Onimusha: Way of the Sword กำหนดวางจำหน่าย 25 กันยายน 2026 นี้!

Logo

– จะมีการปล่อยเดโมให้เล่นก่อนการเปิดตัวเกมอย่างเป็นทางการ –

โอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น–(BUSINESS WIRE)–03 มิถุนายน 2026

Capcom Co., Ltd. (TOKYO:9697) ได้ประกาศในวันนี้ว่า Onimusha: Way of the Sword เกมล่าสุดในซีรีส์ Onimusha มีกำหนดวางจำหน่ายในวันที่ 25 กันยายน 2026 นี้

Onimusha: Way of the Sword key art

ภาพอาร์ตหลักของ Onimusha: Way of the Sword

Onimusha: Way of the Sword เป็นเกมใหม่ล่าสุดในซีรีส์นี้ในรอบกว่า 20 ปี เป็นเกมแนวแฟนตาซีดาร์คที่ได้รับแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมญี่ปุ่น โดยมี Miyamoto Musashi เป็นตัวเอก และฉากหลังเป็นเมืองเกียวโตในยุคเอโดะที่ถูกบิดเบือนด้วยเมฆแห่งความชั่วร้าย โดย Capcom ได้พัฒนาเกมนี้โดยมีเป้าหมายที่จะดึงดูดผู้เล่นหลากหลายกลุ่มด้วยแอ็กชันการต่อสู้ด้วยดาบที่เร้าใจและตัวละครที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

โดยก่อนการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ บริษัทได้ปล่อยเดโมให้เล่นได้ในวันนี้* 3 มิถุนายน 2026 ในชื่อ Onimusha: Way of the Sword DEMO เพื่อให้ผู้เล่นได้มีโอกาสสัมผัสเสน่ห์ของเกมตั้งแต่เนิ่นๆ ในเดโมนี้ ผู้เล่นจะได้สัมผัสกับการต่อสู้ด้วยดาบที่เต็มไปด้วยแอ็กชันมากมาย รวมถึงการต่อสู้กับศัตรูที่น่าเกรงขามอย่าง Sasaki Ganryu นอกจากนี้ บริษัทยังเริ่มเปิดรับการสั่งซื้อล่วงหน้าแล้ว โดยโบนัสสำหรับการสั่งซื้อล่วงหน้านั้น ผู้เล่นจะได้รับอุปกรณ์ที่สามารถใช้ในเกมได้

นอกจากการปล่อยเกมใหม่ๆ ออกมาอย่างสม่ำเสมอทุกปีแล้ว Capcom ยังมุ่งเน้นไปที่การฟื้นคืนชีพ IP ที่ไม่ได้ออกเกมใหม่มานานแล้ว โดยบริษัทกำลังทำงานเพื่อเพิ่มมูลค่าของบริษัทให้สูงสุดโดยการใช้ประโยชน์จากคลังเนื้อหาที่หลากหลายต่างๆ รวมถึงเกมนี้ด้วย

* เวอร์ชัน Windows มีกำหนดวางจำหน่ายในภายหลัง

เกี่ยวกับซีรีส์ Onimusha

ซีรีส์ Onimusha ประกอบด้วยเกมแอ็กชันที่ต่อสู้ด้วยดาบที่ผู้เล่นจะสวมบทบาทเป็นนักรบผู้มีพลังเหนือมนุษย์ของ Oni และต่อสู้กับเหล่าอสุรกายที่มุ่งมั่นจะครองโลก โดยยอดขายเกมสะสมตั้งแต่เกมแรกที่วางจำหน่ายในปี 2001 นั้นเกิน 9.1 ล้านชุดแล้ว*

* ณ วันที่ 31 มีนาคม 2026

เกี่ยวกับ CAPCOM

Capcom เป็นผู้พัฒนา ผู้จัดจำหน่าย และผู้เผยแพร่เกมชั้นนำระดับโลกสำหรับเครื่องเล่นเกมคอนโซล พีซี อุปกรณ์พกพา และอุปกรณ์ไร้สาย ก่อตั้งขึ้นในปี 1983 โดยบริษัทได้สร้างเกมต่างๆ หลายร้อยเกม รวมถึงแฟรนไชส์ที่สร้างปรากฏการณ์อย่าง Resident Evil™, Monster Hunter™, Street Fighter™, Mega Man™, Devil May Cry™ และ Ace Attorney™ โดย Capcom มีการดำเนินงานในสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เยอรมนี ฝรั่งเศส ฮ่องกง ไต้หวัน สิงคโปร์ และโตเกียว และมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่โอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Capcom ได้ที่ https://www.capcom.co.jp/ir/english/

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260603903549/en

Contacts

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และนักลงทุนสัมพันธ์ของ Capcom
+81-6-6920-3623

ที่มา: Capcom Co., Ltd.


Blackstone ระดมทุนในกองทุนไพรเวทอิควิตี้ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียได้ถึง 13.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

Logo

กองทุนที่ได้รับความสนใจเกินความคาดหมายนี้สามารถระดมทุนได้มากกว่าสองเท่าของเงินทุนที่ระดมได้ในกองทุนในรุ่นก่อนหน้า

นิวยอร์ก–(BUSINESS WIRE)–02 มิถุนายน 2026

วันนี้ Blackstone (NYSE: BX) ได้ประกาศปิดการระดมทุนรอบสุดท้ายสำหรับ Blackstone Capital Partners Asia III (“BCP Asia III”) ที่ 13.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ถึง 10 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และนับเป็นการระดมทุนในรูปแบบไพรเวทอิควิตี้ที่ใหญ่ที่สุดของบริษัทในภูมิภาคนี้ โดยกองทุนได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมและสามารถระดมทุนได้เกินเป้าหมาย โดยต่อยอดจากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของกองทุนในสองรุ่นแรก และการปิดการระดมทุนในครั้งนี้คิดเป็นจำนวนเงินที่มากกว่าสองเท่าของเงินทุนที่ระดมได้จากกองทุนรุ่นก่อนหน้า

Joe Baratta หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ไพรเวทอิควิตี้ระดับโลกของ Blackstone กล่าวว่า “เรารู้สึกขอบคุณที่นักลงทุนยังคงไว้วางใจ Blackstone และแฟรนไชส์ไพรเวทอิควิตี้ชั้นนำในเอเชียของเรา การระดมทุนที่ประสบความสำเร็จในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของแพลตฟอร์มของเราและความสามารถในการดำเนินงานผ่านวัฏจักรเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่เป็นภูมิภาคที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก ที่ได้นำเสนอโอกาสที่น่าสนใจในการลงทุนในระดับใหญ่ตามแนวคิดที่เราเชื่อมั่นและสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับนักลงทุนของเรา”

 Amit Dixit หัวหน้าฝ่ายเอเชียของไพรเวทอีควิตี้ของ Blackstone กล่าวว่า “ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา เรามุ่งเน้นการสร้างธุรกิจให้เป็นผู้นำตลาดและขับเคลื่อนผลการดำเนินงานให้แก่นักลงทุนของเรา เราเชื่อว่าจุดเด่นของเราอยู่ที่ขนาดที่ใหญ่โต ที่ได้รับการสนับสนุนจากทีมงานท้องถิ่นในตลาดหลักๆ ของภูมิภาค โดยผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งควบคู่กับกลยุทธ์ที่เน้นการควบคุมนั้นช่วยให้เราสามารถลงมือปฏิบัติและดำเนินการเชิงรุกเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจได้ เราขอขอบคุณทุกนักลงทุนสำหรับการสนับสนุนและความร่วมมือ”

โดยในช่วง 24 เดือนที่ผ่านมานั้น Blackstone เป็นหนึ่งในนักลงทุนระดับโลกที่กระตือรือร้นที่สุดในภูมิภาคนี้ ที่ได้ช่วยตอกย้ำให้เห็นถึงความเป็นผู้นำในอินเดียและญี่ปุ่น โดยบริษัทได้ลงทุนไปกว่า 7 พันล้านดอลลาร์ใน 12 ธุรกรรม ซึ่งรวมถึง

  •  Neysa แพลตฟอร์มคลาวด์ AI ของอินเดียที่เติบโตอย่างรวดเร็ว
  •  TechnoPro บริษัทผู้ให้บริการด้านวิศวกรรมเฉพาะทางชั้นนำของญี่ปุ่น
  •  JUNO แฟรนไชส์ร้านทำผมชั้นนำของเกาหลีใต้

นอกจากนี้ บริษัทยังมีการขายกิจการที่ได้รับผลตอบแทนแล้วถึง 15 ครั้งในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งรวมถึง

  •  International Gemological Institute ที่เป็นผู้เล่นรายใหญ่ที่สุดในการรับรองเพชรสังเคราะห์
  •  Aadhar Housing Finance ที่เป็นธุรกิจสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยราคาประหยัดที่ใหญ่ที่สุดในอินเดียที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
  • ขาย Alinamin Pharmaceutical หลังจากมีส่วนช่วยสร้างธุรกิจให้เติบโตจนกลายเป็นหนึ่งในบริษัทด้านผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพผู้บริโภคชั้นนำของญี่ปุ่น

เกี่ยวกับ Blackstone
Blackstone เป็นบริษัทจัดการสินทรัพย์ทางเลือกที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดย Blackstone มีความมุ่งมั่นที่จะสร้างผลตอบแทนที่น่าดึงดูดใจให้กับนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายบุคคลด้วยการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับบริษัทที่บริษัทลงทุน โดย Blackstone มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการมากกว่า 1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุมกลยุทธ์การลงทุนระดับโลกที่มุ่งเน้นด้านอสังหาริมทรัพย์ ไพรเวทอิควิตี้ สินเชื่อ โครงสร้างพื้นฐาน วิทยาศาสตร์ชีวภาพ หุ้นเติบโต การลงทุนในตลาดรอง และกองทุนเฮดจ์ฟันด์ต่างๆ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.blackstone.com ติดตาม @blackstone ได้บน LinkedIn, X (Twitter) และ Instagram

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Contacts

ผู้ติดต่อสำหรับสื่อ
Ellen Bogard
Ellen.Bogard@Blackstone.com
โทร.: +852 3651 7737

ที่มา: Blackstone

DB Insurance เสร็จสิ้นการเข้าซื้อกิจการ Fortegra

Logo

JACKSONVILLE, Fla.–(BUSINESS WIRE)–30 พฤษภาคม 2026

Fortegra Group, Inc. (“Fortegra”) ซึ่งเป็นบริษัทประกันภัยเฉพาะทางระดับโลก ได้ประกาศในวันนี้ถึงความสำเร็จในการเข้าซื้อกิจการโดย DB Insurance Co., Ltd. (“DB”) หนึ่งในบริษัทประกันวินาศภัยชั้นนำของประเทศเกาหลีใต้ โดยธุรกรรมดังกล่าวซึ่งได้มีการประกาศไปเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2025 นั้น ได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลและผู้ถือหุ้นครบถ้วนตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องแล้ว

Fortegra จะดำเนินงานอย่างเป็นอิสระ โดยยังคงรักษาทีมผู้บริหารชุดปัจจุบัน ความสัมพันธ์กับเครือข่ายการจัดจำหน่าย และวินัยในการรับประกันภัยไว้ดังเดิม ทั้งนี้ ตัวแทนจำหน่าย พันธมิตรทางธุรกิจ และลูกค้า จะยังคงได้รับประสบการณ์ความเป็นเลิศด้านการบริการ ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ Fortegra สืบต่อไป

Richard Kahlbaugh ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Fortegra กล่าวว่า: “ทุกบริษัทล้วนต้องมีการเปลี่ยนมือผู้ถือครองกรรมสิทธิ์ในท้ายที่สุด ซึ่งนั่นถือเป็นธรรมชาติของโลกธุรกิจ การเสร็จสิ้นกระบวนการเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นใหม่ ในฐานะส่วนหนึ่งของ DB Insurance นั้น Fortegra จะพร้อมในการขยายขอบเขตธุรกิจไปยังพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ใหม่ๆ การยกระดับขีดความสามารถ ตลอดจนการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในตลาดสหรัฐอเมริกา ยุโรป สหราชอาณาจักร และเอเชีย โดยทั้ง DB Insurance และ Fortegra ต่างมีความมุ่งมั่นร่วมกันที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำที่ได้รับการยอมรับในตลาดประกันภัยเฉพาะทางระดับโลก”

เกี่ยวกับ Fortegra

ตลอดระยะเวลากว่า 45 ปีที่ผ่านมา Fortegra ได้ดำเนินธุรกิจผ่านบริษัทในเครือ โดยมีการรับประกันภัยในรูปแบบโซลูชันการบริหารจัดการความเสี่ยง ซึ่งช่วยให้ผู้คนและภาคธุรกิจสามารถก้าวไปสู่ความสำเร็จได้ท่ามกลางสภาวการณ์ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ในฐานะบริษัทประกันภัยเฉพาะทางระดับนานาชาติ ซึ่งบริษัทประกันภัยในเครือได้รับอันดับความแข็งแกร่งทางการเงินจาก A.M. Best ในระดับ A- (Excellent) และจัดอยู่ในหมวดขนาดฐานะทางการเงินระดับ ‘X’ เราจึงพร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่หลากหลาย ทั้งในกลุ่มประกันภัยทั่วไปที่ได้รับการรับรอง (Admitted Lines) กลุ่มประกันภัยส่วนเกินและส่วนเกินพิเศษ (Excess and Surplus Lines) รวมถึงโซลูชันด้านการรับประกันสินค้าและบริการ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: www.fortegra.com

เกี่ยวกับ DB Insurance

ตลอดระยะเวลากว่า 6 ทศวรรษที่ผ่านมา DB Insurance Co., Ltd. ได้สร้างรากฐานอันแข็งแกร่งจนก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในบริษัทประกันภัยชั้นนำของประเทศเกาหลี โดยทำหน้าที่คุ้มครองดูแลทั้งบุคคลทั่วไปและภาคธุรกิจ พร้อมทั้งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมประกันภัยระดับชาติ บริษัทก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1962 ในฐานะบริษัทประกันภัยรถยนต์สาธารณะแห่งแรกของเกาหลี และได้เปลี่ยนมาใช้ชื่อ “DB Insurance” ในปี ค.ศ. 2017 เพื่อสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ในการก้าวสู่การเป็นกลุ่มบริษัทประกันภัยระดับโลก ด้วยการจัดอันดับความแข็งแกร่งทางการเงินจาก A.M. Best ในระดับ A+ (Superior) ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มขนาดทางการเงินประเภท ‘XV’ และได้รับการจัดอันดับจาก S&P ในระดับ A+ (Stable) เสริมให้ DB Insurance สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่ครอบคลุมครบวงจร ทั้งประกันวินาศภัย ประกันภัยระยะยาว และประกันภัยรถยนต์ รวมถึงบริการทางการเงินที่หลากหลายผ่านบริษัทในเครือ ซึ่งดำเนินธุรกิจด้านประกันชีวิต หลักทรัพย์ ธนาคารออมทรัพย์ และการบริหารจัดการสินทรัพย์ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: www.idbins.com

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Contacts

Vijaya Singh
vsingh@fortegra.com

Katie Butler
Katie@Aartrijk.com

ที่มา: Fortegra Group, Inc.

GIGABYTE นำเสนอโครงสร้างพื้นฐาน AI แบบครบวงจร ตั้งแต่ระบบระดับแร็คไปจนถึงการใช้งานจริงในงาน COMPUTEX 2026

Logo

ไทเป–(BUSINESS WIRE)–01 มิถุนายน 2026

หลังจากเปิดตัววิสัยทัศน์ “Future Landing” แล้ว ทาง GIGABYTE Technology ผู้นำระดับโลกด้านการประมวลผลประสิทธิภาพสูงและโครงสร้างพื้นฐาน AI ได้นำวิสัยทัศน์นั้นมาสู่ความจริงแล้วในงาน COMPUTEX 2026 ผ่านการจัดแสดงระบบ ซอฟต์แวร์ และการใช้งานจริงอย่างครอบคลุม ที่แสดงให้เห็นถึงวิธีการสร้าง การใช้งาน และการดำเนินงานของโครงสร้างพื้นฐาน AI ในระดับขนาดใหญ่ ตั้งแต่โรงงาน AI ระดับแร็คและศูนย์ข้อมูลแบบโมดูลาร์ ไปจนถึงเวิร์กโฟลว์ AI ทางกายภาพ, แอปพลิเคชัน AI ทางการแพทย์ และเอเจนต์ AI ในองค์กร โดย GIGABYTE จะแสดงให้เห็นว่าโครงสร้างพื้นฐาน AI นั้นสามารถก้าวข้ามขั้นตอนการวางแผนไปสู่การใช้งานจริงได้อย่างไร

โครงสร้างพื้นฐานระดับแร็คที่ผ่านการตรวจสอบแล้วสำหรับโรงงาน AI

หัวใจสำคัญของ “Future Landing” คือ พอร์ตโฟลิโอโครงสร้างพื้นฐาน AI ระดับแร็คที่กำลังขยายตัวของ GIGABYTE ที่ได้รับการออกแบบมาสำหรับโรงงาน AI ยุคใหม่

โดยหนึ่งในไฮไลท์ล่าสุด คือ NVIDIA Vera Rubin NVL72ที่ได้จัดแสดงเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตโฟลิโอระดับแร็คของ GIGABYTE โดยนอกจากแพลตฟอร์มระดับแร็คแล้ว ทาง GIGABYTE ยังนำเสนอ GAIFA (GIGABYTE AI Factory Accelerator) ที่เป็นโรงงาน AI ที่สร้างขึ้นโดยเฉพาะในไต้หวันที่ผสานรวมการประมวลผลยุคใหม่ เครือข่ายความเร็วสูง และชุดซอฟต์แวร์ของ NVIDIA เข้าไว้ในสภาพแวดล้อมที่ได้รับการตรวจสอบอย่างสมบูรณ์เพื่อการตรวจสอบระบบ การเพิ่มประสิทธิภาพภาระงาน และความพร้อมในการใช้งานต่างๆ

ในระดับการปฏิบัติงาน GPM (GIGABYTE POD Manager) จะให้การมองเห็นแบบครบวงจรและการตรวจสอบระดับโครงสร้างพื้นฐานที่ครอบคลุมระบบประมวลผล เครือข่าย ระบบระบายความร้อน และระบบจ่ายไฟต่างๆ ทำให้โรงงาน AI สามารถทำงานและขยายขนาดได้อย่างเป็นระบบและประสานงานกัน

โครงสร้างพื้นฐานที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับการใช้งานที่รวดเร็ว

ในการเร่งการใช้งานให้เร็วขึ้นกว่าการสร้างศูนย์ข้อมูลแบบเดิม ทาง GIGABYTE ขอแนะนำ GADU (GIGABYTE Accelerated Deployment Unit) ที่เป็นแพลตฟอร์มโครงสร้างพื้นฐาน AI แบบโมดูลาร์ที่ผสานรวมการประมวลผลความหนาแน่นสูง ระบบระบายความร้อนขั้นสูง และการกระจายพลังงานเข้าไว้ในระบบที่สามารถเคลื่อนย้ายได้และพร้อมใช้งาน โดย GADU นั้นรองรับสถาปัตยกรรมระบายความร้อนด้วยของเหลวโดยตรงและการระบายความร้อนแบบจุ่ม ที่จะช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถขยายขีดความสามารถด้าน AI ได้ด้วยระยะเวลาการดำเนินงานที่ลดลงเป็นอย่างมาก ในขณะที่ยังคงรักษาความยืดหยุ่นในสภาพแวดล้อมการดำเนินงานที่หลากหลายได้

โดยเมื่อใช้งานร่วมกับระบบระดับแร็คและซอฟต์แวร์โครงสร้างพื้นฐานของ GIGABYTE แล้ว GADU จะเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานให้เป็นแพลตฟอร์มที่ปรับขนาดได้และสามารถใช้งานได้อย่างรวดเร็ว

AI ทางกายภาพ จากการจำลองสู่การปฏิบัติจริง

เพื่อแสดงให้เห็นว่า AI สามารถก้าวข้ามการจำลองไปสู่การใช้งานจริงได้อย่างไร ทาง GIGABYTE จะนำเสนอเวิร์กโฟลว์แบบครบวงจรตั้งแต่โลกจริงไปจนถึงการจำลองและกลับสู่โลกจริง ที่สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์ม AI แบบครบวงจรของ NVIDIA

ขั้นตอนการทำงานจะเริ่มต้นด้วยการสร้างแบบจำลองดิจิทัลที่มีความแม่นยำสูงผ่านระบบ NVIDIA OVX ที่ขับเคลื่อนโดยแพลตฟอร์ม XLS4-SX2-LAS1 บนสถาปัตยกรรม NVIDIA MGX™ พร้อมด้วย GPU RTX™ PRO สำหรับการจำลอง Omniverse ขนาดใหญ่จากนั้น การเทรน AI จะดำเนินต่อไปบนแพลตฟอร์ม G2L4-SD4-LA08 บนสถาปัตยกรรม NVIDIA HGX™ ซึ่งเป็นที่ที่เกิดการสร้างข้อมูลสังเคราะห์และการเรียนรู้แบบเสริมแรง เมื่อตรวจสอบความถูกต้องแล้ว โมเดลที่ได้รับการเทรนจะถูกนำไปใช้ในระบบ Edge ที่ขับเคลื่อนด้วย NVIDIA Jetson เพื่อควบคุมหุ่นยนต์แบบเรียลไทม์ ที่จะแสดงให้เห็นผ่านการสาธิตสดควบคู่ไปกับการแสดงภาพจำลองของ Isaac Sim

AI ทางการแพทย์ จุดดูแลผู้ป่วย

นอกจากนี้ GIGABYTE ยังแสดงให้เห็นถึงระบบนิเวศ AI ทางการแพทย์ที่กำลังเติบโตสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลทางการแพทย์แบบเรียลไทม์ ณ จุดดูแลผู้ป่วย ที่ได้ร่วมมือกับพันธมิตรด้านการดูแลสุขภาพต่างๆ โดย GIGABYTE ได้ผสานรวมพีซีขนาดเล็ก BRIXเข้ากับระบบวินิจฉัยโรคที่ใช้ AI ช่วยเหลือ ที่สนับสนุนการจำแนกประเภทเซลล์ไขกระดูกและการตรวจจับติ่งเนื้อแบบเรียลไทม์ระหว่างการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ โดยแพลตฟอร์มการประมวลผลภาพ VFG100 ที่เร่งความเร็วด้วย FPGA จะช่วยให้การประมวลผลภาพแบบเรียลไทม์ด้วยภาระ CPU ที่ต่ำมาก ในขณะที่ AI TOP ATOMจะช่วยให้การวิเคราะห์ภาพปอดสามารถทำได้ในพื้นที่ซึ่งตรงตามข้อกำหนดด้านความเป็นส่วนตัวของข้อมูลทางการแพทย์และการปฏิบัติตามกฎระเบียบ

นำ AI เข้าใกล้จุดตัดสินใจมากขึ้น

เพื่อขยายขีดความสามารถของ AI ให้ก้าวพ้นโครงสร้างพื้นฐานแบบรวมศูนย์ ทาง GIGABYTE ยังได้จัดแสดงเวิร์กสเตชัน W775และซูเปอร์คอมพิวเตอร์ AI แบบเดสก์ท็อป AI TOP ATOM สำหรับการเทรนส่วนตัว การปรับแต่งโมเดล และเวิร์กโฟลว์ AI เชิงเอเจนต์ ที่ขับเคลื่อนโดย NVIDIA NemoClaw อีกด้วย

นอกเหนือจากพื้นที่จัดแสดงหลักบนชั้น 1 แล้ว ผู้เข้าชมยังสามารถสำรวจพื้นที่จัดแสดงเฉพาะของ GIGABYTE บนชั้น 4 ที่จะแสดงระบบ AI TOP และนวัตกรรม AI สำหรับผู้บริโภคว่าความสามารถในการประมวลผลของ GIGABYTE ได้ขยายจากโครงสร้างพื้นฐาน AI ไปสู่ประสบการณ์อัจฉริยะในชีวิตประจำวันได้อย่างไร โดยในงาน COMPUTEX 2026 GIGABYTE จะแสดงให้เห็นว่า “Future Landing” กำลังเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐาน AI ให้เป็นระบบที่พร้อมใช้งาน สามารถนำไปใช้งานได้ และเกิดขึ้นจริงได้อย่างไร

GIGABYTE@COMPUTEX 2026
https://www.gigabyte.com/Events/Computex
วันที่ 2-5 มิถุนายน 2026
Taipei Nangang Exhibition Center, ฮอลล์ 1
ธุรกิจองค์กร (ชั้น 1 K0802) | ธุรกิจผู้บริโภค (ชั้น 4 M0520)

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260525486787/en

Contacts

brand@gigabyte.com

ที่มา: GIGABYTE Technology






The Bangkok Reporter