Gradiant คว้าสัญญาด้านระบบน้ำขนาดใหญ่สำหรับศูนย์ข้อมูลไฮเปอร์สเกลในสหราชอาณาจักร

Logo

บอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์–(BUSINESS WIRE)–20 เมษายน 2026

Gradiant ที่เป็นบริษัทชั้นนำระดับโลกด้านโซลูชันน้ำและน้ำเสียขั้นสูง ได้รับสัญญาในการออกแบบและส่งมอบโรงบำบัดน้ำสำหรับศูนย์ข้อมูลไฮเปอร์สเกลในเมืองดิดคอต มณฑลออกซ์ฟอร์ดเชียร์ สหราชอาณาจักร โดยโครงการนี้จะสนับสนุนหนึ่งในผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และคลาวด์ชั้นนำของโลก และกำลังพัฒนาบนพื้นที่ของโรงไฟฟ้าเก่า

Gradiant will design and deliver a water treatment facility for one of the world’s foremost AI and cloud infrastructure providers, ensuring reliable cooling operations while reducing water use and environmental impact.

Gradiant จะออกแบบและส่งมอบโรงบำบัดน้ำเสียสำหรับหนึ่งในผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และคลาวด์ชั้นนำของโลก เพื่อให้มั่นใจได้ถึงการทำงานของระบบระบายความร้อนที่เชื่อถือได้ พร้อมทั้งลดการใช้น้ำและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

เนื่องจากการเติบโตของศูนย์ข้อมูลนั้นมีการเร่งตัวขึ้น น้ำจึงกลายเป็นข้อจำกัดที่สำคัญในการกำหนดสถานที่และวิธีการสร้างและขยายขนาดศูนย์ข้อมูล ผู้ประกอบการจึงมองหาพันธมิตรที่สามารถรับประกันประสิทธิภาพการใช้น้ำที่เชื่อถือได้ทั่วทั้งพื้นที่มากขึ้นเรื่อยๆ โดย Gradiant ได้นำเสนอโซลูชันแบบบูรณาการที่ครอบคลุมการบำบัด การรีไซเคิล และมีการปล่อยของเหลวเป็นศูนย์ ซึ่งระบบได้รับการออกแบบมาเพื่อให้มั่นใจถึงการทำงานของระบบระบายความร้อนที่เชื่อถือได้ ในขณะเดียวกันก็ลดการใช้น้ำและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

โครงการนี้ได้เน้นย้ำให้เห็นถึงแนวทางความอุ่นใจทั่วทั้งไซต์งานของ Gradiant โดยรับผิดชอบอย่างเต็มที่ต่อประสิทธิภาพการใช้น้ำทั่วทั้งโรงงาน แทนที่จะจัดการน้ำในฐานะสาธารณูปโภคแยกต่างหาก โดยทาง Gradiant นำเสนอการจัดการน้ำแบบครบวงจรที่บูรณาการการบำบัด การนำกลับมาใช้ใหม่ รวมถึงความน่าเชื่อถือในการดำเนินงานเข้าไว้ด้วยกันในฐานะพันธมิตรที่รับผิดชอบเพียงรายเดียว โดยแนวทางนี้สามารถช่วยลดความเสี่ยง ลดความซับซ้อนในการดำเนินงาน และรับประกันประสิทธิภาพที่สม่ำเสมอในสภาพแวดล้อมที่มีทรัพยากรจำกัดมากขึ้นเรื่อยๆ ได้

“โครงการนี้สะท้อนให้เห็นว่าเราผสานความเชี่ยวชาญในระดับภูมิภาคอย่างลึกซึ้งเข้ากับแพลตฟอร์มเทคโนโลยีระดับโลกของ Gradiant เพื่อส่งมอบโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญได้อย่างมั่นใจ” Philipp Sausele กรรมการผู้จัดการของ Gradiant ยุโรป กล่าว “ทีมงานของเราเข้าใจกฎระเบียบ สภาพแวดล้อม และการดำเนินงานในท้องถิ่น ในขณะเดียวกันก็ใช้ประโยชน์จากโซลูชันที่ได้รับการพิสูจน์แล้วซึ่งใช้งานทั่วโลก ความสมดุลระหว่างความแข็งแกร่งระดับโลกและการมุ่งเน้นในระดับท้องถิ่นนี่เองที่ทำให้เราสามารถดำเนินการได้อย่างน่าเชื่อถือในวงกว้าง”

“AI กำลังขับเคลื่อนการสร้างโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ และน้ำก็กำลังจะกลายเป็นปัจจัยจำกัดอย่างรวดเร็ว” Prakash Govindan ซีอีโอของ Gradiant กล่าว “ที่ Gradiant เรากำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำสำหรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ โครงการนี้สะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์ของเราในการร่วมมือกับผู้เล่นด้านโครงสร้างพื้นฐานชั้นนำเพื่อส่งมอบโซลูชันที่ยืดหยุ่นและยั่งยืน โดยที่ความน่าเชื่อถือนั้นเป็นสิ่งที่ไม่สามารถต่อรองได้”

โครงการนี้ยังช่วยเสริมสร้างบทบาทของ Gradiant ในจุดเชื่อมต่อระหว่างโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำและ AI ซึ่งประสิทธิภาพ ความยั่งยืน และความน่าเชื่อถือเป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อความสำเร็จ

เกี่ยวกับ Gradiant

Gradiant เป็นบริษัทน้ำที่แตกต่างด้วยชุดโซลูชันครบวงจรที่แตกต่างและเป็นกรรมสิทธิ์สำหรับการบำบัดน้ำและน้ำเสียขั้นสูงที่ขับเคลื่อนโดยผู้เชี่ยวชาญระดับสูงด้านน้ำ บริษัทให้บริการการดำเนินงานที่สำคัญยิ่งต่อภารกิจของลูกค้าในอุตสาหกรรมที่จำเป็นของโลก รวมถึงเซมิคอนดักเตอร์ เภสัชกรรม อาหารและเครื่องดื่ม ลิเธียมและแร่ธาตุสำคัญ และพลังงานทดแทน โซลูชันที่เป็นนวัตกรรมของ Gradiant จะช่วยลดปริมาณการใช้น้ำและน้ำเสียที่ถูกปล่อยออกมา รวมถึงการนำทรัพยากรที่มีค่ากลับคืนมาและเปลี่ยนน้ำเสียให้เป็นน้ำจืด โดยบริษัทที่มีสำนักงานใหญ่ในบอสตันแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นที่ MIT และมีพนักงานมากกว่า 1,400 คนทั่วโลก ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ gradiant.com

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260402848011/en

Contacts

ข้อมูลผู้ติดต่อองค์กร
Felix Wang
หัวหน้าฝ่ายการตลาดระดับโลกของ Gradiant
fwang@gradiant.com

ที่มา: Gradiant

Jumio ผ่านการประเมิน eKYC ในมาเลเซียโดยไม่พบข้อบกพร่องใดๆ

Logo

ความสำเร็จนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของบริษัทในระดับโลกในการช่วยเหลือลูกค้าให้ปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านกฎระเบียบ

สิงคโปร์–(BUSINESS WIRE)–25 มีนาคม 2026

Jumio ผู้ให้บริการชั้นนำด้านระบบอัจฉริยะด้านการระบุตัวตนที่ขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งมีพื้นฐานมาจากการตรวจสอบความถูกต้องด้วยไบโอเมตริก การทำงานอัตโนมัติ และข้อมูลเชิงลึกที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ได้ประกาศในวันนี้ว่า บริษัทได้ผ่านการประเมินความก้าวหน้าด้าน eKYC อิสระที่กำหนดโดยธนาคารกลางมาเลเซีย (BNM) เรียบร้อยแล้ว โดยไม่พบข้อบกพร่องใดๆ

BNM มีข้อกำหนดที่เข้มงวดสำหรับผู้ให้บริการ eKYC ในสามเสาหลักสำคัญ ได้แก่

  • การตรวจสอบยืนยันตัวตน: การระบุบัตรประชาชนมาเลเซีย (MyKad) ปลอมและที่ถูกดัดแปลง
  • การจดจำใบหน้า: เปรียบเทียบภาพเซลฟี่ของผู้ใช้กับรูปถ่ายในบัตรประจำตัวประชาชน
  • การตรวจจับความมีชีวิต: ตรวจสอบว่าผู้ใช้เป็นบุคคลจริงและป้องกันการปลอมแปลง/การสร้างภาพปลอม

Jumio ได้ร่วมงานกับ LGMS ผู้ตรวจสอบอิสระ ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์และการประเมินในมาเลเซียที่มีประสบการณ์มากมายในการดำเนินการประเมินโดยธนาคารกลางมาเลเซีย (BNM) โดยรายงานฉบับสุดท้ายระบุว่าโซลูชัน eKYC ของ Jumio ผ่านเกณฑ์ทั้งหมด 100% โดยไม่มีข้อบกพร่องใดๆ

นับตั้งแต่เข้ามาดำเนินธุรกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในปี 2018 Jumio ได้ช่วยเหลือองค์กรต่างๆ ทั่วภูมิภาคให้ปฏิบัติตามมาตรฐานการตรวจสอบตัวตนและการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เข้มงวด ความสำเร็จล่าสุดนี้สะท้อนให้เห็นถึงประสบการณ์ของ Jumio ในการสนับสนุนธนาคารและบริษัทฟินเทคที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลทั่วเอเชียแปซิฟิกและทั่วโลก

“การผ่านการประเมินอิสระจาก BNM โดยไม่พบข้อบกพร่องใดๆ ถือเป็นก้าวสำคัญและเป็นการยืนยันความสามารถด้านการตรวจสอบตัวตน การจดจำใบหน้า และการตรวจสอบความมีชีวิตของเราอย่างแข็งแกร่ง” Ee Khoon Oon รองประธานและกรรมการผู้จัดการ Jumio ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าว “ธนาคารและบริษัทฟินเทคในมาเลเซียที่เลือกใช้ Jumio เป็นโซลูชัน eKYC จะสามารถรับลูกค้าใหม่ได้เร็วขึ้น ตรงตามหรือเกินกว่าความคาดหวังด้านการป้องกันการฟอกเงิน และดำเนินงานได้อย่างมั่นใจภายใต้กรอบการทำงานด้านบัตรประจำตัวดิจิทัลที่กำลังพัฒนาของมาเลเซีย”

หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการรับรองด้านความปลอดภัยและการสนับสนุนด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบของ Jumio โปรดไปที่ jumio.com

เกี่ยวกับ Jumio

Jumio ช่วยให้องค์กรต่างๆ รู้จักและไว้วางใจลูกค้าของตนในโลกออนไลน์ ตั้งแต่การเปิดบัญชีไปจนถึงการติดตามอย่างต่อเนื่อง โดยแพลตฟอร์ม Jumio นำเสนอระบบอัจฉริยะด้านการระบุตัวตนที่ขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งยึดโยงกับการตรวจสอบด้วยไบโอเมตริกซ์ ระบบอัตโนมัติ และข้อมูลเชิงลึกที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล เพื่อสร้าง รักษา และยืนยันความไว้วางใจได้อย่างแม่นยำ

ด้วยการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอัตโนมัติอันทรงพลัง รวมถึงการตรวจสอบด้วยไบโอเมตริกซ์ AI/แมชชีนเลิร์นนิง การตรวจจับความมีชีวิต และการจัดการแบบไม่ต้องเขียนโค้ดร่วมกับแหล่งข้อมูลหลายร้อยแหล่ง โดย Jumio จะช่วยต่อสู้กับการฉ้อโกงและอาชญากรรมทางการเงิน ช่วยให้การรับลูกค้าใหม่รวดเร็วยิ่งขึ้น และปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านกฎระเบียบ รวมถึง KYC และ AML ได้ โดย Jumio ได้ประมวลผลธุรกรรมมากกว่า 1 พันล้านรายการในกว่า 200 ประเทศและพื้นที่ต่างๆ จากธุรกรรมบนเว็บและมือถือแบบเรียลไทม์

Jumio ดำเนินธุรกิจทั่วโลก โดยตั้งอยู่ที่เมืองซันนีเวล รัฐแคลิฟอร์เนีย มีสำนักงานและตัวแทนในอเมริกาเหนือ ลาตินอเมริกา ยุโรป เอเชียแปซิฟิก และตะวันออกกลาง และได้รับรางวัลด้านนวัตกรรมมากมาย โดย Jumio ได้รับการสนับสนุนจาก Centana Growth Partners, Great Hill Partners และ Millennium Technology Value Partner

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดไปที่ www.jumio.com

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260324415645/en

Contacts

ผู้ติดต่อสำหรับสื่อ
Luke Nazir
FINN Partners
Luke.Nazir@finnpartners.com
+65 8139 2504

ที่มา: Jumio

SBC Medical ประกาศกลยุทธ์ด้านสุขภาพยุคใหม่ “SBC Wellness 2.0”

Logo

การบุกเบิกหมวดหมู่เวชศาสตร์เพื่อการพัฒนาศักยภาพเพื่อเข้าสู่ตลาดการดูแลให้อายุยืนอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งมุ่งเป้าไปที่ตลาดโลกที่คาดว่าจะเติบโตถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2035

เออร์ไวน์ แคลิฟอร์เนีย–(BUSINESS WIRE)–24 มีนาคม 2026

SBC Medical Group Holdings Incorporated (Nasdaq: SBC) (“SBC Medical” หรือ “บริษัท”) เป็นองค์กรบริการจัดการที่ดำเนินธุรกิจแฟรนไชส์หลากหลายประเภทในสาขาการแพทย์ต่างๆ ประกาศเปิดตัว “SBC Wellness 2.0” แพลตฟอร์มใหม่ด้านสุขภาพและการดูแลให้อายุยืนที่ผสานรวมการดูแลสุขภาพเพื่อความงาม การดูแลเชิงป้องกัน และการจัดการสุขภาพที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล

SBC Medical Announces Next-Generation Wellness Strategy “SBC Wellness 2.0”

SBC Medical Announces Next-Generation Wellness Strategy “SBC Wellness 2.0”

โครงการริเริ่มนี้ทำให้ SBC Medical มีส่วนร่วมในตลาดการดูแลให้อายุยืนที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งคาดว่าจะแตะระดับประมาณ 800 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025* และขยายตัวเป็นประมาณ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2035 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีมากกว่า 10% ตั้งแต่ปี 2026 ถึง 2035 โดยกลยุทธ์นี้เป็นการต่อยอดอย่างเป็นธรรมชาติจากธุรกิจหลักของ SBC Medical ในตลาดการดูแลสุขภาพเพื่อความงามของญี่ปุ่นซึ่งมีมูลค่าประมาณ 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้ว่าตลาดการดูแลให้อายุยืนในประเทศญี่ปุ่นจะมีมูลค่าประมาณ 34 พันล้านดอลลาร์สหรัฐแล้ว แต่ก็ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นและยังไม่มีผู้นำตลาดที่ชัดเจน ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญสำหรับบริษัทในการคว้าความได้เปรียบจากการเป็นผู้บุกเบิก โดย SBC Medical มีความตั้งใจที่จะใช้เครือข่ายคลินิกและฐานลูกค้าที่มีอยู่แล้วในญี่ปุ่นเพื่อสร้างรายได้ประจำและแพลตฟอร์มที่แตกต่างและมีข้อมูลมากมาย

“ด้วยการดูแลสุขภาพเพื่อความงาม เราได้ช่วยให้ผู้คนจำนวนมากสร้างความมั่นใจในรูปลักษณ์ของตนเอง” Yoshiyuki Aikawa ซีอีโอของ SBC Medical กล่าว “สิ่งที่เราตระหนักได้ก็คือ ผู้ที่ปรารถนาความอ่อนเยาว์นั้น ตระหนักถึงสัญญาณของการเสื่อมถอยทางร่างกายจากภายในเช่นกัน SBC Wellness 2.0 จึงถือกำเนิดขึ้นจากความเข้าใจนี้ เรามั่นใจว่ามีเพียง SBC Medical เท่านั้นที่สามารถมอบมาตรฐานการดูแลที่ช่วยให้แต่ละคนสามารถแสวงหา ‘ความเป็นตัวตนที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา’ ทั้งในด้านรูปลักษณ์และสมรรถภาพทางกาย เราจะเริ่มต้นด้วยการเป็นผู้นำในตลาดการดูแลให้อายุยืนในประเทศญี่ปุ่นก่อน จากนั้นจึงมุ่งเป้าไปที่ตลาดโลก”

*ที่มา: Report Ocean, “ตลาดการดูแลให้อายุยืนทั่วโลก สหรัฐฯ และญี่ปุ่น” (เผยแพร่ มีนาคม 2026)

SBC Wellness 2.0 คืออะไร

SBC Wellness 2.0 มุ่งเน้นไปที่การป้องกัน การพัฒนาสมรรถภาพทางกาย และสุขภาพโดยรวมที่ดีตลอดช่วงชีวิต มากกว่าการรักษาโรคเพียงอย่างเดียว บริการนี้ใช้ตัวบ่งชี้ทางชีวภาพในเลือด การถ่ายภาพ และเครื่องมือ AI เพื่อประเมินสภาพของลูกค้าแต่ละรายและแนะนำโปรโตคอลเฉพาะบุคคล ซึ่งอาจรวมถึงขั้นตอนทางการแพทย์ อาหารเสริม และการสนับสนุนด้านไลฟ์สไตล์ ด้วยการผสาน “รูปลักษณ์ที่ดูอ่อนเยาว์” และ “การเพิ่มประสิทธิภาพทางกายภาพ” SBC Medical จึงสร้างหมวดหมู่ “เวชศาสตร์เพื่อการพัฒนาศักยภาพ” ใหม่ที่เหนือกว่าวิธีการที่ไม่ใช่ทางการแพทย์ เช่น การออกกำลังกายและอาหารเสริมทั่วไป โปรแกรมนี้มีขั้นตอนง่ายๆ คือ วัดตัวชี้วัดสำคัญ แสดงภาพอายุทางชีวภาพและความเสี่ยง แนะนำแผนที่ปรับให้เหมาะสม ให้คำปรึกษาผ่านระบบดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง และติดตามความคืบหน้าเมื่อเวลาผ่านไป

ข้อได้เปรียบในการแข่งขันและรูปแบบรายได้

SBC Medical เชื่อว่าตนเองอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบในด้านการดูแลให้อายุยืน เนื่องจากมีเครือข่ายคลินิก 283 แห่ง และลูกค้าเข้ารับบริการประมาณ 6.5 ล้านครั้งต่อปี ซึ่งเป็นหนึ่งในชุดข้อมูลด้านการดูแลสุขภาพความงามที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ข้อมูลขนาดใหญ่เหล่านี้มีส่วนช่วยโดยตรงในการพัฒนาโมเดล AI ที่เป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัท และสร้างอุปสรรคที่แข็งแกร่งต่อการเข้ามาของคู่แข่ง บริษัทดำเนินงานบนแพลตฟอร์มทางการแพทย์ที่ครอบคลุมทั้งขั้นตอนการดูแลสุขภาพความงามและการดูแลที่ได้รับความคุ้มครองจากประกันภัย และมีประสบการณ์ยาวนานในการให้บริการลูกค้าระดับพรีเมียมที่กลับมาใช้บริการซ้ำ นอกจากนี้ ความเชี่ยวชาญของ SBC Medical ในด้านการบริการที่มีมูลค่าสูงและการออกแบบประสบการณ์ผู้ใช้ (UX) ซึ่งสั่งสมมาจากการบริหารจัดการคลินิกหรูหรา ยังเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญในการตอบสนองความต้องการของลูกค้าระดับพรีเมียมที่ดูแลสุขภาพระยะยาว โดย SBC Medical คาดว่าจะทำการตลาด Wellness 2.0 ผ่านการผสมผสานระหว่างโปรแกรมแบบแพ็กเกจที่จำหน่ายให้กับองค์กรต่างๆ ในฐานะสวัสดิการด้านสุขภาพของพนักงาน และบริการทางการแพทย์และการดูแลสุขภาพความงามแบบชำระเงินเองที่มีมูลค่าสูงกว่า ซึ่งจำหน่ายโดยตรงให้กับลูกค้า โมเดลธุรกิจแบบ B2B นำเสนอรูปแบบใหม่ของการลงทุนด้านทรัพยากรบุคคลแก่ลูกค้าองค์กร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสรรหาบุคลากรและลดอัตราการลาออก ในขณะเดียวกันก็มอบโมเดลการเติบโตที่มีประสิทธิภาพให้กับบริษัทด้วยต้นทุนการตลาดต่ำ ฝ่ายบริหารเชื่อว่าการผสมผสานระหว่างสัญญาแบบสมัครสมาชิกกับลูกค้าองค์กรและบริการทางการแพทย์ตามดุลยพินิจนี้ จะช่วยสนับสนุนรายได้ที่เกิดขึ้นซ้ำๆ การรักษาลูกค้าไว้ได้มากขึ้น และปรับปรุงเศรษฐศาสตร์ต่อหน่วยให้ดีขึ้นในระยะยาว

เกี่ยวกับ SBC Medical Group Holdings Incorporated

SBC Medical Group Holdings Incorporated เป็นองค์กรให้บริการด้านการจัดการที่ดำเนินธุรกิจแฟรนไชส์หลากหลายประเภทในสาขาการแพทย์ต่างๆ รวมถึงการดูแลสุขภาพด้านความงามขั้นสูง โรคผิวหนัง ศัลยกรรมกระดูก การรักษาภาวะมีบุตรยาก นรีเวชวิทยา ทันตกรรม การรักษาผมร่วง (AGA) และจักษุวิทยา บริษัทบริหารจัดการแบรนด์คลินิกที่หลากหลายและกำลังขยายการดำเนินงานไปทั่วโลก โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาและเอเชีย ผ่านทั้งการดำเนินงานโดยตรงและโครงการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ ในเดือนกันยายน 2024 บริษัทได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq และในเดือนมิถุนายน 2025 ได้รับเลือกให้รวมอยู่ในดัชนี Russell 3000® ซึ่งเป็นดัชนีมาตรฐานของตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยยึดมั่นในพันธกิจของกลุ่มที่ว่า “การมีส่วนร่วมในความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คนทั่วโลกผ่านนวัตกรรมทางการแพทย์” SBC Medical Group Holdings Incorporated ยังคงมุ่งมั่นที่จะให้บริการทางการแพทย์ที่ปลอดภัย น่าเชื่อถือ และมีคุณภาพสูง พร้อมทั้งเสริมสร้างชื่อเสียงระดับนานาชาติในด้านคุณภาพและความน่าเชื่อถือในการดูแลทางการแพทย์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดไปที่ https://sbc-holdings.com
หากต้องการข้อมูลเชิงลึกและข่าวสารเพิ่มเติมจาก SBC Medical โปรดติดตามเราได้ที่ LinkedIn

คำชี้แจงเชิงคาดการณ์

ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้มีข้อความคาดการณ์ล่วงหน้า ข้อความคาดการณ์ล่วงหน้าไม่ใช่ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์หรือข้อความเกี่ยวกับสภาพการณ์ปัจจุบัน แต่เป็นเพียงความเชื่อของบริษัทเกี่ยวกับเหตุการณ์และผลการดำเนินงานในอนาคต ซึ่งหลายอย่างโดยธรรมชาติแล้วมีความไม่แน่นอนและอยู่นอกเหนือการควบคุมของบริษัท ข้อความคาดการณ์ล่วงหน้าเหล่านี้สะท้อนมุมมองปัจจุบันของบริษัทเกี่ยวกับแผนและกลยุทธ์การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ การเติบโตของรายได้และกำไร และโอกาสทางธุรกิจ ในบางกรณี ข้อความคาดการณ์ล่วงหน้าสามารถระบุได้จากการใช้คำต่างๆ เช่น “อาจจะ” “ควรจะ” “คาดหวัง” “คาดการณ์” “พิจารณา” “ประมาณการ” “เชื่อ” “วางแผน” “คาดการณ์” “ทำนาย” “ศักยภาพ” “เป้าหมาย” หรือ “หวัง” หรือคำปฏิเสธของคำเหล่านี้หรือคำที่คล้ายคลึงกัน บริษัทขอเตือนผู้อ่านไม่ให้เชื่อถือคำแถลงการณ์คาดการณ์ในอนาคตมากเกินไป เนื่องจากคำแถลงการณ์เหล่านั้นมีผลใช้ได้เฉพาะ ณ วันที่ออกข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เท่านั้น และอยู่ภายใต้ความเสี่ยง ความไม่แน่นอน ข้อสมมติฐาน หรือการเปลี่ยนแปลงในสถานการณ์ต่างๆ ที่ยากต่อการคาดการณ์หรือประเมินค่าได้ คำแถลงการณ์คาดการณ์ในอนาคตนั้นอิงตามความคาดหวังในปัจจุบันของฝ่ายบริหาร และไม่ใช่การรับประกันผลการดำเนินงานในอนาคต บริษัทไม่มีภาระผูกพันใดๆ ในการเผยแพร่ข้อมูลอัปเดตหรือการแก้ไขใดๆ ต่อคำแถลงการณ์คาดการณ์ในอนาคต เพื่อสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในความคาดหวัง หรือการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในเหตุการณ์ สภาพ หรือสถานการณ์ที่คำแถลงการณ์ดังกล่าวอิงอยู่ เว้นแต่จะได้รับการกำหนดโดยกฎหมาย ปัจจัยที่อาจทำให้ผลลัพธ์ที่แท้จริงแตกต่างอย่างมากจากความคาดหวังในปัจจุบันอาจเกิดขึ้นได้เป็นครั้งคราว และบริษัทไม่สามารถคาดการณ์ปัจจัยเหล่านั้นได้ทั้งหมด ปัจจัยดังกล่าวรวมถึง การเปลี่ยนแปลงในสภาวะเศรษฐกิจ ธุรกิจ การแข่งขัน ตลาด และกฎระเบียบในระดับโลก ระดับภูมิภาค หรือระดับท้องถิ่น และปัจจัยอื่นๆ ที่ระบุไว้ภายใต้หัวข้อ “ปัจจัยเสี่ยง” และในเอกสารอื่นๆ ที่บริษัทได้ยื่นต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งสหรัฐอเมริกา (“SEC”) ซึ่งสามารถเข้าถึงได้บนเว็บไซต์ของ SEC ที่ www.sec.gov

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่:

https://www.businesswire.com/news/home/20260323000188/en

Contacts

SBC Medical Group Holdings Incorporated
Hikaru Fukui / หัวหน้าฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์; อีเมล: ir@sbc-holdings.com
Akiko Wakiyama / หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์; อีเมล: pr@sbc.or.jp

ICR LLC (เวลาสหรัฐฯ)
Bill Zima / หุ้นส่วนผู้จัดการ; อีเมล: bill.zima@icrinc.com

ที่มา: SBC Medical Group Holdings Incorporated

Vercel แต่งตั้ง Mitchell Hashimoto ผู้ร่วมก่อตั้ง HashiCorp และผู้สร้าง Terraform เข้าเป็นคณะกรรมการบริหาร

Logo

ผู้บุกเบิกโอเพนซอร์สและผู้ก่อตั้งบริษัทหลายแห่ง นำรากฐานที่แข็งแกร่งในชุมชนนักพัฒนาและความเชี่ยวชาญด้านโครงสร้างพื้นฐานมาสู่คณะกรรมการบริหารของ Vercel

ซานฟรานซิสโก–(BUSINESS WIRE)– 19 มีนาคม 2026

Vercel บริษัทผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานแบบเอเจนต์ ประกาศในวันนี้ว่าได้แต่งตั้ง Mitchell Hashimoto ผู้ร่วมก่อตั้ง HashiCorp และผู้สร้างเครื่องมือโอเพนซอร์สที่กำหนดมาตรฐานอุตสาหกรรม เช่น Terraform และ Vagrant เข้าเป็นคณะกรรมการบริหาร Hashimoto มีคุณสมบัติที่หาได้ยาก คือ ความน่าเชื่อถือในชุมชนนักพัฒนา ความเป็นผู้นำด้านโอเพนซอร์ส และประสบการณ์ในการสร้างบริษัทในระดับใหญ่

Guillermo Rauch, Mitchell Hashimoto, and Tom Occhino

Guillermo Rauch, Mitchell Hashimoto และ Tom Occhino

Hashimoto ร่วมก่อตั้ง HashiCorp ในปี 2012 โดยดำรงตำแหน่งสถาปนิกหลักและผู้นำด้านวิศวกรรมเบื้องหลังเครื่องมือโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางที่สุดในโลกหลายรายการ Terraform ซึ่งเขาเป็นผู้สร้างขึ้น ได้กลายเป็นมาตรฐานที่ใช้กันอย่างแพร่หลายสำหรับโครงสร้างพื้นฐานแบบโค้ด และถูกนำไปใช้โดยองค์กรทุกขนาด รวมถึง Vercel เองด้วย IBM เข้าซื้อกิจการ HashiCorp ในปี 2024 ด้วยมูลค่าประมาณ 6.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังจากออกจาก HashiCorp Hashimoto ได้เปิดตัว Ghostty ซึ่งเป็นโปรแกรมจำลองเทอร์มินัลแบบเนทีฟที่ใช้ GPU ในการเร่งความเร็ว และกลายเป็นผู้นำตลาดในหมู่นักพัฒนา AI อย่างรวดเร็วตั้งแต่เปิดตัวสู่สาธารณะในเดือนธันวาคม 2024

“Mitchell มิทเชลเป็นที่ปรึกษาที่หาใครเทียบได้ยาก เขาได้สร้างเครื่องมือที่นักพัฒนาแทบทุกคนใช้ ขยายบริษัทจนมีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ และจากนั้นก็กลับมาสู่เวทีในฐานะผู้สร้างอีกครั้ง” Guillermo Rauch ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Vercel กล่าว “เขาเป็นลูกค้าของ Vercel และผู้ใช้งาน Next.js มาตั้งแต่ยุคแรกเริ่มของเรา มีไม่กี่คนที่เข้าใจภารกิจของเราได้ดีไปกว่าเขา และเรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เขามาร่วมเป็นคณะกรรมการ”

Hashimoto ฮาชิโมโตะยังกล่าวถึงประสบการณ์ส่วนตัวอันยาวนานของเขากับผลิตภัณฑ์ของ Vercel ว่าเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เขาเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการบริหาร เขาเข้าร่วมในช่วงเวลาที่ Vercel กำลังมีโมเมนตัมที่ดี หลังจากระดมทุนรอบ Series F ได้ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีมูลค่าบริษัทอยู่ที่ 9.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากอัตราการเติบโตของรายได้ตามมาตรฐาน GAAP ที่ 340 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการเติบโต 84% เมื่อเทียบกับปีก่อน

“Vercel ตอบโจทย์ทุกข้อที่ผมให้ความสำคัญมากที่สุด นั่นคือ การมีฐานนักพัฒนาที่แข็งแกร่ง ผลิตภัณฑ์ที่พลิกโฉมอุตสาหกรรม และทีมงานที่กำลังสร้างอนาคตของระบบเอเจนต์” Hashimoto กล่าว “ผมได้เฝ้าดู Vercel เติบโตในฐานะผู้ก่อตั้ง วิศวกร และลูกค้า และผมรู้สึกตื่นเต้นที่จะช่วยเหลือพวกเขาในทุกวิถีทางเท่าที่จะทำได้ ในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานของระบบเอเจนต์ทั้งส่วนหน้า ส่วนหลัง และตัวเอเจนต์เอง”

Hashimoto เป็นหนึ่งในบุคคลที่มีชื่อเสียงที่สุดในชุมชนโอเพนซอร์ส โดยได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในผู้มีส่วนร่วมที่กระตือรือร้นที่สุดบน GitHub ทั่วโลกมานานกว่าทศวรรษ ผลงานของเขาได้กำหนดรูปแบบวิธีการที่นักพัฒนาสร้าง ปรับใช้ และใช้งานซอฟต์แวร์ในทุกระดับของระบบ นอกจากนี้ เขายังเป็นผู้สนับสนุนที่มุ่งมั่นในเรื่องความยั่งยืนของโอเพนซอร์ส โดยได้บริจาคเงินจำนวนมากให้กับโครงการต่างๆ รวมถึงภาษาโปรแกรม Zig ด้วย

“Mitchell เข้าใจสิ่งที่พูดง่ายแต่ทำยาก นั่นคือ การชนะใจนักพัฒนาหมายถึงการได้รับความไว้วางใจจากพวกเขาตลอดหลายปีผ่านซอฟต์แวร์ที่ยอดเยี่ยม” Tom Occhino ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ Vercel กล่าว “เขาได้สร้างเครื่องมือที่ช่วยกำหนดโครงสร้างพื้นฐานสมัยใหม่โดยทำให้มันยอดเยี่ยมอย่างแท้จริง ไม่ใช่โดยการผูกมัดใครไว้กับมัน ปรัชญานี้สอดคล้องอย่างลึกซึ้งกับวิธีที่เราคิดเกี่ยวกับบทบาทของ Vercel ในระบบนิเวศ”

Hashimoto เข้าร่วมกลุ่มคณะกรรมการและที่ปรึกษาที่มีชื่อเสียง ซึ่งสนับสนุนพันธกิจของ Vercel ในการช่วยให้โลกสามารถสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ด้วยความเร็ว ความปลอดภัย และความสามารถในการขยายขนาดที่จำเป็นต่อการประสบความสำเร็จด้วย AI โดยมีบุคคลสำคัญอื่นๆ ได้แก่ Steffan Tomlinson ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ Stripe และ Susan St. Ledger อดีตประธานฝ่ายปฏิบัติการภาคสนามทั่วโลกของ HashiCorp

เกี่ยวกับ Vercel

Vercel คือโครงสร้างพื้นฐานสำหรับเอเจนต์ทุกตัว ในฐานะทีมผู้พัฒนา AI SDK, Next.js และ v0, Vercel คือแพลตฟอร์มที่มนุษย์และเอเจนต์สร้างและใช้งานซอฟต์แวร์ ในขณะที่โครงสร้างพื้นฐานจะปรับปรุงซอฟต์แวร์นั้นโดยอัตโนมัติ หากต้องการใช้งานบนเว็บที่ใช้ AI เป็นหลัก โปรดไปที่ vercel.com

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260318957008/en

Contacts

Kristin Sauchak
press@vercel.com

ที่มา: Vercel

Toshiba เปิดตัวโฟโตคัปเปลอร์เอาต์พุตพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับอุปกรณ์ยานยนต์

Logo

— บรรจุในแพ็คเกจที่บางเฉียบที่มีระยะคืบคลานยาวและแรงดันฉนวนสูง —

คาวาซากิ ประเทศญี่ปุ่น–(BUSINESS WIRE)–18 มีนาคม 2026

Toshiba Electronic Devices & Storage Corporation (“Toshiba”) ได้เปิดตัวโฟโตคัปเปลอร์เอาต์พุตพลังงานแสงอาทิตย์ “TLX9920” ในแพ็คเกจ SO6L ที่บางและมีระยะคืบคลานยาว สำหรับรีเลย์โซลิดสเตท (SSR)[1] ในอุปกรณ์ยานยนต์ โดยจะเริ่มมีการจัดส่งในปริมาณมากแล้วตั้งแต่วันนี้

Toshiba: TLX9920, a photovoltaic-output photocoupler in a thin, long-creepage-distance SO6L package for SSR in automotive equipment.

Toshiba: TLX9920 โฟโตคัปเปลอร์เอาต์พุตพลังงานแสงอาทิตย์ในแพ็คเกจ SO6L ที่บางและมีระยะคืบคลานยาว สำหรับ SSR ในอุปกรณ์ยานยนต์

ความต้องการอุปกรณ์รีเลย์ในรถยนต์ที่มีอายุการใช้งานยาวนานขึ้นกำลังเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นแนวโน้มที่นำไปสู่การใช้งาน SSR มากขึ้นแทนที่รีเลย์แบบกลไก เนื่องจากระบบยานยนต์ยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนไปใช้ SSR จึงมีการคาดการณ์ว่าจะมีการเร่งตัวขึ้นอีกในอนาคต

TLX9920 เหมาะสำหรับใช้เป็นตัวขับเกตสำหรับ MOSFET กำลังสูงที่ใช้ใน SSR เมื่อรวมกับ MOSFET กำลังสูงแล้ว จะสามารถทำการสวิตช์แรงดันและกระแสสูงได้ ซึ่งทำได้ยากด้วยโฟโตรีเลย์ เนื่องจาก SSR ไม่มีหน้าสัมผัสทางกายภาพ ต่างจากรีเลย์เชิงกล จึงช่วยขจัดปัญหาการสึกหรอของหน้าสัมผัสและความจำเป็นในการบำรุงรักษาเป็นประจำได้ นอกจากนี้ TLX9920 ยังเป็นไปตามมาตรฐานความน่าเชื่อถือของชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานยนต์ AEC-Q101 อีกด้วย

ตัวชิปบรรจุอยู่ในแพ็คเกจ SO6L ที่มีระยะคืบคลานมากกว่า 8 มม. ซึ่งทำให้มีแรงดันฉนวนสูง (BVs=5000Vrms) ตัวอย่างเช่น มาตรฐานสากล IEC 60664-12[2] กำหนดให้มีระยะคืบคลาน 5.6 มม. หรือมากกว่า สำหรับการใช้งานในสภาพแวดล้อมที่มีระดับมลพิษระดับ 2 และแรงดันใช้งาน 400V หรือมากกว่า TLX9920 ตรงตามข้อกำหนดนี้

TLX9920 เหมาะสำหรับใช้งานในระบบไฟฟ้าแรงสูงและสภาพแวดล้อมที่รุนแรง สามารถใช้ในงานสวิตช์หลากหลายประเภทในอุปกรณ์ยานยนต์ ระบบจัดเก็บพลังงาน (ESS) และอุปกรณ์ไฟฟ้าอุตสาหกรรม

โดย Toshiba จะยังคงมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่ปลอดภัยและยั่งยืนต่อไป โดยการพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับยานยนต์และอุปกรณ์อุตสาหกรรมที่ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและผลักดันนวัตกรรมทางเทคโนโลยี

หมายเหตุ:

[1]

รีเลย์เซมิคอนดักเตอร์ที่ใช้ควบคุมโหลดกำลังสูง (เช่น ตัวทำความร้อน มอเตอร์) ด้วยสัญญาณแรงดันต่ำ ด้านปฐมภูมิ (ควบคุม) และด้านทุติยภูมิ (สวิตช์) ถูกแยกออกจากกันทางไฟฟ้าด้วยฉนวนกั้น ซึ่งช่วยให้สามารถสวิตช์วงจรที่เชื่อมต่อโดยตรงกับสายไฟ AC หรือสวิตช์ระหว่างอุปกรณ์ที่มีศักย์ไฟฟ้ากราวด์ต่างกันได้

[2]

มาตรฐานที่ระบุหลักการ ข้อกำหนด และวิธีการทดสอบด้านฉนวนสำหรับระบบที่มีแรงดันไฟฟ้ากระแสสลับสูงสุด 1000V หรือแรงดันไฟฟ้ากระแสตรงสูงสุด 1500V

การใช้งาน

  • อุปกรณ์ยานยนต์: ระบบจัดการแบตเตอรี่ (BMS), เครื่องชาร์จในรถยนต์, อินเวอร์เตอร์ ฯลฯ
  • อุปกรณ์อุตสาหกรรม: ระบบเก็บพลังงาน (ESS)

ฟีเจอร์

  • แพ็คเกจแบบบางและยาว: SO6L (3.84×10.0×2.1 (มม.))
  • ระยะคืบคลานยาว: 8 มม. (ขั้นต่ำ)
  • แรงดันฉนวนสูง: BVS=5000Vrms (ขั้นต่ำ)
  • แรงดันเปิดวงจร: VOC=13.5V (ขั้นต่ำ)
  • กระแสลัดวงจร: ISC=8μA (นาที)
  • ผ่านการรับรอง AEC-Q101

ข้อมูลจำเพาะหลัก

 (เว้นแต่จะระบุไว้เป็นอย่างอื่น Ta =25℃)

หมายเลขชิ้นส่วน

 TLX9920

วงจรคายประจุ

ผสานรวม

 พิกัดสูงสุด
สัมบูรณ์

 อุณหภูมิทำงาน Topr (°C)

-40 ถึง 125

 คุณลักษณะ
 ทางไฟฟ้า

 แรงดันไฟฟ้าขาเข้าไปข้างหน้า VF (V)

 IF =10mA

ต่ำสุด

1.5

ประเภท

1.65

สูงสุด

1.8

 คุณลักษณะ
 เกี่ยวกับคัปปลิงทางไฟฟ้า

 แรงดันเปิด VOC (V)

 IF =10mA

ต่ำสุด

13.5

 กระแสลัดวงจร ISC (μA)

 IF =10mA

ต่ำสุด

8

 กระแสไฟทริกเกอร์ LED IFT (mA)

สูงสุด

3

 คุณลักษณะ
 เกี่ยวกับการสวิตชิ่ง

 เวลาเปิด ton (ms)

ประเภท

0.6

สูงสุด

1.0

 เวลาปิด toff (ms)

ประเภท

0.1

สูงสุด

1.0

 คุณลักษณะ
 เกี่ยวกับฉนวน

 แรงดันฉนวน BVS (Vrms)

ต่ำสุด

5000

ระยะห่าง (มม.)

ต่ำสุด

8

ระยะคืบคลาน (มม.)

ต่ำสุด

8

แพ็คเกจ

ชื่อ

 SO6L

ขนาด (มม.)

ประเภท

3.84×10.0×2.1

ตรวจสอบตัวอย่างและความพร้อมใช้งาน

 Buy Online

คลิกที่ลิงก์ด้านล่างเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ใหม่
TLX9920

คลิกที่ลิงก์ด้านล่างเพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับอุปกรณ์แยกวงจรและรีเลย์โซลิดสเตทของโตชิบา
อุปกรณ์แยกวงจร/รีเลย์โซลิดสเตท

หากต้องการตรวจสอบความพร้อมจำหน่ายของผลิตภัณฑ์ใหม่จากผู้จำหน่ายออนไลน์ โปรดไปที่:
TLX9920
ซื้อออนไลน์

* ชื่อบริษัท ชื่อผลิตภัณฑ์ และชื่อบริการ อาจเป็นเครื่องหมายการค้าของบริษัทนั้นๆ
* ข้อมูลในเอกสารนี้ รวมถึงราคาและรายละเอียดสินค้า เนื้อหาของบริการ และข้อมูลติดต่อ เป็นข้อมูลปัจจุบัน ณ วันที่ประกาศ แต่ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

เกี่ยวกับ Toshiba Electronic Devices & Storage Corporation

Toshiba Electronic Devices & Storage Corporation ซัพพลายเออร์ชั้นนำด้านโซลูชันเซมิคอนดักเตอร์และการจัดเก็บข้อมูลขั้นสูง ใช้ประสบการณ์และนวัตกรรมมากกว่าครึ่งศตวรรษเพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์เซมิคอนดักเตอร์แบบแยกส่วน ระบบ LSI และผลิตภัณฑ์ HDD ที่โดดเด่นให้กับลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจต่างๆ

พนักงานทั่วโลกจำนวน 17,000 คน มีปณิธานที่จะเพิ่มคุณค่าสูงสุดให้กับทุกผลิตภัณฑ์ และสนับสนุนการทำงานกับลูกค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างคุณค่าและตลาดใหม่ร่วมกัน บริษัทมุ่งมั่นที่จะสร้างและมีส่วนร่วมในการสร้างอนาคตที่ดีขึ้นสำหรับผู้คนทั่วโลก

ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://toshiba.semicon-storage.com/ap-en/top.html  

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย 

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260317428805/en

Contacts

การสอบถามข้อมูลสำหรับลูกค้า:
แผนกขายและการตลาดอุปกรณ์อิเล็กโทรออปติก
โทร.: +81-44-548-2218
ติดต่อเรา

การสอบถามสำหรับสื่อ:
C. Nagasawa
ฝ่ายสื่อสารและข้อมูลการตลาด
Toshiba Electronic Devices & Storage Corporation
semicon-NR-mailbox@ml.toshiba.co.jp

ที่มา: Toshiba Electronic Devices & Storage Corporation

ผู้ใช้งานพันล้านคนต่อไปจะไม่ใช่มนุษย์: Menlo Security เปิดตัวแพลตฟอร์มความปลอดภัยสำหรับเบราว์เซอร์ตัวแรกของอุตสาหกรรมเพื่อควบคุมเอเจนต์ AI

Logo

เนื่องจากการใช้งานเอเจนต์ในองค์กรนั้นเพิ่มมากขึ้น ทาง Menlo Security จึงนำเสนอแพลตฟอร์มเดียวที่รักษาความปลอดภัยได้ทั้งมนุษย์และเอเจนต์ AI ที่ผู้โจมตีใช้ประโยชน์จากช่องโหว่นี้

เมาน์เทนวิว แคลิฟอร์เนีย–(BUSINESS WIRE)–18 มีนาคม 2026

Menlo Securityผู้นำด้านความปลอดภัยของเบราว์เซอร์ทั้งในส่วนของมนุษย์และเอเจนต์ วันนี้ได้ประกาศเปิดตัวแพลตฟอร์มความปลอดภัยสำหรับเบราว์เซอร์ตัวแรกที่สร้างขึ้นโดยเฉพาะเพื่อรักษาความปลอดภัยให้กับองค์กรที่มีเอเจนต์ AI โดยที่เอเจนต์ AI อัตโนมัติจะมีจำนวนมากกว่าพนักงานที่เป็นมนุษย์ และเบราว์เซอร์ได้กลายเป็นระบบปฏิบัติการสำหรับทั้งสองฝ่าย โดย Menlo จะนำเสนอระนาบควบคุมแบบรวมศูนย์เป็นครั้งแรกเพื่อใช้การกำกับดูแลและการป้องกันภัยคุกคามด้วยความเร็วระดับเครื่องจักรสำหรับทั้งผู้กระทำที่เป็นมนุษย์และไม่ใช่มนุษย์ โดยสามารถใช้งานได้ทั่วโลกบนโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ที่ยืดหยุ่นของ Menlo

“ผู้ใช้งานเว็บพันล้านคนต่อไปจะไม่ใช่มนุษย์ นี่ไม่ใช่การคาดการณ์ในอนาคต แต่เป็นความเป็นจริงในปัจจุบันสำหรับองค์กรสมัยใหม่” Bill Robbins ซีอีโอของ Menlo Security กล่าว “ด้วยการย้ายการป้องกันไปไว้ในเซสชันของเบราว์เซอร์โดยตรง เรากำลังช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถใช้งานเอเจนต์ AI ที่ทำงานในระดับและด้วยความเร็วที่มนุษย์ทำไม่ได้ โดยไม่เปิดช่องให้เกิดการโจมตีแบบ Prompt Injection หรือการขโมยข้อมูลอย่างร้ายแรง หากไม่มีการป้องกันนี้ เอเจนต์ AI ที่ถูกบุกรุกเพียงตัวเดียวก็จะสามารถเคลื่อนที่ได้ไปทั่วระบบขององค์กร ขโมยข้อมูล หรือดำเนินการธุรกรรมฉ้อโกงด้วยความเร็วของเครื่องจักร โดยไม่มีมนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้อง”

“Menlo กำลังใช้แนวทางใหม่ในการรักษาความปลอดภัยของเอเจนต์ AI ในขณะที่โซลูชันอื่นๆ พยายามไล่ล่าเอเจนต์และสร้างขอบเขตความปลอดภัยรอบๆ ซึ่งเป็นการต่อสู้ที่ไร้ประโยชน์ โดย Menlo นั้นกำลังสร้างการกำกับดูแลโดยตรงเข้าไปในเอเจนต์ ทำให้ปลอดภัยตั้งแต่เริ่มต้น” Michael D'Arezzo ผู้อำนวยการบริหารด้านความปลอดภัยสารสนเทศและ GRC ของ Wellstar Health System กล่าว “สิ่งนี้ช่วยให้มี ‘แนวป้องกัน’ ที่ช่วยให้ผู้ใช้สร้างเอเจนต์ที่ปลอดภัยและมีสิทธิ์และระยะเวลาการใช้งานที่เหมาะสม การมีความมั่นใจว่าเอเจนต์มีความปลอดภัยจากภัยคุกคามและการรั่วไหลของข้อมูลโดยเนื้อแท้ จะช่วยให้เราสร้างและขยายกลยุทธ์ด้านเอเจนต์ของเราได้”

การเปิดตัวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากปีงบประมาณที่สูงเป็นประวัติการณ์ของ Menlo ซึ่งมี ARR เกิน 140 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และอัตราการรักษาลูกค้าสุทธิสูงกว่า 120% เพื่อเร่งการเป็นผู้นำตลาด ทาง Menlo จึงได้ร่วมมือกับ Google เพื่อมอบสิทธิ์การเข้าถึงระยะไกลแบบจำกัดสิทธิ์สำหรับแอปพลิเคชันเดสก์ท็อปและข้อมูลผ่านทางเบราว์เซอร์สำหรับมนุษย์และเอเจนต์ ซึ่งช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถลดต้นทุนและลดความซับซ้อนในการดำเนินงานของ VDI แบบดั้งเดิมได้อย่างมหาศาล และขยายการควบคุมแบบ Zero Trust ของ Menlo ไปยังเอเจนต์ AI และอุปกรณ์ใดๆ ก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ที่ได้รับการจัดการ อุปกรณ์ที่ไม่ได้รับการจัดการ หรืออุปกรณ์ BYOD

การรักษาความปลอดภัยในยุคเอเจนต์

ปัจจุบันองค์กรต่างๆ กำลังนำเอเจนต์ AI มาใช้เพื่อทำให้เวิร์กโฟลว์ที่ซับซ้อนเป็นไปโดยอัตโนมัติ แต่เอเจนต์เหล่านี้มักใช้เบราว์เซอร์แบบไร้ส่วนหัว หรือใช้โปรโตคอลเว็บโดยตรง ซึ่งทำงานอยู่นอกเหนือขอบเขตของเทคโนโลยีความปลอดภัยแบบดั้งเดิมโดยสิ้นเชิง “บุคลากรในองค์กรกำลังเปลี่ยนแปลงไป เอเจนต์ AI กำลังตัดสินใจภายในระบบขององค์กร แต่โปรแกรมรักษาความปลอดภัยส่วนใหญ่ไม่เคยถูกออกแบบมาเพื่อรองรับพวกมัน” Antonio Bovoso ผู้ก่อตั้งและหัวหน้าของ Consiro Advisory กล่าว “เบราว์เซอร์คือจุดที่ตัวตน ความตั้งใจ และการกระทำของเอเจนต์มาบรรจบกัน ทำให้มันเป็นจุดควบคุมที่สำคัญในองค์กร” ผู้โจมตีได้ใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงนี้แล้วด้วยการโจมตีที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เช่น การแทรกข้อความแจ้งเตือนผ่านเอกสารและการซ่อนข้อมูล ตัวอย่างเช่น เอเจนต์ AI ที่ได้รับมอบหมายให้ประมวลผลใบแจ้งหนี้อาจรับข้อความที่ซ่อนอยู่แบบ 'ขาวบนขาว' ภายในไฟล์ดิจิทัลโดยไม่รู้ตัว ซึ่งสั่งให้เอเจนต์เปลี่ยนเส้นทางการชำระเงินไปยังบัญชีบุคคลที่สามที่เป็นอันตราย ซึ่งเป็นคำสั่งที่เอเจนต์ปฏิบัติตามราวกับเป็นคำสั่งที่ถูกต้อง ในขณะที่หัวหน้างานที่เป็นมนุษย์เห็นเพียงใบแจ้งหนี้มาตรฐาน

แพลตฟอร์มความปลอดภัยเบราว์เซอร์ของ Menlo จะช่วยแก้ปัญหานี้โดยการปฏิบัติต่อมนุษย์และเอเจนต์ในฐานะผู้มีส่วนร่วมที่เท่าเทียมกัน ดังนี้:

  • ความปลอดภัยเอเจนต์ AI ของ Menlo: ทำหน้าที่เป็น “Guardian Runtime” สำหรับเศรษฐกิจของเอเจนต์ โดยบังคับใช้การแยกคำสั่งและข้อมูล เพื่อให้แน่ใจว่าเอเจนต์จะไม่เข้าใจผิดว่าข้อมูลที่เป็นอันตรายเป็นคำสั่งที่ถูกต้อง ซึ่งจะช่วยป้องกันการโจรกรรมเป้าหมายและการเคลื่อนย้ายข้ามระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรับประกันว่าเอเจนต์ไม่สามารถขโมยข้อมูลที่ละเอียดอ่อนออกไปได้
  • การเชื่อมต่อแบบสากล: ทำลาย “กำแพงแห่งการปรับปรุงให้ทันสมัย” โดยการแปลแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ที่ซับซ้อนและขาด API โดยทาง Menlo จะช่วยอำนวยความสะดวกในการนำทางแอปพลิเคชันและการเข้าถึงข้อมูลโดยเอเจนต์ และรับประกันว่าข้อมูลจะได้รับการตรวจสอบและกรองก่อนส่งไปยังเอเจนต์ สิ่งนี้จะช่วยให้เอเจนต์ AI สามารถจำลองเวิร์กโฟลว์ของมนุษย์ได้อย่างปลอดภัย โต้ตอบกับข้อมูลจำนวนมหาศาลที่ถูกกักไว้เบื้องหลังโครงสร้างพื้นฐานที่ขาด API ที่แข็งแกร่ง ขจัด “ภาระผูกพันในการปรับปรุงให้ทันสมัย” และสร้างผลตอบแทนจากการลงทุน AI ได้ทันที
  • การมองเห็นที่แม่นยำ: Menlo ทำงานในระดับ DOM ของเบราว์เซอร์และส่วนประกอบไฟล์ เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกทางนิติวิทยาศาสตร์อย่างครบถ้วนและมุมมองการไหลของเซสชันแบบเรียลไทม์ ซึ่งแตกต่างจากระบบเก่าๆ ที่มองไม่เห็นบริบทของเซสชันเบราว์เซอร์และการจัดรูปแบบไฟล์
  • การกำกับดูแลเอเจนต์ที่มีสิทธิ์น้อยที่สุด: บังคับใช้การควบคุมอย่างละเอียดเพื่อป้องกันไม่ให้เอเจนต์ AI อัตโนมัติเคลื่อนที่ไปมาในแนวนอนหรือดึงข้อมูลที่ไม่ได้รับอนุญาต

ภูมิคุ้มกันเชิงสถาปัตยกรรมสำหรับมนุษย์และเอเจนต์

แพลตฟอร์มนี้จะย้ายจุดควบคุมความปลอดภัยไปไว้ในเซสชันของเบราว์เซอร์โดยตรง เพื่อให้การป้องกันที่สม่ำเสมอ ซึ่งจะสร้าง 'ภูมิคุ้มกันเชิงสถาปัตยกรรม' – สถานะที่ภัยคุกคามที่หลบเลี่ยงการตรวจจับไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากพื้นที่การโจมตีถูกทำให้เป็นกลางผ่านการประมวลผลรันไทม์บนคลาวด์ด้วยการวิเคราะห์ภาพแบบหลายรูปแบบ ก่อนที่จะถึงเวิร์กโฟลว์การให้เหตุผลของ AI หรือจุดสิ้นสุดของมนุษย์ ด้วยการจัดเตรียมเลเยอร์ความเชื่อมั่นที่เป็นหนึ่งเดียวนี้ ทำให้ Menlo กำจัดภัยคุกคามที่ซับซ้อนที่สุดในยุคของเอเจนต์ได้ตั้งแต่จุดเริ่มต้น

“เอเจนต์ AI แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงพื้นฐานในด้านการประมวลผลระดับองค์กร” Ramin Farassat ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ Menlo Security กล่าว “เป็นครั้งแรกที่ทีมรักษาความปลอดภัยมีระบบควบคุมส่วนกลางที่ใช้มาตรการรักษาความปลอดภัยและการกำกับดูแลแบบเดียวกันกับเอเจนต์ AI ที่ประมวลผลใบแจ้งหนี้ เช่นเดียวกับที่ CFO ที่เป็นมนุษย์อนุมัติใบแจ้งหนี้เหล่านั้น — ด้วยความเร็วของเครื่องจักร พร้อมการมองเห็นทางนิติวิทยาศาสตร์อย่างเต็มรูปแบบ”

Menlo Security จะจัดแสดงแพลตฟอร์มความปลอดภัยเบราว์เซอร์ที่งาน RSAC 2026 สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดไปที่ https://www.menlosecurity.com/lp/menlo-rsa

เกี่ยวกับ Menlo Security

Menlo Security เป็นผู้บุกเบิกแพลตฟอร์มความปลอดภัยสำหรับเบราว์เซอร์ ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานแรกของอุตสาหกรรมที่ออกแบบมาเพื่อควบคุมการทำงานแบบไฮบริดที่ประกอบด้วยมนุษย์และเอเจนต์ AI อัตโนมัติ โดยการใช้เบราว์เซอร์เป็นระบบปฏิบัติการองค์กรใหม่ โดย Menlo มี “Guardian Runtime” ที่ช่วยแก้ไขความเสี่ยงเฉพาะที่เกิดขึ้นเมื่อเอเจนต์ AI ทำงานด้วยความเร็วของเครื่องจักรโดยปราศจากความสงสัยของมนุษย์ แพลตฟอร์ม Menlo จะช่วยให้องค์กรที่ใช้เอเจนต์สามารถขยายขนาด AI ได้อย่างมั่นใจ โดยให้การเชื่อมต่อแบบสากลกับข้อมูลเดิมและการป้องกันภัยคุกคามแบบ Zero-day ที่เป็นหนึ่งเดียวในทุกเซสชัน ได้รับความไว้วางใจจากองค์กรระดับโลกกว่า 1,000 แห่ง รวมถึงสถาบันการเงินขนาดใหญ่ 8 ใน 10 แห่ง และหน่วยงานรัฐบาลหลัก Menlo ปกป้องผู้ใช้งานกว่า 8 ล้านคนและเซสชันเอเจนต์ AI พร้อมกันหลายล้านเซสชัน Menlo ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองเมาน์เทนวิว รัฐแคลิฟอร์เนีย และได้รับการสนับสนุนจากนักลงทุนหลายราย รวมถึง JPMorgan Chase, American Express Ventures และ Vista Equity Partners ที่ต่างกำลังพัฒนาเว็บเบราว์เซอร์ให้เหมาะสมกับยุคสมัยที่เน้นการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ เรียนรู้เพิ่มเติมได้ที่ www.menlosecurity.com

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Contacts

ผู้ติดต่อสำหรับสื่อ:
Greenough Communications
menlo@greenoughagency.com

ที่มา: Menlo Security

EdgeConneX เริ่มก่อสร้างศูนย์ข้อมูลไฮเปอร์สเกลที่พร้อมรองรับ AI ขนาด 200 เมกะวัตต์ในเขตโอซาก้า

Logo

โอซาก้า ญี่ปุ่น–(BUSINESS WIRE)–18 มีนาคม 2026

EdgeConneX ผู้บุกเบิกโซลูชันศูนย์ข้อมูลแบบ Build-to-Suit และ Build-to-Density ระดับโลก ประกาศในวันนี้ว่า บริษัทได้เริ่มพัฒนาศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ 200 เมกะวัตต์แห่งแรก พร้อมรองรับ AI ในเขตโอซาก้าแล้ว โดยโครงการสำคัญนี้ซึ่งร่วมมือกับ Kagoya Asset Management นั้นเป็นไปตามกำหนดการ และช่วยตอกย้ำให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของบริษัทที่มีต่อตลาดญี่ปุ่น และพร้อมที่จะสนับสนุนความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของภูมิภาคสำหรับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ปลอดภัย ยืดหยุ่น และล้ำสมัย

Sam Lee, Managing Director, Market & Commercial Development for EdgeConneX APAC performing the ground‑breaking ritual during the Shinto ceremony.

Sam Lee กรรมการผู้จัดการฝ่ายพัฒนาตลาดและการพาณิชย์ของ EdgeConneX APAC ทำพิธีวางศิลาฤกษ์ตามประเพณีชินโต

ศูนย์ข้อมูลไฮเปอร์สเกลแห่งใหม่นี้จะเป็นหนึ่งในศูนย์ที่ใหญ่ที่สุดในพื้นที่คันไซ ครอบคลุมพื้นที่ 130,000 ตารางเมตร และวางแผนที่จะมีกำลังการผลิต 200 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ในทำเลที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ ห่างจากย่านธุรกิจใจกลางเมืองโอซาก้าประมาณ 30 กิโลเมตร คาดว่าเฟสแรกจะพร้อมให้บริการในไตรมาสแรกของปี 2028 โดยการพัฒนาในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่บริษัทประกาศการเข้าสู่ตลาดในเดือนมกราคม 2025 และมีการขยายทีมงานในท้องถิ่นเพื่อรองรับการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

“การเริ่มก่อสร้างศูนย์ข้อมูลแห่งแรกของเราในญี่ปุ่นถือเป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับ EdgeConneX และเป็นก้าวสำคัญในกลยุทธ์ของเราที่จะนำโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัยและพร้อมสำหรับ AI มาสู่ตลาดสำคัญแห่งนี้ ด้วยกำลังการผลิตรวม 350 เมกะวัตต์ที่วางแผนไว้สำหรับภูมิภาคโอซาก้า เราจึงอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่จะสนับสนุนการใช้งานคลาวด์และ AI ในยุคต่อไป ซึ่งจะช่วยสร้างโอซาก้าให้เป็นจุดหมายปลายทางชั้นนำสำหรับโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีที่ล้ำสมัย” Sam Lee กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายพัฒนาตลาดและพาณิชย์ APAC ของ EdgeConneX

“ผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะแสดงความยินดีอย่างจริงใจต่อการเริ่มต้นการก่อสร้างและพิธีวางศิลาฤกษ์สำหรับ ITM01 ที่ศูนย์ข้อมูลคาโกย่า ทาทาระ ผมมั่นใจว่าสิ่งอำนวยความสะดวกนี้จะสร้างคุณประโยชน์อย่างมีนัยสำคัญต่อความก้าวหน้าของเศรษฐกิจในภูมิภาคและต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของชุมชนของเรา ผมขอแสดงความปรารถนาดีอย่างสุดซึ้งสำหรับการก่อสร้างที่แล้วเสร็จอย่างปลอดภัยและประสบความสำเร็จ ตลอดจนขอให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องมีสุขภาพแข็งแรงและเจริญรุ่งเรืองต่อไป” Takashi Kamimura นายกเทศมนตรีเมืองเคียวทานาเบะ

“เรารู้สึกภาคภูมิใจที่ได้ยืนเคียงข้าง EdgeConneX ในการบรรลุเป้าหมายสำคัญนี้ในภูมิภาคคันไซ การพัฒนาศูนย์ข้อมูลไฮเปอร์สเกลที่พร้อมรองรับ AI ในเขตโอซาก้า เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความต้องการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่แข็งแกร่งและล้ำสมัยของญี่ปุ่น ด้วยการนำเสนอศักยภาพและความซับซ้อนทางเทคนิคในระดับนี้ EdgeConneX ที่ไม่เพียงแต่เสริมสร้างระบบนิเวศในท้องถิ่นเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ธุรกิจต่างๆ สามารถเร่งการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลและก้าวไปสู่อนาคตของ AI ได้อย่างมั่นใจ” Sadahiro Kitagawa ประธานและกรรมการผู้แทนของ Kagoya Asset Management

EdgeConneX เป็นผู้นำระดับโลกด้านการพัฒนาศูนย์ข้อมูล AI ซึ่งรองรับปริมาณงานที่มีความหนาแน่นสูงสุดทั่วโลก ศูนย์ข้อมูลโอซาก้าจะผสานรวมนวัตกรรมล่าสุด รวมถึงสถาปัตยกรรมที่รองรับการระบายความร้อนด้วยของเหลว ซึ่งออกแบบมาเพื่อความยืดหยุ่น ความเป็นโมดูลาร์ และความทนทานต่อภารกิจสำคัญในระดับขนาดใหญ่ สิ่งอำนวยความสะดวกนี้จะเป็นไปตามข้อกำหนดด้านการก่อสร้างและแผ่นดินไหวที่เข้มงวดของญี่ปุ่นอย่างครบถ้วน เพื่อให้มั่นใจถึงความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน

“ความมุ่งมั่นของเราที่มีต่อญี่ปุ่นไม่ได้จำกัดอยู่แค่การสร้างศูนย์ข้อมูลเท่านั้น เราทุ่มเทที่จะเป็นสมาชิกที่มีคุณค่าของชุมชนท้องถิ่น การออกแบบที่ยืดหยุ่นสูงและการทำงานร่วมกับผู้นำในอุตสาหกรรมทำให้เราสามารถส่งมอบพลังงานและการระบายความร้อนที่มีความหนาแน่นสูงซึ่งจำเป็นสำหรับการใช้งาน AI ที่ต้องการประสิทธิภาพสูงที่สุดได้ เราตื่นเต้นที่จะนำความสามารถเหล่านี้มาสู่ญี่ปุ่น และจะเปิดตัวโครงการมีส่วนร่วมกับชุมชนของเราในปลายปีนี้” Mick Inoue หัวหน้าฝ่ายญี่ปุ่นของ EdgeConneX

เกี่ยวกับ EdgeConneX

ด้วยการสนับสนุนจาก EQT Infrastructure ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ EQT องค์กรด้านการลงทุนระดับโลก ทาง EdgeConneX จึงสามารถนำเสนอโซลูชันศูนย์ข้อมูลที่ยั่งยืนครบวงจรทั่วโลก เราทำงานอย่างใกล้ชิดกับลูกค้าเพื่อนำเสนอทางเลือกในด้านสถานที่ตั้ง ขนาด และประเภทของสิ่งอำนวยความสะดวก ตั้งแต่การสร้างตามความต้องการไปจนถึงการสร้างตามความหนาแน่น โดย EdgeConneX เป็นผู้นำระดับโลกด้านบริการศูนย์ข้อมูลที่พร้อมใช้งานทุกที่ ทุกเวลา และทุกขนาด สำหรับอุตสาหกรรมที่หลากหลาย รวมถึงคลาวด์ AI คอนเทนต์ เครือข่าย และอื่นๆ ด้วยพันธกิจที่มุ่งมั่นดูแลลูกค้า พนักงาน และโลกของเรา EdgeConneX จึงมุ่งมั่นที่จะเสริมศักยภาพให้แก่ Edge ของคุณ

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260317169101/en

Contacts

สำหรับสื่อและนักวิเคราะห์ที่ต้องการสอบถามข้อมูล โปรดติดต่อ EdgeConneX ได้ที่ press@edgeconnex.com

ที่มา: EdgeConneX


MidOcean Energy ของ EIG ประกาศระดมทุนรอบแรก 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับเป้าหมาย 1.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

Logo

วอชิงตัน–(BUSINESS WIRE)–17 มีนาคม 2026

MidOcean Energy (“MidOcean” หรือ “บริษัท”) บริษัทก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ก่อตั้งและบริหารงานโดย EIG ประกาศในวันนี้ว่าได้ระดมทุนจากผู้ถือหุ้นมากกว่า 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

การระดมทุนครั้งนี้ประกอบด้วย:

  • บริษัท Idemitsu Kosan ซึ่งเป็นบริษัทพลังงานระดับโลกที่ได้รับการยอมรับอย่างสูงและมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่คุณค่าของพลังงานมายาวนาน ได้ให้คำมั่นว่าจะลงทุน 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • และได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติมอีก 790 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากนักลงทุนทั้งรายใหม่และรายเดิม

นี่ถือเป็นก้าวสำคัญในโครงการระดมทุนของ MidOcean และสะท้อนให้เห็นถึงความสนใจอย่างต่อเนื่องจากทั้งนักลงทุนรายใหม่และรายเดิมที่มีต่อกลยุทธ์ของบริษัทในการสร้างแพลตฟอร์ม LNG ระดับโลกที่มีความหลากหลาย ยืดหยุ่น และมีอายุการใช้งานยาวนาน

ขณะนี้มีนักลงทุนรายใหม่จำนวนมากกำลังอยู่ในขั้นตอนการจัดทำเอกสาร และ MidOcean จะยังคงระดมทุนต่อไป โดยมีเป้าหมายรวมสูงสุดถึง 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐจากนักลงทุนรายใหม่ บริษัทได้รับความสนใจอย่างมากจากนักลงทุนที่ต้องการลงทุนระยะยาวในภาคส่วน LNG ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากปัจจัยพื้นฐานด้านอุปสงค์ที่แข็งแกร่ง การเติบโตของอุปทานที่จำกัด และบทบาทของ LNG ในการสนับสนุนความมั่นคงด้านพลังงานและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เหตุการณ์ล่าสุดยิ่งตอกย้ำความแข็งแกร่งของแนวคิดการลงทุนใน MidOcean

De la Rey Venter ซีอีโอของ MidOcean กล่าวว่า “เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับ Idemitsu Kosan ในฐานะนักลงทุนเชิงกลยุทธ์ของ MidOcean ความสำเร็จของการระดมทุนครั้งนี้เป็นการยืนยันอย่างแข็งแกร่งถึงกลยุทธ์ ฐานสินทรัพย์ และแผนงานธุรกรรมของ MidOcean ระดับการมีส่วนร่วมจากทั้งนักลงทุนรายใหม่และผู้ถือหุ้นเดิมของเราแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในกลยุทธ์และบริษัทของเรา เราหวังว่าจะได้ต้อนรับนักลงทุนเพิ่มเติมเข้าสู่บริษัทในขณะที่เราดำเนินการไปสู่การปิดการระดมทุนขั้นสุดท้าย”

ประกาศสำคัญ

ประกาศนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแจ้งให้ทราบเท่านั้น และไม่ถือเป็นการเสนอขายหรือการชักชวนให้สมัครรับหรือซื้อหลักทรัพย์ใดๆ การเสนอขายใดๆ จะดำเนินการเฉพาะตามเอกสารการเสนอขายที่เกี่ยวข้องและเป็นไปตามกฎหมายหลักทรัพย์ที่บังคับใช้เท่านั้น

เกี่ยวกับ EIG

EIG เป็นนักลงทุนสถาบันชั้นนำในภาคพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก โดยมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ 25.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2025 โดย EIG มีความเชี่ยวชาญด้านการลงทุนภาคเอกชนในภาคพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับพลังงานทั่วโลก ตลอดระยะเวลา 43 ปีที่ผ่านมา ทาง EIG ได้ลงทุนในภาคพลังงานไปแล้วกว่า 53.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ผ่านโครงการหรือบริษัทต่างๆ 425 แห่งใน 44 ประเทศ ครอบคลุม 6 ทวีป ลูกค้าของ โดย EIG ประกอบด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญ บริษัทประกันภัย กองทุนบริจาค มูลนิธิ และกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติชั้นนำมากมายในสหรัฐอเมริกา เอเชีย และยุโรป ซึ่ง EIG นั้นมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่วอชิงตัน ดี.ซี. และมีสำนักงานสาขาในฮิวสตัน ลอนดอน ซิดนีย์ ริโอเดอ จาเนโร ฮ่องกง และโซล

เกี่ยวกับ MidOcean Energy

MidOcean Energy บริษัท LNG ที่ก่อตั้งและบริหารงานโดย EIG มุ่งมั่นที่จะสร้างพอร์ตโฟลิโอ LNG ระดับโลกที่มีความหลากหลาย ยืดหยุ่น ต้นทุนต่ำ และลดการปล่อยคาร์บอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อของ EIG ที่ว่า LNG เป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบพลังงานโลกที่มีคาร์บอนต่ำ แข่งขันได้ และมีความมั่นคงมากขึ้น MidOcean Energy มีผลประโยชน์ใน LNG ที่หลากหลาย รวมถึง LNG Canada, Gorgon LNG, Pluto LNG, QCLNG และ Peru LNG บริษัทนี้บริหารงานโดย De la Rey Venter ผู้มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมมา 27 ปี และเคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงหลายตำแหน่ง รวมถึงตำแหน่งหัวหน้าฝ่าย LNG ระดับโลกของ Shell Plc

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดไปที่เว็บไซต์ของ MidOcean Energy ที่ www.midoceanenergy.com หรือเว็บไซต์ของ EIG ที่ www.eigpartners.com.

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Contacts

ข้อมูลการติดต่อ EIG/MidOcean
FGS Global
Kelly Kimberly / Brandon Messina
+1 212-687-8080
EIG@fgsglobal.com

ที่มา: EIG

Kioxia ประกาศเปิดตัว SSD รุ่นใหม่ที่ได้รับการปรับแต่งมาเพื่อรองรับงานประมวลผล AI ที่ใช้ GPU เป็นหลัก

Logo

KIOXIA Super High IOPS SSD สามารถมอบประสิทธิภาพที่สูงและความหน่วงที่ต่ำสำหรับการขยายหน่วยความจำในสถาปัตยกรรม NVIDIA Storage-Next™

โตเกียว–(BUSINESS WIRE)–17 มีนาคม 2026

Kioxia Corporation ในวันนี้ ได้ประกาศการพัฒนา Super High IOPS SSD ซึ่งเป็น SSD ชนิดใหม่ที่จะช่วยให้ GPU สามารถเข้าถึงหน่วยความจำแฟลชความเร็วสูงได้โดยตรง เพื่อเป็นการขยายขีดความสามารถของหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูง (HBM) ในระบบ AI โดย Super High IOPS SSD รุ่นใหม่นี้ ในชื่อซีรีส์ KIOXIA GP ได้ถูกสร้างขึ้นมาโดยเฉพาะเพื่อตอบสนองต่อความต้องการด้านประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นของ AI และการประมวลผลประสิทธิภาพสูง โดยให้ความจุหน่วยความจำที่ GPU สามารถเข้าถึงได้มากขึ้น เพื่อการเข้าถึงข้อมูลที่รวดเร็วยิ่งขึ้นสำหรับเวิร์กโหลดด้าน AI ต่างๆ โดยตัวอย่างสำหรับการทดสอบของซีรีส์ KIOXIA GP นั้นจะพร้อมให้บริการแก่ลูกค้าบางกลุ่มภายในสิ้นปี 2026 นี้

Super High IOPS SSD, KIOXIA GP Series

Super High IOPS SSD ซีรีส์ KIOXIA GP

โครงการ NVIDIA Storage-Next มุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาที่คาดการณ์ไว้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงจากเวิร์กโหลดที่เน้นการประมวลผลไปสู่เวิร์กโหลดที่เน้นข้อมูล รวมถึงความต้องการพื้นที่หน่วยความจำที่เข้าถึงได้โดย GPU ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจุบันถูกจำกัดด้วยขนาดของ HBM การขยายพื้นที่หน่วยความจำที่ใช้งานได้ของ GPU นั้นจะช่วยให้สามารถเข้าถึงชุดข้อมูลขนาดใหญ่ขึ้นและปรับปรุงการใช้ประโยชน์ของ GPU โดยการย้ายข้อมูลให้ใกล้กับทรัพยากรการประมวลผลได้มากขึ้น

โครงการ NVIDIA Storage-Next นั้นเรียกร้องให้ผู้ผลิต SSD ออกแบบไดรฟ์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเวิร์กโหลด AI ที่เริ่มต้นด้วย GPU โครงการนี้จะช่วยขยายขีดความสามารถของ HBM อย่างมีประสิทธิภาพโดยการทำให้ GPU สามารถเข้าถึงหน่วยความจำแบบแฟลชได้ ทาง Kioxia นั้นสนับสนุนโครงการของ NVIDIA ด้วย SSD ซีรีส์ KIOXIA GP ซึ่งใช้หน่วยความจำ KIOXIA XL-FLASH™ Storage Class Memory ที่มีความหน่วงต่ำและประสิทธิภาพสูง และมีความโดดเด่นในสถาปัตยกรรมนี้ โดยให้ IOPS ที่สูงกว่า การเข้าถึงข้อมูลที่ละเอียดกว่า (512 ไบต์) และการใช้พลังงานต่อ IO ที่ต่ำกว่า เมื่อเทียบกับ SSD TLC แบบดั้งเดิมของ Kioxia

“Kioxia สนับสนุนโครงการ NVIDIA Storage-Next อย่างเต็มที่ และจะส่งมอบ SSD ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อตอบสนองความต้องการหน่วยความจำที่ GPU สามารถเข้าถึงได้อย่างมีประสิทธิภาพ” Makoto Hamada ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่าย SSD ของ Kioxia Corporation กล่าว “ความร่วมมือครั้งนี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการกำหนดอนาคตของสถาปัตยกรรมจัดเก็บข้อมูลสำหรับ AI”

Kioxia ยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการผลักดันความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในด้าน AI และการประมวลผลประสิทธิภาพสูง ผ่านนวัตกรรมอย่างต่อเนื่องและความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ โดยตระกูล SSD ซีรีส์ KIOXIA GP นั้นได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของเวิร์กโหลด AI ในด้านต่างๆ

นอกจากนี้ โมเดล AI กำลังขยายขนาดอย่างรวดเร็วไปสู่พารามิเตอร์ระดับล้านล้านล้าน ในขณะที่หน้าต่างบริบทได้ขยายไปสู่โทเค็นระดับล้าน ทำให้ความต้องการแคช KV (Key Value) เพิ่มขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน สถาปัตยกรรม เช่น Context Memory Storage (CMX) ของ NVIDIA ได้ตระหนักถึงความจำเป็นในการขยายลำดับชั้นของหน่วยความจำให้เกินกว่าหน่วยความจำ GPU โดยใช้พื้นที่จัดเก็บข้อมูลประสิทธิภาพสูง SSD PCIe® 5.0 E3.S รุ่น CM9 ของ KIOXIA ซึ่งมีความจุ TLC 25.6 TB พร้อมความทนทาน 3 DWPD ที่ให้ประสิทธิภาพ ความจุ และความทนทานที่จำเป็นในการรองรับสภาพแวดล้อมการอนุมานขนาดใหญ่เหล่านี้ โดย KIOXIA เชื่อว่าพื้นที่จัดเก็บข้อมูลประเภทนี้จะมีบทบาทสำคัญในการขยายโครงสร้างพื้นฐานการอนุมาน AI ที่มีประสิทธิภาพและคุ้มค่า โดยตัวอย่างสินค้าจะเริ่มมีการจัดส่งในไตรมาสที่ 3 ปี 2026 นี้

KIOXIA จะสาธิตโปรแกรมจำลอง Super High IOPS SSD และนวัตกรรมเทคโนโลยีอื่นๆ ที่งาน NVIDIA GTC บูธหมายเลข 3522

หมายเหตุ:

ภาพสินค้าอาจแตกต่างจากสินค้าจริง

NVIDIA และ Storage-Next เป็นเครื่องหมายการค้าและ/หรือเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ NVIDIA Corporation ในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ

PCIe เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ PCI-SIG

ชื่อบริษัท ชื่อผลิตภัณฑ์ และชื่อบริการอื่นๆ อาจเป็นเครื่องหมายการค้าของบริษัทบุคคลที่สาม

นิยามของความจุ SSD: บริษัท Kioxia กำหนดให้กิโลไบต์ (KB) เท่ากับ 1,000 ไบต์ เมกะไบต์ (MB) เท่ากับ 1,000,000 ไบต์ กิกะไบต์ (GB) เท่ากับ 1,000,000,000 ไบต์ เทราไบต์ (TB) เท่ากับ 1,000,000,000,000 ไบต์ และกิบิไบต์ (KiB) เท่ากับ 1,024 ไบต์ อย่างไรก็ตาม ระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์จะรายงานความจุโดยใช้เลขยกกำลังของ 2 เช่น 1GB = 2^30 ไบต์ = 1,073,741,824 ไบต์ และ 1TB = 2^40 ไบต์ = 1,099,511,627,776 ไบต์ ดังนั้นจึงแสดงความจุที่น้อยกว่าความเป็นจริง พื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่ใช้งานได้ (รวมถึงตัวอย่างไฟล์มีเดียประเภทต่างๆ) จะแตกต่างกันไปตามขนาดไฟล์ รูปแบบ การตั้งค่า ซอฟต์แวร์และระบบปฏิบัติการ และ/หรือแอปพลิเคชันซอฟต์แวร์ที่ติดตั้งไว้ล่วงหน้า หรือเนื้อหาของไฟล์มีเดีย ความจุที่จัดรูปแบบแล้วจริงอาจแตกต่างออกไป

เกี่ยวกับ Kioxia

Kioxia Kioxia เป็นผู้นำระดับโลกด้านโซลูชันหน่วยความจำ ซึ่งทุ่มเทให้กับการพัฒนา การผลิต และการจำหน่ายหน่วยความจำแฟลชและโซลิดสเตตไดรฟ์ (SSD) ในเดือนเมษายน 2017 บริษัท Toshiba Memory ซึ่งเป็นชื่อก่อนหน้าของบริษัทได้แยกตัวออกมาจาก Toshiba Corporation ซึ่งเป็นบริษัทที่คิดค้นหน่วยความจำแฟลช NAND ในปี 1987 Kioxia มุ่งมั่นที่จะยกระดับโลกด้วย “หน่วยความจำ” โดยนำเสนอผลิตภัณฑ์ บริการ และระบบที่สร้างทางเลือกให้กับลูกค้าและสร้างคุณค่าจากหน่วยความจำให้กับสังคม เทคโนโลยีหน่วยความจำแฟลช 3D เชิงนวัตกรรมของ Kioxia อย่าง BiCS FLASH™ กำลังสร้างอนาคตของการจัดเก็บข้อมูลในแอปพลิเคชันความหนาแน่นสูง รวมถึงสมาร์ทโฟนขั้นสูง พีซี ระบบยานยนต์ ศูนย์ข้อมูล และระบบ AI เชิงสร้างสรรค์

ข้อมูลในเอกสารนี้ รวมถึงราคาและรายละเอียดสินค้า เนื้อหาของบริการ และข้อมูลติดต่อ มีความถูกต้อง ณ วันที่ประกาศ แต่ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260316827516/en

Contacts

การสอบถามสำหรับสื่อ:
Kioxia Corporation
ฝ่ายบริหารการส่งเสริมการขาย
Satoshi Shindo
Tel: +81-3-6478-2404

ที่มา: Kioxia Corporation

KIOXIA ประสบความสำเร็จในการสร้างฐานข้อมูลเวกเตอร์ค้นหาแบบมิติสูงขนาด 4.8 พันล้านเวกเตอร์บนเซิร์ฟเวอร์เดียว พร้อมเร่งความเร็วในการสร้างดัชนีได้ถึง 7.8 เท่าผ่าน GPU

Logo

ใช้ประโยชน์จากไลบรารี NVIDIA cuVS ร่วมกับเทคโนโลยี KIOXIA AiSAQ เพื่อสร้างดัชนีเวกเตอร์ขนาด 1024 มิติ โดยใช้ DRAM น้อยที่สุด

โตเกียว–(BUSINESS WIRE)–17 มีนาคม 2026

Kioxia Corporation ในวันนี้ ได้ประกาศถึงความสำเร็จในการสาธิตการค้นหาเวกเตอร์มิติสูงที่รองรับเวกเตอร์ได้ถึง 4.8 พันล้านเวกเตอร์บนเซิร์ฟเวอร์เดียว ด้วยเทคโนโลยีการค้นหาเพื่อนบ้านที่ใกล้ที่สุดโดยประมาณ (ANNS) ของ KIOXIA AiSAQ™ แบบโอเพนซอร์ส นอกจากนี้ Kioxia ยังแสดงให้เห็นถึงการลดเวลาในการสร้างดัชนีลงอย่างมากโดยใช้ประโยชน์จากการเร่งความเร็ว GPU ผ่าน NVIDIA cuVS อีกด้วย ความสำเร็จทั้งสองนี้ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญสำหรับโซลูชันการค้นหาแบบเสริมการสร้างข้อมูล (RAG) ซึ่งในขณะนี้กำลังดำเนินการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับการใช้งานในวงกว้างที่มากกว่า 4.8 พันล้านเวกเตอร์

เวลาในการสร้างดัชนีบนฐานข้อมูลเวกเตอร์ขนาดใหญ่นั้นเป็นปัญหาสำคัญของอุตสาหกรรม โดย Kioxia ร่วมกับ NVIDIA ได้แสดงให้เห็นถึงการปรับปรุงเวลาในการสร้างดัชนี KIOXIA AiSAQ สำหรับเวกเตอร์มิติสูง 1024 มิติได้สูงสุดถึง 20 เท่า และการปรับปรุงเวลาในการสร้างดัชนีแบบครบวงจรได้สูงสุดถึง 7.8 เท่า การปรับปรุง 20 เท่านี้หมายถึงการลดลงจาก 28.4 วันเมื่อใช้ CPU เหลือเพียง 1.4 วันเมื่อใช้ NVIDIA Hopper GPU จำนวนสี่ตัวเพื่อสร้างดัชนี และลดระยะเวลาการทดสอบแบบครบวงจรจาก 31 วันเหลือ 4 วัน1

ปัจจุบันแอปพลิเคชัน AI อาจต้องพึ่งพาข้อมูลเวกเตอร์ปริมาณมหาศาลถึงหลายหมื่นล้านเวกเตอร์หรือมากกว่านั้น ซึ่งจัดเก็บไว้ใน SSD ในขณะที่ DRAM เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอแม้ในระดับพันล้านเวกเตอร์ โดยทาง Kioxia สามารถช่วยให้สถาปัตยกรรมจัดเก็บข้อมูลมีความสามารถในการปรับขนาดสูงด้วยเทคโนโลยี KIOXIA AiSAQ โดยสามารถค้นหาข้อมูลได้ในระดับพันล้านเวกเตอร์ ซึ่งเกินข้อกำหนดด้านความหน่วงของแอปพลิเคชัน RAG โดยใช้เซิร์ฟเวอร์ค้นหาเพียงตัวเดียวในสภาพแวดล้อม Milvus vectorDB ที่ขับเคลื่อนด้วยการเร่งความเร็ว GPU ในการสร้างดัชนี ทำให้การใช้งานในระดับขนาดใหญ่นั้นเป็นไปได้จริง

“ฐานข้อมูลเวกเตอร์เป็นรากฐานสำคัญสำหรับแอปพลิเคชันที่ต้องการทำความเข้าใจเจตนา บริบท และความคล้ายคลึงกันในชุดข้อมูลขนาดใหญ่ที่ไม่มีโครงสร้างแบบเรียลไทม์” Jason Hardy รองประธานฝ่ายเทคโนโลยีจัดเก็บข้อมูลของ NVIDIA กล่าว “ด้วยการใช้การจัดทำดัชนีแบบเร่งความเร็วด้วย GPU จากไลบรารี NVIDIA cuVS ทำให้ Kioxia สามารถรองรับฐานข้อมูลเวกเตอร์มิติสูงที่สามารถปรับขนาดและสร้างดัชนีได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน”

ตั้งแต่การประกาศครั้งแรกเมื่อปีที่แล้วเทคโนโลยีซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส KIOXIA AiSAQ สามารถช่วยแก้ปัญหาความท้าทายด้านความสามารถในการขยายขนาดของ RAG โดยการเปิดใช้งานการค้นหาเวกเตอร์โดยตรงจาก SSD ด้วยการลดการใช้ DRAM โดยเทคโนโลยี KIOXIA AiSAQ นั้นมีความสามารถในการขยายขนาดสูง ทำให้เหมาะสำหรับทั้งสภาพแวดล้อมแบบหลายเทนแนนท์และการใช้งานดัชนีแบบโมโนลิธิกขนาดใหญ่ โดยเทคโนโลยีนี้จะใช้ประโยชน์จากอัลกอริทึม Global Index ที่ล้ำสมัย ซึ่งผสมผสานการจัดกลุ่มแบบไฮบริดและการค้นหากราฟเพื่อมอบการค้นหาเวกเตอร์ที่มีประสิทธิภาพในระดับขนาดใหญ่ ด้วยตัวเลือกการปรับแต่งที่ยืดหยุ่นในการสร้างสมดุลระหว่างประสิทธิภาพและความสามารถในการขยายขนาดเวกเตอร์ปริมาณมาก โดยซอฟต์แวร์ KIOXIA AiSAQ นั้นสามารถทำให้การใช้งานขนาดใหญ่เข้าถึงได้ง่ายขึ้นและขยายได้ง่ายขึ้น

“การขยายฐานข้อมูลเวกเตอร์ให้มีขนาดหลายพันล้านข้อมูล จำเป็นต้องมีการคิดใหม่ทั้งด้านหน่วยความจำและการประมวลผล” Masashi Yokotsuka กรรมการผู้จัดการและรองประธานฝ่าย SSD ของ Kioxia Corporation กล่าว “ด้วยการผสานรวมการค้นหาเวกเตอร์บน SSD ของ KIOXIA AiSAQ เข้ากับการเร่งความเร็ว GPU ของ NVIDIA สำหรับการสร้างดัชนี เราจึงสามารถสร้างดัชนีที่ใช้งานได้จริงในระดับการใช้งานขนาดใหญ่ได้ ในฐานะผู้นำนวัตกรรมในอุตสาหกรรม เราจะยังคงผลักดันขีดจำกัดของ AI โดยใช้หน่วยความจำแฟลชต่อไป”

Kioxia ยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาโซลูชัน AI ที่ขับเคลื่อนด้วยการจัดเก็บข้อมูล ซึ่งสนับสนุนการประมวลผลข้อมูลอัจฉริยะในระดับขนาดใหญ่ และยังคงพัฒนา KIOXIA AiSAQ อย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับการใช้งานในระดับล้านล้านเวกเตอร์

 ลิงก์สำหรับดาวน์โหลดซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส KIOXIA AiSAQ: https://github.com/kioxia-jp/aisaq-diskann

 หมายเหตุ:
  

 1. ในการทดสอบประสิทธิภาพนี้ มีการประมวลผลข้อมูลเวกเตอร์รวมทั้งหมด 19.66 เทราไบต์ โดยประสิทธิภาพหรือผลการทดสอบอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับอุปกรณ์โฮสต์ สภาพการอ่านและการเขียน ขนาดข้อมูล และปัจจัยอื่นๆ
  

 KIOXIA AiSAQ เป็นเครื่องหมายการค้าของ KIOXIA
  

 ชื่อบริษัท ชื่อผลิตภัณฑ์ และชื่อบริการ อาจเป็นเครื่องหมายการค้าของบริษัทบุคคลที่สาม
  

เกี่ยวกับ Kioxia

Kioxia Kioxia เป็นผู้นำระดับโลกด้านโซลูชันหน่วยความจำ ซึ่งทุ่มเทให้กับการพัฒนา การผลิต และการจำหน่ายหน่วยความจำแฟลชและโซลิดสเตตไดรฟ์ (SSD) ในเดือนเมษายน 2017 บริษัท Toshiba Memory ซึ่งเป็นชื่อก่อนหน้าของบริษัทได้แยกตัวออกมาจาก Toshiba Corporation ซึ่งเป็นบริษัทที่คิดค้นหน่วยความจำแฟลช NAND ในปี 1987 Kioxia มุ่งมั่นที่จะยกระดับโลกด้วย “หน่วยความจำ” โดยนำเสนอผลิตภัณฑ์ บริการ และระบบที่สร้างทางเลือกให้กับลูกค้าและสร้างคุณค่าจากหน่วยความจำให้กับสังคม เทคโนโลยีหน่วยความจำแฟลช 3D เชิงนวัตกรรมของ Kioxia อย่าง BiCS FLASH™ กำลังสร้างอนาคตของการจัดเก็บข้อมูลในแอปพลิเคชันความหนาแน่นสูง รวมถึงสมาร์ทโฟนขั้นสูง พีซี ระบบยานยนต์ ศูนย์ข้อมูล และระบบ AI เชิงสร้างสรรค์

ข้อมูลในเอกสารนี้ รวมถึงราคาและรายละเอียดสินค้า เนื้อหาของบริการ และข้อมูลติดต่อ มีความถูกต้อง ณ วันที่ประกาศ แต่ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Contacts

การสอบถามสำหรับสื่อ:
Kioxia Corporation
ฝ่ายบริหารการส่งเสริมการขาย
Satoshi Shindo
โทร.: +81-3-6478-2404

ที่มา: Kioxia Corporation

The Bangkok Reporter