งาน EmPOWER AI London ของ Bidgely ระดมผู้นำมาร่วมกำหนดทิศทางอนาคตของการใช้ไฟฟ้าทดแทนเชื้อเพลิง ความยืดหยุ่นในการจัดการโหลดไฟฟ้า ประสบการณ์ลูกค้า และความสามารถในการเข้าถึงพลังงานในราคาที่เหมาะสม

Logo

รายงาน LCP Delta ฉบับใหม่นี้เป็นหัวใจสำคัญของวาระการประชุมเชิงโต้ตอบ ซึ่งกระตุ้นให้เกิดการสนทนาอย่างตรงไปตรงมากับนักวิจัยอิสระและผู้มีวิสัยทัศน์ในระดับภูมิภาค

LOS ALTOS, Calif.–(BUSINESS WIRE)–28 พฤษภาคม 2026

Bidgely นำเสนอข้อมูลเชิงลึกระดับโลกมาสู่กรุงลอนดอน ระหว่างวันที่ 10-12 มิถุนายน ซึ่งถือเป็นจุดหมายสำคัญลำดับถัดไปของการประชุม EmPOWER AI ระดับพรีเมียม การประชุมที่ลอนดอนนี้เป็นส่วนหนึ่งของฟอรั่มนานาชาติที่ครอบคลุม Toronto และ New York โดยเป็นศูนย์กลางการทำงานร่วมกันอย่างแข็งขันสำหรับผู้ค้าปลีกพลังงานที่พร้อมจะเป็นผู้นำ—มากกว่าที่จะตอบสนองต่อ—การเพิ่มขึ้นของการใช้ไฟฟ้า ความยืดหยุ่นในการใช้พลังงานที่สำคัญ ประสบการณ์ของลูกค้าในยุคใหม่ และความสามารถในการจ่ายค่าพลังงานที่เร่งด่วน

Bidgely's EmPOWER AI London features custom workshops and peer-to-peer dialogues to unlock insights needed to reshape energy engagement.

งาน EmPOWER AI London ของ Bidgely นำเสนอเวิร์กช็อปที่ออกแบบมาโดยเฉพาะและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างผู้ร่วมวงการ เพื่อปลดล็อกข้อมูลเชิงลึกที่จำเป็นต่อการพลิกโฉมรูปแบบการมีส่วนร่วมด้านพลังงาน

โดยผ่านการจัดเวิร์คช็อปเฉพาะด้านและการสนทนาแบบเปิดใจระหว่างผู้เชี่ยวชาญ EmPOWER AI London รวบรวมผู้ที่มีความรู้ความสามารถโดดเด่นที่สุดในอุตสาหกรรมมาร่วมกันสำรวจว่าปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะช่วยปลดล็อกข้อมูลเชิงลึกของลูกค้าที่จำเป็นต่อการปรับปรุงระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้ทันสมัยและปรับเปลี่ยนรูปแบบการมีส่วนร่วมด้านพลังงานทั่วโลกได้อย่างไร

เวิร์กช็อปเชิงความร่วมมือ: จากข้อมูลเชิงลึกสู่การลงมือทำ

รายงานฉบับใหม่ร่วมกับบริษัทวิจัยด้านพลังงาน LCP Delta เปิดตัวพร้อมกับการจัดงาน EmPOWER AI London การระบุสินทรัพย์ในบ้าน รายงานฉบับนี้ได้ทำการเปรียบเทียบวิธีการต่างๆ ที่มีอยู่สำหรับการระบุสินทรัพย์ เช่น ปั๊มความร้อน รถยนต์ไฟฟ้า (EV) แผงโซลาร์เซลล์ และอื่นๆ โดยยืนยันถึงข้อดีของการวิเคราะห์ข้อมูลที่ขับเคลื่อนด้วย AI เหนือกว่าการประมาณค่าทางสถิติแบบมาตรฐานหรือการตรวจสอบโดยใช้ฮาร์ดแวร์

David Trevithick หัวหน้าฝ่ายข้อมูลด้านลูกค้าเชิงลึกของ LCP Delta จะนำเสนอผลการศึกษาจากการวิจัยเรื่องการตอบสนองต่อความต้องการใช้พลังงานเชิงพฤติกรรมของบริษัท

“เมื่อการซื้อสินทรัพย์เพื่ออยู่อาศัยเพิ่มขึ้น รูปแบบความต้องการของครัวเรือนก็จะมีความแตกต่างและผันแปรมากขึ้น ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ค้าปลีกสามารถระบุสินทรัพย์ กำหนดเป้าหมายอัตราค่าบริการอัจฉริยะ และข้อเสนอที่ยืดหยุ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ปรับปรุงการคาดการณ์ความต้องการ และเพิ่มการรักษาฐานลูกค้า” Trevithick กล่าวเสริม

นอกจากนี้ ยังมีการจัดเวิร์คช็อปเพิ่มเติมโดยเน้นประเด็นสำคัญที่ระบุไว้ในรายงาน พร้อมทั้งสาธิตการประยุกต์ใช้ในทางปฏิบัติและเรื่องราวความสำเร็จในโลกแห่งความเป็นจริง:

  •  การเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบไฟฟ้า: เรียนรู้วิธีที่ AI สามารถช่วยระบุลูกค้า EV ที่มีศักยภาพสูง ค้นพบจุดที่มีการเติบโตของการใช้พลังงานสูง และขับเคลื่อนกลยุทธ์การสรรหาลูกค้าเป้าหมาย ในเวิร์กช็อปนี้ จะแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของผู้ให้บริการด้านพลังงานชั้นนำในการกำหนดเป้าหมายผู้ใช้ที่มีการใช้พลังงานสูงสุด และลดการใช้พลังงานต่อคันได้ถึง 3เท่าเมื่อเทียบกับประชากร EV โดยเฉลี่ย
     
  •  การยกระดับศูนย์บริการทางโทรศัพท์และประสบการณ์ลูกค้า: ด้วยการผสานรวมข้อมูลเชิงลึกจาก AI ของ Bidgely เข้ากับระบบนิเวศของศูนย์บริการลูกค้าและขั้นตอนการจัดการปัญหาผ่านการโทร ท่านจะได้พบกับผลลัพธ์ที่จับต้องได้ในโลกความเป็นจริงซึ่งประกอบด้วยความพึงพอใจของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น 7% ระยะเวลาเฉลี่ยในการให้บริการต่อสายที่ลดลง 3% ประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาได้สำเร็จตั้งแต่การโทรครั้งแรกที่เพิ่มขึ้น 3% และระดับความมั่นใจในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่บริการลูกค้าที่สูงถึง 85-95%
     
     ผู้เข้าร่วมงานจะได้สัมผัสกับระบบใหม่ของ Bidgely เป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นการผสานการทำงานของระบบตอบรับอัตโนมัติด้วยเสียง (Interactive Voice Response – IVR)เข้ากับแพลตฟอร์ม PolyAI, Genesys และ NiCE โดยระบบดังกล่าวใช้เทคโนโลยี AI เชิงสนทนาในการช่วยแก้ไขปัญหาด้านพลังงานที่มีความซับซ้อนได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งช่วยมอบประสบการณ์ที่เข้าใจง่ายและราบรื่นแก่ลูกค้า พร้อมทั้งช่วยลดระยะเวลารอคอยและต้นทุนในการดำเนินงานลงได้อีกด้วย
     

เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่ขับเคลื่อนด้วย AI ในลอนดอน

“EmPOWER AI London ไม่ใช่เพียงแค่เวทีสำหรับการมองเห็นภาพอนาคตของพลังงานเท่านั้น แต่ยังเป็นสถานที่ที่เราลงมือสร้างสรรค์อนาคตขึ้นมาอย่างเป็นรูปธรรม” Abhay Gupta ซีอีโอของ Bidgely กล่าว “การเปลี่ยนผ่านของระบบโครงข่ายไฟฟ้าจำเป็นต้องอาศัยการลงมือทำควบคู่ไปกับข้อมูลเชิงลึกอันชาญฉลาด เราขอเชิญชวนผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ก้าวไกลจากทั่วทุกมุมโลกมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับเรา เพื่อท้าทายกรอบแนวคิดแบบเดิมๆ และปลดล็อกศักยภาพอันไร้ขีดจำกัดที่จะเกิดขึ้น เมื่อปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้ผสานรวมเข้ากับความอัจฉริยะของมนุษย์”

สามารถสำรองที่นั่งของคุณในงาน EmPOWER AI London ได้ที่ empower.bidgely.com/london-2026

เกี่ยวกับ Bidgely

Bidgely เป็นผู้บุกเบิกด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการวิเคราะห์พลังงาน โดยเปลี่ยนข้อมูลมิเตอร์ดิบให้เป็นข้อมูลเชิงลึกที่มีความละเอียดสูงสำหรับบริษัทสาธารณูปโภคทั่วโลก บริษัทให้บริการบ้านเรือนกว่า 50 ล้านหลัง แพลตฟอร์ม UtilityAI™ ของบริษัทใช้สิทธิบัตรพื้นฐาน 19 ฉบับเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพภาพรวมของโครงข่ายไฟฟ้า การดำเนินงานศูนย์บริการลูกค้า และการมีส่วนร่วมกับลูกค้าแบบเฉพาะบุคคล Bidgely ได้รับการยกย่องจาก Fast Company ว่า “เป็นหนึ่งใน 10 บริษัท AI ประยุกต์ที่มีนวัตกรรมที่ดีที่สุด” โดยผสานรวมการวิเคราะห์พลังงานที่แม่นยำเข้ากับระบบนิเวศ AI ในแนวนอน เช่น Microsoft Copilot และ AWS เพื่อปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้าให้ทันสมัยด้วยความแม่นยำในระดับบ้านแต่ละหลัง www.bidgely.com | bidgely.com/insights

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260528875676/en

Contacts

Christine Bennett
Bidgely
press@bidgely.com

ที่มา: Bidgely

MidOcean Energy ในเครือ EIG ประกาศถึงการได้รับการลงทุน 120 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากกองทุนพลังงานอาหรับที่เป็นส่วนหนึ่งของการระดมทุน

Logo

วอชิงตัน–(BUSINESS WIRE)–20 พฤษภาคม 2026

MidOcean Energy (“MidOcean” หรือ “บริษัท”) ที่เป็นบริษัทผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ก่อตั้งและบริหารงานโดย EIG ได้ประกาศในวันนี้ว่าได้รับเงินลงทุน 120 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากกองทุนพลังงานอาหรับ (“TAEF”) ซึ่งเป็นสถาบันการเงินเพื่อสังคมชั้นนำระดับพหุภาคีที่เป็นส่วนหนึ่งของการระดมทุนในครั้งนี้

การลงทุนของ TAEF นี้จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งต่อฐานนักลงทุนคุณภาพสูงของ MidOcean และช่วยตอกย้ำให้เห็นถึงความสนใจอย่างต่อเนื่องในกลยุทธ์ของบริษัทในการสร้างธุรกิจ LNG ระดับโลกที่หลากหลาย ยืดหยุ่น และยั่งยืน

โดยในขณะนี้มีนักลงทุนรายใหม่จำนวนมากที่เข้ามาลงทุนและกำลังอยู่ในขั้นตอนการจัดทำเอกสาร และ MidOcean จะยังคงระดมทุนต่อไป โดยมีเป้าหมายในการระดมทุนรวมสูงสุดให้ได้ 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐจากนักลงทุนรายใหม่

R. Blair Thomas ประธานกรรมการของ MidOcean และซีอีโอของ EIG กล่าวว่า “เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับกองทุนพลังงานอาหรับในฐานะผู้ถือหุ้นของ MidOcean ซึ่งความเชี่ยวชาญอย่างยิ่งของพวกเขาในด้านการลงทุนด้านพลังงานถือเป็นการยืนยันอย่างหนักแน่นถึงกลยุทธ์ของ MidOcean ในการสร้างธุรกิจ LNG ชั้นนำระดับโลก ในขณะเดียวกัน EIG และ TAEF ต่างก็กำลังมองหาโอกาสในการร่วมมือกันในด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในตะวันออกกลาง โดยมีเป้าหมายเพื่อกระชับความสัมพันธ์ของเราให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น”

De la Rey Venter ซีอีโอของ MidOcean กล่าวว่า “การลงทุนในครั้งนี้จะช่วยสนับสนุนกลยุทธ์ของเราในการสร้างพอร์ตโฟลิโอ LNG ที่หลากหลาย และทำให้เราอยู่ในตำแหน่งที่ดีในการดำเนินการตามโอกาสการเติบโตที่เราได้ระบุไว้ เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งในการต้อนรับ TAEF ที่มีประสบการณ์มากกว่า 50 ปีในการลงทุนด้านพลังงาน และมุ่งเน้นด้านความมั่นคงและความยั่งยืนทางพลังงาน”

Khalid Al-Ruwaigh ซีอีโอของกองทุนพลังงานอาหรับ กล่าวว่า “การลงทุนของเราใน MidOcean Energy สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกองทุนในการสนับสนุนแพลตฟอร์มพลังงานเชิงกลยุทธ์ที่ส่งเสริมความมั่นคงด้านพลังงานระดับโลกและการผสมผสานพลังงานที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น โดย LNG ยังคงมีบทบาทสำคัญในฐานะแหล่งพลังงานที่เชื่อถือและมีความยืดหยุ่น รวมถึงแนวทางที่รอบคอบและฐานสินทรัพย์คุณภาพสูงของ MidOcean ที่สอดคล้องกับกลยุทธ์การลงทุนระยะยาวของเรา โดย EIG นั้นเป็นพันธมิตรที่ยอดเยี่ยม และเราหวังที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านความร่วมมือในด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานต่างๆ โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง”

ประกาศสำคัญ

ประกาศนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแจ้งให้ทราบเท่านั้น และไม่ถือเป็นการเสนอขายหรือการชักชวนให้สมัครรับหรือซื้อหลักทรัพย์ใดๆ การเสนอขายใดๆ จะดำเนินการเฉพาะตามเอกสารการเสนอขายที่เกี่ยวข้องและเป็นไปตามกฎหมายหลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้องเท่านั้น

เกี่ยวกับ EIG

EIG เป็นนักลงทุนสถาบันชั้นนำในภาคพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก โดยมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ 25.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ วันที่ 31 มีนาคม 2026 โดย EIG มีความเชี่ยวชาญด้านการลงทุนภาคเอกชนในภาคพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับพลังงานทั่วโลก โดยตลอดระยะเวลา 44 ปีที่ผ่านมานั้น ทาง EIG ได้ลงทุนในภาคพลังงานไปแล้วกว่า 53.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ผ่านโครงการหรือบริษัท 426 แห่งใน 44 ประเทศ ครอบคลุม 6 ทวีป โดยลูกค้าของ EIG ประกอบด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญ บริษัทประกันภัย กองทุนบริจาค มูลนิธิ และกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติชั้นนำมากมายในสหรัฐอเมริกา เอเชีย และยุโรป โดย EIG มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่วอชิงตัน ดี.ซี. และมีสำนักงานสาขาในฮิวสตัน ลอนดอน ซิดนีย์ ริโอเดจาเนโร ฮ่องกง และโซล สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดเยี่ยมชม www.eigpartners.com

เกี่ยวกับ MidOcean

MidOcean Energy เป็นบริษัท LNG ที่ก่อตั้งและบริหารงานโดย EIG มุ่งมั่นที่จะสร้างพอร์ตโฟลิโอ LNG ระดับโลกที่หลากหลาย ยืดหยุ่น และสามารถแข่งขันได้ทั้งในด้านต้นทุนและคาร์บอน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อของ EIG ที่ว่า LNG เป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบพลังงานโลกที่มีคาร์บอนต่ำ แข่งขันได้ และมีความมั่นคงมากขึ้น โดย MidOcean Energy มีผลประโยชน์ใน LNG ที่หลากหลาย รวมถึง LNG Canada, Gorgon LNG, Pluto LNG, QCLNG และ Peru LNG โดยบริษัทบริหารงานโดย De la Rey Venter ที่มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมนี้มากว่า 30 ปี และเคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงหลายตำแหน่ง รวมถึงตำแหน่งหัวหน้าฝ่าย LNG ระดับโลกของ Shell Plc สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดเยี่ยมชม www.midoceanenergy.com

เกี่ยวกับกองทุนพลังงานอาหรับ

กองทุนพลังงานอาหรับ (The Fund) เป็นสถาบันการเงินพหุภาคีที่มุ่งเน้นภาคพลังงานและสาธารณูปโภคในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ ก่อตั้งขึ้นในปี 1974 โดย 10 ประเทศอาหรับผู้ส่งออกน้ำมัน พันธกิจของกองทุนคือการสนับสนุนระบบนิเวศพลังงานด้วยโซลูชันด้านหนี้สินและทุน เพื่อสร้างความมั่นคงและความยั่งยืนด้านพลังงาน และพัฒนาห่วงโซ่คุณค่าและบริการในท้องถิ่นในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ โดยกองทุนพลังงานอาหรับได้สร้างผลกระทบโดยการสนับสนุนความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจและเสริมสร้างศักยภาพชุมชนท้องถิ่นผ่านการพัฒนาบุคลากรและการสร้างองค์ความรู้ กองทุนนำเสนอโซลูชันทางการเงินที่ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่คุณค่าพลังงานแก่พันธมิตรทางธุรกิจชั้นนำทั้งภาครัฐและเอกชนในกว่า 35 ตลาด กองทุนพลังงานอาหรับจะใช้หลักการ ESG ที่ดีที่สุดในการดำเนินงานทั้งหมด โดยโครงการที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมและสังคมคิดเป็นประมาณ 20% ของพอร์ตสินเชื่อ 5.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยกองทุนพลังงานอาหรับเป็นสถาบันการเงินที่มุ่งเน้นด้านพลังงานเพียงแห่งเดียวในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ ที่ได้รับการจัดอันดับ 'Aa2' โดย Moody's, 'AA+' โดย Fitch และ 'AA-' โดย S&P

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260520063539/en

Contacts

ข้อมูลการติดต่อ EIG/MidOcean
FGS Global
Kelly Kimberly / Brandon Messina
+1 212-687-8080
EIG@fgsglobal.com

ข้อมูลการติดต่อกองทุนพลังงานอาหรับ
ฝ่ายสื่อสาร
Yasa Ahmad
Yasa.Ahmad@edelmansmithfield.com

ที่มา: EIG

Gradiant ประกาศระดมทุนรอบ Series E ด้วยมูลค่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเร่งการขยายตัวในด้าน AI เซมิคอนดักเตอร์ และโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำสำหรับภาคอุตสาหกรรม

Logo

เงินลงทุนใหม่นี้จะสนับสนุนการควบรวมกิจการเชิงกลยุทธ์ การวิจัยและพัฒนาในรุ่นต่อไป รวมถึงความพร้อมในการเสนอขายหุ้น IPO เนื่องจาก Gradiant กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วเป็นประวัติการณ์ โดยได้รับแรงหนุนจากโครงสร้างพื้นฐาน AI และการผลิตขั้นสูง

บอสตัน–(BUSINESS WIRE)–18 พฤษภาคม 2026

Gradiant ประกาศปิดการระดมทุนรอบ Series E ในวันนี้ โดยมีมูลค่าบริษัทอยู่ที่ 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ การระดมทุนครั้งนี้นำโดย Safar Partners และ Hostplus Superannuation Fund โดยมี ClearVision Ventures และนักลงทุนระดับโลกรายอื่นๆ ร่วมลงทุนด้วย

การระดมทุนครั้งนี้จะสนับสนุนการขยายธุรกิจไปทั่วโลกอย่างต่อเนื่องของ Gradiant รวมถึงการเข้าซื้อกิจการเชิงกลยุทธ์ การเร่งการวิจัยและพัฒนา และการลงทุนในระดับการดำเนินงาน รวมถึงความพร้อมในการเสนอขายหุ้น IPO โดยการประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางแรงผลักดันทางการค้าที่ไม่เคยมีมาก่อนสำหรับ Gradiant ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการเติบโตอย่างรวดเร็วในโครงสร้างพื้นฐาน AI การผลิตเซมิคอนดักเตอร์ และอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อภารกิจอื่นๆ ที่ต้องใช้โซลูชันน้ำขั้นสูง

Gradiant กำลังประสบกับงานในมือที่ใหญ่ที่สุดและไปป์ไลน์ที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท ด้วยการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญทั่วทั้งศูนย์ข้อมูล โรงงานเซมิคอนดักเตอร์ และพลังงาน ในขณะที่ธุรกิจของบริษัทในด้านอาหารและเครื่องดื่ม ยา ปิโตรเคมี เหมืองแร่ และพลังงานยังคงแข็งแกร่ง เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐาน AI ขยายขนาดด้วยความเร็วเป็นประวัติการณ์ น้ำจึงกลายเป็นข้อจำกัดสำคัญประการหนึ่งต่อการเติบโต ความน่าเชื่อถือ และความยั่งยืน

เทคโนโลยีที่เป็นกรรมสิทธิ์ของ Gradiant ซึ่งขับเคลื่อนโดยแพลตฟอร์ม AI ดิจิทัล จะช่วยให้ลูกค้าในอุตสาหกรรมสำคัญของโลกสามารถจัดหาน้ำได้อย่างปลอดภัย เพิ่มการใช้น้ำซ้ำได้สูงสุด ลดการปล่อยน้ำเสีย และลดการใช้พลังงานในการดำเนินงานที่ใช้น้ำมากที่สุดในโลก โดยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา Gradiant ได้กลายเป็นหนึ่งในบริษัทที่เติบโตเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ของอุตสาหกรรมน้ำ โดยได้รับแรงหนุนจากกลุ่มเทคโนโลยีที่แตกต่าง รูปแบบการดำเนินการแบบบูรณาการในแนวดิ่ง และความเป็นผู้นำที่ไม่เหมือนใคร

“AI กำลังเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจโลก แต่เบื้องหลังชิปทุกตัวและศูนย์ข้อมูลทุกแห่งนั้น มีความต้องการน้ำมหาศาลและเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง” Anurag Bajpayee ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานกรรมการบริหารของ Gradiant กล่าว “Gradiant อยู่ใจกลางของการเปลี่ยนแปลงนี้ เราแก้ปัญหาความท้าทายด้านน้ำที่สำคัญที่สุดของโลก และช่วยให้อุตสาหกรรมที่จำเป็นเติบโตได้อย่างน่าเชื่อถือและยั่งยืน เงินทุนใหม่นี้ทำให้เรามีศักยภาพมากขึ้นในการขยายธุรกิจได้เร็วขึ้น เพิ่มการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา และสร้างบริษัทด้านน้ำชั้นนำแห่งยุค AI ต่อไป”

“การบรรจบกันของโครงสร้างพื้นฐาน AI, การเติบโตของการผลิตเซมิคอนดักเตอร์, ความยั่งยืนทางอุตสาหกรรม และการขาดแคลนน้ำ กำลังสร้างโอกาสครั้งสำคัญในรอบหลายสิบปี” David Elia ซีอีโอของ Hostplus Superannuation Fund กล่าว “เรารู้สึกตื่นเต้นที่จะสนับสนุน Gradiant ตลอดการเติบโตระยะต่อไป โดยต่อยอดจากความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีที่แข็งแกร่ง ความสามารถในการดำเนินงานที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว และโมเมนตัมของตลาดที่แข็งแกร่ง”

“Gradiant เป็นบริษัทด้านน้ำเพียงแห่งเดียวที่มีเทคโนโลยีที่แตกต่างอย่างแท้จริง ดำเนินงานอย่างมีผลกำไรและอยู่ในระดับสเกลที่ใหญ่ โดยให้บริการแก่บริษัทขนาดใหญ่และสำคัญที่สุดของโลกหลายแห่ง” Nader Motamedy กรรมการผู้จัดการของ Safar Partners กล่าว “เรารู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เป็นพันธมิตรกับ Gradiant ในขณะที่บริษัทกำลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในบริษัทเทคโนโลยีอุตสาหกรรมที่สำคัญที่สุดของโลก”

เกี่ยวกับ Gradiant

Gradiant คือบริษัทด้านน้ำที่แตกต่างออกไป ด้วยชุดโซลูชันด้านน้ำและน้ำเสียแบบครบวงจรที่แตกต่างและเป็นกรรมสิทธิ์เฉพาะ ซึ่งขับเคลื่อนโดยผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำชั้นนำ บริษัทให้บริการแก่ภาคอุตสาหกรรมที่สำคัญของโลก รวมถึงเซมิคอนดักเตอร์ ศูนย์ข้อมูล พลังงานหมุนเวียน อาหารและเครื่องดื่ม ปิโตรเคมีภัณฑ์ ยา เหมืองแร่ และแร่ธาตุสำคัญต่างๆ บริษัทก่อตั้งขึ้นที่ MIT และมีสำนักงานใหญ่ในบอสตัน โดย Gradiant ได้พัฒนาพอร์ตโฟลิโอเทคโนโลยีที่แตกต่างและครอบคลุมที่สุดแห่งหนึ่งในอุตสาหกรรม ที่สามารถช่วยลดการใช้น้ำและการปล่อยน้ำเสียได้ โดยนำทรัพยากรที่มีค่ากลับมาใช้ใหม่ และเปลี่ยนน้ำเสียให้เป็นน้ำจืด เรียนรู้เพิ่มเติมได้ที่www.gradiant.com

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260518135237/en

Contacts

ผู้ติดต่อสำหรับองค์กร
Felix Wang
หัวหน้าฝ่ายการตลาดระดับโลกของ Gradient
fwang@gradiant.com

ที่มา: Gradiant

Nikkiso ลงนามข้อตกลงกับ Maran Tankers Management เพื่อให้บริการสนับสนุนหลังการขาย

Logo

TEMECULA, Calif.–(BUSINESS WIRE)–12 พฤษภาคม 2026

วันนี้ Nikkiso Clean Energy & Industrial Gases Group (Nikkiso CE&IG) ประกาศว่าได้มีการลงนามข้อตกลงระยะยาวกับบริษัทเดินเรือบรรทุกน้ำมัน Maran Tankers Management Inc.

ภายใต้ข้อตกลงระยะเวลา 5 ปี โดย Nikkiso CE&IG จะให้บริการสนับสนุนหลังการขายที่ครอบคลุมทั่วโลกสำหรับปั๊มแรงดันสูงของ Maran Tankers รวมถึงการซ่อมบำรุงวาล์วฝั่งความเย็นที่มีการจัดเวลาตามช่วงระยะเวลาที่กำหนด และเพื่อรับประกันว่าระยะเวลาในการซ่อมบำรุงจะสั้นที่สุด Nikkiso CE&IG จะสำรองอะไหล่ที่จำเป็นไว้ที่ศูนย์บริการภาคพื้นทะเลทั่วโลก ซึ่งช่วยให้สามารถส่งมอบชุดอุปกรณ์ฝั่งความเย็นถึงเรือได้ภายในไม่กี่วัน แทนที่จะใช้ระยะเวลาหลายเดือนตามค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม นอกจากนี้ Nikkiso CE&IG จะให้คำแนะนำด้านเทคนิคแก่ Maran Tankers และดำเนินการยกเครื่องใหญ่ในช่วงระหว่างการนำเรือเข้าอู่แห้งตามกำหนดเวลา

Sean Fanniff ประธานหน่วยธุรกิจบริการระบบความเย็นจัดของ Nikkiso CE&IG กล่าวว่า “การที่เรามีศูนย์บริการภาคพื้นทะเลทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยุโรป ตะวันออกกลาง สหรัฐอเมริกา และจีนนั้น ช่วยให้เรามีแนวทางการดำเนินงานระดับโลกที่สอดประสานกัน พร้อมการให้บริการที่ราบรื่นจากท่าเรือต้นทางถึงท่าเรือปลายทางแก่ลูกค้าของเราได้

“Maran Tankers เป็นผู้ดำเนินงานชั้นนำในอุตสาหกรรมเรือบรรทุกน้ำมัน และข้อตกลงนี้เป็นอีกก้าวสำคัญสำหรับการเติบโตของเราในตลาดภาคพื้นทะเล เราตั้งตารอที่จะได้ร่วมงานกันต่อไปอีกหลายปีข้างหน้าเพื่อสนับสนุนกองเรือของ Maran Tankers”

ข้อตกลงดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากการลงนามในสัญญาพันธมิตรผู้ให้บริการเชิงกลยุทธ์ร่วมกับ Exion Asia Pte Ltd ในขณะที่ Nikkiso CE&IG ยังคงเดินหน้าเสริมสร้างความแข็งแกร่งในฐานะพันธมิตรที่ได้รับความไว้วางใจในตลาดภาคพื้นทะเลอย่างต่อเนื่อง

เกี่ยวกับ Nikkiso Clean Energy & Industrial Gases Group

Nikkiso Clean Energy & Industrial Gases Group เป็นผู้นำระดับโลกด้านการจัดหาอุปกรณ์ โซลูชัน และบริการสำหรับระบบความเย็นจัด ซึ่งพร้อมตอบสนองความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปสู่พลังงานคาร์บอนต่ำและก๊าซอุตสาหกรรม ด้วยผลิตภัณฑ์ที่เป็นนวัตกรรมใหม่และแนวทางการแก้ไขปัญหาร่วมกัน โดยเราเป็นผู้ขับเคลื่อนอนาคตของตลาดพลังงาน ตลาดการขนส่ง ตลาดภาคพื้นทะเล ตลาดการบินและอวกาศ รวมถึงตลาดก๊าซอุตสาหกรรม

กลุ่มบริษัทนี้อยู่ภายใต้การบริหารของ Cryogenic Industries, Inc. ซึ่งเป็นบริษัทในเครือที่ถือหุ้น 100% โดยNikkiso Co., Ltd. (TSE: 6376).

สามารถเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ Nikkiso CE&IG ได้ที่NikkisoCEIG.com

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Contacts

ช่องทางติดต่อสำหรับสื่อมวลชน
Ross Davidson
ผู้อำนวยการฝ่ายการสื่อสารภายนอก
+44 (0)7946 930741
Ross.davidson@nikkisoceig.com
pr@nikkisoceig.com

ที่มา: Nikkiso Clean Energy & Industrial Gases Group

กำไรของ Vedanta ในปีงบประมาณ 2026 พุ่งสูงขึ้น 22% สู่ระดับ 2.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และเข้าสู่ขั้นตอนการแยกบริษัท

Logo

มุมไบ อินเดีย–(BUSINESS WIRE)–11 พฤษภาคม 2026

Vedanta Limited (BSE: 500295 & NSE: VEDL) ที่ตั้งอยู่ในอินเดีย ซึ่งเป็นผู้นำระดับโลกในด้านโลหะ น้ำมันและก๊าซ แร่ธาตุสำคัญ พลังงาน และเทคโนโลยี ได้ประกาศผลประกอบการสำหรับไตรมาสที่สี่และปีงบประมาณสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2026 โดยบริษัททำผลงานทางการเงินได้ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา ซึ่งเป็นผลมาจากธุรกิจที่มีโครงสร้างแข็งแกร่งและการดำเนินงานอย่างมีวินัย

สำหรับทั้งปี Vedanta มีกำไรอยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 2.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้น 22% เมื่อเทียบกับปีก่อน และมีกำไร 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในไตรมาสที่ 4 ปีงบประมาณ 2026 เพิ่มขึ้นเกือบ 90% เมื่อเทียบกับปีก่อน

Vedanta รายงานรายได้ประจำปีสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ประมาณ 20 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยรายได้ในไตรมาสที่ 4 อยู่ที่ 5.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นเกือบ 30% เมื่อเทียบกับปีก่อนบริษัทยังรักษาความเป็นผู้นำด้านต้นทุนได้อย่างแข็งแกร่ง ส่งผลให้มี EBITDA สูงถึงที่ 6.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปีงบประมาณ 2026 เพิ่มขึ้นประมาณ 30% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมีอัตรากำไรขยายตัวอยู่ที่ประมาณ 40% EBITDA ในไตรมาสที่ 4 อยู่ที่ 2.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นเกือบ 60% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีอัตรากำไรประมาณ 44% งบดุลแข็งแกร่งขึ้น โดยมีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ดีขึ้นเป็น 0.95 เท่า ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากการสร้างกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง

เพื่อเป็นการตอกย้ำความแข็งแกร่งทางการเงินที่ดียิ่งขึ้น เรตติ้ง AA ของ Vedanta Limited จึงได้รับการยืนยันอีกครั้งโดย CRISIL และ ICRA ในขณะที่ Vedanta Resources ได้ปรับขึ้นเป็น BB- โดย Fitch Ratings ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มที่ดีขึ้นจากหน่วยงานระดับโลก

Vedanta ได้บรรลุเป้าหมายสำคัญด้วยการแยกบริษัท ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2026 ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการปลดล็อกมูลค่าผ่านการสร้างบริษัทระดับโลกที่มีศักยภาพในการแข่งขันและขยายตัวได้อย่างอิสระจำนวน 5 บริษัท โดยยึดมาตรฐานระดับโลกสูงสุด:

  1.  Vedanta Aluminium กำลังเสริมสร้างตำแหน่งของตนในฐานะผู้นำระดับโลกด้านต้นทุนต่ำ ด้วยการบูรณาการย้อนกลับอย่างลึกซึ้งและข้อได้เปรียบด้านต้นทุนเชิงโครงสร้าง
  2.  Vedanta Oil & Gas สนับสนุนความต้องการด้านพลังงานที่เพิ่มขึ้นของอินเดียในฐานะผู้เล่นภาคเอกชนชั้นนำในธุรกิจต้นน้ำ
  3.  Vedanta Power กำลังสร้างธุรกิจพลังงานแบบบูรณาการที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีวิสัยทัศน์ที่จะขยายไปสู่พลังงานน้ำและพลังงานนิวเคลียร์ในอนาคต
  4.  Vedanta Iron & Steel กำลังพัฒนาไปสู่การเป็นผู้นำด้านธุรกิจเหล็กกล้าเฉพาะทางแบบครบวงจรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีรากฐานที่มั่นคงในด้านวัตถุดิบ และมีศักยภาพในการขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง
  5.  Vedanta Ltd ซึ่งเป็นบริษัทเรือธง นำโดย Hindustan Zinc และ Vedanta Zinc International (VZI) ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับสังกะสี เงิน และแร่ธาตุสำคัญอื่นๆ รวมถึงทองแดงและนิกเกิล (ผู้ผลิตรายเดียวในอินเดีย)

Vedanta ทำผลตอบแทนรวมของผู้ถือหุ้น (TSR) ได้เกือบ 50% ในปีงบประมาณ 2026 ซึ่งสูงกว่าดัชนี Nifty Metal Index ถึง 2.1 เท่า

อัตราแลกเปลี่ยน USD-INR อยู่ที่ 1$ = 88.3576 INR สำหรับปีงบประมาณ 2026 และ 1$ = 91.4973 INR สำหรับไตรมาสที่ 4 ปีงบประมาณ 2026

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Contacts

สำหรับคำถามจากสื่อ โปรดติดต่อ:
Sonal.Choithani@vedanta.co.in

ที่มา: Vedanta Limited

Esentia ประกาศความสำเร็จในการกำหนดราคาหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิที่มีอัตราดอกเบี้ย 6.125% ที่มีวาระครบกำหนดไถ่ถอนปี 2033 และหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิที่มีอัตราดอกเบี้ย 6.500% ที่มีวาระครบกำหนดไถ่ถอนปี 2038

Logo

เม็กซิโกซิตี้–(BUSINESS WIRE)–08 พฤษภาคม 2026

Esentia Energy Development, S.A.B. de C.V. (“ESENTIA” หรือ “บริษัท”) ประกาศในวันนี้เกี่ยวกับการกำหนดราคาของหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิมูลค่ารวม 1,000,000,000.00 ดอลลาร์สหรัฐฯ ที่อัตราดอกเบี้ย 6.125% ครบกำหนดไถ่ถอนปี 2033 (“หุ้นกู้ปี 2033”) และหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิมูลค่ารวม 1,000,000,000.00 ดอลลาร์สหรัฐฯ ที่อัตราดอกเบี้ย 6.500% ครบกำหนดไถ่ถอนปี 2038 (“หุ้นกู้ปี 2038” และรวมกับหุ้นกู้ปี 2033 เรียกว่า “หุ้นกู้”) ซึ่งบริษัทจะออกจำหน่ายแบบส่วนตัวให้กับผู้ซื้อสถาบันที่มีคุณสมบัติตามกฎ Rule 144A ภายใต้พระราชบัญญัติหลักทรัพย์ปี 1933 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (“พระราชบัญญัติหลักทรัพย์”) และจำหน่ายนอกสหรัฐอเมริกาให้กับบุคคลที่ไม่ใช่พลเมืองสหรัฐฯ ตาม Regulation S ภายใต้พระราชบัญญัติหลักทรัพย์ โดยหุ้นกู้ปี 2033 จะออกจำหน่ายในราคา 99.517% และหุ้นกู้ปี 2038 จะออกจำหน่ายในราคา 98.444% โดยหุ้นกู้ปี 2033 จะครบกำหนดไถ่ถอนในวันที่ 30 กรกฎาคม 2033 และหุ้นกู้ปี 2038 จะครบกำหนดไถ่ถอนในวันที่ 30 กรกฎาคม 2038 โดยหุ้นกู้เหล่านี้จะได้รับการค้ำประกันอย่างเต็มที่และไม่มีเงื่อนไขจากบริษัทย่อยบางแห่งของบริษัท ซึ่งคาดว่าจะมีการชำระหนี้หุ้นกู้ในวันที่ 14 พฤษภาคม 2026 โดยขึ้นอยู่กับเงื่อนไขการปิดธุรกรรมตามปกติ

บริษัทจะนำเงินที่ได้จากการเสนอขายหุ้นกู้ไปใช้เพื่อ (i) จัดหาเงินทุนสำหรับการเสนอซื้อหุ้นกู้โดย Esentia Gas Enterprises, S. de R.L. de C.V. ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท เพื่อซื้อหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิมีประกันที่มีอัตราดอกเบี้ย 6.375% ที่ครบกำหนดไถ่ถอนในปี 2038 ทั้งหมดด้วยเงินสด (ii) ชำระคืนหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิมีประกันที่มีอัตราดอกเบี้ย 5.465% ที่ครบกำหนดไถ่ถอนในปี 2041 ทั้งหมดที่ออกโดย Esentia Pipeline El Encino, S. de R.L. de C.V. ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท (iii) ชำระหนี้สินคงค้างอื่นๆ ทั้งหมดที่กู้ยืมมาจากบุคคลภายนอก และ (iv) ส่วนที่เหลือ (ถ้ามี) สำหรับวัตถุประสงค์ทั่วไปของบริษัท

ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ไม่ได้เป็นการเสนอขายหรือชักชวนให้ซื้อหลักทรัพย์เหล่านี้ และจะไม่มีการขายหลักทรัพย์เหล่านี้ในรัฐหรือเขตอำนาจศาลใดๆ ที่การเสนอขาย การชักชวน หรือการขายดังกล่าวจะเป็นการผิดกฎหมายก่อนที่จะมีการจดทะเบียนหรือการรับรองคุณสมบัติภายใต้กฎหมายหลักทรัพย์ของรัฐหรือเขตอำนาจศาลใดๆ พันธบัตรและหลักประกันที่เกี่ยวข้องยังไม่ได้จดทะเบียนภายใต้พระราชบัญญัติหลักทรัพย์ หรือกฎหมายหลักทรัพย์ของรัฐใดๆ ที่เกี่ยวข้อง และเสนอขายเฉพาะแก่ผู้ซื้อสถาบันที่มีคุณสมบัติตามกฎข้อ 144A ที่ประกาศใช้ภายใต้พระราชบัญญัติหลักทรัพย์ และนอกสหรัฐอเมริกาแก่บุคคลที่ไม่ใช่ชาวสหรัฐอเมริกาตามระเบียบข้อบังคับ S ภายใต้พระราชบัญญัติหลักทรัพย์ เว้นแต่จะได้รับการจดทะเบียน โดยพันธบัตรและหลักประกันที่เกี่ยวข้องอาจไม่สามารถเสนอขายหรือขายในสหรัฐอเมริกาได้ เว้นแต่จะได้รับการยกเว้นจากข้อกำหนดการจดทะเบียนของพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และกฎหมายหลักทรัพย์ของรัฐใดๆ ที่เกี่ยวข้อง

คำเตือนเกี่ยวกับข้อความคาดการณ์ในอนาคต

ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้มีข้อความคาดการณ์ในอนาคตตามความหมายของพระราชบัญญัติปฏิรูปการดำเนินคดีหลักทรัพย์เอกชนปี 1995 โดยข้อความคาดการณ์ในอนาคตมักนำหน้าด้วยคำต่างๆ เช่น “เชื่อว่า” “คาดว่า” “อาจ” “คาดการณ์” “วางแผน” “ตั้งใจ” “สมมติ” “จะ” หรือสำนวนที่คล้ายคลึงกัน ข้อความคาดการณ์ในอนาคตที่ปรากฏในที่นี้รวมถึงข้อความเกี่ยวกับการเสนอขายหุ้นกู้ของบริษัทและการใช้เงินที่ได้จากการเสนอขายดังกล่าว ความคาดหวังเหล่านี้อาจเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นก็ได้ ความคาดหวังบางส่วนอาจขึ้นอยู่กับสมมติฐานหรือการตัดสินใจที่พิสูจน์แล้วว่าไม่ถูกต้อง นอกจากนี้ ธุรกิจและการดำเนินงานของ โดย ESENTIA ยังมีความเสี่ยงและความไม่แน่นอนมากมาย ซึ่งหลายอย่างอยู่นอกเหนือการควบคุมของ ESENTIA ซึ่งอาจส่งผลให้ความคาดหวังของ ESENTIA ไม่เกิดขึ้นจริงหรือส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อฐานะทางการเงิน ผลการดำเนินงาน และกระแสเงินสดของ ESENTIA

ข้อความคาดการณ์ในอนาคตเหล่านี้จัดทำขึ้น ณ วันที่ระบุไว้ในเอกสารนี้เท่านั้น และ ESENTIA ไม่มีภาระผูกพันใดๆ (และขอปฏิเสธอย่างชัดเจนถึงภาระผูกพันใดๆ) ในการอัปเดตข้อความคาดการณ์ในอนาคตใดๆ เพื่อสะท้อนเหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากวันที่จัดทำข้อความดังกล่าว หรือเพื่อสะท้อนการเกิดขึ้นของเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด เนื่องจากความเสี่ยงและความไม่แน่นอนที่กล่าวมาข้างต้น และศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ที่แท้จริงจากสมมติฐานที่ใช้เป็นพื้นฐานของข้อความคาดการณ์ในอนาคตบางประการ นักลงทุนควรตระหนักว่าผลลัพธ์ เหตุการณ์ หรือการพัฒนาที่เปิดเผยในข้อความคาดการณ์ในอนาคตใดๆ ในเอกสารนี้อาจไม่เกิดขึ้น และผลลัพธ์ที่แท้จริงอาจแตกต่างกันอย่างมากจากที่อธิบายไว้ในที่นี้ รวมถึงผลลัพธ์ที่คาดการณ์ คาดหวัง ตั้งเป้าหมาย คาดการณ์ หรืออื่นๆ

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Contacts

ผู้ติดต่อฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์
ri@esentia-energy.com

ที่มา: Esentia Energy Development, S.A.B. de C.V.

MidOcean Energy ของ EIG ประกาศระดมทุนรอบแรก 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับเป้าหมาย 1.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

Logo

วอชิงตัน–(BUSINESS WIRE)–17 มีนาคม 2026

MidOcean Energy (“MidOcean” หรือ “บริษัท”) บริษัทก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ก่อตั้งและบริหารงานโดย EIG ประกาศในวันนี้ว่าได้ระดมทุนจากผู้ถือหุ้นมากกว่า 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

การระดมทุนครั้งนี้ประกอบด้วย:

  • บริษัท Idemitsu Kosan ซึ่งเป็นบริษัทพลังงานระดับโลกที่ได้รับการยอมรับอย่างสูงและมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่คุณค่าของพลังงานมายาวนาน ได้ให้คำมั่นว่าจะลงทุน 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • และได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติมอีก 790 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากนักลงทุนทั้งรายใหม่และรายเดิม

นี่ถือเป็นก้าวสำคัญในโครงการระดมทุนของ MidOcean และสะท้อนให้เห็นถึงความสนใจอย่างต่อเนื่องจากทั้งนักลงทุนรายใหม่และรายเดิมที่มีต่อกลยุทธ์ของบริษัทในการสร้างแพลตฟอร์ม LNG ระดับโลกที่มีความหลากหลาย ยืดหยุ่น และมีอายุการใช้งานยาวนาน

ขณะนี้มีนักลงทุนรายใหม่จำนวนมากกำลังอยู่ในขั้นตอนการจัดทำเอกสาร และ MidOcean จะยังคงระดมทุนต่อไป โดยมีเป้าหมายรวมสูงสุดถึง 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐจากนักลงทุนรายใหม่ บริษัทได้รับความสนใจอย่างมากจากนักลงทุนที่ต้องการลงทุนระยะยาวในภาคส่วน LNG ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากปัจจัยพื้นฐานด้านอุปสงค์ที่แข็งแกร่ง การเติบโตของอุปทานที่จำกัด และบทบาทของ LNG ในการสนับสนุนความมั่นคงด้านพลังงานและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เหตุการณ์ล่าสุดยิ่งตอกย้ำความแข็งแกร่งของแนวคิดการลงทุนใน MidOcean

De la Rey Venter ซีอีโอของ MidOcean กล่าวว่า “เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับ Idemitsu Kosan ในฐานะนักลงทุนเชิงกลยุทธ์ของ MidOcean ความสำเร็จของการระดมทุนครั้งนี้เป็นการยืนยันอย่างแข็งแกร่งถึงกลยุทธ์ ฐานสินทรัพย์ และแผนงานธุรกรรมของ MidOcean ระดับการมีส่วนร่วมจากทั้งนักลงทุนรายใหม่และผู้ถือหุ้นเดิมของเราแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในกลยุทธ์และบริษัทของเรา เราหวังว่าจะได้ต้อนรับนักลงทุนเพิ่มเติมเข้าสู่บริษัทในขณะที่เราดำเนินการไปสู่การปิดการระดมทุนขั้นสุดท้าย”

ประกาศสำคัญ

ประกาศนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแจ้งให้ทราบเท่านั้น และไม่ถือเป็นการเสนอขายหรือการชักชวนให้สมัครรับหรือซื้อหลักทรัพย์ใดๆ การเสนอขายใดๆ จะดำเนินการเฉพาะตามเอกสารการเสนอขายที่เกี่ยวข้องและเป็นไปตามกฎหมายหลักทรัพย์ที่บังคับใช้เท่านั้น

เกี่ยวกับ EIG

EIG เป็นนักลงทุนสถาบันชั้นนำในภาคพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก โดยมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ 25.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2025 โดย EIG มีความเชี่ยวชาญด้านการลงทุนภาคเอกชนในภาคพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับพลังงานทั่วโลก ตลอดระยะเวลา 43 ปีที่ผ่านมา ทาง EIG ได้ลงทุนในภาคพลังงานไปแล้วกว่า 53.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ผ่านโครงการหรือบริษัทต่างๆ 425 แห่งใน 44 ประเทศ ครอบคลุม 6 ทวีป ลูกค้าของ โดย EIG ประกอบด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญ บริษัทประกันภัย กองทุนบริจาค มูลนิธิ และกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติชั้นนำมากมายในสหรัฐอเมริกา เอเชีย และยุโรป ซึ่ง EIG นั้นมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่วอชิงตัน ดี.ซี. และมีสำนักงานสาขาในฮิวสตัน ลอนดอน ซิดนีย์ ริโอเดอ จาเนโร ฮ่องกง และโซล

เกี่ยวกับ MidOcean Energy

MidOcean Energy บริษัท LNG ที่ก่อตั้งและบริหารงานโดย EIG มุ่งมั่นที่จะสร้างพอร์ตโฟลิโอ LNG ระดับโลกที่มีความหลากหลาย ยืดหยุ่น ต้นทุนต่ำ และลดการปล่อยคาร์บอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อของ EIG ที่ว่า LNG เป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบพลังงานโลกที่มีคาร์บอนต่ำ แข่งขันได้ และมีความมั่นคงมากขึ้น MidOcean Energy มีผลประโยชน์ใน LNG ที่หลากหลาย รวมถึง LNG Canada, Gorgon LNG, Pluto LNG, QCLNG และ Peru LNG บริษัทนี้บริหารงานโดย De la Rey Venter ผู้มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมมา 27 ปี และเคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงหลายตำแหน่ง รวมถึงตำแหน่งหัวหน้าฝ่าย LNG ระดับโลกของ Shell Plc

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดไปที่เว็บไซต์ของ MidOcean Energy ที่ www.midoceanenergy.com หรือเว็บไซต์ของ EIG ที่ www.eigpartners.com.

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Contacts

ข้อมูลการติดต่อ EIG/MidOcean
FGS Global
Kelly Kimberly / Brandon Messina
+1 212-687-8080
EIG@fgsglobal.com

ที่มา: EIG

MidOcean Energy ของ EIG เตรียมเข้าซื้อหุ้นเพิ่มเติมในโครงการ Gorgon LNG จาก JERA ที่ทั้งสองฝ่ายกำลังสำรวจความเป็นไปได้ในการสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์

Logo

  • ธุรกรรมดังกล่าวจะเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นของ MidOcean ในโครงการ LNG ชั้นนำของออสเตรเลีย
  • เพิ่มปริมาณ LNG ที่ไม่ได้ทำสัญญาเพิ่มเติม ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการพอร์ตโฟลิโอและความยืดหยุ่นทางการตลาด
  • วางแผนความร่วมมือในอนาคต สำรวจธุรกรรมและโอกาสเพิ่มเติมกับ JERA ในสินทรัพย์อื่นๆ ทั่วโลก โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ในอนาคต

วอชิงตัน–(BUSINESS WIRE)–12 มีนาคม 2026

MidOcean Energy (“MidOcean”) เป็นบริษัทก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ก่อตั้งและบริหารงานโดย EIG ได้ประกาศในวันนี้ว่าได้บรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายกับ JERA Co., Inc. (“JERA”) เพื่อเข้าซื้อ JERA Gorgon Pty Ltd ซึ่งถือหุ้น 0.417% ในโครงการ Gorgon โดย LNG MidOcean นั้นเป็นผู้เข้าร่วมโครงการ Gorgon LNG อยู่แล้ว และธุรกรรมนี้จะเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นของ MidOcean ใน Gorgon เป็น 1.417% ขอบเขตของธุรกรรมยังรวมถึงหุ้น 0.735% ของ JERA ในโครงการ Ichthys LNG ด้วย ภายใต้เงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง โดยหุ้นใน Gorgon และ Ichthys จะถูกขายให้กับ MidOcean จากนั้นหุ้นใน Ichthys จะถูกโอนไปยังผู้เข้าร่วมโครงการร่วมทุนเดิมในโครงการ Ichthys LNG โดยขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตามเงื่อนไขเพิ่มเติม

การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้จะเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นของ MidOcean ในโครงการ LNG แบบบูรณาการในสเกลใหญ่และมีอายุที่นานขึ้นที่ดำเนินการโดย Chevron และเป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตโฟลิโอของสินทรัพย์การผลิตคุณภาพสูงของบริษัทอีกด้วย

ในขณะเดียวกัน MidOcean และ JERA ได้วางแผนความร่วมมือในอนาคต โดยสำรวจธุรกรรมและโอกาสต่างๆ ในอนาคตเกี่ยวกับ LNG และธุรกรรมด้านพลังงานที่เกี่ยวข้องทั่วโลก โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงเป้าหมายร่วมกันในการเติบโตอย่างมีระเบียบวินัยและปลดล็อกแหล่งที่มีมูลค่าเพิ่มเติมตลอดห่วงโซ่คุณค่าของ LNG

โครงการ Gorgon LNG ได้รับก๊าซจากแหล่งก๊าซ Gorgon และ Jansz-Io ในแอ่ง Carnarvon นอกชายฝั่งรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย และประกอบด้วยหน่วยผลิต LNG สามหน่วย โดยมีกำลังการผลิตรวมประมาณ 15.6 ล้านตันต่อปี โดยโครงการนี้ยังรวมถึงการจัดหาก๊าซภายในประเทศและการผลิตคอนเดนเซต โดยได้รับการสนับสนุนจากโครงสร้างพื้นฐานนอกชายฝั่งและบนบกที่ครอบคลุมบนเกาะ Barrow

R. Blair Thomas ประธานกรรมการของ MidOcean และซีอีโอของ EIG กล่าวว่า:

“ธุรกรรมนี้จะช่วยผลักดันกลยุทธ์ของ MidOcean ในการสร้างบริษัท LNG ขนาดใหญ่ที่มีความหลากหลายในระดับโลก โดยมีสินทรัพย์และคู่ค้าคุณภาพสูงเป็นรากฐาน การเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นใน Gorgon นี้จะช่วยเพิ่มคุณภาพและความมั่นคงของพอร์ตโฟลิโอของเรา ขณะเดียวกันก็ช่วยขยายการลงทุนในโครงการ LNG ที่เป็นมาตรฐานของอุตสาหกรรมอีกแห่งหนึ่ง ในอนาคต ความร่วมมือของเรากับ JERA รวมถึงการสำรวจความเป็นไปได้ในการจัดตั้งพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ จะทำให้เราสามารถแสวงหาโอกาสที่มีคุณภาพสูงเพิ่มเติมได้อย่างเป็นระบบและสม่ำเสมอ”

De la Rey Venter ซีอีโอของ MidOcean กล่าวว่า:

“การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้จะช่วยเพิ่มปริมาณส่วนของผู้ถือหุ้นที่ยังไม่ได้ทำสัญญา ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพของเราในการเพิ่มประสิทธิภาพในพอร์ตโฟลิโอและสร้างมูลค่าผ่านวัฏจักรของสินค้าโภคภัณฑ์ โดย Gorgon นั้นเป็นสินทรัพย์คุณภาพสูงที่สร้างกระแสเงินสดได้ดี มีอายุการใช้งานสำรองที่ยาวนาน และมีผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง การกระชับความสัมพันธ์กับ JERA ยังจะช่วยเสริมศักยภาพของเราในการริเริ่มและดำเนินการธุรกรรมในอนาคตในตลาด LNG ระดับโลกอีกด้วย”

นาย Ryosuke Tsugaru กรรมการผู้จัดการอาวุโสและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำของ JERA กล่าวว่า:

“ออสเตรเลียยังคงมีความสำคัญเชิงกลยุทธ์ต่อ JERA ในฐานะผู้จัดหา LNG ที่น่าเชื่อถือ และเราให้ความสำคัญกับความร่วมมืออันยาวนานที่เราได้สร้างไว้ที่นั่น ด้วยการปรับปรุงพอร์ตโฟลิโออย่างต่อเนื่อง เรากำลังเสริมสร้างศักยภาพของเราในการสนับสนุนความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาวสำหรับออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และภูมิภาคโดยรวม โดย JERA หวังเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ร่วมมือกับ MidOcean Energy ตลอดห่วงโซ่คุณค่าของ LNG”

คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตั้งเป้าที่จะปิดธุรกรรมให้เสร็จสิ้นภายในครึ่งแรกของปี 2026 โดยขึ้นอยู่กับเงื่อนไขการปิดธุรกรรมตามปกติ รวมถึงการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล

UBS จะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางการเงินให้กับ MidOcean และ White & Case จะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางกฎหมาย

เกี่ยวกับ EIG

EIG เป็นนักลงทุนสถาบันชั้นนำในภาคพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก โดยมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ 25.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2025 โดย EIG มีความเชี่ยวชาญด้านการลงทุนภาคเอกชนในภาคพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับพลังงานทั่วโลก ตลอดระยะเวลา 43 ปีที่ผ่านมา ทาง EIG ได้ลงทุนในภาคพลังงานไปแล้วกว่า 53.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ผ่านโครงการหรือบริษัทต่างๆ 425 แห่งใน 44 ประเทศ ครอบคลุม 6 ทวีป ลูกค้าของ โดย EIG ประกอบด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญ บริษัทประกันภัย กองทุนบริจาค มูลนิธิ และกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติชั้นนำมากมายในสหรัฐอเมริกา เอเชีย และยุโรป ซึ่ง EIG นั้นมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่วอชิงตัน ดี.ซี. และมีสำนักงานสาขาในฮิวสตัน ลอนดอน ซิดนีย์ ริโอเดอ จาเนโร ฮ่องกง และโซล

เกี่ยวกับ MidOcean Energy

MidOcean Energy เป็นบริษัท LNG ที่ก่อตั้งและบริหารโดย EIG มุ่งมั่นที่จะสร้างพอร์ตโฟลิโอ LNG ระดับโลกที่หลากหลาย ยืดหยุ่น และสามารถแข่งขันด้านต้นทุนและคาร์บอนได้ สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของ EIG ที่มีต่อ LNG ในฐานะองค์ประกอบสำคัญของระบบพลังงานโลกที่มีคาร์บอนต่ำ มีความสามารถในการแข่งขัน และมีความมั่นคงมากขึ้น MidOcean Energy มีผลประโยชน์ด้าน LNG ที่หลากหลาย รวมถึง Gorgon LNG, Pluto LNG, QCLNG และ Peru LNG โดยบริษัทนั้นบริหารโดย De la Rey Venter ผู้คร่ำหวอดในอุตสาหกรรมนี้มากว่า 27 ปี และเคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงหลายตำแหน่ง รวมถึงหัวหน้าฝ่าย LNG ระดับโลกของ Shell Plc. ด้วย

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดไปที่เว็บไซต์ของ MidOcean Energy ที่ www.midoceanenergy.com หรือเว็บไซต์ของ EIG ที่ www.eigpartners.com.

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Contacts

ข้อมูลการติดต่อ EIG/MidOcean
FGS Global
Kelly Kimberly / Brandon Messina
+1 212-687-8080
EIG@fgsglobal.com

ที่มา: EIG

Hydrostor และ Baker Hughes กระชับความร่วมมือเชิงกลยุทธ์เพื่อพัฒนาระบบพลังงานที่เชื่อถือได้ ยืดหยุ่น และยั่งยืน

Logo

ความร่วมมือนี้รวมถึงการลงทุนในหุ้นและการสั่งซื้อเทคโนโลยีการผลิตและการบีบอัดพลังงานสูงถึง 1.4 กิกะวัตต์สำหรับโครงการหลักของ Hydrostor

เดนเวอร์และฟลอเรนซ์ อิตาลี–(BUSINESS WIRE)–28 มกราคม 2026

Hydrostor ผู้นำระดับโลกด้านการพัฒนาและดำเนินงานระบบกักเก็บพลังงานระยะยาว (LDES) และ Baker Hughes บริษัทเทคโนโลยีด้านพลังงาน ประกาศเมื่อวันพุธที่ผ่านมาถึงข้อตกลงเชิงกลยุทธ์ด้านโซลูชันเทคโนโลยีและการถือหุ้น โดย Baker Hughes จะกระชับความสัมพันธ์กับ Hydrostor โดยบูรณาการความสามารถด้านเทคโนโลยีของ Baker Hughes เข้าเป็นส่วนหนึ่งของข้อเสนอการออกแบบหลักของ Hydrostor สำหรับโซลูชันการกักเก็บพลังงานด้วยอากาศอัดขั้นสูง (A-CAES) ซึ่งรวมถึงการสั่งซื้ออุปกรณ์จาก Baker Hughes สูงถึง 1.4 GW สำหรับโครงการหลักของ Hydrostor ซึ่งการประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นในการประชุมประจำปี 2026 ของ Baker Hughes ที่เมืองฟลอเรนซ์

“แรงกดดันที่เพิ่มขึ้นต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้าทำให้การจัดเก็บพลังงานระยะยาวกลายเป็นเรื่องเร่งด่วน นวัตกรรมของ Hydrostor ได้นำเสนอโซลูชันคาร์บอนต่ำเพื่อให้มั่นใจถึงความน่าเชื่อถือของพลังงานจากแหล่งผลิตพลังงานที่หลากหลาย” กล่าวโดย Lorenzo Simonelli ประธานและซีอีโอของ Baker Hughes “เรารู้สึกภาคภูมิใจที่ได้สนับสนุน Hydrostor ด้วยเทคโนโลยีที่สำคัญเพื่อเร่งโครงการเหล่านี้ สนับสนุนความยืดหยุ่นของโครงข่ายไฟฟ้าทั่วโลก และช่วยให้ระบบพลังงานที่ยั่งยืนสามารถเกิดขึ้นได้ในระดับใหญ่”

“ข้อตกลงที่ Hydrostor ได้ลงนามกับ Baker Hughes ตอกย้ำถึงความก้าวหน้าของแพลตฟอร์มเทคโนโลยี A-CAES ของเรา ซึ่งสามารถมอบความน่าเชื่อถือและความยืดหยุ่นให้กับโครงข่ายไฟฟ้าทั่วโลกได้อย่างคุ้มค่า” กล่าวโดย Curtis VanWalleghem ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอ “เรารู้สึกตื่นเต้นที่จะสานต่อความสัมพันธ์กับ Baker Hughes ในขณะที่เรากำลังเตรียมการก่อสร้างโครงการหลักของเรา และทำงานเพื่อขยายกลุ่มโครงการของเรา เนื่องจากปริมาณการใช้งานเพิ่มขึ้น และโครงสร้างพื้นฐานศูนย์ข้อมูล AI กำลังถูกสร้างขึ้นทั่วโลก”

Baker Hughes เป็นผู้ลงทุนใน Hydrostor มาตั้งแต่ปี 2019 ข้อตกลงเชิงกลยุทธ์ล่าสุดนี้ถือเป็นการขยายความสัมพันธ์ ในขณะที่ Hydrostor กำลังเตรียมการก่อสร้างโครงการหลักในสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลีย ในระยะแรกของการขยายตัว Hydrostor จะติดตั้งโซลูชันเทคโนโลยีการผลิตและการบีบอัดพลังงานสูงสุดถึง 1.4 กิกะวัตต์ จากกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายของ Baker Hughes ซึ่งรวมถึงเทคโนโลยีการบีบอัด เครื่องขยายกำลัง มอเตอร์ และเครื่องกำเนิดไฟฟ้า

เกี่ยวกับ Baker Hughes

Baker Hughes (NASDAQ: BKR) เป็นบริษัทเทคโนโลยีด้านพลังงานที่ให้บริการโซลูชันแก่ลูกค้าในภาคพลังงานและอุตสาหกรรมทั่วโลก ด้วยประสบการณ์กว่าศตวรรษและการดำเนินธุรกิจในกว่า 120 ประเทศ เทคโนโลยีและบริการที่เป็นนวัตกรรมของเรากำลังขับเคลื่อนพลังงานไปข้างหน้า ทำให้ปลอดภัย สะอาด และมีประสิทธิภาพมากขึ้นสำหรับผู้คนและโลก เยี่ยมชมเราได้ที่ bakerhughes.com

เกี่ยวกับ Hydrostor Inc.

Hydrostor เป็นผู้นำด้านการพัฒนาและดำเนินงานระบบกักเก็บพลังงานระยะยาว โดยใช้เทคโนโลยีที่ได้รับการพิสูจน์แล้วและจดสิทธิบัตรแล้ว เพื่อส่งมอบพลังงานสำรองระยะยาวให้กับโครงข่ายไฟฟ้าทั่วโลก โดยใช้ลมและน้ำอัดในการกักเก็บพลังงาน

Hydrostor ก่อตั้งขึ้นในปี 2010 มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองโทรอนโต ประเทศแคนาดา และมีสำนักงานสาขาในเมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย และเมืองเดนเวอร์ ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยได้รับการสนับสนุนจาก Goldman Sachs Alternatives, CPP Investments, Canada Growth Fund และนักลงทุนสถาบันที่มีวิสัยทัศน์ก้าวหน้าอื่นๆ ซึ่งให้ความมั่นคงทางการเงินในการลงทุนในโครงการพลังงานชั้นนำ Hydrostor มีโครงการ A-CAES จำนวนมากในอเมริกาเหนือ ออสเตรเลีย และยุโรป พร้อมที่จะตอบสนองความต้องการด้านโครงข่ายไฟฟ้าและความน่าเชื่อถือที่เปลี่ยนแปลงไป

ติดตามเราได้ที่ LinkedIn

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.hydrostor.ca/

ที่ปรึกษา

Goldman Sachs & Co. LLC, National Bank Capital Markets และ Rothschild & Co. ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางการเงินให้กับ Hydrostor

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260128652898/en

Contacts

Emily Smith ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการภายนอก Hydrostor emily.smith@hydrostor.ca

ที่มา: Hydrostor and Baker Hughes

แถลงการณ์ร่วมจากหลายภาคอุตสาหกรรม: ควรนำกระบวนการ Co-Processing ในอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์มาใช้ให้แพร่หลายมากขึ้นเพื่อการจัดการของเสียอย่างยั่งยืนในระดับโลก

Logo

ลอนดอน–(BUSINESS WIRE)–14 มกราคม 2026

องค์กรชั้นนำในอุตสาหกรรมได้ออกแถลงการณ์ร่วมกันในวันนี้ โดยเน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญและบทบาทเชิงบวกที่อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์สามารถมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาความท้าทายระดับโลกที่เร่งด่วนเกี่ยวกับของเสียที่ไม่สามารถรีไซเคิลและนำกลับมาใช้ใหม่ได้ โดยสมาคมปูนซีเมนต์และคอนกรีตโลก (GCCA), สมาคมอุตสาหกรรมวัสดุผสมแห่งยุโรป (EuCIA), สมาคมขยะมูลฝอยระหว่างประเทศ – แอฟริกา, โครงการ Mission Possible Partnership และสภาวิจัยและเทคโนโลยีด้านการเปลี่ยนของเสียเป็นพลังงานระดับโลก – WtERT® ต่างเรียกร้องให้มีการสนับสนุนด้านนโยบายที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น เพื่อปลดล็อกศักยภาพอย่างเต็มที่ของกระบวนการ Co-Processing ในอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ในฐานะที่เป็นแนวทางการจัดการของเสียระดับโลกที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และยั่งยืน

Co-processing จะช่วยให้สามารถนำพลังงานกลับมาใช้ใหม่และรีไซเคิลวัสดุได้ โดยใช้ของเสียมาทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิลในการให้ความร้อนแก่เตาเผาปูนซีเมนต์ ขณะที่เถ้าที่เหลือจะถูกนำไปรีไซเคิลเป็นส่วนประกอบของวัสดุก่อสร้าง ทำให้เป็นโซลูชันที่ไม่ก่อให้เกิดของเสีย กระบวนการแบบบูรณาการนี้จะช่วยเพิ่มคุณค่าทางสิ่งแวดล้อมของการบำบัดของเสียและลดความต้องการโครงสร้างพื้นฐานในการกำจัดใหม่ โดยกระบวนการ Co-Processing จะมุ่งเน้นไปที่กระแสของเสียที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้หรือมีการปนเปื้อน และเป็นส่วนเสริมของการรีไซเคิล ซึ่งกระบวนการ Co-Processing นี้จะช่วยสร้างสะพานเชื่อมระหว่างการฝังกลบและการรีไซเคิลได้

กระบวนการ Co-Processing ต่างได้รับการยอมรับทั่วโลก ตั้งแต่ยุโรปและอินเดีย ไปจนถึงลาตินอเมริกาและอเมริกาเหนือว่าเป็นแนวทางการจัดการของเสียที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยดำเนินการภายใต้กรอบกฎระเบียบและแนวทางทางเทคนิคที่เข้มงวด เพื่อให้มั่นใจได้ถึงมาตรฐานความปลอดภัย การควบคุมการปล่อยมลพิษ และความโปร่งใสในระดับสูง

Thomas Guillot ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ GCCA กล่าวว่า กระบวนการ Co-Processing ในอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์เป็นโซลูชันการจัดการของเสียแบบหมุนเวียนที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และเป็นประโยชน์ต่อทั้งสิ่งแวดล้อมและชุมชนท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม แม้จะมีประโยชน์ที่พิสูจน์แล้ว การนำกระบวนการ Co-Processing ไปใช้ในวงกว้างจะขึ้นอยู่กับกรอบการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพและนโยบายสาธารณะที่สนับสนุน

เตาเผาปูนซีเมนต์บางแห่งได้นำของเสียมาใช้ทดแทนเชื้อเพลิงมากกว่า 90% ผ่านกระบวนการ Co-Processing แล้ว ในขณะที่หลายส่วนของโลกยังไม่มีแนวปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมเลย นั่นคือเหตุผลที่เรากำลังพยายามอย่างต่อเนื่องร่วมกับองค์กรอื่นๆ และเรียกร้องให้มีการยอมรับและสนับสนุนบทบาทเชิงบวกและศักยภาพของอุตสาหกรรมของเรา

 แถลงการณ์ร่วมเรียกร้องสถาบันระหว่างประเทศและรัฐบาลระดับชาติ ระดับภูมิภาค และระดับเทศบาล ดังนี้

  • ยอมรับกระบวนการ Co-Processing ในกรอบนโยบายด้านของเสียว่าเป็นแนวทางการจัดการของเสียที่ยั่งยืน ซึ่งให้ทั้งการกู้คืนพลังงานและรีไซเคิลวัสดุ
  • ส่งเสริมการเก็บรวบรวม การคัดแยก และการบำบัดของเสียเบื้องต้นในระดับเทศบาล เพื่อให้มั่นใจได้ว่ากระแสของเสียมีคุณภาพสูงและสม่ำเสมอ ส่งเสริมการรีไซเคิลวัสดุที่รีไซเคิลได้และการแปรรูปร่วมของวัสดุที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้
  • ส่งเสริมการขออนุญาตด้านสิ่งแวดล้อมที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้โรงงานผลิตปูนซีเมนต์สามารถเข้าถึงของเสียที่เหมาะสมได้
  • นับปริมาณวัสดุ (เถ้า) ที่นำกลับมารีไซเคิลอย่างมีประสิทธิภาพผ่านกระบวนการ Co-Processing เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการรีไซเคิลระดับชาติ
  • จัดให้มีมาตรการจูงใจทางการเงินที่ยอมรับถึงประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมของกระบวนการ Co-Processing สำหรับของเสียในเตาเผาปูนซีเมนต์ เพื่อสร้างความเท่าเทียมกันกับทางเลือกการจัดการขยะและพลังงานอื่นๆ
  • ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อแบ่งปันความเสี่ยงและสนับสนุนความยั่งยืนของโครงการในระยะยาว
  • ส่งเสริมการถ่ายทอดความรู้และการประสานนโยบายระหว่างภูมิภาค

ความท้าทายระดับโลกที่กำลังเติบโต

ของเสียที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์และอุตสาหกรรมคาดว่าจะมีปริมาณ 11.2 พันล้านตันต่อปี โดยการย่อยสลายของของเสียอินทรีย์ที่เป็นของแข็งมีส่วนทำให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกประมาณ 5% โดยพลาสติกจะก่อให้เกิดมลพิษจากไมโครพลาสติกและการชะล้างสารอันตราย จากข้อมูลของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ ขยะมูลฝอยในเขตเทศบาลที่ไม่ได้รับการควบคุมอาจเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าเป็น 1.6 พันล้านตันภายในปี 2050 หากยังคงใช้แนวทางปฏิบัติในปัจจุบัน แนวโน้มนี้จะยิ่งทำให้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มลพิษจากพลาสติกในทะเล และผลกระทบต่อสุขภาพทั่วโลกทวีความรุนแรงขึ้น

Thomas Guillot กล่าวเสริมว่า การสร้างและการจัดการของเสียที่ไม่เหมาะสมกำลังสร้างแรงกดดันเพิ่มขึ้นต่อชุมชน ระบบนิเวศ และสภาพภูมิอากาศโลก เมื่อของเสียถูกทิ้งลงบนถนน เผาในที่โล่ง หรือรั่วไหลลงสู่แม่น้ำและมหาสมุทร จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรงและเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างร้ายแรง แม้ในภูมิภาคที่มีระบบจัดการของเสีย ของเสียที่มีปริมาณมากก็ยังคงถูกนำไปทิ้งในหลุมฝังกลบ ซึ่งการย่อยสลายทางชีวภาพและเคมีจะทำให้ดินปนเปื้อนและปล่อยก๊าซมีเทน ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่มีฤทธิ์รุนแรงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์มาก

เปลี่ยนของเสียให้เกิดประโยชน์

ผู้ลงนามในแถลงการณ์ร่วมเชื่อว่า กระบวนการ Co-Processing เป็นแนวทางที่ปฏิบัติได้จริง ขยายผลได้ และมีความยั่งยืนในการรับมือกับความท้าทายด้านของเสียระดับโลก ด้วยการสนับสนุนเชิงนโยบายที่เหมาะสม จะช่วยลดปริมาณของเสียที่ถูกทิ้งอย่างไม่รับผิดชอบ ช่วยลดการฝังกลบในหลุมฝังกลบ ลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ และเปลี่ยนของเสียให้เป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าสำหรับสังคมได้

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260114232332/en

Contacts

Paul Adeleke
paul.adeleke@gccassociation.org

ที่มา: GCCA

The Bangkok Reporter