Xsolla ขยายตัวเลือกการชำระเงินในญี่ปุ่นด้วย Paidy ที่เป็นโซลูชัน BNPL ชั้นนำในท้องถิ่นที่มีผู้ดาวน์โหลดแอปกว่า 15 ล้านครั้ง ที่จะช่วยให้นักพัฒนาสามารถเชื่อมต่อกับผู้เล่นได้มากขึ้น

Logo

การผสานรวมใหม่นี้จะนำเสนอการชำระเงินที่ราบรื่นโดยไม่ต้องใช้บัตร และขยายการเข้าถึงกลุ่มผู้เล่นเกมที่เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีในญี่ปุ่นได้

โตเกียว–(BUSINESS WIRE)–22 มกราคม 2026

Xsolla บริษัทอีคอมเมิร์ซเกมวิดีโอระดับโลกที่ช่วยนักพัฒนาเกมในการเปิดตัว ขยาย และสร้างรายได้จากเกมของตน ประกาศในวันนี้ถึงการขยายโซลูชันการชำระเงินในญี่ปุ่นด้วยการเพิ่ม Paidy ซึ่งเป็นหนึ่งในบริการซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (BNPL) ชั้นนำของประเทศ โดยการผสานรวมใหม่นี้กับ Xsolla Pay Station จะช่วยให้นักพัฒนาเกมและผู้เผยแพร่เกมสามารถนำเสนอประสบการณ์การชำระเงินที่ปลอดภัย ยืดหยุ่น และคุ้นเคยแก่ผู้เล่นชาวญี่ปุ่นหลายล้านคนได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้ข้อมูลบัตรเครดิต

Graphic: Xsolla

กราฟิก: Xsolla

ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในตลาดเกมที่ใหญ่ที่สุดและก้าวหน้าทางดิจิทัลมากที่สุดในโลก โดยผู้เล่นต่างมองหาตัวเลือกการชำระเงินที่รวดเร็ว ปลอดภัย และเน้นการใช้งานผ่านมือถือเป็นหลัก ตลาด BNPL ของประเทศกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยได้รับแรงผลักดันจากความต้องการของผู้บริโภคที่แข็งแกร่งสำหรับโซลูชันการชำระเงินที่ยืดหยุ่น ระหว่างปี 2021 ถึง 2024 ตลาดมีการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) สูงถึง 55.9% และคาดว่าโมเมนตัมขาขึ้นนี้จะยังคงดำเนินต่อไป โดยมีการคาดการณ์ CAGR ที่ 23.7% ตั้งแต่ปี 2025 ถึง 2030

Paidy ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นสำคัญในตลาดนี้ โดยได้รับความไว้วางใจจากผู้ใช้งานมากกว่า 6 ล้านคน และมียอดดาวน์โหลดมากกว่า 15 ล้านครั้ง โดย Paidy จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถซื้อสินค้าได้ทันทีและชำระเงินในภายหลัง ไม่ว่าจะชำระเป็นบิลเดียวรายเดือนหรือแบ่งชำระเป็น 3 ถึง 6 งวด ทำให้การทำธุรกรรมง่ายขึ้นและช่วยลดความยุ่งยากในการชำระเงิน

ประโยชน์หลักของการผสานรวม Paidy ประกอบด้วย

  •  วิธีการชำระเงินที่น่าเชื่อถือและยืดหยุ่น : Paidy เป็นบริการ BNPL ชั้นนำในญี่ปุ่น ที่จะช่วยให้ผู้เล่นสามารถซื้อสินค้าได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต การชำระเงินสามารถรวมไว้ในบิลรายเดือนเดียวหรือแบ่งชำระเป็นงวดๆ ได้อย่างยืดหยุ่น ทำให้ผู้เล่นควบคุมการใช้จ่ายของตนเองได้มากขึ้น
  •  ประสบการณ์การเล่นที่ดียิ่งขึ้น : ผู้เล่นจะได้รับประโยชน์จากขั้นตอนการชำระเงินที่ราบรื่นและใช้งานง่ายบนมือถือ การเรียกเก็บเงินที่ชัดเจน และบริการที่ปรับให้เข้ากับท้องถิ่น สิ่งนี้จะช่วยสร้างประสบการณ์ที่เป็นส่วนตัวและราบรื่นยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจและความภักดีในกลุ่มผู้เล่นเกมของญี่ปุ่น
  •  เพิ่มคอนเวอร์ชั่นและรายได้สำหรับนักพัฒนา : ด้วยการสนับสนุนวิธีการชำระเงินยอดนิยมที่สุดวิธีหนึ่งในญี่ปุ่น นักพัฒนาสามารถพัฒนาคอนเวอร์ชั่น ลดการยกเลิกการชำระเงิน เพิ่มขนาดธุรกรรมเฉลี่ย ซึ่งหมายถึงรายได้โดยรวมที่เพิ่มขึ้น และขยายการเข้าถึงไปยังลูกค้าเป้าหมายหลายล้านคนที่ชื่นชอบตัวเลือก BNPL ที่น่าเชื่อถือในท้องถิ่น
  •  การชำระเงินที่ราบรื่นและปรับให้เหมาะกับมือถือ : Paidy ซึ่งผสานรวมเข้ากับ Xsolla Pay Station โดยตรง จะช่วยมอบประสบการณ์การชำระเงินในท้องถิ่นที่รวดเร็ว ปลอดภัย และใช้งานง่ายสำหรับผู้เล่นชาวญี่ปุ่น โดยบนมือถือ ผู้ใช้จะถูกนำไปยังแอป Paidy เพื่อยืนยันการซื้อในเวลาเพียงไม่กี่วินาที ส่วนบนเดสก์ท็อป ขั้นตอนการยืนยันด้วย QR ก็ง่ายเช่นกัน

“ในระบบนิเวศดิจิทัลของญี่ปุ่นที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว การนำเสนอตัวเลือกการชำระเงินที่คุ้นเคยและยืดหยุ่นเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ” Chris Hewish ประธานของ Xsolla กล่าว “ด้วยการผสานรวม Paidy เข้าไว้ด้วยกัน เรากำลังมอบวิธีการที่มีประสิทธิภาพให้แก่นักพัฒนาในการเชื่อมต่อกับผู้เล่นท้องถิ่นในญี่ปุ่น ตอบสนองความต้องการของพวกเขาด้วยประสบการณ์การชำระเงินที่ราบรื่น น่าเชื่อถือ และเน้นการใช้งานบนมือถือเป็นหลัก”

หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมหรือเปิดใช้งานการชำระเงิน Paidy สำหรับเกมของคุณ โปรดไปที่ xsolla.pro/paidy

เกี่ยวกับ Xsolla

Xsolla เป็นบริษัทพาณิชย์ระดับโลกที่มีเครื่องมือและบริการอันแข็งแกร่งเพื่อช่วยนักพัฒนาแก้ไขปัญหาสำคัญต่างๆ ของอุตสาหกรรมวิดีโอเกม ตั้งแต่เกมอินดี้ไปจนถึงเกมระดับ AAA บริษัทต่างๆ ร่วมมือกับ Xsolla เพื่อช่วยระดมทุน จัดจำหน่าย ทำการตลาด และสร้างรายได้ให้กับเกมของพวกเขา ด้วยความเชื่อมั่นในอนาคตของวิดีโอเกม Xsolla มุ่งมั่นในพันธกิจที่จะเชื่อมโยงโอกาสต่างๆ เข้าด้วยกัน และจัดหาทรัพยากรใหม่ๆ ให้กับเหล่าครีเอเตอร์อย่างต่อเนื่อง โดย Xsolla มีสำนักงานใหญ่และจดทะเบียนในลอสแอนเจลิส แคลิฟอร์เนีย โดยดำเนินงานในฐานะผู้ค้าเกม และได้ช่วยเหลือนักพัฒนาเกมมากกว่า 1,500 คน ให้เข้าถึงผู้เล่นได้มากขึ้นและขยายธุรกิจไปทั่วโลก ด้วยเส้นทางสู่ผลกำไรและหนทางสู่ชัยชนะที่มากขึ้น นักพัฒนาเกมจึงมีทุกสิ่งที่จำเป็นสำหรับการเพลิดเพลินไปกับเกม

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดไปที่ xsolla.com

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260122499882/en

Contacts

ผู้ติดต่อสำหรับสื่อ

Derrick Stembridge
รองประธานฝ่ายประชาสัมพันธ์ระดับโลกของ Xsolla
d.stembridge@xsolla.com

ที่มา: Xsolla


WEF26: ซาอุดีอาระเบียเป็นผู้นำการผลักดันระดับโลกในการปกป้องแนวปะการังและปลดล็อกศักยภาพของ AI

Logo

เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์–(BUSINESS WIRE)–22 มกราคม 2026

คณะผู้แทนซาอุดีอาระเบียในการประชุมประจำปีของเวทีเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF) ปี 2026 ได้เข้าร่วมรับฟังการประกาศหลายรายการ เพื่อรับมือกับความท้าทายระดับโลกอย่างเร่งด่วนแล้วในวันนี้

Her Royal Highness Ambassador Reema Bandar Al-Saud, Ambassador of the Kingdom of Saudi Arabia to the United States of America, announced at the World Economic Forum Annual Meeting that Saudi Arabia will host the first Global Coral Reef Summit in 2026 (Photo: AETOSWire)

สมเด็จเจ้าหญิงเอกอัครราชทูตรีมา บินต์ บันดาร์ อัลซาอูด เอกอัครราชทูตแห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียประจำสหรัฐอเมริกา ทรงประกาศในที่ประชุมประจำปีของเวทีเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum Annual Meeting) ว่าประเทศซาอุดีอาระเบียจะเป็นเจ้าภาพในการจัดการประชุมสุดยอดว่าด้วยเรื่องของแนวปะการังระดับโลก (Global Coral Reef Summit) ครั้งแรกในปี 2026 (รูปภาพ: AETOSWire)

สมเด็จเจ้าหญิงเอกอัครราชทูตรีมา บินต์ บันดาร์ อัลซาอูด เอกอัครราชทูตแห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียประจำสหรัฐอเมริกา ทรงประกาศว่า ประเทศซาอุดีอาระเบียจะเป็นเจ้าภาพในการจัดการประชุมสุดยอดว่าด้วยเรื่องของแนวปะการังระดับโลก (Global Coral Reef Summit) ครั้งแรกในปี 2026 โดยจะรวบรวมผู้นำ นักวิทยาศาสตร์ และนักลงทุนระดับโลก เพื่อขับเคลื่อนแนวทางแก้ไขต่างๆ ในการปกป้องและฟื้นฟูระบบนิเวศของแนวปะการัง

การประชุมจะแก้ไขความท้าทาย รวมถึงช่องว่างทางด้านนโยบายและข้อบังคับที่สำคัญต่างๆ พัฒนาแนวทางแก้ไขที่ใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์ และผลักดันกลไกทางด้านการเงินและการลงทุนที่ยั่งยืน เพื่อขยายขอบเขตการปกป้องและฟื้นฟูแนวปะการัง

เป็นการสานต่อจากการเรียกร้องให้เกิดการเสวนาอย่างสร้างสรรค์ท่ามกลางยุคแห่งความแตกแยก ฯพณฯ อาเหม็ด เอ. อัลคาเตบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวได้กล่าวว่า “การท่องเที่ยวสร้างสันติภาพในห้วงเวลาจำเป็นมากที่สุด ด้วยการเชื่อมโยงผู้คนและส่งเสริมการเสวนา การเติบโตของการท่องเที่ยวเป็นสิ่งที่ดีสำหรับสันติภาพ เป็นสิ่งที่ดีสำหรับผู้คน ดีสำหรับเยาวชน และดีสำหรับสตรี”

เกี่ยวกับความมุ่งหมายของราชอาณาจักรในการก้าวเข้าสู่การเป็นศูนย์กลาง AI ระดับโลก ฯพณฯ อับดุลลอฮ์ เอ. อัลสวาฮา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศได้แสดงความเห็นไว้ว่า “วิสัยทัศน์ของซาอุดีอาระเบียในปี 2030 เป็นเรื่องเกี่ยวกับการกระจายโครงสร้างเศรษฐกิจและการเสริมพลังให้กับเยาวชน เมื่อมองย้อนมาถึงวันนี้ ทางเรามีส่วนร่วมต่อ GDP จากภาคที่ไม่ใช่น้ำมันอยู่ที่ 56% และกำลังคนด้านเทคโนโลยีของเราได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก ทั้งในด้านบุคลากรและเยาวชน”

ในวันก่อนหน้านี้ HUMAIN และกองทุนโครงสร้างพื้นฐานแห่งชาติ (National Infrastructure Fund: “Infra”) ได้ประกาศข้อตกลงกรอบการจัดหาเงินทุนเชิงกลยุทธ์ (Strategic Financing Framework Agreement) ที่มีมูลค่าสูงถึง 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนการขยายโครงการเกี่ยวกับโครงสร้างทาง AI และทางดิจิทัลในราชอาณาจักร โดยข้อตกลงได้ระบุเงื่อนไขการจัดหาเงินทุนในลักษณะที่ไม่ผูกพันให้กับการพัฒนาความสามารถของศูนย์ข้อมูลทาง AI ระดับไฮเปอร์สเกลของ HUMAIN ที่สูงถึง 250 เมกะวัตต์

ฝ่ายประธานการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะเลทราย (United Nations Convention to Combat Desertification: UNCCD) สมัยที่ 16 (COP16) ยังได้เปิดตัวสภาผู้นำของ Business4Land (B4L) ด้วย ซึ่งเป็นการรวบรวมความร่วมมือระดับสูงนี้ของประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ผู้นำด้านความยั่งยืน นักลงทุน และผู้กำหนดนโยบาย เพื่อเร่งการฟื้นฟูที่ดิน ต่อต้านการเสื่อมโทรมของที่ดิน และเสริมสร้างความสามารถในการรับมือภัยแล้ง

กระทรวงอุตสาหกรรมและทรัพยากรแร่ (Ministry of Industry and Mineral Resources: MIM) ร่วมกับ WEF ได้ประกาศเปิดตัว Lighthouse Operating System ซึ่งเป็นกรอบการดำเนินงานระดับประเทศที่ออกแบบมาเพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านของการผลิต ซึ่งพัฒนาขึ้นโดยความร่วมมือกับศูนย์การผลิตและการผลิตขั้นสูง (Advanced Manufacturing and Production Centre: AMPC) ของ WEF การเริ่มต้นของโครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อกระจายเศรษฐกิจของราชอาณาจักร สร้างอุตสาหกรรมนอกภาคที่ไม่ใช่น้ำมันให้แข็งแกร่ง และยกระดับประเทศซาอุดีอาระเบียให้กลายเป็นศูนย์กลางสำหรับการผลิตและโลจิสติกส์ขั้นสูงระดับโลก

MIM และ WEF ได้ประกาศข้อตกลงความร่วมมือในระหว่างการประชุม Future Minerals Forum ซึ่งจัดขึ้นก่อนการประชุมประจำปีของ WEF หนึ่งสัปดาห์ ข้อตกลงจะมีผลจนถึงเดือนกันยายน 2027 และมีเป้าหมายเพื่อผนึกกำลังในการเสริมสร้างความร่วมมือด้านแร่ธาตุสำคัญที่จำเป็นสำหรับพลังงานและเทคโนโลยีอื่นๆ การส่งเสริมหลักประกันทางด้านแหล่งของแร่ธาตุที่มีความยืดหยุ่น มีความยั่งยืน และมีความรับผิดชอบตามวัตถุประสงค์ทางด้านอุตสาหกรรมและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน การเริ่มต้นของโครงการจะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการบริหารร่วม ซึ่งประกอบไปด้วยตัวแทนจากกระทรวงและ WEF ตามที่ระบุไว้ในข้อตกลง

*แหล่งข้อมูล: AETOSWire

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260121465066/en

Contacts

Danah Alhumaid
dalhumaid@mep.gov.sa

ที่มา: Saudi Ministry of Economy and Planning

WEF26: ‘ทุนมนุษย์คือตัวขับเคลื่อนหลักของความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ’

Logo

ดาวอส สวิตเซอร์แลนด์–(BUSINESS WIRE)–21 มกราคม 2026

เจ้าหญิง Reema Bandar Al-Saud เอกอัครราชทูตแห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียประจำสหรัฐอเมริกา ตรัสในการประชุมประจำปี 2026 ของสภาเศรษฐกิจโลก (WEF) ว่า เพื่อให้เศรษฐกิจยังคงสามารถแข่งขันได้ในอนาคต จึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการลงทุนในทุนมนุษย์

Her Royal Highness Princess Reema Bandar Al-Saud, Ambassador of the Kingdom of Saudi Arabia to the United States of America, speaks on human capital and youth empowerment during the opening Saudi House session at the World Economic Forum Annual Meeting 2026 (Photo: AETOSWire)

เจ้าหญิง Reema Bandar Al-Saud เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียประจำสหรัฐอเมริกา ทรงกล่าวถึงทุนมนุษย์และการเสริมสร้างศักยภาพเยาวชนระหว่างการเปิดการประชุม Saudi House ในการประชุมประจำปีของสภาเศรษฐกิจโลกปี 2026 (ภาพ: AETOSWire)

ในการกล่าวสุนทรพจน์บนเวที Saudi House เจ้าหญิงทรงแสดงความคิดเห็นว่า “ทุนมนุษย์ในปัจจุบันคือตัวขับเคลื่อนสำคัญ หากคุณต้องการเศรษฐกิจที่ทันสมัยที่สามารถแข่งขันได้”

พระองค์ทรงเสริมว่า “หากคุณให้อำนาจแก่ผู้คนและให้พื้นที่แก่พวกเขาในการเป็นผู้นำ พวกเขาจะใช้แรงผลักดันนั้นและสร้างผลลัพธ์ที่ดี และเมื่อคุณวางคนถูกที่ถูกเวลา สิ่งมหัศจรรย์ก็จะเกิดขึ้น ราชอาณาจักรคือสถานที่นั้น เรามีผู้คน และเวลานั้นก็คือตอนนี้”

ฯพณฯ Ahmed A. Alkhateeb รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยว กล่าวว่า “เราตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะต้อนรับนักท่องเที่ยว 100 ล้านคนต่อปีภายในปี 2030 เราบรรลุเป้าหมายนั้นได้ก่อนกำหนดถึงเจ็ดปี และตั้งแต่ปี 2023 เป็นต้นมา เราก็ยังคงเกินเป้าหมายนั้นอย่างต่อเนื่องทุกปี พร้อมกับการเติบโตอย่างยั่งยืนของรายจ่ายของนักท่องเที่ยวในแต่ละปี”

ฯพณฯ Khalid A. Alfalih รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการลงทุน กล่าวว่า “การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศของเราเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่าจากก่อนวิสัยทัศน์ซาอุดีอาระเบีย 2030 นักลงทุนในประเทศกำลังใช้เงินของตนเองในการตัดสินใจ การลงทุนในประเทศเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า และเราได้ก้าวไปถึงระดับเดียวกับจีนและอินเดียในแง่ของการก่อตัวของทุนคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของ GDP แล้ว”

ฯพณฯ Mohammed A. Aljadaan รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์ซาอุดีอาระเบีย 2030 ว่าเป็นพิมพ์เขียวสำหรับการเปลี่ยนแปลงประเทศที่น่าเชื่อถือว่า “การปฏิรูปที่แท้จริงไม่ได้วัดจากความเร็วหรือชัยชนะในระยะแรก แต่ขึ้นอยู่กับว่าการปฏิรูปนั้นจะกลายเป็นความยั่งยืนหรือไม่ ซึ่งนั่นคือการเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานของสถาบันและตลาด”

ฯพณฯ Bandar I. Alkhorayef รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและทรัพยากรแร่ กล่าวว่า เยาวชนเป็นทรัพยากรที่ขาดแคลนในประเทศพัฒนาแล้ว และกล่าวเสริมว่า ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย “โชคดีที่มีคนหนุ่มสาวจำนวนมาก”

ฯพณฯ Faisal F. Alibrahim รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจและการวางแผน กล่าวว่า “ในการก้าวไปข้างหน้าสู่ความยืดหยุ่นและความยั่งยืนที่มากขึ้น ภาคเอกชนกำลังมีบทบาทมากขึ้น มีบทบาทร่วมนำ นวัตกรรมและการวิจัยและพัฒนาเป็นส่วนสำคัญของกิจกรรมทางเศรษฐกิจของเรามากขึ้น และเรากำลังเชื่อมโยงและบูรณาการกับตลาดโลก”

กระทรวงเศรษฐกิจและการวางแผนประกาศว่าจะเปิดตัวแพลตฟอร์ม SUSTAIN เวอร์ชันเบต้าในปี 2026 ระหว่างการเสวนา NextOn ที่ Saudi House โดย SUSTAIN เป็นเครือข่ายความร่วมมือแบบจับคู่ที่ใช้ AI ที่ออกแบบมาเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือข้ามภาคส่วนและเร่งการดำเนินงานตามแผนพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยแพลตฟอร์มนี้ได้รับการพัฒนาร่วมกับ WEF และ Bain & Company

ศูนย์โครงการคุณภาพชีวิตและ UN-Habitat ร่วมกันประกาศผลลัพธ์ของโครงการริเริ่มคุณภาพชีวิต ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มระดับโลกที่สนับสนุนแนวทางการพัฒนาเมืองที่เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง

SDM ประกาศความร่วมมือกับ Weill Cornell Medicine – Cornell University ในชื่อโครงการ Frontier Science for Human Health: A Saudi–U.S. Space Research Collaboration โดยข้อตกลงนี้มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและชีววิทยาเชิงคำนวณที่ล้ำสมัย โดยเน้นที่การวิจัยอวกาศและภารกิจด้านสุขภาพของมนุษย์

ที่มา: AETOSWire

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260120585206/en

Contacts

Danah Alhumaid
dalhumaid@mep.gov.sa

ที่มา: Saudi Ministry of Economy and Planning

สถาบันนวัตกรรมเทคโนโลยีและสภาเศรษฐกิจโลก ประกาศจัดตั้ง ‘ศูนย์เทคโนโลยีล้ำสมัยแห่งอาบูดาบี’ ที่เมืองดาวอส

Logo

อาบูดาบีกลายเป็นที่ตั้งของศูนย์กลางแห่งใหม่สำหรับการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สี่ ซึ่งมุ่งเน้นไปที่ควอนตัม หุ่นยนต์ เทคโนโลยีอวกาศ รวมถึงการประยุกต์ใช้ AI ที่เกี่ยวข้อง

ดาวอส สวิตเซอร์แลนด์–(BUSINESS WIRE)–21 มกราคม 2026

สถาบันนวัตกรรมเทคโนโลยี (TII) ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยประยุกต์ของสภาวิจัยเทคโนโลยีขั้นสูงแห่งอาบูดาบี (ATRC) และสภาเศรษฐกิจโลก (WEF) ได้ประกาศเปิดตัวศูนย์เทคโนโลยีล้ำสมัยแห่งอาบูดาบี ซึ่งเป็นศูนย์ใหม่ภายในเครือข่ายระดับโลกของศูนย์ปฏิวัติอุตสาหกรรมที่สี่ (C4IR) อันทรงเกียรติของ WEF

Technology Innovation Institute and World Economic Forum Announce ‘Abu Dhabi Centre for Frontier Technologies’ at Davos (Photo: AETOSWire)

สถาบันนวัตกรรมเทคโนโลยีและเวทีเศรษฐกิจโลกประกาศจัดตั้ง ‘ศูนย์เทคโนโลยีล้ำสมัยแห่งอาบูดาบี’ ที่เมืองดาวอส (ภาพ: AETOSWire)(Photo: AETOSWire)

ความร่วมมือดังกล่าวได้รับการลงนามอย่างเป็นทางการในพิธีลงนามซึ่งจัดขึ้นนอกรอบการประชุมประจำปีของสภาเศรษฐกิจโลกปี 2026 ที่เมืองดาวอส ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการกระชับความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อกำหนดอนาคตของเทคโนโลยีล้ำสมัย

ศูนย์แห่งนี้ก่อตั้งขึ้นด้วยพันธกิจที่ชัดเจนในการเป็นผู้นำด้านความก้าวหน้าในการวิจัยและพัฒนาที่ล้ำสมัย ช่วยส่งเสริมแนวนโยบายระดับโลกเกี่ยวกับเทคโนโลยีเกิดใหม่ และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศที่นำนวัตกรรมจากห้องปฏิบัติการไปสู่การใช้งานจริง โดยสร้างขึ้นบนจุดแข็งของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในฐานะแหล่งทดสอบนวัตกรรมในโลกแห่งความเป็นจริง ด้วยสภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบที่คล่องตัวและการเชื่อมโยงที่แข็งแกร่งระหว่างการวิจัย นโยบาย และการดำเนินการ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์จึงเป็นแพลตฟอร์มที่ไม่เหมือนใครสำหรับการทดลองใช้งาน การนำไปใช้ และการขยายขนาดเทคโนโลยีเกิดใหม่ในระดับประเทศ ซึ่งความสามารถนี้จะได้รับการขยายผลให้มากขึ้นผ่านเครือข่าย C4IR ที่เชื่อมโยงกันทั่วโลกของสภาเศรษฐกิจโลก

ศูนย์แห่งใหม่นี้จะทำให้เมืองอาบูดาบีเป็นศูนย์กลางระดับโลกสำหรับการวิจัยบุกเบิกเทคโนโลยีขั้นสูง โดยมุ่งเน้นที่การคำนวณควอนตัม หุ่นยนต์ ระบบขับเคลื่อนและอวกาศ และการประยุกต์ใช้ AI ที่เกี่ยวข้อง โดยผ่านความร่วมมือเชิงกลยุทธ์นี้ ทาง TII จะเข้าร่วมระบบนิเวศนวัตกรรมที่เชื่อมโยงกันทั่วโลก ซึ่งออกแบบมาเพื่อเร่งการนำเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงโลกมาใช้อย่างมีความรับผิดชอบ

ดร. Najwa Aaraj ซีอีโอของ TII กล่าวว่า “เมื่อเทคโนโลยีล้ำสมัยพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ความจำเป็นและโอกาสในการชี้นำการนำไปใช้ที่รับผิดชอบและสร้างผลกระทบจึงเพิ่มมากขึ้น ศูนย์แห่งนี้ได้รวบรวมความเป็นเลิศด้านการวิจัย ความเป็นผู้นำด้านนโยบาย และความร่วมมือระดับโลกไว้ในแพลตฟอร์มเดียว เพื่อผลักดันขอบเขตของการวิจัยและพัฒนาที่ล้ำสมัย ในขณะเดียวกันก็ช่วยให้วิทยาศาสตร์ที่ก้าวล้ำสามารถก้าวข้ามห้องปฏิบัติการไปสู่การประยุกต์ใช้ในโลกแห่งความเป็นจริงได้ ด้วยการเปลี่ยนนวัตกรรมให้เป็นโซลูชันที่ปรับขนาดได้และมีการกำกับดูแลอย่างรับผิดชอบ เรากำลังเสริมสร้างบทบาทของอาบูดาบีในฐานะศูนย์กลางระดับโลกสำหรับวิทยาศาสตร์ นวัตกรรม และผลกระทบต่างๆ”

การประกาศในครั้งนี้ได้ช่วยเสริมสร้างบทบาทของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในเครือข่าย C4IR ระดับโลกของสภาเศรษฐกิจโลก โดยเข้าร่วมกลุ่มศูนย์กลางที่มีชื่อเสียงจากประเทศต่างๆ เช่น สหรัฐอเมริกา เยอรมนี ซาอุดีอาระเบีย ญี่ปุ่น และอินเดีย

“การเพิ่มศูนย์เทคโนโลยีล้ำสมัยแห่งอาบูดาบีเข้ามา จะช่วยเสริมศักยภาพของเครือข่าย C4IR ระดับโลก ในการกำหนดทิศทางวาระด้านเทคโนโลยีระดับโลก” กล่าวโดย Jeremy Jurgens, กรรมการผู้จัดการ สภาเศรษฐกิจโลก “ด้วยการนำศักยภาพด้านการวิจัยระดับโลกเข้ามาสู่เครือข่าย ศูนย์แห่งนี้จะสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมในการเปลี่ยนนวัตกรรมให้เป็นโซลูชันที่ใช้งานได้จริงและมีความรับผิดชอบ ซึ่งส่งเสริมการมีส่วนร่วม ความยั่งยืน และความเชื่อมั่นในเทคโนโลยี”

ศูนย์แห่งนี้มีเป้าหมายที่จะผลักดันขอบเขตของการวิจัยและพัฒนาในเทคโนโลยีล้ำสมัยที่สำคัญ พร้อมทั้งแสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำทางความคิดของอาบูดาบีผ่านโครงการนำร่องเพื่อพิสูจน์แนวคิด โครงการทดสอบด้านกฎระเบียบ และการประชุมระดับโลก โดยจะทำหน้าที่เป็นทั้งกลไกขับเคลื่อนนวัตกรรมและแพลตฟอร์มเชิงกลยุทธ์ เพื่อส่งเสริมการนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างมีความรับผิดชอบ และเสริมสร้างสถานะของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในระดับโลกด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม

ที่มา: AETOSWire

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ https://www.businesswire.com/news/home/20260120284423/en

Contacts

Jinan Warrayat
jinan.warrayat@tii.ae

ที่มา: Technology Innovation Institute

PT Valbury Asia Futures เปิดตัวการซื้อขายหุ้นสหรัฐฯ ร่วมกับ Alpaca เพิ่มโอกาสให้นักลงทุนเข้าถึงตลาดได้มากขึ้น

Logo

นิวยอร์ก และจาการ์ตา อินโดนีเซีย–(BUSINESS WIRE)–21 มกราคม 2026

บริษัท PT Valbury Asia Futures (“Valbury”) บริษัทนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ชั้นนำของอินโดนีเซียที่มีประสบการณ์ 30 ปีในการซื้อขายฟอเร็กซ์และสินค้าโภคภัณฑ์ ประกาศเปิดตัวการซื้อขายหุ้นสหรัฐฯ ในวันนี้ การเปิดตัวครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนโดย Alpaca ผู้นำระดับโลกด้าน API โครงสร้างพื้นฐานสำหรับนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ ซึ่งให้บริการเข้าถึงออปชั่น หุ้น ETF และตราสารหนี้

PT Valbury Asia Futures Launches US Stock Trading with Alpaca, Increasing Access for Investors

PT Valbury Asia Futures เปิดตัวการซื้อขายหุ้นสหรัฐฯ ร่วมกับ Alpaca เพิ่มโอกาสให้นักลงทุนเข้าถึงตลาดได้มากขึ้น

ในอดีต นักลงทุนรายย่อยชาวอินโดนีเซียเผชิญกับข้อจำกัดในการเข้าถึงการลงทุนในระดับโลก เนื่องจากค่าธรรมเนียมสูง กฎระเบียบที่ซับซ้อน และอุปสรรคอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ด้วยจำนวนนักลงทุนรายย่อยที่คาดว่าจะแตะ 17 ล้านคนในปี 2025 แสดงให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของความรู้ทางการเงินและการมีส่วนร่วมในตลาด Valbury กำลังใช้ประโยชน์จากแรงผลักดันนี้โดยทำให้หุ้นสหรัฐฯ เข้าถึงได้ง่ายขึ้นสำหรับผู้คนในวงกว้าง

บริการนี้ช่วยให้ลูกค้าของ Valbury สามารถซื้อขายหุ้นของบริษัทใหญ่ๆ ในสหรัฐอเมริกาได้ในราคาเริ่มต้นเพียง 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ โดยยังคงปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านกฎระเบียบของอินโดนีเซีย ซึ่งช่วยลดอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาดสำหรับนักลงทุนในท้องถิ่นได้อย่างมาก ทำให้พวกเขาสามารถกระจายพอร์ตการลงทุนในตลาดทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลกได้

“ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดึงดูดนักลงทุนชาวอินโดนีเซียเป็นอย่างมาก แต่พวกเขามักต้องมีบัญชีหลายบัญชีในแพลตฟอร์มต่างๆ เพื่อเข้าถึงทั้งสินทรัพย์ในประเทศและต่างประเทศ” Caroline Haryono ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดของ PT Valbury Asia Futures กล่าว “ด้วยการเปิดตัวแพลตฟอร์มใหม่ของเรา ลูกค้าของ Valbury สามารถรวมสินทรัพย์ทั้งหมดไว้ในแพลตฟอร์มเดียว ช่วยลดความยุ่งยาก ปรับปรุงประสบการณ์ของลูกค้า และทำให้การลงทุนในระดับโลกเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ไม่ใช่แค่เฉพาะกลุ่มคนร่ำรวยเท่านั้น”

Valbury ใช้ Broker API ของ Alpaca เพื่อขับเคลื่อนบริการซื้อขายหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงการใช้เทคโนโลยี OmniSub ของ Alpaca ด้วย ซึ่งรวมถึงการใช้เทคโนโลยี OmniSub ของ Alpaca ซึ่งเป็นแบบจำลองบัญชีแยกประเภทย่อยที่ออกแบบมาเพื่อปรับปรุงการดำเนินงานเบื้องหลังให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น OmniSub ช่วยให้ Valbury ปฏิบัติตามกฎระเบียบของอินโดนีเซียได้อย่างถูกต้อง ในขณะเดียวกันก็ช่วยลดความซับซ้อนของการทำบัญชีที่ซับซ้อน รวมถึงการจัดการตำแหน่ง การกระทบยอด การดำเนินการของบริษัท และการจับคู่การซื้อขาย

“เรารู้สึกตื่นเต้นที่จะสนับสนุน Valbury ในการนำเสนอโอกาสการลงทุนระดับโลกแก่นักลงทุนในอินโดนีเซีย” Yoshi Yokokawa ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ Alpaca กล่าว “ด้วยเทคโนโลยี Broker API และ OmniSub ของเรา เราช่วยให้โบรกเกอร์สามารถเข้าถึงตลาดทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลกได้มากขึ้นและรวดเร็วยิ่งขึ้น”

เกี่ยวกับ Alpaca

Alpaca เป็นบริษัทโบรกเกอร์-ดีลเลอร์ที่ดำเนินการชำระบัญชีด้วยตนเอง มีสำนักงานใหญ่ในสหรัฐอเมริกา และเป็นผู้นำระดับโลกด้าน API โครงสร้างพื้นฐานการซื้อขายหลักทรัพย์ ซึ่งช่วยให้เข้าถึงหุ้น ETF ออปชั่น และตราสารหนี้ได้ Alpaca นำเสนอโซลูชันทางการเงินที่สามารถปรับแต่งได้สำหรับการให้ยืมหลักทรัพย์ที่ชำระเงินเต็มจำนวน เงินสดผลตอบแทนสูง การซื้อขายตลอด 24 ชั่วโมง 5 วันต่อสัปดาห์ การลงทุนที่สอดคล้องกับหลักชะรีอะฮ์ และอื่นๆ ปัจจุบัน Alpaca ให้บริการบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์กว่า 9 ล้านบัญชีผ่านฟินเทคและสถาบันต่างๆ หลายร้อยแห่งในกว่า 40 ประเทศ ด้วยเงินทุนกว่า 320 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดเยี่ยมชมที่ alpaca.markets

เกี่ยวกับ Valbury

ด้วยประสบการณ์กว่า 30 ปีในการช่วยเหลือนักลงทุนชาวอินโดนีเซียในการซื้อขายในตลาดฟิวเจอร์ส และชื่อเสียงด้านบริการที่เป็นเลิศ Valbury Asia Futures ได้สร้างชื่อเสียงที่มั่นคงในฐานะโบรกเกอร์และพันธมิตรการซื้อขายที่น่าเชื่อถือที่สุดในอินโดนีเซีย Valbury ได้รับใบอนุญาตและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ Badan Pengawas Perdagangan Berjangka Komoditi (BAPPEBTI) อย่างเต็มรูปแบบ นอกจากนี้ยังเป็นสมาชิกของ Jakarta Futures Exchange และ PT Kliring Berjangka Indonesia (KBI) สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดเข้าชมที่ valbury.co.id/en/

ผลิตภัณฑ์ OmniSub นำเสนอโดย AlpacaDB, Inc. ในฐานะบริการเทคโนโลยีสำหรับการบัญชีย่อยที่เกี่ยวข้องกับบริการหักบัญชีแบบ omnibus การอนุมัติบริการเทคโนโลยีนี้ขึ้นอยู่กับการตรวจสอบวิเคราะห์สถานะโดย Alpaca Securities LLC

บริษัท Alpaca และ PT Valbury Asia Futures ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใดๆ กัน และจะไม่รับผิดชอบต่อหนี้สินของผู้อื่น

บริการนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ให้บริการโดย Alpaca Securities LLC ซึ่งเป็นสมาชิกของ FINRA / SIPC ซึ่งเป็นบริษัทในเครือที่ AlpacaDB, Inc. เป็นเจ้าของทั้งหมด

การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดดูที่ Disclosure Library

การซื้อขายหุ้นแบบเศษส่วนช่วยให้ลูกค้าสามารถซื้อและขายหุ้นในปริมาณและมูลค่าเป็นเศษส่วนของหลักทรัพย์บางประเภทได้ การซื้อขายหุ้นแบบเศษส่วนมีความเสี่ยงเฉพาะตัวและอยู่ภายใต้ข้อจำกัดบางประการที่คุณควรทราบก่อนที่จะดำเนินการดังกล่าว โปรดดู Alpaca Customer Agreement สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม

AlpacaDB, Inc. ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Alpaca Securities LLC ให้บริการและเทคโนโลยี รวมถึง API โครงสร้างพื้นฐานการซื้อขายหลักทรัพย์ที่สนับสนุนบริการทางการเงินของ Alpaca

นี่ไม่ใช่ข้อเสนอ การชักชวนให้เสนอซื้อหรือขาย หรือคำแนะนำในการซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หรือการเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ในเขตอำนาจศาลใดๆ ที่บริษัท Alpaca Securities ไม่ได้จดทะเบียนหรือได้รับใบอนุญาตตามที่กำหนด

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260120190817/en

Contacts

สื่อสัมพันธ์
Patrick Valoppi
press@alpaca.markets

ที่มา: Alpaca

หอการค้าระหว่างประเทศ และ Carbon Measures ประกาศรายชื่อกลุ่มผู้เชี่ยวชาญระดับโลกชุดแรกสำหรับคณะทำงานด้านการบัญชีคาร์บอน

Logo

ผู้เข้าร่วมเสวนาประกอบด้วยผู้นำระดับโลกจากภาคธุรกิจ ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม

ปารีสและนิวยอร์ก–(BUSINESS WIRE)–19 มกราคม 2026

ในวันนี้ ทางหอการค้าระหว่างประเทศ (International Chamber of Commerce: ICC) และ Carbon Measures ประกาศรายชื่อกลุ่มผู้เชี่ยวชาญชุดแรกที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วมเป็นคณะผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิคด้านการบัญชีคาร์บอนซึ่งจะทำหน้าที่กำหนดหลักการ ขอบเขต และการประยุกต์ใช้จริงของระบบบัญชีในการปล่อยคาร์บอน

ผู้เข้าร่วมเสวนาประกอบด้วยผู้นำและผู้เชี่ยวชาญจากทุกภาคส่วนอุตสาหกรรม วิทยาศาสตร์ ภาคประชาสังคม และสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียง ซึ่งเป็นตัวแทนจากหลากหลายสาขา พื้นที่ทางภูมิศาสตร์ และภูมิหลังทางวิชาชีพ คณะทำงานนี้จะนำประสบการณ์ด้านความยั่งยืน เทคโนโลยี นโยบายสาธารณะ รวมถึงระบบอุตสาหกรรมและการเงินมาปรับใช้ เพื่อจัดตั้งระบบบัญชีการปล่อยคาร์บอนแบบใช้บัญชีแยกประเภทตามระยะเวลาที่กำหนด มีความถูกต้องแม่นยำ และสามารถตรวจสอบได้ ระบบนี้จะติดตามการปล่อยมลพิษในระดับผลิตภัณฑ์ตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า และสนับสนุนการตัดสินใจเชิงปฏิบัติในโลกแห่งความจริงของบริษัท หน่วยงานที่กำหนดมาตรฐาน และผู้กำหนดนโยบายทั่วโลก

กลุ่มผู้เชี่ยวชาญชุดแรกประกอบด้วย:

  •  Alicia Seiger, ผู้อำนวยการด้านสภาพภูมิอากาศจากองค์กร Chan Zuckerberg Initiative (สหรัฐอเมริกา)
  •  Dr. Amy Luers, หัวหน้าฝ่ายวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมด้านความยั่งยืนจากบริษัท Microsoft (สหรัฐอเมริกา)
  •  Armin Knors, อดีตหัวหน้าฝ่ายวิศวกรรมและเทคโนโลยีจากบริษัท Bayer (เยอรมนี)
  •  Dr. Benedikt Plümper, หัวหน้าฝ่ายบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนด้าน ESG ของกลุ่ม CIB จากธนาคาร Banco Santander (สเปน)
  •  Billy Pizer, ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารจาก Resources for the Future (สหรัฐอเมริกา)
  •  Jakob Stausholm, นักวิจัยอาวุโสจากโรงเรียนรัฐบาล Blavatnik และมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด; อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารจากบริษัท Rio Tinto (เดนมาร์ก)
  •  Kate Maher, ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (สหรัฐอเมริกา)
  •  Koushik Chatterjee, ผู้อำนวยฝ่ายบริหารและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน และกรรมการจากบริษัท Tata Steel Limited (อินเดีย)
  •  Rachel Teo, กรรมการผู้จัดการจากสำนักงานบริหารทรัพย์สินครอบครัวเอกชน (สิงคโปร์)
  •  Tatsuya “Todd” Hoshino, นักกลยุทธ์การบริหารจัดการของฝ่ายเมทานอลและแอมโมเนียจากบริษัท Mitsui & Co. (ญี่ปุ่น)

จะมีการประกาศรายชื่อผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติมเพื่อเข้าร่วมคณะทำงานในประกาศครั้งถัดไป ก่อนการประชุมในครั้งแรกของกลุ่ม ซึ่งคาดว่าจะมีขึ้นภายในไตรมาสนี้ โดยสมาชิกทุกคนจะเข้าร่วมในนามส่วนบุคคล

“ผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่านต่างก็มีความรู้ทางเทคนิคเชิงลึก และมีความมุ่งมั่นในการลดการปล่อยมลพิษอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน” กล่าวโดย Amy Brachio, CEO ของ Carbon Measures “สิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือคุณภาพของผู้สมัครที่เราได้เห็นจากทั่วโลก ผู้นำที่ได้สะสมประสบการณ์มาเป็นระยะเวลาที่ยาวนานและต้องการนำประสบการณ์ของตนมาช่วยให้การดำเนินงานครั้งนี้ให้เป็นไปอย่างถูกต้อง กลุ่มแรกนี้จะสะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการจัดตั้งระบบที่สามารถแยกผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำได้อย่างแม่นยำ ซึ่งจะช่วยให้การแข่งขันเชิงนโยบายและเชิงตลาดสามารถเร่งการลดการปล่อยมลพิษได้อย่างมีนัยสำคัญ”

“การแต่งตั้งเข้าร่วมกับคณะทำงานในระยะแรกได้นำมาซึ่งความเชี่ยวชาญเชิงลึกและความหลากหลายของประสบการณ์ในระดับสูงเป็นพิเศษ ซึ่งสะท้อนถึงความหลากหลายของความเชี่ยวชาญที่จำเป็นต่อการยกระดับการบัญชีคาร์บอนให้เป็นเครื่องมือในการเร่งการลดคาร์บอนทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจ” กล่าวโดย Andrew Wilson, รองเลขาธิการของ ICC “เราคาดหวังที่จะได้ทำงานร่วมกับ Carbon Measures เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับคณะทำงานในช่วงสัปดาห์ข้างหน้า และเรารู้สึกดีใจอย่างมากจากการตอบรับอย่างเข้มแข็งของผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายสาขาวิชาและตลาด”

ICC เป็นผู้นำกระบวนการคัดเลือก ด้วยการคัดกรองผู้สมัครเพื่อให้มั่นใจถึงการเป็นตัวแทนในระดับโลกอย่างครอบคลุมและมีความเชี่ยวชาญเชิงลึกทางเทคนิค ผู้สมัครที่ผ่านการคัดเลือกเบื้องต้นจะได้รับการตรวจสอบโดยประธานร่วมของคณะทำงาน (Amy Brachio และ Karthik Ramanna ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด) โดยที่ ICC และ Carbon Measures จะเข้าร่วมในการตกลงเกี่ยวกับองค์ประกอบสุดท้ายด้วย

จากได้รับความสนใจในระดับโลกอย่างมากและคำขอให้ขยายระยะเวลาการรับสมัครออกไป ทาง ICC และ Carbon Measures จึงได้ขยายกำหนดส่งใบรับสมัครออกไปจนถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2026 เพื่อให้มั่นใจว่าคณะทำงานจะประกอบด้วยบุคลากรที่มีทักษะสูงสุด การขยายระยะเวลานี้จะเปิดโอกาสให้มีการแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเพิ่มเติมจากทั่วโลกเข้าร่วมกับคณะทำงาน

เกี่ยวกับ Carbon Measures

Carbon Measures เป็นความร่วมมือระดับโลกของกลุ่มธุรกิจชั้นนำที่มุ่งมั่นในการผลักดันกรอบการทำงานทางการบัญชีคาร์บอนแบบใช้บัญชีแยกประเภท ซึ่งให้ข้อมูลในระดับบริษัทและระดับผลิตภัณฑ์ที่ถูกต้องแม่นยำ สามารถตรวจสอบได้ และอยู่ภายในระยะเวลาที่กำหนด นอกจากนี้ Carbon Measures ยังเรียกร้องให้นำเสนอนโยบายใหม่ๆ ที่ช่วยปลดล็อกนวัตกรรม การแข่งขัน และแนวทางแก้ไขบนพื้นฐานของตลาดในการลดการปล่อยมลพิษ หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ Carbon Measures โปรดเข้าชมได้ที่ carbonmeasures.org

เกี่ยวกับหอการค้าระหว่างประเทศ (ICC)

หอการค้าระหว่างประเทศ (International Chamber of Commerce: ICC) เป็นตัวแทนเชิงสถาบันของบริษัทมากกว่า 45 ล้านแห่งจาก 170 ประเทศทั่วโลก ภารกิจของ ICC คือการทำให้ภาคธุรกิจสามารถดำเนินงานได้สำหรับทุกคน ทุกวัน และทุกหนแห่ง ด้วยการผสมผสานที่เป็นเอกลักษณ์ระหว่างการขับเคลื่อนเชิงนโยบาย การนำเสนอวิิธีแก้ปัญหา และการกำหนดมาตรฐาน ทางเราจะส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ การดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ และแนวทางด้านกฎระเบียบในระดับสากลควบคู่ไปกับการให้บริการระงับข้อพิพาทที่เป็นผู้นำในตลาดด้วย สมาชิกของเราประกอบด้วยบริษัทชั้นนำของโลก, กลุ่ม SME, สมาคมธุรกิจ และหอการค้าท้องถิ่นจำนวนมาก โดยสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหอการค้าระหว่างประเทศได้ที่ iccwbo.org

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260118104674/en

Contacts

ผู้ติดต่อสำหรับสื่อมวลชน
randa.eltahawy@iccwbo.org
media@carbonmeasures.org

ที่มา: International Chamber of Commerce and Carbon Measures

SIRBAI เปิดตัวเทคโนโลยีฝูงโดรนอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วย AI แห่งแรกของตะวันออกกลางที่งาน UMEX 2026

Logo

แพลตฟอร์มใหม่นี้จะช่วยให้สามารถปฏิบัติการโดรนแบบประสานงานและอัตโนมัติได้ โดยออกแบบมาเพื่อสภาพแวดล้อมด้านการป้องกันประเทศสมัยใหม่

อาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์–(BUSINESS WIRE)–20 มกราคม 2026

SIRBAI ในวันนี้ได้ประกาศเปิดตัวเทคโนโลยีฝูงโดรนอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วย AI แห่งแรกของตะวันออกกลางอย่างเป็นทางการในงาน UMEX 2026 – ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มนิทรรศการระดับโลกสำหรับระบบไร้คนขับและความสามารถในการทำงานอัตโนมัติ โดยนับเป็นการเข้าสู่ภาคเทคโนโลยีด้านการป้องกันประเทศของบริษัท เทคโนโลยีนี้ได้รับการออกแบบมาสำหรับระบบอากาศยานไร้คนขับ (UAS) ที่จะช่วยให้โดรนหลายลำสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างอิสระในระดับสูง แม้ในสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อนและมีการแข่งขันสูง ในฐานะบริษัทแรกในภูมิภาคที่นำเสนอความสามารถขั้นสูงนี้ ทาง SIRBAI พร้อมที่จะกำหนดนิยามใหม่ของสนามรบสมัยใหม่ด้วยเทคโนโลยีอัตโนมัติที่ล้ำสมัยและปรับขนาดได้ สร้างมาตรฐานใหม่สำหรับระบบภารกิจที่ยืดหยุ่นและใช้งานง่ายสำหรับปฏิบัติการป้องกันประเทศสมัยใหม่

SIRBAI Launches Middle East’s First AI-Powered Autonomous Drone Swarm Technology at UMEX 2026 (Photo: AETOSWire)

SIRBAI เปิดตัวเทคโนโลยีฝูงโดรนอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วย AI แห่งแรกของตะวันออกกลางที่งาน UMEX 2026 (ภาพ: AETOSWire)

SIRBAI ได้เข้าสู่ตลาดในฐานะผู้นำด้านเทคโนโลยีระบบอัตโนมัติเพื่อการป้องกันประเทศและเทคโนโลยีฝูงหุ่นยนต์อัจฉริยะ โดยทาง SIRBAI นั้นพัฒนาโดยวิศวกรกว่า 40 คนในด้าน AI ระบบอัตโนมัติ และหุ่นยนต์ โดยต่อยอดจากงานวิจัยขั้นสูงที่พัฒนาขึ้นในอาบูดาบี รวมถึงขีดความสามารถที่มาจากสถาบันนวัตกรรมเทคโนโลยี (TII) พันธกิจของ SIRBAI คือการช่วยเหลือประเทศต่างๆ ในการพัฒนาระบบป้องกันประเทศที่ปลอดภัยและยืดหยุ่นผ่านเทคโนโลยีฝูงอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วย AI ที่ใช้งานได้จริง โดยโมเดลที่เน้นซอฟต์แวร์เป็นหลักและเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเองทั้งหมดภายในองค์กรจะช่วยให้สามารถพัฒนาขีดความสามารถได้อย่างรวดเร็ว มีความมั่นใจด้านความปลอดภัยสูง และมีความยืดหยุ่นในการปฏิบัติงานในสภาพแวดล้อมการใช้งานต่างๆ

ดร. Najwa Aaraj ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ TII กล่าวว่า “การเปิดตัวเทคโนโลยีฝูงโดรนรุ่นใหม่ของ SIRBAI ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับระบบนิเวศเทคโนโลยีด้านการป้องกันประเทศของภูมิภาค ด้วยการผสมผสาน AI ขั้นสูงเข้ากับการปฏิบัติงานโดรนอัตโนมัติ SIRBAI กำลังสร้างมาตรฐานใหม่สำหรับระบบภารกิจที่ยืดหยุ่นและเน้นผู้ปฏิบัติงานเป็นศูนย์กลาง โดยทาง TII มีความภาคภูมิใจที่ได้สนับสนุนความสำเร็จนี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นร่วมกันของเราในการส่งมอบเทคโนโลยีขั้นสูงที่เสริมสร้างความมั่นคงของชาติและเพิ่มขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศทั่วโลก”

การเปิดตัวครั้งนี้เป็นการนำเสนอแนวทางที่ปรับขนาดได้และใช้งานง่ายสำหรับการปฏิบัติการฝูงโดรนอัตโนมัติ ซึ่งสนับสนุนภารกิจด้านการป้องกันประเทศตั้งแต่การเฝ้าระวังและการป้องกันไปจนถึงการทำงานร่วมกันระหว่างโดรนที่มีคนขับและโดรนไร้คนขับขั้นสูง ด้วยการบูรณาการการวางแผนภารกิจที่ขับเคลื่อนด้วย AI การตัดสินใจแบบกระจายอำนาจ และการประสานงานแบบเรียลไทม์ แพลตฟอร์มของ SIRBAI จะช่วยลดภาระงานของผู้ปฏิบัติงานในขณะที่เพิ่มประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นของภารกิจ ระบบแบบโมดูลาร์แบบครบวงจรนี้ได้รวมการวางแผนภารกิจ การสั่งการ และการดำเนินการฝูงโดรนไว้ในแพลตฟอร์มเดียว โดยจะช่วยเร่งวงจรการตัดสินใจและทำให้สามารถควบคุมฝูงโดรนได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยภาระทางความคิดที่ลดลง

ดร. Dario Albani ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของ SIRBAI กล่าวว่า “SIRBAI จะช่วยเชื่อมช่องว่างระหว่างเจตนาของมนุษย์กับการปฏิบัติภารกิจอัตโนมัติ ทำให้เกิดการประสานงานอย่างราบรื่นระหว่างระบบที่มีคนควบคุมและระบบไร้คนควบคุม แพลตฟอร์มของเราจะช่วยให้มั่นใจได้ถึงความเป็นอิสระที่ยืดหยุ่น การไหลเวียนของข้อมูลอย่างต่อเนื่อง และการตอบสนองที่คล่องตัวในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีความต้องการสูง ด้วยการเชื่อมต่อและทำงานร่วมกันระหว่างผู้ปฏิบัติงานและสินทรัพย์อัตโนมัติ SIRBAI จึงมอบความน่าเชื่อถือและข้อได้เปรียบในการปฏิบัติงานที่จำเป็นสำหรับภารกิจสมัยใหม่”

เทคโนโลยีของ SIRBAI ได้รับการออกแบบมาเพื่อสร้างผลกระทบในการปฏิบัติงานและรองรับการขยายขนาดในอนาคต โดยสามารถผสานรวมได้อย่างราบรื่นในแพลตฟอร์มที่หลากหลาย ตั้งแต่โดรนทางยุทธวิธีขนาดกะทัดรัดไปจนถึงยานรบทางอากาศไร้คนขับขั้นสูง (UCAV) โดยระบบนี้ได้รับการสร้างขึ้นมาเพื่อรับมือกับสภาพแวดล้อมที่มีการแข่งขันสูงและการขาดสัญญาณ GPS โดยใช้ระบบนำทางที่ยืดหยุ่นเพื่อรักษาการปฏิบัติการแบบฝูงที่ประสานงานกันภายใต้การรบกวนหรือการเชื่อมต่อที่ลดลง ในขณะเดียวกันก็ยังคงสามารถควบคุมดูแลโดยผู้ปฏิบัติงานได้เมื่อจำเป็น

ที่มา: AETOSWire

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260120186459/en

Contacts

Jinan Warrayat
jinan.warrayat@tii.ae

ที่มา: SIRBAI

Colgate-Palmolive และมูลนิธิองค์การอนามัยโลก ประกาศความร่วมมือระดับโลกด้านสุขภาพช่องปาก

Logo

การสนับสนุนทางการเงินระยะยาวจะช่วยส่งเสริมสุขภาพช่องปาก เนื่องจากโรคในช่องปากเป็นหนึ่งในโรคไม่ติดต่อที่พบได้บ่อยที่สุดและถูกมองข้ามมากที่สุด ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชากร 3.7 พันล้านคนทั่วโลก1

นิวยอร์ก–(BUSINESS WIRE)–20 มกราคม 2026

วันนี้ Colgate-Palmolive ประกาศความร่วมมือระยะยาวกับมูลนิธิองค์การอนามัยโลก เพื่อสนับสนุนงานด้านสุขภาพช่องปากขององค์การอนามัยโลก การสนับสนุนทางการเงินเป็นระยะเวลาสี่ปีนี้ จะช่วยขยายการให้ความรู้ด้านสุขภาพช่องปาก สนับสนุนการบูรณาการสุขภาพช่องปากเข้ากับระบบสาธารณสุขแห่งชาติ และสร้างความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของสุขภาพช่องปากในฐานะที่เป็นประเด็นสำคัญด้านสาธารณสุข โครงการริเริ่มนี้จะช่วยต่อยอดจากความมุ่งมั่นของ Colgate ในการให้ความรู้และทรัพยากรด้านสุขภาพช่องปากแก่ชุมชนต่างๆ โดยบริษัทเพิ่งประกาศว่าโครงการ Colgate Bright Smiles, Bright Futures® ได้ให้ความรู้ด้านสุขภาพช่องปากแก่เด็กและครอบครัวประมาณสองพันล้านคนทั่วโลกตั้งแต่ปี 1991 เป็นต้นมา

“ที่ Colgate-Palmolive เราขับเคลื่อนด้วยจุดประสงค์ของเราในการสร้างสรรค์อนาคตที่สุขภาพดีขึ้นสำหรับทุกคน และสร้างรอยยิ้มให้มากขึ้น เรากำลังเปิดตัวความร่วมมือกับมูลนิธิองค์การอนามัยโลก เนื่องจากบทบาทที่โดดเด่นของมูลนิธิฯ ในการสนับสนุนความท้าทายด้านสุขภาพระดับโลก และความเป็นผู้นำของ Colgate ในด้านสุขภาพช่องปากในฐานะแบรนด์ที่มีอยู่ในบ้านมากกว่าแบรนด์ใดๆ2” กล่าวโดย Ram Raghavan ประธานฝ่ายดูแลช่องปากระดับองค์กร บริษัท Colgate-Palmolive “สุขภาพช่องปากเป็นเรื่องสำคัญ และมักถูกมองข้าม โดยในวาระด้านสุขภาพระดับโลก เรามุ่งมั่นที่จะยกระดับสุขภาพช่องปากให้มีลำดับความสำคัญด้านสาธารณสุข โดยการขยายการป้องกันและการให้ความรู้ รวมถึงการสนับสนุนแนวทางแก้ไขที่อิงหลักฐานเชิงประจักษ์ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างระบบสุขภาพและปรับปรุงคุณภาพชีวิตในชุมชนต่างๆ ทั่วโลก”

สุขภาพช่องปากเป็นพื้นฐานสำคัญของสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีโดยรวม แต่กลับถูกมองข้ามในระบบสาธารณสุขหลายแห่ง ความละเลยนี้ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นจากปัจจัยต่างๆ เช่น สถานะทางเศรษฐกิจ การศึกษา ความรู้ด้านสุขภาพ และการเข้าถึงการดูแลสุขภาพ1 โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเด็ก ผลกระทบจากสุขภาพช่องปากที่ไม่ดีอาจนำไปสู่ความเจ็บปวดทางร่างกาย ปัญหาทางอารมณ์ และปัญหาในการเรียน รวมถึงปัญหาด้านสมาธิและการขาดเรียนที่เพิ่มขึ้น3-5 จากความร่วมมือนี้ Colgate ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มแบรนด์ Colgate-Palmolive และมูลนิธิองค์การอนามัยโลก ได้สนับสนุนองค์การอนามัยโลกในการแก้ไขอุปสรรคที่ส่งผลกระทบต่อประชากรโลกประมาณครึ่งหนึ่ง โดยสนับสนุนความพยายามในการบูรณาการสุขภาพช่องปากเข้ากับวาระและระบบสาธารณสุขในวงกว้าง

“มูลนิธิองค์การอนามัยโลกสนับสนุนภารกิจขององค์การอนามัยโลกโดยการระดมทุนจากภาคเอกชนเพื่อสนับสนุนลำดับความสำคัญด้านสาธารณสุข” กล่าวโดย Anil Soni ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของมูลนิธิองค์การอนามัยโลก “สุขภาพช่องปากมีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพโดยรวม และความก้าวหน้านั้นขึ้นอยู่กับการลงทุนระยะยาวในการป้องกัน คำแนะนำที่น่าเชื่อถือ และระบบสุขภาพที่แข็งแกร่ง โดยการสนับสนุนเช่นนี้จะช่วยให้องค์การอนามัยโลกสามารถทำงานเพื่อส่งเสริมสุขภาพช่องปากและปรับปรุงผลลัพธ์ด้านสุขภาพสำหรับชุมชนทั่วโลกได้”

การมุ่งเน้นร่วมกันที่ผลกระทบในระดับระบบ

ความร่วมมือนี้มีเป้าหมายเพื่อเร่งความก้าวหน้าโดยการยกระดับสุขภาพช่องปากให้มีลำดับความสำคัญพื้นฐานด้านสาธารณสุข โดยมีแนวทางการดำเนินงานเชิงกลยุทธ์ 3 ด้าน ได้แก่

  •  การขยายขอบเขตการให้ความรู้ด้านสุขภาพช่องปาก : ช่วยบูรณาการหลักการป้องกันและการให้ความรู้ที่สำคัญเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพของรัฐบาลที่มีอยู่แล้ว เช่น ระบบสุขภาพในโรงเรียน ในภูมิภาคที่กำหนด
     
     
  •  การสนับสนุนนโยบายและแนวทางปฏิบัติ : สนับสนุนการวิจัยที่จำเป็นเพื่อช่วยให้กระทรวงสาธารณสุขพัฒนาข้อเสนอแนะที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์และคุ้มค่าสำหรับการบูรณาการการแทรกแซงด้านสุขภาพช่องปากเข้ากับระบบสุขภาพแห่งชาติ
     
     
  •  การเพิ่มความสำคัญ: สนับสนุนการสร้างความตระหนักรู้ผ่านการมีส่วนร่วมเชิงกลยุทธ์ ระดับโลก และข้ามภาคส่วน เพื่อยกระดับความสำคัญของสุขภาพช่องปาก และแสดงให้เห็นถึงผลกระทบและผลลัพธ์ของความร่วมมือนี้

Colgate และมูลนิธิองค์การอนามัยโลก กำลังเปิดตัวความร่วมมือนี้ในช่วงเวลาที่การทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการบรรลุเป้าหมายด้านสุขภาพระดับโลก ในการประชุมระดับสูงของสหประชาชาติครั้งที่ 4 ที่ผ่านมา สุขภาพช่องปากได้รับการยอมรับและรวมอยู่ในประเด็นสำคัญด้านสาธารณสุขในการป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อ โดยประเทศสมาชิกต่างให้การสนับสนุนและเรียกร้องให้มีการดำเนินการ ด้วยการมุ่งเน้นไปที่มาตรการป้องกันสุขภาพช่องปาก นโยบายที่อิงตามหลักฐาน และการสร้างความตระหนักรู้ในวงกว้างเกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างสุขภาพช่องปากกับสุขภาพและความเป็นอยู่โดยรวม ความร่วมมือนี้จึงมุ่งหวังที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนทั่วโลก

เกี่ยวกับบริษัท Colgate-Palmolive

Colgate-Palmolive เป็นบริษัทที่ใส่ใจและสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อการเติบโต โดยมุ่งมั่นที่จะสร้างอนาคตที่สุขภาพดีขึ้นสำหรับทุกคน สัตว์เลี้ยง และโลกของเรา บริษัทมุ่งเน้นด้านการดูแลช่องปาก การดูแลส่วนบุคคล การดูแลบ้าน และโภชนาการสัตว์เลี้ยง เราจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในกว่า 200 ประเทศและดินแดนภายใต้แบรนด์ต่างๆ เช่น Colgate, Palmolive, elmex, hello, meridol, Sorriso, Tom’s of Maine, EltaMD, Filorga, Irish Spring, Lady Speed ​​Stick, PCA SKIN, Protex, Sanex, Softsoap, Speed ​​Stick, Ajax, Axion, Fabuloso, Murphy, Soupline และ Suavitel รวมถึง Hill’s Science Diet, Hill’s Prescription Diet และ Prime100 โดยเราได้รับการยอมรับในด้านความเป็นผู้นำและนวัตกรรมในการส่งเสริมความยั่งยืนและสุขภาวะของชุมชน รวมถึงความสำเร็จของเราในการลดขยะพลาสติกและส่งเสริมการรีไซเคิล การประหยัดน้ำ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และการปรับปรุงสุขภาพช่องปากของเด็กๆ ผ่านโครงการ Colgate Bright Smiles, Bright Futures ซึ่งเข้าถึงเด็กและครอบครัวประมาณ 2 พันล้านคนตั้งแต่ปี 1991 สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับธุรกิจระดับโลกของ Colgate และวิธีที่เรากำลังสร้างอนาคตที่น่ายิ้มแย้ม โปรดไปที่ www.colgatepalmolive.com

เกี่ยวกับมูลนิธิองค์การอนามัยโลก

มูลนิธิองค์การอนามัยโลกเป็นองค์กรอิสระที่มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ก่อตั้งขึ้นในปี 2020 เพื่อสนับสนุนพันธกิจขององค์การอนามัยโลก โดยระดมทุนจากผู้ใจบุญและสร้างความร่วมมือที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาเพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมทางสุขภาพ ตอบสนองต่อความท้าทายด้านสุขภาพที่เร่งด่วน และเสริมสร้างระบบที่ช่วยชีวิตผู้คน ด้วยการเชื่อมโยงพันธมิตรและผู้ปฏิบัติงาน มูลนิธิฯ ได้ช่วยขยายขอบเขตของโซลูชันที่น่าเชื่อถือ สนับสนุนการตอบสนองที่ช่วยชีวิต และขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนไปสู่สุขภาพที่ดีสำหรับทุกคน who.foundation

อ้างอิง

  1.  องค์การอนามัยโลก “สุขภาพช่องปาก” 17 มีนาคม 2025 https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/oral-health
  2.  Worldpanel โดย Numerator รอยเท้าแบรนด์ปี 2025: ชนะเกม 50:50 https://reports.worldpanelbynumerator.com/story/brand-footprint-2025-p/page/3/2 ตีพิมพ์ปี 2025
  3. Dörfer, C และคณะ ความสัมพันธ์ของสุขภาพช่องปากกับสุขภาพทั่วไปและโรคไม่ติดต่อ: บทวิจารณ์โดยย่อ วารสารทันตกรรมนานาชาติ 2017
  4. Kisely S. ไม่มีสุขภาพจิตที่ดีได้ หากปราศจากสุขภาพช่องปากที่ดี วารสารจิตเวชศาสตร์แคนาดา 2016
  5. ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสุขภาพช่องปาก เข้าถึงเมื่อ 18 สิงหาคม 2025

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: www.businesswire.com/news/home/20260120050760/en

Contacts

Samantha Ruijgh
Real Chemistry
(801) 971-5773
swapner@realchemistry.com

ที่มา: Colgate-Palmolive Company and WHO Foundation

KKV เปิดร้าน Global Flagship Store แห่งที่สองใน Ho Chi Minh City

Logo

HO CHI MINH CITY, Vietnam–(BUSINESS WIRE)–19 มกราคม 2026

วันนี้ KK Group ประกาศเกี่ยวกับการเปิดร้าน KKV Vietnam Global Flagship Store แห่งใหม่ในใจกลางเมือง Ho Chi Minh City ซึ่งนับเป็น Global Flagship Store แห่งที่สองของ KKV ตั้งอยู่ที่ 28 Le Loi in District 1 ใกล้กับสถานที่สำคัญต่างๆ เช่น Saigon Centre – Flagship Store แห่งใหม่นี้ได้รับการออกแบบให้เป็นจุดหมายปลายทางด้านไลฟ์สไตล์ที่ต้องมาเยือน นำเสนอประสบการณ์การค้นพบผลิตภัณฑ์ที่น่าประทับใจ จุดถ่ายภาพ และประสบการณ์การช้อปปิ้งแบบครบวงจรที่ยกระดับขึ้นไปอีกขั้นสำหรับผู้บริโภคชาวเวียดนามก่อนช่วงเทศกาลตรุษจีน

KKV Vietnam Global Flagship Store

KKV Vietnam Global Flagship Store

จุดเด่นที่สำคัญคือ Colorful KKV Moto Park – โซนถ่ายรูปสวยๆ ที่ตกแต่งด้วยธีมมอเตอร์ไซค์ ซึ่งเปลี่ยนลานจอดรถธรรมดาให้กลายเป็นจุดแวะพักจุดแรกที่มีสีสันก่อนเข้าสู่ร้านค้า ทำให้ Flagship Store แห่งนี้กลายเป็นแลนด์มาร์คสำคัญใจกลางเมือง

เวียดนามเป็นตลาดสำคัญภายใต้กลยุทธ์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ KK Group ปัจจุบัน KK Group ดำเนินงานร้านค้า 20 แห่งภายใต้แบรนด์หลักสามแบรนด์ ได้แก่ KKV, THE COLORIST และ X11 โดยมีฐานลูกค้าที่เติบโตขึ้นในเมืองใหญ่ๆ รวมถึง Ho Chi Minh City, Hanoi, และพื้นที่โดยรอบ ซึ่งได้รับความนิยมจากผู้บริโภครุ่นใหม่ในเมืองที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์การช้อปปิ้งที่สดใหม่ หลากหลาย และน่าประทับใจ

KK Group ก่อตั้งขึ้นในประเทศจีน และได้สร้างเครือข่ายค้าปลีกไลฟ์สไตล์ขนาดใหญ่ โดยมีร้านค้ามากกว่า 1,000 แห่งในกว่า 200 เมืองทั่วประเทศจีน และมากกว่า 150 แห่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แบรนด์หลักคือ KKV ซึ่งยึดมั่นในแนวคิด “100 ไลฟ์สไตล์” นำเสนอสินค้าประมาณ 20,000 รายการใน 8 หมวดหมู่ โดยมีจุดเด่นอยู่ที่ของเล่นอินเทรนด์ ความงาม อาหาร และของใช้ในชีวิตประจำวัน

ในอนาคต KK Group ตั้งเป้าขยายสาขาไปกว่า 300 แห่งทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายในปี 2026 โดยมีเป้าหมายที่จะขยายสาขาทั่วโลกให้ได้มากกว่า 500 แห่งภายในปลายปี 2026 ส่วนในเวียดนาม KK Group ตั้งเป้าขยายสาขาไปประมาณ 50 แห่งในปี 2026 เพื่อต้อนรับเทศกาลตรุษจีน KKV Vietnam จะทยอยเปิดตัวสินค้าใหม่เกือบ 5,000 รายการ เพื่อให้ลูกค้ามีตัวเลือกสินค้าตามฤดูกาลและของขวัญที่หลากหลายยิ่งขึ้น

 “เราจะเดินหน้าเปิด Global Flagship Store ในอีกหลายประเทศ เพื่อมอบประสบการณ์การช้อปปิ้งที่ดียิ่งขึ้นและสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้บริโภคในแต่ละท้องถิ่น” Rojen Wu ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการธุรกิจระหว่างประเทศของ KK Group กล่าว ขอเชิญชวนผู้บริโภคมาเยี่ยมชมร้าน KKV Vietnam Global Flagship Store ที่ 28 Le Loi, Ho Chi Minh City และมาค้นพบสิ่งใหม่ๆ เพื่อต้อนรับเทศกาลตรุษจีนกัน

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: www.businesswire.com/news/home/20260118173275/en

Contacts

richardli@kkgroup.cn

ที่มา: KKV

โมดูลหน่วยความจำ SMART Modular CXL NV-CMM E3.S 2T ของ Penguin Solutions ได้ผ่านการทดสอบการปฏิบัติตามมาตรฐาน CXL แล้ว

Logo

ขณะนี้ได้รับการจดทะเบียนอย่างเป็นทางการแล้วใน Integrators List ของ CXL Consortium

เฟรมอนต์ รัฐแคลิฟอร์เนีย–(BUSINESS WIRE)–14 มกราคม 2026

Penguin Solutions, Inc. (Nasdaq: PENG ) ผู้ให้บริการชั้นนำด้านโซลูชันโครงสร้างพื้นฐานการประมวลผลประสิทธิภาพสูงและ AI ประกาศในวันนี้ว่า โมดูลหน่วยความจำแบบไม่ลบเลือน SMART Modular CXL NV-CMM E3.S 2T ของบริษัทได้ผ่านการทดสอบการปฏิบัติตามมาตรฐาน CXL® แล้ว ความสำเร็จนี้ไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นถึงการปฏิบัติตามมาตรฐานอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่ยังทำให้ Penguin Solutions เป็นผู้นำที่น่าเชื่อถือในด้านเทคโนโลยีหน่วยความจำขั้นสูงสำหรับแอปพลิเคชัน CXL อีกด้วย โดยโมดูลหน่วยความจำ SMART Modular CXL NV-CMM E3.S 2T ของ Penguin ได้รับการจดทะเบียนแล้วใน Integrators List ของ CXL Consortium

Penguin Solutions SMART CXL NV-CMM E3.S 2T non-volatile memory module has met compliance for the CXL® Consortium’s Integrators List. The module is designed to enhance system acceleration, support large in-memory databases, and ensure quick data recovery following power loss or system crashes.

โมดูลหน่วยความจำแบบไม่ลบเลือน SMART CXL NV-CMM E3.S 2T ของ Penguin Solutions ได้ผ่านการทดสอบการปฏิบัติตามมาตรฐานจาก Integrators List ของ CXL® Consortium แล้ว โมดูลนี้ออกแบบมาเพื่อเพิ่มความเร็วในการทำงานของระบบ รองรับฐานข้อมูลขนาดใหญ่ในหน่วยความจำ และรับประกันการกู้คืนข้อมูลอย่างรวดเร็วหลังไฟฟ้าดับหรือระบบล่ม

โมดูล CXL NV-CMM E3.S 2T ใช้มาตรฐาน Compute Express Link® (CXL) 2.0 ซึ่งให้การจัดเก็บข้อมูลถาวรที่มีความหน่วงต่ำ แบนด์วิดท์สูง และคุณสมบัติ RAS ระดับองค์กร โมดูลนี้จะช่วยเร่งประสิทธิภาพของระบบผ่านการทำเช็คพอยต์และการแคชที่มีประสิทธิภาพสำหรับฐานข้อมูลในหน่วยความจำ และรับประกันการกู้คืนข้อมูลอย่างรวดเร็วหลังไฟฟ้าดับหรือระบบล่ม

“เรารู้สึกภาคภูมิใจที่โมดูลหน่วยความจำ SMART CXL NV-CMM E3.S 2T ของเราได้รับการยอมรับว่าตรงตามมาตรฐาน CXL” Andy Mills รองประธานฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ขั้นสูงสำหรับหน่วยความจำแบบบูรณาการของ Penguin Solutions กล่าว “ความสำเร็จนี้ได้ช่วยตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของเราในการส่งมอบโซลูชันหน่วยความจำคุณภาพสูงที่สามารถทำงานร่วมกันได้ ซึ่งตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของลูกค้าของเรา”

กรณีการใช้งานหลักของ SMART CXL NV-CMM E3.S 2T:

  •  เวิร์กโหลด AI/ML ที่เร่งความเร็ว : CXL NV-CMM E3.S 2T ได้รับการปรับให้เหมาะสมสำหรับการเร่งความเร็วการประมวลผล AI และแมชชีนเลิร์นนิง โดยให้การเข้าถึงชุดข้อมูลขนาดใหญ่ได้อย่างรวดเร็ว ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำในการเทรนโมเดล
  •  แอปพลิเคชันศูนย์ข้อมูล : โมดูลนี้เหมาะสำหรับศูนย์ข้อมูล รองรับการประมวลผลประสิทธิภาพสูง การจัดเก็บข้อมูลเชิงคำนวณ และการเร่งความเร็วเครือข่าย ทำให้มั่นใจได้ถึงการประมวลผลและการจัดเก็บข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ
  •  การประมวลผลประสิทธิภาพสูง (HPC) : เหมาะอย่างยิ่งสำหรับสภาพแวดล้อม HPC ให้ความหน่วงต่ำและแบนด์วิดท์สูง ซึ่งจำเป็นสำหรับการจำลองที่ซับซ้อนและการวิเคราะห์ข้อมูล
  •  สิ่งจำเป็นสำหรับการจัดเก็บข้อมูล : ให้โซลูชันหน่วยความจำถาวรที่จำเป็นสำหรับการรักษาความสมบูรณ์และความพร้อมใช้งานของข้อมูลในระบบที่สำคัญ

การได้รับการคัดเลือกให้อยู่ใน Integrators List ของ CXL Consortium สะท้อนให้เห็นถึงประสบการณ์และความทุ่มเทหลายทศวรรษในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์หน่วยความจำ SMART Modular ที่มีประสิทธิภาพสูง คุณภาพสูง และความสามารถในการทำงานร่วมกันของกลุ่มผลิตภัณฑ์หน่วยความจำของ Penguin ซึ่งถือเป็นการตอกย้ำถึงตำแหน่งของบริษัทในฐานะผู้ให้บริการและผู้สร้างนวัตกรรมชั้นนำที่กำลังพัฒนาเทคโนโลยีหน่วยความจำแบบบูรณาการให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดไปที่ www.penguinsolutions.com

Penguin Solutions เป็นเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ Penguin Solutions, Inc. หรือบริษัทในเครือ เครื่องหมายการค้าอื่นๆ ทั้งหมดเป็นทรัพย์สินของเจ้าของที่เกี่ยวข้อง CXL และ Compute Express Link เป็นเครื่องหมายการค้าของ Compute Express Link Consortium, Inc.

เกี่ยวกับ Penguin Solutions, Inc.

SMART Modular Technologies แบรนด์ในเครือ Penguin Solutions ช่วยให้ลูกค้าทั่วโลกสามารถใช้งานคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูงได้ ด้วยการออกแบบ พัฒนา และบรรจุภัณฑ์ขั้นสูงของโซลูชันหน่วยความจำแบบบูรณาการ โดยมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ตั้งแต่เทคโนโลยีหน่วยความจำล้ำสมัยในปัจจุบัน ไปจนถึงผลิตภัณฑ์จัดเก็บข้อมูล DRAM และ Flash มาตรฐานและแบบดั้งเดิม สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดไปที่: www.penguinsolutions.com.

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260114434969/en

Contacts

การตลาดผลิตภัณฑ์
Arthur Sainio
ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์หน่วยความจำแบบบูรณาการ DRAM
Penguin Solutions
39870 Eureka Dr., Newark, CA 94560
1-510-364-3647
arthur.sainio@smartm.com

ฝ่ายประชาสัมพันธ์
Maureen O’Leary
ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสาร
Penguin Solutions
1-602-330-6846
pr@penguinsolutions.com

ที่มา: Penguin Solutions, Inc.

The Bangkok Reporter