กองทุนเพื่อการพัฒนาแห่งซาอุดีอาระเบียลงนามข้อตกลงมูลค่า 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐกับสาธารณรัฐปาเลา เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจในท้องถิ่น

Logo

นครเงอรูลมุด ประเทศปาเลา–(BUSINESS WIRE)–07 เมษายน 2026

กองทุนเพื่อการพัฒนาแห่งซาอุดีอาระเบีย (SFD) ได้ลงนามในข้อตกลงเงินกู้เพื่อการพัฒนามูลค่า 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐกับสาธารณรัฐปาเลาในวันนี้ ซึ่งนับเป็นความร่วมมือด้านการพัฒนาครั้งแรกของกองทุนในประเทศหมู่เกาะแปซิฟิกแห่งนี้

Saudi Fund for Development Signs USD 15 Million Agreement with the Republic of Palau to Drive Local Economic Growth (Photo: AETOSWire)

กองทุนเพื่อการพัฒนาแห่งซาอุดีอาระเบียลงนามข้อตกลงมูลค่า 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐกับสาธารณรัฐปาเลา เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจในท้องถิ่น (ภาพ: AETOSWire)

ข้อตกลงดังกล่าวได้รับการลงนามโดย ฯพณฯ สุลต่าน Abdulrahman Al-Marshad ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ SFD และ ฯพณฯ Surangel S. Whipps Jr. ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐปาเลา ในพิธีที่จัดขึ้น ณ นครเงอรูลมุด เมืองหลวงของประเทศปาเลา

เงินกู้เพื่อการพัฒนามูลค่า 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐจะถูกส่งผ่านธนาคารพัฒนาแห่งชาติของปาเลา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของเศรษฐกิจในท้องถิ่น การสนับสนุนทางการเงินดังกล่าวจะช่วยผลักดันโครงการที่ดำเนินการโดยนักพัฒนา ธุรกิจ และผู้ประกอบการชาวปาเลา ทั้งนี้ เงินทุนดังกล่าวสอดคล้องกับลำดับความสำคัญระดับชาติของปาเลา และจะช่วยกระตุ้นโครงการที่มีผลกระทบสูง พร้อมทั้งส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในระดับฐานราก

ข้อตกลงนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของ SFD ต่อกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นหมู่เกาะขนาดเล็ก (SIDS) โดยได้ให้การสนับสนุนโครงการพัฒนาใน 18 ประเทศหมู่เกาะในภูมิภาคแคริบเบียนและแปซิฟิก ผ่านการให้เงินทุนสนับสนุน SFD มีส่วนช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ ขยายการเข้าถึงบริการที่จำเป็น และส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนในประเทศกำลังพัฒนา

ฯพณฯ นาย Surangel S. Whipps Jr. ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐปาเลา ได้แสดงความขอบคุณอย่างยิ่งต่อความช่วยเหลือดังกล่าว โดยกล่าวว่า “ข้อตกลงนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจของปาเลา โดยการส่งผ่านเงินทุนนี้ผ่านธนาคารพัฒนาแห่งชาติของเรา เพื่อให้ผู้พัฒนา ธุรกิจ และผู้ประกอบการชาวปาเลาเป็นผู้นำโครงการใหม่ ๆ ที่จะสร้างงาน กระตุ้นการลงทุน และทำให้มูลค่าทางเศรษฐกิจคงอยู่ภายในประเทศมากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกัน การให้ความสำคัญกับที่อยู่อาศัยที่เข้าถึงได้ในราคาที่เหมาะสมและมีความทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ยังเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนของเรา สร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่เลือกสร้างอนาคตในปาเลามากขึ้น และวางรากฐานทางเศรษฐกิจที่มั่นคงยิ่งขึ้นสำหรับคนรุ่นต่อไป”

ฯพณฯ สุลต่าน Abdulrahman Al-Marshad ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ SFD กล่าวว่า “เรามีความภาคภูมิใจที่ได้เริ่มต้นความร่วมมือครั้งแรกกับสาธารณรัฐปาเลา โดยการขยายโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่สำคัญ เรามุ่งหวังที่จะยกระดับผู้ประกอบการท้องถิ่น และช่วยสร้างอนาคตที่มั่นคงและยั่งยืนให้กับประชาชนชาวปาเลา ข้อตกลงนี้สะท้อนถึงพันธกิจในวงกว้างของเราในการส่งเสริมความเจริญรุ่งเรืองให้กับประเทศหมู่เกาะต่าง ๆ”

นับตั้งแต่ที่ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1974 องค์กร SFD ได้สนับสนุนประเทศกำลังพัฒนาผ่านการให้ความช่วยเหลือการเงินแบบเงื่อนไขผ่อนปรน ซึ่งมีส่วนช่วยในการเติบโตทางสังคมและเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนทั่วโลก

เกี่ยวกับกองทุนเพื่อการพัฒนาแห่งซาอุดีอาระเบีย:

กองทุนเพื่อการพัฒนาแห่งซาอุดีอาระเบีย (SFD) เป็นสถาบันของรัฐบาลที่ให้สินเชื่อเพื่อการพัฒนาในอัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อใช้ในการสนับสนุนโครงการและโปรแกรมต่างๆ ในประเทศกำลังพัฒนา

นับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นในปี 1974 องค์กร SFD ได้ให้การสนับสนุนทางการเงินแก่โครงการและแผนงานมากกว่า 800 โครงการในกว่า 100 ประเทศ รวมมูลค่ามากกว่า 22,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยครอบคลุมหลากหลายสาขา อาทิ การคมนาคมและการสื่อสาร โครงสร้างพื้นฐานทางสังคม การเกษตร พลังงาน อุตสาหกรรม และเหมืองแร่ เป็นต้น โครงการเหล่านี้มีส่วนช่วยในการส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนผู้ด้อยโอกาสในประเทศที่มีความต้องการมากที่สุด การดำเนินงานของ SFD ยึดหลักการพัฒนาระหว่างประเทศ และสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) นอกจากนี้ กองทุนยังมุ่งเสริมสร้างความร่วมมือด้านการพัฒนาผ่านความเป็นหุ้นส่วนกับองค์กรระดับภูมิภาคและนานาชาติอีกด้วย

*แหล่งที่มา: AETOSWire

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่:
https://www.businesswire.com/news/home/20260406306007/en

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Contacts

Nawaf Alojrush ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร กองทุนเพื่อการพัฒนาแห่งซาอุดีอาระเบีย
alojrush@sfd.gov.sa
+966112714148

ที่มา: Saudi Fund for Development




Starr เสร็จสิ้นการเข้าซื้อกิจการ IQUW Group

Logo

สร้างแพลตฟอร์มเฉพาะทางระดับโลกที่แข็งแกร่งและหลากหลายยิ่งขึ้น

นิวยอร์กและลอนดอน–(BUSINESS WIRE)–23 มีนาคม 2026

Starr องค์กรด้านการลงทุนและประกันภัยระดับโลก ได้ประกาศในวันนี้ว่าได้เสร็จสิ้นการเข้าซื้อกิจการ IQUW Group แล้ว ส่งผลให้เกิดแพลตฟอร์มประกันภัยต่อเฉพาะทางที่กว้างขวางและหลากหลายมากขึ้น พร้อมศักยภาพที่เพิ่มขึ้นในตลาดลอนดอน เบอร์มิวดา และตลาดรถยนต์ค้าปลีกในสหราชอาณาจักร

ปัจจุบันธุรกิจของ Starr ที่ควบรวมแล้ว ให้บริการลูกค้าและโบรกเกอร์ในกลุ่มผลิตภัณฑ์เฉพาะทางและส่วนตลาดที่หลากหลายมากขึ้นทั่วโลก ด้วยการรวม IQUW Group ทำให้ Starr เสริมความแข็งแกร่งในตลาดลอนดอนและสร้างฐานที่มั่นในฐานะตัวแทนบริหารจัดการที่ใหญ่เป็นอันดับเก้าใน Lloyd’s ที่สำคัญ Starr จะยังคงดำเนินงานโดยเน้นความเชี่ยวชาญด้านการรับประกันภัยและประสบการณ์และการบริการที่ดีที่สุดสำหรับโบรกเกอร์และลูกค้า โดยลูกค้าและโบรกเกอร์จะได้รับประโยชน์จากผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายมากขึ้น การตัดสินใจที่รวดเร็ว ความแข็งแกร่งด้านเงินทุนที่มากขึ้น และการเข้าถึงทั่วโลกที่ขยายกว้างขึ้น

ศักยภาพด้านการรับประกันภัยต่อของ Starr ได้รับการยกระดับอย่างมีนัยสำคัญหลังจากการทำธุรกรรมนี้ โดย IQUW Re Bermuda และธุรกิจรับประกันภัยต่อของ IQUW ในลอนดอนจะเปลี่ยนชื่อเป็น Starr Re โดยจะรับประกันภัยต่อจากลูกค้าภายนอกของบริษัท และเสริมสร้างความสามารถในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายครอบคลุมหลายภูมิภาคและสายธุรกิจ ซึ่งทาง Starr Re จะได้รับประโยชน์จากความแข็งแกร่งด้านเงินทุนของ Starr และจะช่วยให้สามารถจัดสรรเงินทุนได้อย่างรอบคอบตลอดวัฏจักรของตลาด และทำให้กลุ่มบริษัทสามารถให้บริการลูกค้าในตลาด (ประกันภัยต่อ) ได้ดียิ่งขึ้น

ในปี 2025 ทาง IQUW Group มีเบี้ยประกันภัยรวม (GWP) มูลค่า 1.88 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งประกอบด้วยธุรกิจที่ดำเนินการโดย IQUW (Syndicate 1856), ERS (Syndicate 218) ซึ่งเป็นบริษัทประกันภัยรถยนต์เฉพาะทางที่ใหญ่ที่สุดในสหราชอาณาจักรที่ Lloyd’s และ IQUW Re Bermuda โดย Syndicate1856 จะเปลี่ยนชื่อเป็น Starr และ IQUW Re จะทำการค้าในชื่อ Starr Re ส่วน ERS จะยังคงทำการค้าภายใต้แบรนด์เดิมต่อไป เนื่องจากมีฐานที่มั่นคงและแข็งแกร่งในตลาดรถยนต์ของสหราชอาณาจักร และ Starr’s Syndicate 1919 จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงแบรนด์แต่อย่างใด

“การเสร็จสิ้นธุรกรรมนี้เป็นการเดินหน้ากลยุทธ์ของ Starr ในการสร้างธุรกิจรับประกันภัยระดับโลกที่มีความหลากหลายและเป็นเลิศ ผมยินดีต้อนรับเพื่อนร่วมงานใหม่ของเราสู่ Starr” Jeff Greenberg ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วมของ Starr กล่าว “เมื่อรวมกันแล้ว เราจะเป็นแพลตฟอร์มที่ใหญ่ขึ้น แข็งแกร่งขึ้น มีขนาดและความเชี่ยวชาญที่จะแข่งขันและประสบความสำเร็จในตลาดโลก และสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาว”

Steve Blakey ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Starr Insurance Holdings กล่าวว่า “เรารู้สึกตื่นเต้นที่จะได้รวมบุคลากรที่มีความสามารถของเราเข้าด้วยกัน และทำให้มั่นใจได้ว่าลูกค้าและโบรกเกอร์ของเราจะได้รับการสนับสนุนอย่างราบรื่นเช่นเดิม และเข้าถึงโซลูชันเฉพาะทางที่หลากหลายยิ่งขึ้น ในฐานะองค์กรที่รวมกันแล้ว เราจะยังคงมุ่งเน้นอย่างไม่หยุดยั้งในการส่งมอบบริการที่เป็นเลิศแก่โบรกเกอร์และลูกค้าของเราในทุกๆ ส่วนของธุรกิจ”

Peter Bilsby ผู้ที่จะเป็นผู้นำธุรกิจระหว่างประเทศของ Starr กล่าวว่า “การเสร็จสิ้นธุรกรรมนี้เป็นช่วงเวลาที่น่าภาคภูมิใจสำหรับทุกคนที่มีส่วนร่วมในการสร้าง IQUW Group มาตั้งแต่เริ่มต้น โดยตั้งแต่แรกเริ่ม เราตั้งเป้าที่จะสร้างแพลตฟอร์มเฉพาะทางที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งโดดเด่นด้วยบุคลากรที่มีความสามารถสูงและข้อมูลและเทคโนโลยีชั้นนำในตลาด ตอนนี้ ในฐานะส่วนหนึ่งของ Starr เราสามารถใช้ประโยชน์จากการเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรระดับโลกที่แข็งแกร่งและหลากหลายมากขึ้น”

ธุรกรรมดังกล่าวได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้ว เงื่อนไขทางการเงินไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ

การสอบถามสำหรับสื่อ:

Starr
media@starr.com
Jonathan Watson (ลอนดอน)
jonathan.watson@starr.com

Prosek (ที่ปรึกษาด้านประชาสัมพันธ์ของ Starr)
Doug Campbell (ลอนดอน)
dcampbell@prosek.com
Kate Dillon (นิวยอร์ก)
kdillon@prosek.com

เกี่ยวกับ Starr

Starr คือชื่อทางการตลาดของธุรกิจการลงทุนของ C. V. Starr & Co., Inc. และบริษัทประกันภัยและบริการช่วยเหลือด้านการเดินทางของ Starr International Company, Inc. และบริษัทย่อย โดย Starr เป็นองค์กรการลงทุนและประกันภัยชั้นนำระดับโลกที่มีสาขาอยู่ใน 6 ทวีป ผ่านบริษัทประกันภัยในเครือ ซึ่งทาง Starr ให้บริการผลิตภัณฑ์ประกันภัยทรัพย์สิน ประกันภัยความเสียหาย และประกันภัยอุบัติเหตุและสุขภาพ รวมถึงความคุ้มครองเฉพาะทางต่างๆ เช่น ประกันภัยการบิน ประกันภัยทางทะเล ประกันภัยพลังงาน และประกันภัยความเสียหายส่วนเกิน บริษัทย่อยของบริษัทประกันภัยของ Starr ที่จดทะเบียนในสหรัฐอเมริกา เบอร์มิวเดา จีน ฮ่องกง มอลตา สิงคโปร์ สวิตเซอร์แลนด์ และสหราชอาณาจักร ต่างได้รับการจัดอันดับเครดิตจาก A.M. Best ที่ระดับ “A” (ยอดเยี่ยม) ส่วนกลุ่มบริษัทประกันภัยในเครือของ Starr ที่ Lloyd’s ได้รับประโยชน์จากการจัดอันดับเครดิตของ Lloyd’s Standard & Poor’s ที่ระดับ “AA-” (แข็งแกร่งมาก)

เยี่ยมชมเราได้ที่ www.starr.com หรือติดตามเราได้ทาง LinkedIn

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Contacts

Jonathan Watson
jonathan.watson@starr.com

ที่มา: Starr

2PointZero Group เสร็จสิ้นการเข้าซื้อหุ้นส่วนใหญ่ใน ISEM Packaging Group บริษัทบรรจุภัณฑ์ในประเทศอิตาลี ด้วยมูลค่า 704 ล้านเดอร์แฮม

Logo

  • ผลจากการทำธุรกรรมทำให้ 2PointZero ถือครองหุ้น 60.8%
  • บรรจุภัณฑ์กลายเป็นกลุ่มธุรกิจที่มุ่งเน้นผู้บริโภคลำดับที่หก โดยมี ISEM เป็นตัวหลัก

อาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์–(BUSINESS WIRE)–06 มีนาคม 2026

2PointZero Group PJSC (ADX: 2PointZero) บริษัทลงทุนชั้นนำแห่งยุคที่มุ่งเน้นภาคพลังงานและสินค้าอุปโภคบริโภค ประกาศในวันนี้ว่าได้เสร็จสิ้นการทำธุรกรรมอย่างเป็นทางการในการเข้าซื้อหุ้นส่วนใหญ่ใน ISEM กลุ่มบริษัทบรรจุภัณฑ์ชั้นนำของยุโรปที่ให้บริการด้านความงาม แฟชั่น สินค้าหรูหรา ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และอื่นๆ อีกมากมาย ในราคา 704 ล้านเดอร์แฮม โดยเป็นการระดมทุนทั้งจากตลาดรองและตลาดหลักเพื่อเร่งการเติบโตทั้งแบบภายในและภายนอกองค์กร

2PointZero Group completes majority acquisition in Italy-based ISEM Packaging Group for AED 704 million (Photo: AETOSWire)

2PointZero Group เสร็จสิ้นการเข้าซื้อหุ้นส่วนใหญ่ใน ISEM Packaging Group บริษัทบรรจุภัณฑ์ในประเทศอิตาลี ด้วยมูลค่า 704 ล้านเดอร์แฮม (ภาพ: AETOSWire)

ปัจจุบัน 2PointZero Group ถือหุ้น 60.8% ใน ISEM ขณะที่ Peninsula Capital และนักลงทุนรายย่อยถือหุ้นที่เหลือ 39.2% นี่ถือเป็นการเริ่มต้นความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่าง 2PointZero และ Peninsula ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันเสริมสร้างความเป็นผู้นำของ ISEM โดยมุ่งเน้นการขยายตัวในกลุ่มผลิตภัณฑ์และพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ ผนวกรวมปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีดิจิทัลทั่วทั้งธุรกิจ ตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการดำเนินงานกับลูกค้า และสนับสนุนการควบรวมกิจการ (M&A) ที่ตรงเป้าหมายเพื่อขยายฐานอุตสาหกรรมและความสามารถด้านผลิตภัณฑ์ของ ISEM

Samia Bouazza ซีอีโอของ 2PointZero Group กล่าวว่า “การเสร็จสิ้นธุรกรรมนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันเป้าหมายการเติบโตทั่วโลกของเรา และเป็นการสร้างแพลตฟอร์มที่สามารถขยายขนาดได้ในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์จะกลายเป็นกลุ่มธุรกิจที่หกของเราที่มุ่งเน้นผู้บริโภค ในระหว่างการเยี่ยมชมโรงงานของ ISEM ฉันประทับใจเป็นอย่างยิ่งกับระดับของระบบอัตโนมัติ การประกอบด้วยหุ่นยนต์ขั้นสูง และสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัย ​​ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ความสม่ำเสมอ และความแข็งแกร่งของอัตรากำไร”

Bouazza กล่าวเพิ่มเติมว่า “การที่เราเข้าสู่ธุรกิจบรรจุภัณฑ์นั้นเป็นเพราะภาคส่วนนี้ยังคงมีการเติบโตของ CAGR ที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องในหลายกลุ่มย่อย เช่น อาหาร ยา และสินค้าหรูหรา ด้วยประสบการณ์ของเราในด้านการควบรวมกิจการเชิงกลยุทธ์ การนำ AI มาใช้ และการบูรณาการการดำเนินงาน เราจึงอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่จะสนับสนุน ISEM ในการเร่งการขยายธุรกิจไปทั่วโลก พร้อมทั้งขยายธุรกิจทั้งในด้านบรรจุภัณฑ์ขั้นต้นและขั้นรอง และสร้างผลตอบแทนระยะยาวให้กับผู้ถือหุ้นของเรา”

การปิดดีลนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงการขยายธุรกิจด้านบรรจุภัณฑ์ของ 2PointZero Group ซึ่งเป็นการสร้างกลุ่มธุรกิจที่มุ่งเน้นผู้บริโภคกลุ่มที่หกของบริษัท พร้อมทั้งเสริมธุรกิจเครื่องสำอางและเครื่องแต่งกายที่มีอยู่เดิม ISEM Group ซึ่งมีฐานอยู่ในประเทศอิตาลี ก่อตั้งขึ้นในปี 1949 และมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองโบโลญญา เป็นผู้นำด้านระบบอัตโนมัติขั้นสูงที่ตอกย้ำเอกลักษณ์ของแบรนด์ 'Made in Italy' ทั่วโลก ISEM ได้รับการยอมรับในด้านคุณภาพ นวัตกรรม และความสัมพันธ์กับลูกค้าระดับหรูชั้นนำ เช่น LVMH, Kiko, Gucci, L’Oréal, Puig และ Coty Lancaster ผลิตภัณฑ์ของ ISEM ได้แก่ กล่องแข็ง กล่องพับ กระดาษไหม และถุงกันฝุ่น โดยมีโรงงานผลิต 11 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่กว่า 100,000 ตารางเมตร

Borja Prado หุ้นส่วนผู้ก่อตั้งของ Peninsula Capital กล่าวว่า “การทำธุรกรรมครั้งนี้ถือเป็นการเริ่มต้นช่วงเวลาใหม่ที่น่าตื่นเต้นสำหรับ ISEM กลุ่มบริษัทได้สร้างชื่อเสียงในฐานะพันธมิตรด้านบรรจุภัณฑ์ที่ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้ากลุ่มสินค้าหรูหราที่มีความต้องการสูงที่สุดในโลก และการลงทุนครั้งนี้จะช่วยให้ ISEM มีเงินทุน เครือข่ายระดับโลก และการสนับสนุนเชิงกลยุทธ์เพื่อเร่งการขยายตัวต่อไป การร่วมมือกับ 2PointZero จะนำมาซึ่งความสามารถที่เสริมกัน ซึ่งเราเชื่อว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ไม่เพียงแต่สำหรับ ISEM เท่านั้น แต่ยังรวมถึงลูกค้าที่ ISEM ให้บริการด้วย เราหวังที่จะร่วมกันสร้างบทต่อไป”

Francesco Pintucci ซีอีโอของ ISEM Packaging Group กล่าวว่า “วันนี้ถือเป็นการเริ่มต้นบทใหม่ของกลุ่มบริษัท กลุ่มบริษัทสามารถนำเสนอสิ่งต่างๆ ให้กับลูกค้าได้มากขึ้น โดยไม่สูญเสียความแม่นยำและความมุ่งมั่นส่วนบุคคลที่ทำให้ ISEM แตกต่างออกไป บุคลากร ฝีมือ และความสัมพันธ์กับแบรนด์หรูชั้นนำของโลก ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของทุกสิ่งที่ ISEM ทำ ด้วยการผนวกรวม 2PointZero และ Peninsula ทำให้ ISEM มีแพลตฟอร์มที่จะนำเสนอสิ่งเหล่านี้ไปทั่วโลก ผมภูมิใจในสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาได้ในเวลาอันสั้น และขอขอบคุณผู้ประกอบการ เพื่อนๆ และส่วนหนึ่งของการเดินทางอันน่าเหลือเชื่อของเรา บุคลากรของกลุ่มบริษัท และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ลูกค้า และซัพพลายเออร์ทุกท่าน สำหรับการสนับสนุนที่สำคัญของพวกเขา”

หุ้นส่วนและผู้ร่วมงานอาวุโสจากสำนักงานกฎหมายชั้นนำระดับโลก Hogan Lovells ให้คำปรึกษาแก่ 2PointZero และ Peninsula Capital ในเรื่องการควบรวมกิจการและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) รวมถึงเรื่องการต่อต้านการผูกขาดLegance ให้ความช่วยเหลือ Peninsula Capital ในการลงทุนซ้ำใน ISEM และข้อตกลงของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับ 2PointZero Group ในขณะที่ Van Campen Liem ให้คำแนะนำแก่ [Peninsula] เกี่ยวกับการจัดโครงสร้างข้อตกลง ในขณะเดียวกันGatti Pavesi Bianchi Ludovici และ Herbert Smith Freehills Kramer ให้คำแนะนำแก่ฝ่ายขายตลอดกระบวนการขาย

แหล่งที่มา AETOSWire

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260305800523/en

Contacts

Wassim El Jurdi
2PointZero Group
E: wassim@2PointZero.com

Rawad Khattar
Weber Shandwick
E: rkhattar@webershandwick.com

ที่มา: 2PointZero Group PJSC

Ben Hart ได้เข้าร่วมงานกับ Evercore ในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการอาวุโส และหัวหน้าฝ่ายที่ปรึกษาด้านเงินทุนส่วนบุคคลในเอเชีย

Logo

นิวยอร์ก–(BUSINESS WIRE)–23 กุมภาพันธ์ 2026

Evercore (NYSE: EVR) ประกาศในวันนี้ว่า Ben Hart ได้เข้าร่วมบริษัทในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการอาวุโสและหัวหน้าฝ่ายที่ปรึกษาด้านเงินทุนส่วนบุคคล (PCA) ในเอเชีย โดยประจำอยู่ที่สิงคโปร์ โดยคุณ Hart จะดูแลกิจกรรมของ Evercore PCA ทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และทำงานอย่างใกล้ชิดกับทีม PCA ระดับโลกเพื่อขยายขีดความสามารถด้านการให้คำปรึกษาในตลาดรองและการตลาดส่วนบุคคลในวงกว้างของบริษัทในภูมิภาคนี้

“เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับ Ben เข้าสู่ Evercore” Nigel Dawn หัวหน้าฝ่าย PCA ระดับโลกของ Evercore กล่าว “Ben สร้างชื่อเสียงที่ยอดเยี่ยมและมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นในระบบนิเวศของตลาดส่วนบุคคลในเอเชีย ประสบการณ์มากมายของเขาในการระดมทุน รวมถึงการกระจายเงินทุนทั่ว APAC จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับแพลตฟอร์มของเราในภูมิภาคที่เรามองเห็นโอกาสการเติบโตที่สำคัญและรวดเร็วนี้”

“เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับ Ben สู่สำนักงานสิงคโปร์ การแต่งตั้งเขาแสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่เราให้กับการขยายขีดความสามารถด้านการให้คำปรึกษาด้านเงินทุนส่วนบุคคลในภูมิภาค” Keith Magnus ประธานของ Evercore Asia กล่าว “Ben นำมาซึ่งความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและประสบการณ์ในระบบนิเวศตลาดส่วนบุคคลในเอเชีย และเราเชื่อว่าเขาจะมีบทบาทสำคัญในการช่วยเราสร้างแฟรนไชส์ของเราให้เติบโตอย่างมีระเบียบวินัยและรอบคอบ”

“ทีม PCA ของ Evercore เป็นผู้นำระดับโลกอย่างชัดเจนในด้านการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับตลาดรอง” คุณ Hart กล่าว “ผมรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้เข้าร่วมทีมและช่วยต่อยอดความสำเร็จในภูมิภาคตลาดส่วนบุคคลที่มีพลวัตมากที่สุดแห่งหนึ่ง ซึ่งโอกาสในตลาดรองกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว”

คุณ Hart มีประสบการณ์มากกว่าสองทศวรรษในด้านการระดมทุนในตลาดส่วนบุคคล ความสัมพันธ์กับนักลงทุนสถาบัน การจัดหาเงินทุน และการพัฒนาธุรกิจทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยก่อนหน้านี้ เขาได้ดำรงตำแหน่งหุ้นส่วนและหัวหน้าฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ (เอเชีย) ที่ Adams Street Partners ซึ่งเขาเป็นผู้นำด้านการพัฒนาธุรกิจและการบริการลูกค้าของบริษัทในช่องทางนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนส่วนบุคคล

โดยคุณ Hart สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัย Colorado Boulder

เกี่ยวกับ Evercore
Evercore (NYSE: EVR) เป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านการลงทุนระดับโลกชั้นนำที่เป็นอิสระ เรามุ่งมั่นที่จะช่วยให้ลูกค้าของเราบรรลุผลลัพธ์ที่เหนือกว่าผ่านคำแนะนำที่เป็นอิสระและสร้างสรรค์ในเรื่องที่มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์และการเงินสำหรับคณะกรรมการบริษัท ทีมผู้บริหาร และผู้ถือหุ้น รวมถึงการควบรวมกิจการและการซื้อกิจการ การให้คำปรึกษาเชิงกลยุทธ์แก่ผู้ถือหุ้น การปรับโครงสร้าง และโครงสร้างเงินทุน โดย Evercore ยังช่วยลูกค้าในการระดมทุนทั้งในภาครัฐและเอกชน ดำเนินการวิจัยหุ้น การขายหุ้น และการดำเนินการซื้อขายหุ้น รวมถึงการให้บริการด้านการบริหารความมั่งคั่งและการลงทุนแก่นักลงทุนที่มีฐานะร่ำรวยและนักลงทุนสถาบัน โดยบริษัทนั้นก่อตั้งขึ้นในปี 1995 มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่นิวยอร์ก และมีสำนักงานและสำนักงานสาขาในศูนย์กลางทางการเงินที่สำคัญในทวีปอเมริกา ยุโรป ตะวันออกกลาง และเอเชีย สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดไปที่ www.evercore.com

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Contacts

ผู้ติดต่อทางธุรกิจ:
Nigel Dawn
หัวหน้ากลุ่มที่ปรึกษาด้านเงินทุนส่วนบุคคลระดับโลกของ Evercore
Communications@Evercore.com
 
ผู้ติดต่อสำหรับสื่อ:
Jamie Easton
หัวหน้าฝ่ายสื่อสารและกิจการภายนอก
Communications@Evercore.com
 
ผู้ติดต่อสำหรับนักลงทุน:
Katy Haber
หัวหน้าฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์และ ESG
InvestorRelations@Evercore.com

ที่มา: Evercore

PT Valbury Asia Futures เปิดตัวการซื้อขายหุ้นสหรัฐฯ ร่วมกับ Alpaca เพิ่มโอกาสให้นักลงทุนเข้าถึงตลาดได้มากขึ้น

Logo

นิวยอร์ก และจาการ์ตา อินโดนีเซีย–(BUSINESS WIRE)–21 มกราคม 2026

บริษัท PT Valbury Asia Futures (“Valbury”) บริษัทนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ชั้นนำของอินโดนีเซียที่มีประสบการณ์ 30 ปีในการซื้อขายฟอเร็กซ์และสินค้าโภคภัณฑ์ ประกาศเปิดตัวการซื้อขายหุ้นสหรัฐฯ ในวันนี้ การเปิดตัวครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนโดย Alpaca ผู้นำระดับโลกด้าน API โครงสร้างพื้นฐานสำหรับนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ ซึ่งให้บริการเข้าถึงออปชั่น หุ้น ETF และตราสารหนี้

PT Valbury Asia Futures Launches US Stock Trading with Alpaca, Increasing Access for Investors

PT Valbury Asia Futures เปิดตัวการซื้อขายหุ้นสหรัฐฯ ร่วมกับ Alpaca เพิ่มโอกาสให้นักลงทุนเข้าถึงตลาดได้มากขึ้น

ในอดีต นักลงทุนรายย่อยชาวอินโดนีเซียเผชิญกับข้อจำกัดในการเข้าถึงการลงทุนในระดับโลก เนื่องจากค่าธรรมเนียมสูง กฎระเบียบที่ซับซ้อน และอุปสรรคอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ด้วยจำนวนนักลงทุนรายย่อยที่คาดว่าจะแตะ 17 ล้านคนในปี 2025 แสดงให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของความรู้ทางการเงินและการมีส่วนร่วมในตลาด Valbury กำลังใช้ประโยชน์จากแรงผลักดันนี้โดยทำให้หุ้นสหรัฐฯ เข้าถึงได้ง่ายขึ้นสำหรับผู้คนในวงกว้าง

บริการนี้ช่วยให้ลูกค้าของ Valbury สามารถซื้อขายหุ้นของบริษัทใหญ่ๆ ในสหรัฐอเมริกาได้ในราคาเริ่มต้นเพียง 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ โดยยังคงปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านกฎระเบียบของอินโดนีเซีย ซึ่งช่วยลดอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาดสำหรับนักลงทุนในท้องถิ่นได้อย่างมาก ทำให้พวกเขาสามารถกระจายพอร์ตการลงทุนในตลาดทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลกได้

“ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดึงดูดนักลงทุนชาวอินโดนีเซียเป็นอย่างมาก แต่พวกเขามักต้องมีบัญชีหลายบัญชีในแพลตฟอร์มต่างๆ เพื่อเข้าถึงทั้งสินทรัพย์ในประเทศและต่างประเทศ” Caroline Haryono ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดของ PT Valbury Asia Futures กล่าว “ด้วยการเปิดตัวแพลตฟอร์มใหม่ของเรา ลูกค้าของ Valbury สามารถรวมสินทรัพย์ทั้งหมดไว้ในแพลตฟอร์มเดียว ช่วยลดความยุ่งยาก ปรับปรุงประสบการณ์ของลูกค้า และทำให้การลงทุนในระดับโลกเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ไม่ใช่แค่เฉพาะกลุ่มคนร่ำรวยเท่านั้น”

Valbury ใช้ Broker API ของ Alpaca เพื่อขับเคลื่อนบริการซื้อขายหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงการใช้เทคโนโลยี OmniSub ของ Alpaca ด้วย ซึ่งรวมถึงการใช้เทคโนโลยี OmniSub ของ Alpaca ซึ่งเป็นแบบจำลองบัญชีแยกประเภทย่อยที่ออกแบบมาเพื่อปรับปรุงการดำเนินงานเบื้องหลังให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น OmniSub ช่วยให้ Valbury ปฏิบัติตามกฎระเบียบของอินโดนีเซียได้อย่างถูกต้อง ในขณะเดียวกันก็ช่วยลดความซับซ้อนของการทำบัญชีที่ซับซ้อน รวมถึงการจัดการตำแหน่ง การกระทบยอด การดำเนินการของบริษัท และการจับคู่การซื้อขาย

“เรารู้สึกตื่นเต้นที่จะสนับสนุน Valbury ในการนำเสนอโอกาสการลงทุนระดับโลกแก่นักลงทุนในอินโดนีเซีย” Yoshi Yokokawa ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ Alpaca กล่าว “ด้วยเทคโนโลยี Broker API และ OmniSub ของเรา เราช่วยให้โบรกเกอร์สามารถเข้าถึงตลาดทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลกได้มากขึ้นและรวดเร็วยิ่งขึ้น”

เกี่ยวกับ Alpaca

Alpaca เป็นบริษัทโบรกเกอร์-ดีลเลอร์ที่ดำเนินการชำระบัญชีด้วยตนเอง มีสำนักงานใหญ่ในสหรัฐอเมริกา และเป็นผู้นำระดับโลกด้าน API โครงสร้างพื้นฐานการซื้อขายหลักทรัพย์ ซึ่งช่วยให้เข้าถึงหุ้น ETF ออปชั่น และตราสารหนี้ได้ Alpaca นำเสนอโซลูชันทางการเงินที่สามารถปรับแต่งได้สำหรับการให้ยืมหลักทรัพย์ที่ชำระเงินเต็มจำนวน เงินสดผลตอบแทนสูง การซื้อขายตลอด 24 ชั่วโมง 5 วันต่อสัปดาห์ การลงทุนที่สอดคล้องกับหลักชะรีอะฮ์ และอื่นๆ ปัจจุบัน Alpaca ให้บริการบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์กว่า 9 ล้านบัญชีผ่านฟินเทคและสถาบันต่างๆ หลายร้อยแห่งในกว่า 40 ประเทศ ด้วยเงินทุนกว่า 320 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดเยี่ยมชมที่ alpaca.markets

เกี่ยวกับ Valbury

ด้วยประสบการณ์กว่า 30 ปีในการช่วยเหลือนักลงทุนชาวอินโดนีเซียในการซื้อขายในตลาดฟิวเจอร์ส และชื่อเสียงด้านบริการที่เป็นเลิศ Valbury Asia Futures ได้สร้างชื่อเสียงที่มั่นคงในฐานะโบรกเกอร์และพันธมิตรการซื้อขายที่น่าเชื่อถือที่สุดในอินโดนีเซีย Valbury ได้รับใบอนุญาตและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ Badan Pengawas Perdagangan Berjangka Komoditi (BAPPEBTI) อย่างเต็มรูปแบบ นอกจากนี้ยังเป็นสมาชิกของ Jakarta Futures Exchange และ PT Kliring Berjangka Indonesia (KBI) สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดเข้าชมที่ valbury.co.id/en/

ผลิตภัณฑ์ OmniSub นำเสนอโดย AlpacaDB, Inc. ในฐานะบริการเทคโนโลยีสำหรับการบัญชีย่อยที่เกี่ยวข้องกับบริการหักบัญชีแบบ omnibus การอนุมัติบริการเทคโนโลยีนี้ขึ้นอยู่กับการตรวจสอบวิเคราะห์สถานะโดย Alpaca Securities LLC

บริษัท Alpaca และ PT Valbury Asia Futures ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใดๆ กัน และจะไม่รับผิดชอบต่อหนี้สินของผู้อื่น

บริการนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ให้บริการโดย Alpaca Securities LLC ซึ่งเป็นสมาชิกของ FINRA / SIPC ซึ่งเป็นบริษัทในเครือที่ AlpacaDB, Inc. เป็นเจ้าของทั้งหมด

การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดดูที่ Disclosure Library

การซื้อขายหุ้นแบบเศษส่วนช่วยให้ลูกค้าสามารถซื้อและขายหุ้นในปริมาณและมูลค่าเป็นเศษส่วนของหลักทรัพย์บางประเภทได้ การซื้อขายหุ้นแบบเศษส่วนมีความเสี่ยงเฉพาะตัวและอยู่ภายใต้ข้อจำกัดบางประการที่คุณควรทราบก่อนที่จะดำเนินการดังกล่าว โปรดดู Alpaca Customer Agreement สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม

AlpacaDB, Inc. ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Alpaca Securities LLC ให้บริการและเทคโนโลยี รวมถึง API โครงสร้างพื้นฐานการซื้อขายหลักทรัพย์ที่สนับสนุนบริการทางการเงินของ Alpaca

นี่ไม่ใช่ข้อเสนอ การชักชวนให้เสนอซื้อหรือขาย หรือคำแนะนำในการซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หรือการเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ในเขตอำนาจศาลใดๆ ที่บริษัท Alpaca Securities ไม่ได้จดทะเบียนหรือได้รับใบอนุญาตตามที่กำหนด

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260120190817/en

Contacts

สื่อสัมพันธ์
Patrick Valoppi
press@alpaca.markets

ที่มา: Alpaca

Mercer เผยค่าเฉลี่ยเงินเดือนในประเทศไทยคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 5.2% ในปี 2026

Logo

ข่าวประชาสัมพันธ์

ข้อมูลติดต่อสำหรับสื่อมวลชน
Fei Tierney
Marsh McLennan
โทรศัพท์: +65 98009984
อีเมล: fei.tierney@mmc.com

วันที่ 19 ธันวาคม 2025—Mercer ซึ่งเป็นธุรกิจในเครือ Marsh McLennan (NYSE: MMC) และเป็นผู้นำระดับโลกในการช่วยให้องค์กรบรรลุเป้าหมายด้านการลงทุน กำหนดทิศทางอนาคตของการทำงาน และยกระดับผลลัพธ์ด้านสุขภาพและการเกษียณอายุของพนักงาน เผยว่าค่าเฉลี่ยเงินเดือนของพนักงานในประเทศไทยคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 5.2% ในปี 2026 สูงกว่าเล็กน้อยจาก 5% ในปี 2025

การสำรวจค่าตอบแทนรวม (Total Remuneration Survey) ปี 2025 ของ Mercer จัดทำการวิเคราะห์แนวโน้มและนโยบายด้านค่าตอบแทนในตำแหน่งงานมากกว่า 5,400 ตำแหน่ง จากบริษัทกว่า 815 แห่งในประเทศไทยที่ครอบคลุมทุกภาคอุตสาหกรรม ซึ่งผลการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่าแม้อัตราการเพิ่มขึ้นของเงินเดือนจะชะลอลงเมื่อเทียบกับปี 2025 แต่เกือบทุกบริษัทที่เข้าร่วมการสำรวจ (99.6%) มีแผนจะปรับขึ้นเงินเดือนในปี 2026 ใกล้เคียงกับ 99.7% ในปี 2025

จากการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่าปัจจัยหลักที่มีอิทธิพลต่อการปรับขึ้นเงินเดือนในปี 2026 ได้แก่ การแข่งขันเพื่อดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถ โดยเฉพาะในหลายภาคส่วนที่ต้องการทักษะเฉพาะทาง และการให้ความสำคัญกับค่าตอบแทนตามผลงาน (merit-based compensation) อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยองค์กรต่าง ๆ ให้ความสำคัญกับทั้งประสิทธิภาพการทำงานและความคุ้มค่าในด้านต้นทุน ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาในมุมอุตสาหกรรมนั้น ภาคพลังงานเป็นผู้นำด้วยอัตราการเพิ่มขึ้นของเงินเดือนเฉลี่ยที่คาดไว้ที่ 6.0% รองลงมาคือกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่ 5.7% และกลุ่มยานยนต์ที่ 5.5%

ด้วยภาวะเศรษฐกิจที่มีท้าทายอย่างต่อเนื่องส่งผลกระทบต่อโครงสร้างแรงงานในปัจจุบัน ทำให้ในปี 2025 มีจำนวนพนักงานประจำลดลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งต่ำกว่าระดับในปี 2021 ที่เป็นช่วงการระบาดของโควิด-19 อย่างไรก็ตาม ผลกระทบดังกล่าวแตกต่างกันไปในแต่ละอุตสาหกรรม ตัวอย่างเช่น ในภาคพลังงานและวิทยาศาสตร์ชีวภาพ (Life Sciences) ที่มีจำนวนพนักงานประจำเพิ่มขึ้น

เพื่อตอบสนองต่อตลาดแรงงานที่มีการแข่งขันสูง รวมถึงความคาดหวังที่เปลี่ยนแปลงไป รายงานยังชี้ให้เห็นว่า บริษัทต่าง ๆ ในประเทศไทยกำลังวางแผนปรับกลยุทธ์ด้านค่าตอบแทนในปีหน้า โดยปัจจุบัน 95.3% ขององค์กรที่เข้าร่วมการสำรวจมีแผนจูงใจระยะสั้น เช่น โบนัส ขณะที่สัดส่วนของบริษัทที่เสนอแรงจูงใจระยะยาว เช่น หุ้นพนักงาน เพิ่มขึ้นจาก 19.3% ในปี 2024 เป็น 38.2% ในปี 2025

นอกจากนี้ยังมีบริษัทจำนวนเพิ่มมากขึ้น (23.5%) ได้นำเสนอสวัสดิการแบบยืดหยุ่นเป็นส่วนหนึ่งของแพ็กเกจค่าตอบแทนสำหรับพนักงาน โดยมีทั้งการประกันสุขภาพ (89.5%) สมาชิกสันทนาการ/สปอร์ตคลับ (76.6%) และการตรวจสุขภาพ (64.9%) เป็นองค์ประกอบสิทธิประโยชน์และบริการหลักภายใต้แผนสวัสดิการแบบยืดหยุ่น

คุณธีระ เหล่าลัทธพล ผู้นำด้าน Data Intelligence & Academy Solution ของ Mercer ประเทศไทย กล่าวว่า “การเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลเห็นได้ชัดมากขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการปรับโครงสร้างองค์กรในประเทศไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เมื่อกลยุทธ์องค์กรพัฒนาไปอย่างรวดเร็วควบคู่กับนวัตกรรมด้านทรัพยากรบุคคล ข้อมูลจึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้องค์กรยังคงสามารถแข่งขันได้ในตลาดแรงงาน รวมถึงสามารถตอบสนองต่อความคาดหวังของพนักงานที่มีการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อที่องค์กรจะสามารถดึงดูดและรักษาบุคลากรชั้นนำไว้ได้ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อนมากขึ้น”

เกี่ยวกับ Mercer
Mercer เป็นบริษัทในเครือของ Marsh McLennan (NYSE: MMC) ผู้นำระดับโลกในการสนับสนุนลูกค้าให้บรรลุเป้าหมายด้านการลงทุน กำหนดอนาคตของการทำงาน และยกระดับผลลัพธ์ด้านสุขภาพและการเกษียณอายุของพนักงาน โดย Marsh McLennan เป็นผู้นำระดับโลกด้านการบริหารความเสี่ยง กลยุทธ์ และบุคลากร โดยให้คำปรึกษาแก่ลูกค้าในกว่า 130 ประเทศทั่วโลก ผ่านธุรกิจหลักทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ Marsh, Guy Carpenter, Mercer และ Oliver Wyman ซึ่ง Marsh McLennan มีความมุ่งมั่นในการช่วยให้องค์กร “มั่นใจในการเติบโตอย่างยั่งยืน” ผ่านมุมมองเชิงลึกและการให้คำปรึกษาที่สร้างผลลัพธ์จริง ซึ่งองค์กรมีรายได้ต่อปีมากกว่า 24 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และพนักงานกว่า 90,000 คนทั่วโลก ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ mercer.com หรือติดตามข่าวสารทาง LinkedIn และ X

อาบูดาบีเปิดตัวกลุ่ม FIDA เพื่อกำหนดทิศทางโซลูชันทางการเงินและการลงทุนแห่งอนาคต

Logo

อาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์–(BUSINESS WIRE)–11 ธันวาคม 2025

อาบูดาบีได้เปิดตัวกลุ่มธุรกิจฟินเทค ประกันภัย ดิจิทัล และสินทรัพย์ทางเลือก (FIDA) เพื่อเร่งการพัฒนาโซลูชันทางการเงินและการลงทุนแห่งอนาคต และได้ขยายบทบาทของเอมิเรตส์ในฐานะศูนย์กลางเงินทุนระดับโลก

กลุ่มอุตสาหกรรมการเงินนี้ นำโดยกรมพัฒนาเศรษฐกิจแห่งอาบูดาบี (ADDED) และสำนักงานการลงทุนแห่งอาบูดาบี (ADIO) เป็นเสาหลักสำคัญของแผนการกระจายความหลากหลายทางเศรษฐกิจระยะยาวของอาบูดาบี โดยคาดการณ์ว่าภายในปี 2045 กลุ่มอุตสาหกรรมการเงิน FIDA จะช่วยเพิ่ม GDP โดยตรงของอาบูดาบีได้ถึง 15.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สร้างงานที่มีทักษะ 8,000 ตำแหน่ง และดึงดูดการลงทุนได้อย่างน้อย 4.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งได้ช่วยตอกย้ำถึงตำแหน่งของอาบูดาบีในฐานะจุดหมายปลายทางของระบบการเงินที่ทันสมัยและยืดหยุ่น

FIDA ได้รวบรวมพื้นที่ที่มีการเติบโตสูงที่ทั้งเทคโนโลยี กฎระเบียบ และเงินทุนมาบรรจบกัน รวมถึงฟินเทค สินทรัพย์ดิจิทัล ประกันภัย การประกันภัยต่อ และการลงทุนทางเลือกต่างๆ โดยมีเป้าหมายที่จะวางตำแหน่งอาบูดาบีให้เป็นเขตอำนาจศาลที่ได้รับความนิยมสำหรับบริษัทระดับโลกที่ต้องการออกแบบ ทดสอบ และขยายผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ๆ ภายในสภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบที่มั่นคงและมองไปข้างหน้า

ฯพณฯ Ahmed Jasim Al Zaabi ประธานของ ADDED กล่าวว่า “กลยุทธ์ทางเศรษฐกิจของอาบูดาบีได้สร้างขึ้นมาบนการวางแผนระยะยาวและหลักการที่ว่าเงินทุน บุคลากรที่มีความสามารถ และนวัตกรรมต้องไหลเวียนผ่านโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก โดยกลุ่ม FIDA เป็นการลงทุนเชิงโครงสร้างเพื่ออนาคต ด้วยการประสานความพยายามระหว่างหน่วยงานกำกับดูแล เงินทุนของรัฐ สถาบันการเงิน และผู้สร้างสรรค์นวัตกรรม ซึ่ง FIDA จะช่วยเสริมสร้างรากฐานของระบบการเงินยุคใหม่และตอกย้ำถึงตำแหน่งของอาบูดาบีในระดับโลกในฐานะเมืองหลวงแห่งเงินทุน”

ฯพณฯ Badr Al-Olama ผู้อำนวยการทั่วไปของ ADIO ให้ความเห็นว่า “FIDA ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในบทบาทของอาบูดาบีในด้านการเงินระดับโลก เรามีโครงสร้างพื้นฐานของศูนย์กลางทางการเงินระดับโลก ที่ซึ่งนวัตกรรมดิจิทัล การเปลี่ยนแปลงทางด้านฟินเทค และเทคโนโลยีแห่งอนาคตมาบรรจบกับเงินทุนระยะยาวและกฎระเบียบที่มองไปข้างหน้าตั้งแต่เริ่มต้น ด้วยการนำนักลงทุนภาครัฐ หน่วยงานกำกับดูแล สถาบันระดับโลก และผู้คิดค้นนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีมารวมไว้ในกลุ่มเดียวกันที่เชื่อมต่อกัน อาบูดาบีจึงเป็นบ้านที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ที่กำลังสร้างอนาคตของสินทรัพย์ดิจิทัล โซลูชันทางการเงินที่ขับเคลื่อนด้วย AI และแพลตฟอร์มฟินเทคที่ก้าวล้ำ”

เสาหลักของโครงการแบบบูรณาการของกลุ่มนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อสร้างระบบนิเวศทางการเงินที่ครอบคลุมและแข่งขันได้ในระดับโลก โดย FIDA จะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางสินทรัพย์ดิจิทัลและแพลตฟอร์มฟินเทคระดับสถาบันที่ได้มาตรฐานสากล ขยายขีดความสามารถด้านการประกันภัยและการรับประกันภัยต่อเพื่อตอบสนองความต้องการด้านการบริหารความเสี่ยงที่ซับซ้อน และสร้างกรอบการออมระยะยาวที่คุ้มครองผู้บริโภคซึ่งเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางการเงิน นอกจากนี้ยังจะขยายการเข้าถึงช่องทางการระดมทุนที่หลากหลายสำหรับวิสาหกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง รวมถึงการให้สินเชื่อทางเลือก หนี้เพื่อการลงทุน และโซลูชันเงินทุนต่างๆ เพื่อการเติบโต

การเงินที่ยั่งยืนเป็นส่วนสำคัญของกลุ่มธุรกิจ โดยเน้นการพัฒนาเครื่องมือทางการเงินสีเขียวและการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่านที่สอดคล้องกับพันธสัญญาของอาบูดาบีในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ นอกจากนี้ FIDA จะขยายภูมิทัศน์ของสินทรัพย์ทางเลือกในเอมิเรตส์ สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนในหุ้นเอกชน เงินทุนร่วมลงทุน และอสังหาริมทรัพย์ โดยมุ่งเป้าไปที่นักลงทุนสถาบันระดับโลก

โดยทางกลุ่มจะจัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่ปรับให้เหมาะสมสำหรับภาคส่วนสำคัญๆ รวมถึงนวัตกรรมด้านอาหารและน้ำผ่านกลุ่มการเติบโตทางการเกษตรและอาหารและความอุดมสมบูรณ์ของน้ำ (AGWA), วิทยาศาสตร์ชีวภาพผ่านกลุ่มสุขภาพ ความอดทน อายุยืน และการแพทย์ (HELM) และการคมนาคมขนส่งผ่านกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์อัจฉริยะและการขับเคลื่อนอัตโนมัติ (SAVI) ซึ่งจะช่วยให้บริษัทนวัตกรรมทั่วทั้งเศรษฐกิจสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่เหมาะสม บริหารความเสี่ยง และขยายธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สถานะของอาบูดาบีในฐานะ “เมืองหลวงแห่งเงินทุน” นั้นได้รับการสนับสนุนจากความมั่งคั่งของรัฐบาลมูลค่า 1.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ กรอบการกำกับดูแลระดับโลก และเครือข่ายที่ครอบคลุมข้อตกลงด้านภาษีซ้ำซ้อน การคุ้มครองการลงทุน และข้อตกลงทางการค้าต่างๆ บริษัทที่ดำเนินงานภายใต้ FIDA จะได้รับประโยชน์จากการเข้าถึงตลาดโลกที่สำคัญในยุโรป อเมริกาเหนือ และเอเชียอย่างมีประสิทธิภาพและได้รับการสนับสนุนจากสนธิสัญญา โดยการผสมผสานระหว่างความลึกของเงินทุน ความชัดเจนด้านกฎระเบียบ และการเชื่อมต่อระหว่างประเทศนี้ ทำให้อาบูดาบีมีศักยภาพในการเป็นผู้นำด้านฟินเทค การประกันภัยต่อ และสินทรัพย์ทางเลือกต่างๆ

FIDA จะรวบรวมระบบนิเวศที่ประสานงานกันของพันธมิตรซึ่งครอบคลุมด้านกฎระเบียบ การเงิน โครงสร้างพื้นฐาน นวัตกรรม และการพัฒนาบุคลากร โดยการกำกับดูแลด้านกฎระเบียบนั้นจะนำโดยกระทรวงการคลัง ธนาคารกลางแห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ADGM และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งจะร่วมมือกันเพื่อให้มั่นใจถึงการกำกับดูแลทางการเงินที่สอดคล้องกันและพร้อมสำหรับอนาคต

พันธมิตรทางการเงิน ซึ่งรวมถึงกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ สำนักงานบริหารทรัพย์สินของครอบครัว และกองทุนคาลิฟาเพื่อการพัฒนาวิสาหกิจ จะช่วยให้สามารถเข้าถึงเงินทุนได้ในแต่ละช่วงของการเติบโต สถาบันโครงสร้างพื้นฐานที่ครอบคลุมด้านบำนาญ การชำระเงิน สินเชื่อ และประกันภัย จะสนับสนุนการส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่มีมาตรฐานระดับโลก

เครือข่ายนวัตกรรมและการวิจัยและพัฒนาที่นำโดย Hub71, มหาวิทยาลัยสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีคาลิฟา, สถาบันการเงินเอมิเรตส์ และ ADGM Academy จะมุ่งเน้นไปที่การนำผลการวิจัยไปสู่เทคโนโลยีทางการเงินที่สามารถนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ได้ เครือข่ายพัฒนาบุคลากรนี้จะช่วยพัฒนาทักษะด้านวิทยาศาสตร์ประกันภัย, วิศวกรรมฟินเทค, การเงินที่ใช้คณิตศาสตร์ สถิติ และการคำนวณขั้นสูง และสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างบทบาทของอาบูดาบีในฐานะศูนย์กลางของโซลูชันทางการเงินชั้นนำให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

FIDA ได้ช่วยตอกย้ำให้เห็นถึงสถานะของอาบูดาบีในฐานะศูนย์กลางทางการเงินระดับโลกแห่งอนาคต และผลักดันความมุ่งมั่นของเอมิเรตส์ในการเป็นจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมสำหรับผู้ที่สร้างอนาคตของการเงินและการบริหารจัดการการลงทุน

แหล่งที่มา: AETOSWire

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Contacts

Neil Luis
00971505422125

ที่มา: Abu Dhabi Investment Office

กลุ่มพัฒนาองค์ความรู้ด้านกลาโหม ความมั่นคง และความยืดหยุ่น (DSRB) – แถลงการณ์อย่างเป็นทางการ

Logo

ลอนดอน–(BUSINESS WIRE)–11 ธันวาคม 2025

เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2025 กลุ่มพัฒนาองค์ความรู้ด้านกลาโหม ความมั่นคง และความยืดหยุ่น (DSRB) ได้จัดการประชุมระดับสูงขึ้น ณ กรุงลอนดอน โดยมีผู้แทนจาก 37 ชาติ รวมถึงประเทศสมาชิก G7 ทั้งหมด ตลอดจนคณะกรรมาธิการยุโรป NATO และรัฐสภายุโรป รวมถึงธนาคารระดับโลกและบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ เพื่อหารือเกี่ยวกับ DSRB

ขณะนี้มีหลายประเทศแสดงความตั้งใจที่จะเริ่มดำเนินขั้นตอนอย่างเป็นทางการที่จำเป็นเพื่อจัดตั้ง DSRB ขึ้น

รูปแบบการมีส่วนร่วมแบบเป็นขั้นตอนเช่นนี้เป็นมาตรฐานในการก่อตั้งสถาบันการเงินระหว่างประเทศ ซึ่งโดยทั่วไปมักเริ่มจากกลุ่มประเทศหลักจำนวนน้อยที่ทำหน้าที่เป็นแกนกลาง และขยายสมาชิกเพิ่มเติมในภายหลัง ผ่านการเจรจาร่างกฎบัตรและรอบการเพิ่มทุนในลำดับถัดไป

DSRB ถูกออกแบบมาเพื่อเสริมความครอบคลุมให้กับโครงการ SAFE ของสหภาพยุโรป โดยมอบแพลตฟอร์มพหุภาคีที่กว้างขึ้น ซึ่งเชื่อมโยงประเทศสมาชิก NATO และประเทศในภูมิภาคอินโด–แปซิฟิกเข้าด้วยกัน พร้อมทั้งระดมเงินทุนระดับโลกเพื่อสร้างศักยภาพด้านงบดุลที่จำเป็นสำหรับการสนับสนุนงบประมาณด้านกลาโหมของประเทศต่าง ๆ และการลงทุนเพื่อเสริมความยืดหยุ่นในระยะยาว

โครงการนี้ยังคงเดินหน้าร่วมกับรัฐบาลต่าง ๆ และมีเส้นทางที่ชัดเจนสู่ขั้นตอนถัดไปของการดำเนินงาน ได้แก่ การหารือระหว่างประเทศผู้ก่อตั้ง การจัดทำกฎบัตร และการจัดตั้งทุน DSRB ยังคงมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนฐานอุตสาหกรรมของประเทศพันธมิตรให้แข็งแกร่งและมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ผ่านการจัดหาเงินทุนระยะยาวที่สามารถขยายขนาดได้

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Contacts

tharper@apcoworldwide.com 

ที่มา: DSRB Development Group

Rachael Kao ประธาน CTBC Holding เน้นย้ำกลยุทธ์ระดับโลกในงาน Financial Times Summit ในฐานะตัวแทนเพียงหนึ่งเดียวของไต้หวัน

Logo

ไทเป, ไต้หวัน–(BUSINESS WIRE)–08 ธันวาคม 2025

CTBC Financial Holding ก้าวสู่เวทีนานาชาติอีกครั้งในงาน “Global Banking Summit 2025” ซึ่งจัดโดย Financial Times และ The Banker ได้นำผู้นำทางการเงินระดับโลกมารวมตัวกันที่กรุงลอนดอน ระหว่างวันที่ 2-4 ธันวาคม โดย Rachael Kao ประธาน CTBC Holding ได้เข้าร่วม “CEO Keynote Interview” เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม เพื่อแบ่งปันนวัตกรรมดิจิทัล กลยุทธ์ ESG และความพยายามในการขยายธุรกิจไปทั่วโลกของ CTBC ซึ่งทำให้เธอเป็นตัวแทนเพียงคนเดียวจากภาคการเงินของไต้หวันในงานปีนี้

Rachael Kao (right), President of CTBC Financial Holding, joins the “CEO Keynote interview” at the Financial Times Global Banking Summit 2025, engaging in a discussion with moderator Kimberley Long (left) on CTBC’s development and trends in the banking industry. / Courtesy of CTBC Financial Holding

Rachael Kao (ขวา) ประธานบริษัท CTBC Financial Holding ร่วมใน “บทสัมภาษณ์ CEO Keynote” ในงาน Financial Times Global Banking Summit 2025 โดยร่วมพูดคุยกับ Kimberley Long (ซ้าย) ผู้ดำเนินรายการ เกี่ยวกับพัฒนาการและแนวโน้มของ CTBC ในอุตสาหกรรมการธนาคาร / ภาพโดย CTBC Financial Holding

การประชุมสุดยอดสามวันซึ่งจัดร่วมกันโดย Financial Times และ The Banker มุ่งเน้นไปที่ธีม “การนำทางสู่ความซับซ้อน ขับเคลื่อนนวัตกรรม” หัวข้อต่างๆ ประกอบด้วย ภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี สภาพภูมิอากาศ และการลงทุนระดับโลก งานนี้รวบรวมผู้เชี่ยวชาญทางการเงินกว่าพันคน และผู้บริหารระดับสูงมากกว่า 40 คน วิทยากรใน “บทสัมภาษณ์ CEO Keynote” ร่วมกับ Rachael Kao ได้แก่ Lucy Rigby รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหราชอาณาจักร, Nikhil Rathi ซีอีโอของ FCA และ Mel Stride รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและบำนาญของสหราชอาณาจักร

ระหว่างการสัมภาษณ์ Rachael Kao ได้อ้างอิงวลีอันเป็นที่รู้จักกันดีของ Heraclitus โดยเน้นย้ำว่าความยืดหยุ่นคือศักยภาพสำคัญที่กำหนดนิยามของสถาบันการเงินในปัจจุบัน เธอกล่าวว่ารากฐานการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง การบริหารความเสี่ยง การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และโครงการริเริ่มทางการเงินที่ยั่งยืนของ CTBC ล้วนเป็นกลไกขับเคลื่อนการเติบโตระยะยาวของบริษัท ซึ่งช่วยให้บริษัทสามารถแข่งขันได้โดยเน้นเรื่องความยั่งยืนเป็นหลัก

Rachael Kao เน้นย้ำว่าการเงินสีเขียว การเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่าน การลงทุนด้าน ESG และการลดคาร์บอนในห่วงโซ่อุปทานสามารถเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันทางอุตสาหกรรมของไต้หวันได้อย่างไร เธออ้างอิงถึงความสอดคล้องของ CTBC กับมาตรฐานความยั่งยืนระดับโลก บทบาทของ CTBC ในฐานะประธาน PCAF ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และการเป็นสมาชิกในกลุ่มทำงาน TNFD เนื่องจากบริษัทไต้หวันหลายแห่งกำลังเผชิญกับข้อกำหนดการลดคาร์บอนในห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก CTBC จึงให้การสนับสนุนลูกค้าผ่านการบัญชีคาร์บอน การวางแผนการเปลี่ยนผ่าน โซลูชันด้านประสิทธิภาพพลังงาน และความร่วมมือในห่วงโซ่อุปทาน

ผู้ดำเนินรายการ Kimberley Long ยังได้สอบถามถึงวิธีการสนับสนุนอุตสาหกรรมของไต้หวัน Rachael Kao อธิบายว่า CTBC ซึ่งมีสาขามากกว่า 370 แห่งใน 14 ประเทศ ทำหน้าที่เป็น “ธนาคารซัพพลายเชน” ที่ให้บริการลูกค้าที่กำลังขยายตัวทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคเซมิคอนดักเตอร์ เธอกล่าวว่า CTBC ใช้ประโยชน์จากเครือข่ายระหว่างประเทศเพื่อจัดหาเงินทุน การบริหารจัดการเงินสด และโซลูชันสุทธิเป็นศูนย์ เพื่อขับเคลื่อนความยั่งยืนทั่วทั้งห่วงโซ่คุณค่าทางอุตสาหกรรมของไต้หวัน

โดย Long ได้นึกถึงภูมิทัศน์ธนาคารที่หนาแน่นของไต้หวัน จึงถามว่า CTBC โดดเด่นอย่างไรในด้านการเข้าถึงบริการทางการเงิน และ Rachael Kao ได้เน้นย้ำถึงพันธกิจของ CTBC ในการสร้างความมั่นใจว่าประชาชนจะได้รับการดูแล ความปลอดภัย ความเข้าใจ และความเคารพมากขึ้น CTBC ออกแบบอินเทอร์เฟซตู้เอทีเอ็มสำหรับผู้สูงอายุ ผู้ใช้บริการที่มีปัญหาทางสายตา และชาวต่างชาติ เสริมความแข็งแกร่งให้กับมาตรการป้องกันการฉ้อโกงด้วย AI และนำเสนอกระบวนการปล่อยสินเชื่อสำหรับ SME ในรูปแบบดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ CTBC ในการสร้างระบบการเงินดิจิทัลที่อบอุ่น น่าเชื่อถือ และครอบคลุม

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: www.businesswire.com/news/home/ 20251207394751/en

Contacts

ฝ่ายประชาสัมพันธ์, CTBC Bank
Ken Wang (+8862) 3327-7777#6712
Sherry Fang (+8862) 3327-7777#6711

ที่มา: CTBC Financial Holding

GoTyme Bank เปิดตัวการซื้อขาย Crypto ในฟิลิปปินส์ ร่วมกับ Alpaca

Logo

ซานมาเทโอ รัฐแคลิฟอร์เนีย และมะนิลา ฟิลิปปินส์–(BUSINESS WIRE)–08 ธันวาคม 2025

GoTyme Bank ธนาคารที่เติบโตเร็วที่สุดในฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง Gokongwei Group และ Tyme Group ประกาศเปิดตัวฟีเจอร์การลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล โดยการเปิดตัวนี้เกิดขึ้นได้ด้วยความร่วมมือกับ Alpaca ผู้นำระดับโลกด้าน API โครงสร้างพื้นฐานด้านนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ ที่ให้การเข้าถึงคริปโทเคอร์เรนซี หุ้น ETF ออปชัน และตราสารหนี้

GoTyme Bank Launches Crypto Trading in the Philippines in Partnership with Alpaca

GoTyme Bank เปิดตัวการซื้อขาย Crypto ในฟิลิปปินส์ ร่วมกับ Alpaca

ความต้องการคริปโตยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก โดยฟิลิปปินส์อยู่ในอันดับที่ 9 ในด้านการใช้งาน และอันดับที่ 20 ในด้านความมั่งคั่งของคริปโต ปัจจุบัน ชาวฟิลิปปินส์ประมาณ 10% ใช้คริปโต และคาดการณ์ว่าตัวเลขนี้จะเพิ่มขึ้นถึง 12.79 ล้านคนภายในปี 2026 การเติบโตนี้ได้รับแรงหนุนจากความต้องการโซลูชันทางการเงินที่ให้ความสำคัญกับดิจิทัลเป็นอันดับแรกในกลุ่มประชากรที่ไม่มีบัญชีธนาคารและเข้าถึงบริการทางการเงินไม่เพียงพอที่อยู่ที่ประมาณ 76% ของประเทศ สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อคริปโตของฟิลิปปินส์ยังได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติมจากจุดยืนเชิงบวกของรัฐบาลเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล รวมถึงการที่ประชากรที่มีความรู้ด้านเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้น และการเข้าถึงบริการทางการเงินแบบดั้งเดิมที่จำกัด

“เป้าหมายของเราคือการเป็นธนาคารที่พลิกโฉมวงการมากที่สุดในฟิลิปปินส์ ที่ช่วยให้ชาวฟิลิปปินส์ทุกคนสามารถปลดล็อกศักยภาพทางการเงินของตนเองได้ การเปิดตัว GoTyme Crypto ถือเป็นก้าวสำคัญสู่วิสัยทัศน์ดังกล่าว ขณะที่เรายังคงมุ่งมั่นนำเสนอโซลูชันทางการเงินระดับโลกที่ผสานรวมความปลอดภัย ความเรียบง่าย และนวัตกรรม” Nate Clarke ประธานและซีอีโอของ GoTyme Bank กล่าว “การร่วมมือกับ Alpaca ช่วยให้เรานำความเชี่ยวชาญระดับโลกมาสู่ลูกค้าในประเทศ ทำให้มั่นใจได้ว่าพวกเขามีเครื่องมือที่จะก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างมั่นใจ”

“ในขณะที่ชาวฟิลิปปินส์จำนวนมากมองหาวิธีกระจายความเสี่ยงในการออมและป้องกันความผันผวนของสกุลเงินท้องถิ่น แอปคริปโตส่วนใหญ่กลับมุ่งเป้าไปที่เทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์และก่อให้เกิดความรู้สึกกังวลสำหรับผู้ใช้ทั่วไป นั่นคือสิ่งที่ GoTyme Bank มุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหา” An Phan ผู้จัดการผลิตภัณฑ์พอร์ตโฟลิโอของ TymeX ซึ่งเป็นฝ่ายผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีของ Tyme Group กล่าวเสริม “ผลิตภัณฑ์ของเรามุ่งเน้นความเรียบง่ายและความน่าเชื่อถือ ออกแบบมาสำหรับผู้ที่ต้องการซื้อคริปโตอย่างมั่นใจโดยไม่ต้องวิเคราะห์ทางเทคนิคที่ซับซ้อนหรือจัดการในหลายๆ แอป”

ด้วยการสนับสนุนจาก Broker API ของ Alpaca ลูกค้าของ GoTyme Bank สามารถ:

  • เริ่มต้นการลงทุนโดยเพิ่มเงินทุนเข้าบัญชี GoTyme Crypto USD ได้อย่างง่ายดายโดยใช้บัญชีกระแสรายวัน GoTyme Bank ของคุณ
  • การเข้าถึงการลงทุนแบบออนดีมานด์สำหรับเหรียญที่ได้เลือกมา 11 เหรียญ ได้แก่ Bitcoin (BTC), Ethereum (ETH) และ Solana (SOL) และ
  • ใช้ประโยชน์จากข้อมูลเชิงลึกและข่าวสารของตลาดแบบเรียลไทม์เพื่อสนับสนุนการลงทุนอย่างมีข้อมูล

การบูรณาการที่คล่องตัวร่วมกับอินเทอร์เฟซที่คุ้นเคยและความปลอดภัยระดับธนาคารจะช่วยลดความยุ่งยากและทำให้การลงทุนเข้าถึงได้สำหรับทุกคน

“เราภูมิใจที่ได้สนับสนุน GoTyme Bank ในการทำให้การซื้อขายคริปโตเป็นเรื่องง่ายและเข้าถึงได้สำหรับผู้ใช้ทั่วไป และเข้าถึงการผสานรวมที่กำลังเติบโตของการเงินแบบดั้งเดิมและสินทรัพย์ดิจิทัล ฟิลิปปินส์เป็นหนึ่งในประเทศแรกๆ ที่นำสินทรัพย์ดิจิทัลมาใช้ และเรารู้สึกตื่นเต้นที่ Alpaca ช่วยให้ GoTyme Bank ช่วยให้ชาวฟิลิปปินส์หลายล้านคนสามารถสร้างความมั่งคั่งและมีส่วนร่วมในเศรษฐกิจดิจิทัลระดับโลกได้อย่างมั่นใจ” Yoshi Yokokawa ซีอีโอของ Alpaca กล่าว

เกี่ยวกับ Alpaca

Alpaca เป็นโบรกเกอร์-ดีลเลอร์ที่ให้บริการชำระบัญชีด้วยตนเอง มีสำนักงานใหญ่ในสหรัฐอเมริกา และเป็นผู้นำระดับโลกด้าน API โครงสร้างพื้นฐานด้านโบรกเกอร์ที่ให้บริการเข้าถึงหุ้น กองทุน ETF ออปชัน ตราสารหนี้ และคริปโทเคอร์เรนซี โดย Alpaca นำเสนอโซลูชันทางการเงินแบบฝังตัวสำหรับการแปลงโทเค็น การให้กู้ยืมหลักทรัพย์แบบชำระเต็มจำนวน เงินสดที่ให้ผลตอบแทนสูง การซื้อขายตลอด 24 ชั่วโมง 5 วัน การลงทุนที่สอดคล้องกับหลักชะรีอะห์ และอื่นๆ อีกมากมาย ปัจจุบัน Alpaca ให้บริการบัญชีโบรกเกอร์มากกว่า 8 ล้านบัญชี ครอบคลุมบริษัทฟินเทคและสถาบันหลายร้อยแห่งในกว่า 40 ประเทศ ด้วยเงินทุนกว่า 170 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดไปที่ alpaca.markets

เกี่ยวกับ GoTyme Bank

GoTyme Bank เป็นธนาคารที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ Bangko Sentral ng Pilipinas โดยเป็นความร่วมมือระหว่าง Gokongwei Group และ Tyme ซึ่งเป็นกลุ่มธนาคารดิจิทัลข้ามประเทศ ด้วยระบบนิเวศอันกว้างขวางของ Gokongwei Group ทำให้ลูกค้าสามารถใช้บริการธนาคารได้ทุกที่ทุกเวลา ทั้งช้อปปิ้ง รับประทานอาหาร และพักผ่อน โดย Gokongwei Bank นำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่คำนึงถึงความปลอดภัย ความเรียบง่าย และความสวยงาม ผ่านแอปพลิเคชันมือถือ ตู้คีออสก์ และบัตรเดบิตที่ได้รับรางวัล ซึ่งเปิดทางสู่การออม การใช้จ่าย การลงทุน และการจัดการเงินรูปแบบใหม่ของลูกค้า ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ gotyme.com.ph

GoTyme Bank ธนาคารดิจิทัลและผู้ให้บริการสินทรัพย์เสมือนที่ได้รับอนุญาตจาก BSP (MSB000215) ให้บริการสินทรัพย์เสมือนในฟิลิปปินส์ โดยสินทรัพย์คริปโทเคอร์เรนซีไม่ได้รับการประกันโดย PDIC หรือหน่วยงานรัฐบาลใดๆ

บริการคริปโทเคอร์เรนซีให้บริการโดย Alpaca Crypto LLC ซึ่งเป็น MSB ที่จดทะเบียนกับ FinCEN (NMLS #2160858) และเป็นบริษัทในเครือของ AlpacaDB, Inc. สินทรัพย์คริปโทเคอร์เรนซีมีความผันผวนและเก็งกำไรสูง มีความเสี่ยงสูงที่จะสูญเสีย และไม่ได้รับการประกันโดย FDIC หรือหน่วยงานรัฐบาลใดๆ ลูกค้าควรตระหนักถึงความเสี่ยงต่างๆ ก่อนใช้บริการเหล่านี้ ซึ่งรวมถึงการสูญเสียเงินต้นที่อาจเกิดขึ้น ข้อควรพิจารณาด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ การพัฒนากฎระเบียบ และลักษณะที่เปลี่ยนแปลงไปของเทคโนโลยีสินทรัพย์ดิจิทัล สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเสี่ยงของคริปโทเคอร์เรนซี โปรดคลิก ที่นี่

บริการนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ให้บริการโดย Alpaca Securities LLC (“Alpaca Securities”) สมาชิก FINRA / SIPC เป็นบริษัทในเครือที่ AlpacaDB, Inc. ถือหุ้นทั้งหมด โดยเทคโนโลยีและบริการต่างๆ จะนำเสนอโดย AlpacaDB, Inc.

AlpacaDB, Inc. เป็นบริษัทแม่ของ Alpaca Securities LLC และ Alpaca Crypto LLC ให้บริการและเทคโนโลยีต่างๆ รวมถึง API โครงสร้างพื้นฐานนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ที่รองรับบริการทางการเงินของ Alpaca

นี่ไม่ใช่ข้อเสนอ การชักชวนให้เสนอ หรือคำแนะนำในการซื้อหรือขายหลักทรัพย์หรือสกุลเงินดิจิทัล หรือการเปิดบัญชีนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์หรือบัญชีสกุลเงินดิจิทัลในเขตอำนาจศาลใดๆ ที่ Alpaca Securities หรือ Alpaca Crypto ตามลำดับ ไม่ได้จดทะเบียนหรือได้รับอนุญาตตามที่เกี่ยวข้อง

Alpaca, GoTyme Group (GoTyme Bank) และ Gokongwei Group เป็นนิติบุคคลแยกจากกัน แต่ละฝ่ายเป็นอิสระและไม่รับผิดชอบต่อภาระผูกพันหรือหนี้สินของอีกฝ่าย

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: 
www.businesswire.com/news/home/20251207383870/en

Contacts

ผู้ติดต่อสำหรับสื่อ
Patrick Valoppi
press@alpaca.markets

ที่มา: Alpaca

The Bangkok Reporter