Modon Holding และ Nammos Hotels & Resorts นำเสนอ Nammos Ras El Hekma สู่ชายฝั่งทางเหนือของอียิปต์

Logo

โครงการที่พัฒนาด้วยความร่วมมือกับ Nammos Hotels & Resorts นี้จะเป็นจุดหมายปลายทางแถบเมดิเตอร์เรเนียนที่โดดเด่นที่ได้รวบรวมที่พักอาศัยภายใต้แบรนด์ดัง รีสอร์ตหรู ร้านอาหารและบีชคลับ หมู่บ้านค้าปลีก และประสบการณ์ด้านอาหารและการดูแลสุขภาพที่เป็นเอกลักษณ์มาไว้ในอียิปต์เป็นครั้งแรก

ราส เอล เฮกมา ประเทศอียิปต์–(BUSINESS WIRE)–16 กรกฎาคม 2026

Modon Holding จากอาบูดาบี และ Nammos Hotels & Resorts ประกาศเปิดตัว Nammos Ras El Hekma โครงการไลฟ์สไตล์และการบริการระดับหรูแห่งแรกในอียิปต์ที่ครบวงจร ตั้งอยู่ในย่าน Wadi Yemm โครงการพัฒนาแห่งนี้จะทำให้คำมั่นสัญญาของ Ras El Hekma ในเรื่องการใช้ชีวิตแบบเมดิเตอร์เรเนียนที่เหนือกาลเวลาเป็นจริงขึ้นมา โดยผสมผสาน Nammos Residences, Nammos Resort, Nammos Village และบริการด้านอาหารและการดูแลสุขภาพที่คัดสรรมาอย่างดีตลอดทั้งวัน รวมถึง Nammos Restaurant & Beach Club ที่มีชื่อเสียงระดับโลก

Modon Holding and Nammos Hotels & Resorts bring Nammos Ras El Hekma to Egypt’s North Coast (Photo: AETOSWire)

Modon Holding และ Nammos Hotels & Resorts นำเสนอ Nammos Ras El Hekma สู่ชายฝั่งทางเหนือของอียิปต์ (ภาพ: AETOSWire)

Nammos Ras El Hekma คือการแสดงออกถึงความหรูหราแบบเมดิเตอร์เรเนียนร่วมสมัยรูปแบบใหม่ สะท้อนให้เห็นถึงความงามตามธรรมชาติของชายฝั่งทางเหนือของอียิปต์และวิถีชีวิตที่ประณีตแต่มีชีวิตชีวาอันเป็นเอกลักษณ์ของ Nammos โดยนำเสนอแนวคิดการใช้ชีวิตที่ได้รับแรงบันดาลใจจากจิตวิญญาณแห่งเมดิเตอร์เรเนียน ผสานสถาปัตยกรรม ภูมิทัศน์ ศิลปะ และการบริการเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

Nammos Residences จะประกอบด้วยอพาร์ตเมนต์แบบหนึ่งถึงสี่ห้องนอนจำนวน 72 ยูนิต และเพนต์เฮาส์อีกหนึ่งยูนิต ในขณะที่ Nammos Resort จะมีห้องพักโรงแรมจำนวน 79 ห้อง แบ่งออกเป็นห้าประเภท ตั้งแต่ห้องจูเนียร์สวีท ห้องสวีทแบบหนึ่งและสองห้องนอน ไปจนถึงห้องเพรสซิเดนเชียลสวีทและห้องซีเสิร์ชเมนต์สวีท ผู้พักอาศัยและแขกจะได้เพลิดเพลินกับการเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการบริการ การดูแลสุขภาพ การค้าปลีก และการพักผ่อนหย่อนใจที่คัดสรรมาอย่างดี สร้างประสบการณ์การใช้ชีวิตและการท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงกันภายในเมือง Ras El Hekma ที่กำลังเติบโตบนชายฝั่งทางเหนือของอียิปต์

ใจกลางของโครงการพัฒนาแห่งนี้ คือ Nammos Village ที่นำเสนอแนวคิดการค้าปลีกซึ่งมีรากฐานมาจากการค้นพบหมู่บ้านเมดิเตอร์เรเนียนอีกครั้ง และเป็นการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างการช้อปปิ้ง สุขภาพ และศิลปะ โดย Nammos Village นี้จะเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับการค้นพบ การเชื่อมต่อ และการพักผ่อนหย่อนใจ สร้างประสบการณ์การใช้ชีวิตที่ดื่มด่ำซึ่งวัฒนธรรม สุขภาพ และการบริการมาบรรจบกันอย่างราบรื่น

สิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครันยิ่งขึ้นจะรวมถึงศูนย์สุขภาพและฟิตเนส สปา สระว่ายน้ำและศาลาพักผ่อน คลับสำหรับเด็ก ห้องรับประทานอาหารส่วนตัว และการเข้าถึงประสบการณ์การบริการที่ผสานรวมอยู่ทั่วทั้งรีสอร์ต จุดเด่นสำคัญคือร้านอาหารและบีชคลับ Nammos ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากถ้ำชายฝั่งธรรมชาติ ออกแบบมาเพื่อมอบประสบการณ์การบริการและการพักผ่อนที่ครบวงจร โดยจะรวบรวมการรับประทานอาหารที่มีชีวิตชีวา ศาลาพักผ่อนส่วนตัว เตียงอาบแดด สระว่ายน้ำ และการเข้าถึงชายหาดโดยตรง ซึ่งสะท้อนถึงวิถีชีวิตที่สดใสที่สุดของ Nammos

ในด้านสถาปัตยกรรม วิสัยทัศน์ได้รับแรงบันดาลใจจากประเพณีการออกแบบของเมดิเตอร์เรเนียนและไซคลิดิก โดยแสดงออกผ่านรูปทรงโค้ง การจัดวางรูปทรงอย่างมีมิติ พื้นผิวที่ฉาบปูนขาว วัสดุธรรมชาติ และการเชื่อมโยงอย่างแน่นแฟ้นระหว่างสภาพแวดล้อมภายในและภายนอกอาคาร ภาษาการออกแบบได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อเสริมความงามให้กับสภาพแวดล้อมชายฝั่งทะเล ในขณะเดียวกันก็สร้างเอกลักษณ์ที่โดดเด่นภายใน Ras El Hekma

Bill O’Regan ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของกลุ่ม Modon Holding กล่าวว่า: “ Ras El Hekma กำลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่น่าจับตามองที่สุดในแถบเมดิเตอร์เรเนียนอย่างรวดเร็ว และความก้าวหน้าที่เราทำได้จนถึงปัจจุบันสะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ระยะยาวของเรา ด้วยโครงการ Wadi Yemm ที่กำลังจะแล้วเสร็จ และแบรนด์ระดับโลกจำนวนมากที่เลือกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของจุดหมายปลายทางนี้ เรากำลังสร้างเมืองที่มีชีวิตชีวาตลอดทั้งปี ซึ่งออกแบบมาเพื่อมอบการใช้ชีวิต การพักผ่อน และการลงทุนระดับโลกสำหรับคนรุ่นต่อๆ ไป โดย Nammos Ras El Hekma คือส่วนขยายที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์นั้น โดยนำเสนอไลฟ์สไตล์ที่โดดเด่น ซึ่งจะช่วยเพิ่มเสน่ห์ให้กับจุดหมายปลายทางนี้สำหรับผู้อยู่อาศัย นักท่องเที่ยว และนักลงทุนมากยิ่งขึ้น

Petros Stathis ประธานของ Nammos กล่าวว่า: การเปิดตัว Nammos Ras El Hekma ถือเป็นก้าวสำคัญในกลยุทธ์การเติบโตระดับโลกของเรา ชายฝั่งทางเหนือของอียิปต์กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก และ Ras El Hekma เป็นสถานที่ที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการขยายแบรนด์ Nammos อย่างต่อเนื่อง

Carolyn Turnbull ซีอีโอของ Nammos Hotels & Resorts กล่าวว่า: “Nammos Ras El Hekma ได้รับการออกแบบให้เป็นสถานที่ที่การบริการ การอยู่อาศัย และไลฟ์สไตล์ผสานรวมกันอย่างลงตัวและเป็นธรรมชาติ แรงบันดาลใจจากพลัง ความสง่างาม และจิตวิญญาณที่กำหนดนิยามของ Nammos มานานกว่าสองทศวรรษ จุดหมายปลายทางแห่งนี้จะสร้างประสบการณ์สุดพิเศษที่เชื่อมโยงผู้คนและเฉลิมฉลองการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า

Nammos Ras El Hekma เป็นส่วนหนึ่งของแผนแม่บท Ras El Hekma มูลค่า 35 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาพื้นที่ 170.8 ล้านตารางเมตร ที่จะเปลี่ยนโฉมชายฝั่งทางเหนือของอียิปต์ให้กลายเป็นเมืองแห่งอนาคต โดยคาดว่าจะสามารถดึงดูดการลงทุนได้มากถึง 110 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2045 โดย Wadi Yemm จะเป็นพื้นที่แรกใน 17 เขตของ Ras El Hekma ที่เริ่มดำเนินการก่อสร้าง และจะมีสถานที่สำคัญทางวัฒนธรรมหลายแห่งที่จะช่วยกำหนดเอกลักษณ์ของเมืองโดยรวม

Ras El Hekma ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้การเดินทางสะดวกสบายทั้งทางบก ทางทะเล และทางอากาศ ทำให้สามารถเดินทางมายังพื้นที่นี้ได้โดยใช้เวลาบินเพียงสี่ชั่วโมงจากประชากรเกือบครึ่งหนึ่งของโลก จุดหมายปลายทางนี้จะประกอบด้วยสนามบินนานาชาติแห่งใหม่ที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายรถไฟความเร็วสูง ทางหลวงสายหลัก และท่าจอดเรือ รวมถึงอาคารผู้โดยสารสำหรับเรือสำราญโดยเฉพาะ ด้วยพื้นที่แนวชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่ทอดยาวถึง 44 กิโลเมตร โดย Ras El Hekma จะนำเสนอประสบการณ์ที่ผสมผสานทั้งด้านการพักผ่อนหย่อนใจ การบริการ และวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน โดยมีหัวใจสำคัญคือย่านธุรกิจและการเงินที่เป็นศูนย์กลาง ซึ่งได้รับการสนับสนุนด้วยย่านการศึกษา ย่านที่อยู่อาศัย และพื้นที่ใช้สอยแบบผสมผสานที่ออกแบบมาเพื่อสร้างชุมชนที่มีชีวิตชีวาและคึกคักตลอดทั้งปี

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม ผู้ที่สนใจซื้อสามารถเยี่ยมชมได้ที่ modon.com หรือโทร 800 MODON ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, 7734 ในอียิปต์ หรือ +201122222734 สำหรับการติดต่อจากต่างประเทศ

เกี่ยวกับ Modon

Modon เป็นบริษัทโฮลดิ้งระดับนานาชาติ มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่อาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อาบูดาบี (ADX) โดย Modon เป็นผู้นำด้านนวัตกรรมเมือง การสร้างสรรค์ดีไซน์ และประสบการณ์อันโดดเด่นที่เหนือความคาดหมายอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ การบริการ การบริหารสินทรัพย์และการลงทุน การจัดงาน การจัดเลี้ยง การท่องเที่ยว และโครงสร้างพื้นฐานของเมือง โดยเรากำลังทำให้เมืองต่างๆ มีชีวิตชีวาด้วยการส่งมอบมูลค่าที่ยั่งยืนในระยะยาว

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดต่อ press@modon.com, เยี่ยมชมที่ www.modon.com หรือติดตามที่:

LinkedIn
X
Instagram
Facebook
YouTube

เกี่ยวกับ Nammos Hotels & Resorts

Nammos Hotels & Resorts คือตัวแทนด้านการบริการและการอยู่อาศัยของ Nammos หนึ่งในแบรนด์ไลฟ์สไตล์หรูระดับโลกที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด ก่อตั้งขึ้นที่ Mykonos ในปี 2003 และได้รับการยกย่องไปทั่วโลกในฐานะผู้สร้างจุดหมายปลายทางที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวาซึ่งผสานรวมการรับประทานอาหารชั้นเลิศ ความบันเทิง และวัฒนธรรมชายหาด โดย Nammos ได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องไปสู่โรงแรมหรู รีสอร์ต และที่พักอาศัยภายใต้แบรนด์ โดยขยายไลฟ์สไตล์ ปรัชญาการบริการ และวิสัยทัศน์ด้านการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ไปสู่จุดหมายปลายทางที่น่าปรารถนาที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

Nammos Hotels & Resorts เปิดตัวอย่างเป็นทางการด้วย Nammos Hotel Mykonos ในปี 2023 โดยต่อยอดจากประสบการณ์กว่าสองทศวรรษในการสร้างสรรค์ประสบการณ์ที่นิยามด้วยความสง่างามแบบเมดิเตอร์เรเนียน แรงบันดาลใจจากต้นกำเนิดบนเกาะ โดย Nammos ได้ผสมผสานความหรูหราอย่างลงตัวเข้ากับพลังทางสังคมที่มีชีวิตชีวา สร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำสำหรับแขกผู้เข้าพัก ผู้พักอาศัย และชุมชนท้องถิ่น

โรงแรม รีสอร์ต และที่พักอาศัยแต่ละแห่งได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันเพื่อสะท้อนเอกลักษณ์ของสถานที่ พร้อมมอบบริการที่เป็นส่วนตัวอย่างยิ่ง ประสบการณ์ด้านอาหารระดับโลก สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี วัฒนธรรม และความบันเทิง การผสมผสานเอกลักษณ์ของสถานที่เข้ากับจิตวิญญาณอันโดดเด่นของไลฟ์สไตล์ โดย Nammos จะทำให้ Nammos Hotels & Resorts สร้างสรรค์จุดหมายปลายทางที่ผู้คนมารวมตัวกันเพื่อเชื่อมต่อ เฉลิมฉลอง และสัมผัสกับความหรูหราอย่างมีความสุข

*ที่มา: AETOSWire

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260716740934/en

Contacts

Mark Robinson
press@modon.com
ir@modon.com
https://www.modon.com/

ที่มา: Modon

Mary Kay ได้รับความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง ครองอันดับ 1 ในธุรกิจขายตรงผลิตภัณฑ์ความงามระดับโลกเป็นปีที่ 4

Logo

Euromonitor International ยกย่องความเป็นผู้นำอย่างต่อเนื่องของ Mary Kay ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและเครื่องสำอาง

DALLAS–(BUSINESS WIRE)–23 มิถุนายน 2026

Mary Kay Inc. บริษัทธุรกิจความงามระดับตำนาน ได้รับการยกย่องให้เป็นแบรนด์ขายตรง อันดับ 1 ของโลกอีกครั้ง ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและเครื่องสำอาง1 โดย Euromonitor International รักษามาตรฐานความเป็นเลิศอย่างต่อเนื่อง เป็นปีที่สี่ติดต่อกัน

Mary Kay Inc., the iconic beauty and entrepreneurship company, for the fourth year in a row has been named the #1 Direct Selling Brand of Skin Care and Color Cosmetics in the World by Euromonitor International. (Image Credit: Mary Kay Inc.)

Mary Kay Inc. บริษัทเครื่องสำอางและธุรกิจชั้นนำระดับโลกแห่งนี้ ได้รับการยกย่องให้เป็นแบรนด์ขายตรงอันดับ 1 ของโลกด้านผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและเครื่องสำอางสีสัน จาก Euromonitor International เป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน (ภาพเครดิต: Mary Kay Inc.)

“การได้รับยกย่องจัดอันดับเป็นที่ 1 ของโลกจาก Euromonitor เป็นปีที่สี่ติดต่อกัน ถือเป็นการยืนยันอย่างหนักแน่นถึงอิทธิพลของที่ปรึกษาด้านความงามอิสระของเราทั่วโลก ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนความสำเร็จของเราในทุกๆ วัน” Ryan Rogers ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Mary Kay Inc. กล่าว “จิตวิญญาณแห่งความเป็นผู้ประกอบการ ผสานกับการลงทุนอย่างมหาศาลของเราในด้านการวิจัยและพัฒนา และเทคโนโลยีล้ำสมัย ทำให้เราสามารถส่งมอบผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและความงามที่มีประสิทธิภาพสูง นี่คือเคล็ดลับความสำเร็จที่ทำให้เราเป็นหนึ่งในแบรนด์สินค้าอุปโภคบริโภคที่ได้รับการติดตามมากที่สุดในโลก”

Euromonitor International เป็นผู้ให้บริการชั้นนำด้านข้อมูลเชิงธุรกิจ การวิเคราะห์ตลาด และข้อมูลเชิงลึกของผู้บริโภคระดับโลก ด้วยประสบการณ์กว่า 50 ปีในการดำเนินงานวิจัยตลาดในกว่า 100 ประเทศ

“การจัดอันดับของ Euromonitor International แสดงถึงมาตรฐานสูงสุดของผลการดำเนินงานของตลาดโลก โดยได้รับการสนับสนุนจากข้อมูลและการวิเคราะห์ที่เป็นอิสระและเข้มงวด” Anthony Irwin รองประธานอาวุโสฝ่ายวิจัยของ Euromonitor International กล่าว “ความเป็นผู้นำอย่างต่อเนื่องของ Mary Kay ในธุรกิจขายตรงกลุ่มผลิตภัณฑ์ความงาม แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการส่งมอบคุณค่า คุณภาพ และความเกี่ยวข้องอย่างสม่ำเสมอในตลาดโลกที่มีการแข่งขันสูง”

ขึ้นอันดับหนึ่งในชาร์ต:

  • นอกเหนือจากการได้รับการยอมรับจาก Euromonitor แล้ว Mary Kay ยังได้รับรางวัลระดับโลกอย่างต่อเนื่องในกลุ่มบริษัทความงามชั้นนำระดับโลก
  •  ในปี 2025 เพียงปีเดียว Mary Kay ได้รับรางวัล ด้านความงามและอุตสาหกรรมถึง 41 รางวัล ทั่วโลก รวมถึงได้รับการจัดอันดับที่ 9 โดยเป็นแบรนด์ที่ดีที่สุดที่สร้างผลกระทบต่อสังคมประจำปี 2025 จาก Forbes2 จากรายชื่อ 3,900 แบรนด์
  •  ในปี 2026 Mary Kay ติดอันดับที่ 20 จาก 100 บริษัทเครื่องสำอางชั้นนำประจำปี 2025 ของ Women’s Wear Daily Beauty Inc.
  •  นิตยสาร Forbes จัดอันดับให้ Mary Kay อยู่ในอันดับที่ 2 ในด้านบริการลูกค้าที่ดีที่สุดประจำปี 20263 ตามรายชื่อ

ศูนย์กลางนวัตกรรมระดับโลก

Mary Kay ยังคงส่งมอบผลิตภัณฑ์บำรุงผิวและเครื่องสำอางคุณภาพสูงอย่างต่อเนื่อง ด้วยการผสมผสานนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ ข้อมูลเชิงลึกของผู้บริโภค และบริการที่เป็นส่วนตัว

  • Mary Kay ได้รับสิทธิบัตรทั่วโลกกว่า 1,600 รายการ ในด้านผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี และบรรจุภัณฑ์
  • ศูนย์การผลิตและวิจัยและพัฒนา Richard R. Rogers ระดับโลกของ Mary Kay ในรัฐเท็กซัส สามารถผลิตสินค้าได้มากถึง 1 ล้านชิ้นต่อวัน
  •  64% ของนักวิทยาศาสตร์ด้านการวิจัยและพัฒนาของ Mary Kay และ 79% ของทีมงานด้านแบรนด์ระดับโลกและทีมงานสร้างสรรค์ระดับโลกเป็นผู้หญิง4

ผลิตภัณฑ์ของ Mary Kay ประกอบด้วยสินค้าที่ได้รับรางวัลและเป็นที่ชื่นชอบของลูกค้ามากมาย เช่น

  • ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว TimeWise®
  • ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวขั้นสูงจาก Clinical Solutions®
  • รองพื้น TimeWise® 3D (เนื้อแมตต์และเนื้อเนียนละเอียด)
  • ผลิตภัณฑ์ล้างเครื่องสำอางรอบดวงตาแบบปราศจากน้ำมัน
  • Ultimate Mascara™
  • ลิปมัน Unlimited®

ผลิตภัณฑ์ของ Mary Kay ได้รับการจัดจำหน่ายโดยที่ปรึกษาด้านความงามอิสระชั้นนำใน 40 ตลาดทั่วโลก ซึ่งให้บริการส่วนบุคคลแก่ลูกค้าทั้งแบบตัวต่อตัวและทางออนไลน์ www.MaryKay.com (สหรัฐอเมริกา) และบนช่องทางสื่อสังคมออนไลน์และสื่อดิจิทัลต่างๆ

คุณทราบหรือไม่
ผลกระทบทางเศรษฐกิจของการขายตรงในเชิงตัวเลข:

โดยรวม:

  •  คาดการณ์ว่าตลาดขายตรงทั่วโลกจะเติบโตจนมีมูลค่าประมาณ 815.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2034 เพิ่มขึ้นจากประมาณ 418.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 20245

ในสหรัฐอเมริกา:

  •  73% ของนักขายตรงในสหรัฐอเมริกาเป็นผู้หญิง6
  •  ยอดขายปลีก 34.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่เกิดจากกิจกรรมการขายตรง7

เกี่ยวกับ Mary Kay

Mary Kay Ash หนึ่งในผู้บุกเบิกการทลายกำแพงทางเพศ ได้ก่อตั้งแบรนด์ความงามในฝันขึ้นในรัฐเท็กซัสในปี 1963 ด้วยเป้าหมายเดียวคือ การยกระดับชีวิตของผู้หญิง ความฝันนั้นได้เบ่งบานเป็นบริษัทระดับโลกที่มีสมาชิกทีมขายอิสระหลายล้านคนใน 40 ตลาดทั่วโลก โดยกว่า 60 ปีที่ผ่านมา โอกาสต่างๆ จาก Mary Kay ได้ช่วยเสริมสร้างพลังให้ผู้หญิงกำหนดอนาคตของตนเองผ่านการศึกษา การให้คำปรึกษา การสนับสนุน และนวัตกรรมต่างๆ โดย Mary Kay นั้นทุ่มเทให้กับการลงทุนในวิทยาศาสตร์เบื้องหลังความงามและการผลิตผลิตภัณฑ์ดูแลผิว เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และน้ำหอมที่ล้ำสมัยต่างๆ ซึ่ง Mary Kay นั้นเชื่อมั่นในการอนุรักษ์โลกของเราเพื่อคนรุ่นหลัง รวมถึงเชื่อมั่นในการปกป้องผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบจากโรคมะเร็งและความรุนแรงในครอบครัว และให้การสนับสนุนแก่เยาวชนให้ทำตามความฝันของตนเอง เรียนรู้เพิ่มเติมได้ที่ marykayglobal.com ติดตามเราได้ทาง Facebook, Instagram และ LinkedIn หรือติดตามเราได้ทาง X.

เกี่ยวกับ Euromonitor International

Euromonitor International เป็นผู้นำระดับโลกด้านข้อมูลเชิงลึกทางการตลาดระดับโลกในอุตสาหกรรม บริษัท เศรษฐกิจ และผู้บริโภค ด้วยประสบการณ์กว่า 50 ปีในระดับแนวหน้าของอุตสาหกรรม เราผสานความเชี่ยวชาญของมนุษย์อย่างลึกซึ้งเข้ากับเทคโนโลยี AI และการวิเคราะห์ เพื่อส่งมอบข้อมูลเชิงลึกที่ขับเคลื่อนการตัดสินใจที่มีความมั่นใจและมีความเสี่ยงสูงได้อย่างรวดเร็วและครอบคลุม เครือข่ายระดับโลกและข้อมูลที่เป็นกรรมสิทธิ์ของเราช่วยให้คุณปลดล็อกโอกาสในการเติบโตและรับมือกับการเปลี่ยนแปลง เรามีทีมผู้เชี่ยวชาญใน 16 สำนักงานทั่วโลก และเครือข่ายนักวิเคราะห์ภาคสนามในกว่า 100 ประเทศ ซึ่งให้ข้อมูลเชิงลึกทางวัฒนธรรมและธุรกิจที่ผู้อื่นมองข้าม เราทำการวิจัยใน 210 ประเทศและเขตอำนาจศาล และ 99.9% ของผู้บริโภคทั่วโลก ช่วยให้ลูกค้าของเราเข้าใจตลาดโลกได้ดียิ่งขึ้น

1 “ที่มา: Euromonitor International Limited ผลิตภัณฑ์ความงามและดูแลส่วนตัว ฉบับปี 2026, ยอดขายตามราคาขายปลีกที่แนะนำ (RSP) ข้อมูลปี 2025”
2 Haniya Rae ผู้เขียนบทความ (17 เมษายน ปี 2025) “Meet America’s Best Brands For Social Impact 2025” https://www.forbes.com/sites/haniyarae/2025/04/17/meet-americas-best-brands-for-social-impact-2025/.
3 Alan Schwarz (14 ตุลาคม ปี 2025) “2026 Best Customer Service” https://www.forbes.com/lists/best-customer-service/.
4 บทบาทของสตรีและตำแหน่งผู้นำที่ Mary Kay เดือนพฤษภาคม 2026
5 Tajammul Pangarkar (24 เดือนมีนาคม ปี 2025) ตลาดขายตรงมูลค่าสูงถึง 815.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2034 ที่ CAGR 6.9% www.news.market.us/direct-selling-market-news
6 สหพันธ์สมาคมการขายตรงโลก (พฤศจิกายน 2025) รายงานข้อมูลสถิติการขายตรงระดับโลกประจำปี 2024 https://wfdsa.org/wp-content/uploads/2025/12/WFDSA-STATS-Report-2024-2025-V1.pdf
7 รายงานการศึกษาการเติบโตและแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาของ DSEF ประจำปี 2025 รายงานผลกระทบทางเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาของ DSEF ประจำปี 2026

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่:  https://www.businesswire.com/news/home/20260623487381/en

Contacts

Mary Kay Inc. Corporate Communications
newsroom.marykay.com
972.687.5332 หรือ media@mkcorp.com

ที่มา: Mary Kay Inc.


Bacardi ได้เข้าเป็นเจ้าของวิสกี้ไอริช TEELING® อย่างเต็มตัวแล้ว

Logo

แบรนด์วิสกี้ไอริชจะเข้าร่วมพอร์ตโฟลิโอของแบรนด์ระดับพรีเมียมของบริษัทที่ดำเนินกิจการโดยครอบครัว

แฮมิลตัน เบอร์มิวดา–(BUSINESS WIRE)–23 มิถุนายน 2026

Bacardi Limited ประกาศเสร็จสิ้นการทำธุรกรรมที่ทำให้บริษัทซึ่งเป็นธุรกิจครอบครัวเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียวของบริษัท Teeling Whiskey และแบรนด์วิสกี้ไอริช TEELING® โดยผู้ก่อตั้ง Jack และ Stephen Teeling จะยังคงเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ โดยมีบทบาทในการกำหนดอนาคตและขับเคลื่อนการเติบโตในระยะยาวในฐานะที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์

Three expressions of Teeling Irish Whiskey: Single Grain, Small Batch and Single Malt

วิสกี้ไอริช Teeling มี 3 รูปแบบ ได้แก่ Single Grain, Small Batch และ Single Malt

การประกาศในวันนี้เกิดขึ้นหลังจากความสัมพันธ์ที่ประสบความสำเร็จระหว่างสองบริษัท นับตั้งแต่ที่ทาง Bacardi ได้เข้าซื้อหุ้นส่วนน้อยของบริษัทผลิตวิสกี้ที่ตั้งอยู่ในดับลินเมื่อปี 2017 และต่อมาทาง Bacardi ได้เพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นเรื่อยมาจนกลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในปี 2022

“TEELING เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับ Bacardi” Mahesh Madhavan ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Bacardi Limited กล่าวแบรนด์นี้เป็นตัวแทนของคุณภาพ งานฝีมือ และแนวทางที่ไม่เกรงกลัวต่อความท้าทายในวงการ ด้วยไอเดียใหม่ๆ และวิสกี้ที่สร้างสรรค์ โดยรางวัลนับร้อยที่ได้รับนั้นบ่งบอกถึงความสำเร็จอย่างแท้จริง ศักยภาพในระยะยาวของวิสกี้ไอริชทั่วโลกนั้นมีมากมายมหาศาล และด้วย TEELING เราจึงอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุดที่จะคว้าทุกโอกาสเหล่านั้น”

นับตั้งแต่ Bacardi เริ่มสร้างความสัมพันธ์กับบริษัท Teeling Whiskey ทางแบรนด์ TEELING ก็เติบโตขึ้นกว่าสองเท่าและได้ขยายฐานลูกค้าไปทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ โดยปัจจุบัน TEELING นั้นมีการส่งออกไปยังกว่า 80 ตลาดทั่วโลก

“ผมและน้องชายต่างรู้ดีว่าที่ Bacardi นั้น TEELING อยู่ในมือที่ดีที่สุดแล้ว” Jack Teeling ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Teeling Whiskey กล่าว “จากการทำงานอย่างใกล้ชิดกับทีมงานของ Bacardi ตลอดเก้าปีที่ผ่านมา ทำให้เราได้รู้ว่าในฐานะบริษัทที่ดำเนินกิจการโดยครอบครัว ทาง Bacardi นั้นให้ความสำคัญกับคุณค่าทุกอย่างที่แบรนด์ TEELING ยึดมั่น และความมุ่งมั่นที่จะยกระดับมาตรฐานของวิสกี้ไอริช ตอนนี้ เมื่อ TEELING และทีมงานที่ยอดเยี่ยมในดับลินได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว Bacardi อย่างเต็มตัวแล้ว เรามีความตื่นเต้นอย่างยิ่งที่จะได้เห็นความสำเร็จทั้งหมดที่พวกเขาจะทำได้ในอีกหลายปีข้างหน้า”

นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท Teeling Whiskey ในปี 2012 บริษัทได้สร้างชื่อเสียงในวงการวิสกี้ด้วยวิธีการผลิตวิสกี้ไอริชแบบทำมือในปริมาณน้อยที่ไม่เหมือนใคร โดยในปัจจุบัน TEELING คือวิสกี้ไอริชที่ได้รับรางวัลมากที่สุดในโลก* ด้วยคุณภาพและรสชาติที่ยอดเยี่ยมที่ได้รับการยอมรับจากเวทีต่างๆ เช่น World Whiskies Awards, Irish Whiskey Masters, International Wine & Spirit Competition และ San Francisco World Spirits Competition เป็นต้น โดยโรงกลั่นวิสกี้ TEELING ที่เปิดทำการในปี 2015 ในฐานะโรงกลั่นใหม่แห่งแรกในดับลินในรอบกว่า 125 ปี เป็นสถานที่แสดงให้เห็นถึงฝีมือการผลิตที่อยู่เบื้องหลังแบรนด์ และปัจจุบันได้ต้อนรับผู้เข้าชมมากกว่าหนึ่งล้านคนแล้ว

*อ้างอิงจากรางวัล World Whiskies Awards ปี 2019-2025

ดื่มอย่างมีความรับผิดชอบเสมอ

เกี่ยวกับ TEELING Whiskey

บริษัท Teeling Whiskey ก่อตั้งขึ้นในปี 2012 เพื่อฟื้นฟูเครื่องหมายการค้าเก่าแก่ของตระกูล TEELING ซึ่งเป็นเครื่องหมายการค้าวิสกี้ไอริช โดยการนำการกลั่นแบบดั้งเดิมกลับมาสู่ดับลิน นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา TEELING ได้กลายเป็นบริษัทวิสกี้ไอริชที่ก้าวหน้าที่สุด โดยขับเคลื่อนนวัตกรรมและนำเสนอวิสกี้ไอริชที่ผลิตด้วยมืออย่างพิถีพิถันในปริมาณน้อยหลากหลายชนิด โรงกลั่น Teeling Whiskey ได้เริ่มดำเนินการในปี 2015 ซึ่งนับเป็นโรงกลั่นใหม่แห่งแรกในดับลินในรอบกว่า 125 ปี และมีผู้เข้าชมมากกว่าหนึ่งล้านคนนับตั้งแต่เปิดทำการ ปัจจุบันวิสกี้ TEELING นั้นมีการส่งออกไปยังตลาดต่างๆ มากกว่า 80 แห่ง และได้รับรางวัลระดับนานาชาติมากกว่า 650 รางวัลในด้านคุณภาพ โดย TEELING และรูปแบบบรรจุภัณฑ์ รวมทั้งโลโก้นกฟีนิกซ์นั้นเป็นเครื่องหมายการค้า

เกี่ยวกับ Bacardi Limited

Bacardi Limited เป็นบริษัทผลิตสุรานานาชาติขนาดใหญ่ที่สุดที่ถือครองโดยเอกชน ดำเนินธุรกิจผลิต ทำการตลาด และจัดจำหน่ายสุราและไวน์ โดยพอร์ตโฟลิโอของ Bacardi Limited ประกอบด้วยแบรนด์และฉลากมากกว่า 200 รายการ รวมถึงเหล้ารัม BACARDÍ®, เตกีลา PATRÓN®, วอดก้า GRAY GOOSE®, วิสกี้สกอตช์ผสม DEWAR’S®, จิน BOMBAY SAPPHIRE®, เวอร์มุตและไวน์สปาร์คลิ่ง MARTINI®, เตกีลาจากต้นอะกาเวสีฟ้า 100% CAZADORES® และแบรนด์ชั้นนำ รวมถึงแบรนด์ใหม่ๆ ที่กำลังเติบโต เช่น วิสกี้สกอตช์ WILLIAM LAWSON’S®, คอนญัก D’USSÉ®, วิสกี้อเมริกัน ANGEL’S ENVY® และเหล้าเอลเดอร์ฟลาวเวอร์ ST-GERMAIN® เป็นต้น โดย Bacardi Limited ก่อตั้งขึ้นเมื่อกว่า 164 ปีที่แล้วในเมืองซานติอาโก เด คิวบา เป็นธุรกิจครอบครัว ในปัจจุบันมีพนักงานประมาณ 8,000 คน ดำเนินงานโรงงานผลิตใน 10 ประเทศ และจำหน่ายแบรนด์ของตนในกว่า 160 ตลาด โดย Bacardi Limited หมายถึงกลุ่มบริษัท Bacardi ซึ่งรวมถึง Bacardi International Limited ด้วย เยี่ยมชมเว็บไซต์ www.bacardilimited.com หรือติดตามเราบน LinkedIn และ Instagram

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260623858211/en

Contacts

การสอบถามข้อมูลจากสื่อ:
Ruth Dunne, ผู้จัดการฝ่ายการตลาด, TEELING Whiskey
ruth@teelingwhiskey.com

Andrew Carney, ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสาร, Bacardi
acarney@bacardi.com

ที่มา: Bacardi Limited


Marquee Brands ได้เข้าร่วมเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับ DAMAC Group เพื่อเข้าถือหุ้นส่วนใหญ่ใน Roberto Cavalli

Logo

ความร่วมมือครั้งนี้จะทำให้ Roberto Cavalli มีความพร้อมสำหรับการก้าวเข้าสู่ระยะใหม่ของการขยายธุรกิจไปทั่วโลกและการเติบโตแบบออมนิแชนแนล (Omni-channel)

นิวยอร์ก–(BUSINESS WIRE)–21 พฤษภาคม 2026

Marquee Brands เป็นบริษัทบริหารจัดการแบรนด์ระดับโลกและผู้เร่งการเติบโตของแบรนด์ชั้นนำ ประกาศในวันนี้ว่าได้บรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายในการเข้าถือหุ้นส่วนใหญ่ใน Roberto Cavalli ผ่านความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ DAMAC Group ที่เป็นกลุ่มบริษัทข้ามชาติชั้นนำและเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์หรูจากดูไบ การทำธุรกรรมนี้คาดว่าจะเสร็จสิ้นในไตรมาสที่สองของปี 2026 หลังจากนั้น DAMAC Group จะยังคงเป็นผู้ถือหุ้นรายสำคัญต่อไป โดย Roberto Cavalli นั้นเป็นแบรนด์หรูระดับตำนานที่ก่อตั้งขึ้นในฟลอเรนซ์ในปี 1970 และเป็นที่รู้จักในด้านการออกแบบที่ล้ำสมัยและงานฝีมือสไตล์อิตาลีอันโดดเด่น จะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตโฟลิโอแบรนด์ระดับโลกเหนือกาลเวลาของ Marquee Brands ที่ประกอบไปด้วย Martha Stewart, Laura Ashley, Sur La Table, BCBGMAXAZRIA และ Stance โดยการเพิ่ม Roberto Cavalli เข้ามาจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับตำแหน่งของ Marquee Brands ในฐานะผู้นำในภาคส่วนสินค้าหรูและไลฟ์สไตล์ ทำให้ยอดขายปลีกรวมของพอร์ตโฟลิโอทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

Roberto Cavalli Spring/Summer 2026

คอลเลกชันฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2026 ของ Roberto Cavalli

“Roberto Cavalli คือหนึ่งในแบรนด์หรูชั้นนำของอิตาลี ด้วยเอกลักษณ์ที่โดดเด่นและปรัชญาแบรนด์ที่ยั่งยืน” Heath Golden ซีอีโอของ Marquee Brands กล่าว “เรามองเห็นศักยภาพอันมหาศาลในการต่อยอดจากรากฐานนี้ ผ่านการบริหารจัดการแบรนด์อย่างรอบคอบและการขยายธุรกิจเชิงกลยุทธ์ ด้วยความร่วมมือกับ DAMAC ผู้นำด้านอสังหาริมทรัพย์หรู เราจะยังคงยกระดับประสบการณ์ของ Roberto Cavalli ทั่วโลกต่อไป”

Hussain Sajwani ผู้ก่อตั้งกลุ่มบริษัท DAMAC กล่าวว่า “Roberto Cavalli เป็นหนึ่งในแบรนด์หรูที่มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุดในโลก หลังจากที่ได้สร้างรากฐานที่มั่นคงให้กับแบรนด์มานานหลายปี เราจึงมองหาพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ที่มีทักษะความสามารถในการยกระดับแบรนด์ไปอีกขั้น เรามั่นใจว่า Marquee Brands คือพันธมิตรที่เหมาะสมที่สุด ด้วยความรักที่เรามีต่อแบรนด์และการถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง เราจึงหวังที่จะสนับสนุนความพยายามของ Marquee Brands โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขยายไลฟ์สไตล์ของ Roberto Cavalli ผ่านโครงการที่พักอาศัยและโรงแรมในจุดหมายปลายทางชั้นนำทั่วโลก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ DAMAC ยังคงเป็นเจ้าของและดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบ ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นยุคใหม่ที่น่าตื่นเต้นสำหรับแบรนด์อย่างแท้จริง”

Marquee Brands ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของกองทุนที่บริหารโดย Neuberger บริษัทจัดการลงทุนระดับโลก ยังคงขยายแพลตฟอร์มระดับโลกอย่างต่อเนื่องด้วยการเข้าซื้อแบรนด์เก่าแก่ที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค โดย Roberto Cavalli เป็นแบรนด์ที่ 22 ในพอร์ตโฟลิโอของ Marquee Brands

“Marquee Brands ได้สร้างแบบจำลองธุรกิจที่มีประสิทธิภาพด้านเงินทุนและได้รับการพิสูจน์แล้วสำหรับการขับเคลื่อนการเติบโตผ่านการบริหารจัดการแบรนด์อย่างมีระเบียบวินัย ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ และมุมมองการลงทุนระยะยาว” Zachary Sigel กรรมการผู้จัดการของ Neuberger และผู้ร่วมก่อตั้ง Marquee Brands กล่าว “การเข้าซื้อกิจการ Roberto Cavalli ได้ช่วยตอกย้ำถึงความเชื่อมั่นของ Neuberger ในแพลตฟอร์มและศักยภาพในการสร้างมูลค่าให้กับนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง”

ความร่วมมือระหว่าง Marquee Brands และ DAMAC จะขยายการเข้าถึงแบรนด์ Roberto Cavalli ไปทั่วโลก โดยเป็นการผสานจุดแข็งที่เสริมซึ่งกันและกัน และความมุ่งมั่นร่วมกันในการยกระดับแบรนด์แฟชั่นระดับตำนานของอิตาลี โดย Marquee Brands จะช่วยเร่งการเติบโตของ Roberto Cavalli ด้วยการแนะนำหมวดหมู่ผลิตภัณฑ์ บริการ และจุดสัมผัสในประสบการณ์ใหม่ๆ ทั่วทั้งยุโรป สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา ตะวันออกกลาง เอเชียแปซิฟิก และละตินอเมริกา

DAMAC จะยังคงขยายการมีอยู่ของแบรนด์ผ่านโครงการที่พักอาศัยและโรงแรมภายใต้แบรนด์ Roberto Cavalli ในตลาดสำคัญทั่วโลก เพื่อเสริมสร้างตำแหน่งความเป็นแบรนด์หรูและความน่าปรารถนาของแบรนด์ การเป็นพันธมิตรครั้งนี้จะช่วยสร้างแพลตฟอร์มที่ทรงพลังซึ่งผสานความเชี่ยวชาญของ Marquee Brands ในการพัฒนาแบรนด์ระดับโลกเข้ากับความเป็นผู้นำของ DAMAC ในด้านอสังหาริมทรัพย์หรูและการบริการ รวมถึงการเปิดโอกาสใหม่ๆ ที่สำคัญสำหรับอนาคตของ Roberto Cavalli

ในส่วนหนึ่งของธุรกรรมนี้ Marquee Brands ได้ประกาศแต่งตั้ง The Level Group (TLG) ซึ่งเป็นพันธมิตรในเมืองมิลาน เป็นพันธมิตรหลักในการดำเนินงาน โดย TLG จะเป็นผู้นำในการพัฒนา ผลิต และจัดจำหน่ายคอลเลกชันสำหรับผู้หญิงและผู้ชายของแบรนด์ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าวิสัยทัศน์ด้านผลิตภัณฑ์มีความเป็นเอกภาพและเหนือระดับในตลาดสำคัญต่างๆ นอกจากนี้ TLG จะรับผิดชอบในการดำเนินงานด้านการค้าปลีกและอีคอมเมิร์ซ รวมถึงการจัดจำหน่ายแบบขายส่งในยุโรปและสหรัฐอเมริกาที่จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับช่องทางการขายตรงถึงผู้บริโภคและกลยุทธ์การค้าปลีกระดับโลกของ Roberto Cavalli

โดย RBC Capital Markets จะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และ Greenberg Traurig จะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางกฎหมายให้กับ Marquee Brands ส่วน BDA Partners จะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางการเงินให้กับ DAMAC Properties

เกี่ยวกับ ROBERTO CAVALLI

Roberto Cavalli ก่อตั้งขึ้นในปี 1970 เป็นแบรนด์ชั้นนำของอิตาลีในด้านแฟชั่น เครื่องประดับ และไลฟ์สไตล์หรูหรา มีความโดดเด่นด้วยสุนทรียภาพร่วมสมัยที่งดงาม โดยแบรนด์นี้เป็นตัวแทนที่แท้จริงของความเป็นเลิศ งานฝีมือ และต้นกำเนิดจากแถบเมดิเตอร์เรเนียนของอิตาลี กลุ่มผลิตภัณฑ์ของ Roberto Cavalli อยู่ในกลุ่มสินค้าหรูหรา และประกอบด้วยคอลเลกชันต่างๆ ได้แก่ ของใช้ในบ้าน สินค้าสำหรับเด็ก แว่นตา น้ำหอม นาฬิกา และ Just Cavalli www.robertocavalli.com

เกี่ยวกับ MARQUEE BRANDS

Marquee Brands คือผู้นำด้านการเร่งการเติบโตของแบรนด์ระดับตำนาน ช่วยปลดล็อกมูลค่า และสร้างอิทธิพลระดับโลก โดยมุ่งเน้นการขับเคลื่อนการเติบโตและสร้างมูลค่าแบรนด์ที่ยั่งยืน เราจึงร่วมมือกับผู้ผลิต ผู้ประกอบการ ผู้ค้าปลีก และผู้จัดจำหน่ายชั้นนำต่างๆ เพื่อขยายแบรนด์ไปในตลาดและช่องทางต่างๆ โดยพอร์ตโฟลิโอระดับโลกของ Marquee Brands ครอบคลุมสามแพลตฟอร์มที่แตกต่างกัน ได้แก่ ของใช้ในบ้านและอาหาร แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ สินค้าหรู และกิจกรรมกลางแจ้ง พอร์ตโฟลิโอของแบรนด์ประกอบไปด้วย Martha Stewart, Laura Ashley, Sur La Table, Emeril Lagasse, America’s Test Kitchen, BCBGMAXAZRIA, BCBG, Ben Sherman, Bruno Magli, Anti Social Social Club, Totes, Isotoner, Destination Maternity, Motherhood, A Pea in the Pod, Stance, Dakine และ Body Glove สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดเยี่ยมชม www.marqueebrands.com

เกี่ยวกับ NEUBERGER PRIVATE MARKETS

Neuberger Private Markets เป็นส่วนหนึ่งของ Neuberger และเป็นนักลงทุนในตลาดเอกชนที่ประสบความสำเร็จมาตั้งแต่ปี 1987 โดย Neuberger Private Markets ได้ลงทุนในหลากหลายกลยุทธ์ ประเภทสินทรัพย์ และภูมิภาค ในสถาบันและบุคคลที่มีชื่อเสียงและเชี่ยวชาญจำนวนมากทั่วโลก ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2025 ทาง Neuberger Private Markets ได้บริหารจัดการเงินลงทุนกว่า 155 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุมการลงทุนในตลาดหลัก การร่วมลงทุน ตลาดรอง สินเชื่อเอกชน และกลยุทธ์เฉพาะทาง โดย Neuberger Private Markets มีทีมงานมืออาชีพที่มีประสบการณ์และหลากหลายกว่า 500 คน กระจายอยู่ใน 17 สำนักงานทั่วโลก

เกี่ยวกับ DAMAC GROUP

DAMAC Group เป็นกลุ่มธุรกิจเอกชนระดับโลก ก่อตั้งโดย Hussain Sajwani ในปี 1982 โดยเริ่มต้นจากธุรกิจจัดเลี้ยงและโลจิสติกส์ จากนั้นได้ขยายไปสู่อุตสาหกรรมที่หลากหลาย รวมถึงอสังหาริมทรัพย์ การบริการ การศูนย์ข้อมูล แฟชั่น และตลาดทุน โดย DAMAC Properties เป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เอกชนรายใหญ่ที่สุดในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และตะวันออกกลาง และเป็นผู้นำในตลาดอสังหาริมทรัพย์หรูของตะวันออกกลางมาตั้งแต่ปี 2002 โดยได้ส่งมอบโครงการที่อยู่อาศัย โครงการเชิงพาณิชย์ และโครงการเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจที่ได้รับรางวัลมากมายทั่วทั้งภูมิภาคและในระดับนานาชาติ รวมถึงในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ จอร์แดน เลบานอน อิรัก มัลดีฟส์ แคนาดา สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร นับตั้งแต่นั้นมา DAMAC ได้ส่งมอบบ้านมากกว่า 50,000 หลัง และอีกกว่า 55,000 หลังอยู่ในขั้นตอนการวางแผนและพัฒนาที่หลากหลาย โดยร่วมมือกับแบรนด์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่มีชื่อเสียงระดับโลก เช่น Roberto Cavalli และ de GRISOGONO เพื่อสร้างประสบการณ์การอยู่อาศัยที่ยอดเยี่ยม ด้วยวิสัยทัศน์และแรงผลักดันที่สม่ำเสมอ โดย DAMAC กำลังสร้างสรรค์การใช้ชีวิตหรูหราแห่งอนาคตไปทั่วโลก กลุ่มบริษัทยังเป็นเจ้าของสินทรัพย์โรงแรมภายใต้แบรนด์ต่างๆ เช่น Radisson, Paramount และ Rotana พร้อมด้วยพอร์ตโฟลิโอธุรกิจโรงแรมที่กำลังขยายตัว โดยนอกเหนือจากอสังหาริมทรัพย์แล้ว ทาง DAMAC ยังเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูลผ่าน DAMAC Digital และได้เข้าซื้อแบรนด์หรูอย่าง Roberto Cavalli และ de GRISOGONO ผ่าน DAMAC Capital ที่เป็นกลุ่มบริษัทที่ลงทุนในอุตสาหกรรมที่มุ่งเน้นอนาคต เช่น เทคโนโลยี การเงิน และวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ด้วยความมุ่งมั่นที่จะสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม มูลนิธิ Hussain Sajwani – DAMAC ได้ช่วยสนับสนุนด้านการศึกษา นวัตกรรม และโครงการริเริ่มที่ขับเคลื่อนโดยชุมชนต่างๆ อีกด้วย สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดเยี่ยมชม www.damacgroup.com

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260520070705/en

Contacts

สำหรับการสอบถามจากสื่อ โปรดติดต่อสำนักงานประชาสัมพันธ์ของ Marquee Brands:
อีเมล: corporate@marqueebrands.com

ที่มา: Marquee Brands


Cvent ประกาศรายชื่อสถานที่จัดประชุมและโรงแรมจัดประชุมยอดนิยมในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกประจำปี 2026

Logo

การจัดอันดับประจำปีที่เป็นที่ยอมรับในอุตสาหกรรมนี้จะยกย่องโรงแรมที่มีผลการดำเนินงานดีที่สุดสำหรับธุรกิจ MICE รวมถึงสถานที่จัดประชุมที่เป็นที่ต้องการมากที่สุดในโลก

สิงคโปร์–(BUSINESS WIRE)–20 พฤษภาคม 2026

Cventที่เป็นบริษัทชั้นนำด้านเทคโนโลยีสำหรับการประชุม งานอีเวนต์ และการบริการต้อนรับ ได้เปิดเผยรายชื่อสถานที่จัดประชุมยอดนิยมและโรงแรมจัดประชุมยอดนิยมประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในวันนี้ โดยการจัดอันดับของ Cvent ได้กลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้จัดงานอีเวนต์ไปแล้ว โดยมุ่งเน้นไปที่เมือง โรงแรม และสถานที่จัดงานชั้นนำที่ตอบสนองทุกความต้องการด้านการจัดงานต่างๆ โดยรายชื่อประจำปีนี้ได้จัดทำแยกตามภูมิภาค ได้แก่ อเมริกาเหนือ ยุโรป ตะวันออกกลางและแอฟริกา รวมถึงละตินอเมริกาและแคริบเบียน

การจัดอันดับสถานที่และโรงแรมนั้นจะพิจารณาจากข้อมูลเชิงลึกที่ได้จากกิจกรรมการจัดหาและการขอรับข้อเสนอ (RFP) ทั่วโลกที่มีมูลค่ากว่า 20 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ผ่านแพลตฟอร์มการจัดหาของ Cvent ในปี 2025 ซึ่งรวมถึงปริมาณที่ทำลายสถิติผ่านเครือข่ายซัพพลายเออร์ของ Cventที่เป็นหนึ่งในตลาดจัดหาสถานที่จัดงานที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยปริมาณธุรกิจที่ไม่เคยมีมาก่อนในปี 2025 ได้เน้นย้ำถึงความต้องการสูงสำหรับจุดติดต่อแบบตัวต่อตัวที่มีคุณภาพ ทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งนักวางแผนยังคงจัดหาและจองกิจกรรมอย่างต่อเนื่องแม้ว่าความเชื่อมั่นจะลดลงบ้าง และเกือบ 74% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่ามีการประชุมแบบตัวต่อตัวเพิ่มขึ้นถึง 20% ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งและยั่งยืนของกิจกรรม MICE ทั่วทั้งภูมิภาค

สถานที่จัดประชุมยอดนิยมของ Cvent | ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

เมืองยอดนิยม 5 อันดับแรกยังคงเป็นเหมือนเดิมทุกปี โดยสิงคโปร์ยังคงครองอันดับ 1 เป็นครั้งที่ 8 โดยโซลมีการเปลี่ยนแปลงที่โดดเด่นที่สุดในกลุ่มเมืองชั้นนำ โดยขยับขึ้นหนึ่งอันดับมาอยู่ที่อันดับ 7 ขณะที่บาหลีลดลงหนึ่งอันดับมาอยู่ที่อันดับ 8 ส่วนเมืองอื่นๆ ใน 10 อันดับแรกยังคงอยู่ในอันดับเดิม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมั่นคงและเสน่ห์ที่ฝังรากลึกของสถานที่ด้านการจัดประชุม สัมมนา และนิทรรศการชั้นนำของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

 10 อันดับสถานที่จัดประชุมยอดนิยม

1. สิงคโปร์

2. กรุงเทพฯ ประเทศไทย

3. ซิดนีย์ รัฐนิวเซาท์เวลส์

4. โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

5. เมลเบิร์น รัฐวิกตอเรีย

6. กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

7. กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้

8. บาหลี อินโดนีเซีย

9. เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน

10. ปักกิ่ง ประเทศจีน

นาง Carrie Kwik กรรมการบริหารฝ่ายการประชุม การสัมมนา และการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัลของการท่องเที่ยวแห่งสิงคโปร์ กล่าวว่า “เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัลนี้เป็นครั้งที่ 8 นับตั้งแต่ปี 2016 ซึ่งเป็นการยอมรับถึงความแข็งแกร่งของสิงคโปร์ในฐานะจุดหมายปลายทางชั้นนำสำหรับการจัดงาน MICE รางวัลนี้ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นอย่างลึกซึ้งของอุตสาหกรรมของเรา ซึ่งมีพื้นฐานมาจากโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก มาตรฐานความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือสูงสุด และขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมที่กล้าหาญซึ่งสร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ สำหรับสิ่งที่งานอีเวนต์ที่ยอดเยี่ยมสามารถมอบให้ได้”

นางศุภวรรณ ตีระรัตน์ ประธานสำนักงานส่งเสริมการประชุมและนิทรรศการแห่งประเทศไทย (TCEB) กล่าวว่า “เรารู้สึกขอบคุณเป็นอย่างยิ่งต่อความเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่องที่ผู้เชี่ยวชาญด้าน MICE มีต่อกรุงเทพฯ การจัดอันดับให้กรุงเทพฯ เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมอันดับสองในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกประจำปี 2026 สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมืออันแข็งแกร่งที่อยู่เบื้องหลังงานอีเวนต์ทางธุรกิจระดับโลก และช่วยตอกย้ำถึงบทบาทที่เติบโตขึ้นของกรุงเทพฯ ในฐานะจุดหมายปลายทางสำหรับการประชุมระดับโลก ด้วยการเชื่อมต่อที่แข็งแกร่ง สถานที่จัดงานระดับโลก ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ รวมถึงความมุ่งมั่นในด้านความยั่งยืน กรุงเทพฯ ยังคงตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของชุมชนธุรกิจทั่วโลก เราขอขอบคุณ Cvent สำหรับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องต่ออุตสาหกรรม MICE ของประเทศไทย เรายังคงมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับจุดหมายปลายทางของประเทศไทย และพัฒนา MICE ให้เป็นแพลตฟอร์มสำหรับการเติบโต การแลกเปลี่ยนความรู้ และความสำเร็จทางธุรกิจต่อไป”

โรงแรมจัดประชุมยอดนิยมของ Cvent | ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

โรงแรมฮิลตัน สิงคโปร์ ออร์ชาร์ด (Hilton Singapore Orchard) ขยับขึ้นมาสองอันดับ โดยขยับขึ้นมาครองอันดับ 1 ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเป็นครั้งแรก ต่อเนื่องจากสามปีซ้อนที่ครองอันดับต้นๆ นับตั้งแต่ปี 2023 โดยโรงแรมไฮแอท รีเจนซี ซิดนีย์ (Hyatt Regency Sydney) ยังคงอยู่ที่อันดับ 2 ขณะที่โรงแรมฮิลตัน ซิดนีย์ (Hilton Sydney) ได้ขยับอันดับขึ้นอย่างน่าประทับใจถึงหกอันดับ โดยขึ้นมาอยู่ในกลุ่มโรงแรมชั้นนำที่อันดับ 3 สำหรับโรงแรม ANA อินเตอร์คอนติเนนตัล โตเกียว (ANA InterContinental Tokyo) นั้นเป็นโรงแรมที่ขยับขึ้นมากที่สุดในภูมิภาค โดยขึ้นมาอยู่ที่อันดับที่ 4 และโรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค (Bangkok Marriott Marquis Queen’s Park) อยู่ในอันดับที่ 5

 10 อันดับโรงแรมจัดประชุมยอดนิยม

1. ฮิลตัน สิงคโปร์ ออร์ชาร์ด (Hilton Singapore Orchard)

2. ไฮแอท รีเจนซี ซิดนีย์ (Hyatt Regency Sydney)

3. ฮิลตัน ซิดนีย์ (Hilton Sydney)

4. ANA อินเตอร์คอนติเนนตัล โตเกียว (ANA InterContinental Tokyo)

5. แบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค (Bangkok Marriott Marquis Queen’s Park)

6. เดอะเวสติน โตเกียว (The Westin Tokyo)

7. คอนราด สิงคโปร์ มารีน่า เบย์ (Conrad Singapore Marina Bay)

8. เชอราตัน แกรนด์ ซิดนีย์ ไฮด์พาร์ค (Sheraton Grand Sydney Hyde Park)

9. โวโค ออร์ชาร์ด สิงคโปร์ โดย IHG (voco Orchard Singapore by IHG)

10. ฮิลตัน โตเกียว เบย์ (Hilton Tokyo Bay)

Michael Janssen ผู้จัดการทั่วไปของโรงแรมฮิลตัน สิงคโปร์ ออร์ชาร์ด (Hilton Singapore Orchard) กล่าวว่า “เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับการยกย่องให้เป็นโรงแรมสำหรับการประชุมอันดับ 1 ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกโดย Cvent การที่ได้รับการจัดอันดับอยู่ใน 10 อันดับแรกของเอเชียแปซิฟิกตลอดสามปีที่ผ่านมา รวมถึงอันดับ 3 ในปี 2025 การยอมรับนี้มีความหมายเป็นพิเศษและสะท้อนให้เห็นถึงความไว้วางใจที่ผู้จัดงานยังคงมีต่อโรงแรมฮิลตัน สิงคโปร์ ออร์ชาร์ด (Hilton Singapore Orchard) โดยธุรกิจกลุ่มและงานอีเวนต์ยังคงเป็นเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ของเรา พื้นที่จัดงานที่หลากหลาย ห้องพักจำนวนมาก และทำเลที่ตั้งใจกลางถนนออร์ชาร์ดจะช่วยให้ผู้จัดงานมีความยืดหยุ่นในการจัดงานขนาดต่างๆ ได้อย่างมั่นใจว่าทีมงานของเราจะให้บริการได้อย่างราบรื่นในสิงคโปร์ นอกจากนี้ เทคโนโลยียังมีบทบาทสำคัญในวิธีการทำงานของเรา ทีมงานของเราใช้แพลตฟอร์มต่างๆ เช่น Cvent เป็นประจำทุกวันเพื่อติดต่อประสานงานกับผู้จัดงานและจัดการกับข้อสอบถามต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

Jane Lyons ผู้จัดการทั่วไปของโรงแรมไฮแอท รีเจนซี ซิดนีย์ (Hyatt Regency Sydney) กล่าวว่า “เรารู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับการยอมรับจาก Cvent ว่าเป็นหนึ่งในโรงแรมชั้นนำในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และเป็นโรงแรมชั้นนำในออสเตรเลีย ธุรกิจ MICE และธุรกิจกลุ่มยังคงเป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จของเรา และที่โรงแรมไฮแอท รีเจนซี ซิดนีย์ (Hyatt Regency Sydney) นั้น ทุกกิจกรรมจะได้รับการออกแบบมาเพื่อนำผู้คนมารวมกันอย่างมีความหมายผ่านปรัชญา 'Together by Hyatt' ของเรา ผู้จัดงานยังคงเลือกเราเพราะขนาดของโรงแรม ทำเลที่ตั้งริมท่าเรือ ประสบการณ์ที่ราบรื่นสำหรับผู้เข้าร่วมงาน และความเอาใจใส่ที่เรามีในการจัดงานอย่างมีความรับผิดชอบ แพลตฟอร์มเทคโนโลยีอย่าง Cvent นั้นมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้เรา “เชื่อมต่อกับผู้จัดงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถตอบคำถามได้อย่างรวดเร็ว และสร้างความร่วมมือระยะยาวที่ขับเคลื่อนผลลัพธ์ทางธุรกิจที่แข็งแกร่งได้”

หากต้องการดูสถานที่จัดประชุมยอดนิยมและโรงแรมจัดประชุมยอดนิยมของ Cvent ทั่วโลกทั้งหมด โปรดคลิกที่นี่

ระเบียบวิธีพิจารณา

กิจกรรมการจัดหาผลิตภัณฑ์ในทุกรายการยอดนิยมของ Cvent ได้ถูกติดตามระหว่างเดือนมกราคม 2025 ถึงธันวาคม 2025

สำหรับการจัดอันดับสถานที่จัดประชุมยอดนิยมของ Cvent ได้ประเมินเมืองกว่า 14,000 แห่งทั่วโลกที่อยู่ในเครือข่ายซัพพลายเออร์ของ Cventโดยการจัดอันดับจะพิจารณาจากเกณฑ์ต่างๆ ได้แก่ จำนวนคืนของห้องพักทั้งหมดที่จองผ่านเครือข่ายซัพพลายเออร์ของ Cvent, จำนวนการขอรับข้อเสนอ (RFP) ที่ส่งผ่านแพลตฟอร์มไปยังสถานที่จัดงานในเมืองนั้นๆ, มูลค่ารวมของ RFP ที่ส่งเข้ามา และมูลค่าที่ได้รับจากการจองจัดประชุม

สำหรับการจัดอันดับโรงแรมจัดประชุมยอดนิยมของ Cvent จะประเมินคุณสมบัติของโรงแรมที่สร้างรายได้ผ่านเครือข่ายซัพพลายเออร์ของ Cvent โดยจัดอันดับตามเกณฑ์ต่างๆ รวมถึงจำนวน RFP ทั้งหมด จำนวนคืนของห้องพักที่ได้รับอนุมัติทั้งหมด ส่วนแบ่งการตลาดในเขตเมืองใหญ่ อัตราการตอบรับ และเกณฑ์ใหม่ที่เพิ่มเข้ามาในปี 2026 คือ อัตราการเสนอราคา ซึ่งคำนวณเปอร์เซ็นต์ของ RFP ทั้งหมดที่ได้รับจาก CSN ที่โรงแรมตอบรับโดยการส่งข้อเสนอ

เกี่ยวกับเครือข่ายซัพพลายเออร์ของ Cvent

เครือข่ายผู้ให้บริการของ Cvent ประกอบด้วยโรงแรม รีสอร์ต และสถานที่จัดงานพิเศษเกือบ 340,000 แห่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในฐานข้อมูลสถานที่จัดงานที่ใหญ่ที่สุดและแม่นยำที่สุดในโลก โดยในปี 2025 เพียงปีเดียว นักวางแผนจัดงานได้ดึงดูดธุรกิจกลุ่มมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐผ่านเครือข่ายการจัดหาของ Cvent โดยเครือข่ายผู้ให้บริการของ Cvent นั้นเป็นส่วนหนึ่งของชุดโซลูชันของ Cvent ที่โรงแรม สถานที่จัดงาน องค์กรส่งเสริมการท่องเที่ยว และองค์กรบริหารจัดการปลายทางกว่า 17,000 แห่งทั่วโลกต่างไว้วางใจ เพื่อเข้าถึงนักวางแผนจัดงานมากขึ้น ดึงดูดธุรกิจกลุ่ม และมีส่วนร่วมโดยตรงกับเครือข่ายมืออาชีพด้านการจัดงานทั่วโลกของ Cvent เกือบ 160,000 คน โดยเทคโนโลยีของ Cvent นั้นจะช่วยให้โรงแรมและสถานที่จัดงานสามารถจัดการธุรกิจการเดินทางของกลุ่มและองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มรายได้ และสร้างผลกำไรได้มากขึ้น

เกี่ยวกับ Cvent

Cvent เป็นผู้ให้บริการเทคโนโลยีด้านการประชุม งานอีเวนต์ และการบริการชั้นนำ โดยมีพนักงานมากกว่า 5,500 คน และลูกค้ามากกว่า 30,000 รายทั่วโลก ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2025 โดยบริษัทก่อตั้งขึ้นในปี 1999 และนำเสนอแพลตฟอร์มการตลาดและการจัดการงานอีเวนต์แบบครบวงจร และเป็นตลาดระดับโลกที่ผู้เชี่ยวชาญด้านงานอีเวนต์สามารถทำงานร่วมกับสถานที่จัดงานเพื่อสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจและทรงพลังได้ โรงแรมและสถานที่จัดงานจะใช้โซลูชันด้านซัพพลายเออร์และสถานที่จัดงานของ Cvent เพื่อดึงดูดธุรกิจการเดินทางแบบกลุ่มและองค์กรมากขึ้นผ่านแพลตฟอร์มการจัดหาของ Cvent โดยโซลูชันของ Cvent จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านห่วงโซ่คุณค่าการจัดการงานอีเวนต์ และช่วยให้ลูกค้าทั่วโลกสามารถจัดการการประชุมและงานอีเวนต์นับล้านรายการได้ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดเยี่ยมชม cvent.com

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Contacts

สำหรับการสอบถามข้อมูลจากสื่อ โปรดติดต่อ:
Sucharita Das
Sucharita.das@cvent.com

ที่มา: Cvent

Modon ร่วมมือกับ Montage Hotels & Resorts เพื่อนำแบรนด์การบริการระดับอัลตร้าลักซ์ชัวรีมาสู่ราส เอล เฮกมา ประเทศอียิปต์

Logo

Montage Ras El Hekma เปิดตัวที่พักอาศัยภายใต้แบรนด์ Montage แห่งแรก เพื่อการซื้อขายที่จุดหมายปลายทางริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ที่เป็นรีสอร์ต Montage แห่งแรกในภูมิภาคนี้อีกด้วย

ราส เอล เฮกมา ประเทศอียิปต์–(BUSINESS WIRE)–17 พฤษภาคม 2026

Modon Holding จากอาบูดาบี และ Montage Hotels & Resorts ประกาศเปิดตัว Montage Ras El Hekma ที่เป็นที่พักตากอากาศแบรนด์เนมแห่งแรกที่เปิดขายในราส เอล เฮกมา บนชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนของอียิปต์ โดยถือเป็นรีสอร์ตแห่งแรกของ Montage ในประเทศอียิปต์ เพื่อสนับสนุนการเติบโตของเมืองที่กำลังเติบโตแห่งนี้ในฐานะศูนย์กลางระดับโลกสำหรับการพักผ่อน ธุรกิจ และการท่องเที่ยว

Modon partners with Montage Hotels & Resorts to bring ultra-luxury hospitality brand to Egypt’s Ras El Hekma (Photo: AETOSWire)

Modon ร่วมมือกับ Montage Hotels & Resorts เพื่อนำแบรนด์โรงแรมและที่พักระดับอัลตร้าลักชัวรีมาสู่ราส เอล เฮกมา ประเทศอียิปต์ (ภาพ: AETOSWire)

โดย Montage Ras El Hekma จะมีห้องพักและห้องสวีทกว่า 200 ห้อง รวมถึงที่พักอาศัย Montage Residences อีก 96 ยูนิต พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกด้านสุขภาพและการพักผ่อนที่ได้รับการคัดสรรมาอย่างดี รวมถึงสระว่ายน้ำริมชายหาด และ Spa Montage ที่มีห้องทรีตเมนต์ 13 ห้อง รวมถึงร้านอาหารอีกหกแห่ง ตลอดจนร้านค้าปลีกและประสบการณ์ต่างๆ ที่เหมาะสำหรับครอบครัว โดยรีสอร์ตแห่งนี้ได้รับการออกแบบมาให้เป็นศูนย์กลางแห่งประสบการณ์ของชุมชนโดยรอบ นอกจากนี้ยังมีพื้นที่จัดกิจกรรม สนามหญ้าและระเบียงกลางแจ้งขนาดใหญ่ รวมถึงคลับเฮาส์สำหรับเจ้าของที่พักโดยเฉพาะ ที่จะช่วยเสริมสร้างบรรยากาศความเป็นส่วนตัวของที่พักอาศัยอีกด้วย

รีสอร์ตแห่งนี้ตั้งอยู่ใจกลางราส เอล เฮกมา โดยจะสร้างสภาพแวดล้อมการอยู่อาศัยที่เน้นการบริการที่ผสมผสานความเป็นเจ้าของส่วนตัวเข้ากับแนวทางอันเป็นเอกลักษณ์ของ Montage ในด้านความหรูหราที่เรียบง่ายและไลฟ์สไตล์ที่ครบครัน ที่นิยามด้วยความสะดวกสบาย ความเป็นส่วนตัว และความประณีต เนื่องจากไม่มีการวางแผนขยายเฟสเพิ่มเติมสำหรับคอลเลกชันนี้ จึงถือเป็นโอกาสสำคัญในการเป็นเจ้าของที่หายากและพิเศษสุดสำหรับที่พักอาศัยเหล่านี้ในทำเลชายฝั่งที่สวยงาม ซึ่งรวมเอาชายฝั่งยาว 2.25 กิโลเมตร สนามกอล์ฟที่ทอดยาว ท่าจอดเรือที่ครบวงจร รวมถึงประสบการณ์การบริการระดับโลกต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน

Bill O’Regan, ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม Modon Holding กล่าวว่า “Montage Hotels & Resorts มีชื่อเสียงในด้านการให้บริการนักเดินทางและเจ้าของบ้านที่มีฐานะ โดยมอบประสบการณ์การเข้าพักที่เหนือระดับ รวมถึงการใช้ชีวิตอย่างมีระดับ ในขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาความเป็นเอกลักษณ์ของสภาพแวดล้อมไว้ โดยแนวคิดนี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ Modon สำหรับราส เอล เฮกมา เป็นอย่างมาก โดยเรากำลังสร้างจุดหมายปลายทางที่เมดิเตอร์เรเนียนที่โดดเด่น โดยเน้นคุณภาพ ประสบการณ์ และมูลค่าในระยะยาว”

โครงการ Montage Residences Ras El Hekma ประกอบด้วยวิลล่าส่วนตัว 96 หลัง ตั้งอยู่ใน Wadi Yemm ซึ่งเป็นเขตแรกของราส เอล เฮกมา โดยได้รับการออกแบบมาเพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอย แสงสว่าง ความเป็นส่วนตัว และการเชื่อมต่อการใช้ชีวิตภายในและภายนอกอาคารอย่างราบรื่น โดยมีวิลล่าขนาดสามถึงหกห้องนอนหันหน้าไปทางทะเล เสริมสร้างความเชื่อมโยงอย่างแน่นแฟ้นกับผืนดินและสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติโดยรอบ โดยวิลล่าบางหลังยังมีวิวทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและสนามกอล์ฟระดับแชมเปี้ยนชิปอีกด้วย

Montage Ras El Hekma เป็นการเปิดตัวครั้งแรกของแบรนด์หรูระดับนานาชาติในประเทศและเป็นการเริ่มต้นความร่วมมือที่เพิ่มมากขึ้นระหว่าง Modon และ Montage โดยมีศักยภาพในการร่วมมือกันเพิ่มเติมในจุดหมายปลายทางต่างๆ ของ Modon อีกด้วย โดยโครงการใหม่นี้จะช่วยเสริมพอร์ตโฟลิโอที่มีอยู่ของ Montage Hotels & Resorts ซึ่งประกอบด้วยรีสอร์ตและที่พักอาศัยสุดหรู 6 แห่งในสหรัฐอเมริกาและเม็กซิโก รวมถึงโรงแรมอื่นๆ ที่วางแผนไว้ในบาฮามาส ปุนตา มิตา และวัลเล เด กัวดาลูเป อีกด้วย

Alan J. Fuerstman, ผู้ก่อตั้ง ประธาน และซีอีโอของ Montage International กล่าวว่า “การนำแบรนด์ Montage มาสู่ประเทศอียิปต์ด้วยความร่วมมือกับ Modon ถือเป็นก้าวสำคัญที่น่าตื่นเต้นอย่างแท้จริงในเส้นทางสู่ระดับโลกของเรา โดยราส เอล เฮกมาเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าทึ่ง โดยเป็นมรดกอันล้ำค่า และมีการออกแบบที่พิถีพิถันมาบรรจบกันในแบบที่กำลังนิยามความหรูหราใหม่ตามแนวชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ Modon เพื่อทำให้วิสัยทัศน์นี้เป็นจริง และเพื่อต่อยอดชื่อเสียงอันโดดเด่นของพวกเขาในการสร้างชุมชนที่มีชีวิตชีวาและมอบประสบการณ์ด้านกีฬาและไลฟ์สไตล์ระดับโลก”

โดย Montage Ras El Hekma เป็นส่วนหนึ่งของแผนแม่บทของราส เอล เฮกมา มูลค่า 35 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นการพัฒนาพื้นที่ 170.8 ล้านตารางเมตร เพื่อเปลี่ยนโฉมชายฝั่งทางเหนือของอียิปต์ให้กลายเป็นเมืองแห่งอนาคตที่คาดว่าจะสามารถดึงดูดการลงทุนได้ถึง 110 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2045 โดยรีสอร์ตและที่พักอาศัยจะตั้งอยู่ใน Wadi Yemm ซึ่งเป็นพื้นที่แรกจาก 17 พื้นที่ตามแผนของราส เอล เฮกมา ที่ได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างอย่างจริงจังแล้ว ในฐานะชุมชนชายฝั่งแบบบูรณาการแห่งแรกของเมือง โครงการนี้จึงเป็นบทเริ่มต้นของวิสัยทัศน์แผนแม่บทที่กว้างขึ้น

นอกจากนี้ Wadi Yemm ยังจะมีสถานที่สำคัญทางวัฒนธรรมหลายแห่งที่จะช่วยกำหนดเอกลักษณ์ของเมืองโดยรวม รวมถึงประภาคารราส เอล เฮกมา และสนามกลางแจ้งที่ออกแบบมาเพื่อรองรับแขกได้มากถึง 10,000 คน สำหรับโปรแกรมกิจกรรมทางวัฒนธรรมและความบันเทิงประจำปีต่างๆ

ราส เอล เฮกมา ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้การเดินทางสะดวกสบายทั้งทางบก ทางทะเล และทางอากาศ ทำให้ประชากรเกือบครึ่งหนึ่งของโลกสามารถเดินทางมายังที่นี่ได้โดยใช้เวลาบินเพียงแค่สี่ชั่วโมง โดยจุดหมายปลายทางนี้ประกอบด้วยสนามบินนานาชาติแห่งใหม่ที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายรถไฟความเร็วสูง ทางหลวงสายหลัก และท่าจอดเรือต่างๆ รวมถึงอาคารผู้โดยสารสำหรับเรือสำราญโดยเฉพาะ

ราส เอล เฮกมา นั้นทอดยาวไปตามแนวชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนกว่า 44 กิโลเมตร โดยสามารถมอบประสบการณ์การพักผ่อน การบริการ และวัฒนธรรมที่หลากหลายได้ หัวใจสำคัญของโครงการคือย่านธุรกิจและการเงินใจกลางเมืองที่ได้รับการสนับสนุนจากย่านการศึกษา ที่พักอาศัย และพื้นที่ใช้งานแบบผสมผสาน เพื่อสร้างชุมชนที่มีชีวิตชีวาตลอดทั้งปี

เมื่อโครงการราส เอล เฮกมา เสร็จสมบูรณ์ คาดว่าจะสามารถสร้างรายได้ให้กับ GDP ของอียิปต์ประมาณ 25 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี รวมถึงสามารถสร้างงานได้ประมาณ 750,000 ตำแหน่ง ทำให้โครงการนี้เป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาเมืองและการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม ผู้ที่สนใจซื้อสามารถเยี่ยมชม modan.com หรือโทร 800 MODON ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, 7734 ในอียิปต์ หรือ +201122222734 สำหรับการสอบถามจากต่างประเทศ

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Montage Ras El Hekma โปรดเยี่ยมชม www.montage.com และติดตาม @montagehotels และ @montageraselhekma

เกี่ยวกับ Modon

Modon เป็นบริษัทโฮลดิ้งระดับนานาชาติ มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่อาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อาบูดาบี (ADX) โดย Modon เป็นผู้นำด้านนวัตกรรมเมือง การสร้างสรรค์ดีไซน์ และประสบการณ์อันโดดเด่นที่เหนือความคาดหมายอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ การบริการ การบริหารสินทรัพย์และการลงทุน การจัดงาน การจัดเลี้ยง การท่องเที่ยว และโครงสร้างพื้นฐานของเมือง โดยเรากำลังทำให้เมืองต่างๆ มีชีวิตชีวาด้วยการส่งมอบมูลค่าที่ยั่งยืนในระยะยาว

เกี่ยวกับ Montage Hotels & Resorts

Montage Hotels & Resorts คือบริษัทบริหารจัดการธุรกิจโรงแรมและการบริการระดับอัลตร้าลักชัวรี ก่อตั้งโดย Alan J. Fuerstman ออกแบบมาเพื่อให้บริการนักเดินทางและเจ้าของบ้านที่มีฐานะและรสนิยมสูง บริษัทนำเสนอคอลเลกชันโรงแรม รีสอร์ต และที่พักอาศัยที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น โดยแต่ละแห่งของ Montage นั้นจะมอบความสง่างามที่สะดวกสบาย ความรู้สึกและจิตวิญญาณที่เป็นเอกลักษณ์ การบริการที่ไร้ที่ติ และประสบการณ์ด้านอาหาร สปา และไลฟ์สไตล์ที่น่าจดจำ โดยพอร์ตโฟลิโอของโรงแรม รีสอร์ต และที่พักอาศัย ประกอบด้วย Montage Laguna Beach, Montage Deer Valley, Montage Palmetto Bluff, Montage Los Cabos, Montage Healdsburg และ Montage Big Sky และมีจุดหมายปลายทางในอนาคต ได้แก่ Montage Cay, Montage Punta Mita, Montage Valle de Guadalupe และ Montage Ras El Hekma โดย Montage Hotels & Resorts เป็นสมาชิกของ Preferred Hotels & Resorts สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดตาม @montagehotels หรือเยี่ยมชม www.montage.com

*ที่มา: AETOSWire

Contacts

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดต่อ
press@modon.com โปรดเยี่ยมชม www.modon.com หรือติดตาม

LinkedIn
X
Instagram
Facebook
YouTube

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260517167234/en

ที่มา: Modon Holding

แขกกลุ่มแรกเดินทางมาถึง Four Seasons Resort and Residences Red Sea at Shura Island ตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม ซึ่งเป็นการเปิดตัวรีสอร์ทร่วมทุนแห่งแรกของ Red Sea Global

Logo

RSG และ Kingdom Holding Company เปิดตัวรีสอร์ทร่วมทุนแห่งแรกที่พัฒนาร่วมกันของ The Red Sea

RIYADH, Saudi Arabia–(BUSINESS WIRE)–19 พฤษภาคม 2026

Red Sea Global (RSG) เป็นนักพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงฟื้นฟู ได้บรรลุเป้าหมายสำคัญ เมื่อ Four Seasons Resort and Residences Red Sea at Shura Island ได้ต้อนรับแขกกลุ่มแรกตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม ซึ่งนับเป็นรีสอร์ทร่วมทุนที่พัฒนาร่วมกันแห่งแรกในเครือของบริษัทที่เข้าสู่ตลาด

An aerial view of Four Seasons Resort and Residences at Shura Island, set along the shoreline with clear views of the Red Sea.

ภาพถ่ายทางอากาศของ Four Seasons Resort and Residences at Shura Island ซึ่งตั้งอยู่ริมชายฝั่ง มองเห็นวิวของ Red Sea ได้อย่างชัดเจน

การเปิดตัวครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญร่วมกันของทั้งสององค์กร ซึ่งเป็นการพัฒนาร่วมกันกับ Kingdom Holding Company (KHC) และเป็นการเริ่มต้นเฟสใหม่ในรูปแบบการพัฒนาของ RSG โดยเน้นย้ำถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นในความร่วมมือระหว่างภาคสถาบันและภาคเอกชนในการขยายขนาดภาคการท่องเที่ยวระดับหรูของซาอุดีอาระเบีย

“ในขณะเดียวกันกับการเตรียมพร้อมต้อนรับแขกที่ Four Seasons เราก็กำลังขยายขีดความสามารถและข้อเสนอสำหรับจุดหมายปลายทางของ The Red Sea อย่างมีนัยสำคัญ เพื่อให้ทันกับช่วงเวลาการเดินทางที่คึกคักที่สุดช่วงหนึ่งในปฏิทินของเรา” John Pagano ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท Red Sea Global กล่าว

“การเปิดให้จองห้องพักสำหรับโครงการรีสอร์ทร่วมทุนที่พัฒนาร่วมกันแห่งแรกในพอร์ตโฟลิโอของเรา ถือเป็นก้าวสำคัญทางการค้าสำหรับ RSG เช่นกัน แสดงให้เห็นถึงคุณค่าของความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ ความแข็งแกร่งในข้อเสนอการลงทุนของเรา และสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของตลาดที่เพิ่มขึ้นในภาคการท่องเที่ยวของซาอุดีอาระเบีย”

รีสอร์ทมูลค่า 2.6 พันล้านริยาลแห่งนี้ได้รับการพัฒนาผ่านการร่วมทุน 50-50 ระหว่าง RSG และ KHC โดยได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากการกู้ยืมจำนวน 2 พันล้านริยาล (522 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) จาก Riyad Bank

Sarmad Zok, CEO ของ Kingdom Hotel Investments ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ KHC กล่าวว่า “การลงทุนของ Kingdom Holding Company ใน Four Seasons Resort and Residences Red Sea at Shura Island สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของเราในการลงทุนระยะยาวในธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยวให้สอดคล้องกับ Saudi Vision 2030 โครงการพัฒนาที่สำคัญนี้ ร่วมกับ Red Sea Global แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของแหล่งท่องเที่ยวและแรงดึงดูดจากนานาชาติที่เพิ่มขึ้นของตลาดการท่องเที่ยวระดับหรูของซาอุดีอาระเบีย”

Greg Djerejian, หัวหน้ากลุ่มการลงทุนและหัวหน้าฝ่ายกฎหมายของกลุ่มบริษัท Red Sea Global กล่าวเพิ่มเติมว่า “การส่งมอบรีสอร์ทแห่งนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ส่งสัญญาณที่ชัดเจนสู่ตลาดในคุณภาพของโอกาสที่เกิดขึ้นในพอร์ตโฟลิโอของ RSG และความสามารถของเราในการเปลี่ยนความสนใจของนักลงทุนให้เป็นสินทรัพย์ที่ใช้งานได้จริง พร้อมทั้งเสริมสร้างชื่อเสียงของเราในฐานะนักพัฒนาที่ส่งมอบผลงานได้จริง”

Four Seasons Resort and Residences Red Sea at Shura Island นำเสนอสถานที่พักผ่อนอันเงียบสงบ ณ ปลายสุดด้านตะวันออกอันห่างไกลของเกาะ ผสานความหรูหราที่ผ่อนคลาย บริการที่เอาใจใส่ และประสบการณ์สำหรับทุกคนในครอบครัว รีสอร์ทแห่งนี้ล้อมรอบด้วยน้ำทะเลใสสะอาดถึงสามด้าน และมีห้องพัก 149 ห้อง และ Resort Residences 31 หลัง ที่เปิดรับธรรมชาติอย่างเต็มที่ ผู้เข้าพักสามารถเพลิดเพลินกับตัวเลือกการรับประทานอาหารที่หลากหลาย ตั้งแต่บริการอาหารตลอดวันและอาหารมังสวิรัติที่ร้าน Sea Green อาหาร Levantine ที่ร้าน Al Forn ไปจนถึงอาหารอิตาเลียน al fresco ที่ Spiaggia Restaurant and Pool สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการผจญภัย มีกีฬาทางน้ำหลากหลายประเภทให้เลือก ขณะที่ผู้เข้าพักรุ่นเยาว์สามารถเพลิดเพลินกับโปรแกรมสำหรับเด็กและวัยรุ่นที่จัดเตรียมไว้เป็นอย่างดี

รีสอร์ทแห่งนี้ดำเนินงานตามหลักการท่องเที่ยวเชิงฟื้นฟูของ RSG โดยใช้พลังงานหมุนเวียนอย่างเต็มรูปแบบ และได้รับการสนับสนุนจากระบบการจัดการน้ำและของเสียที่ทันสมัย ​​ซึ่งออกแบบมาเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้เหลือน้อยที่สุด พร้อมทั้งสนับสนุนเป้าหมายการอนุรักษ์ในระยะยาว

ความสำเร็จนี้เกิดขึ้นในขณะที่ RSG กำลังขยายขีดความสามารถด้านการบริการและการบินที่ The Red Sea โดยมีอัตราการเข้าพักสูงถึง 82% ในช่วง 10 วันสุดท้ายของเดือนรอมฎอน และคาดว่าความต้องการจะเพิ่มสูงขึ้นอีกก่อนเทศกาล Eid Al-Adha เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น RSG จึงเพิ่มเที่ยวบินอีก 32 เที่ยวบินไปยัง Red Sea International Airport (RSI) ในช่วงวันหยุดยาวนี้

ปัจจุบัน The Red Sea มีโรงแรมเปิดให้บริการแล้ว 11 แห่ง และมีรีสอร์ทอีก 6 แห่งที่วางแผนจะเปิดให้บริการบน Shura Island ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

เกี่ยวกับ Red Sea Global

Red Sea Global (RSG – www.redseaglobal.com) เป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจรที่มีพอร์ตโฟลิโอหลากหลายในด้านการท่องเที่ยว ที่อยู่อาศัย ประสบการณ์ โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง การดูแลสุขภาพ และบริการต่างๆ ซึ่งรวมถึงแหล่งท่องเที่ยวเชิงฟื้นฟูระดับหรูอย่าง The Red Sea ที่เริ่มเปิดให้บริการในปี 2023 และ AMAALA ที่ยังคงดำเนินการตามแผนที่จะเปิดรับแขกกลุ่มแรกในปีนี้

รีสอร์ทแห่งที่สามคือ Thuwal Private Retreat ซึ่งเปิดให้บริการในปี 2024 นอกจากนี้ RSG ยังได้รับมอบหมายให้ดำเนินการปรับปรุงสนามบิน Al Wajh โดยเน้นที่การยกระดับอาคารผู้โดยสารและโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่เดิม รวมถึงการสร้างอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศแห่งใหม่

RSG เป็นบริษัทในเครือ PIF และเป็นรากฐานสำคัญของความมุ่งมั่นของซาอุดีอาระเบียในการกระจายความหลากหลายทางเศรษฐกิจ ด้วยพอร์ตโฟลิโอที่กำลังเติบโตของจุดหมายปลายทาง บริษัทในเครือ และธุรกิจต่างๆ โดย RSG มุ่งมั่นที่จะนำโลกไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น โดยแสดงให้เห็นว่าการพัฒนาอย่างมีความรับผิดชอบสามารถยกระดับชุมชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และปรับปรุงสิ่งแวดล้อมได้อย่างไร

เกี่ยวกับ The Red Sea

The Red Sea เป็นจุดหมายปลายทางบุกเบิกบนชายฝั่งตะวันตกของซาอุดีอาระเบีย เชิญชวนแขกผู้มาเยือนให้สัมผัสกับสถานที่ที่มีความงามทางธรรมชาติอันน่าทึ่งบนพื้นที่กว่า 28,000 ตารางกิโลเมตร และหมู่เกาะบริสุทธิ์กว่า 90 เกาะที่ล้อมรอบด้วยทะเลทรายและภูเขา เปิดให้บริการตั้งแต่ปี 2023 The Red Sea ยินดีต้อนรับแขกผู้มาเยือนสู่รีสอร์ทระดับโลกที่กำลังเติบโต ซึ่งดำเนินการโดยแบรนด์โรงแรมที่มีชื่อเสียงระดับโลกและ Red Sea Global สำหรับ Shura Island ซึ่งเป็นหัวใจของจุดหมายปลายทาง เริ่มต้อนรับแขกผู้มาเยือนในปี 2025 และปัจจุบันมีรีสอร์ทเปิดให้บริการแล้ว 5 แห่ง โดยมีแผนที่จะสร้างรีสอร์ททั้งหมด 11 แห่งบนเกาะแห่งนี้ เกาะแห่งนี้จะเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบในปี 2026 ประสบการณ์ที่เป็นเอกลักษณ์ รวมถึงกีฬาทางน้ำและทางบกที่ตื่นเต้นเร้าใจ ไปจนถึงการผจญภัยทางวัฒนธรรมและธรรมชาติ ซึ่งจัดโดยแบรนด์ WAMA (บนน้ำ), Galaxea (ใต้น้ำ) และ Akun (บนบก)

Red Sea International Airport (RSI) มอบประสบการณ์การเดินทางที่ราบรื่น พร้อมการออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจจากทะเลทราย โอเอซิส และทะเล ใช้เวลาบินเพียง 3 ชั่วโมงสำหรับประชากร 250 ล้านคน และ 8 ชั่วโมงสำหรับ 85% ของประชากรโลก ปัจจุบัน RSI มีเที่ยวบินประจำจาก Riyadh, Jeddah, Doha, Milan และ Dubai และกำลังจะเปิดเส้นทางบินระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศเพิ่มเติมในเร็วๆ นี้

โครงการนี้เป็นโครงการที่ได้รับการพัฒนาโดย Red Sea Global (RSG) ซึ่งเป็นผู้พัฒนาโครงการหลากหลายประเภทที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างมีความรับผิดชอบและยั่งยืน พร้อมทั้งเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และชุมชน เราจึงจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวไม่เกิน 1 ล้านคนต่อปีที่ The Red Sea และ 500,000 คนที่ AMAALA เพื่อปกป้องระบบนิเวศที่เปราะบาง โดยโครงการนี้ใช้พลังงานหมุนเวียน 100% พร้อมตั้งเป้าหมายผลประโยชน์ด้านการอนุรักษ์สุทธิ 30% ภายในปี 2040

เกี่ยวกับ Four Seasons Resort and Residences Red Sea at Shura Island

ในฐานะที่เป็นผู้นำด้านโรงแรมหรูระดับโลก ปัจจุบัน Four Seasons Hotels and Resorts มีการบริหารจัดการโรงแรม 136 แห่งใน 47 ประเทศ Four Seasons Resort and Residences Red Sea at Shura Island เปิดให้จองตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 พร้อมมอบประสบการณ์การพักผ่อนที่หลากหลายไร้ขีดจำกัด และบริการที่เป็นส่วนตัวและเอาใจใส่ตามความคาดหวังของแขก Four Seasons ทั่วโลก สามารถรับชมข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Four Seasons Resort and Residences Red Sea at Shura Island ได้จากเว็บไซต์ของเราที่: https://www.fourseasons.com/redseashuraisland/ สามารถรับข่าวสารได้จาก Press Room ที่: https://press.fourseasons.com/redseashuraisland/

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260518349628/en

Contacts

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดต่อ:
Jack Williams ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการองค์กร
มือถือ: +966 55 925 6816
อีเมล: Jack.Williams@RedSeaGlobal.com

ที่มา: Red Sea Global



Mary Kay เปิดตัวโครงการ Global Social Squad เพื่อเสริม ศักยภาพผู้นำด้านความงามดิจิทัลรุ่นใหม่

Logo

โครงการระดับโลกที่เชื่อมโยงครีเอเตอร์รุ่นใหม่กว่า 70 คนในกลุ่มที่ปรึกษาด้านความงามอิสระ เข้ากับการศึกษาด้านดิจิทัล การให้คำปรึกษา และประสบการณ์จริงจากแบรนด์ความงาม

ดัลลัส–(BUSINESS WIRE)–14 พฤษภาคม 2026

Mary Kay Inc. ที่เป็นผู้นำระดับโลกด้านความงามและการเป็นผู้ประกอบการ ได้ประกาศเปิดตัวโครงการนำร่อง Global Social Squad (GSS) ที่เป็นโครงการริเริ่มที่ก้าวล้ำ ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อเสริมศักยภาพให้แก่ที่ปรึกษาด้านความงามอิสระของ Mary Kay (IBC) ในฐานะผู้สนับสนุนแบรนด์ดิจิทัลที่มีพลัง และนักเล่าเรื่องราวบนโซเชียลมีเดียรุ่นใหม่

The Global Social Squad ignites a diverse and talented group of 73 Mary Kay Independent Beauty Consultants with representation across 15 markets in four regions: North America, Asia Pacific, Latin America, and Europe. These digital leaders create engaging, high-quality content, participate in global campaign activations, and share practical social media strategies with their communities and other Independent Beauty Consultants, fuelling both brand relevance and business growth. (Image Courtesy: Mary Kay Inc.)

ทีม Global Social Squad ประกอบด้วยกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านความงามอิสระของ Mary Kay ที่มีความหลากหลายและมากความสามารถจำนวน 73 คน จาก 15 ตลาดในสี่ภูมิภาค ประกอบด้วย อเมริกาเหนือ เอเชียแปซิฟิก ละตินอเมริกา และยุโรป โดยผู้นำด้านดิจิทัลเหล่านี้จะสร้างสรรค์คอนเทนต์คุณภาพสูงที่น่าสนใจ เข้าร่วมกิจกรรมแคมเปญระดับโลก และแบ่งปันกลยุทธ์โซเชียลมีเดียที่ใช้งานได้จริงกับชุมชนของตนและผู้เชี่ยวชาญด้านความงามอิสระคนอื่นๆ ที่จะช่วยเสริมสร้างความเกี่ยวข้องของแบรนด์และส่งเสริมการเติบโตทางธุรกิจได้ (ภาพประกอบ: Mary Kay Inc.)

โครงการนำร่อง Global Social Squad ซึ่งจะเปิดตัวในตลาดที่เลือกไว้ทั่วโลกในปี 2026 ถือเป็นการพัฒนาเชิงกลยุทธ์ในการที่ Mary Kay เชื่อมต่อกับผู้บริโภคและขยายการรับรู้แบรนด์และผลิตภัณฑ์ พร้อมทั้งวางตำแหน่งโอกาสทางธุรกิจของ Mary Kay ในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เน้นสังคมเป็นหลัก ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล ไทม์ไลน์ และภูมิศาสตร์ต่างๆ

เสริมศักยภาพที่ปรึกษาด้านความงามอิสระเพื่อร่วมสร้างยุคใหม่แห่งความเป็นผู้นำดิจิทัล

ทีม Global Social Squad ได้รวบรวมกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านความงามอิสระของ Mary Kay ที่มีความหลากหลายและมากความสามารถ ที่แสดงให้เห็นถึงความจริงใจ ความคิดสร้างสรรค์ และความเชี่ยวชาญด้านโซเชียลมีเดีย โดยผู้นำด้านดิจิทัลเหล่านี้จะร่วมสร้างสรรค์คอนเทนต์คุณภาพสูงที่น่าสนใจ เข้าร่วมกิจกรรมแคมเปญระดับโลก และแบ่งปันกลยุทธ์โซเชียลมีเดียที่ใช้งานได้จริงกับชุมชนของตนและผู้เชี่ยวชาญด้านความงามอิสระคนอื่นๆ ที่จะช่วยเสริมสร้างความเกี่ยวข้องของแบรนด์และส่งเสริมการเติบโตทางธุรกิจ

“ที่ Mary Kay ผู้มีอิทธิพลของเราคือที่ปรึกษาด้านความงามอิสระของเรา” Tara Eustace ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายโอกาสและการขายของ Mary Kay กล่าว “ในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับสังคมเป็นอันดับแรก ศักยภาพในการเชื่อมต่อไม่เคยมีมาก่อน โครงการ Mary Kay Global Social Squad นี้จะช่วยเสริมศักยภาพให้ที่ปรึกษาด้านความงามอิสระของเราเป็นผู้นำในพื้นที่ดิจิทัล โดยปลดล็อกพลังแห่งการเล่าเรื่องที่แท้จริงและสร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมายกับผู้รักความงามและผู้ประกอบการรุ่นใหม่ทั่วโลก”

เหตุใดเรื่องนี้จึงมีความสำคัญ

โครงการนำร่อง Global Social Squad ได้รับการออกแบบมาเพื่อกระตุ้นและขยายชุมชน Mary Kay ผ่านเครือข่ายผู้นำที่ให้ความสำคัญกับสังคมเป็นอันดับแรก โดย Global Social Squad ของ Mary Kay มีเป้าหมายดังต่อไปนี้

  •  เพิ่มการรับรู้และภาพลักษณ์ของแบรนด์ด้วยเนื้อหาที่ทันสมัยและสอดคล้องกับเทรนด์
  •  กระตุ้นการค้นหาผลิตภัณฑ์ด้วยเนื้อหาที่สร้างโดยผู้ใช้จริง
  •  เสริมสร้างพลังแห่งการเล่าเรื่องทางสังคมและการมีส่วนร่วมกับผู้บริโภคในตลาดทั่วโลก
  • เสริมสร้างการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อนผ่านข้อมูลเชิงลึกจากสื่อสังคมออนไลน์ในโลกแห่งความเป็นจริง
  •  สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นด้วยการนำเสนอโอกาสทางธุรกิจของ Mary Kay

โครงการนำร่องดำเนินการอย่างไร

  • สมาชิก Global Social Squad ทั้ง 73 คน ได้รับการเปิดเผยเมื่อวันศุกร์ที่ 13 มีนาคม โดยมีตัวแทนจาก 15 ตลาดในสี่ภูมิภาค: อเมริกาเหนือ เอเชียแปซิฟิก ละตินอเมริกา และยุโรป
  • สมาชิกจะได้รับสินค้าสุดพิเศษ เข้าร่วมกิจกรรมที่ท้าทายด้านเนื้อหา และการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาและการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี

แนวทางการทดลองนำร่องที่เน้นเฉพาะจุดนี้จะช่วยให้ Mary Kay สามารถทดสอบ เรียนรู้ และขยายผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีโอกาสขยายไปสู่การเปิดตัวอย่างเต็มรูปแบบในปี 2027 และปีต่อๆ ไป

ด้วยการลงทุนในความเป็นผู้นำด้านดิจิทัลและเสริมศักยภาพชุมชนที่ปรึกษาด้านความงามอิสระทั่วโลกให้ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่โอกาสต่างๆ นั้นขยายตัวไปพร้อมกับการเข้าถึงทางสังคม ทำให้ Mary Kay มุ่งเน้นสร้างโมเดลที่ยั่งยืนและพร้อมสำหรับอนาคต ซึ่งผสมผสานความเป็นผู้ประกอบการ ความคิดสร้างสรรค์ และการเชื่อมต่อส่วนบุคคลเข้าด้วยกัน

ทำความรู้จักกับกลุ่มโซเชียลมีเดียระดับโลกของ Mary Kay ได้ที่นี่

เกี่ยวกับ Mary Kay

Mary Kay Ash หนึ่งในผู้บุกเบิกการทลายกำแพงทางเพศ ได้ก่อตั้งแบรนด์ความงามในฝันขึ้นในรัฐเท็กซัสในปี 1963 ด้วยเป้าหมายเดียวคือ การยกระดับชีวิตของผู้หญิง ความฝันนั้นได้เบ่งบานเป็นบริษัทระดับโลกที่มีสมาชิกทีมขายอิสระหลายล้านคนใน 40 ตลาดทั่วโลก โดยกว่า 60 ปีที่ผ่านมา โอกาสต่างๆ จาก Mary Kay ได้ช่วยเสริมสร้างพลังให้ผู้หญิงกำหนดอนาคตของตนเองผ่านการศึกษา การให้คำปรึกษา การสนับสนุน และนวัตกรรมต่างๆ โดย Mary Kay นั้นทุ่มเทให้กับการลงทุนในวิทยาศาสตร์เบื้องหลังความงามและการผลิตผลิตภัณฑ์ดูแลผิว เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และน้ำหอมที่ล้ำสมัยต่างๆ ซึ่ง Mary Kay นั้นเชื่อมั่นในการอนุรักษ์โลกของเราเพื่อคนรุ่นหลัง รวมถึงเชื่อมั่นในการปกป้องผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบจากโรคมะเร็งและความรุนแรงในครอบครัว และให้การสนับสนุนแก่เยาวชนให้ทำตามความฝันของตนเอง เรียนรู้เพิ่มเติมได้ที่ marykayglobal.com ติดตามเราได้ทาง Facebook, Instagram และ LinkedIn หรือติดตามเราได้ทาง X

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260514978222/en

Contacts

Mary Kay Inc. Corporate Communications
newsroom.marykay.com
972.687.5332 หรือ media@mkcorp.com

ที่มา: Mary Kay Inc.


ยอดดาวน์โหลด 2 ล้านครั้งในหกเดือน: แอปพลิเคชันหลายภาษาของ Tabelog ที่ช่วยแก้ปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการรับประทานอาหารสำหรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางไปญี่ปุ่น

Logo

“Eat Where Locals Eat”
ทำให้ประสบการณ์การรับประทานอาหารญี่ปุ่นแท้ๆ เข้าถึงได้ง่าย สำหรับนักท่องเที่ยวทั่วโลกผ่านการจองแบบทันทีที่ร้านอาหารกว่า 70,000 แห่งทั่วประเทศ

โตเกียว–(BUSINESS WIRE)–07 พฤษภาคม 2026

Tabelog (https://tabelog.com/en/) หนึ่งในบริการค้นหาและจองร้านอาหารที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น (*1) ซึ่งดำเนินการโดย Kakaku.com, Inc. ได้ประกาศว่าแอปพลิเคชันสมาร์ทโฟนหลายภาษา (iOS/Android) สำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเยือนญี่ปุ่นมียอดดาวน์โหลดถึง 2 ล้านครั้ง (*2)

2M+ Downloads in 6 Months.

ยอดดาวน์โหลดมากกว่า 2 ล้านครั้งภายใน 6 เดือน

แอปนี้ยังติดอันดับ 1 ในการดาวน์โหลดแอปค้นหาร้านอาหารในญี่ปุ่นสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ (*3) ในไต้หวัน ฮ่องกง เกาหลีใต้ และสหรัฐอเมริกา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความนิยมอย่างมากในหมู่นักท่องเที่ยวทั่วโลก
URL สำหรับดาวน์โหลด: https://tabelog-tourists.onelink.me/3eEh/iqkkho9r

ทางเลือกที่น่าเชื่อถือสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วโลก: การแก้ปัญหาใหญ่สองประการเกี่ยวกับการรับประทานอาหารในญี่ปุ่น
เป็นเวลาหลายปีแล้วที่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเยือนญี่ปุ่นต้องเผชิญกับปัญหาสำคัญสองประการเกี่ยวกับการรับประทานอาหาร:
[ปัญหาที่ 1] ช่องว่างด้านข้อมูล: แหล่งข้อมูลส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาเพื่อนักท่องเที่ยว ทำให้ยากที่จะค้นหาร้านอาหารท้องถิ่นยอดนิยมที่คนท้องถิ่นไปทานกันจริงๆ

[ปัญหาที่ 2] อุปสรรคทางภาษา: เนื่องจากร้านอาหารหลายแห่งรับจองทางโทรศัพท์เป็นภาษาญี่ปุ่นเท่านั้น นักท่องเที่ยวจึงมักพลาดโอกาสที่จะได้ไปทานอาหารที่ร้านอาหารที่พวกเขาอยากไปมากที่สุด

แอปพลิเคชัน Tabelog ที่ใช้งานได้หลายภาษาเป็นทางออกที่แก้ปัญหาอย่างตรงจุดสำหรับปัญหาทั้งสองประการนี้
แอปนี้ใช้ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่รวบรวมรีวิวและรูปภาพจากร้านอาหารท้องถิ่นในญี่ปุ่น ทำให้ได้รับการยกย่องอย่างสูงในด้านความสามารถในการแนะนำนักท่องเที่ยวไปยังร้านอาหารโปรดของคนท้องถิ่นอย่างแท้จริง
ด้วยการอำนวยความสะดวกในการจองแบบทันทีในภาษาอังกฤษ จีนดั้งเดิม และเกาหลี Tabelog จึงตอบสนองความต้องการที่สำคัญของนักท่องเที่ยวที่ต้องการ “Eat Where Locals Eat” โดยมอบประสบการณ์การรับประทานอาหารที่ราบรื่นและ ไร้ความกังวล

ความน่าเชื่อถือที่เหนือกว่าที่สร้างขึ้นจากฐานข้อมูลร้านอาหารที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น
● รายชื่อร้านอาหารประมาณ 890,000 แห่ง (ครอบคลุมทั่วประเทศ)
● รีวิวมากกว่า 90 ล้านรายการ (รวบรวมจากนักชิมท้องถิ่นในญี่ปุ่น)
● ภาพถ่ายมากกว่า 200 ล้านภาพ (ภาพถ่ายอาหารและบรรยากาศภายในร้านที่สมจริง)
● มีร้านอาหารมากกว่า 70,000 แห่งที่พร้อมให้จองออนไลน์ได้ทันที (*4) — ตั้งแต่เมืองใหญ่อย่างโตเกียว โอซาก้า และเกียวโต ไปจนถึงพื้นที่ต่างจังหวัด
ฐานข้อมูลขนาดใหญ่นี้ทำหน้าที่เป็นมาตรฐานอ้างอิงที่แน่นอนสำหรับนักท่องเที่ยวในการค้นพบ “ร้านอาหารที่ยอดเยี่ยมอย่างแท้จริง” ทั่วประเทศญี่ปุ่น

ฟีเจอร์หลักของแอป
1. ค้นพบร้านอาหารเด็ดๆ ที่ได้รับการรีวิวจากนักชิมท้องถิ่น
แอปนี้ใช้ประโยชน์จากรีวิวที่ซื่อสัตย์จากนักชิมท้องถิ่นในญี่ปุ่น ที่จะช่วยให้นักท่องเที่ยวได้มองหาทางเลือกที่นอกเหนือจากคำแนะนำสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไป ตอบสนองความต้องการที่จะสัมผัสคุณภาพและบรรยากาศแบบเดียวกับที่คนท้องถิ่นได้รับทุกวัน

2. การจองแบบทันทีที่ไร้รอยต่อผ่านมือถือ: เอาชนะอุปสรรคทางภาษา (*4)
ด้วยการยกเลิกข้อกำหนดในการสนทนาทางโทรศัพท์ แอปนี้ช่วยให้นักท่องเที่ยวสามารถจองในภาษาที่ต้องการได้ การจองจะเสร็จสมบูรณ์ในไม่กี่วินาทีพร้อมการยืนยันทันที ทำให้ผู้ใช้สามารถสำรวจวงการอาหารของญี่ปุ่นได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องกังวลเรื่องอุปสรรคทางภาษา

3. ตัวเลือกมากมายทั่วประเทศญี่ปุ่น: จากศูนย์กลางเมืองใหญ่ไปจนถึงแหล่งท่องเที่ยวระดับภูมิภาค
นักท่องเที่ยวสามารถเข้าถึงความหลากหลายของอาหารญี่ปุ่นได้อย่างครบถ้วน ตั้งแต่ร้านอาหารชื่อดังระดับโลกในเมืองใหญ่ไปจนถึงร้านอาหารลับที่ซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่ชนบท ด้วยร้านอาหารกว่า 70,000 แห่งที่สามารถจองออนไลน์ได้ทันที (*5) แพลตฟอร์มนี้จึงครอบคลุมพื้นที่กว้างขวางกว่าศูนย์กลางการท่องเที่ยวแบบดั้งเดิม ไปจนถึงทุกมุมของประเทศ

4. ประสบการณ์ผู้ใช้ที่ใช้งานง่ายซึ่งออกแบบมาสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วโลก
แอปนี้ผสานรวมฟีเจอร์ที่ออกแบบมาเพื่อความสะดวกสบายสูงสุด เช่น “บันทึกรายการ” และการจัดเรียงตาม “ร้านอาหารที่คนท้องถิ่นจองมากที่สุด” ด้วยการปรับปรุงกระบวนการค้นหาให้ง่ายขึ้น Tabelog จึงสามารถมอบประสบการณ์ที่ใช้งานง่ายและราบรื่น ที่ช่วยให้นักท่องเที่ยวสามารถหาร้านอาหารที่เหมาะสมได้อย่างง่ายดายแม้ในขณะเดินทาง

การมองไปข้างหน้า: การเสริมสร้างศักยภาพเศรษฐกิจท้องถิ่นและการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
Tabelog มุ่งมั่นที่จะสร้างโลกที่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกสามารถดื่มด่ำกับวัฒนธรรมการรับประทานอาหารอันยอดเยี่ยมของญี่ปุ่นได้อย่างเต็มที่ โดยปราศจากอุปสรรคทางด้านภาษา

ด้วยการเชื่อมโยงระหว่างนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกและร้านอาหารที่หลากหลายทั่วประเทศ เรามุ่งหวังที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการเดินทางสำรวจร้านเด็ดที่ซ่อนอยู่และยังไม่เป็นที่รู้จักในภูมิภาคต่างๆ โครงการริเริ่มนี้จะช่วยส่งเสริมรูปแบบการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนมากขึ้น ซึ่งจะให้การสนับสนุนที่สำคัญแก่ธุรกิจและชุมชนท้องถิ่นที่อยู่นอกเหนือจากแหล่งท่องเที่ยวแบบดั้งเดิม

Tabelog ยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาฟีเจอร์และขยายขอบเขตการให้บริการ เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถเชื่อมต่อกับสุดยอดอาหารญี่ปุ่นแท้ๆ ทั่วประเทศได้อย่างราบรื่น

(*1)

แบบสำรวจเว็บไซต์ค้นหาและจองร้านอาหารที่มีจำนวนร้านลงทะเบียนมากที่สุด (พฤษภาคม 2024/การวิจัยภายใน) เข้าถึงเว็บไซต์เป้าหมาย (Tabelog, Hot Pepper Gourmet, Gurunavi, Retty, Hitosara) และรวบรวมจำนวนร้านทั้งหมดที่แสดงในการค้นหาโดยไม่ใช้ตัวกรอง แยกตามจังหวัด

(*2)

ข้อมูล ณ วันที่ 30 เมษายน 2026

(*3)

พฤศจิกายน 2025/งานวิจัยของ AppTweak ยอดดาวน์โหลดรวมจากหมวด “อาหารและเครื่องดื่ม (ร้านอาหารและคาเฟ่)” และ “การเดินทางและการนำทาง (วางแผนการเดินทาง)” บน App Store และ Google Play ในภูมิภาคที่สำรวจ (ไต้หวัน ฮ่องกง เกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา) เปรียบเทียบกับแอปค้นหาร้านอาหารของญี่ปุ่น

 ที่มา: AppTweak (https://www.apptweak.com)

(*4)

จะมีค่าธรรมเนียมการใช้งานระบบตามมาตรฐานสำหรับทุกการจองที่ได้รับการยืนยัน

(*5)

ข้อมูล ณ วันที่ 7 พฤษภาคม 2026

เกี่ยวกับ Kakaku.com, Inc.

Kakaku.com ก่อตั้งขึ้นในปี 1997 และดำเนินงานมาตั้งแต่ยุคแรกเริ่มของอินเทอร์เน็ตในญี่ปุ่น ปัจจุบัน บริษัทวางแผนและดำเนินงานบริการเว็บต่างๆ ที่ฝังรากลึกในชีวิตประจำวัน รวมถึงเว็บไซต์สนับสนุนการซื้อขาย “Kakaku.com” บริการค้นหาและจองร้านอาหาร “Tabelog” และบริการรวบรวมข้อมูลการหางาน “Kyujin Box” โดยบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์โตเกียว (รหัสหลักทรัพย์: 2371) และให้บริการแพลตฟอร์มที่มีฐานผู้ใช้มากที่สุดในญี่ปุ่นในหลากหลายภาคส่วน
ภาพรวมบริการ: https://corporate.kakaku.com/en/service

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260507560248/en

Contacts

Kakaku.com, Inc.
สำนักงานประชาสัมพันธ์และนักลงทุนสัมพันธ์
pr@kakaku.com

ที่มา: Kakaku.com, Inc.




งานแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์ HKTDC เจ็ดงาน Power ส่งเสริมและนำเสนอศักยภาพอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของฮ่องกง

Logo

HONG KONG–(BUSINESS WIRE)–17 เมษายน 2026

สภาส่งเสริมการค้าฮ่องกง (HKTDC) กำลังจัดงานมหกรรมขนาดใหญ่ 7 งาน รวมถึง งานแสดงสินค้าของขวัญและสินค้าพรีเมียมฮ่องกง Home InStyle และ Fashion InStyle (งานแสดงสินค้าจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27-30 เมษายน ณ ศูนย์การประชุมและนิทรรศการฮ่องกง (HKCEC) งานแสดงสินค้าสื่อพิมพ์และบรรจุภัณฑ์นานาชาติฮ่องกง และ DeLuxe PrintPack Hong Kong (จัดขึ้นพร้อมกันที่ AsiaWorld-Expo) และ งานแสดงสินค้าลิขสิทธิ์นานาชาติฮ่องกง และ การประชุมลิขสิทธิ์ในภูมิภาคเอเชีย (วันที่ 27-29 เมษายน ณ ศูนย์การประชุมและนิทรรศการฮ่องกง (HKCEC) งานเหล่านี้เชื่อมโยงอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของฮ่องกงกับจีนแผ่นดินใหญ่และตลาดโลก ตอกย้ำบทบาทของเมืองในฐานะศูนย์กลางความคิดสร้างสรรค์ระดับภูมิภาค

Seven HKTDC Lifestyle Fairs

งานแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์ HKTDC เจ็ดงาน

ของขวัญสุดล้ำจุดประกายการจัดหา

งานแสดงของขวัญและสินค้าพรีเมียม งานนี้ประกอบด้วย Hall of Fine Designs ที่ได้รับการยกย่อง ซึ่งเป็นเวทีสำคัญสำหรับการแสดงสินค้าแบรนด์ออกแบบชั้นนำจากทั่วโลก งานในครั้งนี้จะมีการเปิดตัว Shanxi Pavilion เป็นครั้งแรก ควบคู่ไปกับ Zhejiang Pavilion ที่ขยายใหญ่ขึ้น โดยมีกรมการค้าของมณฑลเจ้อเจียงเป็นผู้ดำเนินการเป็นครั้งแรก นอกจากนี้… Smart Design Global จะนำเสนอผลงานที่ผ่านเข้ารอบ โดยใช้เวทีงานแสดงสินค้าเป็นช่องทางในการส่งเสริมการออกแบบดั้งเดิมของฮ่องกงสู่ตลาดต่างประเทศ

เทรนด์สินค้าเครื่องใช้ในบ้านยอดนิยม

Home InStyle งานนี้ยังคงจัดแสดงวัสดุที่เป็นนวัตกรรมใหม่สำหรับเครื่องใช้ในครัวเรือนอย่างต่อเนื่อง โดยต่อยอดจากความสำเร็จของปีที่แล้วด้วยโซลูชันใหม่ๆ สำหรับบ้าน งานนี้มีการรวมองค์ประกอบต่างๆ ไว้ใน Gerontech and Innovative Material Pavilion ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากคณะกรรมการนวัตกรรมและเทคโนโลยีของรัฐบาลเขตบริหารพิเศษฮ่องกง

นิยามใหม่ของวัสดุที่ Fashion InStyle

Fashion InStyle เป็นการกลับมาของ NEXT@Fashion InStyle โซนจัดแสดงสินค้าชั้นนำของ HKTDC ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาอุตสาหกรรมวัฒนธรรมและสร้างสรรค์ (CCIDA) ของรัฐบาลเขตบริหารพิเศษฮ่องกง โดยมีประเทศฟิลิปปินส์เป็นพันธมิตรหลักในปีนี้ โซนนี้รวบรวมผู้จัดแสดงสินค้าจากทั่วโลกประมาณ 60 ราย เพื่อแสดงถึงวัสดุรุ่นใหม่ที่มีการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมได้อย่างไร ภายใต้การดูแลของที่ปรึกษาโครงการ Han Chong (ผู้ก่อตั้ง Self-Portrait) โซนนี้จะนำเสนอโครงการข้ามสาขา 5 โครงการโดยนักออกแบบรุ่นใหม่ชาวฮ่องกง 6 คน

งาน PrintPack สองงาน: อัจฉริยะ + ยั่งยืน

งาน สื่อพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ บริษัทจะนำเสนอบรรจุภัณฑ์อัจฉริยะและวัสดุใหม่ควบคู่ไปกับผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นด้านนวัตกรรมและความยั่งยืน DeLuxe PrintPack Hong Kong จะมุ่งเน้นที่โซลูชันสื่อพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ระดับพรีเมียมสำหรับสินค้าหรูหรา โดยมีธีมเฉพาะสำหรับแต่ละอุตสาหกรรม

กิจกรรมต่างๆ จะประกอบไปด้วยสัมมนาเชิงหัวข้อที่หลากหลาย ฟอรั่มผู้ซื้อ กิจกรรมส่งเสริมและเปิดตัวผลิตภัณฑ์ และการแสดงแฟชั่นโชว์ ซึ่งครอบคลุมการวิเคราะห์ตลาด การออกแบบสร้างสรรค์ทางวัฒนธรรม อุตสาหกรรมอัจฉริยะ เศรษฐกิจผู้สูงอายุ และความยั่งยืน

ลงทะเบียนเลยตอนนี้: https://tinyurl.com/5denzja3

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260415398629/en

Contacts

Media Enquiries
ฝ่ายจัดนิทรรศการของ HKTDC:
Pak Wong
(852) 2240 4062
pakwong@hktdc.org

ที่มา: Hong Kong Trade Development Council

The Bangkok Reporter