Xsolla ร่วมมือกับ De La Salle-College of Saint Benilde เปิดตัวแพลตฟอร์มเผยแพร่ระดับโลกสำหรับนักพัฒนาเกมชาวฟิลิปปินส์รุ่นใหม่

Logo

MOU ครั้งสำคัญนี้ได้เปิดโอกาสให้นักศึกษาออกแบบเกมชาวฟิลิปปินส์ได้เผยแพร่ จัดจำหน่าย และแข่งขันในเวทีโลกได้โดยตรง

ลอสแอนเจลิส–(BUSINESS WIRE)–20 เมษายน 2026

Xsolla เป็นบริษัทอีคอมเมิร์ซวิดีโอเกมระดับโลกที่ช่วยเหลือนักพัฒนาในการเปิดตัว ขยาย และสร้างรายได้จากเกมของตน ได้ประกาศในวันนี้ถึงความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ De La Salle-College of Saint Benilde (DLS-CSB) ที่เป็นสถาบันบุกเบิกที่อยู่เบื้องหลังหลักสูตรปริญญาตรีเต็มรูปแบบแห่งแรกของฟิลิปปินส์ด้านการออกแบบและพัฒนาเกม โดยความร่วมมือนี้ได้รับการลงนามอย่างเป็นทางการในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่กรุงมะนิลา ที่จะช่วยให้นักศึกษาของ Benilde สามารถเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานการเผยแพร่ระดับโลกของ Xsolla ได้โดยตรง โดยมอบเส้นทางที่แท้จริงและจับต้องได้ให้แก่นักพัฒนาเกมชาวฟิลิปปินส์รุ่นใหม่ในการเข้าถึงผู้เล่นทั่วโลก

Graphic: Xsolla

กราฟิก: Xsolla

MOU ฉบับนี้ลงนามต่อหน้าพยาน ผู้ลงนาม และแขกผู้มีเกียรติ ที่เน้นย้ำถึงการสนับสนุนอย่างกว้างขวางจากสถาบันต่างๆ สำหรับโครงการริเริ่มนี้ โดยมีนางสาว Bianca Pearl Sykimte ผู้อำนวยการสำนักการตลาดส่งออก กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม (DTI) และนาย James Ronald Ho ประธานสมาคมผู้พัฒนาเกมแห่งฟิลิปปินส์ (GDAP) ทำหน้าที่เป็นพยานในการลงนาม

หัวใจสำคัญของความร่วมมือนี้คือการร่วมกันพัฒนาแพลตฟอร์มสำหรับเปิดและเผยแพร่เกมภายใต้แบรนด์ Benilde โดยเฉพาะ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่คัดสรรมาอย่างดีสำหรับแสดงผลงานเกมที่นักศึกษาพัฒนาขึ้น เผยแพร่ และเปิดให้ชุมชนทั่วโลกได้ใช้งานเพื่อการเรียนรู้ การพัฒนาผลงาน และการรับฟังความคิดเห็นจากผู้เล่น นอกเหนือจากแพลตฟอร์มแล้ว Xsolla จะให้การฝึกอบรมด้านเทคนิค การสนับสนุนแพลตฟอร์ม และเครื่องมือวิเคราะห์แก่ทั้งนักศึกษาและคณาจารย์ เพื่อเสริมสร้างทั้งการพัฒนาหลักสูตรและความพร้อมทางการค้า

ฟิลิปปินส์ได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในระบบนิเวศการพัฒนาเกมที่คึกคักที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมี Benilde เป็นศูนย์กลางทางวิชาการ นับตั้งแต่เปิดตัวหลักสูตรปริญญา GDD เฉพาะทางแห่งแรกของภูมิภาคในปี 2009 สถาบันแห่งนี้ได้ผลิตบัณฑิตที่ไปสร้างสตูดิโอ พัฒนาเกม และนำมุมมองความคิดสร้างสรรค์แบบฟิลิปปินส์ที่โดดเด่นไปสู่เวทีระดับโลก โดยความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยเร่งโมเมนตัมดังกล่าว โดยเชื่อมโยงกระบวนการสร้างสรรค์ของ Benilde เข้ากับเครือข่ายการค้าและการจัดจำหน่ายทั่วโลกของ Xsolla โดยตรง

“เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีการเติบโตน่าตื่นเต้นที่สุดในอุตสาหกรรมเกมระดับโลกในขณะนี้ และฟิลิปปินส์ก็เป็นผู้นำในด้านนี้” Chris Hewish ประธานบริษัท Xsolla กล่าว “สิ่งที่ Benilde สร้างขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมานั้นน่าทึ่งมาก นั่นคือนักพัฒนาเกมรุ่นใหม่ที่มีฝีมือ ความทะเยอทะยาน และเรื่องราวที่ควรค่าแก่การเผยแพร่ไปไกลกว่าพรมแดนของพวกเขา ความร่วมมือครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เรื่องราวเหล่านั้นเข้าถึงคนทั่วโลก โดย Xsolla มีอยู่เพื่อช่วยเหลือนักพัฒนาเกมในทุกระดับให้ก้าวไปข้างหน้า และภารกิจนั้นเริ่มต้นที่นี่ กับคนรุ่นใหม่”

“ที่นี่มีพรสวรรค์ ความคิดสร้างสรรค์ก็มี สิ่งที่นักศึกษาต้องการคือโครงสร้างพื้นฐานและการเข้าถึงระดับโลกเพื่อเปลี่ยนผลงานของพวกเขาให้กลายเป็นสิ่งที่ผู้คนทั่วโลกสามารถเล่นได้จริง” Eric Lee หัวหน้าฝ่ายพันธมิตรประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ Xsolla กล่าว “นั่นคือสิ่งที่ความร่วมมือนี้มอบให้ เราไม่ได้ให้แค่แพลตฟอร์มแก่เหล่านักพัฒนาของ Benilde เท่านั้น แต่ยังให้จุดเริ่มต้นและทุกสิ่งที่ Xsolla สร้างขึ้นเพื่อช่วยให้พวกเขาเติบโตและประสบความสำเร็จเมื่อพวกเขาเข้ามาใช้งาน”

ความร่วมมือนี้ยังเปิดโอกาสสำหรับการริเริ่มงานวิจัยร่วมกันและการเผยแพร่ความรู้ด้านการศึกษาที่เน้นผลงานของนักศึกษาที่มีความเกี่ยวข้องกับสังคม ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างตำแหน่งของอุตสาหกรรมการพัฒนาเกมของฟิลิปปินส์ในฐานะที่เป็นกำลังสำคัญทั้งในด้านความคิดสร้างสรรค์และเชิงพาณิชย์ในอุตสาหกรรมระดับโลก

หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับความร่วมมือระหว่าง Xsolla กับ De La Salle-College of Saint Benilde โปรดเยี่ยมชมที่: https://xsolla.pro/De-La-Salle-College-of-Saint-Benilde

เกี่ยวกับ Xsolla

Xsolla คือบริษัทอีคอมเมิร์ซระดับโลกที่สร้างและจัดหาสิ่งที่นักพัฒนาต้องการเพื่อเปิดตัว ขยาย และสร้างรายได้จากวิดีโอเกม บริษัทมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย และให้การสนับสนุนสตูดิโอทุกขนาด ตั้งแต่เกมอินดี้ไปจนถึงเกม AAA ด้วยโซลูชันต่างๆ เช่น การค้าขายตรงถึงผู้บริโภค การชำระเงินอัจฉริยะ ทรัพย์สินทางปัญญาด้านความบันเทิง และผลิตภัณฑ์เพื่อการมีส่วนร่วมของผู้เล่น โดย Xsolla ช่วยให้นักพัฒนาสามารถระดมทุน จัดจำหน่าย ทำการตลาด และสร้างรายได้จากเกมของพวกเขาได้อย่างมีประสิทธิภาพ Xsolla ได้รับความไว้วางใจจากเกมที่ทำรายได้สูงสุด 100 อันดับแรกมากกว่า 60% และดำเนินงานในฐานะผู้ค้าหลักในกว่า 200 ประเทศทั่วโลก โดยสามารถเข้าถึงวิธีการชำระเงินในท้องถิ่นมากกว่า 1,000 วิธี ด้วยความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าในอนาคตของอุตสาหกรรมเกม Xsolla มุ่งมั่นที่จะนำโอกาสมารวมกันและปลดล็อกการเติบโตสำหรับครีเอเตอร์ทุกหนทุกแห่ง

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดเยี่ยมชมที่ xsolla.com

เกี่ยวกับ De La Salle-College of Saint Benilde (DLS-CSB)

De La Salle-College of Saint Benilde เป็นสถาบันอุดมศึกษาในกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ที่มีชื่อเสียงด้านหลักสูตรที่เน้นความต้องการของอุตสาหกรรม และความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์นวัตกรรมทางเทคโนโลยี โดยผ่านทางโรงเรียนการจัดการและเทคโนโลยีสารสนเทศ (SMIT) โดย Benilde เป็นผู้บุกเบิกหลักสูตรปริญญาตรีเต็มรูปแบบด้านการออกแบบและพัฒนาเกมเป็นครั้งแรกในฟิลิปปินส์ในปี 2009 ซึ่งเป็นการก่อตั้งการศึกษาด้านการพัฒนาเกมให้เป็นสาขาวิชาเฉพาะ และสร้างคนรุ่นใหม่ของครีเอเตอร์เกมชาวฟิลิปปินส์

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดเยี่ยมชมที่ benilde.edu.ph

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260420045802/en

Contacts

ผู้ติดต่อสำหรับสื่อ
Derrick Stembridge
รองประธานฝ่ายประชาสัมพันธ์ระดับโลกของ Xsolla
d.stembridge@xsolla.com

ที่มา: Xsolla



Kioxia ได้เปิดตัว SSD ซีรีส์ EG7 ของ KIOXIA ที่ใช้เทคโนโลยี QLC ที่เน้นความคุ้มค่าสำหรับ PC OEM

Logo

 สายการผลิตภัณฑ์ SSD สำหรับลูกค้ารายใหม่จะให้โซลูชันที่มีราคาย่อมเยาสำหรับการใช้งานบน PC

TOKYO–(BUSINESS WIRE)–21 เมษายน 2026

Kioxia Corporation วันนี้ Kioxia ได้ประกาศเปิดตัวโซลิดสเตตไดรฟ์ (Solid State Drive: SSD) ซีรีส์ EG7 ของ KIOXIA ซึ่งเป็นโซลูชันของลูกค้ากลุ่มแรกที่นำเทคโนโลยี BiCS FLASH™ รุ่นที่ 8 ชนิด 4 บิตต่อเซลล์ หรือชนิด 4 ระดับต่อหนึ่งเซลล์ (Quadruple-Level Cell: QLC) ของ Kioxia มาใช้งาน ซีรีส์ EG7 ของ KIOXIA ที่ใช้เทคโนโลยี QLC จะให้ประสิทธิภาพเทียบเท่ากับโซลูชันที่ใช้เทคโนโลยี TLC(1) ซึ่งช่วยให้มีต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของ (TCO) ที่ดีขึ้น สำหรับแล็ปท็อปขนาดบางเบาที่เน้นความคุ้มค่า รวมถึงโน้ตบุ๊กและเดสก์ท็อปทั้งที่ใช้ในเชิงพาณิชย์และของผู้บริโภค

KIOXIA EG7 Series Client SSD

SSD ซีรีส์ EG7 ของ KIOXIA สำหรับลูกค้า

SSD ซีรีส์ EG7 ของ KIOXIA มอบประสิทธิภาพและข้อได้เปรียบด้านประสิทธิภาพการใช้พลังงานจากหน่วยความจำแฟลช 3D แบบ QLC ที่ใช้เทคโนโลยี BiCS FLASH™ รุ่นที่ 8 ของ Kioxia ให้กับปริมาณงานการประมวลผลทั่วไปสำหรับ PC OEM ไดรฟ์รุ่นใหม่นี้ให้ประสิทธิภาพการอ่านและการเขียนแบบสุ่มได้สูงสุด 1,000 KIOPS ความเร็วในการอ่านแบบต่อเนื่องสูงสุด 7,000 MB/s และความเร็วในการเขียนแบบต่อเนื่องสูงสุด 6,200 MB/s

ซีรีส์ EG7 ของ KIOXIA ได้ผนวกรวมการรองรับ NVMe™ 2.0d ไว้ในตัว ทำให้ PC OEM มีความยืดหยุ่นในการออกแบบระบบและการจัดการอุปกรณ์มากขึ้น จึงมีไดรฟ์ให้เลือกทั้งในรูปแบบฟอร์มแฟกเตอร์ M.2 Type 2230, Type 2242 และ Type 2280 ซึ่งช่วยให้สามารถใช้งานได้กว้างขึ้นกับการกำหนดค่าระบบที่หลากหลาย และข้อจำกัดด้านพื้นที่

วางตำแหน่งอยู่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ SSD สำหรับลูกค้าที่เน้นความคุ้มค่าของ Kioxia โดย SSD ซีรีส์ EG7 ของ KIOXIA แบบไม่มี DRAM นี้จะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี Host Memory Buffer (HMB) ที่พัฒนาเต็มที่แล้ว โดยการใช้หน่วยความจำของระบบบางส่วนเพื่อช่วยปรับปรุง TCO และการใช้พลังงาน ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาประสิทธิภาพการตอบสนองที่ดีไว้

คุณลักษณะเพิ่มเติม ได้แก่:

  •  PCIe®เป็นไปตามข้อกำหนดเฉพาะ 4.0
  • รองรับไดรฟ์การเข้ารหัสตัวเอง (SED) ตามมาตรฐาน TCG Opal เวอร์ชัน 2.02
  • ความจุขนาด 512 GB, 1024 GB และ 2048 GB

ซีรีส์ EG7 ของ KIOXIA อยู่ระหว่างการส่งตัวอย่างให้กับลูกค้าของ PC OEM ที่ได้รับคัดเลือกบางรายในขณะนี้ จึงคาดว่าการจัดส่ง PC ที่ติดตั้ง SSD มาให้พร้อมจะเริ่มตั้งแต่ไตรมาสที่สองของปี 2026 เป็นต้นไป

หมายเหตุ:

(1) เทียบกับ SSD ซีรีส์ EG7 ของ KIOXIA

– คำจำกัดความของความจุ SSD: Kioxia Corporation กำหนดว่า กิโลไบต์ (KB) เท่ากับ 1,000 ไบต์, เมกะไบต์ (MB) เท่ากับ 1,000,000 ไบต์, กิกะไบต์ (GB) เท่ากับ 1,000,000,000 ไบต์, เทระไบต์ (TB) เท่ากับ 1,000,000,000,000 ไบต์ และกิบิไบต์ (KiB) เท่ากับ 1,024 ไบต์ แต่อย่างไรก็ตาม ระบบปฏิบัติการของคอมพิวเตอร์จะรายงานความจุในการจัดเก็บโดยใช้ค่ากำลังของ 2 ด้วยการกำหนดว่า 1GB = 2^30 ไบต์ = 1,073,741,824 ไบต์ และ 1TB = 2^40 ไบต์ = 1,099,511,627,776 ไบต์ ดังนั้นจึงแสดงค่าความจุในการจัดเก็บที่น้อยกว่า ความจุในการจัดเก็บที่ใช้งานได้ (รวมถึงตัวอย่างของไฟล์สื่อประเภทต่างๆ) จะแตกต่างกันไปตามขนาดไฟล์ การจัดรูปแบบ การตั้งค่า ซอฟต์แวร์และระบบปฏิบัติการ และ/หรือแอปพลิเคชันซอฟต์แวร์ที่ติดตั้งมาก่อนหน้า หรือเนื้อหาสื่อ ความจุที่จัดรูแปบบแล้วตามจริงอาจแตกต่างกันออกไป

– ความเร็วในการอ่านและการเขียนอาจแตกต่างกันตามอุปกรณ์ต้นทาง เงื่อนไขในการอ่านและการเขียน และขนาดของไฟล์

– IOPS: อินพุต/เอาต์พุตต่อวินาที (หรือจำนวนการทำงาน I/O ต่อวินาที)
– การวางจำหน่ายของสายการผลิตภัณฑ์รุ่น SED อาจแตกต่างกันไปตามภูมิภาค

– NVMe เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนหรือไม่จดทะเบียนของ NVM Express, Inc. ในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ

– PCIe เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ PCI-SIG

– ชื่อบริษัทอื่นๆ ชื่อผลิตภัณฑ์ และชื่อบริการ อาจเป็นเครื่องหมายการค้าของบริษัทบุคคลที่สาม

เกี่ยวกับ Kioxia

Kioxia Kioxia เป็นผู้นำระดับโลกด้านโซลูชันหน่วยความจำ ซึ่งทุ่มเทให้กับการพัฒนา การผลิต และการจำหน่ายหน่วยความจำแฟลชและโซลิดสเตตไดรฟ์ (SSD) ในเดือนเมษายน 2017 บริษัท Toshiba Memory ซึ่งเป็นชื่อก่อนหน้าของบริษัทได้แยกตัวออกมาจาก Toshiba Corporation ซึ่งเป็นบริษัทที่คิดค้นหน่วยความจำแฟลช NAND ในปี 1987 Kioxia มุ่งมั่นที่จะยกระดับโลกด้วย “หน่วยความจำ” โดยนำเสนอผลิตภัณฑ์ บริการ และระบบที่สร้างทางเลือกให้กับลูกค้าและสร้างคุณค่าจากหน่วยความจำให้กับสังคม เทคโนโลยีหน่วยความจำแฟลช 3D เชิงนวัตกรรมของ Kioxia อย่าง BiCS FLASH™ กำลังสร้างอนาคตของการจัดเก็บข้อมูลในแอปพลิเคชันความหนาแน่นสูง รวมถึงสมาร์ทโฟนขั้นสูง พีซี ระบบยานยนต์ ศูนย์ข้อมูล และระบบ AI เชิงสร้างสรรค์

*ข้อมูลในเอกสารนี้ รวมถึงราคาและข้อมูลจำเพาะของผลิตภัณฑ์ เนื้อหาบริการ และข้อมูลการติดต่อ มีความถูกต้อง ณ วันที่ประกาศ แต่อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

การสอบถามของลูกค้า:
สำนักงานขายทั่วโลก
https://www.kioxia.com/en-jp/business/buy/global-sales.html

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260420977735/en

Contacts

การสอบถามของสื่อ:
Kioxia Corporation
ฝ่ายบริหารจัดการการส่งเสริมโปรโมชัน
Satoshi Shindo
โทร: +81-3-6478-2404

ที่มา: Kioxia Corporation

Hyundai Motor และ TVS Motor ได้ลงนามในข้อตกลงความร่วมมืออย่างเป็นทางการในการผลักดันการจำหน่ายรถสามล้อไฟฟ้าในอินเดีย

Logo

  • ผลิตภัณฑ์จะได้รับการพัฒนาร่วมกันโดยทั้งสองบริษัท โดยผสานความเชี่ยวชาญด้านการขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้ากับความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับความต้องการต่างๆ ของลูกค้า
  • ทั้งสองบริษัทจะแบ่งปันความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม โดยผสานรวมแนวทางการออกแบบที่เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลางของ Hyundai Motor และแพลตฟอร์มรถสามล้อไฟฟ้าขั้นสูงของ TVS Motor

โซล เกาหลีใต้ และ นิวเดลี–(BUSINESS WIRE)–20 เมษายน 2026

Hyundai Motor Company (Hyundai Motor) และ TVS Motor Company Ltd. (TVS Motor) ได้ลงนามในข้อตกลงพัฒนาร่วม (Joint Development Agreement – JDA) เพื่อพัฒนาและจำหน่ายรถสามล้อไฟฟ้า (Electric Three-Wheeler – E3W) ที่ล้ำสมัยที่ออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อตอบสนองต่อความต้องการด้านการเดินทางในช่วงระยะสุดท้ายในอินเดีย

(L to R) Sharad Mishra, President, Group Strategy, TVS Motor Company; K.N. Radhakrishnan, Director and CEO, TVS Motor Company; Amitabh Lal Das, Chief Legal Officer of Hyundai Motor India Limited; Joongsun Ko, Senior Vice President of Corporate Strategy & Planning at Hyundai Motor Company.

(จากซ้ายไปขวา) Sharad Mishra ประธานฝ่ายกลยุทธ์กลุ่มของ TVS Motor Company; K.N. Radhakrishnan กรรมการและซีอีโอของ TVS Motor Company; Amitabh Lal Das หัวหน้าฝ่ายกฎหมายของ Hyundai Motor India Limited; Joongsun Ko รองประธานอาวุโสฝ่ายกลยุทธ์และการวางแผนองค์กรของ Hyundai Motor Company

ความร่วมมือที่เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการหลังจากประสบความสำเร็จในการนำเสนอแนวคิด E3W ในงาน Bharat Mobility Global Expo 2025 นี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการนำเสนอโซลูชันด้านการคมนาคมที่เหมาะสมกับผู้บริโภคชาวอินเดีย และช่วยตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองบริษัทต่อการขนส่งในเมืองอย่างยั่งยืน

ภายใต้ข้อตกลงนี้ Hyundai Motor จะเป็นผู้นำในการออกแบบและร่วมพัฒนา E3W โดยใช้ประโยชน์จากความเชี่ยวชาญด้านการวิจัยและพัฒนา เทคโนโลยีการคมนาคมขั้นสูง และแนวทางการออกแบบที่เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง

“Hyundai Motor Company ได้สำรวจหาแนวทางในการมีส่วนร่วมในการปรับปรุงสภาพแวดล้อมด้านการขนส่งของอินเดียซึ่งเป็นตลาดที่มีความสำคัญมาอย่างยาวนาน โดยความร่วมมือของเรากับ TVS Motor ถือเป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่หยั่งรากอยู่ในความพยายามนั้น เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า E3W ที่ได้พัฒนาร่วมกันนี้จะช่วยให้ผู้คนทั่วประเทศสามารถเข้าถึงการขนส่งที่ปลอดภัยและยั่งยืนยิ่งขึ้น – Joongsun Ko รองประธานอาวุโสฝ่ายกลยุทธ์และการวางแผนองค์กรของ Hyundai Motor Company

โดย TVS Motor จะร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์โดยใช้แพลตฟอร์มไฟฟ้าล้ำสมัย ความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมรถสามล้อ และความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับตลาดท้องถิ่น นอกจากนี้ TVS ยังจะเป็นผู้นำด้านการขายในประเทศ โดยอาศัยมรดกตกทอดอันยาวนานด้านความน่าเชื่อถือและการมุ่งเน้นคุณภาพ รวมถึงการมีโรงงานผลิตในอินเดียที่สามารถรองรับความต้องการของตลาดอินเดียและการส่งออกในอนาคตได้

สำหรับการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการพัฒนาในครั้งนี้ Sharad Mishra ประธานฝ่ายกลยุทธ์กลุ่มของ TVS Motor Company กล่าวว่า ที่ TVS Motor Company เรามุ่งมั่นที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตผ่านการคมนาคมที่ยั่งยืนและเข้าถึงได้ง่าย ข้อตกลงในการพัฒนาร่วมกันนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในความร่วมมือของเรากับ Hyundai Motor Company และเป็นการผลักดันความมุ่งมั่นร่วมกันของเราในการพัฒนาโซลูชันรถสามล้อไฟฟ้า ด้วยการนำจุดแข็งที่เสริมซึ่งกันและกันมารวมกัน ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์มรถสามล้อไฟฟ้า ความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม และความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในความต้องการต่างๆ ของลูกค้า เราจึงอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่จะส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับอินเดียและตลาดอื่นๆ ได้โดยความร่วมมือนี้ได้ช่วยตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของเราสำหรับการเดินทางในช่วงระยะสุดท้ายที่ยั่งยืนและสามารถปรับขนาดได้ พร้อมทั้งยังสร้างมาตรฐานใหม่ในด้านเทคโนโลยี คุณภาพ ประสบการณ์ของลูกค้า และมรดกแห่งความไว้วางใจอีกด้วย

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260420132078/en

Contacts

ผู้ติดต่อสำหรับสื่อ:
Ks.harini@tvsmotor.com
Sridipta.bhattacharjee@tvsmotor.com

ที่มา: TVS Motor Company Ltd.

Autel นำเสนอเทคโนโลยีชาร์จเร็วพิเศษสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ผสานประสิทธิภาพกระแสไฟสูง 780A เข้ากับประสบการณ์การใช้งานแอปพลิเคชันที่ราบรื่น

Logo

กรุงเทพฯ–(BUSINESS WIRE)–11 เมษายน 2026

บริษัท Autel Energy ประกาศการติดตั้งและสาธิตการใช้งานจริงของโซลูชันการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าความเร็วสูงพิเศษ ณ งาน Beans2Cup@Ratchada ประเทศไทย เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2026 โดยในงานได้จัดแสดงเครื่องชาร์จ Autel MaxiCharger รุ่น DS480, DT500 และ DT800 ซึ่งให้กระแสไฟชาร์จสูงถึง 780A พร้อมด้วยแอปพลิเคชันที่ใช้งานง่าย

Autel MaxiCharger at Beans2Cup @Ratchada in Thailand — up to 780A high-current charging.

เครื่องชาร์จ Autel MaxiCharger ที่ร้าน Beans2Cup @Ratchada ประเทศไทย — รองรับการชาร์จกระแสไฟสูงได้สูงสุดถึง 780A

ชาร์จไฟได้เร็วเท่าช่วงพักดื่มกาแฟ

ในระหว่างงาน มีรถยนต์ไฟฟ้าชั้นนำหลายรุ่นมาทดสอบระบบด้วยตนเอง เพื่อแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพการใช้งานจริงของกลุ่มผลิตภัณฑ์ MaxiCharger ของ Autel ด้วยกำลังไฟสูงถึง 960 กิโลวัตต์ โดยใช้สายชาร์จระบายความร้อนด้วยของเหลวขนาด 780A แอมป์ โซลูชัน MaxiCharger ของ Autel จึงเป็นการก้าวครั้งสำคัญในด้านความเร็วในการชาร์จ

ในการทดสอบจริง Zeekr 009 สามารถชาร์จจาก 20% เป็น 80% ได้ภายในเวลาเพียง 10 นาที ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้ขับขี่รถยนต์ไฟฟ้าสามารถ “ชาร์จเพื่อขับ” ได้ในเวลาเท่ากับการดื่มกาแฟหนึ่งแก้ว พบว่าสมรรถนะที่คล้ายคลึงกันนี้พบได้ในรถยนต์ไฟฟ้าหลายรุ่น รวมถึง Xpeng X9 และ G6, Tesla Model Y ตลอดจนรถยนต์ระดับพรีเมียมจาก Mercedes-Benz และ Porsche ซึ่งเป็นการตอกย้ำถึงความเข้ากันได้ในวงกว้าง

ประสบการณ์การใช้งานแอปที่ราบรื่น

นอกเหนือจากความเร็วแล้ว Autel ยังเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานด้วยแอปที่ใช้งานง่าย ซึ่งช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเริ่มต้น ตรวจสอบ และจัดการการชาร์จได้อย่างสะดวก อินเทอร์เฟซได้รับการออกแบบมาสำหรับทั้งผู้ขับขี่รถยนต์ไฟฟ้ามือใหม่และผู้มีประสบการณ์ ช่วยลดระยะเวลาในการเรียนรู้และทำให้การชาร์จไฟสาธารณะเข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น

ประโยชน์ที่เห็นได้ชัดสำหรับการขับขี่ในชีวิตประจำวัน

การผสานรวมระบบชาร์จเร็วพิเศษและการใช้งานที่ง่ายดาย นำมาซึ่งการพัฒนาที่เห็นได้ชัดในการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน ระยะเวลาการชาร์จที่สั้นลงและการใช้งานที่ง่ายขึ้น ช่วยให้สามารถชาร์จไฟได้อย่างรวดเร็วในช่วงเวลาที่ยุ่งวุ่นวายและการหยุดพักตามปกติ

ความร่วมมือของระบบนิเวศ

การใช้งานระบบนี้ได้รับการสนับสนุนจากระบบนิเวศความร่วมมือของพันธมิตรด้านโครงสร้างพื้นฐาน ซอฟต์แวร์ และบริการ ซึ่งรวมถึง B2C Energy, ACharge และ Aplus Smart Mobility

Tanapat Chaijaroenpat ผู้ก่อตั้ง B2C Energy ให้ความเห็นว่า “ระบบชาร์จเร็วพิเศษของ Autel เป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้การใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าเป็นไปได้จริงมากขึ้น”

Surachai Pornchindachot ผู้ร่วมก่อตั้ง B2C Energy กล่าวว่า “ด้วยการผสานการชาร์จประสิทธิภาพสูงเข้ากับประสบการณ์ดิจิทัลที่ราบรื่น Autel กำลังช่วยสร้างระบบนิเวศการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่เข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้นในประเทศไทย”

ขับเคลื่อนอนาคตของการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า

การเข้ามาลงทุนของ Autel ในประเทศไทย สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางที่ชัดเจนของอุตสาหกรรม นั่นคือ การผสานการชาร์จเร็วพิเศษเข้ากับความสะดวกในการใช้งาน ด้วยการทำให้การชาร์จสามารถเข้ากับกิจวัตรประจำวันได้อย่างเป็นธรรมชาติ Autel จึงกำลังพัฒนาการคมนาคมด้วยไฟฟ้าที่สะดวกสบายและใช้งานง่ายยิ่งขึ้น

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโซลูชันการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะระดับมืออาชีพของ Autel โปรดติดต่อทีมงาน Autel ในประเทศไทย

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260409636355/en

Contacts

สอบถามข้อมูลการขายในประเทศไทย
ผู้จัดการฝ่ายขาย: Jinye Luengaksorn
อีเมล: jinyel@autel.com
Tel: 090-924-5399

ที่มา: Autel Energy

Toshiba ได้เริ่มจัดส่งตัวอย่างผลิตภัณฑ์ซีรีส์ “SmartMCD™” รุ่นใหม่ ที่ผสานรวมไมโครคอนโทรลเลอร์และไดรเวอร์มอเตอร์เข้าไว้ด้วยกัน

Logo

เทคโนโลยีควบคุมแบบไร้เซนเซอร์ความเร็วต่ำสำหรับการควบคุมมอเตอร์ DC แบบไร้แปรงถ่านสามเฟส

คาวาซากิ ประเทศญี่ปุ่น–(BUSINESS WIRE)–16 เมษายน 2026

Toshiba Electronic Devices & Storage Corporation (“Toshiba”) ได้เริ่มจัดส่งตัวอย่างทางวิศวกรรมของ “TB9M030FG” ผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดในซีรีส์อุปกรณ์ควบคุมมอเตอร์ “SmartMCD™”[1] โดยอุปกรณ์ใหม่นี้ได้ผสานรวมไมโครคอนโทรลเลอร์ (MCU) และตัวขับมอเตอร์เข้าด้วยกัน และใช้เทคโนโลยีควบคุมแบบไร้เซนเซอร์สำหรับการทำงานที่ความเร็วต่ำของมอเตอร์ DC แบบไร้แปรงถ่านสามเฟส ซึ่ง TB9M030FG นั้นเหมาะสำหรับการควบคุมแบบไร้เซนเซอร์ของมอเตอร์ DC แบบไร้แปรงถ่านสามเฟสที่ใช้ในงานยานยนต์ เช่น ปั๊มน้ำไฟฟ้า ปั๊มน้ำมันไฟฟ้า พัดลมไฟฟ้า และเครื่องเป่าลมไฟฟ้า

Toshiba: TB9M030FG, the latest product in the Smart Motor Control Driver “SmartMCD™” series.

Toshiba: TB9M030FG ผลิตภัณฑ์ล่าสุดในซีรีส์ไดร์เวอร์ควบคุมมอเตอร์อัจฉริยะ “SmartMCD™”

เนื่องจากการนำระบบไฟฟ้ามาใช้ในระบบยานยนต์ เช่น ปั๊มน้ำ ปั๊มน้ำมัน และพัดลม มีมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้ผลิตรถยนต์จึงต้องการมอเตอร์ที่มีขนาดกะทัดรัด ประหยัดพลังงาน และเงียบกว่าเดิม ควบคู่ไปกับการเพิ่มขึ้นของจำนวนของหน่วยควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ (ECU)[2] ที่ติดตั้งในรถยนต์ การลดจำนวนชิ้นส่วนและการลดพื้นที่บนแผงวงจรนั้นจึงมีความสำคัญมากขึ้น และกำลังผลักดันความต้องการอุปกรณ์ที่มีการรวมวงจรอย่างการรวมไมโครคอนโทรลเลอร์ (MCU) และตัวขับเกตควบคุมมอเตอร์เข้าไว้ด้วยกันให้เพิ่มมากขึ้น

การควบคุมมอเตอร์ DC แบบไร้แปรงถ่านสามเฟสโดยไม่ใช้เซนเซอร์นั้นมีความท้าทายในการตรวจจับตำแหน่งของโรเตอร์อย่างแม่นยำที่ความเร็วต่ำ ทำให้เกิดความต้องการอย่างมากสำหรับเทคโนโลยีการควบคุมแบบเน้นทิศทางสนามแม่เหล็ก (FOC) [3] ประสิทธิภาพสูงโดยไม่ใช้เซนเซอร์ ซึ่งให้การควบคุมที่เสถียรตั้งแต่ความเร็วศูนย์[4]

โดย TB9M030FG ได้ผสานรวม MCU ที่ใช้แกนของ Arm® Cortex® ‑M0, หน่วยความจำแฟลช, วงจรขับเกตที่ควบคุมและขับ MOSFET กำลังสูงแบบ N-channel สำหรับการทำงานของมอเตอร์ DC แบบไร้แปรงถ่านสามเฟส, ตัวรับส่งสัญญาณเครือข่ายเชื่อมต่อภายใน (LIN)[5] และระบบจ่ายไฟที่สามารถทำงานได้ในระดับพลังงานแบตเตอรี่รถยนต์ ทั้งหมดนี้อยู่ในแพ็กเกจ QFP48 ขนาดเล็ก 9×9 มม. (โดยทั่วไป) โดยการผสานรวมนี้จะช่วยลดขนาดของ ECU และลดจำนวนชิ้นส่วนลง

MCD รุ่นใหม่นี้ยังรวมเอาฮาร์ดแวร์ของวงจรเวกเตอร์ที่เป็นกรรมสิทธิ์ของ Toshiba ที่สามารถช่วยลดภาระการทำงานของ CPU และขนาดโปรแกรมซอฟต์แวร์ในแอปพลิเคชันควบคุมมอเตอร์ FOC ได้ โดยเทคโนโลยีควบคุมแบบไร้เซนเซอร์ของ Toshiba ที่พัฒนาขึ้นสำหรับการทำงานที่ความเร็วต่ำนั้นจะช่วยให้สามารถควบคุม FOC แบบไร้เซนเซอร์ตำแหน่งได้ตั้งแต่ความเร็วศูนย์จนถึงความเร็วต่ำ เมื่อใช้กับมอเตอร์แบบขั้วเด่น[6] ซึ่งวิธีการนี้จะช่วยขจัดสัญญาณรบกวนที่เกิดจากวิธีการป้อนสัญญาณความถี่สูงแบบมาตรฐาน[7] ที่เกิดจากการป้อนฮาร์มอนิก และยังส่งผลให้มอเตอร์ทำงานเงียบลงอีกด้วย

TB9M030FG เป็นไปตามมาตรฐานการรับรองคุณภาพอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ยานยนต์ AEC‑Q100[8] (ระดับ 0)

คุณลักษณะของ TB9M030FG มีส่วนช่วยในการย่อขนาดระบบยานยนต์และลดจำนวนชิ้นส่วนได้ ในขณะเดียวกันก็ช่วยให้สามารถควบคุมมอเตอร์ได้อย่างล้ำหน้าและซับซ้อนยิ่งขึ้น ทำให้เหมาะสำหรับการใช้งานในมอเตอร์ยานยนต์ในหลากหลายประเภท

Toshiba จะยังคงขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ SmartMCD™ อย่างต่อเนื่อง โดยการรวมฟังก์ชันที่จำเป็นสำหรับระบบยานยนต์ ที่จะช่วยให้ระบบยานยนต์มีขนาดเล็กลงและลดจำนวนชิ้นส่วนลง

หมายเหตุ:

[1]

Smart MCD: ชุดอุปกรณ์ควบคุมมอเตอร์ (MCD) สำหรับยานยนต์ที่พัฒนาโดยบริษัท Toshiba Electronic Devices & Storage Corporation ที่รวมตัวขับมอเตอร์และไมโครคอนโทรลเลอร์ไว้ในอุปกรณ์เดียว

[2]

หน่วยควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ (ECU): คำทั่วไปที่ใช้เรียกหน่วยควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ที่ติดตั้งในระบบยานยนต์

[3]

การควบคุมแบบเน้นสนามแม่เหล็ก (FOC): เป็นวิธีการควบคุมแบบเวกเตอร์ทั่วไป (วิธีการควบคุมที่ควบคุมแรงบิดของมอเตอร์และฟลักซ์แม่เหล็กอย่างอิสระในฐานะส่วนประกอบตั้งฉาก) ซึ่งใช้กรอบอ้างอิงการหมุนของมอเตอร์ (ระบบพิกัด dq) เพื่อควบคุมส่วนประกอบฟลักซ์แม่เหล็ก (แกน d) และส่วนประกอบแรงบิด (แกน q) อย่างอิสระ

[4]

ความเร็วศูนย์: สภาวะที่มอเตอร์ได้รับพลังงานไฟฟ้าและถูกควบคุมด้วยการกระตุ้น แต่ความเร็วในการหมุนเป็นศูนย์

[5]

เครือข่ายเชื่อมต่อภายใน (LIN): หนึ่งในโปรโตคอลการสื่อสารแบบอนุกรมที่ใช้เป็นหลักสำหรับการสื่อสารระหว่างหน่วยควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ (ECU) ในรถยนต์

[6]

มอเตอร์ขั้วเด่น: มอเตอร์กระแสตรงไร้แปรงถ่านสามเฟสที่มีโรเตอร์เป็นแม่เหล็กแอนไอโซโทรปี ส่งผลให้ค่าความเหนี่ยวนำของแกน d และแกน q แตกต่างกัน (Ld ≠ Lq) และสามารถสร้างแรงบิดรีลักแทนซ์ได้เนื่องจากความแตกต่างของค่ารีลักแทนซ์แม่เหล็กภายในมอเตอร์

[7]

วิธีการป้อนสัญญาณความถี่สูง: วิธีการควบคุมแบบไร้เซนเซอร์ โดยการซ้อนทับและป้อนสัญญาณแรงดัน (หรือกระแส) ความถี่สูงเข้าไปในรูปคลื่นพื้นฐานที่ใช้ในการขับเคลื่อนมอเตอร์ เพื่อตรวจจับตำแหน่งของโรเตอร์

[8]

AEC-Q100: มาตรฐานการรับรองคุณภาพอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานยนต์ที่จัดตั้งโดยสภาอิเล็กทรอนิกส์ยานยนต์ ครอบคลุมความน่าเชื่อถือและคุณภาพของชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานยนต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวงจรรวม (IC) ต่างๆ

การใช้งาน

อุปกรณ์ยานยนต์

  • ปั๊มน้ำไฟฟ้า
  • ปั๊มน้ำมันไฟฟ้า
  • พัดลมไฟฟ้า
  • เครื่องเป่าลมไฟฟ้า ฯลฯ

 ฟีเจอร์

  • IC ควบคุมเกตแบบไร้เซนเซอร์สำหรับมอเตอร์ DC แบบไร้แปรงถ่านสามเฟส (มีวงจรปั๊มประจุในตัว)
  •  MCU 32 บิต (Arm® Cortex® ‑M0) ที่มีความถี่ในการทำงาน 40 MHz (ออสซิเลเตอร์ความเร็วต่ำและความเร็วสูงในตัว)
  •  หน่วยความจำในตัวพร้อม ECC[9]
     หน่วยความจำแฟลชโค้ด: 64 กิโลไบต์; หน่วยความจำ ROM: 12 กิโลไบต์; หน่วยความจำ RAM: 4 กิโลไบต์
  •  วงจรเวกเตอร์ (VE) ในตัวสำหรับการควบคุม FOC และตัวขับมอเตอร์แบบตั้งโปรแกรมได้ (PMD)[10]
  •  วงจรขยายสัญญาณตรวจจับกระแสแบบตัวต้านทานขนาน 1 ตัวในตัว[11] ตัวแปลงสัญญาณแอนะล็อกเป็นดิจิทัล 12 บิต และตัวแปลงสัญญาณแอนะล็อกเป็นดิจิทัล 10 บิต
  • ช่วยให้สามารถควบคุม FOC ได้โดยไม่ต้องใช้เซนเซอร์ตำแหน่ง ตั้งแต่ความเร็วศูนย์จนถึงช่วงการทำงานความเร็วต่ำ เมื่อใช้ร่วมกับมอเตอร์แบบขั้วเด่น

    หมายเหตุ:

    [9]

    ฟังก์ชันรหัสแก้ไขข้อผิดพลาด (ECC) ในตัวรองรับการแก้ไขข้อผิดพลาด 1 บิต (SEC) และการตรวจจับข้อผิดพลาด 2 บิต (DED)

    [10]

    ตัวขับมอเตอร์แบบโปรแกรมได้: โมดูลฮาร์ดแวร์ควบคุมมอเตอร์ที่สร้างการปรับความกว้างพัลส์ (PWM) ควบคุมการนำกระแสไฟฟ้า และตรวจจับข้อผิดพลาดในฮาร์ดแวร์ ที่สามารถช่วยลดภาระการประมวลผลที่จำเป็นสำหรับการควบคุมมอเตอร์

    [11]

    วงจรขยายสัญญาณกระแสแบบตัวต้านทานขนาน 1 ตัว: กระแสของมอเตอร์จะถูกประมาณค่าโดยอ้อมโดยใช้ตัวต้านทานขนานตรวจจับกระแสและวงจรขยายสัญญาณกระแส

     ข้อมูลจำเพาะหลัก

    หมายเลขชิ้นส่วน

     TB9M030FG

    มอเตอร์ที่รองรับ

    มอเตอร์ DC แบบไร้แปรงถ่านสามเฟส

    ฟังก์ชันหลัก

    วงจรขยายสัญญาณตรวจจับกระแสแบบตัวต้านทานขนาน 1 ตัว

    ฮาร์ดแวร์สำหรับควบคุม FOC แบบไร้เซนเซอร์และฮาร์ดแวร์ควบคุมคลื่นสี่เหลี่ยม (VE, PMD, ENC[12] )

    เลเยอร์กายภาพ LIN: 1 ช่องสัญญาณ (เฉพาะตัวรับส่งสัญญาณ)

    วิธีการสื่อสาร

    การสื่อสารแบบเลือกได้ระหว่าง LIN และ PWM[13], UART, SPI

    การตรวจจับข้อผิดพลาดหลัก

    การตรวจจับแรงดันไฟต่ำ (Vcc (สร้างขึ้นที่ 5V)),

    การตรวจจับแรงดันเกิน (Vdd (สร้างขึ้น 1.5V)),

    ระบบตัดการทำงานเนื่องจากความร้อนสูงเกินไป, การตรวจจับกระแสไฟเกิน,

    การตรวจจับความผิดพลาดแบบเปิด/ลัดวงจรของ MOSFET กำลังภายนอก ฯลฯ

     พิกัด
    สัมบูรณ์
    สูงสุด

     แรงดันไฟฟ้าของแหล่งจ่ายไฟ
     Vbat (V)

    -0.3 ถึง +40

     ช่วง
     การทำงาน

     แรงดันไฟฟ้าของแหล่งจ่ายไฟ
     Vbat (V)

    6 ถึง 18

     อุณหภูมิการทำงาน
     Topr (°C)

    Ta=-40 ถึง +150

    Tj=-40 ถึง +175

    แพ็กเกจ

    ชื่อ

    P-HTQFP48-0707-0.50-002

    ขนาด (มม.)

    โดยทั่วไป

    9.0×9.0

    ความน่าเชื่อถือ

    ผ่านการรับรอง AEC-Q100 (ระดับ 0)

    การผลิตจำนวนมาก

    มกราคม 2027 (กำหนดการ)

    หมายเหตุ:

    [12]

    วงจรรับสัญญาณจากตัวเข้ารหัส (ENC): วงจรที่รับสัญญาณจากตัวเข้ารหัสเพื่อตรวจจับสถานะการทำงานของมอเตอร์ รวมถึงตำแหน่ง ความเร็ว และทิศทางการหมุน

    [13]

    การสื่อสารแบบ PWM: วิธีการสื่อสารที่ใช้รอบการทำงาน (ความกว้างของพัลส์) ของสัญญาณการปรับความกว้างของพัลส์ (PWM) เป็นข้อมูลหลักในการสื่อสารระหว่างโมดูล

คลิกที่ลิงก์ด้านล่างเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ใหม่
TB9M030FG

คลิกที่ลิงก์ด้านล่างเพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับไดร์เวอร์มอเตอร์สำหรับยานยนต์ของ Toshiba
อุปกรณ์แอนะล็อก

* Arm และ Cortex เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ Arm Limited (หรือบริษัทในเครือ) ในสหรัฐอเมริกาและ/หรือประเทศอื่นๆ
* SmartMCD™ เป็นเครื่องหมายการค้าของบริษัท Toshiba Electronic Devices & Storage Corporation
* ชื่อบริษัท ชื่อผลิตภัณฑ์ และชื่อบริการอื่นๆ อาจเป็นเครื่องหมายการค้าของบริษัทนั้นๆ
* ข้อมูลในเอกสารนี้ รวมถึงราคาและรายละเอียดสินค้า เนื้อหาของบริการ และข้อมูลติดต่อ เป็นข้อมูลปัจจุบัน ณ วันที่ประกาศ แต่ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

เกี่ยวกับ Toshiba Electronic Devices & Storage Corporation

Toshiba Electronic Devices & Storage Corporation ซัพพลายเออร์ชั้นนำด้านโซลูชันเซมิคอนดักเตอร์และการจัดเก็บข้อมูลขั้นสูง ใช้ประสบการณ์และนวัตกรรมมากกว่าครึ่งศตวรรษเพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์เซมิคอนดักเตอร์แบบแยกส่วน ระบบ LSI และผลิตภัณฑ์ HDD ที่โดดเด่นให้กับลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจต่างๆ

พนักงานทั่วโลกจำนวน 17,000 คน มีปณิธานที่จะเพิ่มคุณค่าสูงสุดให้กับทุกผลิตภัณฑ์ และสนับสนุนการทำงานกับลูกค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างคุณค่าและตลาดใหม่ร่วมกัน บริษัทมุ่งมั่นที่จะสร้างและมีส่วนร่วมในการสร้างอนาคตที่ดีขึ้นสำหรับผู้คนทั่วโลก

ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://toshiba.semicon-storage.com/ap-en/top.html

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260415255043/en

Contacts

การสอบถามสำหรับลูกค้า
ฝ่ายขายและการตลาดของอุปกรณ์แอนะล็อก
โทร.: +81-44-548-2219
ติดต่อเรา

การสอบถามสำหรับสื่อ:
C. Nagasawa
ฝ่ายสื่อสารและข้อมูลการตลาด
Toshiba Electronic Devices & Storage Corporation
semicon-NR-mailbox@ml.toshiba.co.jp

ที่มา: Toshiba Electronic Devices & Storage Corporation

Optomec เปิดตัวแพลตฟอร์มการศึกษา Aerosol Jet เพื่อฝึกอบรมวิศวกรยุคใหม่

Logo

อัลบูเคอร์คี รัฐนิวเม็กซิโก.–(BUSINESS WIRE)–14 เมษายน 2026

Optomec ผู้นำระดับโลกด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์การผลิตแบบเพิ่มเนื้อวัสดุได้เปิดตัวแพลตฟอร์มการศึกษา Aerosol Jet แล้วในวันนี้ โดยเป็นโซลูชันการเรียนรู้แบบครบวงจรที่นำการฝึกอบรมด้านการพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์และการผลิต 3 มิติขั้นสูงมาสู่มหาวิทยาลัยและสถาบันเทคนิคต่างๆ

แพลตฟอร์มนี้สร้างขึ้นบนเทคโนโลยีการพิมพ์รายละเอียดสูง Aerosol Jet ที่ได้รับการจดสิทธิบัตรของ Optomec โดยผสมผสานฮาร์ดแวร์ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ ซอฟต์แวร์ HMI (อินเตอร์เฟซระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักร) ที่ใช้งานง่าย และหลักสูตรที่เป็นโครงสร้างเพื่อเชื่อมโยงการเรียนการสอนทางวิชาการและความต้องการของกำลังคนในอุตสาหกรรมต่างๆ โดยระบบที่มีประสิทธิภาพและปรับขนาดได้นี้จะช่วยให้นักเรียนสามารถออกแบบ ปรับปรุง และตรวจสอบกระบวนการผลิตแบบเพิ่มเนื้อวัสดุให้เป็นไปตามมาตรฐานอุตสาหกรรม

แต่ละระบบจะมาพร้อมกับโมดูลที่หนึ่ง ซึ่งเป็นชุดเส้นทางการทำงานที่ตั้งโปรแกรมไว้ล่วงหน้าและห้องปฏิบัติการที่มีผู้สอนคอยแนะนำ ซึ่งจะมอบ 10 ผลลัพธ์ด้านอิเล็กทรอนิกส์อนาล็อกแบบลงมือปฏิบัติจริง และเทคนิคการตรวจสอบความถูกต้องหลังกระบวนการต่างๆ โดยห้องสมุดห้องปฏิบัติการแบบโมดูลาร์จะช่วยให้การเรียนรู้เป็นไปอย่างต่อเนื่องผ่านหัวข้อต่างๆ เช่น การพิมพ์ร่องรอยนำไฟฟ้า การผลิตชิ้นส่วนแบบพาสซีฟ การสอบเทียบเกจวัดความเครียด การออกแบบเสาอากาศ และการผลิตวงจรหลายชั้น พร้อมบทเรียนแบบบูรณาการเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์วัสดุและการเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการ รวมถึงโมดูลเพิ่มเติมที่สามารถใช้งานได้ผ่านการเปิดใช้งานซอฟต์แวร์ที่จะปลดล็อกความสามารถด้านวัสดุขั้นสูง เครื่องมือสร้างเส้นทางการทำงานอัตโนมัติ และหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาสำหรับการวิจัยและการฝึกอบรมที่ขยายวงกว้างขึ้น พร้อมฟังก์ชันการทำงานที่เพิ่มขึ้นโดยใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มปัจจุบัน

ด้วยความเชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมของ Optomec ที่สั่งสมมานานหลายทศวรรษ และระบบมากกว่า 700 ระบบที่ใช้งานโดยลูกค้ากว่า 200 รายทั่วโลก รวมถึง GE, NASA และ Lockheed Martin แพลตฟอร์มการศึกษา Aerosol Jet นี้จะช่วยมอบการฝึกอบรมที่สอดคล้องกับอุตสาหกรรมที่จะช่วยให้สถาบันต่างๆ สามารถสร้างโปรแกรมที่ปรับขนาดได้เพื่อเตรียมความพร้อมให้นักเรียนสำหรับอาชีพในด้านอิเล็กทรอนิกส์ การบินและอวกาศ และวิทยาศาสตร์ชีวภาพ

“แพลตฟอร์มการศึกษา Aerosol Jet ของ Optomec จะช่วยลดช่องว่างระหว่างทฤษฎีทางวิชาการและการปฏิบัติจริงในอุตสาหกรรม ทำให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์จริงกับเครื่องมือและขั้นตอนการทำงานที่ใช้ในการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่” Robert Yusin ประธานและซีอีโอของ Optomec กล่าว

“การร่วมมือกับ Optomec ทำให้เราสามารถนำเสนอการฝึกอบรมด้านอิเล็กทรอนิกส์แบบพิมพ์ที่เน้นการลงมือปฏิบัติจริงได้ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนความพร้อมของผู้เรียนสำหรับงานและงานวิจัยด้านเทคโนโลยีขั้นสูงโดยตรง” Liu Ziqiang ผู้จัดการทั่วไปและซีอีโอของ YUNS Technology กล่าว

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม คำขอสาธิต หรือสอบถามเกี่ยวกับการอนุญาตใช้งานทางวิชาการ โปรดเยี่ยมชม www.optomec.com

เกี่ยวกับ Optomec

Optomec เป็นผู้ให้บริการฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์การผลิตแบบเพิ่มเนื้อวัสดุระดับโลกที่มีความเชี่ยวชาญด้านอิเล็กทรอนิกส์แบบพิมพ์และโซลูชันการผลิต 3 มิติสำหรับอุตสาหกรรมและการวิจัย

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Contacts

Optomec

Xiaofei Wu

ผู้จัดการฝ่ายการตลาด

อีเมล: fei@optomec.com

ที่มา: Optomec

Gradiant คว้าสัญญาด้านระบบน้ำขนาดใหญ่สำหรับศูนย์ข้อมูลไฮเปอร์สเกลในสหราชอาณาจักร

Logo

บอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์–(BUSINESS WIRE)–20 เมษายน 2026

Gradiant ที่เป็นบริษัทชั้นนำระดับโลกด้านโซลูชันน้ำและน้ำเสียขั้นสูง ได้รับสัญญาในการออกแบบและส่งมอบโรงบำบัดน้ำสำหรับศูนย์ข้อมูลไฮเปอร์สเกลในเมืองดิดคอต มณฑลออกซ์ฟอร์ดเชียร์ สหราชอาณาจักร โดยโครงการนี้จะสนับสนุนหนึ่งในผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และคลาวด์ชั้นนำของโลก และกำลังพัฒนาบนพื้นที่ของโรงไฟฟ้าเก่า

Gradiant will design and deliver a water treatment facility for one of the world’s foremost AI and cloud infrastructure providers, ensuring reliable cooling operations while reducing water use and environmental impact.

Gradiant จะออกแบบและส่งมอบโรงบำบัดน้ำเสียสำหรับหนึ่งในผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และคลาวด์ชั้นนำของโลก เพื่อให้มั่นใจได้ถึงการทำงานของระบบระบายความร้อนที่เชื่อถือได้ พร้อมทั้งลดการใช้น้ำและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

เนื่องจากการเติบโตของศูนย์ข้อมูลนั้นมีการเร่งตัวขึ้น น้ำจึงกลายเป็นข้อจำกัดที่สำคัญในการกำหนดสถานที่และวิธีการสร้างและขยายขนาดศูนย์ข้อมูล ผู้ประกอบการจึงมองหาพันธมิตรที่สามารถรับประกันประสิทธิภาพการใช้น้ำที่เชื่อถือได้ทั่วทั้งพื้นที่มากขึ้นเรื่อยๆ โดย Gradiant ได้นำเสนอโซลูชันแบบบูรณาการที่ครอบคลุมการบำบัด การรีไซเคิล และมีการปล่อยของเหลวเป็นศูนย์ ซึ่งระบบได้รับการออกแบบมาเพื่อให้มั่นใจถึงการทำงานของระบบระบายความร้อนที่เชื่อถือได้ ในขณะเดียวกันก็ลดการใช้น้ำและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

โครงการนี้ได้เน้นย้ำให้เห็นถึงแนวทางความอุ่นใจทั่วทั้งไซต์งานของ Gradiant โดยรับผิดชอบอย่างเต็มที่ต่อประสิทธิภาพการใช้น้ำทั่วทั้งโรงงาน แทนที่จะจัดการน้ำในฐานะสาธารณูปโภคแยกต่างหาก โดยทาง Gradiant นำเสนอการจัดการน้ำแบบครบวงจรที่บูรณาการการบำบัด การนำกลับมาใช้ใหม่ รวมถึงความน่าเชื่อถือในการดำเนินงานเข้าไว้ด้วยกันในฐานะพันธมิตรที่รับผิดชอบเพียงรายเดียว โดยแนวทางนี้สามารถช่วยลดความเสี่ยง ลดความซับซ้อนในการดำเนินงาน และรับประกันประสิทธิภาพที่สม่ำเสมอในสภาพแวดล้อมที่มีทรัพยากรจำกัดมากขึ้นเรื่อยๆ ได้

“โครงการนี้สะท้อนให้เห็นว่าเราผสานความเชี่ยวชาญในระดับภูมิภาคอย่างลึกซึ้งเข้ากับแพลตฟอร์มเทคโนโลยีระดับโลกของ Gradiant เพื่อส่งมอบโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญได้อย่างมั่นใจ” Philipp Sausele กรรมการผู้จัดการของ Gradiant ยุโรป กล่าว “ทีมงานของเราเข้าใจกฎระเบียบ สภาพแวดล้อม และการดำเนินงานในท้องถิ่น ในขณะเดียวกันก็ใช้ประโยชน์จากโซลูชันที่ได้รับการพิสูจน์แล้วซึ่งใช้งานทั่วโลก ความสมดุลระหว่างความแข็งแกร่งระดับโลกและการมุ่งเน้นในระดับท้องถิ่นนี่เองที่ทำให้เราสามารถดำเนินการได้อย่างน่าเชื่อถือในวงกว้าง”

“AI กำลังขับเคลื่อนการสร้างโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ และน้ำก็กำลังจะกลายเป็นปัจจัยจำกัดอย่างรวดเร็ว” Prakash Govindan ซีอีโอของ Gradiant กล่าว “ที่ Gradiant เรากำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำสำหรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ โครงการนี้สะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์ของเราในการร่วมมือกับผู้เล่นด้านโครงสร้างพื้นฐานชั้นนำเพื่อส่งมอบโซลูชันที่ยืดหยุ่นและยั่งยืน โดยที่ความน่าเชื่อถือนั้นเป็นสิ่งที่ไม่สามารถต่อรองได้”

โครงการนี้ยังช่วยเสริมสร้างบทบาทของ Gradiant ในจุดเชื่อมต่อระหว่างโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำและ AI ซึ่งประสิทธิภาพ ความยั่งยืน และความน่าเชื่อถือเป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อความสำเร็จ

เกี่ยวกับ Gradiant

Gradiant เป็นบริษัทน้ำที่แตกต่างด้วยชุดโซลูชันครบวงจรที่แตกต่างและเป็นกรรมสิทธิ์สำหรับการบำบัดน้ำและน้ำเสียขั้นสูงที่ขับเคลื่อนโดยผู้เชี่ยวชาญระดับสูงด้านน้ำ บริษัทให้บริการการดำเนินงานที่สำคัญยิ่งต่อภารกิจของลูกค้าในอุตสาหกรรมที่จำเป็นของโลก รวมถึงเซมิคอนดักเตอร์ เภสัชกรรม อาหารและเครื่องดื่ม ลิเธียมและแร่ธาตุสำคัญ และพลังงานทดแทน โซลูชันที่เป็นนวัตกรรมของ Gradiant จะช่วยลดปริมาณการใช้น้ำและน้ำเสียที่ถูกปล่อยออกมา รวมถึงการนำทรัพยากรที่มีค่ากลับคืนมาและเปลี่ยนน้ำเสียให้เป็นน้ำจืด โดยบริษัทที่มีสำนักงานใหญ่ในบอสตันแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นที่ MIT และมีพนักงานมากกว่า 1,400 คนทั่วโลก ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ gradiant.com

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260402848011/en

Contacts

ข้อมูลผู้ติดต่อองค์กร
Felix Wang
หัวหน้าฝ่ายการตลาดระดับโลกของ Gradiant
fwang@gradiant.com

ที่มา: Gradiant

Jumio ผ่านการประเมิน eKYC ในมาเลเซียโดยไม่พบข้อบกพร่องใดๆ

Logo

ความสำเร็จนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของบริษัทในระดับโลกในการช่วยเหลือลูกค้าให้ปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านกฎระเบียบ

สิงคโปร์–(BUSINESS WIRE)–25 มีนาคม 2026

Jumio ผู้ให้บริการชั้นนำด้านระบบอัจฉริยะด้านการระบุตัวตนที่ขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งมีพื้นฐานมาจากการตรวจสอบความถูกต้องด้วยไบโอเมตริก การทำงานอัตโนมัติ และข้อมูลเชิงลึกที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ได้ประกาศในวันนี้ว่า บริษัทได้ผ่านการประเมินความก้าวหน้าด้าน eKYC อิสระที่กำหนดโดยธนาคารกลางมาเลเซีย (BNM) เรียบร้อยแล้ว โดยไม่พบข้อบกพร่องใดๆ

BNM มีข้อกำหนดที่เข้มงวดสำหรับผู้ให้บริการ eKYC ในสามเสาหลักสำคัญ ได้แก่

  • การตรวจสอบยืนยันตัวตน: การระบุบัตรประชาชนมาเลเซีย (MyKad) ปลอมและที่ถูกดัดแปลง
  • การจดจำใบหน้า: เปรียบเทียบภาพเซลฟี่ของผู้ใช้กับรูปถ่ายในบัตรประจำตัวประชาชน
  • การตรวจจับความมีชีวิต: ตรวจสอบว่าผู้ใช้เป็นบุคคลจริงและป้องกันการปลอมแปลง/การสร้างภาพปลอม

Jumio ได้ร่วมงานกับ LGMS ผู้ตรวจสอบอิสระ ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์และการประเมินในมาเลเซียที่มีประสบการณ์มากมายในการดำเนินการประเมินโดยธนาคารกลางมาเลเซีย (BNM) โดยรายงานฉบับสุดท้ายระบุว่าโซลูชัน eKYC ของ Jumio ผ่านเกณฑ์ทั้งหมด 100% โดยไม่มีข้อบกพร่องใดๆ

นับตั้งแต่เข้ามาดำเนินธุรกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในปี 2018 Jumio ได้ช่วยเหลือองค์กรต่างๆ ทั่วภูมิภาคให้ปฏิบัติตามมาตรฐานการตรวจสอบตัวตนและการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เข้มงวด ความสำเร็จล่าสุดนี้สะท้อนให้เห็นถึงประสบการณ์ของ Jumio ในการสนับสนุนธนาคารและบริษัทฟินเทคที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลทั่วเอเชียแปซิฟิกและทั่วโลก

“การผ่านการประเมินอิสระจาก BNM โดยไม่พบข้อบกพร่องใดๆ ถือเป็นก้าวสำคัญและเป็นการยืนยันความสามารถด้านการตรวจสอบตัวตน การจดจำใบหน้า และการตรวจสอบความมีชีวิตของเราอย่างแข็งแกร่ง” Ee Khoon Oon รองประธานและกรรมการผู้จัดการ Jumio ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าว “ธนาคารและบริษัทฟินเทคในมาเลเซียที่เลือกใช้ Jumio เป็นโซลูชัน eKYC จะสามารถรับลูกค้าใหม่ได้เร็วขึ้น ตรงตามหรือเกินกว่าความคาดหวังด้านการป้องกันการฟอกเงิน และดำเนินงานได้อย่างมั่นใจภายใต้กรอบการทำงานด้านบัตรประจำตัวดิจิทัลที่กำลังพัฒนาของมาเลเซีย”

หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการรับรองด้านความปลอดภัยและการสนับสนุนด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบของ Jumio โปรดไปที่ jumio.com

เกี่ยวกับ Jumio

Jumio ช่วยให้องค์กรต่างๆ รู้จักและไว้วางใจลูกค้าของตนในโลกออนไลน์ ตั้งแต่การเปิดบัญชีไปจนถึงการติดตามอย่างต่อเนื่อง โดยแพลตฟอร์ม Jumio นำเสนอระบบอัจฉริยะด้านการระบุตัวตนที่ขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งยึดโยงกับการตรวจสอบด้วยไบโอเมตริกซ์ ระบบอัตโนมัติ และข้อมูลเชิงลึกที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล เพื่อสร้าง รักษา และยืนยันความไว้วางใจได้อย่างแม่นยำ

ด้วยการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอัตโนมัติอันทรงพลัง รวมถึงการตรวจสอบด้วยไบโอเมตริกซ์ AI/แมชชีนเลิร์นนิง การตรวจจับความมีชีวิต และการจัดการแบบไม่ต้องเขียนโค้ดร่วมกับแหล่งข้อมูลหลายร้อยแหล่ง โดย Jumio จะช่วยต่อสู้กับการฉ้อโกงและอาชญากรรมทางการเงิน ช่วยให้การรับลูกค้าใหม่รวดเร็วยิ่งขึ้น และปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านกฎระเบียบ รวมถึง KYC และ AML ได้ โดย Jumio ได้ประมวลผลธุรกรรมมากกว่า 1 พันล้านรายการในกว่า 200 ประเทศและพื้นที่ต่างๆ จากธุรกรรมบนเว็บและมือถือแบบเรียลไทม์

Jumio ดำเนินธุรกิจทั่วโลก โดยตั้งอยู่ที่เมืองซันนีเวล รัฐแคลิฟอร์เนีย มีสำนักงานและตัวแทนในอเมริกาเหนือ ลาตินอเมริกา ยุโรป เอเชียแปซิฟิก และตะวันออกกลาง และได้รับรางวัลด้านนวัตกรรมมากมาย โดย Jumio ได้รับการสนับสนุนจาก Centana Growth Partners, Great Hill Partners และ Millennium Technology Value Partner

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดไปที่ www.jumio.com

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260324415645/en

Contacts

ผู้ติดต่อสำหรับสื่อ
Luke Nazir
FINN Partners
Luke.Nazir@finnpartners.com
+65 8139 2504

ที่มา: Jumio

SBC Medical ประกาศกลยุทธ์ด้านสุขภาพยุคใหม่ “SBC Wellness 2.0”

Logo

การบุกเบิกหมวดหมู่เวชศาสตร์เพื่อการพัฒนาศักยภาพเพื่อเข้าสู่ตลาดการดูแลให้อายุยืนอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งมุ่งเป้าไปที่ตลาดโลกที่คาดว่าจะเติบโตถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2035

เออร์ไวน์ แคลิฟอร์เนีย–(BUSINESS WIRE)–24 มีนาคม 2026

SBC Medical Group Holdings Incorporated (Nasdaq: SBC) (“SBC Medical” หรือ “บริษัท”) เป็นองค์กรบริการจัดการที่ดำเนินธุรกิจแฟรนไชส์หลากหลายประเภทในสาขาการแพทย์ต่างๆ ประกาศเปิดตัว “SBC Wellness 2.0” แพลตฟอร์มใหม่ด้านสุขภาพและการดูแลให้อายุยืนที่ผสานรวมการดูแลสุขภาพเพื่อความงาม การดูแลเชิงป้องกัน และการจัดการสุขภาพที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล

SBC Medical Announces Next-Generation Wellness Strategy “SBC Wellness 2.0”

SBC Medical Announces Next-Generation Wellness Strategy “SBC Wellness 2.0”

โครงการริเริ่มนี้ทำให้ SBC Medical มีส่วนร่วมในตลาดการดูแลให้อายุยืนที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งคาดว่าจะแตะระดับประมาณ 800 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025* และขยายตัวเป็นประมาณ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2035 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีมากกว่า 10% ตั้งแต่ปี 2026 ถึง 2035 โดยกลยุทธ์นี้เป็นการต่อยอดอย่างเป็นธรรมชาติจากธุรกิจหลักของ SBC Medical ในตลาดการดูแลสุขภาพเพื่อความงามของญี่ปุ่นซึ่งมีมูลค่าประมาณ 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้ว่าตลาดการดูแลให้อายุยืนในประเทศญี่ปุ่นจะมีมูลค่าประมาณ 34 พันล้านดอลลาร์สหรัฐแล้ว แต่ก็ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นและยังไม่มีผู้นำตลาดที่ชัดเจน ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญสำหรับบริษัทในการคว้าความได้เปรียบจากการเป็นผู้บุกเบิก โดย SBC Medical มีความตั้งใจที่จะใช้เครือข่ายคลินิกและฐานลูกค้าที่มีอยู่แล้วในญี่ปุ่นเพื่อสร้างรายได้ประจำและแพลตฟอร์มที่แตกต่างและมีข้อมูลมากมาย

“ด้วยการดูแลสุขภาพเพื่อความงาม เราได้ช่วยให้ผู้คนจำนวนมากสร้างความมั่นใจในรูปลักษณ์ของตนเอง” Yoshiyuki Aikawa ซีอีโอของ SBC Medical กล่าว “สิ่งที่เราตระหนักได้ก็คือ ผู้ที่ปรารถนาความอ่อนเยาว์นั้น ตระหนักถึงสัญญาณของการเสื่อมถอยทางร่างกายจากภายในเช่นกัน SBC Wellness 2.0 จึงถือกำเนิดขึ้นจากความเข้าใจนี้ เรามั่นใจว่ามีเพียง SBC Medical เท่านั้นที่สามารถมอบมาตรฐานการดูแลที่ช่วยให้แต่ละคนสามารถแสวงหา ‘ความเป็นตัวตนที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา’ ทั้งในด้านรูปลักษณ์และสมรรถภาพทางกาย เราจะเริ่มต้นด้วยการเป็นผู้นำในตลาดการดูแลให้อายุยืนในประเทศญี่ปุ่นก่อน จากนั้นจึงมุ่งเป้าไปที่ตลาดโลก”

*ที่มา: Report Ocean, “ตลาดการดูแลให้อายุยืนทั่วโลก สหรัฐฯ และญี่ปุ่น” (เผยแพร่ มีนาคม 2026)

SBC Wellness 2.0 คืออะไร

SBC Wellness 2.0 มุ่งเน้นไปที่การป้องกัน การพัฒนาสมรรถภาพทางกาย และสุขภาพโดยรวมที่ดีตลอดช่วงชีวิต มากกว่าการรักษาโรคเพียงอย่างเดียว บริการนี้ใช้ตัวบ่งชี้ทางชีวภาพในเลือด การถ่ายภาพ และเครื่องมือ AI เพื่อประเมินสภาพของลูกค้าแต่ละรายและแนะนำโปรโตคอลเฉพาะบุคคล ซึ่งอาจรวมถึงขั้นตอนทางการแพทย์ อาหารเสริม และการสนับสนุนด้านไลฟ์สไตล์ ด้วยการผสาน “รูปลักษณ์ที่ดูอ่อนเยาว์” และ “การเพิ่มประสิทธิภาพทางกายภาพ” SBC Medical จึงสร้างหมวดหมู่ “เวชศาสตร์เพื่อการพัฒนาศักยภาพ” ใหม่ที่เหนือกว่าวิธีการที่ไม่ใช่ทางการแพทย์ เช่น การออกกำลังกายและอาหารเสริมทั่วไป โปรแกรมนี้มีขั้นตอนง่ายๆ คือ วัดตัวชี้วัดสำคัญ แสดงภาพอายุทางชีวภาพและความเสี่ยง แนะนำแผนที่ปรับให้เหมาะสม ให้คำปรึกษาผ่านระบบดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง และติดตามความคืบหน้าเมื่อเวลาผ่านไป

ข้อได้เปรียบในการแข่งขันและรูปแบบรายได้

SBC Medical เชื่อว่าตนเองอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบในด้านการดูแลให้อายุยืน เนื่องจากมีเครือข่ายคลินิก 283 แห่ง และลูกค้าเข้ารับบริการประมาณ 6.5 ล้านครั้งต่อปี ซึ่งเป็นหนึ่งในชุดข้อมูลด้านการดูแลสุขภาพความงามที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ข้อมูลขนาดใหญ่เหล่านี้มีส่วนช่วยโดยตรงในการพัฒนาโมเดล AI ที่เป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัท และสร้างอุปสรรคที่แข็งแกร่งต่อการเข้ามาของคู่แข่ง บริษัทดำเนินงานบนแพลตฟอร์มทางการแพทย์ที่ครอบคลุมทั้งขั้นตอนการดูแลสุขภาพความงามและการดูแลที่ได้รับความคุ้มครองจากประกันภัย และมีประสบการณ์ยาวนานในการให้บริการลูกค้าระดับพรีเมียมที่กลับมาใช้บริการซ้ำ นอกจากนี้ ความเชี่ยวชาญของ SBC Medical ในด้านการบริการที่มีมูลค่าสูงและการออกแบบประสบการณ์ผู้ใช้ (UX) ซึ่งสั่งสมมาจากการบริหารจัดการคลินิกหรูหรา ยังเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญในการตอบสนองความต้องการของลูกค้าระดับพรีเมียมที่ดูแลสุขภาพระยะยาว โดย SBC Medical คาดว่าจะทำการตลาด Wellness 2.0 ผ่านการผสมผสานระหว่างโปรแกรมแบบแพ็กเกจที่จำหน่ายให้กับองค์กรต่างๆ ในฐานะสวัสดิการด้านสุขภาพของพนักงาน และบริการทางการแพทย์และการดูแลสุขภาพความงามแบบชำระเงินเองที่มีมูลค่าสูงกว่า ซึ่งจำหน่ายโดยตรงให้กับลูกค้า โมเดลธุรกิจแบบ B2B นำเสนอรูปแบบใหม่ของการลงทุนด้านทรัพยากรบุคคลแก่ลูกค้าองค์กร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสรรหาบุคลากรและลดอัตราการลาออก ในขณะเดียวกันก็มอบโมเดลการเติบโตที่มีประสิทธิภาพให้กับบริษัทด้วยต้นทุนการตลาดต่ำ ฝ่ายบริหารเชื่อว่าการผสมผสานระหว่างสัญญาแบบสมัครสมาชิกกับลูกค้าองค์กรและบริการทางการแพทย์ตามดุลยพินิจนี้ จะช่วยสนับสนุนรายได้ที่เกิดขึ้นซ้ำๆ การรักษาลูกค้าไว้ได้มากขึ้น และปรับปรุงเศรษฐศาสตร์ต่อหน่วยให้ดีขึ้นในระยะยาว

เกี่ยวกับ SBC Medical Group Holdings Incorporated

SBC Medical Group Holdings Incorporated เป็นองค์กรให้บริการด้านการจัดการที่ดำเนินธุรกิจแฟรนไชส์หลากหลายประเภทในสาขาการแพทย์ต่างๆ รวมถึงการดูแลสุขภาพด้านความงามขั้นสูง โรคผิวหนัง ศัลยกรรมกระดูก การรักษาภาวะมีบุตรยาก นรีเวชวิทยา ทันตกรรม การรักษาผมร่วง (AGA) และจักษุวิทยา บริษัทบริหารจัดการแบรนด์คลินิกที่หลากหลายและกำลังขยายการดำเนินงานไปทั่วโลก โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาและเอเชีย ผ่านทั้งการดำเนินงานโดยตรงและโครงการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ ในเดือนกันยายน 2024 บริษัทได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq และในเดือนมิถุนายน 2025 ได้รับเลือกให้รวมอยู่ในดัชนี Russell 3000® ซึ่งเป็นดัชนีมาตรฐานของตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยยึดมั่นในพันธกิจของกลุ่มที่ว่า “การมีส่วนร่วมในความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คนทั่วโลกผ่านนวัตกรรมทางการแพทย์” SBC Medical Group Holdings Incorporated ยังคงมุ่งมั่นที่จะให้บริการทางการแพทย์ที่ปลอดภัย น่าเชื่อถือ และมีคุณภาพสูง พร้อมทั้งเสริมสร้างชื่อเสียงระดับนานาชาติในด้านคุณภาพและความน่าเชื่อถือในการดูแลทางการแพทย์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดไปที่ https://sbc-holdings.com
หากต้องการข้อมูลเชิงลึกและข่าวสารเพิ่มเติมจาก SBC Medical โปรดติดตามเราได้ที่ LinkedIn

คำชี้แจงเชิงคาดการณ์

ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้มีข้อความคาดการณ์ล่วงหน้า ข้อความคาดการณ์ล่วงหน้าไม่ใช่ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์หรือข้อความเกี่ยวกับสภาพการณ์ปัจจุบัน แต่เป็นเพียงความเชื่อของบริษัทเกี่ยวกับเหตุการณ์และผลการดำเนินงานในอนาคต ซึ่งหลายอย่างโดยธรรมชาติแล้วมีความไม่แน่นอนและอยู่นอกเหนือการควบคุมของบริษัท ข้อความคาดการณ์ล่วงหน้าเหล่านี้สะท้อนมุมมองปัจจุบันของบริษัทเกี่ยวกับแผนและกลยุทธ์การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ การเติบโตของรายได้และกำไร และโอกาสทางธุรกิจ ในบางกรณี ข้อความคาดการณ์ล่วงหน้าสามารถระบุได้จากการใช้คำต่างๆ เช่น “อาจจะ” “ควรจะ” “คาดหวัง” “คาดการณ์” “พิจารณา” “ประมาณการ” “เชื่อ” “วางแผน” “คาดการณ์” “ทำนาย” “ศักยภาพ” “เป้าหมาย” หรือ “หวัง” หรือคำปฏิเสธของคำเหล่านี้หรือคำที่คล้ายคลึงกัน บริษัทขอเตือนผู้อ่านไม่ให้เชื่อถือคำแถลงการณ์คาดการณ์ในอนาคตมากเกินไป เนื่องจากคำแถลงการณ์เหล่านั้นมีผลใช้ได้เฉพาะ ณ วันที่ออกข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เท่านั้น และอยู่ภายใต้ความเสี่ยง ความไม่แน่นอน ข้อสมมติฐาน หรือการเปลี่ยนแปลงในสถานการณ์ต่างๆ ที่ยากต่อการคาดการณ์หรือประเมินค่าได้ คำแถลงการณ์คาดการณ์ในอนาคตนั้นอิงตามความคาดหวังในปัจจุบันของฝ่ายบริหาร และไม่ใช่การรับประกันผลการดำเนินงานในอนาคต บริษัทไม่มีภาระผูกพันใดๆ ในการเผยแพร่ข้อมูลอัปเดตหรือการแก้ไขใดๆ ต่อคำแถลงการณ์คาดการณ์ในอนาคต เพื่อสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในความคาดหวัง หรือการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในเหตุการณ์ สภาพ หรือสถานการณ์ที่คำแถลงการณ์ดังกล่าวอิงอยู่ เว้นแต่จะได้รับการกำหนดโดยกฎหมาย ปัจจัยที่อาจทำให้ผลลัพธ์ที่แท้จริงแตกต่างอย่างมากจากความคาดหวังในปัจจุบันอาจเกิดขึ้นได้เป็นครั้งคราว และบริษัทไม่สามารถคาดการณ์ปัจจัยเหล่านั้นได้ทั้งหมด ปัจจัยดังกล่าวรวมถึง การเปลี่ยนแปลงในสภาวะเศรษฐกิจ ธุรกิจ การแข่งขัน ตลาด และกฎระเบียบในระดับโลก ระดับภูมิภาค หรือระดับท้องถิ่น และปัจจัยอื่นๆ ที่ระบุไว้ภายใต้หัวข้อ “ปัจจัยเสี่ยง” และในเอกสารอื่นๆ ที่บริษัทได้ยื่นต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งสหรัฐอเมริกา (“SEC”) ซึ่งสามารถเข้าถึงได้บนเว็บไซต์ของ SEC ที่ www.sec.gov

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่:

https://www.businesswire.com/news/home/20260323000188/en

Contacts

SBC Medical Group Holdings Incorporated
Hikaru Fukui / หัวหน้าฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์; อีเมล: ir@sbc-holdings.com
Akiko Wakiyama / หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์; อีเมล: pr@sbc.or.jp

ICR LLC (เวลาสหรัฐฯ)
Bill Zima / หุ้นส่วนผู้จัดการ; อีเมล: bill.zima@icrinc.com

ที่มา: SBC Medical Group Holdings Incorporated

Vercel แต่งตั้ง Mitchell Hashimoto ผู้ร่วมก่อตั้ง HashiCorp และผู้สร้าง Terraform เข้าเป็นคณะกรรมการบริหาร

Logo

ผู้บุกเบิกโอเพนซอร์สและผู้ก่อตั้งบริษัทหลายแห่ง นำรากฐานที่แข็งแกร่งในชุมชนนักพัฒนาและความเชี่ยวชาญด้านโครงสร้างพื้นฐานมาสู่คณะกรรมการบริหารของ Vercel

ซานฟรานซิสโก–(BUSINESS WIRE)– 19 มีนาคม 2026

Vercel บริษัทผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานแบบเอเจนต์ ประกาศในวันนี้ว่าได้แต่งตั้ง Mitchell Hashimoto ผู้ร่วมก่อตั้ง HashiCorp และผู้สร้างเครื่องมือโอเพนซอร์สที่กำหนดมาตรฐานอุตสาหกรรม เช่น Terraform และ Vagrant เข้าเป็นคณะกรรมการบริหาร Hashimoto มีคุณสมบัติที่หาได้ยาก คือ ความน่าเชื่อถือในชุมชนนักพัฒนา ความเป็นผู้นำด้านโอเพนซอร์ส และประสบการณ์ในการสร้างบริษัทในระดับใหญ่

Guillermo Rauch, Mitchell Hashimoto, and Tom Occhino

Guillermo Rauch, Mitchell Hashimoto และ Tom Occhino

Hashimoto ร่วมก่อตั้ง HashiCorp ในปี 2012 โดยดำรงตำแหน่งสถาปนิกหลักและผู้นำด้านวิศวกรรมเบื้องหลังเครื่องมือโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางที่สุดในโลกหลายรายการ Terraform ซึ่งเขาเป็นผู้สร้างขึ้น ได้กลายเป็นมาตรฐานที่ใช้กันอย่างแพร่หลายสำหรับโครงสร้างพื้นฐานแบบโค้ด และถูกนำไปใช้โดยองค์กรทุกขนาด รวมถึง Vercel เองด้วย IBM เข้าซื้อกิจการ HashiCorp ในปี 2024 ด้วยมูลค่าประมาณ 6.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังจากออกจาก HashiCorp Hashimoto ได้เปิดตัว Ghostty ซึ่งเป็นโปรแกรมจำลองเทอร์มินัลแบบเนทีฟที่ใช้ GPU ในการเร่งความเร็ว และกลายเป็นผู้นำตลาดในหมู่นักพัฒนา AI อย่างรวดเร็วตั้งแต่เปิดตัวสู่สาธารณะในเดือนธันวาคม 2024

“Mitchell มิทเชลเป็นที่ปรึกษาที่หาใครเทียบได้ยาก เขาได้สร้างเครื่องมือที่นักพัฒนาแทบทุกคนใช้ ขยายบริษัทจนมีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ และจากนั้นก็กลับมาสู่เวทีในฐานะผู้สร้างอีกครั้ง” Guillermo Rauch ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Vercel กล่าว “เขาเป็นลูกค้าของ Vercel และผู้ใช้งาน Next.js มาตั้งแต่ยุคแรกเริ่มของเรา มีไม่กี่คนที่เข้าใจภารกิจของเราได้ดีไปกว่าเขา และเรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เขามาร่วมเป็นคณะกรรมการ”

Hashimoto ฮาชิโมโตะยังกล่าวถึงประสบการณ์ส่วนตัวอันยาวนานของเขากับผลิตภัณฑ์ของ Vercel ว่าเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เขาเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการบริหาร เขาเข้าร่วมในช่วงเวลาที่ Vercel กำลังมีโมเมนตัมที่ดี หลังจากระดมทุนรอบ Series F ได้ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีมูลค่าบริษัทอยู่ที่ 9.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากอัตราการเติบโตของรายได้ตามมาตรฐาน GAAP ที่ 340 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการเติบโต 84% เมื่อเทียบกับปีก่อน

“Vercel ตอบโจทย์ทุกข้อที่ผมให้ความสำคัญมากที่สุด นั่นคือ การมีฐานนักพัฒนาที่แข็งแกร่ง ผลิตภัณฑ์ที่พลิกโฉมอุตสาหกรรม และทีมงานที่กำลังสร้างอนาคตของระบบเอเจนต์” Hashimoto กล่าว “ผมได้เฝ้าดู Vercel เติบโตในฐานะผู้ก่อตั้ง วิศวกร และลูกค้า และผมรู้สึกตื่นเต้นที่จะช่วยเหลือพวกเขาในทุกวิถีทางเท่าที่จะทำได้ ในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานของระบบเอเจนต์ทั้งส่วนหน้า ส่วนหลัง และตัวเอเจนต์เอง”

Hashimoto เป็นหนึ่งในบุคคลที่มีชื่อเสียงที่สุดในชุมชนโอเพนซอร์ส โดยได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในผู้มีส่วนร่วมที่กระตือรือร้นที่สุดบน GitHub ทั่วโลกมานานกว่าทศวรรษ ผลงานของเขาได้กำหนดรูปแบบวิธีการที่นักพัฒนาสร้าง ปรับใช้ และใช้งานซอฟต์แวร์ในทุกระดับของระบบ นอกจากนี้ เขายังเป็นผู้สนับสนุนที่มุ่งมั่นในเรื่องความยั่งยืนของโอเพนซอร์ส โดยได้บริจาคเงินจำนวนมากให้กับโครงการต่างๆ รวมถึงภาษาโปรแกรม Zig ด้วย

“Mitchell เข้าใจสิ่งที่พูดง่ายแต่ทำยาก นั่นคือ การชนะใจนักพัฒนาหมายถึงการได้รับความไว้วางใจจากพวกเขาตลอดหลายปีผ่านซอฟต์แวร์ที่ยอดเยี่ยม” Tom Occhino ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ Vercel กล่าว “เขาได้สร้างเครื่องมือที่ช่วยกำหนดโครงสร้างพื้นฐานสมัยใหม่โดยทำให้มันยอดเยี่ยมอย่างแท้จริง ไม่ใช่โดยการผูกมัดใครไว้กับมัน ปรัชญานี้สอดคล้องอย่างลึกซึ้งกับวิธีที่เราคิดเกี่ยวกับบทบาทของ Vercel ในระบบนิเวศ”

Hashimoto เข้าร่วมกลุ่มคณะกรรมการและที่ปรึกษาที่มีชื่อเสียง ซึ่งสนับสนุนพันธกิจของ Vercel ในการช่วยให้โลกสามารถสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ด้วยความเร็ว ความปลอดภัย และความสามารถในการขยายขนาดที่จำเป็นต่อการประสบความสำเร็จด้วย AI โดยมีบุคคลสำคัญอื่นๆ ได้แก่ Steffan Tomlinson ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ Stripe และ Susan St. Ledger อดีตประธานฝ่ายปฏิบัติการภาคสนามทั่วโลกของ HashiCorp

เกี่ยวกับ Vercel

Vercel คือโครงสร้างพื้นฐานสำหรับเอเจนต์ทุกตัว ในฐานะทีมผู้พัฒนา AI SDK, Next.js และ v0, Vercel คือแพลตฟอร์มที่มนุษย์และเอเจนต์สร้างและใช้งานซอฟต์แวร์ ในขณะที่โครงสร้างพื้นฐานจะปรับปรุงซอฟต์แวร์นั้นโดยอัตโนมัติ หากต้องการใช้งานบนเว็บที่ใช้ AI เป็นหลัก โปรดไปที่ vercel.com

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260318957008/en

Contacts

Kristin Sauchak
press@vercel.com

ที่มา: Vercel

The Bangkok Reporter