Kioxia ผลิตโซลิดสเตตไดรฟ์ PCIe® 4.0 รายแรก

Logo

ลูกค้ากำลังทดสอบ SSD รุ่น PCIe®/NVMe™ ล่าสุดที่ขับเคลื่อนประสิทธิภาพเหนือชั้นสำหรับองค์กรศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่

โตเกียว–(บิสิเนสไวร์)–21 ก.พ. 2563

PCI Express® 4.0 ถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของลูกค้าเซิร์ฟเวอร์ และระบบจัดเก็บข้อมูลเป็นสองเท่าด้วยความเร็วที่สูงถึง 16.0GT/s (ความเร็ว throughout กิกะทรานส์เฟอร์ต่อวินาทีต่อเลน) โดยเพิ่มระดับประสิทธิภาพใหม่ให้กับแอปพลิเคชันคลาวด์และองค์กร  วันนี้ Kioxia Corporation ผู้นำระดับโลกในด้านโซลูชั่นหน่วยความจำได้ประกาศว่าโซลิดสเตตไดรฟ์ (SSD) PCIe® 4.0 NVMe™ สำหรับองค์กรและศูนย์ข้อมูลนั้นพร้อมจัดส่งให้กับลูกค้าแล้ว[1]

ข่าวประชาสัมพันธ์นี้มีมัลติมีเดีย อ่านฉบับเต็มได้ที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20200220005997/en/

Kioxia Corporation: PCIe(R) 4.0 NVMe(TM) Enterprise and Data Center SSDs (Photo: Business Wire)

Kioxia Corporation: SSD รุ่น PCIe(R) 4.0 NVMe(TM) สำหรับองค์กรและศูนย์ข้อมูล (ภาพ: บิสิเนสไวร์)

โดยเป็นผู้นำยาวนานในการพัฒนา SSD รุ่น PCIe®4.0 NVMe™, Kioxia ได้ผลักดันขีดจำกัดของประสิทธิภาพการจัดเก็บข้อมูลแบบแฟลช  Kioxia เป็นบริษัทแรกที่ได้นำเสนอ SSD รุ่น PCIe® 4.0 ต่อสาธารณะ[2] และตอนนี้เป็นบริษัทแรกที่เริ่มจัดจำหน่ายไดรฟ์รุ่นใหม่นี้

SSD รุ่น NVMe ซีรี่ส์ CM6 สำหรับองค์กร

SSD รุ่น PCIe® 4.0, Gen4 4lane (หรือพอร์ตคู่ 2lane) และ NVMe™ 1.4 ซีรี่ส์ CM6 สำหรับองค์กรของ Kioxia นั้นมีพอร์ตคู่สำหรับความพร้อมระดับสูงและมอบประสิทธิภาพ read/write แบบ sequential และ random  ที่ดีที่สุดในหมู่รุ่นเดียวกันที่มีความเร็วถึง 6.9 GB/s และ 1.4M IOPS นับเป็นการเพิ่มความเร็วจาก PCIe® 3.0 รุ่นก่อนถึงสองเท่าและเร็วกว่าไดรฟ์ SATA ทั่วไปถึง 12 เท่า[4]  

CM6 นั้น ถูกออกแบบมาสำหรับการใช้งานในองค์กรและกรณีการใช้งานที่รวมถึงการประมวลผลประสิทธิภาพสูง ปัญญาประดิษฐ์ เลเยอร์แคช การเทรดและการวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงิน โดยมีความจุได้ถึง 30.72TB[5]

SSD รุ่น NVMe ซีรี่ส์ CD6 สำหรับศูนย์ข้อมูล

SSD รุ่น PCIe® 4.0, Gen4 4lane และ NVMe™ 1.4 ซีรี่ส์ CD6 สำหรับศูนย์ข้อมูลนั้นมีพอร์ตเดี่ยวสำหรับเซิร์ฟเวอร์และออกแบบมาสำหรับศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่และการใช้งานทั่วไปเช่นฐานข้อมูล สภาพแวดล้อมคลาวด์/คอนเทนเนอร์ เว็บเซิร์ฟเวอร์ และการสตรีมสื่อ  ซีรีย์ CD6 นั้นมีความจุสูงถึง 15.36TB พร้อมความเร็ว through สูงสุด 6.2GB/s และประสิทธิภาพ random access 1.0 M IOPS

ทั้งซีรีส์ CM6 และ CD6 มี 1 DWPD (Drive Write per Day) และ 3 DWPD[6] และมีตัวเลือกความปลอดภัยและการเข้ารหัสมากมาย[7]  นอกจากนี้ SSD ใหม่ยังผ่านการปฏิบัติตาม PCI-SIG Workshop ได้สำเร็จและอยู่ในรายชื่ออุปกรณ์ NVMe™ 1.4 ที่สนับสนุนของ UNH-IOL Integrator

หมายเหตุ

[1] ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ 30.72TB มีกำหนดให้วางจำหน่ายหลังจากเดือนมิถุนายน
[2] จัดแสดงในงาน Flash Memory Summit ในเดือนสิงหาคม 2562
[3] ข้อมูล ณ วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2020 ในหมวดหมู่ของ SSD ระดับองค์กร  จากการสำรวจของ Kioxia Corporation
[4] เทียบกับผลิตภัณฑ์ Kioxia อินเตอร์เฟส SATA ที่มีอยู่  จากการสำรวจของ Kioxia Corporation การประเมินประสิทธิภาพเป็นข้อมูลเบื้องต้นและอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
[5] คำจำกัดความของความจุ: Kioxia Corporation กำหนดเมกะไบต์ (MB) เป็น 1,000,000 ไบต์ กิกะไบต์ (GB) เป็น 1,000,000,000 ไบต์ และเทราไบต์ (TB) เป็น 1,000,000,000,000 ไบต์  อย่างไรก็ตามระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์รายงานความจุหน่วยเก็บข้อมูลโดยใช้กำลัง 2 สำหรับคำจำกัดความ 1GB = 2 ^ 30 ไบต์ = 1,073,741,824 ไบต์, 1TB = 2 ^ 40 ไบต์ = 1,099,511,627,776 ไบต์ ดังนั้นจึงมีความจุหน่วยเก็บข้อมูลน้อยลง  พื้นที่เก็บข้อมูลที่มีอยู่ (รวมถึงตัวอย่างของไฟล์สื่อต่างๆ) จะแตกต่างกันไปตามขนาดไฟล์ การจัดรูปแบบ การตั้งค่าซอฟต์แวร์ และระบบปฏิบัติการเช่นระบบปฏิบัติการ Microsoft® และ/หรือแอปพลิเคชันซอฟต์แวร์ที่ติดตั้งล่วงหน้าหรือเนื้อหาสื่อ  ความจุที่ฟอร์แมตจริงอาจแตกต่างกันไป
[6] รุ่น 1DWPD จะมีขนาดความจุ 960GB ถึง 30.72TB ในขณะที่รุ่น 3DWPD จะมีขนาดความจุ 800GB ถึง 12.8TB
[7] ความพร้อมใช้งานของตัวเลือกความปลอดภัย/การเข้ารหัสอาจแตกต่างกันไปตามภูมิภาค

* PCI Express และ PCIe เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ PCI-SIG
* NVMe เป็นเครื่องหมายการค้าของ NVM Express, Inc.
* Microsoft เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนหรือเครื่องหมายการค้าของ Microsoft Corporation ในสหรัฐอเมริกาและ/หรือประเทศอื่น ๆ
* ชื่อบริษัท ชื่อผลิตภัณฑ์ และชื่อบริการที่กล่าวถึงในที่นี้อาจเป็นเครื่องหมายการค้าของบริษัทนั้น ๆ

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง:

* CM6 Series ใหม่และ SSD สำหรับองค์กรของ Kioxia https://business.kioxia.com/en-jp/ssd/enterprise-ssd.html
* CD6 Series ใหม่และ SSD สำหรับศูนย์ข้อมูลของ Kioxia
https://business.kioxia.com/en-jp/ssd/data-center-ssd.html

สอบถามข้อมูลสำหรับลูกค้า:
Kioxia Corporation
Sales Promotion Division (ฝ่ายสนับสนุนการขาย)
โทร: +81-3-6478-2427
https://business.kioxia.com/en-jp/buy/global-sales.html

*ข้อมูลในเอกสารนี้ รวมถึงราคาและข้อมูลจำเพาะของผลิตภัณฑ์ เนื้อหาของบริการ และข้อมูลการติดต่อถูกต้องในวันที่ประกาศ แต่อาจมีการเปลี่ยนแปลงโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า .

ดูต้นฉบับบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20200220005997/en/

สอบถามสำหรับสื่อ:
Kioxia Corporation
Sales Strategic Planning Division (ฝ่ายวางแผนกลยุทธ์การขาย)
Koji Takahata
โทร: +81-3-6478-2404

การศึกษาของ HKBU เผยอีโมติคอนส่งผลต่อการรับรู้เกี่ยวกับการบริการลูกค้า

Logo

ฮ่องกง–(BUSINESS WIRE)–20 กุมภาพันธ์ 2563

ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจุบันสัญลักษณ์รูปแสดงอารมณ์หรืออีโมติคอนได้รับความนิยมพุ่งสูงขึ้นและขยายเข้าไปอยู่ในวงการการค้าเป็นที่เรียบร้อย แต่อีโมติคอนในความสัมพันธ์เชิงพาณิชย์นี้ได้รับการต้อนรับจากลูกค้าหรือไม่ ในงานวิจัยชิ้นใหม่ Dr. Shirley Xueni Li และ Prof. Kimmy Wa Chan แห่งสถาบัน Hong Kong Baptist University School of Business พบว่าอีโมติคอนที่ใช้ในบทสนทนาของการบริการเชิงพาณิชย์มีส่วนกำหนดการรับรู้ของลูกค้าต่อธุรกิจนั้น

ผู้ให้บริการที่ใช้อีโมติคอนถูกมองว่ามีความเป็นมิตรมากกว่าแต่มีความสามารถน้อยกว่า

การศึกษาดังกล่าวพบว่าการใช้อีโมติคอนของพนักงานบริการลูกค้าให้ผลที่มีความขัดแย้งกัน จากโพลสำรวจผู้เข้าร่วม พบว่าพนักงานบริการลูกค้าที่ใช้อีโมติคอนมีความเป็นมิตรมากกว่าแต่ก็มีความสามารถน้อยกว่าพนักงานที่หลีกเลี่ยงการใช้อีโมติคอน ผลสรุปนี้เป็นจริงไม่ว่าพนักงานบริการลูกค้าจะใช้อีโมติคอนแบบภาพหรือแบบข้อความ (เช่น 🙂 ) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพลังของอีโมติคอนนั้นไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยกราฟิกและสีสันที่สะดุดตาเพียงอย่างเดียว

ความชอบส่วนตัวของผู้รับสารส่งผลอย่างมากต่อการรับรู้ผ่านอีโมติคอน

ความชอบและความคาดหวังส่วนบุคคลของลูกค้าต่อรูปแบบที่ควรจะเป็นของความสัมพันธ์ในการให้บริการมีบทบาทอย่างมากต่อการที่ผู้ส่งอีโมติคอนจะถูกมองในท้ายที่สุด ลูกค้าที่มีแนวโน้มชอบสังคม (เช่น ลูกค้าที่ชอบความสัมพันธ์ที่เป็นมิตรมากกว่าจากแบรนด์) มักมองผู้ให้บริการที่ใช้อีโมติคอนว่ามีความเป็นมิตรมากกว่า ซึ่งทำให้พวกเขารู้สึกพึงพอใจกับบริการมากขึ้น ตรงกันข้าม ลูกค้าที่มีแนวโน้มแลกเปลี่ยนซื้อขายอย่างเดียว (เช่น ลูกค้าที่มีความสัมพันธ์กับแบรนด์เพื่อการซื้อขายเพียงอย่างเดียว) มักมองพนักงานบริการลูกค้าที่ใช้อีโมติคอนว่ามีความสามารถน้อยกว่าทำให้พวกเขามีแนวโน้มที่จะรู้สึกพึงพอใจน้อยกว่า ผลกระทบเหล่านี้พบกับการใช้อีโมติคอนทุกแบบ ไม่ว่าจะเป็นอีโมติคอนเชิงบวกหรือเชิงลบ

ในสถานการณ์ที่เกิดความไม่พึงพอใจในบริการ การใช้อีโมติคอนยิ่งจะทำให้เกิดผลในทางลบมากขึ้น

เมื่อบริการมีแนวโน้มสร้างความไม่พึงพอใจและมีความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหา การศึกษานี้อธิบายว่าลูกค้าทุกราย ไม่ว่าจะเป็นลูกค้ากลุ่มที่ต้องการมีปฏิสัมพันธ์หรือลูกค้าที่ต้องการแลกเปลี่ยนบริการเท่านั้น จะยิ่งให้ความสำคัญกับเรื่องความสามารถมากกว่าเรื่องความเป็นมิตร ในสถานการณ์เหล่านี้ การใช้อีโมติคอนโดยตัวแทนบริการลูกค้ามักทำให้สถานการณ์แย่ลงกว่าเดิม

เมื่อมีการส่งมอบบริการที่เป็นเลิศ การใช้อีโมติคอนช่วยกระตุ้นพฤติกรรมในการซื้อสินค้าของลูกค้า

เมื่อพนักงานบริการลูกค้าสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้แบบเกินคาด (เช่น แสดงออกถึงการให้ดูแลเป็นพิเศษอย่างกระตือรือร้น หรือด้วยความรู้อย่างมืออาชีพ) พร้อมข้อความที่มีอีโมติคอนอยู่ด้วย การศึกษาพบว่าลูกค้ามีแนวโน้มที่จะซื้อสินค้า ด้วยตระหนักเช่นนี้ บริษัทต่าง ๆ จะได้รับประโยชน์จากการสนับสนุนการใช้อีโมติคอนในกลุ่มตัวแทนบริการลูกค้าของบริษัทอย่างแน่นอน หากบริษัทมั่นใจว่าพวกเขาสามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ด้วยบริการอันเป็นเลิศ

การวิจัยยังชี้ให้เห็นว่าธุรกิจควรตระหนักถึงการนำอีโมติคอนมาใช้ในการสร้างปฏิสัมพันธ์ด้านการบริการ เมื่อการบริการถูกส่งมอบอย่างเต็มความสามารถและในเวลาที่เหมาะสม ผู้รับบริการจะมองทั้งพนักงานและแบรนด์โดยรวมว่ามีความเป็นมิตร ช่วยเหลือได้ และเข้าถึงได้ง่ายมากขึ้น แต่หากนำไปใช้อย่างผิด ๆ อีโมติคอนสามารถทำให้สถานการณ์แย่ลงได้ และส่งผลให้ความสามารถของพนักงานและบริษัทถูกมองว่าลดลง

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://bus.hkbu.edu.hk.

ดูเนื้อหาต้นฉบับที่ businesswire.comhttps://www.businesswire.com/news/home/20200220005312/en/

สื่อ:
HKBU School of Business
Eva Sham
อีเมล: Evasham@hkbu.edu.hk

จากรายงานของ OAG การพัฒนาอย่างยั่งยืนไม่สามารถเทียบกับการเติบโตของการเดินทางทางอากาศที่พุ่งสูงขึ้นได้

Logo

การเพิ่มขึ้นของที่นั่งเครื่องบิน และต้นทุนต่อหนึ่งเก้าอี้ที่มีต่อหนึ่งกิโลเมตร หรือ ASKs อยู่ในระดับที่สูงกว่าการชดเชยคาร์บอน การลงทุนเชื้อเพลิงชีวภาพ และการลดการปล่อยก๊าซ

ลอนดอน–(BUSINESS WIRE)– 20 กุมภาพันธ์ 2563

OAG,ซึ่งเป็นผู้ให้บริการชั้นนำของโลกในด้านข้อมูลการเดินทางและข้อมูลเชิงลึกได้ออกรายงานใหม่ในวันนี้ในหัวข้อ – How Green is Your Airline? หรือ สายการบินของคุณเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไร โดยเป็นการสำรวจว่าอุตสาหกรรมการบินตอบสนองต่อแรงผลักดันที่เพิ่มขึ้นสำหรับการเดินทางทางอากาศ อย่างยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างไรบ้าง

“แม้ความสนใจของนักเดินทางจะเพิ่มขึ้นในเรื่องความยั่งยืน แต่โดยธรรมชาติของตลาดทำให้การสร้างผลกระทบมีความซับซ้อนและเกิดขึ้นได้ยากจริง ๆ ” John Grant นักวิเคราะห์อาวุโสของ OAG กล่าว “ตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา จำนวนที่นั่งเครื่องบินเพิ่มขึ้นในอัตราเฉลี่ยร้อยละ 3.6 ต่อปีในขณะที่ต้นทุนต่อหนึ่งเก้าอี้ที่มีต่อหนึ่งกิโลเมตร หรือ available seat kilometers นั้นเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.6 น่าเสียดายที่การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกที่สายการบินและหน่วยงานกำกับดูแลได้สร้างขึ้นสู้การเติบโตของผู้โดยสารไม่ได้”

รายงานของ OAG ให้ข้อมูลเชิงลึกว่าด้วยเรื่อง:

  • สิ่งที่มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน เช่น การชดเชยคาร์บอน ยังทำไม่สำเร็จ
  • ความซับซ้อนของการลดผลกระทบคาร์บอนในการเดินทาง
  • ความต้องการของตลาดเพื่อความยั่งยืนและความโปร่งใสของข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม
  • สายการบิน การเรียกร้องความเป็นกลางทางภูมิอากาศ และการฟอกเขียว (greenwashing)

OAG พบว่าเป้าหมายของอุตสาหกรรม ตัวอย่างเช่น ที่มีการเผยแพร่โดย IATA ในปี 2552 ไม่ได้ก่อให้เกิดการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของการเดินทางทางอากาศที่ทำให้การปล่อยมลพิษจริงล้มเหลวเมื่อเทียบกับเป้าหมายสภาพภูมิอากาศ ในขณะที่สายการบินต่าง ๆ กำลังผลักดันเป้าหมายความเป็นกลางของสภาพภูมิอากาศอย่างแข็งขัน แต่กลยุทธ์หลายอย่างที่พวกเขานำไปใช้ เช่นการ ให้โอกาสแก่นักท่องเที่ยวที่จะจ่ายเงินเพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซคาร์บอนไม่ได้ส่งผลกระทบใด ๆ

“การเดินทางทางอากาศอย่างยั่งยืนเป็นปัญหาที่ซับซ้อนมากและไม่มีทางออกง่าย ๆ ถึงแม้จะสนใจในเรื่องความยั่งยืน แต่ผู้บริโภคจะไม่หยุดบิน” Grant กล่าว “เครื่องมือปัจจุบัน เช่น เครื่องคิดเลขคาร์บอนไม่ได้ให้ข้อมูลที่เพียงพอสำหรับนักเดินทางเพื่อการตัดสินใจที่มีเหตุผลเพียงพอสนับสนุนและจำเป็นต้องมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เพิ่มมากขึ้นเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรมที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าสายการบินและเที่ยวบินใดเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่าของสายการบินอื่นทำให้ผู้บริโภคสามารถวิจัย ประเมิน และเลือกทางเลือกที่ยั่งยืนที่สุด”

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมดาวน์โหลดรายงานได้ที่ How Green is Your Airline?

เกี่ยวกับ OAG

OAG เป็นผู้ให้บริการข้อมูลการเดินทางชั้นนำระดับโลกที่เสริมสร้างการเติบโตและนวัตกรรมของระบบนิเวศการเดินทางทางอากาศตั้งแต่ ปี 2472

OAG มีสำนักงานใหญ่ในสหราชอาณาจักรมีการดำเนินงานทั่วโลกทั้งในสหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ ญี่ปุ่น ลิทัวเนีย และจีน

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดไปที่: www.oag.com และติดตามเราบน Twitter @OAG Aviation.

ดูเวอร์ชันต้นฉบับบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20200219005905/en/

ติดต่อ:

Katy Ludwell

ผู้จัดการฝ่ายการตลาด

pressoffice@oag.com

ทีมวิจัย NTHU พัฒนาอุปกรณ์แสดงผลใหม่

Logo

ซินจู๋, ไต้หวัน–(BUSINESS WIRE)–19 กุมภาพันธ์ 2563

ทีมวิจัยที่นำโดยศาสตราจารย์ Hsueh-Shih (Sean) Chen แห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติชิงหวา (NTHU) ได้ประกาศไปเมื่อไม่นานมานี้ว่าพวกเขาได้พัฒนาวัสดุควอนตัมด็อท (quantum dot) ขึ่นใหม่ ซึ่งมีความเสถียรและให้สีสันที่เหมือนจริงมากขึ้น ข้อจำกัดหลักของวัสดุจอแสดงผลควอนตัมด็อทในปัจจุบันคือความไม่เสถียรและเสียหายได้ง่าย และทีมได้ทำการแก้ไขด้วยการสร้าง “โล่” ขนาดประมาณ 1 นาโนเมตรขึ้นมาติดไว้แต่ละด้านของคริสตัลของควอนตัมด็อทแต่ละชิ้น วัสดุใหม่นี้สามารถนำไปใช้ได้หลากหลาย รวมถึงจอสำหรับโทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือและกล้อง

เอกสารประชาสัมพันธ์นี้มีลักษณะเป็นมัลติมีเดีย ดูอย่างเต็มรูปแบบได้ที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20200219005017/en/

A research team led by Professor Hsueh-Shih Chen of NTHU has recently announced that they have developed a new quantum dot material which is more stable and provides more realistic color. (Photo: National Tsing Hua University)

ทีมวิจัยที่นำโดยศาสตราจารย์ Hsueh-Shih (Sean) Chen แห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติชิงหวา ได้ประกาศไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่าพวกเขาได้พัฒนาวัสดุควอนตัมด็อท ขึ่นใหม่ ซึ่งมีความเสถียรและให้สีสันที่เหมือนจริงมากขึ้น (รูปภาพ: มหาวิทยาลัยแห่งชาติชิงหวา)

ด้วยการสนับสนุนจาก NTHU ทีมได้ยื่นจดสิทธิบัตรวัสดุใหม่นี้แล้ว และได้ก่อตั้งบริษัท HsinLight Inc. ขึ้นเพื่อผลิตวัสดุชนิดนี้เพื่อการพาณิชย์ คาดว่าการผลิตจอควอนตัมด็อทครั้งแรกจะเริ่มต้นในปี 2563 นี้

จอส่วนใหญ่ที่จำหน่ายอยู่ในตลาดปัจจุบันนี้เป็นจอภาพผลึกเหลว (LCD) ซึ่งมีการไล่ระดับและการอิ่มตัวของสี และสามารถแสดงสีได้เพียงหนึ่งในสามของสีที่ดวงตามนุษย์สามารถมองเห็นได้เท่านั้น แม้แต่จอ OLED ที่เรียกว่า “retinal grade” ซึ่งใช้ในอุปกรณ์อย่าง iPhone 11 ก็สามารถแสดงสีที่ดวงตามนุษย์สามารถมองเห็นได้เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น ขณะนี้จอที่ใช้วัสดุ QD ใหม่ (QLED TV) จะแสดงสีเกือบ 90% ของสีที่ดวงตามนุษย์สามารถมองเห็นได้

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังพบว่ามีความท้าทายที่ต้องจัดการก่อนที่วัสดุควอนตัมด็อทจะถูกนำมาใช้ในวงกว้าง Chen ได้อธิบายว่าควอนตัมด็อทมีลักษณะเป็นคริสตัลทรงกลมขนาดประมาณสามนาโนเมตร และถูกทำให้เสียหายได้ง่ายด้วยน้ำหรือโมเลกุลออกซิเจน ซึ่งจะส่งผลให้ความสว่างลดลง ขณะนี้ ผู้ผลิตรายใหญ่ ๆ เช่น ซัมซุง ควบคุมปัญหานี้ด้วยการนำควอนตัมด็อทมาประกบกันและเก็บไว้ในชั้นฟิล์มสำหรับป้องกัน แต่วิธีนี้เป็นวิธีที่ไม่คุ้มทุนและฟิล์มจะไม่สามารถป้องกันควอนตัมด็อทได้เลยหากเกิดรูแม้เล็กเท่ารูเข็ม

ด้วยแรงบันดาลใจจากโล่ที่ใช้โดยซูเปอร์ฮีโร่ในหนังสือการ์ตูนกัปตันอเมริกาจากซีรีส์อเวนเจอร์ Chen ค้นพบแนวคิดการสร้างโล่ขนาดหนึ่งนาโนเมตรให้กับแต่ละควอนตัมด็อท ซึ่งช่วยป้องกันน้ำและการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังช่วยเพิ่มความเสถียรของวัสดุและอายุการใช้งานของจอ

ในช่วงสองปีที่ผ่านมา บริษัทหลายแห่งได้เริ่มขายโทรทัศน์ที่ใช้เทคโนโลยีควอนตัมด็อทแล้ว แต่เนื่องจากวัสดุควอนตัมมีความเปราะบางจึงเป็นเรื่องยากที่จะผลิตในจำนวนมากและมีราคาค่อนข้างสูง อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีโล่ป้องกันควอนตัมด็อทของ Chen จะช่วยลดต้นทุนในการผลิตได้อย่างมาก

จอควอนตัมด็อทขนาด 55 นิ้วโดยทั่วไปประกอบด้วยคริสตัลควอนตัมมากกว่า 100 ล้านล้านล้าน (10 ยกกำลัง 20) และทีมวิจัยของ Chen ได้พัฒนาเทคนิคสำหรับการควบคุมขนาดของควอนตัมด็อทแต่ละชิ้นอย่างแม่นยำ เพื่อให้แต่ละคริสตัลควอนตัมมีขนาดต่างกันไม่เกิน 0.5 นาโนเมตร การควบคุมขนาดควอนตัมด็อทและโล่ได้อย่างแม่นยำจะช่วยให้จอปล่อยสีน้ำเงิน เขียว เหลือง ส้ม แดง อินฟราเรดและสีอื่น ๆ ได้ถูกต้อง

ดูเนื้อหาต้นฉบับที่ businesswire.comhttps://www.businesswire.com/news/home/20200219005017/en/

สื่อ:
Holly Hsueh
มหาวิทยาลัยแห่งชาติชิงหวา
โทร: (886)3-5162006
อีเมล: hoyu@mx.nthu.edu.tw

กสิกรไทยเปิดตัวเงินฝากทวีทรัพย์ KBank x BLACKPINK ดอกเบี้ยสูงสุด 2% ต่อปี ไม่เสียภาษี ออมง่ายเริ่มต้นเพียง 500 บาทต่อเดือน

Logo

กรุงเทพฯ–(THAI BUSINESS NEWS)–18 กุมภาพันธ์ 2563

img

ธนาคารกสิกรไทย เปิดตัว “เงินฝากทวีทรัพย์ KBank x BLACKPINK” สร้างสีสันและดึงดูดใจให้คนรุ่นใหม่สนใจออมเงินอย่างสม่ำเสมอ รับดอกเบี้ยสูงสุด 2% ต่อปี เพียงฝากขั้นต่ำ 500 บาท สูงสุดไม่เกิน 25,000 บาทต่อเดือน ฝากเท่ากันทุกเดือน เดือนละ 1 ครั้งเท่ากับยอดเงินฝากที่เปิดบัญชีครั้งแรก เป็นเวลา 24 เดือน ด้วยการสมัครบริการนำฝากเงินอัตโนมัติจากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์หรือกระแสรายวัน เมื่อฝากครบกำหนดไม่ต้องเสียภาษีดอกเบี้ย

ผู้สนใจเปิดบัญชีออมทรัพย์ดังกล่าวต้องเป็นบุคคลธรรมดาอายุตั้งแต่ 15 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป หรือบิดามารดาสามารถเปิดบัญชีเพื่อบุตรได้ พร้อมเตรียมเอกสารสำหรับการเปิดบัญชีคือ บัตรประชาชนตัวจริง (Smart Card), ทะเบียนบ้านฉบับจริง และสูติบัตร กรณีเป็นบัตรประจำประชาชนรุ่นเก่าที่ไม่มีชิพหรือเปิดบัญชีเพื่อบุตร ได้ตั้งแต่วันนี้ถึง – 31 พ.ค.63 ที่ธนาคารกสิกรไทยทุกสาขา โดยศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมที่ kbank.co/2UYukPC หรือ K-Contact Center 02-8888888 กด 02


แมรี่ เคย์ อิงค์ประกาศนักแสดงและบุคคลใจบุญโมนิค โคลแมนเป็นผู้ได้รับรางวัล Pink Changing Lives คนแรก

Logo

แดลลัส–(บิสิเนสไวร์)–17 ก.พ. 2563

Mary Kay Inc. ผู้นำด้านการส่งเสริมสตรีทั่วโลกมีความภูมิใจที่จะประกาศว่าโมนิค โคลแมนเป็นผู้ได้รับรางวัล Pink Changing Lives  รางวัลนี้คือความมุ่งมั่นของแมรี่ เคย์ในการเฉลิมฉลองบุคคลและองค์กรที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้หญิงและเด็กผู้หญิงทั่วโลก  โครงการนี้ได้ให้การสนับสนุนผู้หญิงและครอบครัวมากกว่าสามล้านรายโดยร่วมมือกับองค์กรกว่า 2,000 แห่งและได้บริจาคมากกว่า $15 ล้านดอลลาร์

ข่าวประชาสัมพันธ์นี้มีมัลติมีเดีย อ่านฉบับเต็มได้ที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20200217005216/en/

Monique Coleman has been named Mary Kay Inc. first-ever Pink Changing Lives Honoree. (Photo: Mary Kay Inc.)

โมนิค โคลแมนได้เป็นผู้ได้รับรางวัล Pink Change Lives คนแรกของแมรี่ เคย์ (ภาพ: แมรี่ เคย์ อิงค์)

โครงการ Pink Changing Lives (ชมพูเปลี่ยนชีวิต) ของแมรี่ เคย์ได้บริจาคเงินให้กับองค์กรที่สนับสนุนการวิจัยโรคมะเร็ง ยุติการขาดอาหาร ปกป้องผู้รอดชีวิตจากการละเมิดในครอบครัว สร้างชุมชนที่สวยงามและโปรแกรมอื่นๆ ที่เสริมศักยภาพผู้หญิงและเด็กผู้หญิง ในปี 2563 แมรี่เคย์ได้จัดทำโครงการ Pink Changing Lives เพื่อเฉลิมฉลองสตรีผู้มีอิทธิพลจากทั่วโลกที่เปลี่ยนชีวิตและประวัติศาสตร์ให้ดีขึ้น

ก่อนที่โมนิค โคลแมนจะได้ปรากฏตัวบนจอเงินเป็นตัวละคร Taylor McKessie ในรายการ High School Musical ของดิสนีย์ เธอเคยเป็นเด็กสาวที่มีความฝันอันยิ่งใหญ่ในการเปลี่ยนแปลงโลก  คุณโคลแมนเป็นผู้สนับสนุนการพัฒนาความเป็นอยู่ทางสังคมและเศรษฐกิจของคนหนุ่มสาว โดยได้รับการแต่งตั้งให้เป็นแชมป์ยูเอ็นเยาวชนคนแรกในปี 2553  ในฐานะแชมป์เยาวชน คุณโคลแมนได้สร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความยากลำบากร้ายแรงที่หญิงสาวหลายคนประสบทั่วโลก รวมถึงความยากจน ความรุนแรงในครอบครัว การถูกข่มขืน และการขาดทรัพยากรทางการศึกษา

“เกือบ 16 เปอร์เซ็นต์ของประชากรโลกมีอายุระหว่าง 15 และ 24*” Sheryl Adkins-Green หัวหน้าเจ้าหน้าที่การตลาดของแมรี่ เคย์กล่าว “ในการค้นหาผู้ชนะรางวัล Pink Changing Lives คนแรก เราได้คัดเลือกผู้ที่จะสามารถเป็นเสียงของผู้คนกว่า 1.2 พันล้านคนโดยเฉพาะวัยรุ่น  คุณโคลแมนสามารถสื่อถึงภารกิจของเราด้วยความทะเยอทะยานและความไม่ย่อท้อของเธอ”

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คุณโคลแมนได้ให้การสนับสนุนกิจกรรมการกุศลต่างๆ เช่นโครงการ Thirst Project, She’s The First, Global Kids, Lollipop Theater, Better Youth, WeDay, Playworks, Allstate Foundation, และ UN Foundation’s Girl Up และอื่นๆ อีกมากมาย  ในระหว่างที่เธอดำรงตำแหน่งแชมป์เยาวชนยูเอ็น เธอได้เดินทางไปยัง 24 ประเทศเพื่อกระตุ้นให้มีการแก้ปัญหาเร่งด่วนที่คนหนุ่มสาวเผชิญอยู่ทุกวันนี้

“เด็กสาวทุกวันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อาศัยอยู่ในชุมชนด้อยพัฒนานั้น ต้องเผชิญกับความท้าทายที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนและในเวลาเดียวกันก็มีโอกาสที่ไม่เคยมีมาก่อน” คุณโคลแมนกล่าว “ฉันรู้สึกว่าการช่วยเหลือผู้อื่นคือภารกิจที่สำคัญที่สุดของฉัน ดังนั้นจึงเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัล Pink Changing Lives จากแมรี่ เคย์คนแรก  เป็นความหวังของฉันว่าองค์กรต่างๆ อย่างแมรี่ เคย์จะคอยช่วยเหลือเด็กผู้หญิงทั่วโลกในการพัฒนาศักยภาพของตนทั้งในปัจจุบันและอนาคต”

เกี่ยวกับแมรี่เคย์

โดยเป็นหนึ่งในผู้ที่ก้าวผ่านเพดานสังคมรายแรก แมรี่ เคย์ แอชได้ก่อตั้งบริษัทด้านความงามของเธอเมื่อ 56 ปีก่อนโดยมีเป้าหมาย 3 ประการคือ: มอบโอกาสทางธุรกิจสำหรับผู้หญิง สร้างผลิตผลิตภัณฑ์มีเสน่ห์ที่ไม่อาจห้ามใจได้  และทำให้โลกดียิ่งขึ้น   ความฝันดังกล่าวได้งอกงามเป็นบริษัทที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์โดยมีพนักงานขายอิสระหลายล้านคนในเกือบ 40 ประเทศ   แมรี่ เคย์ลงทุนกับการค้นคว้าวิทยาศาสตร์เบื้องหลังความงามและการผลิตผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ล้ำสมัย เครื่องสำอางสี และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและน้ำหอม   แมรี่ เคย์มุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างศักยภาพของผู้หญิงและครอบครัวด้วยการร่วมมือกับองค์กรต่างๆ จากทั่วโลกโดยมุ่งเน้นที่การสนับสนุนการวิจัยโรคมะเร็ง การปกป้องเหยื่อความรุนแรงในครอบครัว การสร้างความสวยงามให้กับชุมชนต่างๆ และการกระตุ้นให้เด็กๆ ทำตามความฝัน  วิสัยทัศน์ของแมรี่ เคย์ แอชยังคงส่องประกาย – ในลิปสติกทุกแท่ง  เรียนรู้เพิ่มเติมได้ที่ MaryKay.com

*ที่มา: สหประชาชาติ กรมเศรษฐกิจและสังคม กองประชากร 2562

ดูรุ่นแหล่งที่มาบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20200217005216/en/

ติดต่อ:

Mary Kay Inc. Corporate Communications (ฝ่ายสื่อสารองค์กร แมรี่ เคย์ อิงค์)
marykay.com/newsroom
972.687.5332 หรือ media@mkcorp.com




งาน AJWELP ครั้งที่ 4 ณ บรูไนดารุสซาลาม ช่วยสนับสนุนและส่งเสริมสตาร์ทอัพของสตรีจากประเทศสมาชิกอาเซียน

Logo

โตเกียว–(BUSINESS WIRE)–17 กุมภาพันธ์ 2563

โครงการเชื่อมโยงและสร้างคอนเนคชั่นผู้ประกอบการสตรีอาเซียน – ญี่ปุ่นครั้งที่ 4 (AJWELP) จัดโดยศูนย์อาเซียน – ญี่ปุ่น (AJC) และร่วมจัดโดย DARe (Darussalam Enterprise) ในกรุงบันดาร์เสรีเบกาวัน ประเทศบรูไนดารุสซาลาม ตั้งแต่วันที่ 10 ถึง 13 กุมภาพันธ์ 2563

ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้มีคุณสมบัติเป็นมัลติมีเดีย ดูฉบับเต็มได้ที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20200217005085/en/

SG Fujita and Chief Executive Officer of DARe Mr. Javed Ahmad with the finalists of the 4th AJWELP (Photo: Business Wire)

 Mr. Javed Ahmad จาก SG Fujita และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ DARe กับผู้เข้ารอบสุดท้ายของ AJWELP ที่ 4 (ภาพ: Business Wire)

รัฐบาลของประเทศสมาชิกอาเซียนและญี่ปุ่นมีความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมการพัฒนาองค์กรขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดย่อม (MSMEs) ในภูมิภาคโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบการสตรีที่ทำสตาร์ทอัพ ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมกันทางเพศและส่งเสริมอำนาจสตรี ในความพยายามครั้งนี้ AJC ได้เปิดตัวงาน AJWELP ซึ่งเป็นโครงการสนับสนุนพลังเพื่อเสริมสร้างผู้ประกอบการสตรีจากประเทศสมาชิกอาเซียนโดยจะเชื่อมโยงพวกเขากับบริษัทที่ปรึกษาและหุ้นส่วนพัฒนาของ AJWELP อื่น ๆ เพื่อพัฒนาธุรกิจต่อไป

หนึ่งในไฮไลท์ของ AJWELP ครั้งที่ 4 คืองานนำเสนอธุรกิจ หรือ the Business Presentation Event ซึ่งสตาร์ทอัพที่ถูกเลือกมาจาก 10 ประเทศสมาชิกอาเซียน (ผู้เข้ารอบสุดท้าย) ได้นำเสนอเกี่ยวกับธุรกิจและปัญหาความท้าทายต่อหน้าบริษัทที่สนับสนุนต่าง ๆ และผู้ประกอบการอาวุโส (พี่เลี้ยง) ผลของการนำเสนอทางธุรกิจได้ถูกประกาศในงานเลี้ยงต้อนรับเครือข่าย หรือ Networking Reception ในวันต่อมา โดยมีการประกาศเรื่องการสนับสนุนจากบริษัทที่ให้การสนับสนุนให้แก่ผู้เข้ารอบสุดท้าย ทั้งนี้ มีการสนับสนุน 78 รายการที่ถูกนำเสนอต่อผู้เข้ารอบทั้ง 10 ราย จากทั้งหมด 24 บริษัทที่ให้การสนับสนุน

AJC ยังจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการแบบกำหนดเอง (customized) สองวัน ดำเนินการโดยผู้ฝึกสอนของ World Startup Festival เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ประกอบการสตรีที่เข้าร่วม โดยผู้เข้าร่วมไม่เพียงแต่จะได้โอกาสการเรียนรู้เกี่ยวกับการเป็นผู้ประกอบการเพียงเท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาทักษะการนำเสนอของพวกเขา ในขณะที่มีผู้ฝึกอบรมให้คำปรึกษาแก่ผู้เข้าร่วมเป็นรายส่วนตัว

“มันเป็นโอกาสที่ดีสำหรับฉันในการพบปะผู้คนที่น่าทึ่งจากประเทศต่างๆใน AJWELP เราได้รับความรู้มากมายจากประสบการณ์ของคนอื่น ๆ และได้รับแรงบันดาลใจจากเพื่อนและที่ปรึกษาของเรา และเรายังได้สร้างมิตรภาพที่ดีมากใน AJWELP”

– Ms. Dalayphone Sayasithsena ผู้เข้ารอบสุดท้าย AJWELP (สปป. ลาว)

“ ฉันดีใจที่ได้เข้าร่วม AJWELP เพราะฉันได้ร่วมฝึกในโปรแกรมการฝึกอบรมที่มีคุณภาพและช่วยสร้างคอนเนคชั่นที่มีคุณภาพเช่นกัน”

– Ms. Ai Hasebe และ Ms. Naeka Takayanagi ผู้เข้าร่วมกิจกรรมอิสระ AJWELP (ญี่ปุ่น)

AJC เชื่อว่าการเชื่อมโยงสร้างคอนเนคชั่นดังกล่าวและการสนับสนุนและให้คำปรึกษาในงานโดยบริษัทต่าง ๆ และผู้ประกอบการอาวุโสโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงแรกของการเติบโตของธุรกิจจะทำให้ผู้ประกอบการสตรีขยายธุรกิจของพวกเขาต่อไปเพื่อให้เป็นแบบอย่างที่ดีในอนาคต.

ดูเวอร์ชันต้นฉบับบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20200217005085/en/

ติดต่อ:

ASEAN-Japan Centre

Tomoko Miyauchi (Ms.)

อีเมล: toiawase_ga@asean.or.jp

เว็บไซต์: https://www.asean.or.jp/en/

NIPPON Platform และ Global Loyalty Network (GLN) โดย Hana Bank ประกาศความเป็นพันธมิตรทางธุรกิจเชิงกลยุทธ์

Logo

โตเกียว–(BUSINESS WIRE)–17 กุมภาพันธ์ 2563

NIPPON Platform Co., Ltd. (สำนักงานใหญ่: โตเกียว ญี่ปุ่น, ผู้ก่อตั้งและซีอีโอธุรกิจต่างประเทศ: Jun Takagi) และ Hana Bank (สำนักงานใหญ่: โซล สาธารณรัฐเกาหลี, ประธานและซีอีโอ: Ji Sung-Kyu) ได้บรรลุข้อตกลงด้านพันธมิตรเชิงกลยุทธ์เพื่อขยาย Global Loyalty Network (GLN) ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นศูนย์รวมระบบชำระเงินทางเลือกระดับโลกของ Hana Financial Group

เกี่ยวกับ GLN Services

GLN เป็นศูนย์รวมระบบชำระเงินทางเลือกโดยบริษัทต่าง ๆ ทั้งหมด 58 บริษัทจาก 14 ประเทศทั่วโลก

บริษัทให้บริการแพลตฟอร์มแบบครบวงจรที่เชื่อมโยงสถาบันการเงิน บริษัทค้าปลีก และผู้ให้บริการโปรแกรมสะสมแต้มสำหรับสมาชิกทั่วโลกไว้ในเครือข่ายเดียวกัน เพื่อให้พวกเขาสามารถโอนสินทรัพย์ดิจิทัลและเงินอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างอิสระทั่วโลก
GLN ให้บริการชำระเงินผ่านโทรศัพท์มือถือทั้งผ่านระบบออนไลน์และหน้าร้าน รวมถึงบริการโอนเงินและถอนเงินสดจากตู้เอทีเอ็มผ่านโทรศัพท์มือถือโดยไม่มีข้อจำกัดการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ
ที่พิเศษคือ GLN ใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่เป็นปัจจุบันในขณะนั้นในการทำธรุกรรมแต่ละครั้ง ซึ่งช่วยให้สามารถชำระเงินล่วงหน้าและชำระเงินด้วยบัตรเดบิตทั่วโลกได้สะดวก

ที่มาและเป้าหมาย

นอกจากแอปพลิเคชันของธนาคาร แอปพลิเคชัน 1Q และโปรแกรมสะสมแต้มสำหรับสมาชิก/กระเป๋าอิเล็กทรอนิกส์อย่าง HanaMembers แล้ว GLN ยังได้ร่วมเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับผู้เล่นที่สำคัญ ๆ ในอุตสาหกรรมรับชำระเงินของเกาหลีรายอื่น ๆ

ตัวอย่างเช่น ยักษ์ใหญ่แห่งวงการค้าปลีกอย่าง Shinsegae Group (SSG Pay) บริษัทรับโอนเงินแบบ P2P ที่ใหญ่ที่สุด (TOSS) และระบบกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ของ SK Telecom (SK Pay) และเมื่อรวมลูกค้าสถาบันการเงินของไต้หวันและไทยแล้ว GLN มีผู้ใช้มากกว่า 85 ล้านคน

ญี่ปุ่นเตรียมเป็นเจ้าภาพการแข่งขัน 2020 โอลิมปิกและพาราลิมปิกเกมส์ในเดือนกรกฎาคมที่จะถึงนี้ และแน่นอนว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเพิ่มขึ้นในระหว่างนั้น NIPPON Platform และ GLN ต้องการให้ผู้ที่กำลังจะเดินทางมาเยือนได้รับ “ประสบการณ์การชำระเงินระหว่างประเทศที่ราบรื่นไร้รอยต่อและราคาไม่แพง”
เราประมาณการว่าการใช้อี-วอลเล็ต ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของการจัดเก็บเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์สำหรับการทำธรุกรรมทางออนไลน์หรือหน้าร้านผ่านคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนกำลังเพิ่มขึ้น และคาดว่าระบบนี้จะกลายมาเป็นตัวเลือกการชำระเงินที่ได้รับความนิยมมากที่สุดควบคู่กับการใช้บัตรเครดิตและบัตรเดบิต
GLN จะทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มที่เป็นศูนย์รวมแบบครบวงจรสำหรับชำระเงินระหว่างประเทศและให้บริการอื่น ๆ กับผู้ใช้และบริษัททั่วโลก
GLN Coupon Mall เป็นผู้ให้บริการคูปอง คูปองส่วนลดและข้อเสนอต่าง ๆ ทั่วโลก ไม่เฉพาะชาวเกาหลีใต้ที่เดินทางมาเยือนญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก
Nippon Platform ได้รวมบริการต่าง ๆ ของ GLN เข้ากับบริการของตนและแนะนำระบบของ GLN ให้กับผู้ค้าราว 100,000 ราย (จำนวนทั้งหมดของจุดให้บริการ) ในญี่ปุ่น บริษัทจะส่งเสริมบริการชำระเงินทางเลือกให้กับชาวต่างชาติในญี่ปุ่น ซึ่งจะเพิ่มปริมาณการชำระเงินผ่านโทรศัพท์มือถือให้กับร้านค้าพันธมิตร

เกี่ยวกับ GLN

GLN เกิดขึ้นจากความคิดของ Kim Jung-Tai ประธานและซีอีโอแห่ง Hana Financial Group ด้วยความคิดริเริ่มที่จะสร้างเครือข่ายสินทรัพย์ดิจิทัลและได้รับการเปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2560 ในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน มีการจัดงาน GLN Consortium ขึ้นเป็นครั้งแรกในกรุงโซล ประเทศเกาหลีและมี
สมาชิกกว่า 100 รายจาก 36 บริษัทใน 11 ประเทศเข้าร่วมงานประชุมครั้งนั้น โดยเป็นสมาชิกของธนาคารและบริษัทค้าปลีกระดับโลกจากญี่ปุ่น ไต้หวัน จีน ไทย รัสเซีย สหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร
ประเทศสมาชิก GLN Consortium ประกอบด้วยธนาคารตัวแทน บริษัทค้าปลีกรายใหญ่ และบริษัทธุรกิจจากญี่ปุ่น ไต้หวัน จีน ไทย รัสเซีย และตุรกี นอกจากนี้ ยังมีการผลักดันให้เกิดการเพิ่มจำนวนสมาชิกของ GLN ในอินเดีย อินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์และแคนาดา

Hana Bank

Hana Financial Group เป็นกลุ่มการเงินชั้นนำของเกาหลีใต้ที่ให้บริการแบบครบวงจรผ่านบริษัทย่อยซึ่งรวมถึง Hana Bank

ข้อมูลบริษัท Hana Bank

สำนักงานใหญ่:

Euljiro 35, Jung-gu, Seoul, KOREA

ประวัติ:

Seoul Bank ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2502 Korea Exchange Bank ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2510 Hana Bank ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2534

ยอดขาย:

26,003,753,000,000 วอน (ข้อมูลเมื่อ 2561)

รายได้สุทธิ:

2,092,800,000,000 วอน (ข้อมูลเมื่อ 2561)

สินทรัพย์รวม:

421,115,600,000,000 วอน (ข้อมูลเมื่อกันยายน 2562)

URL:

http://www.kebhana.com

เกี่ยวกับ NIPPON Platform

NIPPON Platform เป็นผู้ให้บริการ “แพลตฟอร์มรับชำระเงิน” “บริการที่เกี่ยวกับธรุกิจสำหรับผู้เดินทางมาเยือนญี่ปุ่น” และ “บริการสำหรับผู้ค้าปลีกขนาดเล็กและขนาดกลาง”

รายชื่อแบรนด์ระบบชำระเงินที่ให้บริการบน NIPPON Platform (ข้อมูลเมื่อ 14 กุมภาพันธ์ 2563)

Amazon Pay, d payment (d Pay®), pring, atone, PAY ID, WeChat Pay, NETSPay, DBS PayLah!, OCBC Pay Anyone, UOB Mighty, Global Loyalty Network (GLN)

NIPPON Platform Co., Ltd.

สำนักงานใหญ่:

2-14-5-3F Kamiosaki, Shinagawa-ku, Tokyo, Japan

URL:

https://nippon-platform.co.jp/en/

ผู้อำนวยการ:

Jun Takagi ผู้ก่อตั้งและซีอีโอธุรกิจต่างประเทศ

Shinsuke Hishiki, ประธานและซีอีโอธุรกิจในประเทศ

ปีก่อตั้ง:

กันยายน 2559

เงินทุน:

502,487,400 เยน (รวมเงินทุนสำรอง)

ธุรกิจ:

บริการแพลตฟอร์มชำระเงิน บริการสำหรับผู้ค้าปลีกขนาดเล็กและขนาดกลาง

ที่ปรึกษา:

Koiti Hashida (ศาสตราจารย์ ณ University of Tokyo)

ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านเทคนิค PLR

PLR หรือ Personal Life Repository เป็นระบบ PDS (การจับเก็บข้อมูลส่วนบุคคล) รูปแบบหนึ่ง

ดูเนื้อหาต้นฉบับที่ businesswire.comhttps://www.businesswire.com/news/home/20200216005008/en/

ติดต่อ & ข้อมูลเพิ่มเติม
ฝ่ายประชาสัมพันธ์ NIPPON Platform Co., Ltd.
Rie Masui โทร: +81-34546-1766 / อีเมล: pr@nippon-g.jp

แมรี่เคย์เข้าร่วมสัมมนาโรคผิวหนังช่วงวัยที่ปาล์มสปริงส์

Logo

แดลลัส–(บิสิเนสไวร์)–14 ก.พ. 2563

Mary Kay Inc., บริษัทความงามระดับโลกและผู้นำนวัตกรรมการดูแลผิวได้สืบสานการสนับสนุนชุมชนความงามและวิทยาศาสตร์ของตนผ่านงานสัมมนาโรคผิวหนังช่วงวัย 2020 Generational Dermatology Palm Springs Symposium ในวันที่ 14-16 กุมภาพันธ์

ประชาสัมพันธ์นี้มีมัลติมีเดีย ดูฉบับเต็มได้ที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20200214005108/en/

Dr. Lucy Gildea, Chief Scientific Officer of Mary Kay Inc. (Photo: Mary Kay Inc.)

Dr. Lucy Gildea หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิทยาศาสตร์ของแมรี่เคย์อิงค์ (ภาพ: แมรี่เคย์อิงค์)

โรคผิวหนังช่วงวัย (Generational Dermatology) ที่ก่อตั้งโดย Dr. Wendy E. Roberts นั้นเป็นหลักการข้ามทศวรรษในการรักษาผู้ป่วยสูงอายุที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องที่ควบรวมวิชาผิวหนังทั้งด้านการแพทย์ ศัลยกรรม และความงาม  การประชุมสัมมนานี้มุ่งเน้นไปที่แพทย์ผิวหนังและผู้เชี่ยวชาญแขนงอื่นๆ ในทุกขั้นตอนของอาชีพ  ผู้เข้าร่วมจะได้พบกับนักวิชาการและผู้นำทางความคิดชื่อดังที่ Omni Rancho Las Palmas, Rancho Mirage

“ความมุ่งมั่นในด้านวิทยาศาสตร์การดูแลผิวหนังของเราไม่ใช่แค่การสร้างผลิตภัณฑ์ Mary Kay ใหม่ๆ” ดร. Dr. Lucy Gildea หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิทยาศาสตร์ของแมรี่ เคย์กล่าว  “การที่เรามีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ เช่น Generational Dermatology ช่วยให้เราสามารถแลกเปลี่ยนความคิดและนวัตกรรมใหม่กับแพทย์ผิวหนังและร่วมพัฒนาการดูแลสุขภาพผิวต่อไป  การประชุมครั้งนี้พิเศษสำหรับเราเพราะเป็นการเสริมสร้างเพื่อนร่วมงานด้านผิวหนังตลอดวิชาชีพของพวกเขา”

ฝ่ายการวิจัยและพัฒนาของแมรี่เคย์มุ่งมั่นที่จะค้นพบเทรนด์และเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ช่วยในการสร้างผลิตภัณฑ์ที่ไม่อาจห้ามใจได้ที่ให้นวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ด้านความงามแก่ผู้บริโภค  ทีมวิจัยและพัฒนานำโดย Dr. Lucy และประกอบด้วยนักวิทยาศาสตร์ที่โดดเด่นจากทั่วโลกที่มีปริญญาเอกและปริญญาขั้นสูงต่างๆ เช่น ชีววิทยาผิวหนัง ชีววิทยาของเซลล์ เคมี ชีวเคมี และอีกมากมาย

Generational Dermatology เป็นเพียงกิจกรรมล่าสุดที่แมรี่ เคย์ให้การสนับสนุนในปี 2563 ร่วมกับกลุ่มนักวิทยาศาสตร์และนักวิชาการ โดยเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นที่ยาวนานของแบรนด์ในการพัฒนาการวิจัยและพัฒนาสุขภาพผิว  ทุกๆ ปีแมรี่เคย์ทำการทดสอบทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และส่วนผสมหลายแสนรายการเพื่อให้มั่นใจในมาตรฐานความปลอดภัย คุณภาพ และประสิทธิภาพสูงสุด  แมรี่เคย์ถือครองสิทธิบัตรมากกว่า 1,500 รายการสำหรับผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี และการออกแบบบรรจุภัณฑ์ทั่วโลก  ในปี 2561 ทางบริษัทได้เปิดตัว โรงงานผลิตและวิจัยและพัฒนาที่ทันสมัย ที่มีมูลค่ากว่า $100 ล้านดอลลาร์ในลูอิสวิลล์ รัฐเท็กซัส

เกี่ยวกับแมรี่เคย์

โดยเป็นหนึ่งในผู้ที่ก้าวผ่านเพดานสังคมรายแรก แมรี่ เคย์ แอชได้ก่อตั้งบริษัทด้านความงามของเธอเมื่อ 56 ปีก่อนโดยมีเป้าหมาย 3 ประการคือ: มอบโอกาสทางธุรกิจสำหรับผู้หญิง สร้างผลิตผลิตภัณฑ์มีเสน่ห์ที่ไม่อาจห้ามใจได้  และทำให้โลกดียิ่งขึ้น   ความฝันดังกล่าวได้งอกงามเป็นบริษัทที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์โดยมีพนักงานขายอิสระหลายล้านคนในเกือบ 40 ประเทศ   แมรี่ เคย์ลงทุนกับการค้นคว้าวิทยาศาสตร์เบื้องหลังความงามและการผลิตผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ล้ำสมัย เครื่องสำอางสี และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและน้ำหอม   แมรี่ เคย์มุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างศักยภาพของผู้หญิงและครอบครัวด้วยการร่วมมือกับองค์กรต่างๆ จากทั่วโลกโดยมุ่งเน้นที่การสนับสนุนการวิจัยโรคมะเร็ง การปกป้องเหยื่อความรุนแรงในครอบครัว การสร้างความสวยงามให้กับชุมชนต่างๆ และการกระตุ้นให้เด็กๆ ทำตามความฝัน  วิสัยทัศน์ของแมรี่ เคย์ แอชยังคงส่องประกาย – ในลิปสติกทุกแท่ง  เรียนรู้เพิ่มเติมได้ที่ MaryKay.com

ดูเวอร์ชั่นต้นฉบับบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20200214005108/en/

ติดต่อ:

Mary Kay Inc. Corporate Communications (แมรี่ เคย์อิงค์ ฝ่ายสื่อสารองค์กร)
marykay.com/newsroom
972.687.5332 หรือ media@mkcorp.com

Tommy Hilfiger ฉลองภูมิทัศน์แฟชั่นที่มีความครอบคลุมกลุ่มคนต่าง ๆมากขึ้นในการแข่งขัน Tommy Hilfiger Fashion Frontier Challenge รุ่นที่สอง

Logo

ผู้ชนะสองคนได้รับการคัดเลือกมาจากคณะผู้เชี่ยวชาญซึ่งรวมถึง คุณ Tommy Hilfiger คุณ Daniel Grieder ซึ่งเป็น CEO ของTommy Hilfiger Global และ PVH Europe และ Noor Tagouri ซึ่งเป็น นักข่าว นักกิจกรรมด้านสิทธิ และวิทยากร

อัมสเตอร์ดัม–(BUSINESS WIRE)– 14 กุมภาพันธ์  2563

Tommy Hilfiger ซึ่งมี PVH Corp.  [NYSE: PVH] เป็นเจ้าของ ได้ประกาศ ว่า Apon Wellbeing และ A Beautiful Mess เป็นผู้ชนะการประกวด Tommy Hilfiger Fashion Frontier Challenge ปี 2562 โดยมีผู้สมัครแข่งขันมากกว่า 400 รายการสำหรับโครงการระดับโลกครั้งที่สองนี้ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการธุรกิจสตาร์ตอัพและธุรกิจขนาดขั้นตอนการพัฒนา หรือ scale-up stage ที่จัดหาโซลูชั่นที่ส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงที่ครอบคลุมคนทุกกลุ่มและที่เป็นบวกในด้านแฟชั่น

ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้มีคุณสมบัติเป็นมัลติมีเดีย ดูฉบับเต็มได้ที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20200213005895/en/

Shannon Keith (Sudara), Lisa Flynn (Sudara), Katrin Ley, Yasir Arafat (Apon Wellbeing), Steven Serneels, Saif Rashid (Apon Wellbeing), Daniel Grieder, Tommy Hilfiger, Martijn Hagman, Naz Kawan (A Beautiful Mess), Fleur Bakker (A Beautiful Mess) and Noor Tagouri (Photo: Business Wire)

Shannon Keith (ทีม Sudara), Lisa Flynn (ทีม Sudara), Katrin Ley, Yasir Arafat (ทีม Apon Wellbeing), Steven Serneels, Saif Rashid (ทีมApon Wellbeing), Daniel Grieder, Tommy Hilfiger, Martijn Hagman, Naz Kawan (ทีม A Beautiful Mess), Fleur Bakker (ทีม A Beautiful Mess) และ Noor Tagouri (ภาพ Business Wire)

“ที่ Tommy Hilfiger เรามุ่งมั่นที่จะไม่ทิ้งใครไปและจะต้อนรับทุกคน  ผมได้รับแรงบันดาลใจตั้งแต่เริ่มต้นจนจบมาจากกลุ่มผู้ประกอบการทางสังคมที่มีความสามารถที่มีนวัตกรรมที่กำลังทำให้ภูมิทัศน์แฟชั่นยั่งยืนและครอบคลุมคนกลุ่มต่าง ๆ มากยิ่งขึ้น” Tommy Hilfiger กล่าว “ ผมภูมิใจที่ได้แสดงความยินดีกับผู้ชนะซึ่งได้แก่ Apon Wellbeing และ A Beautiful Mess นี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นสำหรับบริษัทสตาร์ตอัพกลุ่มนี้และเราจะยังคงให้คำปรึกษาและส่งเสริมผู้ประกอบการเหล่านี้ที่มุ่งมั่นที่จะสร้างผลกระทบเชิงบวกในอุตสาหกรรมของเรา”

“ผู้ชนะของการแข่งขัน Tommy Hilfiger Fashion Frontier Challenge ครั้งที่สอง เป็นตัวแทนอนาคตของอุตสาหกรรมแฟชั่น” Daniel Grieder ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Tommy Hilfiger Global และ PVH Europe กล่าว “ ในขณะที่อุตสาหกรรมของเรายังคงพัฒนาอย่างรวดเร็วจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องร่วมมือกันทั้งในและนอกวงการแฟชั่น และนำนวัตกรรมที่มีความสามารถในการเปลี่ยนธุรกิจของเราให้ดีขึ้นมาใช้ ขอแสดงความยินดีกับผู้ชนะและผู้เข้ารอบสุดท้ายทุกคน”

Apon Wellbeing ได้รับรางวัล 75,000 ยูโร การขยายขนาดจากบังคลาเทศเปิดก่อให้เกิดร้านค้าราคายุติธรรมซึ่งมีของใช้จำเป็นภายในโรงงานทุกวันพร้อมผลิตภัณฑ์ที่มอบส่วนลด 10% จากราคาภายนอก และโครงการให้แต้มที่คนงานเก็บเอาไว้เพื่อรับประกันสุขภาพและบริการด้านสุขภาพฟรี

Saif Rashid ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ Apon Wellbeing ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการกล่าวว่า“ เมื่อคุณกำลังก่อร่างสร้างบริษัทในห่วงโซ่คุณค่าแฟชั่น การได้รับการสนับสนุนจากแบรนด์อย่าง TOMMY HILFIGER ช่วยให้สตาร์ตอัพและสเกลอัพเติบโตและสร้างผลกระทบเชิงบวกได้มากขึ้น แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการสนับสนุนเชิงกลยุทธ์และการเป็นที่ปรึกษาของ Tommy Hilfiger Fashion Frontier Challenge ตอบโจทย์นั้น การสนับสนุนของ TOMMY HILFIGER นั้นช่วยสร้างรูปร่างให้แก่ธุรกิจ กลยุทธ์ การสื่อสาร และวิธีคิดเกี่ยวกับอนาคตของเรา”

A Beautiful Mess สตาร์ตอัพสัญชาติเนเธอร์แลนด์  ได้รับรางวัล 75,000 ยูโร โดย Beautiful Mess ใช้พื้นที่สร้างสรรค์เพื่อช่วยเหลือผู้ลี้ภัยในการสร้างความเป็นอิสระทางสังคมและเศรษฐกิจโดยการใช้การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์เครื่องแต่งกายที่ยั่งยืน

“เราต้องการผู้เล่นรายใหญ่ในอุตสาหกรรมแฟชั่นเพื่อจุดประเด็นการขยายการผลิตแบบหมุนเวียน หรือ scale-up circular production initiatives และนั่นคือสิ่งที่ Tommy Hilfiger Fashion Frontier Challenge ได้นำเสนอ” Naz Kawan ผู้อำนวยการ Beautiful Mess Makerspace กล่าว “ วิธีการทำงานร่วมกันแบบบูรณาการเป็นสิ่งจำเป็นหากเราต้องการเปลี่ยนอุตสาหกรรมซัพพลายเชน เรากำลังทำงานในแนวแฟชั่นแนวหมุนเวียนที่โปร่งใสและครอบคลุมยิ่งขึ้น ด้วยการสนับสนุนของโครงการระดับโลกนี้”

ผู้ชนะยังได้รับการให้คำปรึกษาเป็นเวลาหนึ่งปีกับผู้เชี่ยวชาญระดับโลกของ Tommy Hilfiger และ INSEAD รวมถึงสถานที่ในโครงการ INSEAD Social Entrepreneurship Program (ISEP)

Sudara เป็นสตาร์ตอัพลำดับที่สามที่ได้รับโหวตให้เป็น "ขวัญใจผู้ชม" และได้รับรางวัล 10,000 ยูโร ทั้งนี้ Sudara ตั้งอยู่ในประเทศอินเดียและสหรัฐอเมริกา และเป็นบริษัท scale-up ชุดนอนและชุดลำลองที่พัฒนาทักษะระดับมืออาชีพด้านการเย็บผ้าสำหรับผู้หญิงที่หนีออกจากการค้ามนุษย์ได้ หรือที่มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกค้ามนุษย์ทางเพศ

“การแข่งขัน Tommy Hilfiger Fashion Frontier Challenge คือการใช้แฟชั่นเป็นแรงผลักดันในเชิงบวก ซึ่งพูดถึงวัตถุประสงค์ของแบรนด์ของเราโดยตรง” Shannon Keith ผู้ก่อตั้งและประธานบริษัท Sudara Inc. กล่าว “ เรารู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัล 'ขวัญใจผู้ชม' เพราะมันแสดงให้เห็นว่าสิ่งที่เรากำลังทำเป็นไปในทิศทางเดียวกับของทีมที่ TOMMY HILFIGER ซึ่งมุ่งมั่นที่จะสร้างความแตกต่างในอุตสาหกรรมแฟชั่น”

ในกระบวนการหลายขั้นตอนที่ใช้เวลาหลายเดือนซึ่งเริ่มในเดือนพฤษภาคม 2562 ผู้สมัครกว่า 420 ราย ถูกลดจำนวนให้เข้ารอบแค่ 6 รายในรอบสุดท้าย ซึ่งได้รับเชิญให้พัฒนาและปรับปรุงแผนธุรกิจด้วยการสนับสนุนจากทีมผู้เชี่ยวชาญด้านผู้ประกอบการทางสังคม โดยเฉพาะ ในช่วงกิจกรรมรอบชิงชนะเลิศของโครงการซึ่งจัดขึ้นที่ Campus of the Future ของ Tommy Hilfiger ในเมืองอัมสเตอร์ดัม Amsterdam ประเทศเนเธอร์แลนด์เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2563 ผู้เข้ารอบสุดท้ายทั้งหกทีมได้ส่งแนวคิดของตนไปยังคณะลูกขุนที่มีชื่อเสียงซึ่งรวมถึง Mr. Tommy Hilfiger, Daniel Grieder ซึ่งเป็น CEO ของ Tommy Hilfiger Global และ PVH Europe, Noor Tagouri นักข่าว นักกิจกรรมและนักพูด, Martijn Hagman ซึ่งเป็น CFO ของ Tommy Hilfiger Global & COO, Tommy Hilfiger Global และ PVH Europe, Willemijn Verloop, ผู้ร่วมก่อตั้ง Social Impact Venture, Steven Serneels, ซีอีโอและสมาชิกคณะกรรมการ EVPA และ Katrin Ley กรรมการผู้จัดการ Fashion for Good

วิสัยทัศน์ของ Tommy Hilfiger คือการสร้างแฟชั่นที่ไม่ปล่อยให้ใครถูกทอดทิ้งและยินดีต้อนรับทุกคน ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความพยายามในการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาวของแบรนด์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการเข้าถึงทุกคนและวัฏจักรของแบรนด์ ที่ https://global.tommy.com/en_int/about-us-corporate-sustainability.

ขอเชิญเพื่อน ๆ และผู้ติดตามของแบรนด์ทุกคนร่วมการสนทนาบนโซเชียลมีเดียโดยใช้ #TommyHilfiger และ @TommyHilfiger.

เกี่ยวกับ Tommy Hilfiger

ด้วยพอร์ตโฟลิโอของแบรนด์ที่มีทั้ง TOMMY HILFIGER และ TOMMY JEANS จึงทำให้ TOMMY HILFIGER เป็นหนึ่งในแบรนด์ดีไซเนอร์ไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียมที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในโลก โดยมุ่งเน้นการออกแบบและการตลาดเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายสำหรับบุรุษ เสื้อผ้าสตรี ชุดกีฬา เสื้อผ้าเด็ก เสื้อผ้าคอลเล็คชั่น ผ้ายีนส์ ชุดชั้นใน (รวมถึงชุดคลุม ชุดนอน และชุดลำลอง) รองเท้าและอุปกรณ์เสริม ที่มีคุณภาพสูง โดย Tommy Hilfiger นำเสนอผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์เสริม เช่น แว่นตา นาฬิกา น้ำหอม เครื่องแต่งกายกีฬา ชุดกอล์ฟและชุดว่ายน้ำ) ถุงเท้า เครื่องหนังชิ้นเล็ก ๆ สินค้าไลฟ์สไตล์ และกระเป๋าเดินทาง สายผลิตภัณฑ์ TOMMY JEANS ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์ยีนส์และรองเท้าสำหรับผู้ชายและผู้หญิง เครื่องประดับ และน้ำหอม สินค้าภายใต้แบรนด์ TOMMY HILFIGER และ TOMMY JEANS มีให้บริการสำหรับผู้บริโภคทั่วโลกผ่านเครือข่ายร้านค้าปลีกของ TOMMY HILFIGER และ TOMMY JEANS ตามห้างร้าน ห้างสรรพสินค้า และร้านค้าปลีกออนไลน์บน tommy.com.

เกี่ยวกับ PVH Corp.

PVH ได้สร้างมาตรฐานของสไตล์ในฐานะหนึ่งในบริษัทแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก เราเป็นแบรนด์ที่ขับเคลื่อนแฟชั่นไปข้างหน้ามาโดยตลอด ผลงานที่โดดเด่นของเรารวมถึงTOMMY HILFIGER, CALVIN KLEIN, Van Heusen, IZOD, ARROW, Speedo*, Warner’s, Olga และ Geoffrey Beene, ตลอดไปจนถึงแบรนด์ชุดชั้นใน True & Co. ที่มีความเป็นดิจิตอลสูง เราทำการตลาดสินค้าที่หลากหลายภายใต้แบรนด์เหล่านี้และเป็นที่รู้จักในระดับประเทศและต่างประเทศและเป็นแบรนด์ที่ได้รับอนุญาตลิขสิทธิ์ของตนเอง PVH มีพนักงานมากกว่า 38,000 คนในกว่า 40 ประเทศและมีรายรับต่อปีเกือบ 9,700 ล้านดอลลาร์ ทั้งหมดนี้คือพลังของ PVH

* Speedo เป็นแบรนด์ได้รับใบอนุญาตสำหรับอเมริกาเหนือและแคริบเบียนแบบถาวรจาก Speedo International Limited

ดูเวอร์ชั่นต้นฉบับบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20200213005895/en/

ติดต่อ:

Tommy Hilfiger

Baptiste Blanc

Sr. Director, Communications and Earned Media

อีเมล: Baptiste.Blanc@tommy.com

โทร: +31 62904 2334