Marquee Brands ได้เข้าร่วมเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับ DAMAC Group เพื่อเข้าถือหุ้นส่วนใหญ่ใน Roberto Cavalli

Logo

ความร่วมมือครั้งนี้จะทำให้ Roberto Cavalli มีความพร้อมสำหรับการก้าวเข้าสู่ระยะใหม่ของการขยายธุรกิจไปทั่วโลกและการเติบโตแบบออมนิแชนแนล (Omni-channel)

นิวยอร์ก–(BUSINESS WIRE)–21 พฤษภาคม 2026

Marquee Brands เป็นบริษัทบริหารจัดการแบรนด์ระดับโลกและผู้เร่งการเติบโตของแบรนด์ชั้นนำ ประกาศในวันนี้ว่าได้บรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายในการเข้าถือหุ้นส่วนใหญ่ใน Roberto Cavalli ผ่านความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ DAMAC Group ที่เป็นกลุ่มบริษัทข้ามชาติชั้นนำและเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์หรูจากดูไบ การทำธุรกรรมนี้คาดว่าจะเสร็จสิ้นในไตรมาสที่สองของปี 2026 หลังจากนั้น DAMAC Group จะยังคงเป็นผู้ถือหุ้นรายสำคัญต่อไป โดย Roberto Cavalli นั้นเป็นแบรนด์หรูระดับตำนานที่ก่อตั้งขึ้นในฟลอเรนซ์ในปี 1970 และเป็นที่รู้จักในด้านการออกแบบที่ล้ำสมัยและงานฝีมือสไตล์อิตาลีอันโดดเด่น จะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตโฟลิโอแบรนด์ระดับโลกเหนือกาลเวลาของ Marquee Brands ที่ประกอบไปด้วย Martha Stewart, Laura Ashley, Sur La Table, BCBGMAXAZRIA และ Stance โดยการเพิ่ม Roberto Cavalli เข้ามาจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับตำแหน่งของ Marquee Brands ในฐานะผู้นำในภาคส่วนสินค้าหรูและไลฟ์สไตล์ ทำให้ยอดขายปลีกรวมของพอร์ตโฟลิโอทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

Roberto Cavalli Spring/Summer 2026

คอลเลกชันฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2026 ของ Roberto Cavalli

“Roberto Cavalli คือหนึ่งในแบรนด์หรูชั้นนำของอิตาลี ด้วยเอกลักษณ์ที่โดดเด่นและปรัชญาแบรนด์ที่ยั่งยืน” Heath Golden ซีอีโอของ Marquee Brands กล่าว “เรามองเห็นศักยภาพอันมหาศาลในการต่อยอดจากรากฐานนี้ ผ่านการบริหารจัดการแบรนด์อย่างรอบคอบและการขยายธุรกิจเชิงกลยุทธ์ ด้วยความร่วมมือกับ DAMAC ผู้นำด้านอสังหาริมทรัพย์หรู เราจะยังคงยกระดับประสบการณ์ของ Roberto Cavalli ทั่วโลกต่อไป”

Hussain Sajwani ผู้ก่อตั้งกลุ่มบริษัท DAMAC กล่าวว่า “Roberto Cavalli เป็นหนึ่งในแบรนด์หรูที่มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุดในโลก หลังจากที่ได้สร้างรากฐานที่มั่นคงให้กับแบรนด์มานานหลายปี เราจึงมองหาพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ที่มีทักษะความสามารถในการยกระดับแบรนด์ไปอีกขั้น เรามั่นใจว่า Marquee Brands คือพันธมิตรที่เหมาะสมที่สุด ด้วยความรักที่เรามีต่อแบรนด์และการถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง เราจึงหวังที่จะสนับสนุนความพยายามของ Marquee Brands โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขยายไลฟ์สไตล์ของ Roberto Cavalli ผ่านโครงการที่พักอาศัยและโรงแรมในจุดหมายปลายทางชั้นนำทั่วโลก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ DAMAC ยังคงเป็นเจ้าของและดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบ ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นยุคใหม่ที่น่าตื่นเต้นสำหรับแบรนด์อย่างแท้จริง”

Marquee Brands ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของกองทุนที่บริหารโดย Neuberger บริษัทจัดการลงทุนระดับโลก ยังคงขยายแพลตฟอร์มระดับโลกอย่างต่อเนื่องด้วยการเข้าซื้อแบรนด์เก่าแก่ที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค โดย Roberto Cavalli เป็นแบรนด์ที่ 22 ในพอร์ตโฟลิโอของ Marquee Brands

“Marquee Brands ได้สร้างแบบจำลองธุรกิจที่มีประสิทธิภาพด้านเงินทุนและได้รับการพิสูจน์แล้วสำหรับการขับเคลื่อนการเติบโตผ่านการบริหารจัดการแบรนด์อย่างมีระเบียบวินัย ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ และมุมมองการลงทุนระยะยาว” Zachary Sigel กรรมการผู้จัดการของ Neuberger และผู้ร่วมก่อตั้ง Marquee Brands กล่าว “การเข้าซื้อกิจการ Roberto Cavalli ได้ช่วยตอกย้ำถึงความเชื่อมั่นของ Neuberger ในแพลตฟอร์มและศักยภาพในการสร้างมูลค่าให้กับนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง”

ความร่วมมือระหว่าง Marquee Brands และ DAMAC จะขยายการเข้าถึงแบรนด์ Roberto Cavalli ไปทั่วโลก โดยเป็นการผสานจุดแข็งที่เสริมซึ่งกันและกัน และความมุ่งมั่นร่วมกันในการยกระดับแบรนด์แฟชั่นระดับตำนานของอิตาลี โดย Marquee Brands จะช่วยเร่งการเติบโตของ Roberto Cavalli ด้วยการแนะนำหมวดหมู่ผลิตภัณฑ์ บริการ และจุดสัมผัสในประสบการณ์ใหม่ๆ ทั่วทั้งยุโรป สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา ตะวันออกกลาง เอเชียแปซิฟิก และละตินอเมริกา

DAMAC จะยังคงขยายการมีอยู่ของแบรนด์ผ่านโครงการที่พักอาศัยและโรงแรมภายใต้แบรนด์ Roberto Cavalli ในตลาดสำคัญทั่วโลก เพื่อเสริมสร้างตำแหน่งความเป็นแบรนด์หรูและความน่าปรารถนาของแบรนด์ การเป็นพันธมิตรครั้งนี้จะช่วยสร้างแพลตฟอร์มที่ทรงพลังซึ่งผสานความเชี่ยวชาญของ Marquee Brands ในการพัฒนาแบรนด์ระดับโลกเข้ากับความเป็นผู้นำของ DAMAC ในด้านอสังหาริมทรัพย์หรูและการบริการ รวมถึงการเปิดโอกาสใหม่ๆ ที่สำคัญสำหรับอนาคตของ Roberto Cavalli

ในส่วนหนึ่งของธุรกรรมนี้ Marquee Brands ได้ประกาศแต่งตั้ง The Level Group (TLG) ซึ่งเป็นพันธมิตรในเมืองมิลาน เป็นพันธมิตรหลักในการดำเนินงาน โดย TLG จะเป็นผู้นำในการพัฒนา ผลิต และจัดจำหน่ายคอลเลกชันสำหรับผู้หญิงและผู้ชายของแบรนด์ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าวิสัยทัศน์ด้านผลิตภัณฑ์มีความเป็นเอกภาพและเหนือระดับในตลาดสำคัญต่างๆ นอกจากนี้ TLG จะรับผิดชอบในการดำเนินงานด้านการค้าปลีกและอีคอมเมิร์ซ รวมถึงการจัดจำหน่ายแบบขายส่งในยุโรปและสหรัฐอเมริกาที่จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับช่องทางการขายตรงถึงผู้บริโภคและกลยุทธ์การค้าปลีกระดับโลกของ Roberto Cavalli

โดย RBC Capital Markets จะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และ Greenberg Traurig จะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางกฎหมายให้กับ Marquee Brands ส่วน BDA Partners จะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางการเงินให้กับ DAMAC Properties

เกี่ยวกับ ROBERTO CAVALLI

Roberto Cavalli ก่อตั้งขึ้นในปี 1970 เป็นแบรนด์ชั้นนำของอิตาลีในด้านแฟชั่น เครื่องประดับ และไลฟ์สไตล์หรูหรา มีความโดดเด่นด้วยสุนทรียภาพร่วมสมัยที่งดงาม โดยแบรนด์นี้เป็นตัวแทนที่แท้จริงของความเป็นเลิศ งานฝีมือ และต้นกำเนิดจากแถบเมดิเตอร์เรเนียนของอิตาลี กลุ่มผลิตภัณฑ์ของ Roberto Cavalli อยู่ในกลุ่มสินค้าหรูหรา และประกอบด้วยคอลเลกชันต่างๆ ได้แก่ ของใช้ในบ้าน สินค้าสำหรับเด็ก แว่นตา น้ำหอม นาฬิกา และ Just Cavalli www.robertocavalli.com

เกี่ยวกับ MARQUEE BRANDS

Marquee Brands คือผู้นำด้านการเร่งการเติบโตของแบรนด์ระดับตำนาน ช่วยปลดล็อกมูลค่า และสร้างอิทธิพลระดับโลก โดยมุ่งเน้นการขับเคลื่อนการเติบโตและสร้างมูลค่าแบรนด์ที่ยั่งยืน เราจึงร่วมมือกับผู้ผลิต ผู้ประกอบการ ผู้ค้าปลีก และผู้จัดจำหน่ายชั้นนำต่างๆ เพื่อขยายแบรนด์ไปในตลาดและช่องทางต่างๆ โดยพอร์ตโฟลิโอระดับโลกของ Marquee Brands ครอบคลุมสามแพลตฟอร์มที่แตกต่างกัน ได้แก่ ของใช้ในบ้านและอาหาร แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ สินค้าหรู และกิจกรรมกลางแจ้ง พอร์ตโฟลิโอของแบรนด์ประกอบไปด้วย Martha Stewart, Laura Ashley, Sur La Table, Emeril Lagasse, America’s Test Kitchen, BCBGMAXAZRIA, BCBG, Ben Sherman, Bruno Magli, Anti Social Social Club, Totes, Isotoner, Destination Maternity, Motherhood, A Pea in the Pod, Stance, Dakine และ Body Glove สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดเยี่ยมชม www.marqueebrands.com

เกี่ยวกับ NEUBERGER PRIVATE MARKETS

Neuberger Private Markets เป็นส่วนหนึ่งของ Neuberger และเป็นนักลงทุนในตลาดเอกชนที่ประสบความสำเร็จมาตั้งแต่ปี 1987 โดย Neuberger Private Markets ได้ลงทุนในหลากหลายกลยุทธ์ ประเภทสินทรัพย์ และภูมิภาค ในสถาบันและบุคคลที่มีชื่อเสียงและเชี่ยวชาญจำนวนมากทั่วโลก ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2025 ทาง Neuberger Private Markets ได้บริหารจัดการเงินลงทุนกว่า 155 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุมการลงทุนในตลาดหลัก การร่วมลงทุน ตลาดรอง สินเชื่อเอกชน และกลยุทธ์เฉพาะทาง โดย Neuberger Private Markets มีทีมงานมืออาชีพที่มีประสบการณ์และหลากหลายกว่า 500 คน กระจายอยู่ใน 17 สำนักงานทั่วโลก

เกี่ยวกับ DAMAC GROUP

DAMAC Group เป็นกลุ่มธุรกิจเอกชนระดับโลก ก่อตั้งโดย Hussain Sajwani ในปี 1982 โดยเริ่มต้นจากธุรกิจจัดเลี้ยงและโลจิสติกส์ จากนั้นได้ขยายไปสู่อุตสาหกรรมที่หลากหลาย รวมถึงอสังหาริมทรัพย์ การบริการ การศูนย์ข้อมูล แฟชั่น และตลาดทุน โดย DAMAC Properties เป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เอกชนรายใหญ่ที่สุดในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และตะวันออกกลาง และเป็นผู้นำในตลาดอสังหาริมทรัพย์หรูของตะวันออกกลางมาตั้งแต่ปี 2002 โดยได้ส่งมอบโครงการที่อยู่อาศัย โครงการเชิงพาณิชย์ และโครงการเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจที่ได้รับรางวัลมากมายทั่วทั้งภูมิภาคและในระดับนานาชาติ รวมถึงในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ จอร์แดน เลบานอน อิรัก มัลดีฟส์ แคนาดา สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร นับตั้งแต่นั้นมา DAMAC ได้ส่งมอบบ้านมากกว่า 50,000 หลัง และอีกกว่า 55,000 หลังอยู่ในขั้นตอนการวางแผนและพัฒนาที่หลากหลาย โดยร่วมมือกับแบรนด์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่มีชื่อเสียงระดับโลก เช่น Roberto Cavalli และ de GRISOGONO เพื่อสร้างประสบการณ์การอยู่อาศัยที่ยอดเยี่ยม ด้วยวิสัยทัศน์และแรงผลักดันที่สม่ำเสมอ โดย DAMAC กำลังสร้างสรรค์การใช้ชีวิตหรูหราแห่งอนาคตไปทั่วโลก กลุ่มบริษัทยังเป็นเจ้าของสินทรัพย์โรงแรมภายใต้แบรนด์ต่างๆ เช่น Radisson, Paramount และ Rotana พร้อมด้วยพอร์ตโฟลิโอธุรกิจโรงแรมที่กำลังขยายตัว โดยนอกเหนือจากอสังหาริมทรัพย์แล้ว ทาง DAMAC ยังเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูลผ่าน DAMAC Digital และได้เข้าซื้อแบรนด์หรูอย่าง Roberto Cavalli และ de GRISOGONO ผ่าน DAMAC Capital ที่เป็นกลุ่มบริษัทที่ลงทุนในอุตสาหกรรมที่มุ่งเน้นอนาคต เช่น เทคโนโลยี การเงิน และวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ด้วยความมุ่งมั่นที่จะสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม มูลนิธิ Hussain Sajwani – DAMAC ได้ช่วยสนับสนุนด้านการศึกษา นวัตกรรม และโครงการริเริ่มที่ขับเคลื่อนโดยชุมชนต่างๆ อีกด้วย สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดเยี่ยมชม www.damacgroup.com

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260520070705/en

Contacts

สำหรับการสอบถามจากสื่อ โปรดติดต่อสำนักงานประชาสัมพันธ์ของ Marquee Brands:
อีเมล: corporate@marqueebrands.com

ที่มา: Marquee Brands


Cvent ประกาศรายชื่อสถานที่จัดประชุมและโรงแรมจัดประชุมยอดนิยมในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกประจำปี 2026

Logo

การจัดอันดับประจำปีที่เป็นที่ยอมรับในอุตสาหกรรมนี้จะยกย่องโรงแรมที่มีผลการดำเนินงานดีที่สุดสำหรับธุรกิจ MICE รวมถึงสถานที่จัดประชุมที่เป็นที่ต้องการมากที่สุดในโลก

สิงคโปร์–(BUSINESS WIRE)–20 พฤษภาคม 2026

Cventที่เป็นบริษัทชั้นนำด้านเทคโนโลยีสำหรับการประชุม งานอีเวนต์ และการบริการต้อนรับ ได้เปิดเผยรายชื่อสถานที่จัดประชุมยอดนิยมและโรงแรมจัดประชุมยอดนิยมประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในวันนี้ โดยการจัดอันดับของ Cvent ได้กลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้จัดงานอีเวนต์ไปแล้ว โดยมุ่งเน้นไปที่เมือง โรงแรม และสถานที่จัดงานชั้นนำที่ตอบสนองทุกความต้องการด้านการจัดงานต่างๆ โดยรายชื่อประจำปีนี้ได้จัดทำแยกตามภูมิภาค ได้แก่ อเมริกาเหนือ ยุโรป ตะวันออกกลางและแอฟริกา รวมถึงละตินอเมริกาและแคริบเบียน

การจัดอันดับสถานที่และโรงแรมนั้นจะพิจารณาจากข้อมูลเชิงลึกที่ได้จากกิจกรรมการจัดหาและการขอรับข้อเสนอ (RFP) ทั่วโลกที่มีมูลค่ากว่า 20 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ผ่านแพลตฟอร์มการจัดหาของ Cvent ในปี 2025 ซึ่งรวมถึงปริมาณที่ทำลายสถิติผ่านเครือข่ายซัพพลายเออร์ของ Cventที่เป็นหนึ่งในตลาดจัดหาสถานที่จัดงานที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยปริมาณธุรกิจที่ไม่เคยมีมาก่อนในปี 2025 ได้เน้นย้ำถึงความต้องการสูงสำหรับจุดติดต่อแบบตัวต่อตัวที่มีคุณภาพ ทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งนักวางแผนยังคงจัดหาและจองกิจกรรมอย่างต่อเนื่องแม้ว่าความเชื่อมั่นจะลดลงบ้าง และเกือบ 74% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่ามีการประชุมแบบตัวต่อตัวเพิ่มขึ้นถึง 20% ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งและยั่งยืนของกิจกรรม MICE ทั่วทั้งภูมิภาค

สถานที่จัดประชุมยอดนิยมของ Cvent | ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

เมืองยอดนิยม 5 อันดับแรกยังคงเป็นเหมือนเดิมทุกปี โดยสิงคโปร์ยังคงครองอันดับ 1 เป็นครั้งที่ 8 โดยโซลมีการเปลี่ยนแปลงที่โดดเด่นที่สุดในกลุ่มเมืองชั้นนำ โดยขยับขึ้นหนึ่งอันดับมาอยู่ที่อันดับ 7 ขณะที่บาหลีลดลงหนึ่งอันดับมาอยู่ที่อันดับ 8 ส่วนเมืองอื่นๆ ใน 10 อันดับแรกยังคงอยู่ในอันดับเดิม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมั่นคงและเสน่ห์ที่ฝังรากลึกของสถานที่ด้านการจัดประชุม สัมมนา และนิทรรศการชั้นนำของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

 10 อันดับสถานที่จัดประชุมยอดนิยม

1. สิงคโปร์

2. กรุงเทพฯ ประเทศไทย

3. ซิดนีย์ รัฐนิวเซาท์เวลส์

4. โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

5. เมลเบิร์น รัฐวิกตอเรีย

6. กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

7. กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้

8. บาหลี อินโดนีเซีย

9. เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน

10. ปักกิ่ง ประเทศจีน

นาง Carrie Kwik กรรมการบริหารฝ่ายการประชุม การสัมมนา และการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัลของการท่องเที่ยวแห่งสิงคโปร์ กล่าวว่า “เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัลนี้เป็นครั้งที่ 8 นับตั้งแต่ปี 2016 ซึ่งเป็นการยอมรับถึงความแข็งแกร่งของสิงคโปร์ในฐานะจุดหมายปลายทางชั้นนำสำหรับการจัดงาน MICE รางวัลนี้ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นอย่างลึกซึ้งของอุตสาหกรรมของเรา ซึ่งมีพื้นฐานมาจากโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก มาตรฐานความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือสูงสุด และขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมที่กล้าหาญซึ่งสร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ สำหรับสิ่งที่งานอีเวนต์ที่ยอดเยี่ยมสามารถมอบให้ได้”

นางศุภวรรณ ตีระรัตน์ ประธานสำนักงานส่งเสริมการประชุมและนิทรรศการแห่งประเทศไทย (TCEB) กล่าวว่า “เรารู้สึกขอบคุณเป็นอย่างยิ่งต่อความเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่องที่ผู้เชี่ยวชาญด้าน MICE มีต่อกรุงเทพฯ การจัดอันดับให้กรุงเทพฯ เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมอันดับสองในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกประจำปี 2026 สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมืออันแข็งแกร่งที่อยู่เบื้องหลังงานอีเวนต์ทางธุรกิจระดับโลก และช่วยตอกย้ำถึงบทบาทที่เติบโตขึ้นของกรุงเทพฯ ในฐานะจุดหมายปลายทางสำหรับการประชุมระดับโลก ด้วยการเชื่อมต่อที่แข็งแกร่ง สถานที่จัดงานระดับโลก ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ รวมถึงความมุ่งมั่นในด้านความยั่งยืน กรุงเทพฯ ยังคงตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของชุมชนธุรกิจทั่วโลก เราขอขอบคุณ Cvent สำหรับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องต่ออุตสาหกรรม MICE ของประเทศไทย เรายังคงมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับจุดหมายปลายทางของประเทศไทย และพัฒนา MICE ให้เป็นแพลตฟอร์มสำหรับการเติบโต การแลกเปลี่ยนความรู้ และความสำเร็จทางธุรกิจต่อไป”

โรงแรมจัดประชุมยอดนิยมของ Cvent | ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

โรงแรมฮิลตัน สิงคโปร์ ออร์ชาร์ด (Hilton Singapore Orchard) ขยับขึ้นมาสองอันดับ โดยขยับขึ้นมาครองอันดับ 1 ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเป็นครั้งแรก ต่อเนื่องจากสามปีซ้อนที่ครองอันดับต้นๆ นับตั้งแต่ปี 2023 โดยโรงแรมไฮแอท รีเจนซี ซิดนีย์ (Hyatt Regency Sydney) ยังคงอยู่ที่อันดับ 2 ขณะที่โรงแรมฮิลตัน ซิดนีย์ (Hilton Sydney) ได้ขยับอันดับขึ้นอย่างน่าประทับใจถึงหกอันดับ โดยขึ้นมาอยู่ในกลุ่มโรงแรมชั้นนำที่อันดับ 3 สำหรับโรงแรม ANA อินเตอร์คอนติเนนตัล โตเกียว (ANA InterContinental Tokyo) นั้นเป็นโรงแรมที่ขยับขึ้นมากที่สุดในภูมิภาค โดยขึ้นมาอยู่ที่อันดับที่ 4 และโรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค (Bangkok Marriott Marquis Queen’s Park) อยู่ในอันดับที่ 5

 10 อันดับโรงแรมจัดประชุมยอดนิยม

1. ฮิลตัน สิงคโปร์ ออร์ชาร์ด (Hilton Singapore Orchard)

2. ไฮแอท รีเจนซี ซิดนีย์ (Hyatt Regency Sydney)

3. ฮิลตัน ซิดนีย์ (Hilton Sydney)

4. ANA อินเตอร์คอนติเนนตัล โตเกียว (ANA InterContinental Tokyo)

5. แบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค (Bangkok Marriott Marquis Queen’s Park)

6. เดอะเวสติน โตเกียว (The Westin Tokyo)

7. คอนราด สิงคโปร์ มารีน่า เบย์ (Conrad Singapore Marina Bay)

8. เชอราตัน แกรนด์ ซิดนีย์ ไฮด์พาร์ค (Sheraton Grand Sydney Hyde Park)

9. โวโค ออร์ชาร์ด สิงคโปร์ โดย IHG (voco Orchard Singapore by IHG)

10. ฮิลตัน โตเกียว เบย์ (Hilton Tokyo Bay)

Michael Janssen ผู้จัดการทั่วไปของโรงแรมฮิลตัน สิงคโปร์ ออร์ชาร์ด (Hilton Singapore Orchard) กล่าวว่า “เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับการยกย่องให้เป็นโรงแรมสำหรับการประชุมอันดับ 1 ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกโดย Cvent การที่ได้รับการจัดอันดับอยู่ใน 10 อันดับแรกของเอเชียแปซิฟิกตลอดสามปีที่ผ่านมา รวมถึงอันดับ 3 ในปี 2025 การยอมรับนี้มีความหมายเป็นพิเศษและสะท้อนให้เห็นถึงความไว้วางใจที่ผู้จัดงานยังคงมีต่อโรงแรมฮิลตัน สิงคโปร์ ออร์ชาร์ด (Hilton Singapore Orchard) โดยธุรกิจกลุ่มและงานอีเวนต์ยังคงเป็นเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ของเรา พื้นที่จัดงานที่หลากหลาย ห้องพักจำนวนมาก และทำเลที่ตั้งใจกลางถนนออร์ชาร์ดจะช่วยให้ผู้จัดงานมีความยืดหยุ่นในการจัดงานขนาดต่างๆ ได้อย่างมั่นใจว่าทีมงานของเราจะให้บริการได้อย่างราบรื่นในสิงคโปร์ นอกจากนี้ เทคโนโลยียังมีบทบาทสำคัญในวิธีการทำงานของเรา ทีมงานของเราใช้แพลตฟอร์มต่างๆ เช่น Cvent เป็นประจำทุกวันเพื่อติดต่อประสานงานกับผู้จัดงานและจัดการกับข้อสอบถามต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

Jane Lyons ผู้จัดการทั่วไปของโรงแรมไฮแอท รีเจนซี ซิดนีย์ (Hyatt Regency Sydney) กล่าวว่า “เรารู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับการยอมรับจาก Cvent ว่าเป็นหนึ่งในโรงแรมชั้นนำในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และเป็นโรงแรมชั้นนำในออสเตรเลีย ธุรกิจ MICE และธุรกิจกลุ่มยังคงเป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จของเรา และที่โรงแรมไฮแอท รีเจนซี ซิดนีย์ (Hyatt Regency Sydney) นั้น ทุกกิจกรรมจะได้รับการออกแบบมาเพื่อนำผู้คนมารวมกันอย่างมีความหมายผ่านปรัชญา 'Together by Hyatt' ของเรา ผู้จัดงานยังคงเลือกเราเพราะขนาดของโรงแรม ทำเลที่ตั้งริมท่าเรือ ประสบการณ์ที่ราบรื่นสำหรับผู้เข้าร่วมงาน และความเอาใจใส่ที่เรามีในการจัดงานอย่างมีความรับผิดชอบ แพลตฟอร์มเทคโนโลยีอย่าง Cvent นั้นมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้เรา “เชื่อมต่อกับผู้จัดงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถตอบคำถามได้อย่างรวดเร็ว และสร้างความร่วมมือระยะยาวที่ขับเคลื่อนผลลัพธ์ทางธุรกิจที่แข็งแกร่งได้”

หากต้องการดูสถานที่จัดประชุมยอดนิยมและโรงแรมจัดประชุมยอดนิยมของ Cvent ทั่วโลกทั้งหมด โปรดคลิกที่นี่

ระเบียบวิธีพิจารณา

กิจกรรมการจัดหาผลิตภัณฑ์ในทุกรายการยอดนิยมของ Cvent ได้ถูกติดตามระหว่างเดือนมกราคม 2025 ถึงธันวาคม 2025

สำหรับการจัดอันดับสถานที่จัดประชุมยอดนิยมของ Cvent ได้ประเมินเมืองกว่า 14,000 แห่งทั่วโลกที่อยู่ในเครือข่ายซัพพลายเออร์ของ Cventโดยการจัดอันดับจะพิจารณาจากเกณฑ์ต่างๆ ได้แก่ จำนวนคืนของห้องพักทั้งหมดที่จองผ่านเครือข่ายซัพพลายเออร์ของ Cvent, จำนวนการขอรับข้อเสนอ (RFP) ที่ส่งผ่านแพลตฟอร์มไปยังสถานที่จัดงานในเมืองนั้นๆ, มูลค่ารวมของ RFP ที่ส่งเข้ามา และมูลค่าที่ได้รับจากการจองจัดประชุม

สำหรับการจัดอันดับโรงแรมจัดประชุมยอดนิยมของ Cvent จะประเมินคุณสมบัติของโรงแรมที่สร้างรายได้ผ่านเครือข่ายซัพพลายเออร์ของ Cvent โดยจัดอันดับตามเกณฑ์ต่างๆ รวมถึงจำนวน RFP ทั้งหมด จำนวนคืนของห้องพักที่ได้รับอนุมัติทั้งหมด ส่วนแบ่งการตลาดในเขตเมืองใหญ่ อัตราการตอบรับ และเกณฑ์ใหม่ที่เพิ่มเข้ามาในปี 2026 คือ อัตราการเสนอราคา ซึ่งคำนวณเปอร์เซ็นต์ของ RFP ทั้งหมดที่ได้รับจาก CSN ที่โรงแรมตอบรับโดยการส่งข้อเสนอ

เกี่ยวกับเครือข่ายซัพพลายเออร์ของ Cvent

เครือข่ายผู้ให้บริการของ Cvent ประกอบด้วยโรงแรม รีสอร์ต และสถานที่จัดงานพิเศษเกือบ 340,000 แห่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในฐานข้อมูลสถานที่จัดงานที่ใหญ่ที่สุดและแม่นยำที่สุดในโลก โดยในปี 2025 เพียงปีเดียว นักวางแผนจัดงานได้ดึงดูดธุรกิจกลุ่มมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐผ่านเครือข่ายการจัดหาของ Cvent โดยเครือข่ายผู้ให้บริการของ Cvent นั้นเป็นส่วนหนึ่งของชุดโซลูชันของ Cvent ที่โรงแรม สถานที่จัดงาน องค์กรส่งเสริมการท่องเที่ยว และองค์กรบริหารจัดการปลายทางกว่า 17,000 แห่งทั่วโลกต่างไว้วางใจ เพื่อเข้าถึงนักวางแผนจัดงานมากขึ้น ดึงดูดธุรกิจกลุ่ม และมีส่วนร่วมโดยตรงกับเครือข่ายมืออาชีพด้านการจัดงานทั่วโลกของ Cvent เกือบ 160,000 คน โดยเทคโนโลยีของ Cvent นั้นจะช่วยให้โรงแรมและสถานที่จัดงานสามารถจัดการธุรกิจการเดินทางของกลุ่มและองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มรายได้ และสร้างผลกำไรได้มากขึ้น

เกี่ยวกับ Cvent

Cvent เป็นผู้ให้บริการเทคโนโลยีด้านการประชุม งานอีเวนต์ และการบริการชั้นนำ โดยมีพนักงานมากกว่า 5,500 คน และลูกค้ามากกว่า 30,000 รายทั่วโลก ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2025 โดยบริษัทก่อตั้งขึ้นในปี 1999 และนำเสนอแพลตฟอร์มการตลาดและการจัดการงานอีเวนต์แบบครบวงจร และเป็นตลาดระดับโลกที่ผู้เชี่ยวชาญด้านงานอีเวนต์สามารถทำงานร่วมกับสถานที่จัดงานเพื่อสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจและทรงพลังได้ โรงแรมและสถานที่จัดงานจะใช้โซลูชันด้านซัพพลายเออร์และสถานที่จัดงานของ Cvent เพื่อดึงดูดธุรกิจการเดินทางแบบกลุ่มและองค์กรมากขึ้นผ่านแพลตฟอร์มการจัดหาของ Cvent โดยโซลูชันของ Cvent จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านห่วงโซ่คุณค่าการจัดการงานอีเวนต์ และช่วยให้ลูกค้าทั่วโลกสามารถจัดการการประชุมและงานอีเวนต์นับล้านรายการได้ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดเยี่ยมชม cvent.com

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Contacts

สำหรับการสอบถามข้อมูลจากสื่อ โปรดติดต่อ:
Sucharita Das
Sucharita.das@cvent.com

ที่มา: Cvent

Modon ร่วมมือกับ Montage Hotels & Resorts เพื่อนำแบรนด์การบริการระดับอัลตร้าลักซ์ชัวรีมาสู่ราส เอล เฮกมา ประเทศอียิปต์

Logo

Montage Ras El Hekma เปิดตัวที่พักอาศัยภายใต้แบรนด์ Montage แห่งแรก เพื่อการซื้อขายที่จุดหมายปลายทางริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ที่เป็นรีสอร์ต Montage แห่งแรกในภูมิภาคนี้อีกด้วย

ราส เอล เฮกมา ประเทศอียิปต์–(BUSINESS WIRE)–17 พฤษภาคม 2026

Modon Holding จากอาบูดาบี และ Montage Hotels & Resorts ประกาศเปิดตัว Montage Ras El Hekma ที่เป็นที่พักตากอากาศแบรนด์เนมแห่งแรกที่เปิดขายในราส เอล เฮกมา บนชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนของอียิปต์ โดยถือเป็นรีสอร์ตแห่งแรกของ Montage ในประเทศอียิปต์ เพื่อสนับสนุนการเติบโตของเมืองที่กำลังเติบโตแห่งนี้ในฐานะศูนย์กลางระดับโลกสำหรับการพักผ่อน ธุรกิจ และการท่องเที่ยว

Modon partners with Montage Hotels & Resorts to bring ultra-luxury hospitality brand to Egypt’s Ras El Hekma (Photo: AETOSWire)

Modon ร่วมมือกับ Montage Hotels & Resorts เพื่อนำแบรนด์โรงแรมและที่พักระดับอัลตร้าลักชัวรีมาสู่ราส เอล เฮกมา ประเทศอียิปต์ (ภาพ: AETOSWire)

โดย Montage Ras El Hekma จะมีห้องพักและห้องสวีทกว่า 200 ห้อง รวมถึงที่พักอาศัย Montage Residences อีก 96 ยูนิต พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกด้านสุขภาพและการพักผ่อนที่ได้รับการคัดสรรมาอย่างดี รวมถึงสระว่ายน้ำริมชายหาด และ Spa Montage ที่มีห้องทรีตเมนต์ 13 ห้อง รวมถึงร้านอาหารอีกหกแห่ง ตลอดจนร้านค้าปลีกและประสบการณ์ต่างๆ ที่เหมาะสำหรับครอบครัว โดยรีสอร์ตแห่งนี้ได้รับการออกแบบมาให้เป็นศูนย์กลางแห่งประสบการณ์ของชุมชนโดยรอบ นอกจากนี้ยังมีพื้นที่จัดกิจกรรม สนามหญ้าและระเบียงกลางแจ้งขนาดใหญ่ รวมถึงคลับเฮาส์สำหรับเจ้าของที่พักโดยเฉพาะ ที่จะช่วยเสริมสร้างบรรยากาศความเป็นส่วนตัวของที่พักอาศัยอีกด้วย

รีสอร์ตแห่งนี้ตั้งอยู่ใจกลางราส เอล เฮกมา โดยจะสร้างสภาพแวดล้อมการอยู่อาศัยที่เน้นการบริการที่ผสมผสานความเป็นเจ้าของส่วนตัวเข้ากับแนวทางอันเป็นเอกลักษณ์ของ Montage ในด้านความหรูหราที่เรียบง่ายและไลฟ์สไตล์ที่ครบครัน ที่นิยามด้วยความสะดวกสบาย ความเป็นส่วนตัว และความประณีต เนื่องจากไม่มีการวางแผนขยายเฟสเพิ่มเติมสำหรับคอลเลกชันนี้ จึงถือเป็นโอกาสสำคัญในการเป็นเจ้าของที่หายากและพิเศษสุดสำหรับที่พักอาศัยเหล่านี้ในทำเลชายฝั่งที่สวยงาม ซึ่งรวมเอาชายฝั่งยาว 2.25 กิโลเมตร สนามกอล์ฟที่ทอดยาว ท่าจอดเรือที่ครบวงจร รวมถึงประสบการณ์การบริการระดับโลกต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน

Bill O’Regan, ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม Modon Holding กล่าวว่า “Montage Hotels & Resorts มีชื่อเสียงในด้านการให้บริการนักเดินทางและเจ้าของบ้านที่มีฐานะ โดยมอบประสบการณ์การเข้าพักที่เหนือระดับ รวมถึงการใช้ชีวิตอย่างมีระดับ ในขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาความเป็นเอกลักษณ์ของสภาพแวดล้อมไว้ โดยแนวคิดนี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ Modon สำหรับราส เอล เฮกมา เป็นอย่างมาก โดยเรากำลังสร้างจุดหมายปลายทางที่เมดิเตอร์เรเนียนที่โดดเด่น โดยเน้นคุณภาพ ประสบการณ์ และมูลค่าในระยะยาว”

โครงการ Montage Residences Ras El Hekma ประกอบด้วยวิลล่าส่วนตัว 96 หลัง ตั้งอยู่ใน Wadi Yemm ซึ่งเป็นเขตแรกของราส เอล เฮกมา โดยได้รับการออกแบบมาเพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอย แสงสว่าง ความเป็นส่วนตัว และการเชื่อมต่อการใช้ชีวิตภายในและภายนอกอาคารอย่างราบรื่น โดยมีวิลล่าขนาดสามถึงหกห้องนอนหันหน้าไปทางทะเล เสริมสร้างความเชื่อมโยงอย่างแน่นแฟ้นกับผืนดินและสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติโดยรอบ โดยวิลล่าบางหลังยังมีวิวทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและสนามกอล์ฟระดับแชมเปี้ยนชิปอีกด้วย

Montage Ras El Hekma เป็นการเปิดตัวครั้งแรกของแบรนด์หรูระดับนานาชาติในประเทศและเป็นการเริ่มต้นความร่วมมือที่เพิ่มมากขึ้นระหว่าง Modon และ Montage โดยมีศักยภาพในการร่วมมือกันเพิ่มเติมในจุดหมายปลายทางต่างๆ ของ Modon อีกด้วย โดยโครงการใหม่นี้จะช่วยเสริมพอร์ตโฟลิโอที่มีอยู่ของ Montage Hotels & Resorts ซึ่งประกอบด้วยรีสอร์ตและที่พักอาศัยสุดหรู 6 แห่งในสหรัฐอเมริกาและเม็กซิโก รวมถึงโรงแรมอื่นๆ ที่วางแผนไว้ในบาฮามาส ปุนตา มิตา และวัลเล เด กัวดาลูเป อีกด้วย

Alan J. Fuerstman, ผู้ก่อตั้ง ประธาน และซีอีโอของ Montage International กล่าวว่า “การนำแบรนด์ Montage มาสู่ประเทศอียิปต์ด้วยความร่วมมือกับ Modon ถือเป็นก้าวสำคัญที่น่าตื่นเต้นอย่างแท้จริงในเส้นทางสู่ระดับโลกของเรา โดยราส เอล เฮกมาเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าทึ่ง โดยเป็นมรดกอันล้ำค่า และมีการออกแบบที่พิถีพิถันมาบรรจบกันในแบบที่กำลังนิยามความหรูหราใหม่ตามแนวชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ Modon เพื่อทำให้วิสัยทัศน์นี้เป็นจริง และเพื่อต่อยอดชื่อเสียงอันโดดเด่นของพวกเขาในการสร้างชุมชนที่มีชีวิตชีวาและมอบประสบการณ์ด้านกีฬาและไลฟ์สไตล์ระดับโลก”

โดย Montage Ras El Hekma เป็นส่วนหนึ่งของแผนแม่บทของราส เอล เฮกมา มูลค่า 35 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นการพัฒนาพื้นที่ 170.8 ล้านตารางเมตร เพื่อเปลี่ยนโฉมชายฝั่งทางเหนือของอียิปต์ให้กลายเป็นเมืองแห่งอนาคตที่คาดว่าจะสามารถดึงดูดการลงทุนได้ถึง 110 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2045 โดยรีสอร์ตและที่พักอาศัยจะตั้งอยู่ใน Wadi Yemm ซึ่งเป็นพื้นที่แรกจาก 17 พื้นที่ตามแผนของราส เอล เฮกมา ที่ได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างอย่างจริงจังแล้ว ในฐานะชุมชนชายฝั่งแบบบูรณาการแห่งแรกของเมือง โครงการนี้จึงเป็นบทเริ่มต้นของวิสัยทัศน์แผนแม่บทที่กว้างขึ้น

นอกจากนี้ Wadi Yemm ยังจะมีสถานที่สำคัญทางวัฒนธรรมหลายแห่งที่จะช่วยกำหนดเอกลักษณ์ของเมืองโดยรวม รวมถึงประภาคารราส เอล เฮกมา และสนามกลางแจ้งที่ออกแบบมาเพื่อรองรับแขกได้มากถึง 10,000 คน สำหรับโปรแกรมกิจกรรมทางวัฒนธรรมและความบันเทิงประจำปีต่างๆ

ราส เอล เฮกมา ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้การเดินทางสะดวกสบายทั้งทางบก ทางทะเล และทางอากาศ ทำให้ประชากรเกือบครึ่งหนึ่งของโลกสามารถเดินทางมายังที่นี่ได้โดยใช้เวลาบินเพียงแค่สี่ชั่วโมง โดยจุดหมายปลายทางนี้ประกอบด้วยสนามบินนานาชาติแห่งใหม่ที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายรถไฟความเร็วสูง ทางหลวงสายหลัก และท่าจอดเรือต่างๆ รวมถึงอาคารผู้โดยสารสำหรับเรือสำราญโดยเฉพาะ

ราส เอล เฮกมา นั้นทอดยาวไปตามแนวชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนกว่า 44 กิโลเมตร โดยสามารถมอบประสบการณ์การพักผ่อน การบริการ และวัฒนธรรมที่หลากหลายได้ หัวใจสำคัญของโครงการคือย่านธุรกิจและการเงินใจกลางเมืองที่ได้รับการสนับสนุนจากย่านการศึกษา ที่พักอาศัย และพื้นที่ใช้งานแบบผสมผสาน เพื่อสร้างชุมชนที่มีชีวิตชีวาตลอดทั้งปี

เมื่อโครงการราส เอล เฮกมา เสร็จสมบูรณ์ คาดว่าจะสามารถสร้างรายได้ให้กับ GDP ของอียิปต์ประมาณ 25 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี รวมถึงสามารถสร้างงานได้ประมาณ 750,000 ตำแหน่ง ทำให้โครงการนี้เป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาเมืองและการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม ผู้ที่สนใจซื้อสามารถเยี่ยมชม modan.com หรือโทร 800 MODON ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, 7734 ในอียิปต์ หรือ +201122222734 สำหรับการสอบถามจากต่างประเทศ

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Montage Ras El Hekma โปรดเยี่ยมชม www.montage.com และติดตาม @montagehotels และ @montageraselhekma

เกี่ยวกับ Modon

Modon เป็นบริษัทโฮลดิ้งระดับนานาชาติ มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่อาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อาบูดาบี (ADX) โดย Modon เป็นผู้นำด้านนวัตกรรมเมือง การสร้างสรรค์ดีไซน์ และประสบการณ์อันโดดเด่นที่เหนือความคาดหมายอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ การบริการ การบริหารสินทรัพย์และการลงทุน การจัดงาน การจัดเลี้ยง การท่องเที่ยว และโครงสร้างพื้นฐานของเมือง โดยเรากำลังทำให้เมืองต่างๆ มีชีวิตชีวาด้วยการส่งมอบมูลค่าที่ยั่งยืนในระยะยาว

เกี่ยวกับ Montage Hotels & Resorts

Montage Hotels & Resorts คือบริษัทบริหารจัดการธุรกิจโรงแรมและการบริการระดับอัลตร้าลักชัวรี ก่อตั้งโดย Alan J. Fuerstman ออกแบบมาเพื่อให้บริการนักเดินทางและเจ้าของบ้านที่มีฐานะและรสนิยมสูง บริษัทนำเสนอคอลเลกชันโรงแรม รีสอร์ต และที่พักอาศัยที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น โดยแต่ละแห่งของ Montage นั้นจะมอบความสง่างามที่สะดวกสบาย ความรู้สึกและจิตวิญญาณที่เป็นเอกลักษณ์ การบริการที่ไร้ที่ติ และประสบการณ์ด้านอาหาร สปา และไลฟ์สไตล์ที่น่าจดจำ โดยพอร์ตโฟลิโอของโรงแรม รีสอร์ต และที่พักอาศัย ประกอบด้วย Montage Laguna Beach, Montage Deer Valley, Montage Palmetto Bluff, Montage Los Cabos, Montage Healdsburg และ Montage Big Sky และมีจุดหมายปลายทางในอนาคต ได้แก่ Montage Cay, Montage Punta Mita, Montage Valle de Guadalupe และ Montage Ras El Hekma โดย Montage Hotels & Resorts เป็นสมาชิกของ Preferred Hotels & Resorts สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดตาม @montagehotels หรือเยี่ยมชม www.montage.com

*ที่มา: AETOSWire

Contacts

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดต่อ
press@modon.com โปรดเยี่ยมชม www.modon.com หรือติดตาม

LinkedIn
X
Instagram
Facebook
YouTube

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260517167234/en

ที่มา: Modon Holding

แขกกลุ่มแรกเดินทางมาถึง Four Seasons Resort and Residences Red Sea at Shura Island ตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม ซึ่งเป็นการเปิดตัวรีสอร์ทร่วมทุนแห่งแรกของ Red Sea Global

Logo

RSG และ Kingdom Holding Company เปิดตัวรีสอร์ทร่วมทุนแห่งแรกที่พัฒนาร่วมกันของ The Red Sea

RIYADH, Saudi Arabia–(BUSINESS WIRE)–19 พฤษภาคม 2026

Red Sea Global (RSG) เป็นนักพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงฟื้นฟู ได้บรรลุเป้าหมายสำคัญ เมื่อ Four Seasons Resort and Residences Red Sea at Shura Island ได้ต้อนรับแขกกลุ่มแรกตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม ซึ่งนับเป็นรีสอร์ทร่วมทุนที่พัฒนาร่วมกันแห่งแรกในเครือของบริษัทที่เข้าสู่ตลาด

An aerial view of Four Seasons Resort and Residences at Shura Island, set along the shoreline with clear views of the Red Sea.

ภาพถ่ายทางอากาศของ Four Seasons Resort and Residences at Shura Island ซึ่งตั้งอยู่ริมชายฝั่ง มองเห็นวิวของ Red Sea ได้อย่างชัดเจน

การเปิดตัวครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญร่วมกันของทั้งสององค์กร ซึ่งเป็นการพัฒนาร่วมกันกับ Kingdom Holding Company (KHC) และเป็นการเริ่มต้นเฟสใหม่ในรูปแบบการพัฒนาของ RSG โดยเน้นย้ำถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นในความร่วมมือระหว่างภาคสถาบันและภาคเอกชนในการขยายขนาดภาคการท่องเที่ยวระดับหรูของซาอุดีอาระเบีย

“ในขณะเดียวกันกับการเตรียมพร้อมต้อนรับแขกที่ Four Seasons เราก็กำลังขยายขีดความสามารถและข้อเสนอสำหรับจุดหมายปลายทางของ The Red Sea อย่างมีนัยสำคัญ เพื่อให้ทันกับช่วงเวลาการเดินทางที่คึกคักที่สุดช่วงหนึ่งในปฏิทินของเรา” John Pagano ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท Red Sea Global กล่าว

“การเปิดให้จองห้องพักสำหรับโครงการรีสอร์ทร่วมทุนที่พัฒนาร่วมกันแห่งแรกในพอร์ตโฟลิโอของเรา ถือเป็นก้าวสำคัญทางการค้าสำหรับ RSG เช่นกัน แสดงให้เห็นถึงคุณค่าของความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ ความแข็งแกร่งในข้อเสนอการลงทุนของเรา และสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของตลาดที่เพิ่มขึ้นในภาคการท่องเที่ยวของซาอุดีอาระเบีย”

รีสอร์ทมูลค่า 2.6 พันล้านริยาลแห่งนี้ได้รับการพัฒนาผ่านการร่วมทุน 50-50 ระหว่าง RSG และ KHC โดยได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากการกู้ยืมจำนวน 2 พันล้านริยาล (522 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) จาก Riyad Bank

Sarmad Zok, CEO ของ Kingdom Hotel Investments ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ KHC กล่าวว่า “การลงทุนของ Kingdom Holding Company ใน Four Seasons Resort and Residences Red Sea at Shura Island สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของเราในการลงทุนระยะยาวในธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยวให้สอดคล้องกับ Saudi Vision 2030 โครงการพัฒนาที่สำคัญนี้ ร่วมกับ Red Sea Global แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของแหล่งท่องเที่ยวและแรงดึงดูดจากนานาชาติที่เพิ่มขึ้นของตลาดการท่องเที่ยวระดับหรูของซาอุดีอาระเบีย”

Greg Djerejian, หัวหน้ากลุ่มการลงทุนและหัวหน้าฝ่ายกฎหมายของกลุ่มบริษัท Red Sea Global กล่าวเพิ่มเติมว่า “การส่งมอบรีสอร์ทแห่งนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ส่งสัญญาณที่ชัดเจนสู่ตลาดในคุณภาพของโอกาสที่เกิดขึ้นในพอร์ตโฟลิโอของ RSG และความสามารถของเราในการเปลี่ยนความสนใจของนักลงทุนให้เป็นสินทรัพย์ที่ใช้งานได้จริง พร้อมทั้งเสริมสร้างชื่อเสียงของเราในฐานะนักพัฒนาที่ส่งมอบผลงานได้จริง”

Four Seasons Resort and Residences Red Sea at Shura Island นำเสนอสถานที่พักผ่อนอันเงียบสงบ ณ ปลายสุดด้านตะวันออกอันห่างไกลของเกาะ ผสานความหรูหราที่ผ่อนคลาย บริการที่เอาใจใส่ และประสบการณ์สำหรับทุกคนในครอบครัว รีสอร์ทแห่งนี้ล้อมรอบด้วยน้ำทะเลใสสะอาดถึงสามด้าน และมีห้องพัก 149 ห้อง และ Resort Residences 31 หลัง ที่เปิดรับธรรมชาติอย่างเต็มที่ ผู้เข้าพักสามารถเพลิดเพลินกับตัวเลือกการรับประทานอาหารที่หลากหลาย ตั้งแต่บริการอาหารตลอดวันและอาหารมังสวิรัติที่ร้าน Sea Green อาหาร Levantine ที่ร้าน Al Forn ไปจนถึงอาหารอิตาเลียน al fresco ที่ Spiaggia Restaurant and Pool สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการผจญภัย มีกีฬาทางน้ำหลากหลายประเภทให้เลือก ขณะที่ผู้เข้าพักรุ่นเยาว์สามารถเพลิดเพลินกับโปรแกรมสำหรับเด็กและวัยรุ่นที่จัดเตรียมไว้เป็นอย่างดี

รีสอร์ทแห่งนี้ดำเนินงานตามหลักการท่องเที่ยวเชิงฟื้นฟูของ RSG โดยใช้พลังงานหมุนเวียนอย่างเต็มรูปแบบ และได้รับการสนับสนุนจากระบบการจัดการน้ำและของเสียที่ทันสมัย ​​ซึ่งออกแบบมาเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้เหลือน้อยที่สุด พร้อมทั้งสนับสนุนเป้าหมายการอนุรักษ์ในระยะยาว

ความสำเร็จนี้เกิดขึ้นในขณะที่ RSG กำลังขยายขีดความสามารถด้านการบริการและการบินที่ The Red Sea โดยมีอัตราการเข้าพักสูงถึง 82% ในช่วง 10 วันสุดท้ายของเดือนรอมฎอน และคาดว่าความต้องการจะเพิ่มสูงขึ้นอีกก่อนเทศกาล Eid Al-Adha เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น RSG จึงเพิ่มเที่ยวบินอีก 32 เที่ยวบินไปยัง Red Sea International Airport (RSI) ในช่วงวันหยุดยาวนี้

ปัจจุบัน The Red Sea มีโรงแรมเปิดให้บริการแล้ว 11 แห่ง และมีรีสอร์ทอีก 6 แห่งที่วางแผนจะเปิดให้บริการบน Shura Island ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

เกี่ยวกับ Red Sea Global

Red Sea Global (RSG – www.redseaglobal.com) เป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจรที่มีพอร์ตโฟลิโอหลากหลายในด้านการท่องเที่ยว ที่อยู่อาศัย ประสบการณ์ โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง การดูแลสุขภาพ และบริการต่างๆ ซึ่งรวมถึงแหล่งท่องเที่ยวเชิงฟื้นฟูระดับหรูอย่าง The Red Sea ที่เริ่มเปิดให้บริการในปี 2023 และ AMAALA ที่ยังคงดำเนินการตามแผนที่จะเปิดรับแขกกลุ่มแรกในปีนี้

รีสอร์ทแห่งที่สามคือ Thuwal Private Retreat ซึ่งเปิดให้บริการในปี 2024 นอกจากนี้ RSG ยังได้รับมอบหมายให้ดำเนินการปรับปรุงสนามบิน Al Wajh โดยเน้นที่การยกระดับอาคารผู้โดยสารและโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่เดิม รวมถึงการสร้างอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศแห่งใหม่

RSG เป็นบริษัทในเครือ PIF และเป็นรากฐานสำคัญของความมุ่งมั่นของซาอุดีอาระเบียในการกระจายความหลากหลายทางเศรษฐกิจ ด้วยพอร์ตโฟลิโอที่กำลังเติบโตของจุดหมายปลายทาง บริษัทในเครือ และธุรกิจต่างๆ โดย RSG มุ่งมั่นที่จะนำโลกไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น โดยแสดงให้เห็นว่าการพัฒนาอย่างมีความรับผิดชอบสามารถยกระดับชุมชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และปรับปรุงสิ่งแวดล้อมได้อย่างไร

เกี่ยวกับ The Red Sea

The Red Sea เป็นจุดหมายปลายทางบุกเบิกบนชายฝั่งตะวันตกของซาอุดีอาระเบีย เชิญชวนแขกผู้มาเยือนให้สัมผัสกับสถานที่ที่มีความงามทางธรรมชาติอันน่าทึ่งบนพื้นที่กว่า 28,000 ตารางกิโลเมตร และหมู่เกาะบริสุทธิ์กว่า 90 เกาะที่ล้อมรอบด้วยทะเลทรายและภูเขา เปิดให้บริการตั้งแต่ปี 2023 The Red Sea ยินดีต้อนรับแขกผู้มาเยือนสู่รีสอร์ทระดับโลกที่กำลังเติบโต ซึ่งดำเนินการโดยแบรนด์โรงแรมที่มีชื่อเสียงระดับโลกและ Red Sea Global สำหรับ Shura Island ซึ่งเป็นหัวใจของจุดหมายปลายทาง เริ่มต้อนรับแขกผู้มาเยือนในปี 2025 และปัจจุบันมีรีสอร์ทเปิดให้บริการแล้ว 5 แห่ง โดยมีแผนที่จะสร้างรีสอร์ททั้งหมด 11 แห่งบนเกาะแห่งนี้ เกาะแห่งนี้จะเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบในปี 2026 ประสบการณ์ที่เป็นเอกลักษณ์ รวมถึงกีฬาทางน้ำและทางบกที่ตื่นเต้นเร้าใจ ไปจนถึงการผจญภัยทางวัฒนธรรมและธรรมชาติ ซึ่งจัดโดยแบรนด์ WAMA (บนน้ำ), Galaxea (ใต้น้ำ) และ Akun (บนบก)

Red Sea International Airport (RSI) มอบประสบการณ์การเดินทางที่ราบรื่น พร้อมการออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจจากทะเลทราย โอเอซิส และทะเล ใช้เวลาบินเพียง 3 ชั่วโมงสำหรับประชากร 250 ล้านคน และ 8 ชั่วโมงสำหรับ 85% ของประชากรโลก ปัจจุบัน RSI มีเที่ยวบินประจำจาก Riyadh, Jeddah, Doha, Milan และ Dubai และกำลังจะเปิดเส้นทางบินระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศเพิ่มเติมในเร็วๆ นี้

โครงการนี้เป็นโครงการที่ได้รับการพัฒนาโดย Red Sea Global (RSG) ซึ่งเป็นผู้พัฒนาโครงการหลากหลายประเภทที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างมีความรับผิดชอบและยั่งยืน พร้อมทั้งเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และชุมชน เราจึงจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวไม่เกิน 1 ล้านคนต่อปีที่ The Red Sea และ 500,000 คนที่ AMAALA เพื่อปกป้องระบบนิเวศที่เปราะบาง โดยโครงการนี้ใช้พลังงานหมุนเวียน 100% พร้อมตั้งเป้าหมายผลประโยชน์ด้านการอนุรักษ์สุทธิ 30% ภายในปี 2040

เกี่ยวกับ Four Seasons Resort and Residences Red Sea at Shura Island

ในฐานะที่เป็นผู้นำด้านโรงแรมหรูระดับโลก ปัจจุบัน Four Seasons Hotels and Resorts มีการบริหารจัดการโรงแรม 136 แห่งใน 47 ประเทศ Four Seasons Resort and Residences Red Sea at Shura Island เปิดให้จองตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 พร้อมมอบประสบการณ์การพักผ่อนที่หลากหลายไร้ขีดจำกัด และบริการที่เป็นส่วนตัวและเอาใจใส่ตามความคาดหวังของแขก Four Seasons ทั่วโลก สามารถรับชมข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Four Seasons Resort and Residences Red Sea at Shura Island ได้จากเว็บไซต์ของเราที่: https://www.fourseasons.com/redseashuraisland/ สามารถรับข่าวสารได้จาก Press Room ที่: https://press.fourseasons.com/redseashuraisland/

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260518349628/en

Contacts

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดต่อ:
Jack Williams ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการองค์กร
มือถือ: +966 55 925 6816
อีเมล: Jack.Williams@RedSeaGlobal.com

ที่มา: Red Sea Global



Mary Kay เปิดตัวโครงการ Global Social Squad เพื่อเสริม ศักยภาพผู้นำด้านความงามดิจิทัลรุ่นใหม่

Logo

โครงการระดับโลกที่เชื่อมโยงครีเอเตอร์รุ่นใหม่กว่า 70 คนในกลุ่มที่ปรึกษาด้านความงามอิสระ เข้ากับการศึกษาด้านดิจิทัล การให้คำปรึกษา และประสบการณ์จริงจากแบรนด์ความงาม

ดัลลัส–(BUSINESS WIRE)–14 พฤษภาคม 2026

Mary Kay Inc. ที่เป็นผู้นำระดับโลกด้านความงามและการเป็นผู้ประกอบการ ได้ประกาศเปิดตัวโครงการนำร่อง Global Social Squad (GSS) ที่เป็นโครงการริเริ่มที่ก้าวล้ำ ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อเสริมศักยภาพให้แก่ที่ปรึกษาด้านความงามอิสระของ Mary Kay (IBC) ในฐานะผู้สนับสนุนแบรนด์ดิจิทัลที่มีพลัง และนักเล่าเรื่องราวบนโซเชียลมีเดียรุ่นใหม่

The Global Social Squad ignites a diverse and talented group of 73 Mary Kay Independent Beauty Consultants with representation across 15 markets in four regions: North America, Asia Pacific, Latin America, and Europe. These digital leaders create engaging, high-quality content, participate in global campaign activations, and share practical social media strategies with their communities and other Independent Beauty Consultants, fuelling both brand relevance and business growth. (Image Courtesy: Mary Kay Inc.)

ทีม Global Social Squad ประกอบด้วยกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านความงามอิสระของ Mary Kay ที่มีความหลากหลายและมากความสามารถจำนวน 73 คน จาก 15 ตลาดในสี่ภูมิภาค ประกอบด้วย อเมริกาเหนือ เอเชียแปซิฟิก ละตินอเมริกา และยุโรป โดยผู้นำด้านดิจิทัลเหล่านี้จะสร้างสรรค์คอนเทนต์คุณภาพสูงที่น่าสนใจ เข้าร่วมกิจกรรมแคมเปญระดับโลก และแบ่งปันกลยุทธ์โซเชียลมีเดียที่ใช้งานได้จริงกับชุมชนของตนและผู้เชี่ยวชาญด้านความงามอิสระคนอื่นๆ ที่จะช่วยเสริมสร้างความเกี่ยวข้องของแบรนด์และส่งเสริมการเติบโตทางธุรกิจได้ (ภาพประกอบ: Mary Kay Inc.)

โครงการนำร่อง Global Social Squad ซึ่งจะเปิดตัวในตลาดที่เลือกไว้ทั่วโลกในปี 2026 ถือเป็นการพัฒนาเชิงกลยุทธ์ในการที่ Mary Kay เชื่อมต่อกับผู้บริโภคและขยายการรับรู้แบรนด์และผลิตภัณฑ์ พร้อมทั้งวางตำแหน่งโอกาสทางธุรกิจของ Mary Kay ในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เน้นสังคมเป็นหลัก ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล ไทม์ไลน์ และภูมิศาสตร์ต่างๆ

เสริมศักยภาพที่ปรึกษาด้านความงามอิสระเพื่อร่วมสร้างยุคใหม่แห่งความเป็นผู้นำดิจิทัล

ทีม Global Social Squad ได้รวบรวมกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านความงามอิสระของ Mary Kay ที่มีความหลากหลายและมากความสามารถ ที่แสดงให้เห็นถึงความจริงใจ ความคิดสร้างสรรค์ และความเชี่ยวชาญด้านโซเชียลมีเดีย โดยผู้นำด้านดิจิทัลเหล่านี้จะร่วมสร้างสรรค์คอนเทนต์คุณภาพสูงที่น่าสนใจ เข้าร่วมกิจกรรมแคมเปญระดับโลก และแบ่งปันกลยุทธ์โซเชียลมีเดียที่ใช้งานได้จริงกับชุมชนของตนและผู้เชี่ยวชาญด้านความงามอิสระคนอื่นๆ ที่จะช่วยเสริมสร้างความเกี่ยวข้องของแบรนด์และส่งเสริมการเติบโตทางธุรกิจ

“ที่ Mary Kay ผู้มีอิทธิพลของเราคือที่ปรึกษาด้านความงามอิสระของเรา” Tara Eustace ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายโอกาสและการขายของ Mary Kay กล่าว “ในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับสังคมเป็นอันดับแรก ศักยภาพในการเชื่อมต่อไม่เคยมีมาก่อน โครงการ Mary Kay Global Social Squad นี้จะช่วยเสริมศักยภาพให้ที่ปรึกษาด้านความงามอิสระของเราเป็นผู้นำในพื้นที่ดิจิทัล โดยปลดล็อกพลังแห่งการเล่าเรื่องที่แท้จริงและสร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมายกับผู้รักความงามและผู้ประกอบการรุ่นใหม่ทั่วโลก”

เหตุใดเรื่องนี้จึงมีความสำคัญ

โครงการนำร่อง Global Social Squad ได้รับการออกแบบมาเพื่อกระตุ้นและขยายชุมชน Mary Kay ผ่านเครือข่ายผู้นำที่ให้ความสำคัญกับสังคมเป็นอันดับแรก โดย Global Social Squad ของ Mary Kay มีเป้าหมายดังต่อไปนี้

  •  เพิ่มการรับรู้และภาพลักษณ์ของแบรนด์ด้วยเนื้อหาที่ทันสมัยและสอดคล้องกับเทรนด์
  •  กระตุ้นการค้นหาผลิตภัณฑ์ด้วยเนื้อหาที่สร้างโดยผู้ใช้จริง
  •  เสริมสร้างพลังแห่งการเล่าเรื่องทางสังคมและการมีส่วนร่วมกับผู้บริโภคในตลาดทั่วโลก
  • เสริมสร้างการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อนผ่านข้อมูลเชิงลึกจากสื่อสังคมออนไลน์ในโลกแห่งความเป็นจริง
  •  สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นด้วยการนำเสนอโอกาสทางธุรกิจของ Mary Kay

โครงการนำร่องดำเนินการอย่างไร

  • สมาชิก Global Social Squad ทั้ง 73 คน ได้รับการเปิดเผยเมื่อวันศุกร์ที่ 13 มีนาคม โดยมีตัวแทนจาก 15 ตลาดในสี่ภูมิภาค: อเมริกาเหนือ เอเชียแปซิฟิก ละตินอเมริกา และยุโรป
  • สมาชิกจะได้รับสินค้าสุดพิเศษ เข้าร่วมกิจกรรมที่ท้าทายด้านเนื้อหา และการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาและการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี

แนวทางการทดลองนำร่องที่เน้นเฉพาะจุดนี้จะช่วยให้ Mary Kay สามารถทดสอบ เรียนรู้ และขยายผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีโอกาสขยายไปสู่การเปิดตัวอย่างเต็มรูปแบบในปี 2027 และปีต่อๆ ไป

ด้วยการลงทุนในความเป็นผู้นำด้านดิจิทัลและเสริมศักยภาพชุมชนที่ปรึกษาด้านความงามอิสระทั่วโลกให้ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่โอกาสต่างๆ นั้นขยายตัวไปพร้อมกับการเข้าถึงทางสังคม ทำให้ Mary Kay มุ่งเน้นสร้างโมเดลที่ยั่งยืนและพร้อมสำหรับอนาคต ซึ่งผสมผสานความเป็นผู้ประกอบการ ความคิดสร้างสรรค์ และการเชื่อมต่อส่วนบุคคลเข้าด้วยกัน

ทำความรู้จักกับกลุ่มโซเชียลมีเดียระดับโลกของ Mary Kay ได้ที่นี่

เกี่ยวกับ Mary Kay

Mary Kay Ash หนึ่งในผู้บุกเบิกการทลายกำแพงทางเพศ ได้ก่อตั้งแบรนด์ความงามในฝันขึ้นในรัฐเท็กซัสในปี 1963 ด้วยเป้าหมายเดียวคือ การยกระดับชีวิตของผู้หญิง ความฝันนั้นได้เบ่งบานเป็นบริษัทระดับโลกที่มีสมาชิกทีมขายอิสระหลายล้านคนใน 40 ตลาดทั่วโลก โดยกว่า 60 ปีที่ผ่านมา โอกาสต่างๆ จาก Mary Kay ได้ช่วยเสริมสร้างพลังให้ผู้หญิงกำหนดอนาคตของตนเองผ่านการศึกษา การให้คำปรึกษา การสนับสนุน และนวัตกรรมต่างๆ โดย Mary Kay นั้นทุ่มเทให้กับการลงทุนในวิทยาศาสตร์เบื้องหลังความงามและการผลิตผลิตภัณฑ์ดูแลผิว เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และน้ำหอมที่ล้ำสมัยต่างๆ ซึ่ง Mary Kay นั้นเชื่อมั่นในการอนุรักษ์โลกของเราเพื่อคนรุ่นหลัง รวมถึงเชื่อมั่นในการปกป้องผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบจากโรคมะเร็งและความรุนแรงในครอบครัว และให้การสนับสนุนแก่เยาวชนให้ทำตามความฝันของตนเอง เรียนรู้เพิ่มเติมได้ที่ marykayglobal.com ติดตามเราได้ทาง Facebook, Instagram และ LinkedIn หรือติดตามเราได้ทาง X

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260514978222/en

Contacts

Mary Kay Inc. Corporate Communications
newsroom.marykay.com
972.687.5332 หรือ media@mkcorp.com

ที่มา: Mary Kay Inc.


ยอดดาวน์โหลด 2 ล้านครั้งในหกเดือน: แอปพลิเคชันหลายภาษาของ Tabelog ที่ช่วยแก้ปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการรับประทานอาหารสำหรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางไปญี่ปุ่น

Logo

“Eat Where Locals Eat”
ทำให้ประสบการณ์การรับประทานอาหารญี่ปุ่นแท้ๆ เข้าถึงได้ง่าย สำหรับนักท่องเที่ยวทั่วโลกผ่านการจองแบบทันทีที่ร้านอาหารกว่า 70,000 แห่งทั่วประเทศ

โตเกียว–(BUSINESS WIRE)–07 พฤษภาคม 2026

Tabelog (https://tabelog.com/en/) หนึ่งในบริการค้นหาและจองร้านอาหารที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น (*1) ซึ่งดำเนินการโดย Kakaku.com, Inc. ได้ประกาศว่าแอปพลิเคชันสมาร์ทโฟนหลายภาษา (iOS/Android) สำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเยือนญี่ปุ่นมียอดดาวน์โหลดถึง 2 ล้านครั้ง (*2)

2M+ Downloads in 6 Months.

ยอดดาวน์โหลดมากกว่า 2 ล้านครั้งภายใน 6 เดือน

แอปนี้ยังติดอันดับ 1 ในการดาวน์โหลดแอปค้นหาร้านอาหารในญี่ปุ่นสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ (*3) ในไต้หวัน ฮ่องกง เกาหลีใต้ และสหรัฐอเมริกา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความนิยมอย่างมากในหมู่นักท่องเที่ยวทั่วโลก
URL สำหรับดาวน์โหลด: https://tabelog-tourists.onelink.me/3eEh/iqkkho9r

ทางเลือกที่น่าเชื่อถือสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วโลก: การแก้ปัญหาใหญ่สองประการเกี่ยวกับการรับประทานอาหารในญี่ปุ่น
เป็นเวลาหลายปีแล้วที่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเยือนญี่ปุ่นต้องเผชิญกับปัญหาสำคัญสองประการเกี่ยวกับการรับประทานอาหาร:
[ปัญหาที่ 1] ช่องว่างด้านข้อมูล: แหล่งข้อมูลส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาเพื่อนักท่องเที่ยว ทำให้ยากที่จะค้นหาร้านอาหารท้องถิ่นยอดนิยมที่คนท้องถิ่นไปทานกันจริงๆ

[ปัญหาที่ 2] อุปสรรคทางภาษา: เนื่องจากร้านอาหารหลายแห่งรับจองทางโทรศัพท์เป็นภาษาญี่ปุ่นเท่านั้น นักท่องเที่ยวจึงมักพลาดโอกาสที่จะได้ไปทานอาหารที่ร้านอาหารที่พวกเขาอยากไปมากที่สุด

แอปพลิเคชัน Tabelog ที่ใช้งานได้หลายภาษาเป็นทางออกที่แก้ปัญหาอย่างตรงจุดสำหรับปัญหาทั้งสองประการนี้
แอปนี้ใช้ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่รวบรวมรีวิวและรูปภาพจากร้านอาหารท้องถิ่นในญี่ปุ่น ทำให้ได้รับการยกย่องอย่างสูงในด้านความสามารถในการแนะนำนักท่องเที่ยวไปยังร้านอาหารโปรดของคนท้องถิ่นอย่างแท้จริง
ด้วยการอำนวยความสะดวกในการจองแบบทันทีในภาษาอังกฤษ จีนดั้งเดิม และเกาหลี Tabelog จึงตอบสนองความต้องการที่สำคัญของนักท่องเที่ยวที่ต้องการ “Eat Where Locals Eat” โดยมอบประสบการณ์การรับประทานอาหารที่ราบรื่นและ ไร้ความกังวล

ความน่าเชื่อถือที่เหนือกว่าที่สร้างขึ้นจากฐานข้อมูลร้านอาหารที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น
● รายชื่อร้านอาหารประมาณ 890,000 แห่ง (ครอบคลุมทั่วประเทศ)
● รีวิวมากกว่า 90 ล้านรายการ (รวบรวมจากนักชิมท้องถิ่นในญี่ปุ่น)
● ภาพถ่ายมากกว่า 200 ล้านภาพ (ภาพถ่ายอาหารและบรรยากาศภายในร้านที่สมจริง)
● มีร้านอาหารมากกว่า 70,000 แห่งที่พร้อมให้จองออนไลน์ได้ทันที (*4) — ตั้งแต่เมืองใหญ่อย่างโตเกียว โอซาก้า และเกียวโต ไปจนถึงพื้นที่ต่างจังหวัด
ฐานข้อมูลขนาดใหญ่นี้ทำหน้าที่เป็นมาตรฐานอ้างอิงที่แน่นอนสำหรับนักท่องเที่ยวในการค้นพบ “ร้านอาหารที่ยอดเยี่ยมอย่างแท้จริง” ทั่วประเทศญี่ปุ่น

ฟีเจอร์หลักของแอป
1. ค้นพบร้านอาหารเด็ดๆ ที่ได้รับการรีวิวจากนักชิมท้องถิ่น
แอปนี้ใช้ประโยชน์จากรีวิวที่ซื่อสัตย์จากนักชิมท้องถิ่นในญี่ปุ่น ที่จะช่วยให้นักท่องเที่ยวได้มองหาทางเลือกที่นอกเหนือจากคำแนะนำสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไป ตอบสนองความต้องการที่จะสัมผัสคุณภาพและบรรยากาศแบบเดียวกับที่คนท้องถิ่นได้รับทุกวัน

2. การจองแบบทันทีที่ไร้รอยต่อผ่านมือถือ: เอาชนะอุปสรรคทางภาษา (*4)
ด้วยการยกเลิกข้อกำหนดในการสนทนาทางโทรศัพท์ แอปนี้ช่วยให้นักท่องเที่ยวสามารถจองในภาษาที่ต้องการได้ การจองจะเสร็จสมบูรณ์ในไม่กี่วินาทีพร้อมการยืนยันทันที ทำให้ผู้ใช้สามารถสำรวจวงการอาหารของญี่ปุ่นได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องกังวลเรื่องอุปสรรคทางภาษา

3. ตัวเลือกมากมายทั่วประเทศญี่ปุ่น: จากศูนย์กลางเมืองใหญ่ไปจนถึงแหล่งท่องเที่ยวระดับภูมิภาค
นักท่องเที่ยวสามารถเข้าถึงความหลากหลายของอาหารญี่ปุ่นได้อย่างครบถ้วน ตั้งแต่ร้านอาหารชื่อดังระดับโลกในเมืองใหญ่ไปจนถึงร้านอาหารลับที่ซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่ชนบท ด้วยร้านอาหารกว่า 70,000 แห่งที่สามารถจองออนไลน์ได้ทันที (*5) แพลตฟอร์มนี้จึงครอบคลุมพื้นที่กว้างขวางกว่าศูนย์กลางการท่องเที่ยวแบบดั้งเดิม ไปจนถึงทุกมุมของประเทศ

4. ประสบการณ์ผู้ใช้ที่ใช้งานง่ายซึ่งออกแบบมาสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วโลก
แอปนี้ผสานรวมฟีเจอร์ที่ออกแบบมาเพื่อความสะดวกสบายสูงสุด เช่น “บันทึกรายการ” และการจัดเรียงตาม “ร้านอาหารที่คนท้องถิ่นจองมากที่สุด” ด้วยการปรับปรุงกระบวนการค้นหาให้ง่ายขึ้น Tabelog จึงสามารถมอบประสบการณ์ที่ใช้งานง่ายและราบรื่น ที่ช่วยให้นักท่องเที่ยวสามารถหาร้านอาหารที่เหมาะสมได้อย่างง่ายดายแม้ในขณะเดินทาง

การมองไปข้างหน้า: การเสริมสร้างศักยภาพเศรษฐกิจท้องถิ่นและการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
Tabelog มุ่งมั่นที่จะสร้างโลกที่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกสามารถดื่มด่ำกับวัฒนธรรมการรับประทานอาหารอันยอดเยี่ยมของญี่ปุ่นได้อย่างเต็มที่ โดยปราศจากอุปสรรคทางด้านภาษา

ด้วยการเชื่อมโยงระหว่างนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกและร้านอาหารที่หลากหลายทั่วประเทศ เรามุ่งหวังที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการเดินทางสำรวจร้านเด็ดที่ซ่อนอยู่และยังไม่เป็นที่รู้จักในภูมิภาคต่างๆ โครงการริเริ่มนี้จะช่วยส่งเสริมรูปแบบการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนมากขึ้น ซึ่งจะให้การสนับสนุนที่สำคัญแก่ธุรกิจและชุมชนท้องถิ่นที่อยู่นอกเหนือจากแหล่งท่องเที่ยวแบบดั้งเดิม

Tabelog ยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาฟีเจอร์และขยายขอบเขตการให้บริการ เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถเชื่อมต่อกับสุดยอดอาหารญี่ปุ่นแท้ๆ ทั่วประเทศได้อย่างราบรื่น

(*1)

แบบสำรวจเว็บไซต์ค้นหาและจองร้านอาหารที่มีจำนวนร้านลงทะเบียนมากที่สุด (พฤษภาคม 2024/การวิจัยภายใน) เข้าถึงเว็บไซต์เป้าหมาย (Tabelog, Hot Pepper Gourmet, Gurunavi, Retty, Hitosara) และรวบรวมจำนวนร้านทั้งหมดที่แสดงในการค้นหาโดยไม่ใช้ตัวกรอง แยกตามจังหวัด

(*2)

ข้อมูล ณ วันที่ 30 เมษายน 2026

(*3)

พฤศจิกายน 2025/งานวิจัยของ AppTweak ยอดดาวน์โหลดรวมจากหมวด “อาหารและเครื่องดื่ม (ร้านอาหารและคาเฟ่)” และ “การเดินทางและการนำทาง (วางแผนการเดินทาง)” บน App Store และ Google Play ในภูมิภาคที่สำรวจ (ไต้หวัน ฮ่องกง เกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา) เปรียบเทียบกับแอปค้นหาร้านอาหารของญี่ปุ่น

 ที่มา: AppTweak (https://www.apptweak.com)

(*4)

จะมีค่าธรรมเนียมการใช้งานระบบตามมาตรฐานสำหรับทุกการจองที่ได้รับการยืนยัน

(*5)

ข้อมูล ณ วันที่ 7 พฤษภาคม 2026

เกี่ยวกับ Kakaku.com, Inc.

Kakaku.com ก่อตั้งขึ้นในปี 1997 และดำเนินงานมาตั้งแต่ยุคแรกเริ่มของอินเทอร์เน็ตในญี่ปุ่น ปัจจุบัน บริษัทวางแผนและดำเนินงานบริการเว็บต่างๆ ที่ฝังรากลึกในชีวิตประจำวัน รวมถึงเว็บไซต์สนับสนุนการซื้อขาย “Kakaku.com” บริการค้นหาและจองร้านอาหาร “Tabelog” และบริการรวบรวมข้อมูลการหางาน “Kyujin Box” โดยบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์โตเกียว (รหัสหลักทรัพย์: 2371) และให้บริการแพลตฟอร์มที่มีฐานผู้ใช้มากที่สุดในญี่ปุ่นในหลากหลายภาคส่วน
ภาพรวมบริการ: https://corporate.kakaku.com/en/service

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260507560248/en

Contacts

Kakaku.com, Inc.
สำนักงานประชาสัมพันธ์และนักลงทุนสัมพันธ์
pr@kakaku.com

ที่มา: Kakaku.com, Inc.




งานแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์ HKTDC เจ็ดงาน Power ส่งเสริมและนำเสนอศักยภาพอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของฮ่องกง

Logo

HONG KONG–(BUSINESS WIRE)–17 เมษายน 2026

สภาส่งเสริมการค้าฮ่องกง (HKTDC) กำลังจัดงานมหกรรมขนาดใหญ่ 7 งาน รวมถึง งานแสดงสินค้าของขวัญและสินค้าพรีเมียมฮ่องกง Home InStyle และ Fashion InStyle (งานแสดงสินค้าจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27-30 เมษายน ณ ศูนย์การประชุมและนิทรรศการฮ่องกง (HKCEC) งานแสดงสินค้าสื่อพิมพ์และบรรจุภัณฑ์นานาชาติฮ่องกง และ DeLuxe PrintPack Hong Kong (จัดขึ้นพร้อมกันที่ AsiaWorld-Expo) และ งานแสดงสินค้าลิขสิทธิ์นานาชาติฮ่องกง และ การประชุมลิขสิทธิ์ในภูมิภาคเอเชีย (วันที่ 27-29 เมษายน ณ ศูนย์การประชุมและนิทรรศการฮ่องกง (HKCEC) งานเหล่านี้เชื่อมโยงอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของฮ่องกงกับจีนแผ่นดินใหญ่และตลาดโลก ตอกย้ำบทบาทของเมืองในฐานะศูนย์กลางความคิดสร้างสรรค์ระดับภูมิภาค

Seven HKTDC Lifestyle Fairs

งานแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์ HKTDC เจ็ดงาน

ของขวัญสุดล้ำจุดประกายการจัดหา

งานแสดงของขวัญและสินค้าพรีเมียม งานนี้ประกอบด้วย Hall of Fine Designs ที่ได้รับการยกย่อง ซึ่งเป็นเวทีสำคัญสำหรับการแสดงสินค้าแบรนด์ออกแบบชั้นนำจากทั่วโลก งานในครั้งนี้จะมีการเปิดตัว Shanxi Pavilion เป็นครั้งแรก ควบคู่ไปกับ Zhejiang Pavilion ที่ขยายใหญ่ขึ้น โดยมีกรมการค้าของมณฑลเจ้อเจียงเป็นผู้ดำเนินการเป็นครั้งแรก นอกจากนี้… Smart Design Global จะนำเสนอผลงานที่ผ่านเข้ารอบ โดยใช้เวทีงานแสดงสินค้าเป็นช่องทางในการส่งเสริมการออกแบบดั้งเดิมของฮ่องกงสู่ตลาดต่างประเทศ

เทรนด์สินค้าเครื่องใช้ในบ้านยอดนิยม

Home InStyle งานนี้ยังคงจัดแสดงวัสดุที่เป็นนวัตกรรมใหม่สำหรับเครื่องใช้ในครัวเรือนอย่างต่อเนื่อง โดยต่อยอดจากความสำเร็จของปีที่แล้วด้วยโซลูชันใหม่ๆ สำหรับบ้าน งานนี้มีการรวมองค์ประกอบต่างๆ ไว้ใน Gerontech and Innovative Material Pavilion ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากคณะกรรมการนวัตกรรมและเทคโนโลยีของรัฐบาลเขตบริหารพิเศษฮ่องกง

นิยามใหม่ของวัสดุที่ Fashion InStyle

Fashion InStyle เป็นการกลับมาของ NEXT@Fashion InStyle โซนจัดแสดงสินค้าชั้นนำของ HKTDC ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาอุตสาหกรรมวัฒนธรรมและสร้างสรรค์ (CCIDA) ของรัฐบาลเขตบริหารพิเศษฮ่องกง โดยมีประเทศฟิลิปปินส์เป็นพันธมิตรหลักในปีนี้ โซนนี้รวบรวมผู้จัดแสดงสินค้าจากทั่วโลกประมาณ 60 ราย เพื่อแสดงถึงวัสดุรุ่นใหม่ที่มีการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมได้อย่างไร ภายใต้การดูแลของที่ปรึกษาโครงการ Han Chong (ผู้ก่อตั้ง Self-Portrait) โซนนี้จะนำเสนอโครงการข้ามสาขา 5 โครงการโดยนักออกแบบรุ่นใหม่ชาวฮ่องกง 6 คน

งาน PrintPack สองงาน: อัจฉริยะ + ยั่งยืน

งาน สื่อพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ บริษัทจะนำเสนอบรรจุภัณฑ์อัจฉริยะและวัสดุใหม่ควบคู่ไปกับผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นด้านนวัตกรรมและความยั่งยืน DeLuxe PrintPack Hong Kong จะมุ่งเน้นที่โซลูชันสื่อพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ระดับพรีเมียมสำหรับสินค้าหรูหรา โดยมีธีมเฉพาะสำหรับแต่ละอุตสาหกรรม

กิจกรรมต่างๆ จะประกอบไปด้วยสัมมนาเชิงหัวข้อที่หลากหลาย ฟอรั่มผู้ซื้อ กิจกรรมส่งเสริมและเปิดตัวผลิตภัณฑ์ และการแสดงแฟชั่นโชว์ ซึ่งครอบคลุมการวิเคราะห์ตลาด การออกแบบสร้างสรรค์ทางวัฒนธรรม อุตสาหกรรมอัจฉริยะ เศรษฐกิจผู้สูงอายุ และความยั่งยืน

ลงทะเบียนเลยตอนนี้: https://tinyurl.com/5denzja3

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260415398629/en

Contacts

Media Enquiries
ฝ่ายจัดนิทรรศการของ HKTDC:
Pak Wong
(852) 2240 4062
pakwong@hktdc.org

ที่มา: Hong Kong Trade Development Council

HAVE A PUFFY* SUMMER

Logo

*เบาสบาย มีเลเยอร์อย่างมีสไตล์ สะท้อนเอกลักษณ์ของ Moncler ได้อย่างชัดเจน

Puffy Summer ไม่ใช่แค่ฤดูกาล แต่คือหัวใจสำคัญใน DNA ของ Moncler ที่พัฒนามาเพื่อความสดใสของการใช้ชีวิตกลางแจ้ง ผ่านแคมเปญระดับโลกที่นำโดย Jamie Dornan

มิลาน, 16 เมษายน 2026 – Moncler เผยคอลเลกชั่นล่าสุดต้อนรับฤดูกาล Puffy Summer โดยนำเอกลักษณ์ความพัฟฟี่มาตีความใหม่ให้เบาสบายยิ่งขึ้นสำหรับวันกลางแจ้ง แนวคิดใหม่นี้ถ่ายทอดผ่านเสื้อผ้าสำหรับช่วงเปลี่ยนฤดูกาลที่ออกแบบมาเพื่อรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง โดยเน้นความนุ่มนวล รูปทรงประติมากรรม สีสันที่สดใส และการเลเยอร์อย่างมีมิติ พร้อมนำเสนอผ่านแคมเปญใหม่ที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานโดย เจมี่ ดอร์แนน (Jamie Dornan)

MONCLER COLLECTION SUMMER 2026_HAVE A PUFFY SUMMER_JAMIE DORNAN

MONCLER COLLECTION สำหรับฤดูร้อนปี 2026_HAVE A PUFFY SUMMER_JAMIE DORNAN

ด้วยความปรารถนาที่จะนำ DNA ของ Moncler มาสู่ความสดใสของฤดูร้อน เอกลักษณ์ความพัฟฟี่จึงถูกตีความใหม่ผ่านการเลเยอร์ที่เบาบางแต่ยังคงความประณีตและเปี่ยมด้วยชีวิตชีวา สะท้อนถึงความเชี่ยวชาญอันยาวนานของแบรนด์ในการมอบความสบายและการปกป้องที่ตอบโจทย์ทุกกิจกรรมกลางแจ้ง

แคมเปญนี้ร่วมปลุกเร้าจินตนาการเกี่ยวกับไลฟ์สไตล์ฤดูร้อนของ Moncler Collection โดยสะท้อนความเชื่อมโยงอันแน่นแฟ้นของแบรนด์กับการแต่งกายแบบเลเยอร์สำหรับกิจกรรมกลางแจ้ง ผ่านมุมมองของ Puffy Summer ที่เต็มไปด้วยความสุข โดยได้ Jamie Dornan นักแสดงระดับโลกผู้ฝากผลงานอันโดดเด่นในภาพยนตร์เรื่อง Belfast และ The Fall มาร่วมถ่ายทอดเสน่ห์อันผ่อนคลายอย่างเป็นธรรมชาติ ในลุคจากคอลเลกชันใหม่ที่ผสมผสานความเรียบหรูเข้ากับความอิสระ พร้อมปรากฏตัวเคียงคู่กับเหล่าประติมากรรมรูปสัตว์ดีไซน์แปลกตาที่เปี่ยมไปด้วยจินตนาการ

“สิ่งที่น่าสนใจมากคือการนำเอกลักษณ์ของ Moncler ที่เป็นที่รู้จักมาตีความใหม่ให้เข้ากับฤดูร้อน โดยยังคงความรู้สึกอบอุ่นและความพัฟฟี่อันเป็นซิกเนเจอร์ไว้ เพียงแต่ถ่ายทอดออกมาในรูปแบบที่เบาสบายและผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น โดยรวมแล้ว แคมเปญนี้ยังให้ความรู้สึกสนุกสนานและเต็มไปด้วยความสดใสอย่างเต็มเปี่ยม” เจมี่ ดอร์แนน

ด้วยแรงบันดาลใจจากความพัฟฟี่อันเป็นเอกลักษณ์และการเลเยอร์ของ Moncler ที่ถูกนำมาตีความใหม่สำหรับฤดูร้อน แคมเปญนี้ได้นำเสนอเหล่าสัตว์เป่าลมหลากหลายชนิด โดยเป็นผลงานการสร้างสรรค์ของเซตดีไซเนอร์ Andy Hillman และทีมงาน ไม่ว่าจะเป็นปลาหมึกยักษ์ วาฬ ล็อบสเตอร์ ม้าน้ำ ปู และฟลามิงโก ซึ่งปรากฏตัวในโทนสีที่สอดประสานกับคอลเลกชั่นได้อย่างลงตัว สัตว์ริมชายหาดที่คุ้นตาเหล่านี้คือตัวแทนของอารมณ์ประจำฤดูกาล ที่ทั้งโดดเด่น มีชีวิตชีวา และเปี่ยมไปด้วยความพองฟูในแบบของฤดูกาลนี้

คอลเลกชั่นฤดูร้อน 2026

แม้ฤดูร้อนอาจไม่ใช่สิ่งแรกที่ผู้คนนึกถึงเมื่อพูดถึงแบรนด์ที่โดดเด่นด้านเสื้อผ้าสำหรับอากาศหนาว แต่สำหรับปี 2026 นี้ Moncler Collection ได้นำแนวคิดการเลเยอร์มาตีความใหม่ สู่การสร้างนิยามใหม่ให้กับตู้เสื้อผ้าด้วยสไตล์ Puffy Summer

นิยามของการแต่งกายในครั้งนี้คือความเรียบง่ายที่สง่างาม (Elegant Ease) โดยการจับคู่เสื้อผ้าตัวนอกที่นุ่มฟู มีมิติ และเบาราวกับอากาศ เข้ากับการเลเยอร์ที่สมบูรณ์แบบ เพื่อการสไตล์ลิ่งที่สร้างสรรค์ ลื่นไหล และตั้งใจ พร้อมทัศนคติที่สนุกสนานและการใช้สีสันในรูปแบบใหม่ สำหรับทุกการเดินทางที่ Puffy Summer จะนำพาคุณไป

สุภาพสตรี

พาเลตสีเน้นความสดใสและความเฟมินีน ทั้งสีชมพูพาสเทล, สีส้ม, สีเขียวเข้ม (forest green) และสีโทนสีธรรมชาติ เสริมด้วยลวดลายคลาสสิกของฤดูร้อนอย่างลายทาง (stripes) ลายตารางกิงแฮม (Gingham) และลายดอกไม้ทรอปิคอล เสื้อตัวนอกโดดเด่นด้วยรายละเอียดที่ผ่านการคิดค้นมาอย่างดี ตั้งแต่โบว์ผูกสุดชิคและกระเป๋าตาข่ายทรงเหลี่ยม ไปจนถึงสายรูดเอวและงานปักดอกไม้อันประณีตที่ได้รับแรงบันดาลใจจากดอกกล้วยไม้อันงดงาม

เลเยอร์ชั้นกลางนำเสนอเสื้อพาร์กาและเสื้อคลุมไนลอนเนื้อนุ่ม สไตล์คู่กับเสื้อแจ็กเก็ตเชิ้ตบุนวมลายดอกไม้อันประณีต เสริมลุคสปอร์ตด้วยฮู้ดไนลอนและสายรูด ส่วนเลเยอร์ชั้นในเน้นความสบาย ด้วยเสื้อโปโลลายทางแบบกระดุมแถวเดียว ชุดเพลย์สูทลายตารางพร้อมโบว์ผูก (checked pussy-bow) เดรสเนื้อผ้าพลิ้วไหว และกางเกงขาสั้นพิมพ์ลายสีพาสเทล

สุภาพบุรุษ

ลุคที่ดูสบายแต่ยังคงความประณีต ถูกนำมาเล่นกับโทนสีที่โดดเด่นอย่างสีแดงสการ์เล็ต (scarlet red) สีเหลืองสดใส (sunny yellow) สีฟ้าสกายบลู (sky blue) สีแดงเบอร์กันดี (rich burgundy) และสีโทนธรรมชาติ เนื้อผ้าเน้นความบางเบาที่เหมาะกับฤดูกาล ทั้งไนลอนน้ำหนักเบาพิเศษ เดนิมที่สวมใส่สบาย ผ้าแชมเบรย์ผสมไนลอน (nylon-blend chambray) และผ้าคอตตอนป๊อปลิน (cotton poplin)

สำหรับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง เสื้อกั๊กขนเป็ดน้ำหนักเบา (gilets) เสื้อกันลม แจ็กเก็ตฟิลด์ (field jackets) และเสื้อแจ็กเก็ตทรงเชิ้ตมีฮู้ดแบบไม่บุขน มอบการปกป้องในรูปลักษณ์ที่ดูโฉบเฉี่ยว เสริมด้วยกางเกงขาสั้น กางเกงทรงหลวม เสื้อเชิ้ตโบว์ลิ่งสไตล์ย้อนยุค เสื้อโปโลลายทาง และเสื้อยืดกราฟิก ปิดท้ายลุคเลเยอร์ด้วยหมวกบักเก็ตผ้าโครเชต์ (crochet) หรือผ้าป๊อปลินลายทาง (striped poplin) และหมวกบีนนี่สีสันสดใส

คอลเลกชั่นฤดูร้อน 2026 จาก Moncler พร้อมให้ค้นพบแล้ววันนี้ ณ บูติก Moncler ที่ร่วมจำหน่าย และทางเว็บไซต์ moncler.com

ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Moncler Puffy Summer ได้ที่นี่

Puffy Summer ก้าวสู่ระดับโลก

Moncler ต่อยอดจากแนวคิด Puffy Summer ได้นำเสนอป๊อปอัพสุดโดดเด่นภายในงาน Milan Design Week โดยพาหนึ่งในมาสคอตขนาดยักษ์จากแคมเปญมาจัดแสดง ณ ใจกลางเมือง ระหว่างวันที่ 16 – 28 เมษายน ปลาหมึกพัฟเฟอร์ขนาดมหึมาจะปรากฏตัวที่ 10 Corso Como ถ่ายทอดแนวคิดงานออกแบบของ Moncler ผ่านการจัดวางในสเกลขนาดใหญ่สะดุดตา โดยอินสตอลเลชั่นรูปปลาหมึกที่แผ่หนวดเกาะเกี่ยวไปตามตัวอาคารอันเป็นเอกลักษณ์และต่อเนื่องเข้าสู่พื้นที่ภายใน พร้อมถูกจัดวางเคียงข้างหุ่นจำลองจำนวน 24 ลุค ซึ่งนำเสนอการแต่งกายแบบเลเยอร์เบาบางจากคอลเลกชั่นฤดูร้อน 2026

การเดินทางยังคงต่อเนื่องไปยังกรุงโซล โดยระหว่างวันที่ 1 – 3 พฤษภาคม ย่านซองซูจะเต็มไปด้วยเหล่าสัตว์เป่าลมมากมายจะปรากฏตัวขึ้น ทั้งปลาหมึกยักษ์จะเข้ายึดพื้นที่หน้าอาคารเพื่อดึงดูดผู้มาเยือนเข้าสู่โลกใต้น้ำที่ชวนดื่มด่ำ ภายในจะมีการจัดแสดงสัตว์ในแคมเปญ Puffy Summer ทั้งวาฬ ม้าน้ำ ปู ล็อบสเตอร์ และฟลามิงโก ในสีสันที่สดใส พร้อมกับการนำเสนอคอลเลกชั่นอย่างเต็มรูปแบบ

อินสตอลเลชั่นขนาดใหญ่จะถูกจัดแสดงขึ้นในหลายเมืองทั่วโลก โดยในประเทศจีนจะมีพัฟฟี่แอ็กทิเวชั่นสุดพิเศษ ขณะที่ในฮ่องกง ฟลามิงโก้สูงสี่ชั้นจะตั้งตระหง่านอยู่ภายในโถงของ Harbour City Mall และปูยักษ์จะปรากฏบริเวณทางเข้า Dover Street Market Ginza ประเทศญี่ปุ่น ส่วนที่ปารีส อินสตอลเลชั่นฟลามิงโก้จะปรากฏอยู่บนระเบียงร้าน Moncler บนถนน Champs-Élysées ปิดท้ายที่ย่าน Miami Design District กับภาพวาดฝาผนังรูปปูและประติมากรรมฟลามิงโก้ที่โดดเด่นท่ามกลางแสงแดด

เหล่าสัตว์ขนาดมหึมาเหล่านี้ร่วมกันถ่ายทอดวิสัยทัศน์ของ Puffy Summer ในมิติที่เปี่ยมด้วยความสนุกสนานและชวนให้ดื่มด่ำ สู่เมืองต่าง ๆ ทั่วโลก พร้อมส่งต่อพลังอันสดใสและบรรยากาศของคอลเลกชั่นไปยังคอมมูนิตี้ของ Moncler ทั่วทุกมุมโลก

HAVE A PUFFY SUMMER

ความนุ่มฟูอันเป็นเอกลักษณ์ของ Moncler ที่สะท้อนถึง DNA ของแบรนด์
ถูกถ่ายทอดผ่าน Puffy Summer ในมิติที่เบาสบายและเปี่ยมไปด้วยความสนุกสนาน
เหมาะสำหรับวันพักผ่อนกลางแจ้งในช่วงอากาศอบอุ่น
โดดเด่นด้วยสีสันและความมีชีวิตชีวา พร้อมมอบความสบายดุจไร้น้ำหนักผ่านการเลเยอร์อย่างพิถีพิถัน
ฤดูร้อนจึงถูกนำเสนอขึ้นใหม่ในแบบฉบับของ Moncler

Moncler ก่อตั้งขึ้นในปีค.ศ. 1952 ณ Monestier-de-Clermont เมือง Grenoble ประเทศฝรั่งเศส และปัจจุบันมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศอิตาลี ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา Moncler ได้ผสานสไตล์เข้ากับการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับการสนับสนุนจากผู้เชี่ยวชาญในกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับโลกของภูเขา คอลเลกชั่นเอาท์เตอร์แวร์ของ Moncler จึงสามารถตอบโจทย์ทั้งความท้าทายของธรรมชาติและการใช้ชีวิตในเมืองได้อย่างลงตัว Moncler ผลิตและจัดจำหน่ายเสื้อผ้าและแอ็กเซสเซอรี่ภายใต้แบรนด์โดยตรง ผ่านบูติกของแบรนด์ ห้างสรรพสินค้าชั้นนำและร้านมัลติแบรนด์

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260410478338/en

monclerpress@moncler.com



KIRIN HYOKETSU ขยายตลาดสู่เครื่องดื่มพร้อมดื่ม (RTD) ในสหรัฐอเมริกาด้วยการผลิตในประเทศ

Logo

รสสตรอว์เบอร์รีและสับปะรดที่เปิดตัวครั้งแรกในฟลอริดาและฮาวาย

โตเกียว–(BUSINESS WIRE)–28 กุมภาพันธ์ 2026

New Belgium Brewing ที่เป็นบริษัทในเครือ Kirin Group ที่เป็นผู้นำธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสหรัฐอเมริกา จะเปิดตัวเบียร์รสชาติใหม่ 2 รสชาติ KIRIN HYOKETSU STRAWBERRY และ KIRIN HYOKETSU PINEAPPLE ภายใต้แบรนด์ KIRIN HYOKETSU (HYOKETSU) ที่ผลิตและจำหน่ายโดย Kirin Brewery Company, Limited (Kirin Brewery) โดยค็อกเทลพร้อมดื่มนี้จะวางจำหน่ายในฮาวาย แทมปา รัฐฟลอริดา และพาวิลเลี่ยนญี่ปุ่นในสวนสนุก EPCOT ที่ดำเนินการโดย Mitsukoshi (U.S.A.) ในวันที่ 2 มีนาคม

KIRIN HYOKETSU STRAWBERRY and KIRIN HYOKETSU PINEAPPLE

KIRIN HYOKETSU STRAWBERRY และ KIRIN HYOKETSU PINEAPPLE E

รสชาติใหม่เหล่านี้ได้สร้างสรรค์ขึ้นโดยคำนึงถึงผู้บริโภคชาวอเมริกันเป็นหลัก โดยนำเสนอรสชาติที่สดชื่นและกลิ่นผลไม้ที่เป็นเอกลักษณ์ของ HYOKETSU สู่สองตลาดสำคัญในสหรัฐฯ ที่ผลิตและจำหน่ายในท้องถิ่นของสหรัฐฯ โดยเครื่องดื่มเหล่านี้จะมอบรสชาติผลไม้ที่สดใหม่ในรูปแบบที่สะดวกและดื่มง่าย

สหรัฐอเมริกานั้นเป็นตลาดเครื่องดื่มพร้อมดื่ม (RTD) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยครองส่วนแบ่งตลาดประมาณครึ่งหนึ่งของตลาดโลก*1 ซึ่งรสชาติที่เน้นผลไม้และความสะดวกสบายยังคงทำให้เครื่องดื่มพร้อมดื่ม (RTD) เป็นหนึ่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เติบโตเร็วที่สุดในหมวดหมู่นี้

*1

IWSR (2024)

 นับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2001 ทาง HYOKETSU ได้กลายเป็นหนึ่งในแบรนด์เครื่องดื่มพร้อมดื่มชั้นนำของญี่ปุ่น ที่เป็นที่รู้จักในด้านรสชาติที่สดชื่นและกลิ่นผลไม้อันเด่นชัด โดยในประเทศญี่ปุ่น แบรนด์นี้มียอดขายรวมประมาณ 15 พันล้านหน่วย*2 ที่สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของผู้บริโภคในระยะยาวและความแข็งแกร่งของแบรนด์

*2

เทียบเท่า 350 มิลลิลิตร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2025

 ด้วยการผลิตและจำหน่ายในท้องถิ่นของสหรัฐอเมริกา ทาง Kirin Brewery มุ่งมั่นที่จะส่งมอบรสชาติผลไม้สดในรูปแบบที่สะดวกสบาย พร้อมทั้งสร้าง HYOKETSU ให้เป็นแบรนด์ระดับโลกที่มีศักยภาพในการขยายตัว

 รายละเอียดผลิตภัณฑ์

 ผลิตภัณฑ์

  • รสชาติสตรอว์เบอร์รีและสับปะรด ที่เป็นสองรสชาติยอดนิยมในหมู่ผู้บริโภคชาวอเมริกัน ได้รับเลือกสำหรับการเปิดตัวในครั้งนี้
  • เครื่องดื่มพร้อมดื่ม (RTD) ของ HYOKETSU ได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์รสนิยมของชาวอเมริกัน โดยคงไว้ซึ่งรสชาติผลไม้อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ด้วยรสชาติผลไม้สดและเนื้อสัมผัสที่เบา ดื่มง่าย

 การออกแบบบรรจุภัณฑ์

  • บรรจุภัณฑ์โดดเด่นด้วยโทนสีฟ้าและเงินอันเป็นเอกลักษณ์ของ HYOKTSUHYOKETSU ซึ่งสื่อถึงความสดใหม่และรสชาติของผลไม้
  • ชื่อแบรนด์ “KIRIN” และ HYOKETSU ถูกแสดงไว้อย่างชัดเจน ในขณะที่คำอธิบาย “CHU-HI” จะอ้างอิงถึงต้นกำเนิดของผลิตภัณฑ์จากประเทศญี่ปุ่น

เกี่ยวกับ Kirin Holdings

Kirin Holdings Company, Limited เป็นบริษัทระดับโลกที่ดำเนินธุรกิจหลักสามด้าน ประกอบด้วย เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์และวิทยาศาสตร์สุขภาพ และยา โดยบริษัทนั้นมีต้นกำเนิดมาจากโรงเบียร์ญี่ปุ่นที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1885 ซึ่งต่อมาได้กลายเป็น Kirin Brewery ในปี 1907 นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ทาง Kirin ได้ขยายการดำเนินธุรกิจโดยใช้กระบวนการหมักและเทคโนโลยีชีวภาพเป็นจุดแข็งหลัก บริษัทได้เข้าสู่ธุรกิจยาในช่วงทศวรรษ 1980 ที่ได้เติบโตขึ้นเป็นธุรกิจระดับโลก โดยในปี 2007 บริษัทได้เปลี่ยนโครงสร้างเป็นบริษัทโฮลดิ้งอย่างเต็มรูปแบบในชื่อ Kirin Holdings และปัจจุบันได้เสริมความแข็งแกร่งด้วยธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์และวิทยาศาสตร์สุขภาพด้วย

ภายใต้วิสัยทัศน์ระยะยาว “ Innovate2035!” ทาง Kirin Group ได้มุ่งเน้นการสร้างคุณค่าที่กระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในหมู่ผู้บริโภคและผู้ป่วย สร้างนิสัยการใช้ชีวิตใหม่ๆ ในด้านอาหารและสุขภาพ ด้วยกลุ่มธุรกิจที่เป็นเอกลักษณ์ครอบคลุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์และวิทยาศาสตร์สุขภาพ และยา โดยกลุ่มบริษัทได้ขยายโครงการริเริ่มทั่วทั้งกลุ่มเพื่อสนับสนุนความเป็นอยู่ที่ดีทั้งทางด้านจิตใจและร่างกายต่อไป

โดย Kirin Group จะยังคงเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยผสานพลังของบุคลากรและเทคโนโลยี เพื่อสร้างคุณค่าทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจในฐานะผู้นำระดับโลกด้าน CSV* พร้อมทั้งแสวงหาการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาวของมูลค่าองค์กร

*การสร้างคุณค่าร่วมกัน: คุณค่าที่เพิ่มขึ้นทั้งสำหรับผู้บริโภคและสังคมโดยรวม

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260227374991/en

Contacts

การติดต่อสำหรับสื่อมวลชน
ฝ่ายสื่อสารองค์กร
Kirin Holdings Company, Limited
Nakano Central Park South, 4-10-2 Nakano, Nakano-ku, Tokyo
+81-3-6837-7028
การสอบถามข้อมูลสำหรับสื่อ | KIRIN – Kirin Holdings Company, Limited
www.kirinholdings.com/en/
kirin-cc@kirin.co.jp

ที่มา: Kirin Holdings Company, Limited

Project B ดึงตัว William Kim ผู้คร่ำหวอดในวงการแฟชั่นมาดำรงตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายไลฟ์สไตล์

Logo

แพลตฟอร์มบาสเกตบอลระดับโลกที่ผสานกีฬาระดับสูงเข้ากับแฟชั่น การออกแบบ และวัฒนธรรม

สิงคโปร์–(BUSINESS WIRE)–19 กุมภาพันธ์ 2026.

Project B เป็นการแข่งขันบาสเกตบอลหญิงและชายระดับโลกชั้นนำที่สร้างขึ้นมาสำหรับนักกีฬาและเหล่าแฟนๆ รุ่นใหม่ ได้ประกาศในวันนี้ว่าได้แต่งตั้ง William Kim ให้เป็นประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายไลฟ์สไตล์ โดยในบทบาทเชิงกลยุทธ์นี้ Kim จะเป็นผู้นำธุรกิจไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียมของ Project B ในด้านสินค้า การร่วมมือกับแบรนด์ และความร่วมมือทางวัฒนธรรม ในขณะที่ Project B ได้ขยายตัวไปทั่วยุโรป เอเชีย และอเมริกา เพื่อสร้างแพลตฟอร์มทางวัฒนธรรมระดับพรีเมียมที่สุดในวงการกีฬาระดับโลก

“เรากำลังสร้างโมเดลที่ออกแบบมาสำหรับปี 2030 รวมถึงอนาคตข้างหน้า” Kim กล่าว “เราจะเริ่มต้นด้วยการสร้างผลิตภัณฑ์ที่ยอดเยี่ยม เราคัดสรรเส้นใยธรรมชาติคุณภาพสูงสุดสำหรับทุกช่วงเวลาในแต่ละวันของนักกีฬา และนำเสนอคอลเลกชันเดียวกันนั้นให้กับกลุ่มแฟนคลับในวงกว้าง ตั้งแต่การออกแบบไปจนถึงห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงประสบการณ์ของผู้บริโภคขั้นสุดท้าย เราดำเนินงานด้วยระเบียบวินัยและการควบคุมเช่นเดียวกับแบรนด์หรู โดยดูแลผลิตภัณฑ์ การจัดจำหน่าย และประสบการณ์ของแบรนด์อย่างครบวงจร”

Kim จะเป็นผู้นำด้านกลยุทธ์ไลฟ์สไตล์ระดับโลกของ Project B โดยผสานกีฬา แฟชั่น และชุมชนเข้าด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว โดยจะเน้นคุณภาพและการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ และจะเป็นผู้ดูแลการพัฒนาเครื่องแต่งกายคุณภาพสูงสำหรับนักกีฬาโดยใช้เส้นใยธรรมชาติ คอลเลกชันระดับพรีเมียมสำหรับแฟนๆ และความร่วมมือกับแบรนด์ต่างๆ ที่เชื่อมโยงกับเมืองเจ้าภาพและพันธมิตรที่กำหนดวัฒนธรรมต่างๆ นอกจากนี้ เขายังจะกำหนดรูปแบบการค้าที่ขับเคลื่อนด้วย AI ที่สร้างขึ้นสำหรับแพลตฟอร์มที่เน้นการสตรีมมิ่งและโซเชียลเป็นหลัก เพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ การจัดจำหน่าย และประสบการณ์ของแบรนด์นั้นมีความสอดคล้องกันในทุกๆ ตลาด

“บาสเกตบอลคือวัฒนธรรม” Geoff Prentice ผู้ร่วมก่อตั้ง Project B กล่าว “ตั้งแต่วันแรก เราสร้างแพลตฟอร์มระดับพรีเมียมที่ยึดมั่นในคุณภาพอย่างไม่ลดละ คอลเลกชันของเราจะผลิตจากผ้าธรรมชาติโดยไม่มีใยสังเคราะห์และไม่มีการลดทอนคุณภาพ โดยมีการออกแบบและพัฒนาภายในบริษัทเพื่อให้เราสามารถควบคุมมาตรฐานได้ตั้งแต่ต้นจนจบ โดย William นั้นเข้าใจถึงวิธีการในการสร้างแบรนด์ที่อยู่เหนือกาลเวลา และมุมมองระดับโลก ซึ่งความรู้สึกด้านการออกแบบของเขาจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งเมื่อเราขยายธุรกิจ”

Kim นำประสบการณ์ระดับนานาชาติมากมายในด้านการสร้างแบรนด์ นวัตกรรมค้าปลีก และกลยุทธ์ทางวัฒนธรรมมาด้วย โดยมีประวัติความสำเร็จในการยกระดับธุรกิจระดับโลกที่มีจุดตัดของกีฬา แฟชั่น และประสบการณ์ของผู้บริโภคร่วมกัน โดยก่อนหน้านี้เขาได้ดำรงตำแหน่ง CEO ของ Shinsegae International, CEO ของ Rapha, CEO ของ AllSaints, Global EVP ที่ Samsung Mobile, SVP ที่ Burberry และดำรงตำแหน่งผู้บริหารใน Gucci Group

ในขณะที่ Project B ขยายตัวเข้าสู่ตลาดต่างประเทศที่สำคัญ การแต่งตั้งครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการสร้างแพลตฟอร์มทางวัฒนธรรมระดับโลกในการจัดหาผลิตภัณฑ์จากเส้นใยธรรมชาติที่ดีที่สุดและสิ่งทอคุณภาพสูงให้กับผู้เล่นและเหล่าแฟนๆ

เกี่ยวกับ Project B

Project B คือแพลตฟอร์มกีฬาระดับโลกที่สร้างขึ้นเพื่อผู้เล่นและแฟนๆ โดยเริ่มต้นจากบาสเกตบอล โดย Project B กำลังสร้างวงจรการแข่งขันระดับนานาชาติที่มีเดิมพันสูง ที่ได้รวบรวมเหล่าผู้เล่นชายและหญิงชั้นนำของโลกมาแข่งขันในเมืองระดับโลกทั่วเอเชีย ยุโรป และอเมริกา โดยออกแบบมาเพื่อโลกแห่งการสตรีมมิ่ง โซเชียล และมือถือเป็นหลัก โดย Project B นั้นได้ผสมผสานการแข่งขันระดับสูงแบบสดๆ เข้ากับการเล่าเรื่องที่ลึกซึ้งเพื่อให้ผู้ชมทั่วโลกได้เข้าถึง

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Contacts

ผู้ติดต่อสำหรับสื่อ
johanna@trailrunnerint.com

ที่มา: Project B

The Bangkok Reporter