Mary Kay เผยผลการวิจัยใหม่ล่าสุดในงาน Skin of Color Society Virtual Program

Logo

ดัลลัส–(BUSINESS WIRE)–26 พฤษภาคม 2563

Mary Kay Inc., ผู้นำด้านนวัตกรรมดูแลผิวมากว่า 56 ปี สานต่อการสนับสนุนชุมชนความงามและวิทยาศาสตร์ที่ทำมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยการนำเสนอผลวิจัยในงาน 2020 Skin of Color Society Symposium Virtual Program

เอกสารประชาสัมพันธ์นี้ประกอบด้วยเนื้อหามัลติมีเดีย ดูอย่างเต็มรูปแบบที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20200526005633/en/

Dr. Lucy Gildea, Chief Scientific Officer of Mary Kay (Photo: Mary Kay Inc.)

Dr. Lucy Gildea ผู้บริหารระดับสูงด้านวิทยาศาสตร์ของ Mary Kay (รูปภาพ: Mary Kay Inc.)

Dr. Cristi Gomez ผู้อำนวยการฝ่ายความปลอดภัยผลิตภัณฑ์และพิษวิทยาสิ่งแวดล้อม เผยผลการวิจัยใหม่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลัง LumiVie เซรัมสูตรเข้มข้นโดย Mary Kay ที่ช่วยให้ผิวสว่างขึ้น เติมพลังและความชุ่มชื้นให้ผิว การขยายของเมืองทั่วโลกส่งผลให้มีความกังวลเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับผลกระทบจากมลภาวะต่อผิว การอยู่ในพื้นที่ที่มีมลพิษทางอากาศมีความสัมพันธ์กับริ้วรอยแห่งวัยที่มองเห็นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเกิดจุดเม็ดสี นักวิจัยของ Mary Kay ได้พัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากพืชและวิตามิน B3 และวิตามิน C ซึ่งเหมาะสำหรับผิวที่แพ้ง่าย และแก้ปัญหาความกังวลเกี่ยวกับเม็ดสีได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหล่านักวิจัยยังพบว่าสีผิวมีความสม่ำเสมอ สว่าง และผิวสัมผัสที่เรียบเนียนขึ้น

“ทีมของเรามีความมุ่งมั่นที่จะทำวิจัยและพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อแก้ปัญหาผิวที่พบได้บ่อยซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้หญิงและความมั่นใจของพวกเขา” Dr. Lucy Gildea ผู้บริหารระดับสูงด้านวิทยาศาสตร์ของ Mary Kay กล่าว “ในปี 2563 ฝ่ายวิจัยและพัฒนาของ Mary Kay จะยังคงแบ่งปันสิ่งใหม่ ๆ ที่เราค้นพบให้กับชุมชนวิทยาศาสตร์โดยรวมต่อไป”

งาน Skin of Color Society Symposium Virtual Program เป็นงานล่าสุดที่ Mary Kay ได้เข้าร่วมพร้อมกับชุมชนวิทยาศาสตร์และวิชาการซึ่งเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นที่เป็นจุดยืนของแบรนด์มาอย่างยาวนานในการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาด้านสุขภาพผิวให้ก้าวล้ำ ในทุก ๆ ปี Mary Kay ได้ทำการทดสอบทางวิทยาศาสตร์กับผลิภัณฑ์และส่วนผสมหลายแสนครั้ง เพื่อให้ได้มาตรฐานด้านความปลอดภัย คุณภาพและประสิทธิภาพขั้นสูงสุด Mary Kay เป็นเจ้าของสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี และการออกแบบบรรจุภัณฑ์กว่า 1,500 ชิ้นจากผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายทั่วโลก ในปี 2561 บริษัทได้ประกาศเปิดศูนย์ผลิต วิจัยและพัฒนาที่ทันสมัย ที่มีมูลค่ากว่า 100 ล้านดอลลาร์ในเมืองลูอิสวิลล์ รัฐเท็กซัส

เกี่ยวกับ Mary Kay

Mary Kay Ash คือหนึ่งในผู้ที่สามารถก้าวข้ามอุปสรรคที่มองไม่เห็น และก่อตั้งบริษัทความงามของตัวเองขึ้นเมื่อ 56 ปีที่แล้ว โดยมีเป้าหมาย 3 ข้อได้แก่ มอบโอกาสให้กับผู้หญิง ผลิตสินค้าที่เป็นที่ต้องการ และสร้างโลกให้น่าอยู่ ความฝันของเธอได้เบ่งบานขึ้นกลายเป็นบริษัทที่เติบโตทางการเงินมูลค่าหลายพันล้าน พร้อมพนักงานขายอิสระกว่าล้านคนใน 40 ประเทศ Mary Kay ทุ่มเทให้กับการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลังความงามและผลิตสินค้าบำรุงผิว เครื่องสำอาง อาหารเสริมเพื่อสุขภาพและน้ำหอมมากมาย และยังทุ่มเทกับการช่วยให้ผู้หญิงและครอบครัวของพวกเขามีพลังด้วยการร่วมกับองค์กรต่าง ๆ ทั่วโลกให้ความสำคัญและสนับสนุนกับการวิจัยด้านมะเร็ง ปกป้องผู้รอดชีวิตจากความรุนแรงในครอบครัว ทำให้ชุมชนของเราสวยงาม และส่งเสริมให้เด็ก ๆ ทำตามความฝัน วิสัยทัศน์ดั้งเดิมของ Mary Kay Ash ยังคงเปล่งประกายและพาเธอสู่ความสำเร็จไปทีละขั้น เรียนรู้เพิ่มเติมได้ที่ MaryKay.com

ดูเนื้อหาต้นฉบับที่ businesswire.comhttps://www.businesswire.com/news/home/20200526005633/en/

ติดต่อ:

ฝ่ายสื่อสารองค์กร Mary Kay Inc.
marykay.com/newsroom
972.687.5332 หรือ media@mkcorp.com

มหาวิทยาลัยแห่งชาติชิงหวา (NTHU) ใช้บิ๊กดาต้าสู้กับไวรัสโคโรนา

Logo

ซินจู๋, ไต้หวัน–(BUSINESS WIRE)–20 พฤษภาคม 2563

เมื่อไม่นานมานี้ มหาวิทยาลัยแห่งชาติชิงหวา (NTHU) ได้ริเริ่มความร่วมมือกับ Facebook และมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเพื่อนำข้อมูลขนาดใหญ่หรือบิ๊กดาต้ามาใช้เพื่อศึกษาการแพร่กระจายที่เป็นไปได้ของไวรัสโคโรนาในไต้หวัน ความร่วมมือในระดับนานาชาตินี้นำโดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ Hsiao-Han Chang จากสถาบันชีวสารสนเทศและชีววิทยาโครงสร้างแห่งมหาวิทยาลัยชิงหวา ผลการศึกษาในเบื้องต้นชี้ให้เห็นว่าความเสี่ยงของการแพร่ระบาดภายในประเทศมีมากกว่าการแพร่ระบาดระยะไกลระหว่างประเทศและเมืองต่าง ๆ โดย Chang ได้แนะนำให้ประชาชนอยู่บ้านและหลีกเลี้ยงพื้นที่ที่มีการชุมนุมของผู้คนในช่วงเทศกาลวันหยุดที่กำลังจะมาถึงนี้

เอกสารประชาสัมพันธ์นี้ประกอบด้วยเนื้อหามัลติมีเดีย ดูอย่างเต็มรูปแบบที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20200519005046/en/

A research team led by Assistant Professor Hsiao-Han Chang of the Institute of Bioinformatics and Structural Biology has collaborated with Facebook and Harvard T.H. Chan School of Public Health to study the spread of the coronavirus. (Photo: National Tsing Hua University)

ทีมวิจัยที่นำโดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ Hsiao-Han Chang แห่งสถาบันชีวสารสนเทศและชีววิทยาโครงสร้าง ได้ร่วมกับ Facebook และ Harvard T.H. Chan School of Public Health เพื่อศึกษาเกี่ยวกับการแพร่กระจายของไวรัสโคโรนา (รูปภาพ: National Tsing Hua University)

เมื่อไม่นานมานี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ยังได้ต่อยอดผลการศึกษาชิ้นหนึ่ง โดยนำโมเดลทางคณิตศาสตร์มาใช้วัดผลจากการสวมใส่หน้ากาก โดย Chang สนับสนุนการตัดสินใจของศูนย์บัญชาการกลางป้องกันโรคระบาด (CECC) อย่างหนักแน่นในการจัดตั้งระบบแจกจ่ายหน้ากาก เนื่องจากการป้องกันการกักตุนหน้ากากมีส่วนสำคัญในการช่วงป้องกันการระบาดของไวรัส

การใช้บิ๊กดาต้าของ Facebook กับการเคลื่อนที่ของผู้คน

ในช่วงปลายเดือนมกราคม Facebook ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่ใหญ่ที่สุดของโลก ได้เริ่มให้ข้อมูลการเคลื่อนที่ของคนเพื่อใช้ในการศึกษาร่วมระหว่างมหาวิทยาลัยชิงหวาและวิทยาลัยสาธารณสุขของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา โดยข้อมูลดังกล่าวประกอบด้วยประมาณการณ์ตัวเลขของผู้คนที่มีการเคลื่อนที่ระหว่างเมือง

การชุมนุมที่มีความเสี่ยงสูง

ทีมวิจัยของ Chang ยังพบว่าการเคลื่อนที่ภายในประเทศมีส่วนสำคัญต่อโอกาสในการระบาดของไวรัสโคโรนามากกว่าการเคลื่อนที่ระยะไกล ซึ่งขัดแย้งกับความเข้าใจในวงกว้างว่าการเดินทางระยะไกลเป็นปัจจัยที่มีความเสี่ยงสูงสุดที่ทำให้เกิดการระบาด ซึ่งอันที่จริงแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือจำนวนของผู้ติดเชื้อและระยะเวลาในการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้อื่น ดังนั้น การไปตามสถานที่ที่มีผู้คนจำนวนมากที่อยู่ใกล้บริเวณที่พักอาศัยจึงไม่ได้ปลอดภัยไปกว่าการเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยม สำหรับ Chang แล้ว สิ่งที่น่ากังวลมากกว่า คือ แม้ว่าจะมีการประกาศเตือนจาก CECC เป็นระยะ ๆ นับตั้งแต่เริ่มมีโรคระบาด การเดินทางในไต้หวันกลับไม่ได้ลดลง

ทีมวิจัยยังได้ใช้โมเดลทางคณิตศาสตร์เพื่อกระตุ้นผลจากการสวมใส่หน้ากาก โดย Chang ได้เผยว่ามีการพบว่าการแพร่กระจาย การสวมใส่หน้ากากอย่างถูกวิธี และการลดลงของจำนวนผู้ติดเชื้อมีความสัมพันธ์กันอย่างเห็นได้ชัด ขณะนี้ในไต้หวันมีการผลิตหน้ากากออกมาหลายล้านชิ้นและเพื่อนำไปแจกจ่าย และนี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ประเทศรอดพ้นจากการระบาดโดยแทบไม่ได้รับความเสียหาย

การแจกจ่ายหน้ากากตามลำดับความสำคัญ

การศึกษาโดย Chang และ Colin Worby นักชีววิทยาด้านการคำนวณจาก Broad Institute of MIT and Harvard แสดงให้เห็นว่าการสวมใส่หน้ากากอย่างถูกวิธีของคนส่วนใหญ่ช่วยลดทั้งจำนวนของผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตได้อย่างมาก

พวกเขายังพบว่าเมื่อหน้ากากมีจำนวนจำกัด การแจกจ่ายให้กับกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงก่อนช่วยลดจำนวนผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตโดยรวม Chang กล่าวในช่วงต้นของการระบาดว่า CECC ได้เข้าควบคุมโรงงานผลิตหน้ากากในไต้หวันและจัดตั้งระบบกระจายหน้ากากเพื่อป้องกันการกว้านซื้อและกักตุน ซึ่งเป็นสองมาตรการหลักที่ช่วยให้ประเทศอยู่ในกลุ่มผู้นำในการป้องกันการระบาด

ดูเนื้อหาต้นฉบับที่ businesswire.comhttps://www.businesswire.com/news/home/20200519005046/en/

ติดต่อ:

Holly Hsueh
NTHU
(886)3-516-2006
hoyu@mx.nthu.edu.tw

กลุ่มบริษัทอายิโนะโมะโต๊ะ เปิดตัวระบบสร้างการรวบรวมข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับสารอาหาร

Logo

หนึ่งในบริษัทด้านอาหารแห่งแรกในญี่ปุ่นที่ทำเรื่องนี้

บริษัทจำนวนเก้าแห่งในเจ็ดประเทศเริ่มประเมินคุณค่าทางโภชนาการของผลิตภัณฑ์เป้าหมาย

โตเกียว–(BUSINESS WIRE)–14 พ.ค. 2563

บริษัทอายิโนะโมะโต๊ะ  (“ Ajinomoto Co. ”) จะเริ่มดำเนินกิจกรรมการปรับปรุงโภชนาการทั่วโลก โดยในวันที่ วันที่ 1 เมษายน 2563 ได้เริ่มการเปิดตัวของระบบรวบรวมข้อมูลโภชนาการของกลุ่มอายิโนะโมะโต๊ะ  หรือ Ajinomoto Group Nutrient Profiling System for Products  (“ ANPS-P”) ซึ่งได้รับการพัฒนาให้เป็นวิธีการประเมินคุณค่าทางโภชนาการของผลิตภัณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ เช่น ซุปผงและอาหารแช่แข็ง โดย ANPS-P จะครอบคลุมผลิตภัณฑ์ประมาณ 500 รายการของบริษัทในกลุ่มอายิโนะโมะโต๊ะเก้าแห่งในเจ็ดประเทศ ซึ่งรวมถึงญี่ปุ่น ได้แก่ (Ajinomoto Co. , Inc. , Ajinomoto AGF, Inc. , Ajinomoto Frozen Foods Co. , Inc. , AJINOMOTO CO. (ประเทศไทย) LTD., AJINOMOTO VIETNAM CO., LTD PT AJINOMOTO INDONESIA, AJINOMOTO PHILIPPINES CORPORATION, Ajinomoto (มาเลเซีย) Berhad และ AJINOMOTO DO BRASIL INDÚSTRIA E COMÉRCIO DE ALIMENTOS LTDA.)

ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้มีคุณสมบัติเป็นมัลติมีเดีย ดูฉบับเต็มได้ที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20200513005944/en/

Continuous product improvement through ANPS (Graphic: Business Wire)

การปรับปรุงผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่องผ่าน ANPS (กราฟิก: Business Wire)

โลกกำลังเผชิญกับปัญหาด้านโภชนาการที่ขัดแย้งกันเองสองประเด็น กล่าวคือมีคนมากกว่า 2 พันล้านคนที่เผชิญความเสี่ยงต่อโรคที่เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตอันเป็นผลมาจากการเป็นโรคอ้วนหรือน้ำหนักเกินเนื่องมาจากปริมาณสารอาหารที่มากเกินไป1 แต่ในขณะเดียวกันอาหารของพวกเขามีแนวโน้มที่จะมีโปรตีน ผัก เส้นใยอาหารและสารอาหารอื่น ๆ ไม่เพียงพอ อย่างไรก็ตามมันเป็นเรื่องยากสำหรับผู้บริโภคที่จะกินอาหารที่สมดุลได้ทุกวันตามความรู้เกี่ยวกับสารอาหารที่จำเป็น ปัจจุบันนี้รัฐบาลและบริษัทต่าง ๆ มีความสนใจทางสาธารณะเพิ่มขึ้นในความพยายามเพื่อการปรับปรุงด้านโภชนาการ

เมื่อคำนึงถึงบริบทในเรื่องนี้ บริษัทอาหารระดับโลกได้พัฒนาและแนะนำระบบ nutrient profiling systems  (“ NPS”) ให้เป็นวิธีการประเมินปริมาณของสารอาหารในอาหารบนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์เพื่อแสดงคุณภาพทางโภชนาการในลักษณะที่เข้าใจได้ง่าย  NPS ใช้อัลกอริทึมเฉพาะในการประเมินคุณภาพทางโภชนาการของอาหารโดยคิดเป็นคะแนน (ค่าตัวเลข) เพื่อทำให้สามารถเปรียบเทียบคุณค่าทางโภชนาการของผลิตภัณฑ์หลายชนิดในหมวดหมู่เดียวกัน หรือสำหรับผลิตภัณฑ์เดียวกันก่อนและหลังทำการปรุงอีกครั้ง โดยใช้แกนร่วม (common axis) สำหรับการประเมิน

ANPS-P ที่พัฒนาโดยกลุ่มอายิโนะโมะโต๊ะ  จะใช้วิธีการให้คะแนนโดยระบบ Health Star Rating ซึ่งเป็นวิธี NPS ที่ใช้เป็นหลักในประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ระบบนี้ประเมินคุณค่าทางโภชนาการของผลิตภัณฑ์ตามปริมาณของสารอาหารแต่ละชนิดที่ไม่ควรบริโภคในปริมาณที่มากเกินไป (แคลอรี่ น้ำตาลที่ถูกเติมเข้าไป2 โซเดียม  และไขมันอิ่มตัว3) และปริมาณของสารอาหารและกลุ่มอาหารแต่ละชนิดที่ถูกแนะนำให้บริโภคและที่มีแนวโน้มว่าจะปรากฎในอาหารต่ำกว่าเกณฑ์ (โปรตีน ผัก ผลไม้ ถั่ว พืชตระกูลถั่ว และใยอาหาร)

การเริ่มต้นใช้ ANPS-P ช่วยให้เข้าใจปัญหาทางโภชนาการได้ดีขึ้นโดยใช้มาตรฐานทั่วไปในการประเมินคุณค่าทางโภชนาการของผลิตภัณฑ์ของกลุ่มอายิโนะโมะโต๊ะ  โดยเมื่อคำนึงถึงมาตรฐานนี้กลุ่มอายิโนะโมะโต๊ะจะทำการปรับปรุงและสร้างผลิตภัณฑ์ที่ให้คุณค่าทางโภชนาการสูง ซึ่งทำให้การลดเกลือและการบริโภคโปรตีนเป็นไปได้ง่าย นอกเหนือไปจากประโยชน์อื่น ๆ ซึ่งจะช่วยปรับปรุงสุขภาพของผู้บริโภคแล้ว ในอนาคตข้างหน้ากลุ่มอายิโนะโมะโต๊ะ ยังวางแผนที่จะพัฒนาและแนะนำ NPS สำหรับมื้ออาหารที่ใช้ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มอายิโนะโมะโต๊ะ  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การสนับสนุนอาหารที่มีสมดุลทางโภชนาการรอบด้าน

ในระหว่างที่บริษัทกำลังเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็น “บริษัทที่ช่วยแก้ไขปัญหาด้านอาหารและสุขภาพ” เช่นนี้ กลุ่มบริษัทอายิโนะโมะโต๊ะจะยังคงมีส่วนร่วมในการสร้างชีวิตที่สะดวกสบายให้แก่ผู้คน และการสนับสนุนการมีอายุที่ยืนยาวขึ้นต่อไปเรื่อย ๆ สำหรับผู้บริโภค

  1. วารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์ 2560, องค์การอนามัยโลก (WHO) 2559
  2. หมายถึงน้ำตาลห้าชนิด (ซูโครส กลูโคส ฟรุกโตส แลคโตส และมอลโตส) ที่เติมลงในผลิตภัณฑ์อาหาร  ไม่ได้รวมถึงน้ำตาลที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ (แลคโตสจากนมหรือเศษนม โมโนแซคคาไร์ และ ไดแซคคาไรด์ จากส่วนประกอบของผลไม้ตามธรรมชาติ)
  3. กรดไขมันส่วนใหญ่พบในไขมันสัตว์

กลุ่มบริษัทอายิโนะโมะโต๊ะ ซึ่งดำเนินงานโดยมีหลักการของบริษัทที่ว่า “กินดี อยู่ดี” ได้ดำเนินการทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับความเป็นไปได้ของกรดอะมิโนในการสนับสนุนชีวิตที่มีสุขภาพดีของผู้คนทั่วโลก เรามุ่งหวังให้เกิดการเติบโตในอนาคตและการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น โดยการสร้างมูลค่าผ่านทางโซลูชั่นที่ยั่งยืนและนวัตกรรมสำหรับชุมชนและสังคม

กลุ่มบริษัทอายิโนะโมะโต๊ะ มีสำนักงานใน 35 ประเทศและภูมิภาค และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในกว่า 130 ประเทศและภูมิภาค ในปีงบประมาณ 2561 มียอดขายอยู่ที่ 1.1274 ล้านล้านเยน (10,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมโปรดไปที่ www.ajinomoto.com

ดูเวอร์ชั่นต้นฉบับบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20200513005944/en/

ติดต่อ:

บริษัทอายิโนะโมะโต๊ะ (Ajinomoto Co., Inc.)

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ: ที่นี่

Kana Ohyama

aji_globalwebsite@ajinomoto.com

มหาวิทยาลัยแห่งชาติชิงหัวก่อตั้งคณะเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์ไทเปด้วยเงินบริจาค 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

Logo

ซินจู๋ ไต้หวัน–(บิสิเนสไวร์)–12 พฤษภาคม 2563

ในวันที่ 9 พฤษภาคมมหาวิทยาลัยแห่งชาติชิงหัวได้ทำข้อตกลงร่วมเพื่อจัดตั้งโรงเรียนเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์แห่งรัฐไทเป (Taipei School of Economics and Political Science – TSE) ร่วมกับมูลนิธิ TSE ซึ่งก่อตั้งขึ้นด้วยเงินบริจาคจำนวน 100 ล้านดอลลาร์จากผู้ประกอบการ Lin Chen-hai ที่เป็นผู้ก่อตั้ง Pau Jar Group  ภารกิจของ TSE คือการมอบการศึกษาระดับโลกในด้านเศรษฐศาสตร์ การเมืองระหว่างประเทศ และกิจการสาธารณะ โดยมีเอเชียในฐานะศูนย์กลางและจะเริ่มการสรรหาคณาจารย์ระดับแนวหน้าจากทั่วโลกในไม่ช้า

ข่าวประชาสัมพันธ์นี้มีมัลติมีเดีย อ่านตัวเต็มได้ที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20200512005343/en/

At the signing ceremony, from left to right: TSE Foundation chairman Huang Huang-hsiung, NTHU president Hocheng Hong, and Pau Jar Group vice chairman Lin Chia-hung. (Photo: National Tsing Hua University)

พิธีลงนามจากซ้ายไปขวา: ประธานมูลนิธิ TSE Huang Huang-hsiung, ประธาน NTHU Hocheng Hong และรองประธานกลุ่ม Pau Jar Group Lin Chia-hang (ภาพ: มหาวิทยาลัยแห่งชาติ)

ในพิธีลงนาม ประธานมูลนิธิ TSE Huang-hsiung กล่าวว่า TSE จะตั้งอยู่ในวิทยาเขต NTHU โดยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเช่นนี้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การศึกษาระดับอุดมศึกษาในไต้หวัน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ Pan Wen-chung กล่าวว่าการจัดตั้ง TSE นั้นถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญสำหรับการศึกษาระดับอุดมศึกษาในไต้หวัน  ประธาน NTHU Hocheng Hong กล่าวว่าแผนการจัดตั้ง TSE ได้รับการอนุมัติจากกระทรวงศึกษาธิการแล้วและจะเริ่มประกาศรับนักศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอกในปีการศึกษา 2564-2522 โดยสองในสามจะเป็นนักเรียนต่างชาติและทุกหลักสูตรจะสอนเป็นภาษาอังกฤษ

ประธาน Huang กล่าวว่า TSE มีเป้าหมายที่จะดึงดูดนักศึกษาที่โดดเด่นและคณาจารย์ระดับโลก โดยจะจัดตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาระดับนานาชาติซึ่งรวมถึงอดีตรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการสี่ท่านเพื่อบริหารการแลกเปลี่ยนทางวิชาการกับสถาบันที่มีชื่อเสียงเช่นวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์แห่งลอนดอน (LSE) และโรงเรียนฮาร์วาร์ดเคนเนดี

ประธานของ NTHU Hocheng Hong กล่าวว่าความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในด้านการศึกษาในระดับนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยชี้ให้เห็นว่าการบริจาค 100 ล้านดอลลาร์ของ Lin เป็นจำนวนมากที่สุดที่เคยมีมาในแวดวงการศึกษาสังคมศาสตร์ในไต้หวัน

Hocheng ยืนยันว่าเทคโนโลยีเป็นปัจจัยสำคัญในการแก้ปัฐหาเร่งด่วนของมนุษย์ เช่นความมั่นคงด้านอาหาร การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม พลังงาน สงคราม และแม้กระทั่งโรคระบาด โดยการแก้ปัญหาต้องคำนึงถึงปัจจัยทางเทคโนโลยี การเมือง และเศรษฐกิจ ซึ่งนี่เป็นหนึ่งในแรงจูงใจหลักในการจัดตั้ง TSE ที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติชิงหัว

Hocheng กล่าวว่า TSE จะเป็นวิทยาลัยที่สิบเอ็ดของ NTHU และหลักสูตรปริญญาโทและปริญญาเอกแบบสหวิทยาการจะเป็นไปตามแบบอย่างของ LSE  ทาง TSE วางแผนที่จะรับนักเรียนระดับปริญญาโทอย่างน้อยสิบคนสำหรับปีการศึกษา 2564-65 และในปีการศึกษาถัดไปจะรับนักเรียนระดับปริญญาโทอย่างน้อย 40 คนและนักศึกษาระดับปริญญาเอกสิบคน  หลังจากนั้นตัวเลขการลงทะเบียนจะค่อยๆเพิ่มขึ้นทุกปี  ในช่วงเริ่มต้นนั้นห้องเรียน TSE จะจัดขึ้นในอาคาร Innovation Incubation ในวิทยาเขต NTHU จนกว่าอาคารของตนจะแล้วเสร็จทั้งในวิทยาเขตและในไทเป

อ่านที่มาใน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20200512005343/en/

ติดต่อ:

Holly Hsueh
มหาวิทยาลัยแห่งชาติชิงหัว
Tel: (886)3-5162006
อีเมล์: hoyu@mx.nthu.edu.tw

การส่งออกจากประเทศไทยเกือบครึ่งหนึ่งดำเนินการผ่านการค้ารูปแบบใหม่ ศูนย์อาเซียน – ญี่ปุ่น กล่าว

Logo

โตเกียว–(BUSINESS WIRE)–7 พ.ค. 2563

การค้าของประเทศไทยไม่ได้เกิดขึ้นแต่เพียงระหว่างผู้ส่งออกและผู้นำเข้าอิสระหรือระหว่างกลุ่มบริษัทข้ามชาติเพียงเท่านั้น แต่ยังผ่านการผลิตโดยการ ไม่ถือหุ้นโดยตรง ( non-equity modes หรือ NEM) โดยรูปแบบของการส่งออกเช่นนี้เพิ่มสูงขึ้นถึงประมาณ 150,000 ล้านเหรียญสหรัฐในสินค้าและบริการหรือคิดเป็นร้อยละ 48 ของการส่งออกทั้งหมดจากประเทศไทยในปี 2559 จากผลการรายงานชิ้นใหม่ของศูนย์อาเซียน – ญี่ปุ่นว่าด้วย NEMs ที่ได้รับการตีพิมพ์ในเดือนเมษายนที่ผ่านมาในหัวข้อ ( (Non-Equity Modes of Trade in ASEAN: Thailand [https://www.asean.or.jp/en/trade-info/nem_papers/])

ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้มีคุณสมบัติเป็นมัลติมีเดีย ดูฉบับเต็มได้ที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20200506006169/en/

Paper "Non-Equity Modes of Trade in ASEAN: Thailand" is downloadable from the AJC Website. (Graphic: Business Wire)

สามารถดาวน์โหลดรายงาน "Non-Equity Modes of Trade in ASEAN: Thailand" ได้ที่เว็บไซต์ AJC (กราฟิก: Business Wire)

บริษัทต่าง ๆ ของไทยมีส่วนร่วมในการค้า NEMs หลายประเภท ซึ่งรวมถึง การทำสัญญาเกษตรพันธสัญญา การเหมาช่วง สัญญาการจัดการ และธุรกิจแฟรนไชส์ ประเภทของ NEM จะแตกต่างกันไปตามแต่ละอุตสาหกรรม

อุตสาหกรรมยานยนต์เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีการส่งออกและการจ้างงานในธุรกิจ NEM ที่ใช้การทำการรับเหมาช่วงมากที่สุด ส่วนร้านสะดวกซื้อต่าง ๆ มักจะดำเนินการผ่านข้อตกลงแฟรนไชส์และการออกใบอนุญาต

การถือครองบริษัทนอกประเทศ หรือ Offshoring businesses กำลังได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นในบางอุตสาหกรรม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความก้าวหน้าในอำนาจการออกแบบ (design power) ทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และความสนใจของผู้บริโภคที่หลากหลาย ตัวอย่างหนึ่งคืออุตสาหกรรมด้านเนื้อหาความบันเทิง ซึ่งมีรายได้รวมของอุตสาหกรรมอยู่ที่ 6,300 ล้านเหรียญสหรัฐ

โดยการทำข้อตกลง NEM กับ TNCs เช่นนี้ บริษัทในประเทศและอุตสาหกรรมต่างๆ ของบริษัทเหล่านั้นจะได้รับประโยชน์จากโอกาสทางธุรกิจอย่างมาก อย่างไรก็ตามยังมีปัญหาที่ต้องแก้ไขสำหรับบริษัทในประเทศ โดยเฉพาะปัญหาที่เป็นผลเนื่องมาจากลักษณะเฉพาะของ NEMs และประสบการณ์ด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมที่มีความพิเศษบางอย่างในประเทศไทย (เช่น อำนาจครอบงำของบริษัทขนาดใหญ่ ๆ) ทั้งนี้ TNCs สามารถยกเลิกสัญญาได้อย่างง่าย ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่คุณภาพของบริการหรือสินค้าที่จัดหาให้ไม่ตรงตามมาตรฐานการแข่งขันของพวกเขา หรือเมื่อซัพพลายเออร์คู่แข่งรายอื่นปรากฏตัวขึ้นในต่างประเทศ

ดังนั้นรัฐบาลควรให้ความช่วยเหลือในการพัฒนาขีดความสามารถด้าน NEM ของบริษัทในประเทศ เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากการผนึกกำลังทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย TNC ได้อย่างเหมาะสม โดยการคำนึงถึงการการแข่งขันบีบบังคับให้ TNCs ต้องทำการปรับปรุงคุณภาพและราคาของซัพพลายเออร์อย่างต่อเนื่อง

เนื่องจากไม่มีความสัมพันธ์กับผู้ถือหุ้น บางครั้งบริษัท NEM ในประเทศจึงแทบปราศจากการกำกับดูแลของ TNC  ดังนั้น รัฐบาลจึงไม่สามารถพึ่งพาระดับการกำกับดูแลและคำแนะนำของลูกค้าต่างประเทศ สำหรับการกำกับดูแลบริษัท NEM ในประเทศได้

รัฐบาลควรพิจารณาดำเนินการและเสริมสร้างกรอบการกำกับดูแลสำหรับบริษัท NEM เพื่อช่วยส่งเสริมให้บริษัท NEM สามารถส่งออก ส่งเสริมนวัตกรรม ขยายการจ้างงาน และอัพเกรดเทคโนโลยีของตนได้

ดูเวอร์ชันต้นฉบับบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20200506006169/en/

ติดต่อ:

ศูนย์อาเซียน – ญี่ปุ่น (ASEAN-Japan Centre)

Tomoko Miyauchi

เว็บไซต์: www.asean.or.jp/en/

อีเมล: toiawase_ga@asean.or.jp

เครือสหพัฒน์ร่วมฝ่าวิกฤตโควิด-19 แจกบะหมี่ซื่อสัตย์ ช่วยเหลือคนขับรถแท็กซี่ที่ได้รับความเดือดร้อน

Logo

กรุงเทพฯ–(THAI BUSINESS NEWS)–2 พฤษภาคม 2563

imgจากการที่สถานการณ์การระบาดของโรคโควิด–19 ได้ส่งผลกระทบต่อประชาชนคนไทยในด้านความเป็นอยู่และการประกอบอาชีพเป็นอย่างมาก ทางเครือสหพัฒน์ โดย นางชัยลดา ตันติเวชกุล รองกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) นำทีมผู้บริหารและพนักงานบริษัทฯ มอบชุดบะหมี่ซื่อสัตย์ จำนวน 2,000 ชุด ซึ่งประกอบไปด้วย บะหมี่ซื่อสัตย์ 1 แพ็ค จำนวน 6 ซอง ปลากระป๋องซื่อสัตย์ จำนวน 2 กระป๋อง ข้าววรรณภพ 1 กก. น้ำดื่มมองต์เฟลอ ขนาด 1 ลิตร จำนวน 1 แพ็ค และ เครื่องดื่มคอร์นซอย จำนวน 3 กล่อง พร้อมหน้ากากผ้าซื่อสัตย์เพื่อชาติ จำนวน 1 ชิ้น  ให้กับคนขับรถแท็กซี่ ซึ่งเป็นอาชีพที่ได้รับผลกระทบในสถานการณ์โควิด-19 นี้  ณ บริเวณหน้าบริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) ถ.เพชรบุรีตัดใหม่ เพื่อเป็นการช่วยเหลือคนขับแท็กซี่ที่กำลังประสบปัญหาเดือดร้อนด้านความเป็นอยู่ในขณะนี้ พร้อมเป็นกำลังใจให้สามารถผ่านพ้นวิกฤตโควิด-19 ไปได้ด้วยดี

###

ข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ 

ฝ่ายประชาสัมพันธ์  บริษัท อินทิเกรเต็ด คอมมูนิเคชั่น จำกัด โทร. 0 2354 3588 www.incom.co.th

อุษณีย์ ถาวรกาญจน์  โทร.081 984 5500 Email: usanee@incom.co.th


“พริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์” รวมพลังต้านโควิด-19 จัดโครงการสาดน้ำ (ใจ) ให้ชุมชน พร้อมมอบสิ่งของสนับสนุนการทำงานบุคลากรแพทย์ – เจ้าหน้าที่รัฐ

Logo

กรุงเทพฯ–(THAI BUSINESS NEWS)–30 เมษายน 2563

img“พริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์” พร้อมเป็นส่วนหนึ่งต้านโรคโควิด – 19  ออกมาตรการช่วยเหลือประชาชน    จัดโครงการสาดน้ำ (ใจ) ให้ชุมชนนำรถเคลื่อนที่พาแพทย์เข้าไปตรวจสุขภาพประชาชนฟรีถึงหน้าบ้าน  มาตรการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่รัฐ โดยมอบอาหาร น้ำดื่ม แอลกอฮอล์เจล ผ้าเย็น และหน้ากากคลุมหน้า Face Shield เพื่อเป็นกำลังใจและสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรทางการแพทย์ และเจ้าหน้าที่ตามจุดตรวจคัดกรองประชาชน ในหลายแห่งทั่วประเทศ 

ดร.สาธิต วิทยากร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารทั่วไปและผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท พริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจโรงพยาบาลและธุรกิจเพื่อสุขภาพ  ในเครือบริษัท พริ้นซิเพิล แคปิตอล จำกัด (มหาชน) (PRINC) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ที่ยังคงระบาดต่อเนื่อง ทั่วประเทศ  บริษัท ฯ และโรงพยาบาลในเครือ ได้แก่ โรงพยาบาล พริ้นซ์ สุวรรณภูมิ  จังหวัดสมุทรปราการ  โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ และโรงพยาบาล พริ้นซ์ ปากน้ำโพ 2 จังหวัดนครสวรรค์  โรงพยาบาลพริ้นซ์ อุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี  โรงพยาบาลพิษณุเวช จังหวัดพิษณุโลก โรงพยาบาลพิษณุเวช อุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์  โรงพยาบาลพิษณุเวช พิจิตร จังหวัดพิจิตร และโรงพยาบาลศิริเวชลำพูน จังหวัดลำพูน   ได้ออกมาตรการให้ความช่วยเหลือภาคส่วนต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็น มาตรการช่วยเหลือประชาชน มาตรการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ผ่านการจัดกิจกรรมและโครงการเพื่อสังคมในหลายโครงการ

ทั้งนี้ ในส่วนของ มาตรการช่วยเหลือประชาชน ได้จัด “โครงการสาดน้ำ (ใจ) ให้ชุมชน นำรถเคลื่อนที่พาแพทย์เข้าไปตรวจสุขภาพประชาชนถึงหน้าบ้านในระยะ 20 กิโลเมตร  โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ รวมทั้งบริการรับ – ส่งผู้ป่วยฟรีในช่วงเวลาเคอร์ฟิว และโครงการกายภาพบำบัดให้กับผู้ป่วยติดเตียงที่บ้าน โดยไม่เสียค่าเดินทาง

อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ ได้จัด โครงการตรวจ Covid -19 ฟรี ให้พี่ๆ Taxi Hero” มอบสิทธิพิเศษให้กับผู้ขับรถแท็กซี่สามารถเข้ามารับบริการตรวจโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 (COVID-19) ผ่านระบบ Drive Thru ของโรงพยาบาล โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น ซึ่งโรงพยาบาลจะให้สิทธิ์ 10 คน ต่อวัน  เป็นการช่วยแบ่งเบาปริมาณคนไข้ที่เข้าไปรับการตรวจกับโรงพยาบาลรัฐได้อีกทางหนึ่ง  ซึ่งปัจจุบันโครงการดังกล่าวได้ดำเนินการเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และมีผู้ขับรถแท็กซี่เข้ามารับบริการจำนวน 100 คน

สำหรับ มาตรการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ภาครัฐ  นำโดยผู้บริหารโรงพยาบาลในเครือ เดินสายมอบสิ่งของจำเป็น ได้แก่ อาหาร น้ำดื่ม แอลกอฮอล์เจล ผ้าเย็น และหน้ากากคลุมหน้า  Face Shield  เพื่ออำนวยความสะดวกและเป็นกำลังใจให้กับบุคลากรทางการแพทย์ และเจ้าหน้าที่ตามจุดตรวจคัดกรองประชาชนในหลายแห่งทั่วประเทศ 

“ในช่วงเวลานี้ การอยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ ดูจะเป็นวิธีที่ดีและปลอดภัยที่สุด แต่หากคนในบ้านป่วย คำถามที่เกิดขึ้นคือ จะทำอย่างไรในช่วงที่การเดินทางออกจากบ้านมีข้อจำกัด ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของการจัดโครงการสาดน้ำ (ใจ) ให้ชุมชน โดยนำแพทย์ไปตรวจสุขภาพประชาชนถึงหน้าบ้าน รวมไปถึงอีกหลายกิจกรรมที่มุ่งสนับสนุนการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งเป็นหน้าด่านสำคัญในการทุ่มเทแรงกายแรงใจในการดูแลผู้ป่วย รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ภาครัฐที่เป็นกำลังหลักในการต่อสู้กับโรคโควิด – 19  ซึ่งเราเชื่อมั่นว่าด้วยความร่วมแรงร่วมใจของคนไทยทุกคน จะทำให้สามารถก้าวผ่านทุกอย่างไปได้ด้วยกัน” ดร.สาธิต กล่าว

ข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ

ฝ่ายประชาสัมพันธ์  บริษัท อินทิเกรเต็ด คอมมูนิเคชั่น จำกัด โทร. 0 2354 3588 www.incom.co.th

อุษณีย์ ถาวรกาญจน์  โทร.081 984 5500 Email: usanee@incom.co.th

Mary Kay Inc. มุ่งมันให้การสนับสนุนด้าน COVID-19 ระดับโลก มูลค่าเกือบ 10 ล้านเหรียญ

Logo

ดัลลัส–(BUSINESS WIRE)–30 เมษายน 2563

Mary Kay Inc. ได้ให้การบริจาคทางด้านการเงิน การบริจาคผลิตภัณฑ์ และการสนับสนุนด้านการกระจายสิ่งของช่วยเหลือต่าง ๆ (distribution support) ในประเทศและในชุมชนที่บริษัทดำเนินงานอยู่ เป็นมูลค่าเกือบ 10 ล้านเหรียญ เพื่อที่จะช่วยชะลอการแพร่กระจายของโรคระบาด COVID-19 และเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ทำงานที่อยู่แนวหน้า (frontline workers)

ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้มีคุณสมบัติเป็นมัลติมีเดีย ดูข่าวฉบับเต็มได้ที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20200429005893/en/

David Holl, Chairman and Chief Executive Officer, Mary Kay Inc. (Photo: Mary Kay Inc.)

David Holl, ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร, Mary Kay Inc. (ภาพ: Mary Kay Inc.)

“คงจะเป็นเวลาอีกสักระยะกว่าที่เราจะสามารถรู้ระดับผลกระทบที่กว้างขวางของการระบาดใหญ่ครั้งนี้ต่อเศรษฐกิจ ต่อประชากร และต่อโลกได้แน่นอน ” David Holl ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Mary Kay Inc. กล่าว“ แต่สิ่งที่เรารู้แน่นอนในตอนนี้ก็คือ ผู้คนหลายคนกำลังทุกข์ทรมาน และนี่เป็นวิกฤติที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งต้องการการสนับสนุนจากทุกคน เรามีความรับผิดชอบในการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสนี้ไม่ว่าจะโดยตรง เช่น ต่อผู้ที่ทำงานแนวหน้า หรือโดยอ้อม เช่น ผู้หญิงและเด็กที่ได้รับผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของกรณีความรุนแรงในครัวเรือน”

เพื่อโต้ตอบการระบาดหนักของ COVID-19 ทั่วโลก Mary Kay Inc. และบริษัทสาขาทั่วโลก พร้อมด้วยมูลนิธิของบริษัทสี่แห่งที่ได้รับเงินสนับสนุนในประเทศ แคนาดา บราซิล จีน และสหรัฐอเมริกาได้ดำเนินการโครงการบรรเทาทุกข์ระดับชาติดังต่อไปนี้:

การสนับสนุนผู้ที่ทำงานแนวหน้า:

  • เปลี่ยนการมุ่งเน้นการผลิตทั่วโลกไปสู่การผลิตและการบริจาคสิ่งของที่จำเป็นเท่านั้น รวมไปถึงผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพและสุขอนามัย ซึ่งรวมถึงเจลทำความสะอาดมือที่บริจาคให้กับระบบการดูแลสุขภาพเกือบ 20 ระบบ โรงพยาบาล 1,000 แห่ง และผู้ทำงานแนวหน้าและบุคลากรทางการแพทย์รวม 1.5 ล้านรายทั่วโลก
  • เพื่อการสนับสนุนเครือข่าย the Global Outbreak Alert and Response Network (GOARN) Mary Kay ได้บริจาคเจลทำความสะอาดมือให้กับองค์การ Pan American Health Organization สำนักงานสาธารณสุขประจำภูมิภาคของ Americas of the World Health Organization (PAHO / WHO) โดยการบริจาคนี้จะให้การสนับสนุนประเทศในทวีปอเมริกาในการต่อสู้กับ COVID-19
  • บริจาคเจลทำความสะอาดมือให้กับ CARE (หน่วยงานด้านมนุษยธรรมระหว่างประเทศ) เพื่อสนับสนุนความพยายามในจัดการเรื่อง COVID-19 ใน 63 ประเทศกำลังพัฒนาในทวีปเอเชีย แอฟริกา ยุโรป และตะวันออกกลางในการต่อสู้เรื่องทรัพยากรที่ขาดแคลน
  • เข้าร่วมแพลตฟอร์มปฏิบัติการ COVID ใหม่ (COVID Action Platform) ของ World Economic Forum ที่ก่อตั้งขึ้นโดยได้รับการสนับสนุนจากองค์การอนามัยโลก (WHO) โดยแพลตฟอร์มระดับโลกนี้เป็นแพลตฟอร์มแรกที่มีจุดมุ่งหมายในการจัดการประชุมในหมู่ชุมชนธุรกิจเพื่อการดำเนินการร่วมกันในการปกป้องวิถีชีวิตของผู้คนและอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง และสนับสนุนการดำเนินการเพื่อตอบโต้กับCOVID-19 ทั้งนี้ แพลตฟอร์มดังกล่าวจะสนับสนุนกลไกในการบริจาคเจลทำความสะอาดมือให้กับประชาชนในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลกที่มักเข้าไม่ถึงเวชภัณฑ์ที่จำเป็น
  • ประสานงานกับสภาผลิตภัณฑ์การดูแลส่วนบุคคล หรือ Personal Care Products Council (PCPC) และ Feeding America เพื่อบริจาคเจลทำความสะอาดมือให้กับองค์กรที่ขาด
  • บริจาคเจลทำความสะอาดมือให้กับระบบการดูแลสุขภาพและโรงพยาบาลในสิบอันดับเมืองที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดในสหรัฐอเมริกา
  • การสนับสนุนในพื้นที่รอบ ๆ สำนักงานใหญ่และโรงงานผลิตของ Mary Kay:
    • บริเวณใกล้เคียงกับสำนักงานใหญ่ของ Mary Kay Inc (ดัลลัส เท็กซัส) มอบเจลทำความสะอาดมือและอุปกรณ์อื่น ๆ ให้กับเจ้าหน้าที่ First Responders ของกรมตำรวจ Addison เมืองดัลลัส Tenet Healthcare, Baylor Scott & White Health, UT Southwestern Medical Center, Steward Health Care, HCA Hospital Network, Christus Health, Medical City Dallas, Parkland Health and Hospital และ โรงพยาบาลป๊อปอัพ ของ Kay Bailey Hutchison Convention Center
    • ใน Lewisville, เท็กซัส ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงานผลิตทั่วโลกของบริษัท Mary Kay Inc. ได้มอบเจลทำความสะอาดมือให้กับกรมตำรวจ Lewisville และ First Responders (Lewisville Police Department and First Responders.)
    • Mary Kay Inc. มอบเจลทำความสะอาดมือให้กับผู้ที่ทำงานที่อยู่แนวหน้าของ เขต Tarrant County และความต้องการด้านสาธารณสุขอื่น ๆ

การสนับสนุนด้านการป้องกันและการตอบโต้กับความรุนแรงในครอบครัว:

  • มูลนิธิ Mary Kay Foundation℠  (สหรัฐอเมริกา) ประกาศเปิดตัวโครงการบรรเทาทุกข์ COVID-19 โดยมอบเงินทุนที่ไม่จำกัดแก่สถานพักพิงสำหรับผู้ที่เผชิญความรุนแรงในครัวเรือน โดยสถานพักพิงสำหรับผู้เผชิญความรุนแรงในครัวเรือนสามแห่งในดัลลัสหรือรอบ ๆ ( ได้แก่ Denton County Friends of the Family, The Family Place และ Hope's Door New Beginning Center) ได้รับเงิน 25,000 เหรียญ ต่อสถานพักพิงเพื่อสนับสนุนบริการที่พักพิงฉุกเฉินและโครงการสร้างผลกระทบเชิงบวก (emergency shelter services and impact programs)  นอกจากนี้มูลนิธิ Mary Kay ยังบริจาคเงินจำนวน 75,000 เหรียญสหรัฐให้กับศูนย์ Genesis Women’s Shelter & Support ช่วยเหลือเด็กกำพร้าและโครงการ Conference on Crimes Against Women efforts (CCAW) โดยความร่วมมือกับกรมตำรวจดัลลัส เพื่อสนับสนุนภารกิจยุติความรุนแรงต่อสตรีให้หมดไป
  • มูลนิธิ Mary Kay Foundation℠  (สหรัฐอเมริกา) กรรมการอิสระฝ่ายขายแห่งชาติแมรี่เคย์และกรรมการอิสระ Mary Kay และผู้อำนวยการฝ่ายขายแห่งชาติ Emeriti ของ Mary Kay บริจาคเจลทำความสะอาดมือให้กับสถานพักพิงสำหรับผู้เผชิญความรุนแรงในครัวเรือนเกือบ 500 แห่งทั่วสหรัฐอเมริกา เพื่อทำให้แน่ใจว่ามีเด็กและสตรีที่หนีมาจากสถานการณ์ความรุนแรงในครัวเรือนมีที่พักอาศัยที่มีสภาพแวดล้อมที่มั่นคงและปลอดภัย  ทั้งนี้ที่พักอาศัยสำหรับผู้เผชิญความรุนแรงในครัวเรือนเกือบ 500 แห่งในสหรัฐอเมริกาให้การสนับสนุนผู้หญิงและเด็กกว่า 1.5 ล้านคนต่อปี
  • เมื่อต้นปีที่ผ่านมามูลนิธิ Mary Kay Ash Charitable Foundation (แคนาดา) ได้มอบเงินจำนวน 100,000 เหรียญให้แก่ที่พักสำหรับผู้ที่เผชิญความรุนแรงในครัวเรือนสิบแห่ง และเพื่อการบรรเทาทุกข์อย่างต่อเนื่องทางมูลนิธิจะมอบเงินบริจาคอีกจำนวนหนึ่งให้กับแหล่งพักพิงเพิ่มอีกเกือบ 40 แห่งและจัดหาเจลทำความสะอาดมือให้กับสถานพักพิงเกือบ 50 แห่งด้วย
  • Instituto Mary Kay (บราซิล) บริจาคเงินให้องค์กร NGO Fala Mulher เพื่อให้องค์กรสามารถซื้ออุปกรณ์ป้องกันที่จำเป็น (เช่น เจลทำความสะอาดมือ ถุงมือ และหน้ากาก) เพื่อให้มั่นใจว่าผู้รอดชีวิตจากความรุนแรงในครัวเรือนจะได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง

สนับสนุนโครงการอื่น ๆ เพิ่มเติม:

  • กองทุนการกุศล Mary Kay China บริจาคเงินให้กับมูลนิธิ Amity Foundation  (องค์กรทางสังคมอิสระของจีนที่อุทิศตนให้กับการสาธารณสุข การสวัสดิการสังคม การบรรเทาภัยพิบัติ และอื่น ๆ) และบริจาคเงินล่วงหน้าให้กับการบรรเทาทุกข์ COVID-19 ในเมืองอู่ฮั่นประเทศจีน นอกจากนี้ Mary Kay China ยังบริจาคอาหาร ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว และผลิตภัณฑ์ดูแลมือให้กับพนักงานสาธารณสุขและอาสาสมัครหญิง
  • Mary Kay บราซิลและ Instituto Mary Kay บริจาคเงินให้แก่มูลนิธิ FIOCRUZ – Oswaldo Cruz Foundation เพื่อช่วยในการสร้างเครื่องมือตรวจหา COVID-19 จำนวน 5,000 เครื่องมือ สำหรับโรงพยาบาลของรัฐ นอกจากนี้ยังบริจาคให้กองทุน São Paulo State Fund เพื่อสนับสนุนความพยายามในการซื้อเครื่องช่วยหายใจ ทั้งนี้ Mary Kay บราซิลยังได้บริจาคให้กระทรวงสาธารณสุข หรือ  the State Health Department เพื่อสนับสนุนผ้ากันเปื้อนป้องกันพิเศษสำหรับพนักงานห้อง ICU ในโรงพยาบาลของรัฐอีกด้วย
  • Mary Kay Mexico จะบริจาคเจลทำความสะอาดมือเพื่อสนับสนุนชุมชนที่มีเศรษฐกิจที่ด้อยกว่า: Bancos de Alimentos de Mexico (เครือข่าย Foodbank ของเม็กซิโก), Unidas Contigo Monterrey (กระตุ้นการรับรู้มะเร็งเต้านม) และ Fondo Semillas Mexico (การป้องกันความรุนแรงในครอบครัว)
  • Mary Kay  รัสเซีย บริจาคผลิตภัณฑ์สุขอนามัยให้แก่ผู้ที่ทำงานอยู่แนวหน้า ณ สถาบันวิจัยปฐมพยาบาล Sklifosovsky หรือ The N.V. Sklifosovsky Scientific Research Institute of First Aid และที่แผนกฉุกเฉินของ A.S.Puchkov ของกระทรวงสาธารณสุขกรุงมอสโก
  • มีโครงการมากมายเกิดขึ้นทั่วโลกในท้องที่ของหลายประเทศที่ Mary Kay กำลังดำเนินการเพื่อสนับสนุนการบรรเทาทุกข์ COVID-19

คำพูดจากพันธมิตร / ผู้ทำงานแนวหน้า:

Dr. Ciro Ugarte, ผู้อำนวยการภาวะฉุกเฉินด้านสุขภาพของ PAHO

“เราขอขอบคุณสำหรับการบริจาคเจลทำความสะอาดมือของ Mary Kay ให้กับ Pan American Health Organization สำนักงานภูมิภาคสำหรับอเมริกาขององค์การอนามัยโลก หรือ Regional Office for the Americas of the World Health Organization (PAHO / WHO) การบริจาคครั้งนี้จะช่วยสนับสนุนการต่อสู้ขององค์กรต่อการระบาดใหญ่ของ COVID-19 ซึ่งช่วยให้ประเทศในทวีปอเมริกาชะลอการแพร่กระจายของไวรัสในสถานพยาบาลและปกป้องคนทำงานด้านสุขภาพที่อยู่ในแนวหน้าของการต่อสู้กับการการระบาดใหญ่ครั้งนี้”

Michelle Nunn, ประธานและซีอีโอของ CARE

“CARE ทำงานทุกวันในชุมชนที่มีความเปราะบางทั่วโลก ที่ซึ่งระบบการดูแลสุขภาพนั้นบอบบางที่สุด ในช่วงเวลาของการระบาดใหญ่เช่นนี้ ชีวิตผู้คนตกอยู่ในอันตรายยิ่งขึ้นในชุมชนเหล่านี้ การใช้เจลทำความสะอาดมือเป็นทรัพยากรที่สำคัญในการหยุดยั้งการแพร่กระจายของ COVID-19 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานที่ที่มีการเข้าถึงน้ำและสุขาภิบาลอย่างจำกัด และสถานที่ซึ่งการเว้นระยะห่างทางสังคมเป็นอุปสรรคต่อการมีชีวิตอยู่ นั่นเป็นเหตุผลที่เรารู้สึกขอบคุณสำหรับการบริจาคอย่างกรุณาของ Mary Kay เพื่อช่วยทำให้ชุมชนต่าง ๆ ปลอดภัยมากขึ้น”

Pat Drury, ผู้จัดการองค์การอนามัยโลก, เครือข่าย Global Outbreak Alert and Response Network (GOARN)

“ภารกิจของเครือข่าย Global Outbreak Alert and Response Network (GOARN) ซึ่งทำงานร่วมกับ WHO คือการจัดหาแหล่งข้อมูลด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดและภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขทั่วโลก โดย GOARN กำลังเชื่อมโยงสถาบันที่เป็นพันธมิตรเพื่อผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่ดีขึ้น และเชื่อมโยงแหล่งข้อมูลด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศเพื่อสนับสนุนชุมชนและช่วยชีวิตผู้คนในช่วงเวลาที่เกิดการระบาดครั้งใหญ่และภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขต่าง ๆ ในขณะที่เราเฉลิมฉลองการครบรอบ 20 ปีของเราท่ามกลางการระบาดใหญ่ของ COVID-19 ภารกิจของเราสำคัญมากยิ่งกว่าเดิม เราขอขอบคุณ Mary Kay สำหรับการบริจาคแทนหลาย ๆ ชีวิตที่จะได้รับประโยชน์จากความช่วยเหลือครั้งนี้”

Zara Ingilizian, หัวหน้ากลุ่มอุตสาหกรรมผู้บริโภคและแพลตฟอร์มการบริโภคในอนาคต, World Economic Forum

“ World Economic Forum กับองค์การอนามัยโลกกำลังระดมผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดเพื่อปกป้องชีวิตและวิถีชีวิตผ่านแพล็ตฟอรม COVID-19 Action Platform การแพร่กระจายของโรคนี้ต้องการความร่วมมือระดับโลกระหว่างรัฐบาล องค์กรระหว่างประเทศ และชุมชนธุรกิจ บริษัทที่ทำงานด้านอุตสาหกรรมผู้บริโภคอย่างเช่น Mary Kay และการบริจาคผลิตภัณฑ์สุขอนามัยช่วยชีวิตของพวกเขากำลังมีบทบาทสำคัญในการปกป้องสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของคนงานผู้ประกอบอาชีพด้านการดูแลสุขภาพ และผู้บริโภค”

คำพูดจากพันธมิตรด้านการสนับสนุนการป้องกันความรุนแรงในครอบครัว

Michelle Nunn, ประธานและซีอีโอของ CARE

“ เมื่อคำนึงถึงข้อเท็จจริงของประเทศที่กำลังประสบกับสงคราม ความยากจน และความไม่มั่นคงแล้ว การอุบัติของ COVID-19 จะเป็นราวกับพายุที่สร้างปัจจัยที่จะทำให้เกิดปัญหาที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นในหมู่ผู้หญิงและเด็กผู้หญิงหลายคน ซึ่งรวมถึงความรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับด้านเพศ หรือ gender-based violence (GBV) เราจำเป็นต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าการตอบสนองฉุกเฉินต่อ COVID-19 จะไม่ลืมกลุ่มคนที่ด้อยโอกาสและอ่อนแอที่สุดของสังคม การบริจาคของมูลนิธิ Mary Kay จะช่วยให้ผู้หญิงและเด็ก ๆ ปลอดภัยจาก GBV และภัยคุกคามอื่น ๆ ในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤติ เช่นนี้”

เกี่ยวกับ Mary Kay

Mary Kay ซึ่งเป็นหนึ่งในบุคคลที่ฉีกกฎเกณฑ์แบบเดิมได้ก่อตั้งบริษัทด้านความงามของเธอมานานกว่า 56 ปี โดยมีเป้าหมายสามประการ คือ มอบโอกาสที่คุ้มค่าสำหรับผู้หญิง ผลิตภัณฑ์ที่ไม่อาจต้านทานได้ และการทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้น ความฝันดังกล่าวได้กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์โดยมีพนักงานขายอิสระหลายล้านคนในเกือบ 40 ประเทศ Mary Kay ทุ่มเทให้กับการค้นคว้าวิทยาศาสตร์เบื้องหลังความงามและเพื่อผลิตผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ทันสมัยเครื่องสำอางค์สี น้ำหอม และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Mary Kay มุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างศักยภาพของผู้หญิงและครอบครัวด้วยการร่วมมือกับองค์กรต่าง ๆ จากทั่วโลกโดยมุ่งเน้นไปที่การสนับสนุนการวิจัยโรคมะเร็ง การปกป้องผู้รอดชีวิตจากความรุนแรงภายในครัวเรือน การทำให้ชุมชนของเราสวยงาม และการส่งเสริมเด็ก ๆให้ทำตามความฝันของตน ดังนั้นวิสัยทัศน์อันดั้งเดิมของ Mary Kay Ash ในคอนเซปท์ ก้าวไปด้วยกันทีละลิปสติกยังคงส่องสว่างนำทางต่อไป อ่านเพิ่มเติมได้ที่  MaryKay.com.

เกี่ยวกับ The Mary Kay Foundation

โดยการทำตามความฝันของ Mary Kay Ash ที่จะยกระดับชีวิตของผู้หญิงทุกหนทุกแห่ง มูลนิธิ The Mary Kay FoundationSM ได้ระดมทุนและจัดสรรกองทุนเพื่อการลงทุนในการวิจัยโรคมะเร็งขั้นสูงเพื่อค้นหาวิธีรักษาโรคมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิงและยุติความรุนแรงในครอบครัวต่อสตรี ตั้งแต่ปี 2539 มูลนิธิ The Mary Kay FoundationSM ได้บริจาคเงินกว่า 80 ล้านเหรียญสหรัฐให้กับองค์กรที่มีภารกิจสอดคล้อง นอกจากนี้มูลนิธิยังสนับสนุนโครงการริเริ่มสร้างจิตสำนึก โครงการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ชุมชน และสนับสนุนกฎหมายเพื่อให้ผู้หญิงมีสุขภาพที่ดีและได้รับความปลอดภัย โดยการทำงานร่วมกันเราสามารถทำให้โลกนี้ดีขึ้นสำหรับผู้หญิง หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการให้การศึกษา การสนับสนุน การเป็นอาสาสมัคร และการบริจาคและการเข้าร่วมงานช่วยชีวิตและเพื่อสนับสนุนและเพิ่มขีดความสามารถของผู้หญิง เยี่ยมชมได้ที่ marykayfoundation.org, ค้นหาเราบน Facebook และ Instagram หรือติดตามเราบน Twitter

ดูเวอร์ชันต้นฉบับบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20200429005893/en/

ติดต่อ:

สื่อสารองค์กร Mary Kay Inc.

marykay.com/newsroom

972.687.5332 หรือ media@mkcorp.com

ท่ามกลางวิกฤตโรคระบาด ประชาชนควรสร้างภูมิคุ้มกัน และปกป้องตนเองจากโรคภัยต่าง ๆ เพื่อความมั่นคงทางสุขภาพของคนไทย

Logo

กรุงเทพฯ–(THAI BUSINESS NEWS)–29 เมษายน 2563

imgเนื่องในสัปดาห์แห่งการสร้างภูมิคุ้มกัน (World Immunization Week) ระหว่างวันที่ 24 – 30 เมษายน ของทุกปี เพื่อต้องการรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักรู้ถึงคุณค่าในการสร้างภูมิคุ้มกัน ซึ่งเป็นพื้นฐานในการปกป้องคนนับล้านชีวิตให้รอดพ้นจากความเสี่ยงของโรคติดต่อมากมายที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต โดยหนึ่งในวิธีการสร้างภูมิคุ้มกันที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางที่ประสบความสำเร็จและคุ้มค่าที่สุดในโลกคือการฉีดวัคซีน โดยมีส่วนสำคัญในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งได้สอดคล้องกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ส่งผลให้นักวิจัยต่างเร่งผลิตวัคซีน ซึ่งเป็นความหวังในภาวะวิกฤตครั้งนี้ รวมถึงยังได้สร้างการรับรู้ถึงความสำคัญของวัคซีนมากยิ่งขึ้น

ในขณะที่ยังมีผู้คนส่วนหนึ่งที่มีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนว่าอาจส่งผลต่อสุขภาพ อาจทำให้เกิดภาวะ เรียนรู้ช้าหรือพิการได้ อย่างไรก็ตาม มีแพทย์จากนานาประเทศต่างก็ยืนยันว่าการฉีดวัคซีน “มีความปลอดภัยสูง” และ “มีความจำเป็นอย่างมาก” ในการจำกัดวงจรการระบาดของโรคร้ายที่ทำให้ผู้คนจำนวนมากตกอยู่ในความเสี่ยง หรืออาจส่งผลถึงขั้นเสียชีวิตได้

. เกียรติคุณ นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา  ปัจจุบันเป็นประธานราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย และนายกสมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย ในฐานะแพทย์ผู้บุกเบิกเรื่องหลักเกณฑ์การใช้ยาปฏิชีวนะในโรคติดเชื้อ และโรคติดเชื้อในโรงพยาบาล ได้ก่อตั้งสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย ก่อตั้ง Asian Society of Pediatric Infectious Diseases และเป็นนายกสมาคมคนแรก ที่ร่วมก่อตั้ง Asia-Pacific Society of Clinical Microbiology and Infection รวมถึงได้รับเลือกเป็นนายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กของโลก (President, World Society of Pediatric Infectious Diseases) ได้ทำการวิจัยในระยะแรกศึกษาเกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน ค้นพบ macrophage aggregation factor ตีพิมพ์ใน Journal of Immunology รวมถึงทำงานวิจัยเกี่ยวกับโรคติดเชื้อ ยาต้านจุลชีพ และวัคซีน ให้ข้อมูลว่า “การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคมีความจำเป็นอย่างมากในการดำรงชีวิตในปัจจุบัน โดยเฉพาะในภาวะที่เกิดโรคอุบัติใหม่และยังเป็นโรคระบาดอีกด้วย เช่นเดียวกับภาวะวิกฤต COVID-19 ในช่วงเวลานี้ ปกติแล้วร่างกายของคนเราจะมีกลไกในการสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อต่อต้านเชื้อโรคหรือสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย แบ่งเป็น 2 ระบบใหญ่ๆ คือ 1. ภูมิคุ้มกันโดยกำเนิด เป็นภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นมาเองตามธรรมชาติ และมีความสามารถในการป้องกันหรือทำลายจุลินทรีย์หรือสิ่งแปลกปลอมได้ในระดับนึง โดยไม่จำเพาะเจาะจงกับเชื้อโรคชนิดใดชนิดหนึ่ง แต่จะป้องกันโรคได้หลายชนิด ซึ่งระบบภูมิคุ้มกันนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามอายุ พันธุกรรม ฮอร์โมน และภาวะโภชนาการของแต่ละบุคคล และ 2. ภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะ ซึ่งจะเกิดขึ้นภายหลังจากที่ได้รับสิ่งแปลกปลอม โดยจะตอบสนองจำเพาะกับเชื้อโรคผ่านเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์ (Lymphocyte) ซึ่งจะจดจําเชื้อโรคได้ และจะตอบสนองในครั้งหลังๆ ได้เจาะจงและรวดเร็วขึ้น รวมถึงมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น”

สำหรับกรณีของการสร้างภูมิคุ้มกันโดยวัคซีนนั้น จะเป็นการแนะนำให้ร่างกายให้ได้รู้จักกับเชื้อโรคหรือบางส่วนของเชื้อโรค โดยที่ไม่ทำให้เกิดอันตราย เพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันสามารถเรียนรู้วิธีต่อสู้ป้องกันตนเอง เสมือนกับเป็นการซ้อมรบ เมื่อถึงคราวได้รับเชื้อหรือติดเชื้อนั้นเข้าจริง ๆ โดยสารที่เรียกว่าแอนติเจนในวัคซีนก็จะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างแอนติบอดี้หรือสารที่สามารถต้านทานเชื้อขึ้นมาได้

. เกียรติคุณ นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา  กล่าวเสริมว่า เนื่องด้วยทุกวันนี้วิวัฒนาการทางการแพทย์ได้ก้าวหน้าไปอย่างมาก และจากการพัฒนาเทคโนโลยีช่วยให้ประชาชนมีอายุยืนยาวขึ้น ปัจจุบันคนไทยมีอายุขัยคาดการณ์เฉลี่ยตามช่วงเวลา (period life expectancy) ประมาณ 70-80 ปี ซึ่งต่างจากอดีตที่มีอายุเฉลี่ยเพียง 40-50 ปี จึงจำเป็นที่จะต้องดูแลสุขภาพร่างกายแข็งแรง และมีอายุที่ยืนยาวโดยปราศจากโรคภัย ฉะนั้นการป้องกันย่อมดีกว่าการรักษา และการสร้างย่อมดีกว่าการซ่อม เพราะจะทำให้ร่างกายของเราสามารถต่อสู้กับเชื้อโรคได้อย่างยั่งยืน โดยระหว่างที่ยังรอคอยความหวังจากวัคซีนโควิด-19 ขอแนะนำวิธีการดูแลตนเองเพื่อให้ร่างกายมีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง ด้วยวิธีง่ายๆ 4 อย่าง คือ

  1. ออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อให้ร่างกายได้ออกแรงหรือได้เคลื่อนไหวร่างกายทำให้สุขภาพแข็งแรง สมรรถภาพของหัวใจและปอดดีขึ้น สุขภาพจิตดีขึ้น และส่งผลทำให้อายุยืนยาว มีคุณภาพชีวิตที่ดี ปลอดจากโรคภัยไข้เจ็บ
  2. รับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ รวมถึงสามารถทานอาหารหรือวิตามินเสริม  คนที่ขาดแร่สังกะสี (Zinc) หรือวิตามินดี จะมีภูมิต้านทานลดลง แร่สังกะสีจะมีในถั่ว งา สาหร่าย เนื้อสัตว์ ปลา ไข่ ส่วนวิตามินดี ได้จากแสงแดด
  3. พักผ่อนให้เพียงพอ เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ไม่ควรอดนอน เพราะร่างกายจะต่อสู้กับเชื้อโรคไม่ได้ และทำให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายลดลง
  4. ทำจิตใจเบิกบาน ไม่ให้เครียด คนที่เครียดหรือซึมเศร้าจะมีภูมิต้านทานลดลง ป่วยบ่อยขึ้น

นอกจากนี้ ควรจะหลีกเลี่ยงการไปยังสถานที่ที่มีความเสี่ยง หากจำเป็นก็ควรหาวิธีป้องกันตัวเองด้วยการใส่หน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า เว้นระยะห่างทางสังคม อย่างน้อย 2 เมตร และหมั่นฆ่าเชื้อโรคด้วยการล้างมือ หรือเจลแอลกอฮอล์เป็นประจำ ควรล้างมือก่อนที่จะสัมผัส ตา จมูก ปาก เสมอ ทำความสะอาดสิ่งที่เราแตะต้องบ่อย เช่น ลูกบิดประตู พื้นผิวโต๊ะทุกวัน ซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยลดการติดเชื้อในสังคมและการแพร่เชื้อในชุมชน เนื่องด้วยการผลิตวัคซีนนั้น จะต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 12 – 18 เดือน เพราะการที่จะนำวัคซีนไปฉีดในร่างกายมนุษย์ที่แข็งแรงนั้นยิ่งต้องมั่นใจได้ว่ามีความปลอดภัยจริง ๆ และสามารถป้องกันโรคได้จริง ๆ โดยปกติแล้ว การพัฒนาวัคซีนจะต้องผ่านการทดสอบขั้นต้นในห้องปฏิบัติการและทดลองในสัตว์ก่อน จึงจะมาถึงขั้นตอนการทดลองทางคลินิก (clinical trials) หรือการทดลองกับมนุษย์ซึ่งมีอยู่ 3 ระยะด้วยกัน ระยะแรกจะเป็นการทดสอบในกลุ่มเล็กเพื่อดูเรื่องความปลอดภัย วิธีให้ ขนาดของยา และผลข้างเคียงเป็นหลัก ระยะที่สองจะทดลองในกลุ่มคนจำนวนมากขึ้น โดยมุ่งเน้นที่ผู้มีลักษณะตรงกับกลุ่มเป้าหมายของวัคซีน เช่น มีอายุหรือข้อมูลสุขภาพแบบเดียวกัน รวมทั้งทดสอบในพื้นที่ที่เกิดการระบาดของโรค ระยะที่สามจะทดลองกับประชากรในวงกว้างเป็นกลุ่มใหญ่หลายพันคน เพื่อดูประสิทธิภาพของวัคซีนในการป้องกันโรคและผลข้างเคียงเปรียบเทียบกับยาหลอก

. เกียรติคุณ นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา ให้ความเห็นว่า “กรณีที่มีการผลิตวัคซีนสำเร็จและประกาศใช้แล้ว ในระยะแรก วัคซีนย่อมมีราคาค่อนข้างสูงและมีปริมาณจำกัด จึงจำเป็นจะต้องจำกัดกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงให้ได้รับวัคซีนเป็นอันดับแรก ๆ ก่อน คือ 1. กลุ่มผู้สูงอายุ เนื่องจากระบบสร้างภูมิเริ่มเสื่อม และถ้าอายุ 80 ปีขึ้นไป ระบบก็จะทำงานได้น้อยลง และ 2. กลุ่มที่มีโรคประจำตัว เพราะทำให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายลดลง เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคปอด และโรคอ้วน โดยเฉพาะผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกิน 100 กิโลกรัม ยิ่งเสี่ยงสูงเพราะปกติก็หายใจลำบากอยู่แล้ว เพราะมีไขมันเต็มช่องท้อง ทำให้ดันเนื้อที่ปอดเหลือนิดเดียว เป็นต้น เมื่อมีวัคซีนที่ได้ผลดีรัฐบาลจะต้องเข้ามาช่วยเหลือมิฉะนั้นจะกลายเป็นวัคซีนของคนที่มีเงินเท่านั้น

สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 9 ปี อาจจะต้องพิจารณาอีกครั้ง เนื่องจากเป็นช่วงวัยที่ระบบสร้างภูมิคุ้มกันได้ดีที่สุด ซึ่งเป็นภูมิคุ้มกันโดยกำเนิดที่ธรรมชาติสร้างขึ้นเพื่อให้ต่อสู้กับเชื้อใหม่ ๆ ได้ สังเกตได้ว่าไม่มีเด็กเสียชีวิตจากโควิด-19 เพราะสามารถสู้กับเชื้อไวรัสนี้ได้ ทำให้เด็กไทยทีติดเชื้อมีจำนวนไม่มากและมักเป็นเด็กที่อยู่ร่วมบ้านเดียวกันกับผู้ใหญ่ที่ติดเชื้อโควิด-19 เด็กที่ติดเชื้อพบว่ามีอาการน้อยหรือแทบไม่มีอาการ แต่สิ่งที่กังวล คือเด็กที่ติดเชื้ออาจนำเชื้อไปแพร่สู่ผู้สูงวัยในบ้านได้ ในทางกลับกัน ยังมีโรคอื่น ๆ อีกมากมายในวัยเด็กที่ผู้ปกครองควรตระหนักรู้และจำเป็นต้องพาบุตรหลานไปฉีดวัคซีนป้องกันให้ครบตามกำหนด เพราะเป็นวัคซีนที่ป้องกันโรคระบาดที่สามารถทำให้เด็กเสียชีวิตได้หากไม่ป้องกัน เช่น โรคคอตีบ โรคบาดทะยัก โรคโปลิโอ โรคหัด ไวรัสตับอักเสบ บี และไข้หวัดใหญ่ เป็นต้น”

การฉีดวัคซีนจึงเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่จะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตของประชากรลงจากโรคที่ป้องกันได้ เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันที่คุ้มค่า ประชากรมีคุณภาพชีวิตที่ดี และสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพให้แก่คนไทย

#####

กรณีต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ

กุนธิรา ณัฐวัฒนานนทน์ (ยุ้ย)

ที่ปรึกษาประชาสัมพันธ์

Tel: 094 154-5698

E-mail: khuntira4pr@gmail.com 


นภสร ประนิช แม่ทัพใหญ่แห่งสปาชา กรุ๊ป มอบหน้ากาก Face Shield ให้ รพ.กว่า 100 แห่งทั่วประเทศ

Logo

กรุงเทพฯ–(THAI BUSINESS NEWS)–27 เมษายน 2563

imgในยามที่ประเทศเรากำลังเผชิญกับสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งยังคงมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่เราจะได้เห็นน้ำใจของพี่น้องชาวไทยที่มอบให้แก่กัน ล่าสุด……ค่าย “สปาชา กรุ๊ป” โดยแม่ทัพใหญ่ทั้ง “ศานติ ประนิช” และ “นภสร ประนิช”  บอกว่า  ตอนนี้ขอวางงานด้านลดน้ำหนักกระชับสัดส่วนให้กับลูกค้าสักแป๊บนึง  แล้วหันมาระดมพนักงานสปาชากรุ๊ป  ร่วมเป็นจิตอาสาทำหน้ากาก Face Shield จำนวน 40,000 ชิ้น  กันอย่างแข็งขัน  บรรจุกล่องละ 50 ชิ้น  ส่งไปรษณีย์ไปยังโรงพยาบาลกว่า 100 แห่ง       ทั่วประเทศ   เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์ได้ใช้เป็นอาวุธป้องกันตนเองในระหว่างการดูแลผู้ป่วยและต่อสู้กับเชื้อโรคโควิด-19 ท่ามกลางสถานการณ์แบบนี้  ยังมีน้ำใจดี ๆ มอบให้กันเสมอ เชื่อว่าอีกไม่นานเราจะผ่านทุกอย่างไปได้ด้วยกัน…

ข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ

ฝ่ายประชาสัมพันธ์ บริษัท อินทิเกรเต็ดคอมมูนิเคชั่น จำกัด โทร. 0 23543588 www.incom.co.th

อุษณีย์ ถาวรกาญจน์ โทร.081 984 5500 Email: usanee@incom.co.th