดจากการเสื่อมสภาพและการตายของเซลล์ในสมอง  เมื่อมีการปลูกถ่ายเซลล์ที่มีชิ้นส่วนของยีนเพรสตินในพื้นที่เป้าหมายนั้นสามารถใช้อัลตราซาวนด์ในการกระตุ้นเซลล์ที่เสื่อมเพื่อให้สามารถเชื่อมต่อระบบประสาทใหม่ได้" ศาสตราจารย์ Yeh กล่าว

ทางทีมงานได้จัดทำวิดีโอแสดงหนูที่เป็นโรคพาร์กินสันหยุดตัวในขณะที่ข้ามสะพานและและการที่หนูตัวเดิมนี้สามารถข้ามสะพานอย่างง่ายดายหลังจากที่ได้รับการปลูกถ่ายเซลล์  นอกจากนี้ยังพบว่าการรักษามีผลทำให้ระดับโดปามีนในสมองเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญซึ่งแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการรักษาโรคพาร์กินสัน รองศาสตราจารย์ Lin กล่าวว่ากระบวนการเดียวกันนี้ยังสามารถใช้รักษาโรคเบาหวานด้วยการกระตุ้นเซลล์ที่ผลิตอินซูลิน

อ่านต้นฉบับบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20200311005032/en/

ติดต่อ:

Holly Hsueh
(886) 3-5162006
hoyu@mx.nthu.edu.tw

การใช้งานเครือข่ายระบบสื่อสารแบบส่วนตัวของ Hytera เพื่อช่วยส่งเสริมประสิทธิภาพในการรับมือและต่อสู้กับการการระบาดของไวรัสโควิด 19 ระดับโลก

Logo

เชินเจิ้น จีน–(บิสิเนสไวร์)–10 มี.ค. 2563

จากสถิติล่าสุดขององค์การอนามัยโลก ตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2563 มีการรายงานยอดผู้ป่วยโควิด-19 (ไวรัสโคโรน่า) รวม 90,000 รายทั่วโลก โดยมีผู้ป่วยรายใหม่เกิดขึ้นจำนวนมากในเกาหลีใต้ อิตาลี และอิหร่าน  นอกจากนี้ ยังมีอีกแปดประเทศ ซึ่งมีรายงานดังกล่าว  โดยมี โปรตุเกส และ ซาอุดิอาระเบียรวมอยู่ด้วย

สามารถอ่านข่าวฉบับเต็ม ได้จากลิงค์ด้านล่าง:

https://www.businesswire.com/news/home/20200305005422/en/

Hytera Korea donated communication devices and medical supplies to medical center and government departments in South Korea. (Graphic: Business Wire)

Hytera Korea บริจาคอุปกรณ์สื่อสารและเวชภัณฑ์ให้กับศูนย์การแพทย์และหน่วยงานรัฐบาลในเกาหลีใต้ (กราฟิก: บิสิเนสไวร์)

การรับมือต่อการระบาดของโควิด ได้กลายเป็นเรื่องที่ท้าทายระดับโลก ปัจจัยทางด้านการบริหารจัดการของหน่วยงานต่างๆ อาทิ หน่วยงานแพทย์ และ ตำรวจ รวมถึงหน่วยงานทางขนส่งมวลชน ภาคสังคม การควบคุม การใช้พื้นที่สาธารณะ ต่างๆ  มีผลต่อการควบคุมการระบาดของโรคอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ ดังนั้นระบบการสื่อสารแบบ private network communications จึงมีความสำคัญในการส่งเสริมการทำงานของหน่วยงานดังกล่าวข้างต้น และช่วยการควบคุมการระบาดของโรคดังมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ในฐานะผู้นำระดับโลกด้านการสื่อสารเครือข่ายส่วนตัว ทาง Hytera ได้จัดตั้งทีมสนับสนุนขึ้นทันทีหลังจากการระบาดของโควิด-19 ในประเทศจีน โดยบริษัทได้ติดต่อคณะกรรมการสุขภาพ หน่วยการป้องกันและควบคุม สถาบันทางการแพทย์ และองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรทั่วประเทศจีน เพื่ออำนวยความสะดวกในการช่วยประสานงานระหว่าง องค์กรต่างๆ ดังกล่าว ทั้งนี้ทาง Hytera ยังได้บริจาคอุปกรณ์สนับสนุนด้านการสื่อสาร และบริการภาคสนามอีกด้วย      

ทาง Hytera  ไม่เพียงแต่จัดหาระบบการสื่อสารที่มีคุณภาพ เพื่อช่วยในการสนับสนุนการก่อสร้างโรงพยาบาล Wuhan ในช่วงระยะยเวลา 7 วัน แต่ยัง เสนอรูปแบบการจัดการ การป้องกัน และควบคุมการระบาดของโรคดังกล่าวอีกด้วย ซึ่งช่วยทำให้การวินิจฉัยโรคของผู้ป่วยรายใหม่ และการช่วยเหลือผู้ป่วยเป็นไปอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยในการยับยั่งการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสอีกด้วย ในช่วงเวลาดังกล่าว ทาง Hytera ยังมีบทบาทสำคัญในการป้องกัน และควบคุมการระบาดของโรค เช่น การบริจาคอุปกรณ์ทางด้านการแพทย์  ทางด้านการสื่อสาร และการบริการภาคสนาม 

นอกจากนี้ Hytera ยังได้บริจาคอุปกรณ์สื่อสารกว่า 3,000 เครื่องทั่วประเทศและจะเริ่มผลิตหน้ากากอนามัยเพื่อช่วยป้องกันและควบคุมโรคระบาด  โดยทางโรงงานของ Hytera ซึ่งมีการใช้เทคโนโลยี ที่ ล่ำสมัยได้ หันมาผลิต หน้ากากจำนวนมาก ทั้งนี้เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากการแพร่ระบาดของโรค โดยคาดว่าจะสามารถเริ่มการผลิตได้ในเดือนมีนาคม

ระบบเครื่อข่ายแบบส่วนตัว สามารถช่วยส่งเสริมการสื่อสารแบบฉุกเฉิน  ควบคุมจัดการ เพื่อช่วยหน่วยงานของรัฐในการปฎิบัติงานในสถานการ์ดังกล่าว ระบบดังกล่าวได้นำไปใช้ในหลายประเทศกว่า  120 ประเทศ  ซึ่งเกียวข้องกับการงานทางด้าน ความปลอดภัยของสาธารณะ การขนส่ง การช่วยเหลือฉุกเฉิน และบริการ อาทิ  หน่วยงานการรักษาความปลอดภัยสาธารณะของเนเธอร์แลนด์ กรมตำรวจในลอนดอน โครงการเกียวกับทางด้านความปลอดภัยในประเทศโครเอเชีย โครงการช่วยเหลือฉุกเฉินในคาซัคสถาน และกรมตำรวจของจอร์แดน ในเดือนกุมภาพันธ์นี้ Hytera ได้บริจาคอุปกรณ์สื่อสารและเวชภัณฑ์ให้กับ Keimyung University Dongsan Medical Center และศาลากลาง Dalseo-gu ใน Daegu และหน่วยงานรัฐบาลอื่นๆ ในเกาหลีใต้ โดยทางHytera ยืนหยัดในการมีส่วนร่วมในการต่อสู้กับโควิด-19 ซึ่งแพรระบาดไปทั่วโลก

คลิกเพื่ออ่านต้นฉบับได้ที่  businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20200305005422/en/

ติดต่อ: Shaowa Cai
Shaowa.cai@hytera.com  
Hytera Communications Corporation Limited


เทคโนโลยีภายใต้โครงการสร้างนวัตกรรมแบบเปิดของกระทรวงฯ พร้อมหารือความเป็นไปได้ที่จะสร้างความร่วมมือระดับนานาชาติในอนาคต

Logo

โตเกียว–(BUSINESS WIRE)–10 มีนาคม 2563

กระทรวงเกษตร ป่าไม้และประมง เผยแพร่ “รายชื่อเทคโนโลยี” รวมถึงเทคโนโลยีที่ไม่เคยพัฒนาขึ้นมาก่อน ภายใต้โครงการสร้างนวัตกรรมแบบเปิดของกระทรวงที่มีชื่อว่า “Field for Knowledge Integration and Innovation” หรือ FKII เทคโนโลยีต่างที่อยู่ในรายชื่อดังกล่าวถูกพัฒนาขึ้นโดยกลุ่มวิจัยและพัฒนาที่สนใจแสวงหาความร่วมมือกับต่างประเทศในอนาคตทางด้านการเกษตร ป่าไม้ ประมง และอาหาร

[FKII โครงการสร้างนวัตกรรมแบบเปิด นำโดยกระทรวงเกษตร ป่าไม้และประมง]

โครงการ FKII เริ่มต้นขึ้นในเดือนเมษายน 2559 โดยมีเป้าหมายสร้างอุตสาหกรรมการเกษตร ป่าไม้ ประมงและอาหารของญี่ปุ่นให้เติบโตด้วยการบูรณาการ “ความรู้” และ เทคโนโลยี เข้าด้วยกัน โดยมีอุตสาหกรรมและภาคส่วนต่าง ๆ เช่น บริษัทเอกชน ผู้ผลิต เกษตรกร มหาวิทยาลัย และสถาบันวิจัยและพัฒนาเป็นสมาชิก (สมาชิกทั้งหมด 3,200 ราย ข้อมูลเมื่อ ก.พ. 2563) และหลังจากนั้น สร้างแพลตฟอร์มด้านการวิจัยและพัฒนาที่ให้สมาชิกสามารถทำกิจกรรมด้านวิจัยและพัฒนาต่าง ๆ ได้จริง (ก่อตั้งแพลตฟอร์มวิจัยและพัฒนาขึ้นแล้ว 170 แพลตฟอร์ม ข้อมูลเมื่อ ก.พ. 2563)

[รายชื่อเทคโนโลยี]

เทคโนโลยีที่ระบุในรายชื่อเปิดให้หารือความเป็นไปได้ที่จะสร้างความร่วมมือในอนาคตในด้านต่าง ๆ ดังนี้: 

  1. ระบบโรงงานผลิตพืช
  2. สารประกอบที่เป็นประโยชน์จากเห็ด
  3. วัตถุดิบใหม่จากไม้
  4. เทคโนโลยีเพาะเลี้ยงพืชและสัตว์ในน้ำ

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ของ FKII
https://www.knowledge.maff.go.jp/en/technology/index.html

[แผนโครงการในปี 2563 ของ FKII]

– การจัดงานสัมมนาที่เกี่ยวข้องในระดับนานาชาติในสิงคโปร์โดยกระทรวงเกษตร ป่าไม้และประมง และมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ เพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการสร้างความร่วมมือระหว่างสองประเทศในอนาคต

ดูเนื้อหาต้นฉบับที่ businesswire.comhttps://www.businesswire.com/news/home/20200309005878/en/

ติดต่อ:

สำนักงานความร่วมมือทางธุรกิจ
ติดต่อ: ดร. Takuya SATO
สภาวิจัยเกษตร ป่าไม้และประมง
กระทรวงเกษตร ป่าไม้และประมงแห่งประเทศญี่ปุ่น
อีเมล: gikaikoho@maff.go.jp
โทร: +81-(0)3-3502-5530 FAX: +81-(0)3-3593-2209