การศึกษาของ AJC เกี่ยวกับ GVC ถูกนำเสนอในการประชุมระดับสูงเรื่องการค้าและการลงทุนภายในอาเซียนที่จัดขึ้นในกรุงฮานอย

Logo

โตเกียว–(BUSINESS WIRE)– 22 มกราคม 2563

นาย Masataka Fujita เลขาธิการศูนย์อาเซียน – ญี่ปุ่น (AJC) ได้รับเชิญให้เข้าร่วมการสัมมนาระดับสูงด้านการค้าและการลงทุนระหว่างอาเซียน:“ การส่งเสริมการค้าและการลงทุนภายในอาเซียนสำหรับประชาคมอาเซียนที่ยั่งยืนและตอบสนองอย่างทันท่วงที หรือ “Enhancing Intra-ASEAN Trade and Investment for Cohesive and Responsive ASEAN Community”” ซึ่งจัดขึ้นในกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2563 เพื่อแบ่งปันความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันของการค้าและการลงทุนภายในอาเซียนโดยมุ่งเน้นที่การเติบโตของการมีส่วนร่วมของอาเซียนในห่วงโซ่คุณค่าระดับโลก (GVCs)

SG Fujita of the AJC (third from the right) participating in the High-Level Symposium on Intra-ASEAN Trade and Investment.  From the left, Mr. Hirokazu Kobayashi, Executive Director, JETRO Singapore; Ms. Hoang Ngoc Anh, Acting General Secretary, Vietnam Textile and Apparel Association – VITAS; Mrs. Le Thi Hai Van, Deputy Director-General, Foreign Investment Agency, Ministry of Planning and Investment of Viet Nam; Mr. Masataka Fujita, Secretary General, ASEAN-Japan Centre; Dr. Nguyen Duc Thanh, Associate Professor, Founder and Director of the Viet Nam Institute for Economic and Policy Research (VEPR); and Atty. Allan B. Gepty, SEOM Leader of the Philippines (Photo: Business Wire)

SG Fujita จาก AJC (ลำดับสามจากขวา) มีส่วนร่วมในการสัมมนาระดับสูงด้านการค้าและการลงทุนภายในอาเซียน จากซ้าย นาย Hirokazu Kobayashi ผู้อำนวยการบริหาร JETRO Singapore ; Ms. Hoang Ngoc Anh, รักษาการเลขาธิการสมาคมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มเวียดนาม Vietnam Textile and Apparel Association – VITAS;  Mrs. Le Thi Hai Hai รองผู้อำนวยการสำนักงานการลงทุนต่างประเทศกระทรวงการวางแผนและการลงทุนของเวียดนาม, Mr. Masataka Fujita, เลขาธิการศูนย์อาเซียน – ญี่ปุ่น; ดร. Nguyen Duc Thanh รองศาสตราจารย์ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเศรษฐกิจและนโยบายแห่งเวียดนาม (VEPR); และAtty. Allan B. Gepty, ผู้นำ SEOM ของฟิลิปปินส์ (รูปภาพ: Business Wire)

การประชุมครั้งนี้เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่เป็นทางการครั้งแรกของอาเซียนในปี 2563 นับตั้งแต่ที่เวียดนามเข้ารับตำแหน่งประธานอาเซียน และถูกจัดโดยกระทรวงการต่างประเทศของเวียดนามในการประสานงานกับกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าและกระทรวงการวางแผนและการลงทุน มีแขกผู้มีเกียรติและผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 120 คน ซึ่งรวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับรัฐมนตรีในอดีตและผู้ดำรงตำแหน่งจากบางประเทศในอาเซียน เจ้าหน้าที่ที่เข้าร่วมการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเศรษฐกิจ (SEOM) จากประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ รวมไปถึงผู้แทนและผู้เชี่ยวชาญจากสำนักเลขาธิการอาเซียน องค์กรระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศอื่น ๆ

ทังนี้โดยมีฉากหลังที่ว่าสถานการณ์การค้าและการลงทุนในอาเซียนค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับกลุ่มเศรษฐกิจอื่น ๆ และด้วยความเชื่อมั่นว่าการส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างอาเซียนจะช่วยให้ทำให้ประชาคมอาเซียนที่มีความร่วมมือและตอบสนองที่ดีขึ้น การประชุมสัมมนาได้ถกปัญหาสามประเภท ได้แก่ การขจัดอุปสรรคด้านสถาบันและนโยบาย การเคลื่อนตัวไปตาม GVC และการพัฒนาโลจิสติกส์ที่ราบรื่น การประชุมมีจุดมุ่งหมายที่จะมาพร้อมกับข้อเสนอแนะทางนโยบายที่จะรายงานต่อที่ประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนและอาเซียนในปี 2563 เพื่อพิจารณาต่อไป

SG Fujita ได้เข้าร่วมการเสวนาเรื่อง“ การที่อาเซียนมีส่วนร่วมมากขึ้นและขยับเข้าหาห่วงโซ่คุณค่าระดับโลกมากขึ้น” ในการปราศรัยของเขา เขาพูดถึงภาพรวมของ GVCs ในอาเซียน และแบ่งปันมุมมองของเขาโดยอ้างอิงจากงานวิจัยของ AJC เกี่ยวกับวิธีการที่อาเซียนสามารถมีส่วนร่วมมากขึ้นใน GVC และวิธีการที่จะเลื่อนขั้นทาง GVC อ้างอิงจากข้อมูลการค้าที่เพิ่มมูลค่า เขาเน้นว่าประเทศสมาชิกอาเซียนควรมีส่วนร่วมใน GVCs เนื่องจากมีความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างการมีส่วนร่วมของ GVC และอัตราการเติบโตของ GDP ต่อหัว เช่นหากประเทศมีส่วนร่วมมากขึ้นใน GVCs ประเทศนั้นมีแนวโน้มที่จะมีโอกาสสูงที่จะมีการเติบโตของ GDP ต่อหัวที่สูงขึ้น เขาอธิบายเพิ่มเติมว่านอกจากนี้ยังมีความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างการมีส่วนร่วมของ GVC และปริมาณการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI): กล่าวคือยิ่งประเทศได้รับ FDI มากเท่าไหร่ประเทศก็มีโอกาสที่จะมีส่วนร่วมมากขึ้นใน GVC และแนะนำประเทศสมาชิกอาเซียนให้เข้มแข็งและปรับปรุงมาตรการของตนเพื่อสร้างความดึงดูดต่อไป

SG Fujita ได้เสนอประเด็นนโยบายห้าประการ เพื่อให้ประเทศสมาชิกอาเซียนที่เข้าถึง GVC จะได้รับประโยชน์จากการมีส่วนร่วมของ GVC และจากการอัพเกรดทาง GVC สำหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคต่อไป ซึ่งประเด็นนโยบายประกอบด้วย (1) การนำ GVC รวมเข้าไปในกลยุทธ์การพัฒนาโดยรวมและนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรม (2) การสร้างการเจริญเติบโตของ GVC โดยการรักษาสภาพแวดล้อมทางการค้าและการลงทุนที่เอื้ออำนวยและวางข้อกำหนดเบื้องต้นไว้สำหรับโครงสร้างพื้นฐาน (3) การสร้างขีดความสามารถในการผลิตในบริษัทท้องถิ่น (4) การลดความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมของ GVC ซึ่งต้องมีกรอบการทำงานด้านสิ่งแวดล้อมสังคมและการกำกับดูแลที่ดี และ (5) การปรับนโยบายการค้าและการลงทุนซึ่งหมายถึงการระบุการผนึกกำลังระหว่างนโยบายทั้งสองด้านและในสถาบันที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

หลังจากเข้าร่วมการประชุม เขารู้สึกประทับใจกับความสนใจของผู้กำหนดนโยบายอาเซียนในการศึกษาของ AJC เกี่ยวกับ GVC “ผมหวังว่าคำแนะนำของเราอาจเป็นประโยชน์สำหรับอาเซียนในการเพิ่มการมีส่วนร่วมใน GVC และการใต่ระดับไปพร้อม ๆ กับการเปลี่ยนแปลงทิศทาง GVC ของตน เนื่องจากนี่เป็นตัวเลือกเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญสำหรับอาเซียนในการจะมุ่งสู่การบรรลุประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) พิมพ์เขียวปี 2568 โดยการใช้ลักษณะของ 'เศรษฐกิจที่มีการบูรณาการสูงและมีความแน่นแฟ้น' และ 'อาเซียนที่มีการแข่งขันระดับนวัตกรรมและมีความเป็นพลวัตร' "เขากล่าว

AJC เป็นองค์กรระหว่างรัฐบาลที่จัดตั้งขึ้นโดยประเทศสมาชิกอาเซียนและญี่ปุ่นในปี 2524 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการค้าการลงทุนการท่องเที่ยวรวมถึงการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนกับญี่ปุ่น

เว็บไซต์ทางการของศูนย์อาเซียน – ญี่ปุ่น: https://www.asean.or.jp/en/

เอกสารของ AJC: https://www.asean.or.jp/en/centre-wide/centrewide_en/

ดูคลังภาพ/มัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/52160169/en

ติดต่อ:

Junko Nukiyama

สำนักงานเลขาธิการ

ASEAN-Japan Centre

โทร: +81-3-5402-8118

อีเมล: toiawase_ga@asean.or.jp

Gojek และ The Trade Desk เปิดตัวการเป็นหุ้นส่วนด้านการโฆษณาในอินโดนีเซีย

Logo

โซลูชันแบบออนไลน์สู่ออฟไลน์ (O2O) ครั้งแรก ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะนำพาการเติบโตทางธุรกิจของทั้งสองคู่ค้าไปสู่อีกระดับ

จาการ์ตา, อินโดนีเซีย–(BUSINESS WIRE)–21 มกราคม 2563

Gojek ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มเทคโนโลยีชั้นนำของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และ The Trade Desk (Nasdaq: TTD) ผู้นำด้านเทคโนโลยีการโฆษณาระดับโลกได้เปิดตัวพันธมิตรพิเศษเพื่อให้ผู้โฆษณาได้รับข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับผลลัพธ์ของแคมเปญโฆษณาออนไลน์ของพวกเขาต่อการขายออฟไลน์ ซึ่งอาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการตัดสินใจทางการตลาดเพื่อกระตุ้นการเติบโตของธุรกิจ ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นโซลูชั่นออนไลน์สู่ออฟไลน์ (O2O) ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเริ่มต้นครั้งแรกในประเทศอินโดนีเซีย

Pulkit Khanna รองประธานฝ่ายวิจัยและวิเคราะห์ของ Gojek กล่าวว่า "ภารกิจของเราคือการขจัดข้อจำกัดประจำวันของชีวิตโดยการเชื่อมโยงผู้บริโภคกับผู้ให้บริการสินค้าและบริการที่ดีที่สุดในตลาด การเป็นหุ้นส่วนนี้จะช่วยให้ผู้โฆษณาบนแพลตฟอร์มของ Trade Desk สามารถใช้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งของ Gojek ในการวัดแคมเปญของพวกเขาและเพิ่มประสิทธิภาพการโฆษณาของพวกเขาได้ในที่สุด”

Gojek จะทำงานร่วมกับ TTD เพื่อวัดผลกระทบของการโฆษณาออนไลน์โดยใช้ธุรกรรมการซื้อในร้านของ Gojek จริงแทนที่จะใช้ข้อมูลที่อิงกับคุกกี้การซื้อเชื่อมโยงการซื้อออนไลน์และออฟไลน์โดยใช้ Gojek ด้วยการโฆษณาที่ให้บริการผ่านแพลตฟอร์ม TTD ซึ่งจะรวมถึงการซื้อภายในแอป Gojek อย่างเช่น บริการจัดส่งอาหาร GoFood ตลอดจนถึงการทำธุรกรรมในร้านกับร้านค้าที่ใช้ GoPay

นักการตลาดจะสามารถเชื่อมโยงการขายกับแคมเปญโฆษณาควบคุมความสามารถในการระบุแหล่งที่มาแบบออฟไลน์เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับประสิทธิภาพของแคมเปญโฆษณาของพวกเขา

“เรามีความยินดีที่ได้เป็นพันธมิตรกับ Gojek ในฐานะผู้บุกเบิกโมเดลซุปเปอร์แอพเพื่อส่งมอบการวัดค่า O2O ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” Mitch Waters รองประธานอาวุโสของ The Trade Desk กล่าว “ การวิเคราะห์แหล่งที่มาออฟไลน์นั้นเป็นแรงบันดาลใจสำหรับนักการตลาดทุกที่ ด้วยแนวคิดและนวัตกรรมของ Gojek เราจึงสามารถทำให้เป้าหมายนั้นเป็นจริงได้”

ความร่วมมือครั้งนี้จะมุ่งเน้นไปที่อินโดนีเซีย แต่คาดว่าจะเปิดตัวในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปีนี้

เกี่ยวกับ Gojek Group

Gojek เป็นกลุ่มเทคโนโลยีชั้นนำของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกรูปแบบซุปเปอร์แอพ และระบบนิเวศ Gojek ก่อตั้งขึ้นบนหลักการของการใช้เทคโนโลยีเพื่อขจัดข้อจำกัดรายวันของชีวิตโดยเชื่อมต่อผู้บริโภคกับผู้ให้บริการสินค้าและบริการที่ดีที่สุดในตลาด

บริษัท ก่อตั้งขึ้นครั้งแรกในปี 2553 โดยมุ่งเน้นไปที่บริการจัดส่งและบริการส่งทางมอเตอร์ไซค์ก่อนที่จะเปิดตัวแอพในเดือนมกราคม 2558 ในอินโดนีเซีย ตั้งแต่นั้นมา Gojek ได้เติบโตขึ้นจนกลายเป็น Super App ชั้นนำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ให้การเข้าถึงบริการที่หลากหลายตั้งแต่การขนส่งและการชำระเงินดิจิตอล ตลอดไปจนถึงการจัดส่งอาหาร

ขณะนี้ Gojek ให้บริการใน 207 เมืองในห้าประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดย ณ ไตรมาสที่สามของปี 2562 แอปพลิเคชันของ Gojek และระบบนิเวศของมันถูกดาวน์โหลดมากกว่า 155 ล้านครั้งโดยผู้ใช้ของ Gojek ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในฐานะที่เป็นซุปเปอร์แอป Gojek ทุ่มเทเพื่อแก้ปัญหาความท้าทายในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคในขณะเดียวกันก็ปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้คนหลายล้านคนทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยเฉพาะในภาคการทำงานนอกระบบและธุรกิจขนาดเล็กขนาดกลางและขนาดย่อม (MSMEs) ในระหว่างที่ Gojek ยังคงปฏิบัติภารกิจในการสร้างและขยายผลกระทบทางสังคมในเชิงบวกต่อระบบนิเวศของลูกค้า คู่ค้า ผู้ให้บริการพันธมิตรธุรกิจและคู่ค้า MSME ในเดือนสิงหาคม 2562 Gojek อยู่ในอันดับที่ 11 จาก 52 บริษัท ในลิสต์ของบริษัทที่เปลี่ยนแปลงโลกของฟอร์จูน หรือ Fortune’s “ Change the World” ประจำปี 2562 ซึ่งเป็นบริษัทเดียวจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

แอป Gojek มีให้บริการบน iOS และ Android.

เกี่ยวกับ The Trade Desk

The Trade Desk™ เป็นบริษัทเทคโนโลยีที่ให้อำนาจผู้ซื้อในด้านโฆษณา ผู้ซื้อโฆษณาสามารถสร้าง จัดการ และเพิ่มประสิทธิภาพแคมเปญโฆษณาดิจิตอลผ่านรูปแบบโฆษณาและอุปกรณ์ผ่านบริการตนเองผ่านแพลตฟอร์มคลาวด์ การบูรณาการข้อมูลสำคัญ คลังโฆษณา และพันธมิตรผู้เผยแพร่โฆษณาช่วยให้มั่นใจถึงความสามารถในการเข้าถึงและการตัดสินใจสูงสุดและ API ขององค์กทำให้สามารถใช้งานการพัฒนาที่กำหนดเองบนแพลตฟอร์ม ทั้งนี้ The Trade Desk มีสำนักงานใหญ่ในเวนทูรา แคลิฟอร์เนีย มีสำนักงานทั่วอเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชียแปซิฟิก หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมโปรดไปที่ thetradedesk.com หรือตามเราบน Facebook, Twitter, LinkedIn และ YouTube.

ดูเวอร์ชั่นต้นฉบับบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20200120005517/en/

ติดต่อ Gojek: Devi Nugraha – devi.nugraha@gojek.com

ติดต่อ The Trade Desk: John Mandeville – john.mandeville@thetradedesk.com

ฟูจิ ซีร็อกซ์ เตรียมยุติข้อตกลงความร่วมมือด้านเทคโนโลยีกับ ซีร็อกซ์ คอร์ปอเรชั่น ตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่กำหนด

Logo

  • ข้อตกลงด้านเทคโนโลยี ที่ครอบคลุมถึงการอนุญาตเรื่องแบรนด์และเทคโนโลยี พื้นที่ในการทำตลาดจะสิ้นสุดลงในวันที่ 31 มีนาคม 2564
  • ฟูจิ ซีร็อกซ์ จะยังคงเป็นผู้จัดหาผลิตภัณฑ์ให้กับ ซีร็อกซ์ คอร์ปอเรชั่น ต่อไปแม้ข้อตกลงจะสิ้นสุดลง

โตเกียว–(BUSINESS WIRE)–16 มกราคม 2563

บริษัท ฟูจิ ซีร็อกซ์ จำกัด ได้ตัดสินใจยุติข้อตกลงด้านเทคโนโลยีกับ ซีร็อกซ์ คอร์ปอเรชั่น ตามข้อตกลงหมดอายุใน วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2564 และได้แจ้งให้ ซีร็อกซ์ คอร์ปอเรชั่น ทราบถึงการตัดสินใจครั้งนี้แล้ว ข้อตกลงด้านเทคโนโลยีดังกล่าวครอบคลุมการอนุญาตใช้เทคโนโลยีและแบรนด์ รวมถึงพื้นที่ในการทำการตลาดที่ได้กำหนดให้แต่ละบริษัท

ทั้งนี้ ภายใต้ข้อตกลงทางเทคโนโลยีได้กำหนดพื้นที่ในการขายของแต่ละบริษัทไว้ โดย ฟูจิ ซีร็อกซ์ สามารถดำเนินกิจกรรมทางการตลาดในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ภายใต้ชื่อแบรนด์ “ฟูจิ ซีร็อกซ์” ขณะที่ ซีร็อกซ์ คอร์ปอเรชั่น ดำเนินการตลาดภายใต้ชื่อแบรนด์ “ซีร็อกซ์” ในภูมิภาคอื่น ทั้งนี้การตัดสินใจสิ้นสุดข้อตกลงด้านเทคโนโลยี จะส่งผลให้ข้อกำหนดพื้นที่ในการทำการตลาดสิ้นสุดลง ตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2564 เป็นต้นไป ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายในการขยายธุรกิจทั่วโลกของ ฟูจิ ซีร็อกซ์ ภายใต้แบรนด์ใหม่

หลังจากข้อตกลงด้านเทคโนโลยีหมดอายุลง ทาง ฟูจิ ซีร็อกซ์ จะเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น “ฟูจิฟิล์ม บิซิเนส อินโนเวชั่น คอร์ปอเรชั่น” โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2564 เป็นต้นไป นอกจากนี้ บริษัทจะเร่งเดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งในธุรกิจด้านการจัดการเอกสารและธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการขยายโอกาสไปสู่ธุรกิจใหม่ ๆ ทั้งนี้ ฟูจิ ซีร็อกซ์ ได้วางเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมไปพร้อมกับบริษัทในเครือ ฟูจิฟิล์ม กรุ๊ป ด้วยการเร่งเปิดตัวโซลูชันและบริการต่าง ๆ สู่ตลาดให้มากขึ้น มุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับระบบคลาวด์ ปัญญาประดิษฐ์ และอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง หรือ IoT

 “วันนี้ ฟูจิ ซีร็อกซ์ อยู่ในสถานะที่มั่นคงในการดำเนินธุรกิจ และมีอิสระมากขึ้นในการทำธรุกิจในระดับโลก” Kouichi Tamai ประธานและผู้แทนคณะกรรมการ ของ ฟูจิ ซีร็อกซ์ กล่าว “การประกาศสิ้นสุดข้อตกลงทางเทคโนโลยีกับ ซีร็อกซ์ คอร์ปอเรชั่น ในวันนี้ จะทำให้หลังจากเมษายน 2564 เป็นต้นไป ทาง ฟูจิ ซีร็อกซ์ จะใช้เทคโนโลยีของเราเอง ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านั้นเป็นไปในทิศทางเดียวกับเทคโนโลยีของบริษัทในเครือ ฟูจิฟิล์ม กรุ๊ป เพื่อผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นต่าง ๆ ภายใต้แบรนด์ใหม่ของเราไปทั่วโลก นอกจากนี้ การที่บริษัท ฟูจิฟิล์ม โฮลดิ้งส์ คอร์ปอเรชั่น เป็นเจ้าของทั้งหมดตามที่ประกาศไปเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ช่วยทำให้การตัดสินใจทางธุรกิจของเรามีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งในแง่ของการลงทุนในธุรกิจใหม่ ๆ การสร้างพันธมิตรใหม่ และโอกาสในการเข้าถือครองธุรกิจระดับโลก นี่คือ อีกก้าวสำคัญที่น่าตื่นเต้นสำหรับลูกค้าของเรา ทั้งลูกค้าปัจจุบันที่อยู่ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกและลูกค้าใหม่ในสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป เราจะมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นที่มีความทันสมัยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้ลูกค้าของเราแก้ปัญหาด้านความท้าทายทางธุรกิจต่อไป”

ข้อตกลงในการจัดหาผลิตภัณฑ์ให้กับ ซีร็อกซ์ คอร์ปอเรชั่น จะยังคงมีผล แม้ข้อตกลงทางเทคโนโลยีจะสิ้นสุดลง ทาง ฟูจิ ซีร็อกซ์ และ ซีร็อกซ์ คอร์ปอเรชั่น จะยังคงสถานะผู้จัดหาผลิตภัณฑ์ของกันและกันต่อไป

ความเป็นมาของบริษัท ฟูจิ ซีร็อกซ์ จำกัด
บริษัท ฟูจิ ซีร็อกซ์ จำกัด เป็นบริษัทในเครือ ฟูจิฟิล์ม กรุ๊ป ซึ่งก่อตั้งขึ้นในประเทศญี่ปุ่นเมื่อปี พ.ศ. 2505 นับตั้งแต่เริ่มต้นบริษัทด้วยธุรกิจเครื่องถ่ายเอกสาร ฟูจิ ซีร็อกซ์ ได้ปฏิวัติการทำงานประเภทสำนักงานมาอย่างต่อเนื่องและยังคงนำเสนอโซลูชั่นที่จะช่วยเพิ่มผลิตภาพในการทำงาน ปัจจุบัน บริษัทเติบโตเป็นธรุกิจมูลค่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และเป็นกิจการที่ ฟูจิฟิล์ม โฮลดิ้งส์ คอร์ปอเรชั่น เป็นผู้ดำเนินการเองทั้งหมด นับตั้งแต่ 8 พฤศจิกายน 2562 เป็นต้นมา
http://www.fujixerox.com

  • Xerox, Xerox and Design และ Fuji Xerox and Design เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียน หรือ เครื่องหมายการค้าของ ซีร็อกซ์ คอร์ปอเรชั่น ในประเทศญี่ปุ่น และ/หรือประเทศอื่น ๆ
  • ชื่อบริการและผลิตภัณฑ์ที่กล่าวถึงเอกสารประชาสัมพันธ์นี้เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียน หรือ เครื่องหมายการค้าของบริษัทที่เกี่ยวข้อง

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/52151343/en

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

ข้อมูลติดต่อสำหรับสื่อ
สำหรับสื่อในสหรัฐฯ
Kekst CNC
Ruth Pachman: ruth.pachman@kekstcnc.com
Kimberly Kriger: kimberly.kriger@kekstcnc.com

ข้อมูลติดต่อสำหรับสื่อในประเทศที่นอกเหนือจากสหรัฐฯ:
กลุ่มประชาสัมพันธ์ ฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท ฟูจิ ซีร็อกซ์ จำกัด
อีเมล: pr@fujixerox.co.jp

ฟูจิ ซีร็อกซ์ ประกาศเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น ฟูจิฟิล์ม บิซิเนส อินโนเวชั่น คอร์ปอเรชั่น

Logo

ขยายธุรกิจทั่วโลกภายใต้แบรนด์ฟูจิฟิล์ม

โตเกียว–(BUSINESS WIRE)–16 มกราคม 2563

วันนี้ บริษัท ฟูจิ ซีร็อกซ์ จำกัด ได้ประกาศเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น ฟูจิฟิล์ม บิซิเนส อินโนเวชั่น คอร์ปอเรชั่น (FUJIFILM Business Innovation Corp.) โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2564 เป็นต้นไป บริษัทในเครือ ฟูจิ ซีร็อกซ์ และบริษัทด้านการขายทั้งในและนอกประเทศญี่ปุ่นจะเริ่มเปลี่ยนชื่อภายในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2564 โดยจะประกาศชื่อใหม่ให้ทราบภายหลังจากวันดังกล่าว

ชื่อใหม่ของบริษัทสะท้อนถึงพันธสัญญาของ ฟูจิ ซีร็อกซ์ ในเครือ ฟูจิฟิล์ม กรุ๊ป ซึ่งสนับสนุนสโลกแกนของบริษัทที่ว่า “Value from Innovation” หรือ คุณค่าจากนวัตกรรม เพื่อขยายธุรกิจกลุ่มต่าง ๆ ที่มีอยู่อย่างหลากหลายให้เดินหน้า และเพื่อเดินหน้าส่งมอบนวัตกรรมทางธุรกิจต่อไป

ฟูจิ ซีร็อกซ์  วางเป้าหมายที่จะขับเคลื่อนนวัตกรรมไปพร้อมกับบริษัทอื่น ๆ ในเครือ ฟูจิฟิล์ม กรุ๊ป ด้วยการเร่งการเปิดตัวโซลูชั่นและบริการต่าง ๆ สู่ตลาด  โดยพัฒนาขึ้นจากเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับระบบคลาวด์ ปัญญาประดิษฐ์ และอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง หรือ IoT นอกจากนี้ ฟูจิ ซีร็อกซ์ จะเร่งเดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งในธุรกิจด้านการจัดการเอกสารและธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการขยายโอกาสไปสู่ธุรกิจใหม่ ๆ และสร้างนวัตกรรมทางธุรกิจด้วยการสนับสนุนให้พนักงานใช้และแบ่งปันความรู้ เพื่อนำไปสู่การเพิ่ม ผลิตและประสิทธิภาพในการทำงานต่อไป

เกี่ยวกับ ฟูจิ ซีร็อกซ์:

บริษัท ฟูจิ ซีร็อกซ์ จำกัด ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2505 และเป็นบริษัทชั้นนำที่นำเสนอวิธีอันชาญฉลาดในการทำงานด้วยโซลูชันและบริการด้านเอกสารต่าง ๆ รวมถึงอุปกรณ์สำนักงานแบบมัลติฟังก์ชันระดับโลก เครื่องพิมพ์ และเครื่องพิมพ์สำหรับกระบวนการผลิตซึ่งบริษัทเป็นผู้พัฒนาและผลิตเพื่อจำหน่ายทั่วโลก

ฟูจิ ซีร็อกซ์ เป็นบริษัทย่อยของ ฟูจิฟิล์ม โฮลดิ้งส์ คอร์ปอเรชั่น ที่รายงานงบการเงินรวมกับบริษัทแม่ โดยมีหน่วยขายตรงครอบคลุมประเทศญี่ปุ่นและประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รวมทั้งประเทศจีน บริษัทมีมูลค่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์และมีการจ้างงานพนักงานราว 40,000 คนทั่วโลก รวมถึงมีบริษัทในเครือและบริษัทย่อยทั้งในและต่างประเทศรวมกว่า 80 แห่ง

http://www.fujixerox.com

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/52151342/en

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สำหรับสื่อในสหรัฐฯ:
Kekst CNC
Ruth Pachman: ruth.pachman@kekstcnc.com
Kimberly Kriger: kimberly.kriger@kekstcnc.com

ข้อมูลติดต่อสำหรับสื่อประเทศอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากสหรัฐฯ:
งานประชาสัมพันธ์ ฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท ฟูจิ ซีร็อกซ์ จำกัด
pr@fujixerox.co.jp

PVH Corp. แต่งตั้ง Tom Chu เป็นประธาน PVH Asia Pacific

Logo

นิวยอร์ก–(บิสิเนสไวร์)–09 ม.ค. 2563

PVH Corp. (NYSE: PVH) หนึ่งในบริษัทเครื่องแต่งกายที่ใหญ่ที่สุดในโลกและเจ้าของแบรนด์ชื่อดังรวมถึง CALVIN KLEIN และ TOMMY HILFIGER ประกาศว่า Tom Chu จะกลายเป็นประธานประจำภูมิภาคของ PVH Asia Pacific เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ปี 2020

คุณ Chu เคยดำรงตำแหน่งประธาน PVH Japan มาก่อน ในตำแหน่งใหม่นี้ คุณ Chu จะรายงานตรงต่อ Stefan Larsson ประธาน PVH

“ความสามารถในการจัดการของ Tom และประวัติการทำงานที่สอดคล้องกันจะทำให้ PVH พร้อมยึ่งขึ้นในการขยายธุรกิจในเอเชียของเรา  เพื่อก้าวไปข้างหน้า เราจะมุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากความแข็งแกร่งของแบรนด์เพื่อครองใจของผู้บริโภคและส่งมอบการเติบโตของผลกำไรที่ยั่งยืนในภูมิภาคที่เติบโตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของเรา” Larsson กล่าว

Frank Cancelloni อดีตประธานประจำภูมิภาค PVH Asia Pacific จะออกจาก PVH สิ้นเดือนมีนาคม 2563 เพื่อแสวงหาโอกาสใหม่ๆ

“ในนามของ PVH เราขอขอบคุณ Frank ที่ได้มีส่วนร่วมในการเป็นผู้นำธุรกิจในเอเชียแปซิฟิกของเราตลอดหกปีที่ผ่านมา  ในบทบาทของเขา Frank ได้นำไปสู่การเติบโตและการขยายตัวของแบรนด์เราในภูมิภาคนี้” Larsson กล่าว

คุณ Chu ได้อยู่ร่วมกับ PVH มานานกว่าหกปี  โดยร่วมกับทีมของเขา คุณ Chu ได้คืนความเป็นแบรนด์พรีเมี่ยมให้กับ TOMMY HILFIGER และสร้างผลกำไรให้กับแบรนด์ในญี่ปุ่น และได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ CALVIN KLEIN JEANS อีกครั้ง  ความมุ่งมั่นในแบรนด์ ผลิตภัณฑ์และผู้บริโภค ไหวพริบทางธุรกิจ และประสบการณ์ในเอเชียของเขาจะช่วยเพิ่มศักยภาพการเติบโตในระยะยาวของ PVH

เกี่ยวกับ PVH Corp.

PVH เป็นหนึ่งในบริษัทแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่ได้รับการชื่นชมมากที่สุดในโลก  เราขับเสริมสร้างแบรนด์ที่ขับเคลื่อนแฟชั่นไปข้างหน้า – เพื่อความดี  รายชื่อแบรนด์ของเราประกอบด้วยแบรนด์โด่งดัง CALVIN KLEIN, TOMMY HILFIGER, Van Heusen, IZOD, ARROW, Speedo*, Warner’s, Olga และแบรนด์ Geoffrey Beene รวมทั้งแบรนด์เน้นดิจิตอล True&Co.  เราขายสินค้าหลากหลายภายใต้แบรนด์เหล่านี้และแบรนด์อื่นเป็นที่รู้จักในระดับประเทศและระดับสากล  PVH มีผู้ร่วมงานมากกว่า 38,000 รายใน 40 ประเทศและมีรายรับ 9.7 พันล้านดอลลาร์ต่อปี  นี่คือพลังของเรา นี่คือพลังแห่ง PVH

*แบรนด์ Speedo ได้รับใบอนุญาตต่อเนื่องจาก Speedo International Limited สำหรับอเมริกาเหนือและแคริบเบียน

ติดตามเราได้ที่ Twitter, Instagram, Facebook และ LinkedIn

แถลงการณ์ด้านความปลอดภัยภายใต้กฎหมายปฏิรูป SECURITIES LITIGATION REFORM ACT OF 1995: แถลงการณ์เชิงคาดการณ์ล่วงหน้าในข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ รวมถึง แต่ไม่จำกัดเฉพาะ แถลงการณ์ที่เกี่ยวข้องกับแผนการ กลยุทธ์ วัตถุประสงค์ ความคาดหวัง และความตั้งใจของบริษัท ในอนาคตภายใต้กฎเกณฑ์ของ Private Securities Litigation Reform Act of 1995  นักลงทุนควรพึงระวังว่าข้อความคาดการณ์ล่วงหน้าดังกล่าวมีความเสี่ยงและความไม่แน่นอนที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ด้วยความแม่นยำและบางกรณีไม่อาจคาดหมายได้หมาย รวมถึง แต่ไม่จำกัด (i) แผนการ กลยุทธ์ วัตถุประสงค์ ความคาดหวัง และความตั้งใจของบริษัทที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาตามดุลยพินิจของบริษัท  (ii) บริษัทเห็นว่าตนมีระดับ leverage ที่สูงจึงได้ใช้กระแสเงินสดในการชำระหนี้สินอันเป็นผลมาจากการที่บริษัทอาจไม่มีเงินทุนเพียงพอในการดำเนินธุรกิจในลักษณะที่บริษัทตั้งใจหรือได้ดำเนินงานในอดีตที่ผ่านมา  (iii) อัตราการขายเครื่องนุ่งห่ม รองเท้า และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องของบริษัท ทั้งกับลูกค้าขายส่งและในร้านค้าปลีก อัตราการขายใบอนุญาตของบริษัทในการค้าส่งและค้าปลีกและขอบเขตของส่วนลดและราคาโปรโมชั่น ซึ่งบริษัท และผู้ได้รับใบอนุญาตและพันธมิตรทางธุรกิจอื่นๆ จะต้องมีส่วนร่วม ซึ่งทั้งหมดนี้อาจได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศ การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ราคาน้ำมัน การลดลงของการเดินทาง แนวโน้มแฟชั่น การควบรวมกิจการ การจัดตำแหน่งใหม่ และการล้มละลายในอุตสาหกรรมค้าปลีก และปัจจัยอื่นๆ  (iv) ความสามารถของบริษัทในการจัดการการเติบโตและสินค้าคงคลัง รวมถึงความสามารถของบริษัทในการรับประโยชน์จากสิ่งที่ซื้อ  (v) ข้อจำกัดโควต้า การกำหนดมาตรการควบคุมและการกำหนดอากรหรือภาษีศุลกากรของการนำเข้าสินค้าจากประเทศที่บริษัทหรือผู้ได้รับใบอนุญาตผลิตสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าของบริษัท ซึ่งอาจจำกัดความสามารถในการผลิตผลิตภัณฑ์ในประเทศที่ประหยัดต้นทุน หรือในประเทศที่ต้องการแรงงานและความเชี่ยวชาญด้านเทคนิค (vi) ความพร้อมและต้นทุนของวัตถุดิบ  (vii) ความสามารถของบริษัทในการปรับเปลี่ยนเวลาให้เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงในกฎระเบียบทางการค้าและการโยกย้ายและการพัฒนาของผู้ผลิต (ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์ของบริษัทที่สามารถผลิตได้ดีที่สุด)  (viii) การเปลี่ยนแปลงของโรงงานที่มีอยู่และความสามารถในการขนส่ง การขึ้นค่าแรงและค่าขนส่ง ความขัดแย้งทางแพ่ง สงครามหรือการก่อการร้าย โดยภัยใดๆ ข้างต้นหรือความไม่แน่นอนทางการเมืองหรือแรงงานในประเทศใดๆ ในประเทศที่คู่ค้าทางธุรกิจอื่นๆ มีการขายผลิตหรือวางแผนที่จะขายหรือผลิต  (ix) การระบาดของโรคและความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพซึ่งอาจส่งผลให้โรงงานปิด จำนวนแรงงานลดลง การขาดแคลนวัตถุดิบและการตรวจสอบหรือการห้ามส่งสินค้าที่ผลิตในพื้นที่ติดเชื้อ รวมถึงการลดปริมาณผู้บริโภคและการจัดซื้อ หรือหยุดซื้อเพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัส  (x) การซื้อและการขายกิจการและปัญหาที่เกิดขึ้นจากการซื้อกิจการการขายกิจการและธุรกรรมที่เสนอ รวมถึง แต่ไม่จำกัดเพียงความสามารถในการรวมกิจการหรือธุรกิจที่ได้มาเข้ากับบริษัท โดยไม่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อกิจการที่ได้มา การดำเนินงานที่มีอยู่ ความสัมพันธ์ของพนักงาน ความสัมพันธ์กับผู้ขาย ความสัมพันธ์กับลูกค้าหรือผลประกอบการทางการเงินและความสามารถในการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่องของบริษัทอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์หลังจากการขายหรือการยกเลิกกิจการอื่นๆ (xi) ความล้มเหลวของผู้ได้รับใบอนุญาตของบริษัทในการขายผลิตภัณฑ์ที่ได้รับอนุญาตหรือการรักษามูลค่าของแบรนด์บริษัท หรือการใช้เครื่องหมายการค้าของบริษัทในทางที่ผิด  (xii) ความผันผวนอย่างมีนัยสำคัญของเงินดอลลาร์สหรัฐเมื่อเทียบกับสกุลเงินต่างประเทศ ที่มีการทำธุรกรรมในระดับที่สำคัญต่อธุรกิจ; (xiii) ผลกระทบของกฎหมายและข้อบังคับด้านภาษีที่ได้รับการแก้ไขใหม่ และ (xiv) ความเสี่ยงและความไม่แน่นอนอื่นๆ ที่ระบุเป็นครั้งคราวในเอกสารที่ยื่นให้ Securities and Exchange Commission (“SEC”)

บริษัทไม่มีภาระผูกพันใด ๆ ในการอัพเดทแถลงการณ์เชิงคาดการณ์ล่วงหน้าใดๆ ต่อสาธารณะไม่ว่าจะเป็นผลจากการรับข้อมูลใหม่ เหตุการณ์ในอนาคต หรืออื่น ๆ

ดูเวอร์ชั่นต้นฉบับบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20200108005788/en/

ติดต่อ:

PVH Corp.
Dana Perlman
Treasurer, Senior Vice President, Business Development and Investor Relations
(212) 381-3502
danaperlman@pvh.com

Mary Kay Inc. ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติมากกว่า 20 รางวัลในด้านการเป็นพลเมืองทางธุรกิจและความเป็นผู้นำตลอดทั้งปี 2562

Logo

ดัลลัส–(บิสิเนสไวร์)–31 ธ.ค. 2562

ในปี 2562 Mary Kay Inc. ได้สานต่อความมุ่งมั่นต่อเนื่องหลายทศวรรษเพื่อเพิ่มคุณค่าชีวิตของผู้หญิงทั่วโลก สร้างผลิตภัณฑ์ที่ไม่อาจต้านทานได้ และส่งเสริมชุมชนที่มีสุขภาพดีและยั่งยืนมากขึ้น  เพื่อเชิดชูความสำเร็จของ Mary Kay ตลอดทั้งปี ทางแบรนด์ได้รับรางวัลมากถึง 20 รางวัลในด้านธุรกิจ การเป็นพลเมืองขององค์กร และความเป็นผู้นำจากแหล่งที่น่าเชื่อถือต่างๆ

รางวัลต่างๆ ที่ได้รรับ ตั้งแต่รางวัล “นายจ้างขนาดกลางที่ดีที่สุดสำหรับปี 2562” ของ Forbes ถึงรางวัล “การแสดงดีเด่น” ของ Boston College Center for Corporate Citizenship Film Festival แสดงให้เห็นคุณค่าทางธุรกิจที่ไม่เปลี่ยนแปลงของ Mary Kay และการอุทิศตนต่อหลักการที่กำหนดโดยผู้ก่อตั้งแบรนด์ Kay Ash

รางวัล 2562 รวมถึง:

ความเป็นเลิศในธุรกิจ

  • นายจ้างที่ดีที่สุดสำหรับความหลากหลาย, 2562 – Forbes
  • นายจ้างขนาดกลางที่ดีที่สุด, 2562 – Forbes
  • รางวัลระดับทองคำในหมวดหมู่การเรียนรู้ – รางวัล OMNI รอบฤดูใบไม้ผลิ 2562
  • Top 50 บริษัทในครัวเรือนและผลิตภัณฑ์ส่วนบุคคลของอเมริกา – HAPPI MAGAZINE
  • รางวัล DSA Empowerment Award, 2562 – Direct Selling Association
  • นายจ้างที่ได้รับการยอมรับทั่วโลกในการศึกษาสถานที่ทำงานทั่วโลกอันดับ 100 แรกของปี 2562 – Reputation Institute
  • รางวัล Compliance Award, 2562 – EXPANSION
  • แบรนด์ดีเด่น, 2019 – VIP Magazine
  • รางวัลผู้ประกอบการสตรี – Woman Who Matters Forum
  • นิตยาสารดีเด่นสำหรับลูกค้า, Mary Kay Russia Applause® – Media Leader
  • สื่อลูกค้าดีเด่น: เนื้อหาเว็บ, Mary Kay Russia MirrorMe App – Corporate Media Awards

ความเป็นเลิศด้านความเป็นพลเมืองขององค์กร:

  • วิดีโอที่แฟนๆ ชื่นชอบ: ความมุ่งมั่นของ Mary Kay ที่จะยุติความรุนแรงในครอบครัว – Boston College Center for Corporate Citizenship International Corporate Citizenship Film Festival
  • การแสดงดีเด่น – หมวดหมู่บริษัทขนาดเล็ก, วิดีโอ: ความมุ่งมั่นของ Mary Kay ที่จะยุติความรุนแรงในครอบครัว – Boston College Center for Corporate Citizenship International Corporate Citizenship Film Festival
  • การรับรองระดับเงินด้านความเป็นผู้นำด้านพลังงานและการออกแบบสิ่งแวดล้อม (LEED) 2562 – Mary Kay Richard R. Rogers Manufacturing and R&D Center
  • รางวัล CSR Brand และ CSR Strategy ที่ดีที่สุด, Mary Kay China – CSR China Education Awards

ความเป็นเลิศด้านการเป็นผู้นำ

  • 10 ซีอีโอที่โด่งดังที่สุดในโลก David Hall, Mary Kay CEO, RepTrak 2019 Study – Reputation Institute
  • ผู้หญิงที่มีอิทธิพลมากที่สุดในบริษัทอเมริกา 2562, Sheryl Adkins-Green, ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด – นิตยสาร BLACK ENTERPRISE
  • ผู้หญิงที่มีอิทธิพลมากที่สุดในบริษัทอเมริกา 2562, Julia Simon หัวหน้าฝ่ายกฎหมายและเลขานุการบริษัท – นิตยสาร BLACK ENTERPRISE
  • 500 ผู้หญิงที่ทรงอิทธิพลที่สุดในสเปน, Gema Aznar, ผู้จัดการทั่วไป Mary Kay Spain – Yo Dona Magazine
  • ผู้นำธุรกิจหญิงที่มีอิทธิพลที่สุด, Claudia Maria Cardona ผู้จัดการฝ่ายการตลาด Mary Kay Colombia – ALO Magazine
  • ผู้จัดการแห่งปี, Alla Sokolova, Mary Kay Russia ผู้จัดการทั่วไป – Russian Business Guide
  • ผู้จัดการดีเด่น 250 อันดับสูงสุด Alla Sokolova, Mary Kay Russia ผู้จัดการทั่วไป – The Association Managers of Russia and Kommersant Publishing House

เกี่ยวกับ Mary Kay

โดยเป็นหนึ่งในผู้ที่ก้าวผ่านเพดานสังคมรายแรก Mary Kay Ash ก่อตั้งบริษัทด้านความงามของเธอเมื่อ 56 ปีก่อนโดยมีเป้าหมาย 3 ประการคือ: มอบโอกาสทางธุรกิจสำหรับผู้หญิง สร้างผลิตผลิตภัณฑ์มีเสน่ห์ที่ไม่อาจต้านทานได้  และทำให้โลกดียิ่งขึ้น   ความฝันดังกล่าวได้งอกงามเป็นบริษัทที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์โดยมีพนักงานขายอิสระหลายล้านคนในเกือบ 40 ประเทศ   Mary Kay ลงทุนกับการค้นคว้าวิทยาศาสตร์เบื้องหลังความงามและการผลิตผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ล้ำสมัย เครื่องสำอางสี และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและน้ำหอม   Mary Kay มุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างศักยภาพของผู้หญิงและครอบครัวด้วยการร่วมมือกับองค์กรต่างๆ จากทั่วโลกโดยมุ่งเน้นที่การสนับสนุนการวิจัยโรคมะเร็ง การปกป้องเหยื่อความรุนแรงในครอบครัว การสร้างความสวยงามให้กับชุมชนต่างๆ และการกระตุ้นให้เด็กๆ ทำตามความฝัน  วิสัยทัศน์ดั้งเดิมของ Mary Kay Ash ยังคงส่องประกาย – ในลิปสติกทุกแท่ง  เรียนรู้เพิ่มเติมได้ที่ MaryKay.com

ดูเวอร์ชั่นต้นฉบับบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20191230005280/en/

ติดต่อ:

Mary Kay Inc. ฝ่ายสื่อสารองค์กร
marykay.com/newsroom
972.687.5332 หรือ media@mkcorp.com

Invicro LLC ประกาศให้ ดร. Matthew Silva ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ และ ดร. Jack Hoppin ดำรงตำแหน่งประธานบริษัท Konica Minolta Precision Medicine

Logo

บอสตัน–(BUSINESS WIRE)–23 ธ.ค. 2562

Invicro LLC บริษัท ในเครือ Konica Minolta ประกาศในวันนี้ว่า ดร. Matthew Silva ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่และมีผลทันที โดย ดร. Silva จะรับหน้าที่เป็นผู้นำในการจัดการในแต่ละวันของ บริษัท และจะเข้าร่วมคณะกรรมการของ Invicro ส่วน ดร.Jack Hoppin ผู้ร่วมก่อตั้ง Invicro จะเปลี่ยนบทบาทของเขาในฐานะซีอีโอของ Invicro มาดำรงตำแหน่งประธานของ Konica Minolta Precision Medicine (KMPM) ส่วน ดร. Hoppin จะยังคงอยู่ในบอร์ดคณะกรรมการของ Invicro รวมถึงยังคงทำหน้าที่ในบอร์ดคณะกรรมการ KMPM ต่อไป

ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้มีคุณสมบัติเป็นมัลติมีเดีย ดูข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับเต็มได้ที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20191223005320/en/

Invicro LLC Announces Dr. Matthew Silva as New Chief Executive Officer (Photo: Business Wire)

Invicro LLC ประกาศให้ ดร. Matthew Silva ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ (รูปภาพ: Business Wire)

Konica Minolta, Inc. เข้าซื้อ Invicro LLC และ Ambry Genetics Corporation ในเดือนกันยายน 2560 เพื่อเร่งวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ในการยกระดับการแพทย์ส่วนบุคคลผ่านการส่งมอบบริการการวินิจฉัยผ่านทางพันธุศาสตร์ ความสามารถด้านการถ่ายภาพ และความสามารถด้านพยาธิวิทยาดิจิทัล ทั้งนี้ Konica Minolta Precision Medicine เกิดขึ้นได้เพราะเป็นผลมาจากการนำสามความสามารถทั้งสามสิ่งนี้มารวมกัน

“ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับตำแหน่งซีอีโอของ Invicro นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทในปี 2551” ดร. Hoppin กล่าว “นี่เป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นสำหรับ Invicro, Ambry และ KMPM เพราะเราทุกคนที่ทำงานร่วมกันเพื่อสนับสนุนชุมชนการวิจัยทางการแพทย์ผ่านการรวมแพลตฟอร์มเทคโนโลยี AI ที่ช่วยให้การทดสอบระดับโมเลกุลและเสนอการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกที่จะก้าวไปสู่เวชศาสตร์ปริวรรต หรือ translational medicine”

ในบทบาทใหม่ของเขา ดร. Hoppin จะประสานงานกับบริษัท ต่างๆภายใต้ KMPM เพื่อช่วยผู้สนับสนุนด้านเวชภัณฑ์และช่วยเหล่าแพทย์ในการเร่งการพัฒนาวิธีการรักษาที่ตรงเป้าหมายผ่านการทำโปรไฟล์ทางพันธุกรรมและโมเลกุล

“ผมตั้งตารอที่จะได้เห็นบทต่อไปของ KMPM และ Invicro” นาย Kiyotaka Fujii ประธานของ Konica Minolta Global Healthcare และ CEO ของ KMPM กล่าว “ ในขณะที่ KMPM ยังคงให้ความสำคัญกับการปฏิวัติการดูแลสุขภาพส่วนบุคคลผ่านจุดแข็งของ Konica Minolta, Invicro และ Ambry นั้น คุณ Jack จะเป็นผู้นำภารกิจ Konica Minolta Precision Medicine ผมมีความมั่นใจอย่างเต็มที่ว่า คุณ Matt จะก้าวสู่สู่บทบาทใหม่ของเขาอย่างราบรื่นและจะยังคงนำ Invicro ไปสู่การค้นพบใหม่ที่จะช่วยพัฒนาการค้นพบและพัฒนายาที่เปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คน”

ดร. Silva จะดำเนินภารกิจเชิงกลยุทธ์ของ Invicro เพื่อสนับสนุนการค้นคว้ายาและการพัฒนาชุมชน โดย Invicro จะยังคงใช้ประโยชน์จากความเชี่ยวชาญด้านการถ่ายภาพ ด้านเคมีและการวิเคราะห์ชั้นนำของอุตสาหกรรมซึ่งครอบคลุมการค้นพบผ่านการวิจัยทางคลินิกในหลาย ๆ ด้านของการรักษาซึ่งรวมไปถึงด้านระบบประสาทส่วนกลาง เนื้องอกมะเร็งโรคที่หายาก และโรคทางระบบอื่น ๆ นอกจากนี้ Invicro จะยังคงลงทุนในแพลตฟอร์มข้อมูลซึ่งจะช่วยให้การจัดการ การสร้างภาพ (visualizing) และการวิเคราะห์ข้อมูลการถ่ายภาพทางพยาธิวิทยาและรังสีวิทยาที่สอดคล้องกับ KMPM

“ ก่อนอื่นผมอยากจะขอบคุณ Jack ที่นำ Invicro มาสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ในทุกวันนี้ ผมรู้สึกเป็นเกียรติและตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งที่จะรับบทใหม่และในการปฏิบัติภารกิจต่อไป” ดร. Silva กล่าว “ มันเป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นสำหรับ Invicro ในขณะที่เรายังคงเดินหน้าก้าวต่อไปด้วยความสามารถในการให้บริการด้านเภสัชกรรมของเราที่นำเสนอ imaging biomarkers การวิเคราะห์ขั้นสูง เทคโนโลยีและนวัตกรรมเคมี และบริการห้องปฏิบัติการแล็บหลัก ๆ ทั่วโลก ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องขอบคุณทีมงานของ Invicro และผู้สนับสนุนด้านเภสัชกรรมของเรา ที่ช่วยให้พวกเราสามารถช่วยกันพัฒนายาใหม่ ๆ ที่จะปรับปรุงชีวิตของผู้ป่วยที่ต้องการยาได้”

ด้วยประสบการณ์การถ่ายภาพ diverse imaging ที่หลากหลายตลอด 20 ปี ดร. Silva ได้เข้าร่วมกับ Invicro เป็นครั้งแรกในปี 2555 โดยล่าสุดดำรงตำแหน่งรองประธานกรรมการบริหารแผนกแอปพลิเคชั่นวิทยาศาสตร์ ที่ที่เขานำความพยายามเชิงกลยุทธ์มาขยายการพัฒนายารักษาเนื้องอกและการทดลองทางคลินิก ประสบการณ์ในอุตสาหกรรมยาของ ดร. Silva นั้นรวมไปถึง การดำรงตำแหน่งทางวิทยาศาสตร์และการเป็นผู้นำที่ Vertex, Amgen, Millennium และ Takeda Pharmaceuticals โดยดร. Silva จบปริญญาเอกและปริญญาโทสาขาวิศวกรรมชีวการแพทย์จาก Worcester Polytechnic Institute

เกี่ยวกับ Invicro

Invicro ก่อตั้งขึ้นในปี 2551 มีสำนักงานใหญ่ในเมืองบอสตันรัฐแมสซาชูเซตส์ โดยมีภารกิจในการปรับปรุงบทบาทและหน้าที่ของการเวชศาสตร์ปริวรรต และการพัฒนาในทุกด้านของการรักษา ในวันนี้ทีมสหสาขาวิชาชีพของ Invicro ได้ให้บริการโซลูชั่นแก่บริษัทยาและเทคโนโลยีชีวภาพในทุกขั้นตอนของขั้นตอนการพัฒนายา (เฟส 0-IV) ทุกรูปแบบการถ่ายภาพ และการรักษาทั้งหมด ซึ่งรวมไปถึง ประสาทวิทยา เนื้องอกวิทยา และโรคระดับทั่วร่างกาย (systemic diseases) และโรคหายาก บริการ biomarker เชิงปริมาณของ Invicro เครื่องมือวิเคราะห์ขั้นสูง และ AI และบริการปฏิบัติการทางคลินิกได้รับการสนับสนุนโดยแพลตฟอร์มข้อมูลสารสนเทศด้านซอฟต์แวร์ชั้นนำของอุตสาหกรรมของ Invicro VivoQuant® และ iPACS®

ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งขององค์กร Konica Minolta precision medicine organization และร่วมกับบริษัท Ambry Genetics ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ Invicro จึงได้พัฒนาและใช้ประโยชน์จากแนวทางล่าสุดในการเป็นผู้ให้บริการชีวภาพเชิงปริมาณ ซึ่งรวมไปถึง การถ่ายภาพ พยาธิวิทยาเชิงปริมาณ และจีโนม สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดเยี่ยมชม www.invicro.com.

เกี่ยวกับ Konica Minolta Precision Medicine

Konica Minolta Precision Medicine, Inc. (“KMPM”) ตั้งอยู่ใน Aliso Viejo, แคลิฟอร์เนีย เป็น บริษัท ย่อยของ Konica Minolta, Inc. เช่นเดียวกับบริษัท Ambry Genetics Corporation และ Invicro LLC โดย KMPM ก่อตั้งขึ้นในปี 2561 บนความเชื่อที่ว่าการคิดค้นทางการแพทย์ที่ก้าวล้ำนั้นเป็นไปได้โดยมุ่งเน้นไปที่แผนที่แสดงสุขภาพ (health expression map) กล่าวคือการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับเขตแดนที่ยังไม่ถูกค้นพบระหว่างพันธุศาสตร์และผลกระทบทางชีวภาพของบุคคล ควบคู่ไปกับการวัดสุขภาพในแต่ละช่วงเวลา หน่วยศึกษาด้านสุขภาพและแพลตฟอร์มการสร้างภาพข้อมูลของ KMPM ได้รวบรวมชุดข้อมูลที่น่าทึ่งและหลากหลายที่สุดมาจากยีนส์ โปรตีน เซลล์ และเนื้อเยื่อ ด้วยการวิเคราะห์ที่ซับซ้อนและความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และการแพทย์ชั้นนำระดับโลกจึงทำให้สามารถดูแลรักษาเชิงรุกและป้องกันได้มากขึ้น สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมดูได้ที่: www.KonicaMinoltaPrecisionMedicine.com

เกี่ยวกับ Konica Minolta

Konica Minolta, Inc. (Konica Minolta) เป็นบริษัทเทคโนโลยีดิจิทัลระดับโลกที่มีจุดแข็งหลักในด้านการวิเคราะห์ภาพและข้อมูล, เลนส์, วัสดุและโครงสร้างนาโน ด้วยการใช้นวัตกรรมจึงทำให้ Konica Minolta สร้างผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นดิจิทัลเพื่อธุรกิจและสังคมที่ดีขึ้นในปัจจุบันและสำหรับอนาคต ในส่วนของธุรกิจเทคโนโลยีการดูแลสุขภาพและธุรกิจที่ต้องเผชิญกับอุตสาหกรรมนั้น ทางบริษัท Konica Minolta ก็ได้มุ่งมั่นที่จะเป็นผู้ให้บริการที่มีมูลค่าอย่างบูรณาการซึ่งใช้ความเชี่ยวชาญอย่างเต็มรูปแบบเพื่อนำเสนอโซลูชั่นที่ครอบคลุมกับปัญหาที่เร่งด่วนที่สุดของลูกค้าโดยทำงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ยั่งยืน สามารถคาดการณ์ปัญหาและแก้ไขปัญหาในอนาคตได้ทันท่วงที และปรับแก้ปัญหาเพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะของลูกค้า การใช้ประโยชน์จากความสามารถเหล่านี้ของ Konica Minolta มีส่วนช่วยในการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและการเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานให้กับลูกค้าและนำเสนอโซลูชั่นบริการที่ทันสมัยในยุคอินเตอร์เน็ตแห่งสรรพสิ่ง อนึ่ง Konica Minolta มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในกรุงโตเกียวและมีการดำเนินงานในกว่า 50 ประเทศ มีพนักงานมากกว่า 43,000 คนที่ให้บริการลูกค้าประมาณสองล้านคนในกว่า 150 ประเทศ Konica Minolta จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์โตเกียว (TSE4902) สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดไปที่: https://www.konicaminolta.com/

ดูเวอร์ชันต้นฉบับบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20191223005320/en/

ติดต่อ:

Amanda Harrell

รองประธาน, ฝ่ายการตลาดระดับโลก

media@invicro.com


MoEngage Inc. ได้การรับรองสถานะ AWS Competency

Logo

เบงกาลูรู อินเดีย และ ซานฟรานซิสโก –(BUSINESS WIRE)–10 ธันวาคม 2562

MoEngage Inc แพลตฟอร์มชาญฉลาดเพื่อการเชื่อมต่อกับลูกค้า วันนี้ประกาศว่าได้การรับรอง Retail Competency จาก Amazon Web Services (AWS) เป็นที่เรียบร้อย

พันธมิตรใน AWS Retail Competency แสดงให้เห็นความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคและความสำเร็จเกี่ยวกับลูกค้าที่ได้รับพิสูจน์แล้วในสาขาโซลูชั่นด้านนวัตกรรมที่หลากหลายในวงการค้าปลีกเช่น Data Lakes, AI/ML, Voice, Recognition, IoT, Microservices และ Retail Transformation

พันธมิตรใน AWS Retail Competency ยังมีการตรวจสอบอย่างเข้มงวดโดย AWS เพื่อให้สอดรับกับแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดของ AWS ในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ที่ปลอดภัย ทำงานได้ดี ยืดหยุ่น และมีประสิทธิภาพแก่การปฏิบัติงานในอุตสาหกรรม ทั้งนี้เพื่อเพิ่มความมั่นใจแก่ลูกค้าขณะทำการตัดสินใจ

AWS มอบการปฏิบัติงานด้านโซลูชั่นส์ในวงกว้าง มีความยืดหยุ่น และประหยัดงบประมาณให้แก่ตั้งแต่บริษัทสตาร์ตอัพไปจนถึงองค์กรระดับโลก เพื่อเป็นการรองรับการเริ่มใช้งานและการผสานพลังอย่างไร้รอยต่อ AWS จึงก่อตั้งโปรแกรม AWS Competency เพื่อช่วยลูกค้าระบุพันธมิตร APN สำหรับการปรึกษาและเทคโนโลยี พร้อมประสบการณ์ความเชี่ยวชาญเฉพาะในอุตสาหกรรม

การรับรอง AWS Retail Competency จะช่วยสร้างความแตกต่างแก่ MoEngage ในฐานะสมาชิกของ AWS Partner Network (APN) ที่มอบความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคเฉพาะขั้นสูง

Raviteja Dodda ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอแห่ง MoEngage กล่าวว่า “MoEngage ภูมิใจมากที่ได้การรับรองสถานะ AWS Retail Competency ทีมงานของเรามุ่งมั่นในการช่วยเหลือองค์กรต่าง ๆ ให้บรรลุเป้าหมายทางเทคโนโลยีโดยการยกระดับความคล่องตัว ขอบเขตการบริการ และวิถีนวัตกรรมที่ทาง AWS มอบให้”

ในขณะเดียวกัน MoEngage ช่วยยกระดับ AWS เพื่อช่วยส่งข้อความเฉพาะแต่ละบุคคลได้แบบเรียลไทม์ในวงกว้างอีกด้วย

MoEngage ส่งข้อความเฉพาะแต่ละบุคคลกว่า 1 ล้านครั้งในแต่ละวัน มีฐานผู้ใช้มีถึง 500 ล้านคนจาก 35 ประเทศทั่วโลก

ผู้ค้าปลีกสามารถใช้ MoEngage เพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุนด้านการตลาด คุณค่าตลอดการใช้งาน และการเก็บรักษาที่สูงขึ้น 

MoEngage ยังได้รับแต่งตั้งเป็น 2019 Gartner Magic Quadrant สำหรับแพลตฟอร์มการตลาดบนมือถือ และได้รับการจัดอันดับที่สูงขึ้นด้านความพึงพอใจของลูกค้า

นาย Anand Bhaskaran หัวหน้าแผนก Digital Marketing จาก bigbasket กล่าวว่า “MoEngage มีพันธมิตรที่มั่นคงและแข็งแกร่งมาช่วยผลักดันในการเป็นร้านค้าออนไลน์ที่ดีที่สุดในอินเดีย การแบ่งสัดส่วนที่ชัดเจน การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายแต่ละบุคคลผ่านระบบ AI และความสามารถด้านการตลาดผ่านช่องทางที่หลากหลายมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ bigbasket ส่งต่อประสบการณ์ขายของออนไลน์ได้อย่างไร้รอยต่อและเป็นกันเอง”

เกี่ยวกับ MoEngage

MoEngage เป็นแพลตฟอร์มชาญฉลาดที่เชื่อมต่อกับลูกค้า ออกแบบขึ้นครั้งแรกเพื่อรองรับการใช้งานผ่านโทรศัพท์มือถือ แบรนด์ค้าปลีกอย่าง FuturePay, Tokopedia, bigbasket และอื่น ๆ ได้ใช้ MoEngage เพื่อส่งต่อประสบการณ์แบบส่วนตัวเป็นกันเองกับลูกค้าในวงกว้างผ่านช่องทางดิจิทัล

เรียนรู้เพิ่มเติมได้ที่ www.moengage.com 

ดูเนื้อหาต้นฉบับได้ที่ businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20191209005796/en/ 

ติดต่อ:

MoEngage | Suraj Dubey | suraj@moengage.com

Zihaad Wells กลับมายัง True Religion Apparel ในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์

Logo

แมนฮัตตันบีช แคลิฟอร์เนีย–(บิสิเนสไวร์)–09 ธ.ค. 2562

True Religion Apparel, Inc. ประกาศในวันนี้ว่า Zihaad Wells ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์โดยมีผลทันที  ก่อนหน้านี้คุณ Wells เคยดำรงตำแหน่งรองประธานฝ่ายออกแบบสำหรับ True Religion Apparel ตั้งแต่ปี 2549 ถึงปี 2560 และเป็นรองประธานด้านการออกแบบและสร้างสรรค์ล่าสุดที่ AG Jeans  คุณ Wells จะรับผิดชอบการออกแบบผลิตภัณฑ์ การตลาด และการขับเคลื่อนทิศทางความคิดสร้างสรรค์ของแบรนด์  คุณ Wells รายงานตรงต่อ Michael Buckley ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

Zihaad Wells มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับอุตสาหกรรมแบรนด์กางเกงยีนส์ ทั้งเรื่องแบรนด์ ผลิตภัณฑ์ การขายส่ง การขายปลีก และอีคอมเมิร์ซโดยมีประสบการณ์มากกว่า 20 ปี  คุณ Wells เริ่มต้นอาชีพของเขาที่ Levi's Europe ซึ่งเขาได้ทำงานกับคอลเลคชั่น Levi's Red และ Levi’s Vintage ก่อนที่จะมาทำงานที่ True Religion Apparel ในปี 2549

Michael Buckley ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกล่าวว่า “เรารู้สึกตื่นเต้นและภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับ Zihaad Wells กลับมายัง True Religion Apparel  คุณ Zihaad เป็นหนึ่งในผู้สร้างสรรค์ยีนส์และชุดกีฬาชั้นนำในอุตสาหกรรม”

คุณ Wells กล่าวเกี่ยวกับตำแหน่งใหม่ของเขาว่า “ผมรู้สึกตื่นเต้นอย่างยิ่งที่ได้กลับมาสู่ True Religion ในฐานะผู้อำนวยการสร้างสรรค์  ผู้รู้สึกเหมือนได้กลับบ้าน  ผมหวังว่าจะทำงานร่วมกับ Michael และทีมงานเพื่อกลับไปยังดีเอ็นเอที่ทำให้ True Religion เป็นแบรนด์ยอดเยี่ยม ซึ่งเป็นสมดุลระหว่างมรดกและความทันสมั่ยที่สมบูรณ์แบบ โดยมีรากฐานในเครื่องแต่งกายยีนส์ที่โด่งดัง

เกี่ยวกับ True Religion Apparel, Inc.

ในปี 2545 True Religion ถือกำเนิดในวงการยีนส์ลอสแองเจลิสโดยปฏิวัติรูปแบบยีนส์คลาสสิกห้ากระเป๋า  ด้วยกระบวนการด้ายห้าเข็มสองตะเข็บต่อนิ้ว True Religion Super T ได้รับการยอมรับเป็นสไตล์ที่แตกต่างจากแบรนด์ยีนส์อื่นๆ ในโลกทันที  True Religion เข้าถึงความเป็นตัวของตัวเองของเราทุกคน แบรนด์ดังกล่าวถูกสวมใส่โดยนักกีฬา นักดนตรี และศิลปินทั่วโลกเพื่อแสดงสไตล์ของแต่ละคน โดยนำเสนอการคัดสรรสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว True Religion Brand Jeans มุ่งเน้นผลิตยีนส์พรีเมี่ยมคุณภาพสูงและชุดกีฬาสำหรับบุรุษ สตรี และเด็ก

อ่านต้นฉบับบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20191209005232/en/

ติดต่อ:

สำหรับ True Religion:
Kate Kaminsky
kate@michelemariepr.com
646.863.3923

VF Corporation ประกาศเป้าหมายทางวิทยาศาสตร์ตัวใหม่เพื่อเร่งโปรแกรมความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

Logo

เป้าหมายใหม่เป็นส่วนหนึ่งของรายงานเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนและการรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมล่าสุด (Made for Change Sustainability & Responsibility Report

เดนเวอร์–(BUSINESS WIRE)–5 ธ.ค. 2562

VF Corporation (NYSE: VFC) หนึ่งในบริษัทผู้ผลิตเสื้อผ้า รองเท้า และแอคเซสซอรี่รายใหญ่ที่สุดของโลกได้ตีพิมพ์รายงานล่าสุดชื่อ Made for Change Sustainability & Responsibility ร่วมกับการประกาศเป้าหมายพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ชั้นนำของอุตสาหกรรม ( science-based targets หรือ SBTs) และวิสัยทัศน์ที่กล้าหาญสำหรับการใช้วัสดุที่ยั่งยืน

VF's Made for Change รายงานรายละเอียดเกี่ยวกับแรงบันดาลใจของบริษัทในการพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมในธุรกิจบริษัท, แบรนด์, ห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกและชุมชนทั่วโลก รายงานดังกล่าวยังเน้นถึงความสำเร็จจากปีที่แล้วซึ่งคือปี 2561

“เรามีพนักงานที่มีศักยภาพ 50,000 คนที่มีความมุ่งมั่นที่จะทำให้บริษัทเป็นมากกว่าบริษัทเสื้อผ้าและรองเท้า เรามุ่งมั่นที่จะเป็นองค์กรที่มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับความแข็งแกร่งของธุรกิจของเราเพื่อส่งผลดีต่อผู้คนและโลกที่อยู่ร่วมกัน” Steve Rendle ประธานและซีอีโอของ VF กล่าว “ เราภูมิใจในความก้าวหน้าของเรา แต่เราก็รู้ว่ายังมีอะไรอีกมากมายที่เราสามารถทำได้ กลยุทธ์ Made for Change ของเราแสดงถึงการให้ความสำคัญกับอนาคตและแสดงความมุ่งเน้นในการที่เราจะผลักดันตัวเองมากขึ้นต่อ ๆ ไป ในช่วงที่เรากำลังเผชิญกับปัญหาบางส่วนที่ท้าทายความสามารถมากที่สุดในอุตสาหกรรมของเราในปัจจุบัน“

กลยุทธ์ Made for Change มุ่งเน้นไปที่ 3 ด้าน

  • โมเดลธุรกิจแบบวงกลม หรือ Circular Business Models: การใช้โมเดลธุรกิจแบบวงกลมเชิงพาณิชย์เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของ VF ในขณะที่สร้างโอกาสแห่งการเติบโตใหม่
  • การใช้ประโยชน์จากขนาดบริษัท หรือ Scale for Good: การใช้ประโยชน์จากขนาดและอิทธิพลระดับโลกของ VF เพื่อผลักดันการลดผลกระทบในธุรกิจและอุตสาหกรรมในวงที่กว้างขึ้น
  • ผู้ก่อความเคลื่อนไหว หรือ Movement Makers: การใช้แบรนด์ VF และแบรนด์อื่น ๆ ของ บริษัทเพื่อทำหน้าที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสำหรับการขับเคลื่อนไปสู่วิถีชีวิตที่ยั่งยืนและกระตือรือร้นเพื่อประโยชน์ของผู้คนและโลกของเรา

ไฮไลท์ของรายงาน Made for Change

ตามที่ระบุไว้ในรายงานและสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ VF ได้ทำการวัดความก้าวหน้าเทียบกับเป้าหมาย โดยไฮไลท์รวมถึง:

  • ร้อยละ 50 ของศูนย์กระจายสินค้าของ VF ทั่วโลกปล่อยของเสียเป็นศูนย์
  • อาคาร 16 แห่งของ VF ได้รับการรับรองมาตรฐาน LEED
  • การเปิดตัวของวิสัยทัศน์ด้านที่ยั่งยืนมุ่งเน้นที่แนวคิดหลักสามประการ คือ วัสดุที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ การหาแหล่งวัสดุทดแทนอย่างมีความรับผิดชอบ และวัสดุที่สามารถนำมารีไซเคิลได้
  • การปรับปรุงวิถีชีวิตของคนงานในบังคลาเทศ กัมพูชา อินเดีย สาธารณรัฐโดมินิกัน เวียดนาม จีนเคนยา และเลโซโทผ่านโครงการพัฒนาแรงงาน VG และชุมชน หรือ VF’s Worker and Community Development (WCD) Program

เป้าหมายทางวิทยาศาสตร์ของ VF ได้รับการอนุมัติโดยเป้าหมายทางวิทยาศาสตร์ หรือ the Science Based Targets initiative

เป้าหมายพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของ VF (SBTs) ใหม่ เป็นหนึ่งในความพยายามอันทะเยอทะยานที่สุดในอุตสาหกรรมและสอดคล้องกับอุดมการณ์ของการใช้ระดับประโยชน์จากขนาดของบริษัทในระดับโลกที่ดี โดย SBTs เป็นเป้าหมายเกี่ยวกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สอดคล้องกับเป้าหมายของข้อตกลงปารีส

“ VF เป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในภาคสิ่งทอเครื่องแต่งกายและสินค้าฟุ่มเฟือยที่ได้กำหนดเป้าหมาย 1.5 องศาสำหรับการปล่อยก๊าซตามขอบเขต 1 และขอบเขต 2 และกำหนดเป้าหมายต่ำกว่า 2 องศาสำหรับการปล่อยก๊าซตามขอบเขต 3 ที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ Ben Peel ที่ปรึกษาที่ปรึกษาคาร์บอนทรัสต์กล่าว

VF ได้ร่วมโครงการความร่วมมือที่ยาวนานสองปีในการพัฒนา SBTs ใหม่ โดยบริษัทได้ร่วมมือกับที่ปรึกษาระดับโลกอย่างคาร์บอนทรัสต์ในการสร้างแบบจำลองข้อมูลในโรงงานที่บริษัทเป็นเจ้าของและดำเนินการ รวมถึงการดำเนินงานทั้งหมดจากฟาร์มไปจนถึงร้านค้าปลีก และทำงานอย่างลึกซึ้งกับห่วงโซ่คุณค่าทั้งหมด ข้อมูลปฐมภูมิถูกรวบรวมจากโรงงานผลิตศูนย์กระจายสินค้าและโลจิสติกส์ระดับโลกของ VF 1,400 แห่งรวมถึงซัพพลายเออร์ระดับ Tier 1 และ Tier 2 กว่า 100 รายเพิ่ม ซึ่งช่วยเพิ่มความสามารถในการระบุปัจจัยและใช้กลยุทธ์การลด

เป้าหมายการปล่อยคาร์บอนตามเป้าหมายพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของ VF นั้นรวมถึง:

  • การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขต 1 และ 2 ลงอย่างแน่นอนร้อยละ 55 ภายในปี 2573 จากปีพื้นฐานปี 2560; และ
  • การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของขอบเขต 3 อย่างแน่นอนร้อยละ 30 ภายในปี 2573 จากปีฐานปี 2560 โดยมุ่งเน้นไปที่วัตถุดิบจากฟาร์มสู่การค้าปลีกการดำเนินการจัดหาและโลจิสติกส์

ความคิดริเริ่มตามเป้าหมายทางวิทยาศาสตร์เชื่อว่าการตั้งเป้าหมายตามวิทยาศาสตร์เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการส่งเสริมความได้เปรียบในการแข่งขันของบริษัทในช่วงการเปลี่ยนภาพไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ วิธีการนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง CDP, United Global Global Compact (UNGC), World Resources Institute (WRI) และ World Wide Fund for Nature (WWF) และหนึ่งในพันธสัญญาของ We Mean Business Coalition

“นี่คือคำแนะนำเชิงกลยุทธ์ที่ครอบคลุมที่สุดที่เราได้แนะแนวองค์กรว่าจะสามารถบรรลุ SBT ได้อย่างไรในการดำเนินงานและห่วงโซ่คุณค่าของบริษัท” Tom Delay ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Carbon Trust กล่าว “งานนี้ส่งสัญญาณที่แข็งแกร่งไปยังภาคเครื่องแต่งกายว่าด้วยระดับของการเปลี่ยนแปลงที่จำเป็นในการจัดการกับการปล่อยมลพิษทั่วทั้งห่วงโซ่อุปทาน การจัดจำหน่ายทั่วโลก และต่อแบรนด์ต่าง ๆ ทั้งนี้กระบวนการพัฒนาความร่วมมือและการมุ่งเน้นในการชักจูงผู้อื่นถือเป็นความเป็นผู้นำขององค์กรที่แท้จริง เรารู้สึกตื่นเต้นที่จะได้เห็น VF บรรลุเป้าหมายที่ทะเยอทะยานนี้”

วิสัยทัศน์ใหม่สำหรับวัสดุที่ยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังมีการประกาศในวันนี้ว่า วิสัยทัศน์วัสดุยั่งยืนใหม่ของ VF จะเป็นกุญแจสำคัญในการบรรลุ SBTs การสกัด การผลิต และการผลิตวัตถุดิบเป็นส่วนที่ใหญ่ที่สุดของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของ VF ทั่วโลก วิสัยทัศน์ที่เป็นนวัตกรรมจะสร้างเส้นทางที่ชัดเจนสำหรับการลดการปล่อยก๊าซไปอีกขั้น

ในปี 2573 VF ตั้งความมุ่งมั่นว่าร้อยละ  100 ของวัสดุเก้าอันดับแรก ซึ่งคิดเป็นประมาณร้อยละ 90 ของการปล่อยก๊าซคาร์บอนที่เกี่ยวข้องกับวัสดุจะมาจากแหล่งกำเนิดใหม่แหล่งทดแทน หมุนเวียน หรือที่ใช้แหล่งรีไซเคิล

จากการใช้เครื่องมือ เช่น ดัชนีความยั่งยืนของวัสดุเครื่องนุ่งห่มที่ยั่งยืน และวิธีการวิเคราะห์วัฏจักรชีวิต ทำให้ VF กำลังประเมินทางเลือกวัสดุภายในสามด้านนี้เพื่อระบุโอกาสที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเพื่อทำความเข้าใจว่าการเร่งตัวเลือกเหล่านี้จะนำไปสู่เป้าหมายทางวิทยาศาสตร์อย่างไร

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ VF และรายงาน Made for Change Sustainability & Responsibility สามารถหาพบได้ที่ www.vfc.com.

เกี่ยวกับ VF

VF Corporation ก่อตั้งขึ้นในปี 2442 เป็นหนึ่งในบริษัท เครื่องแต่งกาย รองเท้า และแอคเซสซอรีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่เชื่อมต่อผู้คนกับวิถีชีวิต กิจกรรม และประสบการณ์ที่พวกเขาหวงแหนมากที่สุดผ่านหลากหลายแบรนด์ดังที่เชี่ยวชาญด้านเสื้อผ้าเอาท์ดอร์ เสื้อผ้าทำงาน และเสื้อผ้ากีฬา รวมไปถึง Vans®, The North Face®, Timberland® and Dickies®.จุดประสงค์ของเราคือขับเคลื่อนวิถีชีวิตที่แอคทีฟและที่ยั่งยืนและกระตือรือร้นเพื่อประโยชน์ของผู้คนและโลกของเรา เราเชื่อมโยงจุดประสงค์นี้ด้วยแรงผลักดันอย่างไม่หยุดยั้งที่จะประสบความสำเร็จในการสร้างมูลค่าให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดและใช้บริษัทของเราเป็นแรงผลักดันที่ดี สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาเยี่ยมชม vfc.com.

เกี่ยวกับ Carbon Trust

คาร์บอนทรัสต์เป็นพันธมิตรผู้เชี่ยวชาญขององค์กรชั้นนำทั่วโลกซึ่งช่วยให้องค์กรเหล่านั้นมีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์จากอนาคตที่ยั่งยืนมากขึ้น

  • เราให้คำแนะนำแก่บริษัทธุรกิจ รัฐบาล และภาครัฐ เกี่ยวกับโอกาสในโลกที่ใช้คาร์บอนอย่างต่ำและยั่งยืน
  • เราทำการวัดและรับรองรอยเท้าสิ่งแวดล้อม (environmental footprint) ขององค์กรห่วงโซ่อุปทานและผลิตภัณฑ์
  • เราพัฒนาและปรับใช้เทคโนโลยีและโซลูชั่นคาร์บอนต่ำ เริ่มตั้งแต่การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพไปจนถึงพลังงานทดแทน

ดูเวอร์ชั่นต้นฉบับบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20191205005251/en/

ติดต่อ:

Molly Cuffe

ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรเพื่อความรับผิดชอบ

Molly_Cuffe@vfc.com