MidOcean Energy ของ EIG ประกาศระดมทุนรอบแรก 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับเป้าหมาย 1.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

Logo

วอชิงตัน–(BUSINESS WIRE)–17 มีนาคม 2026

MidOcean Energy (“MidOcean” หรือ “บริษัท”) บริษัทก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ก่อตั้งและบริหารงานโดย EIG ประกาศในวันนี้ว่าได้ระดมทุนจากผู้ถือหุ้นมากกว่า 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

การระดมทุนครั้งนี้ประกอบด้วย:

  • บริษัท Idemitsu Kosan ซึ่งเป็นบริษัทพลังงานระดับโลกที่ได้รับการยอมรับอย่างสูงและมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่คุณค่าของพลังงานมายาวนาน ได้ให้คำมั่นว่าจะลงทุน 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • และได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติมอีก 790 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากนักลงทุนทั้งรายใหม่และรายเดิม

นี่ถือเป็นก้าวสำคัญในโครงการระดมทุนของ MidOcean และสะท้อนให้เห็นถึงความสนใจอย่างต่อเนื่องจากทั้งนักลงทุนรายใหม่และรายเดิมที่มีต่อกลยุทธ์ของบริษัทในการสร้างแพลตฟอร์ม LNG ระดับโลกที่มีความหลากหลาย ยืดหยุ่น และมีอายุการใช้งานยาวนาน

ขณะนี้มีนักลงทุนรายใหม่จำนวนมากกำลังอยู่ในขั้นตอนการจัดทำเอกสาร และ MidOcean จะยังคงระดมทุนต่อไป โดยมีเป้าหมายรวมสูงสุดถึง 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐจากนักลงทุนรายใหม่ บริษัทได้รับความสนใจอย่างมากจากนักลงทุนที่ต้องการลงทุนระยะยาวในภาคส่วน LNG ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากปัจจัยพื้นฐานด้านอุปสงค์ที่แข็งแกร่ง การเติบโตของอุปทานที่จำกัด และบทบาทของ LNG ในการสนับสนุนความมั่นคงด้านพลังงานและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เหตุการณ์ล่าสุดยิ่งตอกย้ำความแข็งแกร่งของแนวคิดการลงทุนใน MidOcean

De la Rey Venter ซีอีโอของ MidOcean กล่าวว่า “เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับ Idemitsu Kosan ในฐานะนักลงทุนเชิงกลยุทธ์ของ MidOcean ความสำเร็จของการระดมทุนครั้งนี้เป็นการยืนยันอย่างแข็งแกร่งถึงกลยุทธ์ ฐานสินทรัพย์ และแผนงานธุรกรรมของ MidOcean ระดับการมีส่วนร่วมจากทั้งนักลงทุนรายใหม่และผู้ถือหุ้นเดิมของเราแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในกลยุทธ์และบริษัทของเรา เราหวังว่าจะได้ต้อนรับนักลงทุนเพิ่มเติมเข้าสู่บริษัทในขณะที่เราดำเนินการไปสู่การปิดการระดมทุนขั้นสุดท้าย”

ประกาศสำคัญ

ประกาศนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแจ้งให้ทราบเท่านั้น และไม่ถือเป็นการเสนอขายหรือการชักชวนให้สมัครรับหรือซื้อหลักทรัพย์ใดๆ การเสนอขายใดๆ จะดำเนินการเฉพาะตามเอกสารการเสนอขายที่เกี่ยวข้องและเป็นไปตามกฎหมายหลักทรัพย์ที่บังคับใช้เท่านั้น

เกี่ยวกับ EIG

EIG เป็นนักลงทุนสถาบันชั้นนำในภาคพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก โดยมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ 25.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2025 โดย EIG มีความเชี่ยวชาญด้านการลงทุนภาคเอกชนในภาคพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับพลังงานทั่วโลก ตลอดระยะเวลา 43 ปีที่ผ่านมา ทาง EIG ได้ลงทุนในภาคพลังงานไปแล้วกว่า 53.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ผ่านโครงการหรือบริษัทต่างๆ 425 แห่งใน 44 ประเทศ ครอบคลุม 6 ทวีป ลูกค้าของ โดย EIG ประกอบด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญ บริษัทประกันภัย กองทุนบริจาค มูลนิธิ และกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติชั้นนำมากมายในสหรัฐอเมริกา เอเชีย และยุโรป ซึ่ง EIG นั้นมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่วอชิงตัน ดี.ซี. และมีสำนักงานสาขาในฮิวสตัน ลอนดอน ซิดนีย์ ริโอเดอ จาเนโร ฮ่องกง และโซล

เกี่ยวกับ MidOcean Energy

MidOcean Energy บริษัท LNG ที่ก่อตั้งและบริหารงานโดย EIG มุ่งมั่นที่จะสร้างพอร์ตโฟลิโอ LNG ระดับโลกที่มีความหลากหลาย ยืดหยุ่น ต้นทุนต่ำ และลดการปล่อยคาร์บอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อของ EIG ที่ว่า LNG เป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบพลังงานโลกที่มีคาร์บอนต่ำ แข่งขันได้ และมีความมั่นคงมากขึ้น MidOcean Energy มีผลประโยชน์ใน LNG ที่หลากหลาย รวมถึง LNG Canada, Gorgon LNG, Pluto LNG, QCLNG และ Peru LNG บริษัทนี้บริหารงานโดย De la Rey Venter ผู้มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมมา 27 ปี และเคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงหลายตำแหน่ง รวมถึงตำแหน่งหัวหน้าฝ่าย LNG ระดับโลกของ Shell Plc

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดไปที่เว็บไซต์ของ MidOcean Energy ที่ www.midoceanenergy.com หรือเว็บไซต์ของ EIG ที่ www.eigpartners.com.

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Contacts

ข้อมูลการติดต่อ EIG/MidOcean
FGS Global
Kelly Kimberly / Brandon Messina
+1 212-687-8080
EIG@fgsglobal.com

ที่มา: EIG

EdgeConneX เริ่มก่อสร้างศูนย์ข้อมูลไฮเปอร์สเกลที่พร้อมรองรับ AI ขนาด 200 เมกะวัตต์ในเขตโอซาก้า

Logo

โอซาก้า ญี่ปุ่น–(BUSINESS WIRE)–18 มีนาคม 2026

EdgeConneX ผู้บุกเบิกโซลูชันศูนย์ข้อมูลแบบ Build-to-Suit และ Build-to-Density ระดับโลก ประกาศในวันนี้ว่า บริษัทได้เริ่มพัฒนาศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ 200 เมกะวัตต์แห่งแรก พร้อมรองรับ AI ในเขตโอซาก้าแล้ว โดยโครงการสำคัญนี้ซึ่งร่วมมือกับ Kagoya Asset Management นั้นเป็นไปตามกำหนดการ และช่วยตอกย้ำให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของบริษัทที่มีต่อตลาดญี่ปุ่น และพร้อมที่จะสนับสนุนความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของภูมิภาคสำหรับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ปลอดภัย ยืดหยุ่น และล้ำสมัย

Sam Lee, Managing Director, Market & Commercial Development for EdgeConneX APAC performing the ground‑breaking ritual during the Shinto ceremony.

Sam Lee กรรมการผู้จัดการฝ่ายพัฒนาตลาดและการพาณิชย์ของ EdgeConneX APAC ทำพิธีวางศิลาฤกษ์ตามประเพณีชินโต

ศูนย์ข้อมูลไฮเปอร์สเกลแห่งใหม่นี้จะเป็นหนึ่งในศูนย์ที่ใหญ่ที่สุดในพื้นที่คันไซ ครอบคลุมพื้นที่ 130,000 ตารางเมตร และวางแผนที่จะมีกำลังการผลิต 200 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ในทำเลที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ ห่างจากย่านธุรกิจใจกลางเมืองโอซาก้าประมาณ 30 กิโลเมตร คาดว่าเฟสแรกจะพร้อมให้บริการในไตรมาสแรกของปี 2028 โดยการพัฒนาในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่บริษัทประกาศการเข้าสู่ตลาดในเดือนมกราคม 2025 และมีการขยายทีมงานในท้องถิ่นเพื่อรองรับการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

“การเริ่มก่อสร้างศูนย์ข้อมูลแห่งแรกของเราในญี่ปุ่นถือเป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับ EdgeConneX และเป็นก้าวสำคัญในกลยุทธ์ของเราที่จะนำโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัยและพร้อมสำหรับ AI มาสู่ตลาดสำคัญแห่งนี้ ด้วยกำลังการผลิตรวม 350 เมกะวัตต์ที่วางแผนไว้สำหรับภูมิภาคโอซาก้า เราจึงอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่จะสนับสนุนการใช้งานคลาวด์และ AI ในยุคต่อไป ซึ่งจะช่วยสร้างโอซาก้าให้เป็นจุดหมายปลายทางชั้นนำสำหรับโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีที่ล้ำสมัย” Sam Lee กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายพัฒนาตลาดและพาณิชย์ APAC ของ EdgeConneX

“ผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะแสดงความยินดีอย่างจริงใจต่อการเริ่มต้นการก่อสร้างและพิธีวางศิลาฤกษ์สำหรับ ITM01 ที่ศูนย์ข้อมูลคาโกย่า ทาทาระ ผมมั่นใจว่าสิ่งอำนวยความสะดวกนี้จะสร้างคุณประโยชน์อย่างมีนัยสำคัญต่อความก้าวหน้าของเศรษฐกิจในภูมิภาคและต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของชุมชนของเรา ผมขอแสดงความปรารถนาดีอย่างสุดซึ้งสำหรับการก่อสร้างที่แล้วเสร็จอย่างปลอดภัยและประสบความสำเร็จ ตลอดจนขอให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องมีสุขภาพแข็งแรงและเจริญรุ่งเรืองต่อไป” Takashi Kamimura นายกเทศมนตรีเมืองเคียวทานาเบะ

“เรารู้สึกภาคภูมิใจที่ได้ยืนเคียงข้าง EdgeConneX ในการบรรลุเป้าหมายสำคัญนี้ในภูมิภาคคันไซ การพัฒนาศูนย์ข้อมูลไฮเปอร์สเกลที่พร้อมรองรับ AI ในเขตโอซาก้า เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความต้องการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่แข็งแกร่งและล้ำสมัยของญี่ปุ่น ด้วยการนำเสนอศักยภาพและความซับซ้อนทางเทคนิคในระดับนี้ EdgeConneX ที่ไม่เพียงแต่เสริมสร้างระบบนิเวศในท้องถิ่นเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ธุรกิจต่างๆ สามารถเร่งการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลและก้าวไปสู่อนาคตของ AI ได้อย่างมั่นใจ” Sadahiro Kitagawa ประธานและกรรมการผู้แทนของ Kagoya Asset Management

EdgeConneX เป็นผู้นำระดับโลกด้านการพัฒนาศูนย์ข้อมูล AI ซึ่งรองรับปริมาณงานที่มีความหนาแน่นสูงสุดทั่วโลก ศูนย์ข้อมูลโอซาก้าจะผสานรวมนวัตกรรมล่าสุด รวมถึงสถาปัตยกรรมที่รองรับการระบายความร้อนด้วยของเหลว ซึ่งออกแบบมาเพื่อความยืดหยุ่น ความเป็นโมดูลาร์ และความทนทานต่อภารกิจสำคัญในระดับขนาดใหญ่ สิ่งอำนวยความสะดวกนี้จะเป็นไปตามข้อกำหนดด้านการก่อสร้างและแผ่นดินไหวที่เข้มงวดของญี่ปุ่นอย่างครบถ้วน เพื่อให้มั่นใจถึงความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน

“ความมุ่งมั่นของเราที่มีต่อญี่ปุ่นไม่ได้จำกัดอยู่แค่การสร้างศูนย์ข้อมูลเท่านั้น เราทุ่มเทที่จะเป็นสมาชิกที่มีคุณค่าของชุมชนท้องถิ่น การออกแบบที่ยืดหยุ่นสูงและการทำงานร่วมกับผู้นำในอุตสาหกรรมทำให้เราสามารถส่งมอบพลังงานและการระบายความร้อนที่มีความหนาแน่นสูงซึ่งจำเป็นสำหรับการใช้งาน AI ที่ต้องการประสิทธิภาพสูงที่สุดได้ เราตื่นเต้นที่จะนำความสามารถเหล่านี้มาสู่ญี่ปุ่น และจะเปิดตัวโครงการมีส่วนร่วมกับชุมชนของเราในปลายปีนี้” Mick Inoue หัวหน้าฝ่ายญี่ปุ่นของ EdgeConneX

เกี่ยวกับ EdgeConneX

ด้วยการสนับสนุนจาก EQT Infrastructure ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ EQT องค์กรด้านการลงทุนระดับโลก ทาง EdgeConneX จึงสามารถนำเสนอโซลูชันศูนย์ข้อมูลที่ยั่งยืนครบวงจรทั่วโลก เราทำงานอย่างใกล้ชิดกับลูกค้าเพื่อนำเสนอทางเลือกในด้านสถานที่ตั้ง ขนาด และประเภทของสิ่งอำนวยความสะดวก ตั้งแต่การสร้างตามความต้องการไปจนถึงการสร้างตามความหนาแน่น โดย EdgeConneX เป็นผู้นำระดับโลกด้านบริการศูนย์ข้อมูลที่พร้อมใช้งานทุกที่ ทุกเวลา และทุกขนาด สำหรับอุตสาหกรรมที่หลากหลาย รวมถึงคลาวด์ AI คอนเทนต์ เครือข่าย และอื่นๆ ด้วยพันธกิจที่มุ่งมั่นดูแลลูกค้า พนักงาน และโลกของเรา EdgeConneX จึงมุ่งมั่นที่จะเสริมศักยภาพให้แก่ Edge ของคุณ

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260317169101/en

Contacts

สำหรับสื่อและนักวิเคราะห์ที่ต้องการสอบถามข้อมูล โปรดติดต่อ EdgeConneX ได้ที่ press@edgeconnex.com

ที่มา: EdgeConneX


Walton Global เปิดตัวกองทุนที่ดินในสหรัฐฯ สำหรับนักลงทุนต่างชาติ

Logo

สกอตส์เดล รัฐแอริโซนา–(BUSINESS WIRE)–18 มีนาคม 2026

Walton Global (“Walton”) เป็นบริษัทชั้นนำด้านการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ การจัดหาที่ดิน และการบริหารจัดการสินทรัพย์ที่ดิน ได้ประกาศเปิดตัวกองทุน U.S. Land Income & Growth Fund สำหรับนักลงทุนต่างชาติ โดยกองทุนนี้เป็นกองทุนส่วนตัวที่มุ่งเน้นการสร้างรายได้และการเพิ่มมูลค่าของเงินทุนในระยะยาวผ่านที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัยในสหรัฐอเมริกา โดยมีเป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหาความไม่สมดุลของอุปทานที่อยู่อาศัยทั่วประเทศ

กองทุนดังกล่าวได้ปิดการระดมทุนรอบแรกในเดือนตุลาคม 2025 ที่ได้จัดตั้งขึ้นสำหรับนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐฯ โดยการเปิดตัวกองทุนนี้นั้นเป็นไปตามแผนของ Walton Global ที่ก่อนหน้านี้ได้เปิดตัวกองทุนที่เสนอขายต่อสาธารณะในญี่ปุ่นและกองทุนรวมที่จดทะเบียนในฮ่องกง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการอย่างต่อเนื่องจากต่างประเทศสำหรับกลยุทธ์การลงทุนในที่ดินของสหรัฐฯ

กลยุทธ์แบบผสมผสานนี้ให้เงินทุนระยะสั้นถึงระยะกลางแก่ผู้สร้างบ้านรายใหญ่ระดับประเทศของสหรัฐฯ ที่มีหลักประกันเป็นสิทธิจำนองลำดับแรกในที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัย โดยใช้โฉนดที่ดินเป็นหลักประกัน และสร้างรายได้จากดอกเบี้ย ในขณะเดียวกัน กองทุนยังเข้าซื้อที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัยที่อยู่ระหว่างการพัฒนาในเขตเมืองใหญ่ของสหรัฐฯ ที่มีลักษณะเด่นคือ การเติบโตของประชากร การขาดแคลนที่อยู่อาศัย และความต้องการจากผู้สร้างบ้านอย่างต่อเนื่อง

“กองทุนนี้มีไว้สำหรับนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนที่มีฐานะร่ำรวยที่ต้องการรายได้ที่มั่นคงและการเติบโตในระยะยาวผ่านการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐฯ” Tim Haywood กรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคตะวันออกกลางของ Walton Global กล่าว “Walton Global มีประสบการณ์มาอย่างยาวนานหลายทศวรรษในการระบุสินทรัพย์ที่มีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านความคืบหน้าในการขออนุญาตและการขายให้กับผู้สร้าง”

กลยุทธ์นี้ออกแบบมาสำหรับโอกาสในระยะเริ่มต้นของห่วงโซ่คุณค่าที่อยู่อาศัย ซึ่งเงินทุนจะได้รับการค้ำประกันด้วยที่ดินมากกว่าตัวบ้านที่สร้างเสร็จแล้วหรือความต้องการของผู้บริโภค สำหรับนักลงทุนต่างชาติ ที่ดินเพื่อการอยู่อาศัยในสหรัฐฯ จะช่วยเปิดโอกาสให้เข้าถึงความต้องการที่อยู่อาศัยในระยะยาวด้วยโครงสร้างที่เน้นการค้ำประกันด้วยสินทรัพย์และการควบคุมเงินทุน การมุ่งเน้นไปที่ตำแหน่งที่ได้รับการค้ำประกันด้วยที่ดินมีจุดประสงค์เพื่อจำกัดการพึ่งพาการกู้ยืมหรือการจับจังหวะตลาด ซึ่งกลายเป็นสิ่งสำคัญสำหรับนักลงทุนท่ามกลางความผันผวนของตลาดในปัจจุบัน

กองทุนนี้ได้รับการรับรองว่าสอดคล้องกับหลักชะรีอะห์ โดย Masryef Advisory ซึ่งช่วยขยายโอกาสให้แก่นักลงทุนที่มีข้อกำหนดด้านการเงินของอิสลามและการลงทุนอย่างมีจริยธรรม ซึ่งต้องการโครงสร้างที่จับต้องได้และมีสินทรัพย์ค้ำประกัน

กองทุน U.S. Land Income & Growth Fund เปิดให้ผู้ลงทุนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมลงทุนได้ผ่านแพลตฟอร์มการลงทุนระดับโลกหลายแห่ง ได้แก่ Swissquote, Moventum, Capital Platforms, Momentum, Capital International Group, Universal Platform, Veri-Global และ Veritas Life

นอกจากนี้ กองทุนยังจดทะเบียนในหมู่เกาะเคย์แมนและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานกำกับดูแลทางการเงินของหมู่เกาะเคย์แมน และบริหารจัดการโดย U.S. Land Manager (BVI) Limited ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัทแม่ของ Walton โดยมี Walton Global Holdings, LLC รับผิดชอบในการจัดหา จัดโครงสร้าง และบริหารจัดการกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับที่ดิน

เกี่ยวกับ Walton Global

Walton Global เป็นบริษัทเอกชนชั้นนำด้านการบริหารจัดการสินทรัพย์ที่ดินและการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ระดับโลก โดยมีที่ดินภายใต้การเป็นเจ้าของ การบริหารจัดการ และการดูแลมากกว่า 85,000 เอเคอร์ในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา รวมมูลค่ากว่า 4.54 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ด้วยประสบการณ์กว่า 47 ปี ทาง Walton มีประวัติที่ได้รับการพิสูจน์แล้วในการลงทุนด้านที่ดินในเส้นทางการเติบโตในเขตเมืองที่มีการเติบโตเร็วที่สุด โดยบริษัทได้กระจายเงินลงทุนไปแล้วรวม 2.96 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้กับนักลงทุนกว่า 87,000 รายใน 91 ประเทศ บริษัททำงานอย่างใกล้ชิดกับผู้สร้างบ้าน ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และพันธมิตรในอุตสาหกรรมชั้นนำของสหรัฐอเมริกา สายธุรกิจประกอบด้วยผลิตภัณฑ์ตราสารหนี้ การจัดหาเงินทุนที่ดินสำหรับผู้สร้างบ้าน โครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ข้อเสนอ DST และโครงสร้างกองทุนต่างๆ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดเยี่ยมชม walton.com

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Contacts

ผู้ติดต่อสำหรับสื่อ:
Allison Worldwide
waltonglobal@allisonworldwide.com

ที่มา: Walton Global

Kioxia ประกาศเปิดตัว SSD รุ่นใหม่ที่ได้รับการปรับแต่งมาเพื่อรองรับงานประมวลผล AI ที่ใช้ GPU เป็นหลัก

Logo

KIOXIA Super High IOPS SSD สามารถมอบประสิทธิภาพที่สูงและความหน่วงที่ต่ำสำหรับการขยายหน่วยความจำในสถาปัตยกรรม NVIDIA Storage-Next™

โตเกียว–(BUSINESS WIRE)–17 มีนาคม 2026

Kioxia Corporation ในวันนี้ ได้ประกาศการพัฒนา Super High IOPS SSD ซึ่งเป็น SSD ชนิดใหม่ที่จะช่วยให้ GPU สามารถเข้าถึงหน่วยความจำแฟลชความเร็วสูงได้โดยตรง เพื่อเป็นการขยายขีดความสามารถของหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูง (HBM) ในระบบ AI โดย Super High IOPS SSD รุ่นใหม่นี้ ในชื่อซีรีส์ KIOXIA GP ได้ถูกสร้างขึ้นมาโดยเฉพาะเพื่อตอบสนองต่อความต้องการด้านประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นของ AI และการประมวลผลประสิทธิภาพสูง โดยให้ความจุหน่วยความจำที่ GPU สามารถเข้าถึงได้มากขึ้น เพื่อการเข้าถึงข้อมูลที่รวดเร็วยิ่งขึ้นสำหรับเวิร์กโหลดด้าน AI ต่างๆ โดยตัวอย่างสำหรับการทดสอบของซีรีส์ KIOXIA GP นั้นจะพร้อมให้บริการแก่ลูกค้าบางกลุ่มภายในสิ้นปี 2026 นี้

Super High IOPS SSD, KIOXIA GP Series

Super High IOPS SSD ซีรีส์ KIOXIA GP

โครงการ NVIDIA Storage-Next มุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาที่คาดการณ์ไว้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงจากเวิร์กโหลดที่เน้นการประมวลผลไปสู่เวิร์กโหลดที่เน้นข้อมูล รวมถึงความต้องการพื้นที่หน่วยความจำที่เข้าถึงได้โดย GPU ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจุบันถูกจำกัดด้วยขนาดของ HBM การขยายพื้นที่หน่วยความจำที่ใช้งานได้ของ GPU นั้นจะช่วยให้สามารถเข้าถึงชุดข้อมูลขนาดใหญ่ขึ้นและปรับปรุงการใช้ประโยชน์ของ GPU โดยการย้ายข้อมูลให้ใกล้กับทรัพยากรการประมวลผลได้มากขึ้น

โครงการ NVIDIA Storage-Next นั้นเรียกร้องให้ผู้ผลิต SSD ออกแบบไดรฟ์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเวิร์กโหลด AI ที่เริ่มต้นด้วย GPU โครงการนี้จะช่วยขยายขีดความสามารถของ HBM อย่างมีประสิทธิภาพโดยการทำให้ GPU สามารถเข้าถึงหน่วยความจำแบบแฟลชได้ ทาง Kioxia นั้นสนับสนุนโครงการของ NVIDIA ด้วย SSD ซีรีส์ KIOXIA GP ซึ่งใช้หน่วยความจำ KIOXIA XL-FLASH™ Storage Class Memory ที่มีความหน่วงต่ำและประสิทธิภาพสูง และมีความโดดเด่นในสถาปัตยกรรมนี้ โดยให้ IOPS ที่สูงกว่า การเข้าถึงข้อมูลที่ละเอียดกว่า (512 ไบต์) และการใช้พลังงานต่อ IO ที่ต่ำกว่า เมื่อเทียบกับ SSD TLC แบบดั้งเดิมของ Kioxia

“Kioxia สนับสนุนโครงการ NVIDIA Storage-Next อย่างเต็มที่ และจะส่งมอบ SSD ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อตอบสนองความต้องการหน่วยความจำที่ GPU สามารถเข้าถึงได้อย่างมีประสิทธิภาพ” Makoto Hamada ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่าย SSD ของ Kioxia Corporation กล่าว “ความร่วมมือครั้งนี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการกำหนดอนาคตของสถาปัตยกรรมจัดเก็บข้อมูลสำหรับ AI”

Kioxia ยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการผลักดันความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในด้าน AI และการประมวลผลประสิทธิภาพสูง ผ่านนวัตกรรมอย่างต่อเนื่องและความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ โดยตระกูล SSD ซีรีส์ KIOXIA GP นั้นได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของเวิร์กโหลด AI ในด้านต่างๆ

นอกจากนี้ โมเดล AI กำลังขยายขนาดอย่างรวดเร็วไปสู่พารามิเตอร์ระดับล้านล้านล้าน ในขณะที่หน้าต่างบริบทได้ขยายไปสู่โทเค็นระดับล้าน ทำให้ความต้องการแคช KV (Key Value) เพิ่มขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน สถาปัตยกรรม เช่น Context Memory Storage (CMX) ของ NVIDIA ได้ตระหนักถึงความจำเป็นในการขยายลำดับชั้นของหน่วยความจำให้เกินกว่าหน่วยความจำ GPU โดยใช้พื้นที่จัดเก็บข้อมูลประสิทธิภาพสูง SSD PCIe® 5.0 E3.S รุ่น CM9 ของ KIOXIA ซึ่งมีความจุ TLC 25.6 TB พร้อมความทนทาน 3 DWPD ที่ให้ประสิทธิภาพ ความจุ และความทนทานที่จำเป็นในการรองรับสภาพแวดล้อมการอนุมานขนาดใหญ่เหล่านี้ โดย KIOXIA เชื่อว่าพื้นที่จัดเก็บข้อมูลประเภทนี้จะมีบทบาทสำคัญในการขยายโครงสร้างพื้นฐานการอนุมาน AI ที่มีประสิทธิภาพและคุ้มค่า โดยตัวอย่างสินค้าจะเริ่มมีการจัดส่งในไตรมาสที่ 3 ปี 2026 นี้

KIOXIA จะสาธิตโปรแกรมจำลอง Super High IOPS SSD และนวัตกรรมเทคโนโลยีอื่นๆ ที่งาน NVIDIA GTC บูธหมายเลข 3522

หมายเหตุ:

ภาพสินค้าอาจแตกต่างจากสินค้าจริง

NVIDIA และ Storage-Next เป็นเครื่องหมายการค้าและ/หรือเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ NVIDIA Corporation ในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ

PCIe เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ PCI-SIG

ชื่อบริษัท ชื่อผลิตภัณฑ์ และชื่อบริการอื่นๆ อาจเป็นเครื่องหมายการค้าของบริษัทบุคคลที่สาม

นิยามของความจุ SSD: บริษัท Kioxia กำหนดให้กิโลไบต์ (KB) เท่ากับ 1,000 ไบต์ เมกะไบต์ (MB) เท่ากับ 1,000,000 ไบต์ กิกะไบต์ (GB) เท่ากับ 1,000,000,000 ไบต์ เทราไบต์ (TB) เท่ากับ 1,000,000,000,000 ไบต์ และกิบิไบต์ (KiB) เท่ากับ 1,024 ไบต์ อย่างไรก็ตาม ระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์จะรายงานความจุโดยใช้เลขยกกำลังของ 2 เช่น 1GB = 2^30 ไบต์ = 1,073,741,824 ไบต์ และ 1TB = 2^40 ไบต์ = 1,099,511,627,776 ไบต์ ดังนั้นจึงแสดงความจุที่น้อยกว่าความเป็นจริง พื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่ใช้งานได้ (รวมถึงตัวอย่างไฟล์มีเดียประเภทต่างๆ) จะแตกต่างกันไปตามขนาดไฟล์ รูปแบบ การตั้งค่า ซอฟต์แวร์และระบบปฏิบัติการ และ/หรือแอปพลิเคชันซอฟต์แวร์ที่ติดตั้งไว้ล่วงหน้า หรือเนื้อหาของไฟล์มีเดีย ความจุที่จัดรูปแบบแล้วจริงอาจแตกต่างออกไป

เกี่ยวกับ Kioxia

Kioxia Kioxia เป็นผู้นำระดับโลกด้านโซลูชันหน่วยความจำ ซึ่งทุ่มเทให้กับการพัฒนา การผลิต และการจำหน่ายหน่วยความจำแฟลชและโซลิดสเตตไดรฟ์ (SSD) ในเดือนเมษายน 2017 บริษัท Toshiba Memory ซึ่งเป็นชื่อก่อนหน้าของบริษัทได้แยกตัวออกมาจาก Toshiba Corporation ซึ่งเป็นบริษัทที่คิดค้นหน่วยความจำแฟลช NAND ในปี 1987 Kioxia มุ่งมั่นที่จะยกระดับโลกด้วย “หน่วยความจำ” โดยนำเสนอผลิตภัณฑ์ บริการ และระบบที่สร้างทางเลือกให้กับลูกค้าและสร้างคุณค่าจากหน่วยความจำให้กับสังคม เทคโนโลยีหน่วยความจำแฟลช 3D เชิงนวัตกรรมของ Kioxia อย่าง BiCS FLASH™ กำลังสร้างอนาคตของการจัดเก็บข้อมูลในแอปพลิเคชันความหนาแน่นสูง รวมถึงสมาร์ทโฟนขั้นสูง พีซี ระบบยานยนต์ ศูนย์ข้อมูล และระบบ AI เชิงสร้างสรรค์

ข้อมูลในเอกสารนี้ รวมถึงราคาและรายละเอียดสินค้า เนื้อหาของบริการ และข้อมูลติดต่อ มีความถูกต้อง ณ วันที่ประกาศ แต่ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260316827516/en

Contacts

การสอบถามสำหรับสื่อ:
Kioxia Corporation
ฝ่ายบริหารการส่งเสริมการขาย
Satoshi Shindo
Tel: +81-3-6478-2404

ที่มา: Kioxia Corporation

KIOXIA ประสบความสำเร็จในการสร้างฐานข้อมูลเวกเตอร์ค้นหาแบบมิติสูงขนาด 4.8 พันล้านเวกเตอร์บนเซิร์ฟเวอร์เดียว พร้อมเร่งความเร็วในการสร้างดัชนีได้ถึง 7.8 เท่าผ่าน GPU

Logo

ใช้ประโยชน์จากไลบรารี NVIDIA cuVS ร่วมกับเทคโนโลยี KIOXIA AiSAQ เพื่อสร้างดัชนีเวกเตอร์ขนาด 1024 มิติ โดยใช้ DRAM น้อยที่สุด

โตเกียว–(BUSINESS WIRE)–17 มีนาคม 2026

Kioxia Corporation ในวันนี้ ได้ประกาศถึงความสำเร็จในการสาธิตการค้นหาเวกเตอร์มิติสูงที่รองรับเวกเตอร์ได้ถึง 4.8 พันล้านเวกเตอร์บนเซิร์ฟเวอร์เดียว ด้วยเทคโนโลยีการค้นหาเพื่อนบ้านที่ใกล้ที่สุดโดยประมาณ (ANNS) ของ KIOXIA AiSAQ™ แบบโอเพนซอร์ส นอกจากนี้ Kioxia ยังแสดงให้เห็นถึงการลดเวลาในการสร้างดัชนีลงอย่างมากโดยใช้ประโยชน์จากการเร่งความเร็ว GPU ผ่าน NVIDIA cuVS อีกด้วย ความสำเร็จทั้งสองนี้ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญสำหรับโซลูชันการค้นหาแบบเสริมการสร้างข้อมูล (RAG) ซึ่งในขณะนี้กำลังดำเนินการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับการใช้งานในวงกว้างที่มากกว่า 4.8 พันล้านเวกเตอร์

เวลาในการสร้างดัชนีบนฐานข้อมูลเวกเตอร์ขนาดใหญ่นั้นเป็นปัญหาสำคัญของอุตสาหกรรม โดย Kioxia ร่วมกับ NVIDIA ได้แสดงให้เห็นถึงการปรับปรุงเวลาในการสร้างดัชนี KIOXIA AiSAQ สำหรับเวกเตอร์มิติสูง 1024 มิติได้สูงสุดถึง 20 เท่า และการปรับปรุงเวลาในการสร้างดัชนีแบบครบวงจรได้สูงสุดถึง 7.8 เท่า การปรับปรุง 20 เท่านี้หมายถึงการลดลงจาก 28.4 วันเมื่อใช้ CPU เหลือเพียง 1.4 วันเมื่อใช้ NVIDIA Hopper GPU จำนวนสี่ตัวเพื่อสร้างดัชนี และลดระยะเวลาการทดสอบแบบครบวงจรจาก 31 วันเหลือ 4 วัน1

ปัจจุบันแอปพลิเคชัน AI อาจต้องพึ่งพาข้อมูลเวกเตอร์ปริมาณมหาศาลถึงหลายหมื่นล้านเวกเตอร์หรือมากกว่านั้น ซึ่งจัดเก็บไว้ใน SSD ในขณะที่ DRAM เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอแม้ในระดับพันล้านเวกเตอร์ โดยทาง Kioxia สามารถช่วยให้สถาปัตยกรรมจัดเก็บข้อมูลมีความสามารถในการปรับขนาดสูงด้วยเทคโนโลยี KIOXIA AiSAQ โดยสามารถค้นหาข้อมูลได้ในระดับพันล้านเวกเตอร์ ซึ่งเกินข้อกำหนดด้านความหน่วงของแอปพลิเคชัน RAG โดยใช้เซิร์ฟเวอร์ค้นหาเพียงตัวเดียวในสภาพแวดล้อม Milvus vectorDB ที่ขับเคลื่อนด้วยการเร่งความเร็ว GPU ในการสร้างดัชนี ทำให้การใช้งานในระดับขนาดใหญ่นั้นเป็นไปได้จริง

“ฐานข้อมูลเวกเตอร์เป็นรากฐานสำคัญสำหรับแอปพลิเคชันที่ต้องการทำความเข้าใจเจตนา บริบท และความคล้ายคลึงกันในชุดข้อมูลขนาดใหญ่ที่ไม่มีโครงสร้างแบบเรียลไทม์” Jason Hardy รองประธานฝ่ายเทคโนโลยีจัดเก็บข้อมูลของ NVIDIA กล่าว “ด้วยการใช้การจัดทำดัชนีแบบเร่งความเร็วด้วย GPU จากไลบรารี NVIDIA cuVS ทำให้ Kioxia สามารถรองรับฐานข้อมูลเวกเตอร์มิติสูงที่สามารถปรับขนาดและสร้างดัชนีได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน”

ตั้งแต่การประกาศครั้งแรกเมื่อปีที่แล้วเทคโนโลยีซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส KIOXIA AiSAQ สามารถช่วยแก้ปัญหาความท้าทายด้านความสามารถในการขยายขนาดของ RAG โดยการเปิดใช้งานการค้นหาเวกเตอร์โดยตรงจาก SSD ด้วยการลดการใช้ DRAM โดยเทคโนโลยี KIOXIA AiSAQ นั้นมีความสามารถในการขยายขนาดสูง ทำให้เหมาะสำหรับทั้งสภาพแวดล้อมแบบหลายเทนแนนท์และการใช้งานดัชนีแบบโมโนลิธิกขนาดใหญ่ โดยเทคโนโลยีนี้จะใช้ประโยชน์จากอัลกอริทึม Global Index ที่ล้ำสมัย ซึ่งผสมผสานการจัดกลุ่มแบบไฮบริดและการค้นหากราฟเพื่อมอบการค้นหาเวกเตอร์ที่มีประสิทธิภาพในระดับขนาดใหญ่ ด้วยตัวเลือกการปรับแต่งที่ยืดหยุ่นในการสร้างสมดุลระหว่างประสิทธิภาพและความสามารถในการขยายขนาดเวกเตอร์ปริมาณมาก โดยซอฟต์แวร์ KIOXIA AiSAQ นั้นสามารถทำให้การใช้งานขนาดใหญ่เข้าถึงได้ง่ายขึ้นและขยายได้ง่ายขึ้น

“การขยายฐานข้อมูลเวกเตอร์ให้มีขนาดหลายพันล้านข้อมูล จำเป็นต้องมีการคิดใหม่ทั้งด้านหน่วยความจำและการประมวลผล” Masashi Yokotsuka กรรมการผู้จัดการและรองประธานฝ่าย SSD ของ Kioxia Corporation กล่าว “ด้วยการผสานรวมการค้นหาเวกเตอร์บน SSD ของ KIOXIA AiSAQ เข้ากับการเร่งความเร็ว GPU ของ NVIDIA สำหรับการสร้างดัชนี เราจึงสามารถสร้างดัชนีที่ใช้งานได้จริงในระดับการใช้งานขนาดใหญ่ได้ ในฐานะผู้นำนวัตกรรมในอุตสาหกรรม เราจะยังคงผลักดันขีดจำกัดของ AI โดยใช้หน่วยความจำแฟลชต่อไป”

Kioxia ยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาโซลูชัน AI ที่ขับเคลื่อนด้วยการจัดเก็บข้อมูล ซึ่งสนับสนุนการประมวลผลข้อมูลอัจฉริยะในระดับขนาดใหญ่ และยังคงพัฒนา KIOXIA AiSAQ อย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับการใช้งานในระดับล้านล้านเวกเตอร์

 ลิงก์สำหรับดาวน์โหลดซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส KIOXIA AiSAQ: https://github.com/kioxia-jp/aisaq-diskann

 หมายเหตุ:
  

 1. ในการทดสอบประสิทธิภาพนี้ มีการประมวลผลข้อมูลเวกเตอร์รวมทั้งหมด 19.66 เทราไบต์ โดยประสิทธิภาพหรือผลการทดสอบอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับอุปกรณ์โฮสต์ สภาพการอ่านและการเขียน ขนาดข้อมูล และปัจจัยอื่นๆ
  

 KIOXIA AiSAQ เป็นเครื่องหมายการค้าของ KIOXIA
  

 ชื่อบริษัท ชื่อผลิตภัณฑ์ และชื่อบริการ อาจเป็นเครื่องหมายการค้าของบริษัทบุคคลที่สาม
  

เกี่ยวกับ Kioxia

Kioxia Kioxia เป็นผู้นำระดับโลกด้านโซลูชันหน่วยความจำ ซึ่งทุ่มเทให้กับการพัฒนา การผลิต และการจำหน่ายหน่วยความจำแฟลชและโซลิดสเตตไดรฟ์ (SSD) ในเดือนเมษายน 2017 บริษัท Toshiba Memory ซึ่งเป็นชื่อก่อนหน้าของบริษัทได้แยกตัวออกมาจาก Toshiba Corporation ซึ่งเป็นบริษัทที่คิดค้นหน่วยความจำแฟลช NAND ในปี 1987 Kioxia มุ่งมั่นที่จะยกระดับโลกด้วย “หน่วยความจำ” โดยนำเสนอผลิตภัณฑ์ บริการ และระบบที่สร้างทางเลือกให้กับลูกค้าและสร้างคุณค่าจากหน่วยความจำให้กับสังคม เทคโนโลยีหน่วยความจำแฟลช 3D เชิงนวัตกรรมของ Kioxia อย่าง BiCS FLASH™ กำลังสร้างอนาคตของการจัดเก็บข้อมูลในแอปพลิเคชันความหนาแน่นสูง รวมถึงสมาร์ทโฟนขั้นสูง พีซี ระบบยานยนต์ ศูนย์ข้อมูล และระบบ AI เชิงสร้างสรรค์

ข้อมูลในเอกสารนี้ รวมถึงราคาและรายละเอียดสินค้า เนื้อหาของบริการ และข้อมูลติดต่อ มีความถูกต้อง ณ วันที่ประกาศ แต่ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Contacts

การสอบถามสำหรับสื่อ:
Kioxia Corporation
ฝ่ายบริหารการส่งเสริมการขาย
Satoshi Shindo
โทร.: +81-3-6478-2404

ที่มา: Kioxia Corporation

ALMAL Real Estate Development แต่งตั้ง Wyndham Hotels & Resorts เป็นผู้ดูแลโครงการ The One by ALMAL Bali Nusa Dua ซึ่งเป็นโรงแรมในเครือ Registry Collection

Logo

บาหลี อินโดนีเซีย–(BUSINESS WIRE)–13 มีนาคม 2026

ALMAL Real Estate Development ประกาศแต่งตั้ง Wyndham Hotels & Resorts เป็นผู้ดูแลโครงการ The One by ALMAL Bali Nusa Dua, a Registry Collection Hotel ซึ่งเป็นโรงแรมหรูระดับไฮโซที่วางแผนไว้สำหรับย่านรีสอร์ทอันทรงเกียรติของนูซาดูอา บาหลี

The One by ALMAL Bali Nusa Dua, a Registry Collection Hotel (Photo: AETOSWire)

โรงแรม The One by ALMAL Bali Nusa Dua ในเครือ Registry Collection (ภาพ: AETOSWire)

The One by ALMAL ได้รับการออกแบบให้เป็นแลนด์มาร์คทางสถาปัตยกรรมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความงามตามธรรมชาติและการออกแบบสไตล์เขตร้อนของบาหลี ผสมผสานความหรูหราทันสมัยเข้ากับมรดกทางวัฒนธรรมของเกาะ โครงการนี้มุ่งเน้นประสบการณ์การพักผ่อนที่อบอุ่นเป็นกันเอง โดดเด่นด้วยการออกแบบที่หรูหรา สิ่งอำนวยความสะดวกที่คัดสรรมาอย่างดี และแนวคิดการบริการที่เป็นเลิศ ในหนึ่งในจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

โรงแรมแห่งนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของ Registry Collection Hotels ซึ่งเป็นกลุ่มโรงแรมระดับไฮเอนด์และหรูหราของ Wyndham Hotels & Resorts ที่ตั้งอยู่ในจุดหมายปลายทางอันโด่งดังทั่วโลก แบรนด์นี้รวบรวมโรงแรมอิสระที่ได้รับการยอมรับในด้านเอกลักษณ์และมาตรฐานการออกแบบระดับสูง พร้อมทั้งได้รับประโยชน์จากแพลตฟอร์มการตลาดระดับโลก ระบบการจอง และโปรแกรมสะสมคะแนน Wyndham Rewards ของ Wyndham

“โครงการ The One by ALMAL Bali Nusa Dua สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของเราในการสร้างจุดหมายปลายทางด้านการบริการที่ผสมผสานสถาปัตยกรรมที่พิถีพิถัน ทำเลที่ตั้งที่โดดเด่น และความร่วมมือกับแบรนด์ระดับนานาชาติ” Dmytro Starovoitov ผู้ก่อตั้งบริษัท ALMAL Real Estate Development กล่าว “บาหลียังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวสุดหรูที่น่าปรารถนาที่สุดในโลก และโครงการนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อมอบประสบการณ์การบริการที่เป็นเอกลักษณ์ในใจกลางนูซาดูอา”

นูซาดูอาได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในพื้นที่รีสอร์ทสุดหรูของบาหลี เป็นที่ตั้งของรีสอร์ทระดับโลก ชายหาดที่สวยงาม และสนามกอล์ฟระดับแชมป์ ซึ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก

เกี่ยวกับ ALMAL Real Estate Development

ALMAL Real Estate Development เป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับนานาชาติที่เชี่ยวชาญด้านโครงการที่อยู่อาศัยและโรงแรมระดับไฮเอนด์ในจุดหมายปลายทางสำคัญทั่วโลก บริษัทฯ มุ่งเน้นการสร้างสรรค์อสังหาริมทรัพย์ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น โดยผสมผสานความเป็นเลิศด้านการออกแบบ ทำเลที่ตั้งเชิงกลยุทธ์ และมูลค่าในระยะยาว

เกี่ยวกับ Registry Collection Hotels

Registry Collection Hotels คือกลุ่มโรงแรมหรูและบูติกในเครือ Wyndham Hotels & Resorts ที่ตั้งอยู่ในจุดหมายปลายทางทั่วโลก แบรนด์นี้เชื่อมโยงโรงแรมอิสระต่างๆ เข้ากับเครือข่ายการตลาด ระบบการจอง และระบบนิเวศของสมาชิก Wyndham ในขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละโรงแรมไว้

Wyndham Hotels & Resorts เป็นบริษัทแฟรนไชส์โรงแรมที่ใหญ่ที่สุดในโลกเมื่อพิจารณาจากจำนวนโรงแรม โดยมีโรงแรมประมาณ 9,000 แห่งในกว่า 95 ประเทศ ด้วยแบรนด์ต่างๆ ในเครือและเครือข่ายการจัดจำหน่ายทั่วโลก Wyndham ช่วยให้เจ้าของโรงแรมสามารถเข้าถึงการตลาด ระบบการจอง และโปรแกรมสะสมคะแนน Wyndham Rewards ได้

* แหล่งที่มา : AETOSWire

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260312735925/en

Contacts

Oksana Vitkovska, +97152458 5517
Ov@almal-investments.com

ที่มา: ALMAL Real Estate Development

Boyd เสร็จสิ้นการขายธุรกิจด้านความร้อนให้กับบริษัท Eaton ในราคา 9.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

Logo

บริษัท Boyd พร้อมที่จะขยายธุรกิจวัสดุวิศวกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยดำเนินงานในฐานะบริษัทอิสระที่มีโอกาสในตลาดที่เติบโตอย่างรวดเร็ว

โบคาเรตัน ฟลอริดา–(BUSINESS WIRE)–13 มีนาคม 2026

Boyd Corporation (“Boyd”) ผู้คิดค้นนวัตกรรมระดับโลกที่ได้รับความไว้วางใจในด้านวัสดุวิศวกรรมและโซลูชันด้านความร้อน ประกาศในวันนี้ว่า บริษัทได้เสร็จสิ้นการขายธุรกิจด้านความร้อนให้กับ Eaton บริษัทด้านการจัดการพลังงานอัจฉริยะ ในราคา 9.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามที่ได้ประกาศไว้ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2025

ธุรกิจวัสดุวิศวกรรมของ Boyd จะดำเนินงานในฐานะบริษัทอิสระ โดยได้รับการสนับสนุนจาก Goldman Sachs Alternatives ธุรกิจวัสดุวิศวกรรมของ Boyd จะยังคงออกแบบและผลิตเทคโนโลยีขั้นสูงที่ช่วยในการปิดผนึก ป้องกัน ฉนวน และปกป้อง พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพ ความน่าเชื่อถือ และอายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์ของลูกค้าในตลาดที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

Boyd มีจุดยืนเชิงกลยุทธ์ที่ได้เปรียบในการขับเคลื่อนการเติบโตอย่างก้าวกระโดดอย่างต่อเนื่อง ผ่านความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์วัสดุที่กว้างขวาง วิศวกรรมขั้นสูง เทคโนโลยีการผลิตที่แตกต่าง และความร่วมมือที่ไว้วางใจได้กับลูกค้า

“Boyd ได้คว้าโอกาสการเติบโตสูงด้วยการนำเสนอโซลูชันที่สร้างสรรค์และมุ่งเน้นลูกค้าในตลาดสำคัญที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว เช่น อุปกรณ์สวมใส่ทางการแพทย์ ศูนย์ข้อมูล AI ระบบจัดเก็บพลังงานแบตเตอรี่ ดาวเทียมวงโคจรต่ำ และตลาดเกิดใหม่ เช่น หุ่นยนต์” Doug Britt ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Boyd กล่าว “จากการขายธุรกิจด้านความร้อน ทีมผู้บริหารของเรามีความยินดีที่จะเปลี่ยนไปมุ่งเน้นที่การเติบโตอย่างประสบความสำเร็จของธุรกิจวัสดุวิศวกรรมระดับโลกของเรา”

“Boyd เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ Goldman Sachs Alternatives ในการสนับสนุนธุรกิจที่แข็งแกร่งซึ่งมีทีมผู้บริหารที่ยอดเยี่ยมในภาคส่วนที่มีพื้นฐานที่มั่นคงในระยะยาว” Leonard Seevers หุ้นส่วนแบบ Private Equity ของ Goldman Sachs Alternatives กล่าว ““เรารู้สึกภาคภูมิใจในความสำเร็จของทีมงานทั้งหมดในธุรกิจด้านความร้อนของ Boyd และเรารู้สึกตื่นเต้นที่จะให้การสนับสนุน Boyd Corporation ในการเติบโตอย่างต่อเนื่องต่อไป”

การขายกิจการครั้งนี้ไม่มีผลกระทบต่อการดำเนินงานของวัสดุวิศวกรรมของ Boyd เนื่องจากในอดีต Boyd ได้แยกการดำเนินงาน การบริหาร การวิจัยและพัฒนา การขาย และทีมสนับสนุนลูกค้าออกจากกันระหว่างธุรกิจด้านความร้อนและวัสดุวิศวกรรม ลูกค้าวัสดุวิศวกรรมของ Boyd จะยังคงได้รับการบริการที่มีคุณภาพสูงเช่นเดิมตามที่พวกเขาคาดหวังจาก Boyd

เกี่ยวกับ Boyd

Boyd คือผู้นำนวัตกรรมระดับโลกที่ได้รับความไว้วางใจในด้านโซลูชันที่ยั่งยืน ซึ่งทำให้ผลิตภัณฑ์ของลูกค้าดีขึ้น ปลอดภัยขึ้น เร็วขึ้น และเชื่อถือได้มากขึ้น วัสดุวิศวกรรมที่เป็นนวัตกรรมของเราช่วยพัฒนาเทคโนโลยีของลูกค้าให้มีประสิทธิภาพสูงสุดในศูนย์ข้อมูลที่ทันสมัยที่สุดในโลก เพิ่มความแม่นยำของระบบดูแลสุขภาพส่วนบุคคลและระบบวินิจฉัยโรคที่ล้ำสมัย ช่วยให้เทคโนโลยีอากาศยานและระบบรักษาความปลอดภัยที่สำคัญมีประสิทธิภาพสูงขึ้น เพิ่มความน่าเชื่อถือและขยายระยะการใช้งานสำหรับแอปพลิเคชันการเคลื่อนที่อัจฉริยะ และเร่งสร้างนวัตกรรมในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และอินเทอร์เฟซระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักรยุคใหม่ หัวใจสำคัญของการผลิตทั่วโลกของ Boyd คือความมุ่งมั่นอย่างลึกซึ้งในการปกป้องสิ่งแวดล้อมด้วยการดำเนินงานระดับภูมิภาคที่ยั่งยืน ปรับขนาดได้ คล่องตัว และตั้งอยู่ในทำเลที่เหมาะสม ซึ่งช่วยลดของเสียและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เราส่งเสริมพนักงาน พัฒนาศักยภาพของพวกเขา และสร้างแรงบันดาลใจให้พวกเขาทำในสิ่งที่ถูกต้องด้วยความซื่อสัตย์และความรับผิดชอบเพื่อสนับสนุนความสำเร็จของลูกค้าของเรา

มาเยี่ยมชมเราได้ที่ www.boydcorp.com

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Contacts

Neha Toshniwal
neha.toshniwal@boydcorp.com

ที่มา: Boyd Corporation

OXMIQ Labs และ AM Intelligence Labs ได้ร่วมมือกันเพื่อออกแบบแพลตฟอร์มประมวลผล AI ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

Logo

เพิ่มประสิทธิภาพตั้งแต่โฟตอนไปจนถึงผลลัพธ์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานหมุนเวียน 100%

แคมป์เบลล์ รัฐแคลิฟอร์เนีย และไฮเดอราบัด ประเทศอินเดีย–(BUSINESS WIRE)–16 มีนาคม 2026

OXMIQ Labs (“OXMIQ”) บริษัทด้านสถาปัตยกรรม GPU และเทคโนโลยี AI ที่ก่อตั้งโดย Raja Koduri ประกาศในวันนี้ถึงความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ด้านเทคโนโลยีกับ AM Intelligence Labs ซึ่งเป็นหน่วยธุรกิจหนึ่งของ AM Group เพื่อให้คำปรึกษาด้านศูนย์ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานของระบบสำหรับขีดความสามารถในการประมวลผล AI ขนาด 2 GW ของ AM Intelligence Labs ภายในปี 2030 โดยเริ่มต้นด้วยฮับการประมวลผล AI ขนาด 1 GW ในรัฐอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย

OXMIQ and AM Intelligence Labs are building one of the world's largest renewable-powered AI compute platforms - 2 Gigawatts by 2030, Phase 1 online in Noida, India by 2027.

OXMIQ และ AM Intelligence Labs กำลังร่วมกันสร้างแพลตฟอร์มประมวลผล AI ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยมีกำลังการผลิต 2 กิกะวัตต์ภายในปี 2030 และเฟสแรกจะเปิดใช้งานในเมืองนอยดา ประเทศอินเดียภายในปี 2027

โดย AM Intelligence Labs เป็นหน่วยธุรกิจเชิงกลยุทธ์ของ AM Group ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Greenko ผู้ผลิตพลังงานสีเขียวรายใหญ่ที่สุดของอินเดีย ด้วยกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียน 50 GW จากพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และพลังงานน้ำ โดยได้รับการสนับสนุนจากระบบจัดเก็บพลังงานอัจฉริยะ 100 GWh และจัดหาพลังงานประมาณ 2% ของพลังงานทั้งหมดของอินเดีย โดยพลังงานที่ผลิตได้นั้นเป็นกรรมสิทธิ์ ดำเนินการ และปราศจากคาร์บอน โดยมีราคาต่ำกว่าต้นทุนพลังงานของศูนย์ข้อมูลแบบดั้งเดิมถึง 50-70%

อินเดียกำลังเป็นศูนย์กลางความต้องการที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในเศรษฐกิจ AI ระดับโลก ด้วยระบบนิเวศของนักพัฒนาขนาดใหญ่ เศรษฐกิจดิจิทัล และการนำ AI มาใช้ในองค์กรที่มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ประเทศนี้กำลังก้าวขึ้นเป็นตลาดที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลกสำหรับการใช้งาน AI และการใช้งานโทเค็น

โดย AM Group ได้เริ่มพัฒนาโครงการโครงสร้างพื้นฐาน AI เรือธงของบริษัทแล้ว โดยในขณะนี้เฟส 1 ของ Noida Compute Hub ได้กำลังเริ่มดำเนินการอย่างจริงจัง การนำกำลังการประมวลผลเริ่มต้นมาใช้งานภายในสิ้นปี 2027 จะถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างแพลตฟอร์มการประมวลผล AI ที่ใช้พลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดย OXMIQ นั้นกำลังทำงานอย่างใกล้ชิดกับ AM Group เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสถาปัตยกรรมระบบ การออกแบบโครงสร้างพื้นฐาน และการส่งมอบการดำเนินการแบบโมดูลาร์ เพื่อให้มั่นใจว่าแพลตฟอร์มจะถูกนำไปใช้งานอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งบรรลุประสิทธิภาพและมีสเกลขนาดที่ดีที่สุด

ภายใต้ความร่วมมือนี้ OXMIQ จะทำหน้าที่เป็นพันธมิตรด้านสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมสำหรับแพลตฟอร์มการประมวลผล โดยทำงานร่วมกับ AM Intelligence Labs เพื่อออกแบบสถาปัตยกรรมระบบ แผนงานด้านฮาร์ดแวร์ และกลยุทธ์ห่วงโซ่อุปทานที่จะรองรับสิ่งอำนวยความสะดวกนี้ โดย OXMIQ นั้นมีความเชี่ยวชาญอย่างลึกซึ้งซึ่งครอบคลุมทั้งระบบการประมวลผล ตั้งแต่สถาปัตยกรรม GPU ระดับทรานซิสเตอร์และการบรรจุภัณฑ์ขั้นสูง ไปจนถึงระบบระดับแร็ค การเชื่อมต่อประสิทธิภาพสูง และซอฟต์แวร์การจัดการที่จำเป็นต่อการใช้งานเวิร์กโหลด AI ในระดับมหาศาล โดยความร่วมมือนี้จะมอบการเพิ่มประสิทธิภาพแบบครบวงจรตั้งแต่โฟตอนไปจนถึงผลลัพธ์ ทำให้เศรษฐศาสตร์ระดับเซตตา (Zettascale) สามารถเข้าถึงได้สำหรับทุกคนในที่สุด

AM Group นั้นกำลังพัฒนาศูนย์ประมวลผล AI ประสิทธิภาพสูงขนาด 1 GW ในเมืองนอยดา ซึ่งจะเป็นแพลตฟอร์มแบบบูรณาการครบวงจร ตั้งแต่การผลิตไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โครงสร้างพื้นฐานศูนย์ข้อมูลขั้นสูง ตัวเร่งความเร็วประสิทธิภาพสูง ชุดซอฟต์แวร์ที่สมบูรณ์ แอปพลิเคชัน รวมถึงรูปแบบการใช้งานที่ยืดหยุ่น ตั้งแต่ AI Pods-as-a-Service ไปจนถึง Tokens-as-a-Service

ความเชี่ยวชาญอย่างลึกซึ้งของ OXMIQ ในด้านการประมวลผลทุกระดับจะช่วยให้แพลตฟอร์มได้รับการออกแบบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแบบครบวงจร ตั้งแต่โฟตอนไปจนถึงโทเค็น ในทุกๆ เลเยอร์ ตั้งแต่การผลิตพลังงานหมุนเวียน สถาปัตยกรรมศูนย์ข้อมูล ระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว โครงสร้างการเชื่อมต่อ การเลือกตัวเร่งความเร็ว และการจัดการภาระงาน ที่จะได้รับการออกแบบให้เป็นระบบเดียวกัน โดยแนวทางแบบบูรณาการนี้จะช่วยปลดล็อกเศรษฐศาสตร์การแปลงอิเล็กตรอนให้เป็นโทเค็นชั้นนำของอุตสาหกรรม ที่จะส่งผลให้ต้นทุนการประมวลผล AI ในระดับกิกะวัตต์ลดลงเป็นอย่างมาก

มุมมองของผู้นำ

“AM Intelligence Labs คือพันธมิตรที่เหมาะสมที่สุดสำหรับ OXMIQ พวกเขาได้แก้ไขข้อจำกัดที่ยากที่สุดในโครงสร้างพื้นฐาน AI ขนาดใหญ่ นั่นคือ การเข้าถึงพลังงานที่เชื่อถือได้และปราศจากคาร์บอนในระดับโลก ทีมงานของเราใช้เวลาหลายทศวรรษในการสร้างซิลิคอน ระบบ และซอฟต์แวร์ที่ขับเคลื่อนแพลตฟอร์มการประมวลผลที่ทันสมัยที่สุดในโลก การนำความเชี่ยวชาญนั้นมาสู่โครงสร้างพื้นฐานของ AM Intelligence Labs ตั้งแต่การตัดสินใจด้านสถาปัตยกรรมครั้งแรก หมายความว่าทุกแร็ค ทุกการเชื่อมต่อ ทุกระบบจัดเก็บข้อมูลและระบบระบายความร้อนต่างได้รับการออกแบบมาโดยคำนึงถึงเวิร์กโหลดและต้นทุนที่จำเป็นสำหรับยุค AI”

— Raja Koduri ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ OXMIQ Labs

“OXMIQ ช่วยให้ AM Intelligence Labs เข้าถึงความเชี่ยวชาญด้านฮาร์ดแวร์และระบบที่ล้ำลึกที่สุดในอุตสาหกรรม ประสบการณ์ของทีมงานจากบริษัทชั้นนำในซิลิคอนแวลลีย์คือสิ่งที่เราต้องการอย่างแท้จริงในการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถแข่งขันได้ในระดับโลก เรากำลังร่วมกันวางรากฐานให้ AM Intelligence Labs กลายเป็นแพลตฟอร์มประมวลผล AI แบบครบวงจร”

— Anil Chalamalasetty ประธานกลุ่ม AM Group

เกี่ยวกับ OXMIQ Labs

OXMIQ Labs มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่แคมป์เบลล์ รัฐแคลิฟอร์เนีย เป็นบริษัทด้านสถาปัตยกรรม GPU และเทคโนโลยี AI ที่ก่อตั้งโดย Raja Koduri ผู้ซึ่งมีประสบการณ์ด้านการเป็นผู้นำในบริษัทต่างๆ เช่น Apple, AMD, Intel และ ATI Technologies โดย OXMIQ นั้นนำเสนอฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ AI บนชิปเล็ตที่สามารถขออนุญาตใช้งานได้ โดยสร้างขึ้นเพื่อยุคแห่งการอนุมาน โดย OxCapsule และ OxPython จะมอบการเพิ่มประสิทธิภาพทันทีบนฮาร์ดแวร์ที่หลากหลาย ในขณะที่ OxCore และ OxQuilt จะนำเสนอแผนงานสำหรับชิปเล็ตเพื่อประสิทธิภาพระดับเซตตา (Zettascale) สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม: www.oxmiq.ai

ข้อความคาดการณ์ล่วงหน้า: ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้มีข้อความคาดการณ์ล่วงหน้าซึ่งมีความเสี่ยงและความไม่แน่นอน ผลลัพธ์ที่แท้จริงอาจแตกต่างไปอย่างมาก โครงการและการดำเนินการเฉพาะเจาะจงจะขึ้นอยู่กับข้อตกลงขั้นสุดท้าย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: 
https://www.businesswire.com/news/home/20260315355703/en

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Contacts

ผู้ติดต่อสำหรับสื่อ:
OXMIQ Labs: press@oxmiq.ai

ที่มา: Oxmiq Labs Inc.


Superloop เลือกใช้ Aria Systems เพื่อปรับปรุงระบบการเรียกเก็บเงินและรองรับการเติบโตในหลายตลาด

Logo

Superloop จะนำ Aria Billing Cloud มาใช้เป็นโซลูชันการเรียกเก็บเงินแบบครบวงจรบนระบบคลาวด์ ซึ่งครอบคลุมการดำเนินงานสำหรับผู้บริโภค ธุรกิจ ค้าส่ง และแบรนด์สินค้าของตนเอง

ซานฟรานซิสโก–(BUSINESS WIRE)–12 มีนาคม 2026

Aria Systemsผู้นำด้านระบบอัตโนมัติการเรียกเก็บเงินที่ขับเคลื่อนด้วย AI ได้ประกาศในวันนี้ว่า Superloop ผู้ให้บริการโทรคมนาคมสมัยใหม่ของออสเตรเลีย ได้เลือก Aria Billing Cloud เพื่อปรับปรุงระบบการเรียกเก็บเงินและการให้คะแนนให้ทันสมัยยิ่งขึ้น โดยครอบคลุมบริการสำหรับผู้บริโภค บริการภายใต้แบรนด์ของตนเอง บริการสำหรับธุรกิจ และบริการค้าส่ง

Superloop ก่อตั้งขึ้นในปี 2014 และขยายตัวอย่างรวดเร็วในด้านบริการโทรศัพท์มือถือ บรอดแบนด์ และบริการภายในเครือข่าย โดยล่าสุดสามารถทำรายได้เติบโตถึง 31% ต่อปีในปี 2025 เพียงปีเดียว เนื่องจากบริษัทเติบโตขึ้นจากการเติบโตภายในและการเข้าซื้อกิจการ จึงได้สะสมแพลตฟอร์มการเรียกเก็บเงินภายในองค์กรหลายแพลตฟอร์มที่สร้างขึ้นบนเทคโนโลยีที่แตกต่างกัน ซึ่งเพิ่มความซับซ้อนในการดำเนินงานและการทำงานซ้ำซ้อนในระบบต่างๆ

เพื่อสนับสนุนการเติบโตในเฟสต่อไป ทาง Superloop จึงมองหาแพลตฟอร์มการเรียกเก็บเงินแบบ SaaS ที่สามารถรวมระบบเดิมหลายระบบเข้าไว้ในสภาพแวดล้อมเดียว รองรับผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของบริษัทในทุกกลุ่มตลาด และมอบประสบการณ์ที่ใช้งานที่ง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้นสำหรับทั้งลูกค้าและทีมงานภายใน

“เนื่องจาก Superloop ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง การรวมระบบเดิมหลายระบบเข้าไว้ในรากฐานการเรียกเก็บเงินที่ทันสมัยเพียงแห่งเดียวจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยแพลตฟอร์มนี้จะช่วยเสริมโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ AI ที่เราสร้างไว้แล้ว และเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญในการพัฒนาไปสู่รูปแบบการดำเนินงานที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและระบบอัตโนมัติมากขึ้น” Nick Pachos ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการพาณิชย์ของ Superloop กล่าว

หลังจากการประเมินอย่างละเอียดถี่ถ้วน ทาง Superloop ได้เลือก Aria เนื่องจากความสามารถในการสร้างรายได้ที่ครอบคลุม โดยใช้เครื่องมือประมวลผลการใช้งาน Allegro เวอร์ชั่นล่าสุด เพื่อรองรับโมเดลธุรกิจที่กำลังพัฒนาของ Superloop นอกจากนี้ โมเดลการส่งมอบ SaaS ของ Aria ยังพร้อมที่จะให้บริการเครื่องมือ AI และข้อมูลที่สำคัญเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเวิร์กโฟลว์การดำเนินงานและระบบวิเคราะห์ข้อมูลทางธุรกิจอีกด้วย

ด้วยการใช้ระบบการเรียกเก็บเงินมาตรฐานบน Aria Billing Cloud นั้น Superloop มีเป้าหมายที่จะเพิ่มประสิทธิภาพด้านการเรียกเก็บเงินและสนับสนุนนวัตกรรมอย่างต่อเนื่องในตลาดผู้บริโภค ธุรกิจ ค้าส่ง และพันธมิตรต่างๆ

“เราเห็นโมเมนตัมที่แข็งแกร่งในตลาดโทรคมนาคมทั่วโลก เนื่องจากผู้ให้บริการกำลังพิจารณาการเรียกเก็บเงินใหม่ในฐานะแพลตฟอร์มที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโต” Tom Dibble ประธานและซีอีโอของ Aria Systems กล่าว “การที่ Superloop เลือก Aria ได้เน้นย้ำให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างชัดเจนในการลดความซับซ้อนและสร้างรากฐานที่ปรับขนาดได้สำหรับหลายตลาด และเรารู้สึกภูมิใจที่ได้ต้อนรับ Superloop และสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงของพวกเขาในขณะที่พวกเขายังคงเติบโตต่อไป”

เกี่ยวกับ Aria Systems:

 Aria ช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถสร้างระบบอัตโนมัติสำหรับโมเดลการเรียกเก็บค่าบริการตามการใช้งานและการสมัครสมาชิกที่ซับซ้อนในสภาพแวดล้อมทางการตลาดที่คล่องตัว Aria Billing Cloud ซึ่งผสานรวม AI เชิงทำนายและเชิงสร้างสรรค์เพื่อช่วยให้องค์กรต่างๆ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและการปรับแต่งเฉพาะบุคคล ได้รับการจัดอันดับสูงสุดจากบริษัทวิจัยชั้นนำอย่าง Omdia, IDC และ Gartner โดยผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายใหญ่ เช่น Telstra, M1, Superloop และ Liberty Latin America รวมถึงองค์กรนวัตกรรมต่างๆ เช่น Experian, Honda และ Verisure ต่างพึ่งพา Aria เพื่อเร่งการสร้างสรรค์ไอเดีย มุ่งเน้นลูกค้า และเพิ่มรายได้ประจำ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดเยี่ยมชมที่ www.ariasystems.com

เกี่ยวกับ Superloop:

Superloop ก่อตั้งขึ้นในปี 2014 และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ASX ตั้งแต่ปี 2015 โดยมีเป้าหมายเพื่อมอบอินเทอร์เน็ตที่ดีกว่าให้กับบ้านและธุรกิจในออสเตรเลีย เราช่วยให้แบรนด์ค้าปลีกรายใหม่ (รวมถึง Superloop และ Exetel) สามารถครองส่วนแบ่งการตลาดได้มากขึ้น โดยใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มโครงสร้างพื้นฐานตามความต้องการของ Superloop โดย Superloop นั้นให้บริการเชื่อมต่อและบริการแก่ลูกค้าในสามกลุ่มตลาด ได้แก่ ผู้บริโภค ธุรกิจ และค้าส่ง บริการของเราใช้ประโยชน์จากการลงทุนของ Superloop ในสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ ซึ่งรวมถึงใยแก้วนำแสง สายเคเบิลใต้น้ำ และระบบไร้สายแบบติดตั้งอยู่กับที่ ตลอดจนแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์ของ Superloop โดยบ้านและธุรกิจหลายแสนแห่งต่างพึ่งพา Superloop และ Exetel ทุกวันเพื่อตอบสนองความต้องการด้านการเชื่อมต่อของพวกเขา

เยี่ยมชม www.superloop.com เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติม

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Contacts

ผู้ติดต่อสำหรับสื่อ:
Ruth Bennett | rbennett@ariasystems.com

ที่มา: Aria Systems

MidOcean Energy ของ EIG เตรียมเข้าซื้อหุ้นเพิ่มเติมในโครงการ Gorgon LNG จาก JERA ที่ทั้งสองฝ่ายกำลังสำรวจความเป็นไปได้ในการสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์

Logo

  • ธุรกรรมดังกล่าวจะเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นของ MidOcean ในโครงการ LNG ชั้นนำของออสเตรเลีย
  • เพิ่มปริมาณ LNG ที่ไม่ได้ทำสัญญาเพิ่มเติม ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการพอร์ตโฟลิโอและความยืดหยุ่นทางการตลาด
  • วางแผนความร่วมมือในอนาคต สำรวจธุรกรรมและโอกาสเพิ่มเติมกับ JERA ในสินทรัพย์อื่นๆ ทั่วโลก โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ในอนาคต

วอชิงตัน–(BUSINESS WIRE)–12 มีนาคม 2026

MidOcean Energy (“MidOcean”) เป็นบริษัทก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ก่อตั้งและบริหารงานโดย EIG ได้ประกาศในวันนี้ว่าได้บรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายกับ JERA Co., Inc. (“JERA”) เพื่อเข้าซื้อ JERA Gorgon Pty Ltd ซึ่งถือหุ้น 0.417% ในโครงการ Gorgon โดย LNG MidOcean นั้นเป็นผู้เข้าร่วมโครงการ Gorgon LNG อยู่แล้ว และธุรกรรมนี้จะเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นของ MidOcean ใน Gorgon เป็น 1.417% ขอบเขตของธุรกรรมยังรวมถึงหุ้น 0.735% ของ JERA ในโครงการ Ichthys LNG ด้วย ภายใต้เงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง โดยหุ้นใน Gorgon และ Ichthys จะถูกขายให้กับ MidOcean จากนั้นหุ้นใน Ichthys จะถูกโอนไปยังผู้เข้าร่วมโครงการร่วมทุนเดิมในโครงการ Ichthys LNG โดยขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตามเงื่อนไขเพิ่มเติม

การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้จะเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นของ MidOcean ในโครงการ LNG แบบบูรณาการในสเกลใหญ่และมีอายุที่นานขึ้นที่ดำเนินการโดย Chevron และเป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตโฟลิโอของสินทรัพย์การผลิตคุณภาพสูงของบริษัทอีกด้วย

ในขณะเดียวกัน MidOcean และ JERA ได้วางแผนความร่วมมือในอนาคต โดยสำรวจธุรกรรมและโอกาสต่างๆ ในอนาคตเกี่ยวกับ LNG และธุรกรรมด้านพลังงานที่เกี่ยวข้องทั่วโลก โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงเป้าหมายร่วมกันในการเติบโตอย่างมีระเบียบวินัยและปลดล็อกแหล่งที่มีมูลค่าเพิ่มเติมตลอดห่วงโซ่คุณค่าของ LNG

โครงการ Gorgon LNG ได้รับก๊าซจากแหล่งก๊าซ Gorgon และ Jansz-Io ในแอ่ง Carnarvon นอกชายฝั่งรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย และประกอบด้วยหน่วยผลิต LNG สามหน่วย โดยมีกำลังการผลิตรวมประมาณ 15.6 ล้านตันต่อปี โดยโครงการนี้ยังรวมถึงการจัดหาก๊าซภายในประเทศและการผลิตคอนเดนเซต โดยได้รับการสนับสนุนจากโครงสร้างพื้นฐานนอกชายฝั่งและบนบกที่ครอบคลุมบนเกาะ Barrow

R. Blair Thomas ประธานกรรมการของ MidOcean และซีอีโอของ EIG กล่าวว่า:

“ธุรกรรมนี้จะช่วยผลักดันกลยุทธ์ของ MidOcean ในการสร้างบริษัท LNG ขนาดใหญ่ที่มีความหลากหลายในระดับโลก โดยมีสินทรัพย์และคู่ค้าคุณภาพสูงเป็นรากฐาน การเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นใน Gorgon นี้จะช่วยเพิ่มคุณภาพและความมั่นคงของพอร์ตโฟลิโอของเรา ขณะเดียวกันก็ช่วยขยายการลงทุนในโครงการ LNG ที่เป็นมาตรฐานของอุตสาหกรรมอีกแห่งหนึ่ง ในอนาคต ความร่วมมือของเรากับ JERA รวมถึงการสำรวจความเป็นไปได้ในการจัดตั้งพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ จะทำให้เราสามารถแสวงหาโอกาสที่มีคุณภาพสูงเพิ่มเติมได้อย่างเป็นระบบและสม่ำเสมอ”

De la Rey Venter ซีอีโอของ MidOcean กล่าวว่า:

“การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้จะช่วยเพิ่มปริมาณส่วนของผู้ถือหุ้นที่ยังไม่ได้ทำสัญญา ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพของเราในการเพิ่มประสิทธิภาพในพอร์ตโฟลิโอและสร้างมูลค่าผ่านวัฏจักรของสินค้าโภคภัณฑ์ โดย Gorgon นั้นเป็นสินทรัพย์คุณภาพสูงที่สร้างกระแสเงินสดได้ดี มีอายุการใช้งานสำรองที่ยาวนาน และมีผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง การกระชับความสัมพันธ์กับ JERA ยังจะช่วยเสริมศักยภาพของเราในการริเริ่มและดำเนินการธุรกรรมในอนาคตในตลาด LNG ระดับโลกอีกด้วย”

นาย Ryosuke Tsugaru กรรมการผู้จัดการอาวุโสและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำของ JERA กล่าวว่า:

“ออสเตรเลียยังคงมีความสำคัญเชิงกลยุทธ์ต่อ JERA ในฐานะผู้จัดหา LNG ที่น่าเชื่อถือ และเราให้ความสำคัญกับความร่วมมืออันยาวนานที่เราได้สร้างไว้ที่นั่น ด้วยการปรับปรุงพอร์ตโฟลิโออย่างต่อเนื่อง เรากำลังเสริมสร้างศักยภาพของเราในการสนับสนุนความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาวสำหรับออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และภูมิภาคโดยรวม โดย JERA หวังเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ร่วมมือกับ MidOcean Energy ตลอดห่วงโซ่คุณค่าของ LNG”

คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตั้งเป้าที่จะปิดธุรกรรมให้เสร็จสิ้นภายในครึ่งแรกของปี 2026 โดยขึ้นอยู่กับเงื่อนไขการปิดธุรกรรมตามปกติ รวมถึงการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล

UBS จะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางการเงินให้กับ MidOcean และ White & Case จะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางกฎหมาย

เกี่ยวกับ EIG

EIG เป็นนักลงทุนสถาบันชั้นนำในภาคพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก โดยมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ 25.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2025 โดย EIG มีความเชี่ยวชาญด้านการลงทุนภาคเอกชนในภาคพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับพลังงานทั่วโลก ตลอดระยะเวลา 43 ปีที่ผ่านมา ทาง EIG ได้ลงทุนในภาคพลังงานไปแล้วกว่า 53.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ผ่านโครงการหรือบริษัทต่างๆ 425 แห่งใน 44 ประเทศ ครอบคลุม 6 ทวีป ลูกค้าของ โดย EIG ประกอบด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญ บริษัทประกันภัย กองทุนบริจาค มูลนิธิ และกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติชั้นนำมากมายในสหรัฐอเมริกา เอเชีย และยุโรป ซึ่ง EIG นั้นมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่วอชิงตัน ดี.ซี. และมีสำนักงานสาขาในฮิวสตัน ลอนดอน ซิดนีย์ ริโอเดอ จาเนโร ฮ่องกง และโซล

เกี่ยวกับ MidOcean Energy

MidOcean Energy เป็นบริษัท LNG ที่ก่อตั้งและบริหารโดย EIG มุ่งมั่นที่จะสร้างพอร์ตโฟลิโอ LNG ระดับโลกที่หลากหลาย ยืดหยุ่น และสามารถแข่งขันด้านต้นทุนและคาร์บอนได้ สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของ EIG ที่มีต่อ LNG ในฐานะองค์ประกอบสำคัญของระบบพลังงานโลกที่มีคาร์บอนต่ำ มีความสามารถในการแข่งขัน และมีความมั่นคงมากขึ้น MidOcean Energy มีผลประโยชน์ด้าน LNG ที่หลากหลาย รวมถึง Gorgon LNG, Pluto LNG, QCLNG และ Peru LNG โดยบริษัทนั้นบริหารโดย De la Rey Venter ผู้คร่ำหวอดในอุตสาหกรรมนี้มากว่า 27 ปี และเคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงหลายตำแหน่ง รวมถึงหัวหน้าฝ่าย LNG ระดับโลกของ Shell Plc. ด้วย

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดไปที่เว็บไซต์ของ MidOcean Energy ที่ www.midoceanenergy.com หรือเว็บไซต์ของ EIG ที่ www.eigpartners.com.

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Contacts

ข้อมูลการติดต่อ EIG/MidOcean
FGS Global
Kelly Kimberly / Brandon Messina
+1 212-687-8080
EIG@fgsglobal.com

ที่มา: EIG

The Bangkok Reporter