NIPPON KINZOKU เปิดตัว “พื้นผิวสเตนเลสสตีลตกแต่งสำหรับการใช้งานภายนอก” แบบใหม่ รังสรรค์งานออกแบบเมทัลลิกที่หลากหลาย ตั้งแต่ความเงางามราวกับกระจกไปจนถึงสีดำสนิท

Logo

การส่งมอบประสิทธิภาพขั้นสุดท้ายตั้งแต่ขั้นตอนการเลือกวัสดุเพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการผลิตและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม –

กรุงโตเกียว–(BUSINESS WIRE)–01 กรกฎาคม 2026

NIPPON KINZOKU CO., LTD. (สำนักงานใหญ่: เขตมินาโตะ กรุงโตเกียว; ประธานบริษัท: ยาสุชิ ชิโมคาวะ; TOKYO: 5491) ผู้ผลิตสเตนเลสสตีลรีดเย็นชั้นนำ ได้เปิดตัว “พื้นผิวสเตนเลสตกแต่งสำหรับการใช้งานภายนอก” ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ในวันนี้ โดยแถบสเตนเลสสตีลรีดเย็นเกรดพรีเมียมเหล่านี้ซึ่งมีการนำไปใช้อย่างแพร่หลายในชิ้นส่วนคิ้วขอบยานยนต์และตู้ใส่อุปกรณ์โทรคมนาคมได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้ผลิตสามารถลดขั้นตอนการประมวลผลหลังการผลิต เช่น การขัดเงาและการทาสี ออกไปได้ พร้อมทั้งช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างมาก

FB (สีดำเมทัลลิกเนื้อละเอียด): มอบเฉดสีดำเมทัลลิกที่ลุ่มลึกผ่านกระบวนการแทรกสอดและการดูดซับแสงของชั้นฟิล์มออกไซด์ที่โปร่งใสและบางเฉียบ นอกจากนี้ พื้นผิวยังผ่านกระบวนการเพิ่มความแข็งสูตรเฉพาะ เพื่อให้มั่นใจถึงความทนทานต่อการกัดกร่อนและการสึกหรอได้อย่างยอดเยี่ยม M-FB (สีดำเมทัลลิกเนื้อด้าน): พื้นผิวเนื้อด้านของซีรีส์ FB ที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดสำหรับพื้นผิวที่ลดการสะท้อนของแสงและเพิ่มความหรูหราที่เรียบง่ายอย่างมีระดับให้กับผลิตภัณฑ์ซีรีส์ FB BA5 (ผิวเงากระจก): พื้นผิว BA มาตรฐานของเรา ซึ่งใช้เทคโนโลยีอันเป็นกรรมสิทธิ์เฉพาะตัว ทำให้ได้ความเงางามที่เหนือกว่าการอบอ่อนแบบเงาทั่วไป PW (สีขาวประกายมุก): พื้นผิวกึ่งเงากึ่งด้านซึ่งออกแบบมาเพื่อความสวยงามในโทน “สีขาว” ที่ดูประณีต พร้อมมอบผิวสัมผัสที่ดูเรียบหรูและสุขุม มีให้เลือกหลายระดับ (PW3–PW10) เพื่อตอบสนองความต้องการความหยาบของพื้นผิวที่แตกต่างกัน

คุณลักษณะและประโยชน์ของผลิตภัณฑ์
“พื้นผิวสเตนเลสสตีลตกแต่งสำหรับการใช้งานภายนอก” ของ NIPPON KINZOKU มีตัวเลือกด้านความสวยงามที่หลากหลาย และนิยมนำไปใช้งานอย่างกว้างขวางกับชิ้นส่วนตกแต่งภายนอกของยานยนต์ รวมถึงเคสภายนอกของสมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์พกพา
จุดแข็งของเราอยู่ที่กระบวนการผลิตอันต่อเนื่องแบบ “ม้วนต่อม้วน” ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการพัฒนาอย่างประณีตผ่านความเชี่ยวชาญด้านการรีดเย็นมานานหลายทศวรรษ ทำให้เราสามารถส่งมอบงานออกแบบที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวควบคู่ไปกับคุณภาพที่สม่ำเสมอด้วยประสิทธิภาพการผลิตในระดับสูง
เนื่องจากพื้นผิวตกแต่งได้รับการผสานเข้ากับเนื้อวัสดุโดยตรง ผลิตภัณฑ์ของเราจึงมีข้อได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ดังนี้

  •  กระบวนการผลิตไม่ซับซ้อน: ช่วยลดขั้นตอนการขัดเงา การพ่นสี และการปรับสภาพผิวขั้นที่สอง (เช่น การทำอโนไดซ์) ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนจากการผลิตสูงขึ้นและต้นทุนรวมลดลง
  •  ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม: ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) ด้วยการปรับลดขั้นตอนในกระบวนการผลิต และในฐานะ “ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้พร้อมสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านระดับโลกสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050

รูปแบบหลากหลาย (กลุ่มผลิตภัณฑ์พื้นผิวตกแต่ง)
เรามีพื้นผิวตกแต่งพร้อมรองรับความต้องการในการใช้งานเฉพาะด้านและแนวคิดด้านการออกแบบดังต่อไปนี้
https://www.nipponkinzoku.co.jp/assets/images/2026/06/Surface-Finish-Lineup.png

นอกจากนี้ ยังมีพื้นผิวแบบมาตรฐาน 2D (ผ่านการอบอ่อนและการกัดกรด) และแบบ 2B (ผ่านการรีดปรับผิวเรียบ) ให้เลือกใช้ ทั้งนี้เรายังเสนอบริการปรับแต่งตามความต้องการโดยการผสมผสานพื้นผิวรูปแบบต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เพื่อสร้างพื้นผิวที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าโดยเฉพาะ

คลิกดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่
https://www.nipponkinzoku.co.jp/assets/images/2026/06/20260701-En-Press-Release.pdf

เกี่ยวกับ NIPPON KINZOKU Group
มีการนำผลิตภัณฑ์ของเราไปใช้ในหลากหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่อุตสาหกรรมที่ต้องการความแม่นยำสูงไปจนถึงอุตสาหกรรมก่อสร้าง https://www.nipponkinzoku.co.jp/en/

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260630911420/en

Contacts

NIPPON KINZOKU CO., LTD.
แผนกกระบวนการผลิตและการสนับสนุน
https://www.nipponkinzoku.co.jp/en/inquiry

ที่มา: NIPPON KINZOKU CO., LTD.

Toshiba เปิดตัว Power MOSFET ชนิด N-Channel ขนาด 80V โดยใช้กระบวนการผลิตเจเนอเรชันล่าสุด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในศูนย์ข้อมูลปัญญาประดิษฐ์ (AI)

Logo

เมืองคาวาซากิ ประเทศญี่ปุ่น–(BUSINESS WIRE)–30 มิถุนายน 2026

Toshiba Electronic Devices & Storage Corporation (“Toshiba”) เปิดตัว “ TPM1R408RH” Power MOSFET ชนิด N-Channel ขนาด 80V ที่ผลิตด้วยเทคโนโลยี U-MOS11-H ซึ่งเป็นกระบวนการผลิตเจเนอเรชันล่าสุดของ Toshiba[1] MOSFET รุ่นนี้มุ่งเน้นการใช้งานในอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น แหล่งจ่ายไฟแบบสวิตช์โหมดสำหรับอุปกรณ์อุตสาหกรรมที่ใช้ในศูนย์ข้อมูลปัญญาประดิษฐ์และสถานีฐานระบบสื่อสารโทรคมนาคม โดยเริ่มจัดส่งสินค้าตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

Toshiba: Power MOSFET ชนิด N-channel ขนาด 80V รุ่น “TPM1R408RH” ผลิตด้วยกระบวนการ U-MOS11-H ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเจเนอเรชันล่าสุดของ Toshiba

การเติบโตอย่างต่อเนื่องของการประมวลผลด้วยปัญญาประดิษฐ์ส่งผลให้ความต้องการพลังงานไฟฟ้าในศูนย์ข้อมูลเพิ่มสูงขึ้น ในขณะเดียวกัน ความก้าวหน้าของโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารก็ยิ่งทำให้ความต้องการแหล่งจ่ายไฟแบบสวิตช์โหมดมีความเข้มงวดมากขึ้น โดยต้องมีประสิทธิภาพที่สูงขึ้น มีขนาดที่เล็กลง (ความหนาแน่นของกำลังไฟฟ้าสูงขึ้น) และมีสัญญาณรบกวนทางแม่เหล็กไฟฟ้า (EMI) ที่ต่ำลง เนื่องจากการสูญเสียพลังงานไฟฟ้าส่งผลกระทบโดยตรงต่อการใช้พลังงานของระบบ การเกิดความร้อน และภาระของระบบทำความเย็น ดังนั้น การเลือกใช้สารกึ่งตัวนำกำลังที่มีคุณสมบัติช่วยลดทั้งการสูญเสียจากการนำกระแสไฟฟ้าและการสูญเสียจากการสลับสถานะอย่างสมดุลจึงเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่ระบบในภาพรวม ทั้งด้านการลดสัญญาณรบกวนทางแม่เหล็กไฟฟ้า การออกแบบระบบระบายความร้อน และความสะดวกในการติดตั้งอุปกรณ์

TPM1R408RH โดดเด่นด้วยโครงสร้างอุปกรณ์ที่ได้รับการปรับแต่งให้มีความเหมาะสม และสามารถทำค่าความต้านทานขณะเปิดได้ต่ำสุดถึง 1.4 มิลลิโอห์ม (ค่าสูงสุด)[2] ซึ่งต่ำลงประมาณ 26% เมื่อเทียบกับรุ่น “TPM1R908QM” ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ขนาด 80V ของ Toshiba ที่ผลิตด้วยกระบวนการ U-MOS X-H เจเนอเรชันก่อนหน้า นอกจากนี้ ยังปรับปรุงความสมดุลระหว่างค่าความต้านทานขณะเปิด (RDS(ON) ) และค่าประจุไฟฟ้าทั้งหมดที่เกต (Qg ) ส่งผลให้ดัชนีชี้วัดประสิทธิภาพลดลงประมาณ 45%, RDS(ON) × Qg เมื่อเทียบกับรุ่น TPM1R908QM ซึ่งคุณลักษณะเหล่านี้แสดงถึงระดับการสูญเสียพลังงานที่ต่ำ[3] ในระดับแนวหน้าของอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ TPM1R408RH ยังช่วยลดแรงดันกระชากที่เกิดขึ้นระหว่างเดรนและซอร์สขณะสลับสถานะ ทำให้สัญญาณรบกวนทางแม่เหล็กไฟฟ้าในแหล่งจ่ายไฟแบบสวิตช์โหมดลดลงได้เป็นอย่างดี ซึ่งโดยปกติแล้ว การขจัดสัญญาณรบกวนทางแม่เหล็กไฟฟ้ามักจำเป็นต้องมีการแก้ไขงานในขั้นตอนท้าย ๆ ของการออกแบบระบบ แต่การยับยั้งแรงดันกระชากที่เกิดขึ้นจากตัวอุปกรณ์ตั้งแต่ต้นจะช่วยลดขั้นตอนการแก้ไขงานดังกล่าว อีกทั้งช่วยให้การออกแบบวงจรกรองสัญญาณและวงจรสนับเบอร์เป็นไปได้โดยง่ายและไม่ซับซ้อน

ผลิตภัณฑ์ใหม่นี้ใช้ตัวถังแบบ SOP Advance(E) ซึ่งช่วยลดค่าความต้านทานไฟฟ้าของตัวถังลงได้ประมาณ 65% และลดค่าความต้านทานความร้อนลงได้ประมาณ 15% เมื่อเทียบกับตัวถังแบบ SOP Advance(N) รุ่นปัจจุบันของ Toshiba ทั้งนี้ ตัวถังรุ่นใหม่นี้ช่วยสนับสนุนการออกแบบอุปกรณ์จ่ายไฟให้สามารถจ่ายกำลังไฟได้สูงขึ้นและมีขนาดที่กะทัดรัดยิ่งขึ้นด้วยการยับยั้งการเกิดความร้อนและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายความร้อน

Toshiba ยังมีเครื่องมือที่ช่วยสนับสนุนการออกแบบวงจรสำหรับอุปกรณ์จ่ายไฟแบบสวิตช์โหมด โดยนอกเหนือจากโมเดล G0 SPICE ที่ใช้ตรวจสอบการทำงานของวงจรได้อย่างรวดเร็วแล้ว ยังมี โมเดล G2 SPICE ที่มีความแม่นยำสูง ซึ่งสามารถจำลองคุณลักษณะสภาวะชั่วขณะได้อย่างเสมือนจริงพร้อมให้ใช้งานอีกด้วย นอกจากนี้ เครื่องมือจำลองวงจรออนไลน์บนเว็บไซต์ของ Toshiba ยังช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบการทำงานของวงจรผ่านเว็บเบราว์เซอร์ได้อย่างง่ายดายโดยไม่จำเป็นต้องติดตั้งสภาพแวดล้อมสำหรับการจำลองระบบหรือดาวน์โหลดโมเดลของอุปกรณ์ (เครื่องมือจำลองวงจรออนไลน์: ที่นี่ )

Toshiba จะยังคงเดินหน้าขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ Power MOSFET ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการพลังงานของอุปกรณ์จ่ายไฟอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าในอุปกรณ์อุตสาหกรรมต่อไป

หมายเหตุ:
[1] ข้อมูล ณ เดือนมิถุนายน 2026 อ้างอิงตามกระบวนการผลิต Power MOSFET แรงดันไฟฟ้าต่ำของ Toshiba
[2] VGS =10V, ID =50A, Ta =25°C
[3] การสำรวจข้อมูลของ Toshiba ณ เดือนมิถุนายน 2026

การนำไปใช้งาน

อุปกรณ์อุตสาหกรรม

  • แหล่งจ่ายไฟแบบสวิตช์โหมดสำหรับศูนย์ข้อมูลปัญญาประดิษฐ์และสถานีฐานระบบสื่อสารโทรคมนาคม

คุณสมบัติเด่น

  •  ค่าความต้านทานขณะเปิดต่ำ: RDS(ON) =1.4 มิลลิโอห์ม (ค่าสูงสุด) (VGS =10V, ID =50A, Ta =25°C)
  •  ค่าความต้านทานขณะเปิด × ค่าประจุไฟฟ้าทั้งหมดที่เกต: RDS(ON) ×Qg = 1.4 มิลลิโอห์ม × 80 นาโนคูลอมบ์ = 112 มิลลิโอห์ม・นาโนคูลอมบ์ (ซึ่งต่ำลงประมาณ 45% เมื่อเทียบกับรุ่น TPM1R908QM ที่มีค่าเท่ากับ 1.9 มิลลิโอห์ม × 108 นาโนคูลอมบ์ = 205.2 มิลลิโอห์ม・นาโนคูลอมบ์)
  • การเลือกใช้ตัวถังแบบ SOP Advance(E) ที่มีความต้านทานไฟฟ้าของตัวถังต่ำ และมีความต้านทานความร้อนต่ำ

ข้อมูลจำเพาะหลัก

 (นอกจากจะระบุไว้เป็นอย่างอื่น, Ta =25°C)

รหัสสินค้า

 TPM1R408RH

ขีดจำกัดสูงสุดที่ยอมรับได้

 แรงดันไฟฟ้าระหว่างเดรนและซอร์ส VDSS (V)

80

 กระแสไฟฟ้าที่เดรน (DC) ID (A)

 Tc =25°C

288

 อุณหภูมิของแชนเนล Tch (°C)

175

คุณลักษณะทางไฟฟ้า

 ความต้านทานขณะนำกระแสระหว่างเดรนและซอร์ส RDS(ON) (mΩ)

 VGS =10V

ค่าสูงสุด

1.4

 VGS =8V

ค่าสูงสุด

1.7

 ค่าประจุไฟฟ้าทั้งหมดที่เกต Qg (nC)

 VGS =10V

ค่าปกติ

80

 ค่าประจุไฟฟ้าการสวิตช์ที่เกต Qsw (nC)

ค่าปกติ

23

 ค่าประจุไฟฟ้าเอาท์พุต Qoss (nC)

ค่าปกติ

161

 เวลาในการฟื้นตัวย้อนกลับ trr (ns)

ค่าปกติ

74

 ค่าประจุไฟฟ้าในการฟื้นตัวย้อนกลับ Qrr (nC)

ค่าปกติ

115

ตัวถัง

ชื่อ

 SOP Advance(E)

ขนาด (มม.)

ค่าปกติ

4.9×6.1×1.0

การดูตัวอย่างสินค้าและความพร้อมจัดส่ง

 สั่งซื้อออนไลน์

คลิกที่ลิงก์ด้านล่างเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ใหม่นี้
TPM1R408RH

คลิกที่ลิงก์ด้านล่างเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ MOSFET ของ Toshiba
MOSFET

คุณสามารถตรวจสอบความพร้อมให้บริการผลิตภัณฑ์ใหม่นี้กับตัวแทนจำหน่ายออนไลน์ได้ที่:
TPM1R408RH
สั่งซื้อออนไลน์

* ชื่อบริษัท ชื่อผลิตภัณฑ์ และชื่อบริการ อาจเป็นเครื่องหมายการค้าของบริษัทรายนั้น ๆ
* ข้อมูลในเอกสารฉบับนี้ รวมถึงราคาสินค้า ข้อมูลจำเพาะ เนื้อหาการบริการ และข้อมูลการติดต่อ เป็นข้อมูลที่ถูกต้อง ณ วันที่ออกประกาศนี้ แต่อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

เกี่ยวกับ Toshiba Electronic Devices & Storage Corporation

Toshiba Electronic Devices & Storage Corporation ซัพพลายเออร์ชั้นนำด้านโซลูชันเซมิคอนดักเตอร์และการจัดเก็บข้อมูลขั้นสูง ใช้ประสบการณ์และนวัตกรรมมากกว่าครึ่งศตวรรษเพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์เซมิคอนดักเตอร์แบบแยกส่วน ระบบ LSI และผลิตภัณฑ์ HDD ที่โดดเด่นให้กับลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจต่างๆ

โดยพนักงานกว่า 17,400 คนทั่วโลกของบริษัทยังคงมีความมุ่งมั่นที่จะเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ให้สูงสุด และส่งเสริมความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับลูกค้าในการร่วมสร้างมูลค่าและตลาดใหม่ๆ โดยบริษัทยังมุ่งหวังที่จะร่วมสร้างและสนับสนุนอนาคตที่ดีกว่าสำหรับผู้คนในทุกๆ ที่

ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://toshiba.semicon-storage.com/ap-en/top.html

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260629095995/en

Contacts

ช่องทางสอบถามข้อมูลสำหรับลูกค้า:
แผนกการขายและการตลาดอุปกรณ์กำลังและสัญญาณขนาดเล็ก
โทร: +81-44-548-2216
ติดต่อเรา

ช่องทางสอบถามข้อมูลสำหรับสื่อ:
ซี. นางาซาวา
แผนกสื่อสารองค์กรและข่าวกรองการตลาด
Toshiba Electronic Devices & Storage Corporation
semicon-NR-mailbox@ml.toshiba.co.jp

ที่มา: Toshiba Electronic Devices & Storage Corporation

COOCON ขยายธุรกิจข้อมูลบน MCP สำหรับยุคของเอเจนต์ AI

Logo

  • มุ่งมั่นในการแปลง API ข้อมูลทางการเงินและข้อมูลสาธารณะให้เป็น “เซิร์ฟเวอร์ MCP” เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นสำหรับการบูรณาการเอเจนต์ AI
  • เข้าร่วมกลุ่มมาตรฐาน AI ระดับโลก “AAIF” เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับบริษัททั่วโลกกว่า 180 แห่ง
  • คาดการณ์กลไกการเติบโตใหม่ๆ โดยการขยายสายผลิตภัณฑ์ MCP ท่ามกลางการใช้งานเอเจนต์ AI ที่เพิ่มสูงขึ้น

กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้–(BUSINESS WIRE)–29 มิถุนายน 2026

COOCON (CEO Kim Jong-hyun, KOSDAQ: 294570) บริษัทแพลตฟอร์มข้อมูลธุรกิจในประเทศเกาหลีใต้ ประกาศเมื่อวันที่ 29 มิถุนายนว่ากำลังเร่งผลักดันเข้าสู่ธุรกิจข้อมูลที่ใช้โปรโตคอล Model Context Protocol (MCP) สำหรับยุคของเอเจนต์ AI

ตามแผนดังกล่าว COOCON ตั้งเป้าที่จะเติบโตเป็น “ศูนย์กลางข้อมูลเฉพาะสำหรับเอเจนต์ AI” โดยการส่งมอบข้อมูลที่มีอยู่ให้อยู่ในรูปแบบ MCP เพื่อให้เอเจนต์ AI สามารถใช้งานได้โดยตรง ด้วยประสบการณ์กว่า 20 ปีในการรวบรวมและเชื่อมต่อข้อมูลในภาคการเงิน ภาครัฐ โลจิสติกส์ และโทรคมนาคม COOCON คาดว่าจะสร้างฐานที่มั่นคงในตลาดข้อมูลบนเซิร์ฟเวอร์ MCP

MCP ซึ่งเปิดตัวโดย Anthropic ในเดือนพฤศจิกายน 2024 เป็นข้อกำหนดมาตรฐานการสื่อสารที่รวมวิธีการเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน ทำให้เอเจนต์ AI สามารถสอบถามและใช้งานข้อมูลและระบบภายนอกได้โดยตรง ในขณะที่อุตสาหกรรม AI กำลังเปลี่ยนไปสู่เอเจนต์ AI ที่โต้ตอบกับระบบภายนอกอย่างอิสระเพื่อปฏิบัติงานต่างๆ อย่างรวดเร็ว ระบบนิเวศที่ใช้ MCP เป็นมาตรฐานสำหรับการเชื่อมต่อเอเจนต์กับระบบภายนอกก็กำลังขยายตัวเช่นกัน

จากสถานการณ์ดังกล่าว บริษัทผู้ให้บริการชำระเงินระดับโลกอย่าง PayPal และ Stripe ได้เริ่มเปิดใช้งานเอเจนต์ AI เพื่อดำเนินการชำระเงินโดยตรงผ่านโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่แล้ว ในเกาหลี โดยเฉพาะในภาคการเงิน บริษัทต่างๆ กำลังสำรวจบริการที่ผสานรวมเอเจนต์ AI มากขึ้นเรื่อยๆ ภาคการชำระเงินยังพยายามปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบการชำระเงินโดยการผสานรวม MCP เข้ากับแพลตฟอร์มของตนเพื่อให้มั่นใจได้ถึงความเข้ากันได้กับเครื่องมือเขียนโค้ด AI ภายนอก

ภายใต้แนวโน้มเหล่านี้ COOCON วางแผนที่จะเปิดตัว “โซนข้อมูลเฉพาะที่พร้อมใช้งานสำหรับ AI” บนแพลตฟอร์มข้อมูลธุรกิจ COOCON.NET ในเดือนกรกฎาคม และแนะนำผลิตภัณฑ์ MCP โดยจะเริ่มด้วยผลิตภัณฑ์ประมาณ 30 รายการ ขยายเป็นผลิตภัณฑ์มากกว่า 100 รายการภายในสิ้นปี และเปิดตัวผลิตภัณฑ์ทั้งหมดภายในปี 2027

สิ่งนี้จะช่วยให้บริษัทต่างๆ สามารถใช้ข้อมูลภายนอกที่จำเป็นสำหรับเอเจนต์ AI ผ่าน COOCON ได้อย่างราบรื่นในรูปแบบมาตรฐาน โดยไม่ต้องทำการผสานรวมข้อมูลด้วยตนเอง COOCON จะให้ความสำคัญกับการแปลงข้อมูลที่ใช้งานบ่อยและมีการเข้าถึงสูงให้เป็น MCP โดยมุ่งเป้าไปที่ทั้งบริษัทที่เพิ่งนำเทคโนโลยี AI มาใช้และลูกค้าปัจจุบันที่ต้องการเปลี่ยนแปลงไปสู่ ​​AI

เพื่อขยายการมีส่วนร่วมในระบบนิเวศมาตรฐานระดับโลก COOCON ได้เข้าร่วมกลุ่มพันธมิตรระดับโลกของ Linux Foundation ที่ชื่อว่า Agentic AI Foundation (AAIF) เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน นอกจากนี้ ยังมีการเข้าร่วม MCP Working Group ร่วมกับองค์กรกว่า 180 แห่ง รวมถึง Anthropic, OpenAI, Google, Microsoft, Circle, Tron และ Stripe เพื่อช่วยกำหนดมาตรฐานระดับโลกและเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันในยุค AI

COOCON คาดว่าธุรกิจข้อมูลที่ใช้ MCP จะช่วยผลักดันผลประกอบการทางการเงินให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เนื่องจากระบบอัตโนมัติของเวิร์กโฟลว์จะขับเคลื่อนการขอข้อมูลอย่างต่อเนื่องจากเอเจนต์ AI ปริมาณการโทรที่เพิ่มขึ้น และกลุ่มผลิตภัณฑ์ AI โดยเฉพาะจะช่วยกระจายฐานรายได้ของบริษัท

โครงสร้างธุรกิจของ COOCON ซึ่งครอบคลุมทั้งบริการข้อมูลและบริการชำระเงิน นำเสนอข้อได้เปรียบที่โดดเด่นในยุค AI โดยต่อยอดจากธุรกิจข้อมูล COOCON จะขยายผลิตภัณฑ์การชำระเงินที่รองรับเอเจนต์ AI และเชื่อมโยงเข้ากับธุรกิจการชำระเงินทั้งในประเทศและต่างประเทศ

Kim Jong-hyun, CEO ของ COOCON กล่าวว่า “หัวใจสำคัญของยุค AI คือการเปิดโอกาสให้เอเจนต์เข้าถึงข้อมูลที่เชื่อถือได้ ด้วยประสบการณ์กว่า 20 ปีของเราในการรวบรวมและเชื่อมต่อข้อมูล COOCON มุ่งมั่นที่จะพัฒนาไปไกลกว่าการให้บริการ API ที่มนุษย์ใช้ และก้าวไปสู่การเป็นบริษัทที่ให้บริการข้อมูลที่ AI นำไปใช้โดยตรง”

และกล่าวเสริมว่า “โครงสร้างธุรกิจที่เป็นเอกลักษณ์ของ COOCON ซึ่งสร้างขึ้นบนมาตรฐาน MCP แบบเปิด จะทำหน้าที่เป็นประตูสู่ระบบนิเวศของเอเจนต์ AI ระดับโลก ผมมั่นใจว่าธุรกิจข้อมูล MCP ที่กำลังก่อตัวขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้จะขับเคลื่อนการเติบโตใหม่และเป็นเสาหลักสำคัญในการเพิ่มมูลค่าขององค์กร”

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Contacts

Webcash สำหรับ COOCON
Do-Yeol Kim
+82-2-3774-4743
dykim@webcash.co.kr

Min-Ji Kang
+82-2-3774-4755
kmj9845@webcash.co.kr

Min-Ju Lee
+82-2-3779-9103
lmj0326@webcash.co.kr

ที่มา: COOCON

Kioxia ลงนามข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือสำหรับการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ครั้งที่ 20 และการแข่งขันกีฬาเอเชียนพาราเกมส์ครั้งที่ 5

Logo

กรุงโตเกียว–(BUSINESS WIRE)–24 มิถุนายน 2026

Kioxia Corporation ผู้นำระดับโลกด้านโซลูชันหน่วยความจำ มีความยินดีที่จะประกาศการลงนามข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือกับคณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์และกีฬาเอเชียนพาราเกมส์ระหว่างจังหวัดไอจิกับเมืองนาโกย่า เพื่อสนับสนุนการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ครั้งที่ 20 ระหว่างจังหวัดไอจิกับเมืองนาโกย่าในปี 2026 และกีฬาเอเชียนพาราเกมส์ครั้งที่ 5 ระหว่างจังหวัดไอจิกับเมืองนาโกย่าในปี 2026

ในการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ครั้งที่ 20 ซึ่งเป็นการแข่งขันกีฬาครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของเอเชีย ซึ่งเป็นการกลับมาจัดที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกในรอบ 32 ปี และได้มีการบรรจุกีฬาอีสปอร์ตให้เป็นชนิดกีฬาที่มีการชิงเหรียญอย่างเป็นทางการอย่างต่อเนื่อง โดยนักกีฬาจะชิงเหรียญรางวัลในการแข่งขัน 11 ประเภท รวมทั้งสิ้น 13 รายการ ในฐานะที่เป็นผู้ให้บริการด้าน Gaming SSD อย่างเป็นทางการสำหรับเกมต่างๆ ทาง Kioxia จึงได้จัดหา EXCERIA PRO G2 SSD ซึ่งเป็น SSD ส่วนบุคคลที่มีความเร็วสูงสุด เพื่อให้มั่นใจในสภาพแวดล้อมการแข่งขันที่เหมาะสมที่สุดจะช่วยให้ผู้เล่นแสดงฝีมือของตนเองได้อย่างเต็มความสามารถ

ภายใต้พันธกิจ “ยกระดับโลกด้วย ‘หน่วยความจำ’” การเป็นผู้สนับสนุนการแข่งขันทั้งสองรายการของ Kioxia สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการสนับสนุนการเติบโตอย่างต่อเนื่องของกีฬาอีสปอร์ต และช่วยสร้างสังคมดิจิทัลที่มีความมั่งคั่งและหลากหลายมากยิ่งขึ้น

รายละเอียดข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือ

  •  ระดับการเป็นผู้สนับสนุน:
    • การแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ครั้งที่ 20: ซัพพลายเออร์อย่างเป็นทางการระดับ 4
    • การแข่งขันกีฬาเอเชียนพาราเกมส์ครั้งที่ 5: ซัพพลายเออร์อย่างเป็นทางการระดับ 4
  • ระยะเวลาของสัญญา: ตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน (วันที่ทำการลงนามข้อตกลง) ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2026

ภาพรวมของเกมส์การแข่งขัน

  •  การแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ครั้งที่ 20
    • วันที่: 19 กันยายน – 4 ตุลาคม 2026 (กิจกรรมอีสปอร์ต: 23 กันยายน – 2 ตุลาคม 2026)
    • สถานที่: จังหวัดไอจิและเมืองนาโกย่า ซึ่งเป็นเมืองหลวงของจังหวัด
    •  เว็บไซต์อย่างเป็นทางการ: https://www.aichi-nagoya2026.org/en/
  • การแข่งขันกีฬาเอเชียนพาราเกมส์ครั้งที่ 5
    • วันที่: 18 ตุลาคม – 24 ตุลาคม 2026
    • สถานที่: จังหวัดไอจิและเมืองนาโกย่า ซึ่งเป็นเมืองหลวงของจังหวัด
    •  เว็บไซต์อย่างเป็นทางการ: https://www.asianparagames-2026.org/en/  

ภาพรวม Gaming SSD อย่างเป็นทางการ

หมายเหตุ

  • NVMe เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนหรือเครื่องหมายการค้าที่ไม่ได้จดทะเบียนของ NVM Express, Inc. ในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ
  • PCIe เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ PCI-SIG
  • รูปภาพของผลิตภัณฑ์อาจแตกต่างจากผลิตภัณฑ์จริง
  • ชื่อบริษัท ชื่อผลิตภัณฑ์ และชื่อบริการอื่นๆ ที่ได้กล่าวถึงอาจเป็นเครื่องหมายการค้าของบริษัทบุคคลที่สาม
  • ประกาศฉบับนี้ได้จัดทำขึ้นมาเพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจของเราเท่านั้น และไม่ถือว่าเป็นหรือเป็นส่วนหนึ่งของข้อเสนอ หรือคำเชิญให้ขาย หรือการชักชวนให้เสนอซื้อ จองซื้อหลักทรัพย์ หรือได้มาซึ่งหลักทรัพย์ใดๆ ไม่ว่าในเขตอำนาจศาลใดก็ตาม หรือการจูงใจให้เข้าร่วมดำเนินกิจกรรมการลงทุน และจะไม่ใช้เป็นพื้นฐานหรืออาศัยในการประกอบการทำสัญญาใดๆ ที่เกี่ยวข้อง
  • ข้อมูลในเอกสารนี้ รวมถึงราคาและข้อมูลจำเพาะของผลิตภัณฑ์ เนื้อหาของบริการ และข้อมูลการติดต่อ เป็นข้อมูลที่ถูกต้อง ณ วันที่ได้ทำการประกาศ แต่อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

เกี่ยวกับ Kioxia

Kioxia เป็นผู้นำระดับโลกด้านโซลูชันหน่วยความจำ ซึ่งทุ่มเทให้กับการพัฒนา การผลิต และการจำหน่ายหน่วยความจำแฟลชและโซลิดสเตตไดรฟ์ (SSD) ในเดือนเมษายน 2017 บริษัท Toshiba Memory ซึ่งเป็นชื่อก่อนหน้าของบริษัทได้แยกตัวออกมาจาก Toshiba Corporation ซึ่งเป็นบริษัทที่คิดค้นหน่วยความจำแฟลช NAND ในปี 1987 Kioxia มุ่งมั่นที่จะยกระดับโลกด้วย “หน่วยความจำ” โดยนำเสนอผลิตภัณฑ์ บริการ และระบบที่สร้างทางเลือกให้กับลูกค้าและสร้างคุณค่าจากหน่วยความจำให้กับสังคม เทคโนโลยีหน่วยความจำแฟลช 3D เชิงนวัตกรรมของ Kioxia อย่าง BiCS FLASH™ กำลังสร้างอนาคตของการจัดเก็บข้อมูลในแอปพลิเคชันความหนาแน่นสูง รวมถึงสมาร์ทโฟนขั้นสูง พีซี ระบบยานยนต์ ศูนย์ข้อมูล และระบบ AI เชิงสร้างสรรค์

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260623494433/en

Contacts

Kota Yamaji
ฝ่ายประชาสัมพันธ์
Kioxia Holdings Corporation
+81-3-6478-2319
kioxia-hd-pr@kioxia.com

ที่มา: Kioxia Corporation


ABB Robotics และ PSYONIC จะใช้ข้อมูลที่สร้างโดยมนุษย์เพื่อพัฒนาความคล่องแคล่วของหุ่นยนต์

Logo

  • ABB Robotics และ PSYONIC ร่วมมือกันเพื่อปฏิวัติการจับยึดและความคล่องแคล่วที่เป็นความสามารถหลักของ Autonomous Versatile Robotics™ 
  • ABB GoFa™ จะช่วยทดสอบ Ability Hand ของ PSYONIC สำหรับงานหุ่นยนต์ โดยผสานรวมการรับรู้การสัมผัส การออกแบบที่ยืดหยุ่น และข้อมูลการฝึกฝนที่ได้จากมนุษย์
  • ความคล่องแคล่วว่องไวยังคงเป็นความท้าทายสำคัญสำหรับภาคอุตสาหกรรม โดยการควบคุมการเคลื่อนไหวที่ดีขึ้นสามารถช่วยลดเวลาในการออกแบบได้มากถึง 30%¹

ซานดิเอโก–(BUSINESS WIRE)–16 มิถุนายน 2026

ABB Robotics ได้ร่วมมือกับ PSYONIC ที่เป็นบริษัทด้านชีวภาพจากแคลิฟอร์เนีย เพื่อพัฒนาความสามารถในการจับยึดและความคล่องแคล่วของหุ่นยนต์ โดยใช้วิธีการใหม่ที่จะใช้ข้อมูลการใช้งานจริงจากแขนเทียมของมนุษย์ ด้วยการผสาน Ability Hand ของ PSYONIC เข้ากับหุ่นยนต์ร่วมปฏิบัติงาน ABB GoFa™ โดยความร่วมมือนี้จะสำรวจวิธีการใช้ข้อมูลเกี่ยวกับการสัมผัสและการเคลื่อนไหวที่ได้จากการใช้แขนเทียมของมนุษย์ เพื่อฝึกหุ่นยนต์ให้ทำงานที่ละเอียดอ่อนและสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งโดยปกติแล้วนั้นมีความยากต่อการทำงานอัตโนมัติเป็นอย่างมาก

“ความคล่องแคล่วของมนุษย์และความเข้าใจโดยสัญชาตญาณในการจัดการกับวัตถุต่างๆ เป็นหนึ่งในสิ่งที่ยากที่สุดที่จะจำลองหุ่นยนต์ระดับอุตสาหกรรม แต่นี่เป็นสิ่งจำเป็นพื้นฐานสำหรับหุ่นยนต์อัตโนมัติและอเนกประสงค์อย่างแท้จริง” Marc Segura ประธานบริษัท ABB Robotics กล่าว “ขณะที่เราพัฒนา AI ทางกายภาพรุ่นต่อไป หุ่นยนต์จะเรียนรู้และเข้าใจโลกเช่นเดียวกับเรา โดยความร่วมมือกับ PSYONIC นี้จะช่วยลดช่องว่างที่มีมายาวนานระหว่างความคล่องแคล่วของมนุษย์และหุ่นยนต์ และยังจะช่วยเปิดโอกาสใหม่ๆ สำหรับอุตสาหกรรมในหลากหลายประเภทอีกด้วย”

การจับและการเคลื่อนไหวที่คล่องแคล่วเป็นหัวใจสำคัญของหุ่นยนต์อเนกประสงค์อัตโนมัติ (Autonomous Versatile Robotics หรือ AVR™) ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์ของ ABB Robotics สำหรับหุ่นยนต์ที่สามารถรับรู้ คิดวิเคราะห์ เคลื่อนไหว และจัดการวัตถุได้อย่างแม่นยำในสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยทักษะเหล่านี้ยังมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนา AI เชิงกายภาพในอุตสาหกรรม นั่นคือระบบหุ่นยนต์ที่สามารถเรียนรู้จากปฏิสัมพันธ์ในโลกแห่งความเป็นจริงและนำความฉลาดนั้นไปใช้ได้อย่างน่าเชื่อถือในระดับอุตสาหกรรม โดยความร่วมมือนี้จะสำรวจการใช้งานใหม่ๆ ในอุตสาหกรรมต่างๆ มากมาย รวมถึงยานยนต์ การบินและอวกาศ บรรจุภัณฑ์และโลจิสติกส์ และวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ด้วยการทำให้หุ่นยนต์สามารถรับงานที่ซ้ำซากจำเจ งานที่ท้าทายทางด้านสรีรศาสตร์ หรืองานที่ยากต่อการปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอในระดับใหญ่ได้ โดย ABB Robotics และ PSYONIC จะสามารถช่วยให้คนและหุ่นยนต์ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมทั้งปรับปรุงผลิตภาพ ความยืดหยุ่น และความปลอดภัยในที่ทำงาน

PSYONIC กำลังทำงานอย่างใกล้ชิดกับทีมวิจัยและพัฒนาของ ABB Robotics ในด้านการบูรณาการและการพัฒนา โดยสำรวจว่าการควบคุมด้วยระบบสัมผัสสามารถสนับสนุนแอปพลิเคชันหุ่นยนต์อัตโนมัติยุคใหม่ได้อย่างไร

ปฏิวัติความคล่องแคล่วของหุ่นยนต์ด้วยข้อมูลที่สร้างโดยมนุษย์

Ability Hand ของ PSYONIC ได้พัฒนาขึ้นครั้งแรกเพื่อใช้กับแขนเทียม โดยผสานการควบคุมด้วยสัญญาณไฟฟ้าจากกล้ามเนื้อ การรับรู้การสัมผัส และกลไกที่ยืดหยุ่นเข้าไว้ในการออกแบบ น้ำหนักที่เบา และสามารถขยับได้หลายทิศทาง โดยเซนเซอร์วัดแรงดันและระบบตอบสนองด้วยการสั่นสะเทือนจะช่วยให้ผู้ใช้ตรวจจับการสัมผัส แรงจับ และการปล่อยได้ ในขณะที่นิ้วที่ยืดหยุ่นจะปรับตัวเข้ากับวัตถุที่ไม่เรียบและเปลี่ยนรูปได้อย่างเป็นธรรมชาติ

“การควบคุมการเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วเป็นความท้าทายด้านข้อมูลพอๆ กับความท้าทายด้านฮาร์ดแวร์” ดร. Aadeel Akhtar ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ PSYONIC กล่าว “ด้วยการใช้ Ability Hand เดียวกันทั้งกับคนและหุ่นยนต์ เราสามารถเก็บข้อมูลจริงที่มีความแม่นยำสูงเกี่ยวกับการเคลื่อนไหว การสัมผัส และแรงจับยึด จากนั้นจึงนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ในการฝึกฝนระบบหุ่นยนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการบูรณาการกับแพลตฟอร์มหุ่นยนต์ของ ABB Robotics จะช่วยให้เราสามารถขยายไปสู่สภาพแวดล้อมที่ใหญ่มากขึ้นและช่วยปลดล็อกระดับความคล่องแคล่วที่จำเป็นต่อการรับมือกับความท้าทายที่ยากที่สุดในด้านระบบอัตโนมัติได้”

เพื่อสนับสนุนการทำงานนี้ GoFa™ ของ ABB Robotics จะช่วยมอบความแม่นยำและความสม่ำเสมอที่จำเป็นสำหรับการใช้งานในระดับอุตสาหกรรม ที่จะช่วยทำให้มั่นใจได้ว่าความแปรผันเล็กน้อยในแรงจับยึด ตำแหน่งนิ้ว และการเคลื่อนไหว นั้นสามารถดำเนินการและประเมินได้อย่างสม่ำเสมอ โดยความแม่นยำระดับนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการแปลงข้อมูลการควบคุมจากมนุษย์ไปสู่ประสิทธิภาพการทำงานของหุ่นยนต์ที่เชื่อถือได้ในงานที่ซับซ้อนและสามารถเกิดการเปลี่ยนแปลงได้

โดยความร่วมมือนี้จะช่วยประเมินว่าความสามารถที่ผสานรวมกันนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในกรณีการใช้งานทางอุตสาหกรรมได้อย่างไร ในกรณีที่เทคโนโลยีการจับยึดแบบดั้งเดิมประสบปัญหาเรื่องความแปรปรวน ความเปราะบาง หรือความซับซ้อนต่างๆ เช่น การจัดการวัตถุที่ไม่เป็นรูปทรงหรือบอบบาง ตามข้อมูลของสหพันธ์หุ่นยนต์นานาชาติ (IFR) การจับยึดขั้นสูงและการบูรณาการทางดิจิทัลสามารถลดเวลาในการออกแบบได้มากถึง 30% ซึ่งเน้นย้ำถึงความสำคัญของเครื่องมือปลายแขนหุ่นยนต์ในการเร่งการใช้งานและปรับปรุงผลตอบแทนจากการลงทุนด้านระบบอัตโนมัติ

นอกจากนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางเชิงกลยุทธ์ที่กว้างขึ้นของ ABB Robotics ในการทำงานร่วมกับพันธมิตรทั่วทั้งระบบนิเวศเพื่อเอาชนะอุปสรรคที่มีมายาวนานต่อการทำงานอัตโนมัติ ด้วยการผสมผสานหุ่นยนต์ AI และข้อมูลการควบคุมในโลกแห่งความเป็นจริงที่สร้างขึ้นจากการใช้แขนเทียมของมนุษย์ โดย ABB Robotics กำลังพัฒนา AI เชิงกายภาพและทำให้หุ่นยนต์ที่มีความสามารถและปรับตัวได้ดีสามารถทำงานได้อย่างน่าเชื่อถือในสภาพแวดล้อมจริง

1สหพันธ์หุ่นยนต์นานาชาติ https://ifr.org/news/gripping-systems/

ABB Robotics เป็นหนึ่งในบริษัทหุ่นยนต์ชั้นนำของโลก เป็นบริษัทเดียวที่มีกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมและบูรณาการด้วยเทคโนโลยี AI ครอบคลุมทั้งหุ่นยนต์ หุ่นยนต์ร่วมปฏิบัติงาน และหุ่นยนต์เคลื่อนที่อัตโนมัติ (AMR) ที่ได้รับการออกแบบและควบคุมโดยซอฟต์แวร์ที่สร้างมูลค่าของเรา เราช่วยให้บริษัททุกขนาดและทุกภาคส่วน ตั้งแต่ยานยนต์ไปจนถึงอิเล็กทรอนิกส์และโลจิสติกส์ สามารถก้าวไปอีกขั้นด้วยการเพิ่มความยืดหยุ่น ความสามารถในการปรับตัว และประสิทธิภาพ โดย ABB Robotics เป็นผู้นำในการพัฒนาและจำหน่ายหุ่นยนต์อเนกประสงค์อัตโนมัติ (AVR) รุ่นใหม่ โดยเป็นผู้นำระบบนิเวศนวัตกรรมระดับโลกของพันธมิตรในการพัฒนาฮาร์ดแวร์ที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงซอฟต์แวร์อัจฉริยะด้วยประสิทธิภาพระดับอุตสาหกรรม โดยธุรกิจของเรามีพนักงานประมาณ 7,000 คน go.abb/robotics

PSYONIC ก่อตั้งขึ้นในปี 2015 และตั้งอยู่ที่เมืองซานดิเอโก้ เป็นบริษัทพัฒนาเทคโนโลยีระบบชีวภาพขั้นสูงที่เข้าถึงได้ง่าย ออกแบบมาเพื่อเพิ่มศักยภาพทั้งมนุษย์และหุ่นยนต์ บริษัทสร้างระบบชีวภาพขั้นสูงที่ผสมผสานความเร็ว ความแข็งแรง ความทนทาน และการตอบสนองทางประสาทสัมผัส พร้อมทั้งพัฒนาการวิจัยในด้านหุ่นยนต์ อินเทอร์เฟซระหว่างสมองกับคอมพิวเตอร์ และ AI โดยมือเทียม PSYONIC Ability Hand นั้นเป็นมือเทียมที่คล่องแคล่วที่สุดและเร็วที่สุดในตลาด และเป็นรุ่นแรกที่ให้การตอบสนองทางสัมผัส ทำให้ผู้ใช้สามารถโต้ตอบทางกายภาพได้อย่างเป็นธรรมชาติ และสร้างชุดข้อมูลที่หลากหลายเพื่อปรับปรุงความคล่องแคล่วของหุ่นยนต์

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260612749544/en

Contacts
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดต่อ:

ฝ่ายประชาสัมพันธ์
Rory Smith
อีเมล: rory.smith@gb.abb.com

ที่มา: ABB Robotics

ผลการศึกษาของ Boomi พบว่าองค์กรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังเสี่ยงต่อผลตอบแทนจากการลงทุนด้าน AI ที่ลดลง หากขาดรากฐานข้อมูลที่แข็งแกร่ง

Logo

กระแสความสนใจใน AI กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วทั้งภูมิภาค แต่ปัญหาการกระจัดกระจายของข้อมูล คุณภาพข้อมูลที่อ่อนแอ และช่องว่างด้านการกำกับดูแลยังคงมีอยู่

สิงคโปร์–(BUSINESS WIRE)–16 มิถุนายน 2026

Boomiบริษัทด้านการเปิดใช้งานข้อมูลสำหรับ AI ประกาศในวันนี้ถึงผลการวิจัยใหม่ที่ Boomi ว่าจ้างให้ Omdia ดำเนินการ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแม้ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) จะมีการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้อย่างรวดเร็ว แต่องค์กรจำนวนมากยังขาดสถาปัตยกรรมข้อมูลที่จำเป็นต่อการบรรลุผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ที่วัดผลได้

Boomi Study Finds APAC Organisations Risking AI ROI Without Strong Data Foundations

ผลการศึกษาของ Boomi พบว่าองค์กรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังเสี่ยงต่อผลตอบแทนจากการลงทุนด้าน AI ที่ลดลง หากขาดรากฐานข้อมูลที่แข็งแกร่ง

จากการสำรวจของ Omdia ซึ่งสอบถามผู้บริหารระดับสูงที่มีอำนาจตัดสินใจด้านเทคโนโลยีและธุรกิจกว่า 1,100 คนในออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ พบว่า 74% กำลังดำเนินโครงการ AI อย่างจริงจังอยู่แล้ว 9 ใน 10 เชื่อว่าระบบอัตโนมัติที่ใช้ AI จะปรับเปลี่ยนกระบวนการทางธุรกิจของตนอย่างมีนัยสำคัญภายในสองถึงสามปี

แม้ว่าจะมีแนวโน้มการนำไปใช้ที่เพิ่มขึ้น แต่ปัจจุบันมีเพียง 46% เท่านั้นที่ใช้แนวทางแบบบูรณาการโดยใช้แพลตฟอร์มเป็นหลัก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงช่องว่างที่กว้างขึ้นระหว่างความทะเยอทะยานด้าน AI กับการนำไปปฏิบัติจริง ในขณะเดียวกัน เกือบหนึ่งในสี่กล่าวว่าพวกเขาไม่สามารถวัดความสำเร็จของโครงการริเริ่มด้าน AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นช่องว่างที่สำคัญเมื่อพยายามประเมินผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI)

“องค์กรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วในด้าน AI แต่ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าหลายองค์กรยังคงมอง AI เป็นเพียงส่วนเสริมของการใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีในวงกว้าง มากกว่าที่จะเป็นโครงการริเริ่มเพื่อการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจเชิงกลยุทธ์” David Irecki ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่นของ Boomi กล่าว “ช่องว่างระหว่างการนำไปใช้และการได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนนั้นเกิดจากปัญหาพื้นฐานประการหนึ่ง นั่นคือ รากฐานข้อมูลที่อ่อนแอ หากปราศจากการบูรณาการ การกำกับดูแล และกรอบการทำงานด้านคุณภาพข้อมูลที่ครบวงจร โครงการ AI ใหม่แต่ละโครงการจะเพิ่มความซับซ้อนมากกว่าคุณค่า”

ผลการวิจัยพบว่า 89% กำลังพยายามลดความซ้ำซ้อนของเครื่องมือและเทคโนโลยี และ 92% กำลังรวมระบบต่างๆ เข้าด้วยกันแล้ว ไม่ว่าจะเป็นข้อมูล การบูรณาการกระบวนการ การจัดการอินเทอร์เฟซการเขียนโปรแกรมแอปพลิเคชัน (API) และระบบอัตโนมัติ

การกำกับดูแลข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญลำดับต้นๆ

ในขณะเดียวกัน องค์กรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก 94% มองว่าการบูรณาการข้อมูล การเข้าถึงข้อมูลและการกำกับดูแลข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญลำดับต้นๆ ขณะที่ 93% เชื่อว่าโครงการริเริ่มด้าน AI จะเพิ่มความสำคัญต่อคุณภาพข้อมูลและนโยบายการกำกับดูแลข้อมูล อย่างไรก็ตาม มีเพียงครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามเท่านั้นที่มีนโยบายการกำกับดูแลข้อมูลเฉพาะด้าน AI อย่างเป็นทางการ และ 81% กล่าวว่าการบูรณาการข้อมูลแบบไม่เป็นทางการที่ไม่ได้จัดการอย่างเหมาะสมกำลังทำลายคุณภาพและความน่าเชื่อถือของข้อมูล

“จากการสำรวจองค์กรของเรา 9 ใน 10 แห่งระบุว่าการกำกับดูแลเป็นสิ่งสำคัญ แต่มีเพียงครึ่งเดียวเท่านั้นที่มีนโยบายที่เป็นทางการ” Michael Barnes หัวหน้านักวิเคราะห์ด้านไอทีองค์กรประจำเอเชียของ Omdia กล่าว “เมื่อทีมต่างๆ สร้างแบบจำลอง AI จากข้อมูลที่พวกเขาควบคุมหรือจัดการข้ามระบบได้ไม่เต็มที่ พวกเขาจะขาดความชัดเจนว่าอะไรป้อนเข้าสู่อะไรบ้าง ช่องว่างนั้นกลายเป็นความเสี่ยงทางธุรกิจที่แท้จริง”

อธิปไตยทางข้อมูลกำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญ โดย 76% ของบริษัทแสดงความกังวลเกี่ยวกับข้อกำหนดด้านการจัดเก็บข้อมูลในประเทศ อย่างไรก็ตาม มีเพียง 24% เท่านั้นที่กล่าวว่าความกังวลเหล่านั้นส่งผลกระทบอย่างมากต่อกลยุทธ์การบูรณาการข้อมูลหรือปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของตน ซึ่งบ่งชี้ว่าหลายองค์กรยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการวางแผนการดำเนินงาน

การขยายธุรกิจเพื่อความได้เปรียบในการแข่งขัน

“การขยายขีดความสามารถของ AI ให้ประสบความสำเร็จนั้นขึ้นอยู่กับข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เชื่อมโยงกัน และมีการกำกับดูแล ผู้บริหารระดับสูงด้านไอทีและ CIO ต่างให้ความสำคัญกับการลดความซับซ้อนของสภาพแวดล้อมที่กระจัดกระจาย ปรับปรุงคุณภาพข้อมูล และสร้างรากฐานการดำเนินงานที่จำเป็นเพื่อรองรับ AI ในระดับองค์กร” Irecki กล่าวเสริม

“อัตราการนำ AI มาใช้ที่สูงมากในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยเฉพาะมาเลเซียที่ 86% และสิงคโปร์ที่ 78% แสดงให้เห็นว่าองค์กรต่างๆ กำลังก้าวข้ามขั้นตอนการทดลองไปสู่การนำไปใช้งานจริง แต่ถึงเวลาแล้วที่องค์กรต่างๆ จะต้องวางรากฐานข้อมูลที่เหมาะสม ความสามารถในการบูรณาการ และโครงสร้างการกำกับดูแลที่ถูกต้อง”

“หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงนี้ องค์กรต่างๆ อาจเสี่ยงต่อการสร้างกิจกรรม AI ที่แยกส่วนโดยไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ทางธุรกิจที่วัดผลได้ การกำกับดูแล คุณภาพข้อมูล และการวัดผลการดำเนินงานที่ชัดเจน คือสิ่งที่เปลี่ยนการใช้งาน AI ให้เป็นมูลค่าทางธุรกิจที่ยั่งยืน ช่วยให้องค์กรสามารถเปลี่ยนการนำไปใช้ให้เป็นการเพิ่มผลผลิต ประสิทธิภาพการดำเนินงาน และความได้เปรียบในการแข่งขัน” Irecki กล่าว

ดาวน์โหลดรายงานฉบับเต็ม “ความทะเยอทะยานด้าน AI พบกับความเป็นจริงของข้อมูล: ลำดับความสำคัญและความท้าทายด้านเทคโนโลยีในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ปี 2026” ได้จากhttps://boomi.com/content/report/apac-tech-priorities-ai-2026/

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม

เกี่ยวกับ Boomi

Boomi บริษัทด้านการเปิดใช้งานข้อมูลสำหรับ AI ขับเคลื่อนองค์กรแบบเอเจนต์โดยการนำข้อมูลมาใช้ประโยชน์ทั่วทั้งธุรกิจ แพลตฟอร์ม Boomi Enterprise เป็นรากฐานข้อมูลที่ใช้งานได้จริง ซึ่งมอบโครงสร้างพื้นฐานเอเจนต์ที่จำเป็นเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงแบบเอเจนต์ ด้วยการรวมการออกแบบและการกำกับดูแลเอเจนต์ การจัดการ API และ MCP การบูรณาการและการทำงานอัตโนมัติ และการจัดการข้อมูลไว้ในแพลตฟอร์มเดียว Boomi ช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถใช้ประโยชน์จากพลังของ AI ด้วยการเชื่อมต่อที่ปลอดภัยและปรับขนาดได้ Boomi ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้ากว่า 30,000 ราย และได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายพันธมิตรมากกว่า 800 ราย ช่วยให้องค์กรทุกขนาดบรรลุความคล่องตัว ประสิทธิภาพ และนวัตกรรมในวงกว้าง ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ boomi.com.

© 2026 Boomi, LP. Boomi, โลโก้ ‘Boomi’, โลโก้ ‘B’ และ Boomiverse เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ Boomi, LP หรือบริษัทในเครือหรือบริษัทร่วมในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ สงวนลิขสิทธิ์ทุกประการ ชื่อหรือเครื่องหมายอื่นๆ อาจเป็นเครื่องหมายการค้าของเจ้าของที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260615391067/en

Contacts

ข่องทางติดต่อ:
Jasmine Ee
การสื่อสารระดับสากล
jasmine.ee@boomi.com

ที่มา: Boomi

โอกาสสุดท้ายที่จะได้เป็นส่วนหนึ่งของ K-Startup Grand Challenge 2026 ที่จะปิดรับสมัครในวันที่ 17 มิถุนายนนี้

Logo

โซล ประเทศเกาหลีใต้–(BUSINESS WIRE)–15 มิถุนายน 2026

ในขณะที่โครงการเร่งพัฒนาธุรกิจส่วนใหญ่นั้นจะเน้นการสร้างประสบการณ์ แต่ KSGC 2026 จะมอบสิ่งที่หาได้ยากกว่า นั่นคือ โมเมนตัมทางธุรกิจในปัจจุบันของเกาหลี ผ่านการประชุมเจรจาธุรกิจ การพูดคุยเรื่องเงินทุน และความร่วมมือกับองค์กรต่างๆ ที่จะนำไปสู่รายได้และการเติบโต

Applications for K-Startup Grand Challenge 2026 close on June 17, offering global startups the opportunity to join South Korea’s flagship government-backed acceleration program. (Image: KSGC)

Aการรับสมัครเข้าร่วมโครงการ K-Startup Grand Challenge 2026 จะปิดรับสมัครในวันที่ 17 มิถุนายน ที่จะเปิดโอกาสให้สตาร์ทอัพจากทั่วโลกได้เข้าร่วมโครงการเร่งการเติบโตที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเกาหลีใต้ (ภาพ: KSGC)

ด้วยความโดดเด่นดังกล่าว ทำให้มีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการถึง 21,537 ราย นับตั้งแต่ปี 2016 ส่งผลให้ KSGC ซึ่งดำเนินมาเป็นปีที่ 11 แล้ว กลายเป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในเอเชีย

สถานที่ที่ทำให้การเจรจาธุรกิจเกิดขึ้น

KSGC จะมอบโอกาสในการร่วมมือกับบริษัทสตาร์ทอัพที่ได้รับการคัดเลือกกว่า 20 แห่งในกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ของเกาหลี เพื่อทำการทดสอบแนวคิด (Proof-of-Concept หรือ PoC) อย่างเป็นระบบ โดยนำเสนอโอกาสในการพัฒนาร่วมกับผู้นำในอุตสาหกรรมที่กำลังมองหาพันธมิตรด้านนวัตกรรมต่างๆ โดย PoC เพียงครั้งเดียวในเกาหลีก็สามารถเปิดประตูสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาคทั้งหมดได้

นอกเหนือจาก PoC แล้ว ทาง KSGC ยังอำนวยความสะดวกในการจับคู่ทางธุรกิจอย่างต่อเนื่องตลอดโครงการ รวมถึงการแนะนำเป้าหมายไปยังองค์กร ผู้จัดจำหน่าย และพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ต่างๆ ในด้าน AI เทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีทางการเงิน การผลิตอัจฉริยะ การคมนาคม และพลังงาน

ที่ซึ่งเงินทุนมาบรรจบกับผู้ก่อตั้ง

ในงาน COMEUP 2026 ที่เป็นเทศกาลสตาร์ทอัพที่ใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้ ผู้เข้าร่วมโครงการ KSGC จะได้นำเสนอแผนธุรกิจต่อหน้านักลงทุนและ CVC ที่มีบทบาทมากที่สุดในเกาหลี โดยมีผู้จัดงาน KSGC เป็นผู้ดำเนินการสนทนาต่อยอด นอกจากนี้ ยังมีเซสชั่น IR ส่วนตัวสุดพิเศษที่จะนำผู้ก่อตั้งมาพบปะกับเหล่านักลงทุนและ CVC ชั้นนำแบบตัวต่อตัว ซึ่งจะเป็นการเข้าถึงนักลงทุนในระดับที่โครงการอื่นๆ ในเอเชียไม่ค่อยมีให้

ที่ซึ่งตัวเลขบ่งบอกทุกอย่าง

KSGC 2026 ได้มอบเงินรางวัลแบบปลอดหุ้นมูลค่า 380 ล้านวอน ให้แก่ 20 ทีมอันดับแรก และเงินสนับสนุนเพื่อการขยายธุรกิจมูลค่า 250 ล้านวอน ให้แก่ 8 ทีมอันดับแรก เมื่อรวมกับเงินสนับสนุนการเข้าร่วมและการพัฒนาเชิงพาณิชย์แล้ว เงินสนับสนุนแบบปลอดหุ้นทั้งหมดมีมูลค่าสูงถึง 950 ล้านวอน

เกาหลีเป็นประตูสู่เอเชีย

สำหรับสตาร์ทอัพระดับโลก KSGC ไม่ใช่จุดหมายปลายทาง แต่เป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจในเอเชีย เครือข่ายองค์กร ความสัมพันธ์กับนักลงทุน และความน่าเชื่อถือในตลาดที่สร้างขึ้นผ่านโครงการนี้จะกลายเป็นรากฐานสำหรับการขยายธุรกิจไปทั่วญี่ปุ่น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และที่อื่นๆ โดยศิษย์เก่า KSGC หลายรายได้ก่อตั้งบริษัทในเกาหลี ได้รับสัญญาทางธุรกิจ และระดมทุนเพิ่มเติมในภูมิภาคนี้

เปิดรับสมัครสตาร์ทอัพที่ไม่ได้ก่อตั้งในเกาหลี โดยมีอายุไม่เกินเจ็ดปี (สิบปีสำหรับเทคโนโลยีขั้นสูง) จากทุกอุตสาหกรรม ไม่จำเป็นต้องมีนิติบุคคลสัญชาติเกาหลี

เฟสที่ 1 จะดำเนินการทางออนไลน์ 100% โดยคัดเลือก 80 ทีมเข้าร่วมโครงการ และจะปิดรับสมัครวันที่ 17 มิถุนายนนี้ สตาร์ทอัพที่สนใจควรสมัครโดยเร็วที่สุด

ปิดรับสมัครวันที่ 17 มิถุนายน 2026 (15:00 เวลา GMT+9) สมัครได้ที่ ksgc.global หรือติดต่อ apply@ksgc.global

เกี่ยวกับ KSGC

ได้รับทุนสนับสนุนจาก MSS บริหารจัดการโดย KISED และดำเนินงานโดย GCCEI โดยนับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2016 เป็นต้น ได้ช่วยเหลือสตาร์ทอัพต่างประเทศกว่าหลายร้อยแห่งในการสร้างฐานธุรกิจในเกาหลีและเอเชีย

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260615948337/en

Contacts

KISED
apply@ksgc.global

ที่มา: K-Startup Grand Challenge

Autel นำเสนอเทคโนโลยีการชาร์จที่คำนึงถึงโครงข่ายไฟฟ้าและกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า ในงานสัมมนาด้านนวัตกรรมการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่ซิดนีย์

Logo

ได้เสริมสร้างกลยุทธ์การผลิตในประเทศออสเตรเลียด้วยโซลูชันการชาร์จอัจฉริยะและพลังงานแบบบูรณาการ

ซิดนีย์–(BUSINESS WIRE)–10 มิถุนายน 2026

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายนที่ผ่านมา Autel Energy ได้จัดงานสัมมนา “การขับเคลื่อนสู่อนาคต – สัมมนานวัตกรรมการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าของ Autel ประจำปี 2026 ” ที่ซิดนีย์ โดยได้รวบรวมพันธมิตรในอุตสาหกรรม ลูกค้า และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระบบนิเวศต่างๆ เพื่อร่วมกันสำรวจอนาคตของการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในออสเตรเลีย

Industry leaders and partners came together in Sydney to explore the future of EV charging, featuring the DH120 Ultra Slim DC Charger, DT300 Fleet Charging Solution, and DS600L Liquid-Cooled Power Cabinet under the theme “Powering the Future”.

ผู้นำในอุตสาหกรรมและพันธมิตรต่างๆ ได้มารวมตัวกันที่ซิดนีย์เพื่อร่วมกันสำรวจอนาคตของการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า โดยมีการนำเสนอเครื่องชาร์จ DC ที่บางเฉียบ DH120, โซลูชันการชาร์จสำหรับกลุ่มรถยนต์ DT300 และตู้จ่ายไฟที่ระบายความร้อนด้วยของเหลว DS600L ภายใต้หัวข้อ “การขับเคลื่อนสู่อนาคต

โดยการสัมมนานั้นเริ่มต้นด้วยการกล่าวสุนทรพจน์ผ่านวิดีโอจาก Li Hongjing (Frank Li) ประธานของ Autel ที่ช่วยยืนยันถึงความมุ่งมั่นของบริษัทใน “การสร้างระบบนิเวศโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จที่ชาญฉลาด เชื่อมต่อถึงกัน และยั่งยืนยิ่งขึ้น”

เพื่อเป็นการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในออสเตรเลียที่กำหนดมาตรฐานใหม่สำหรับโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จ ทาง Autel ได้แนะนำนวัตกรรมต่างๆ มากมายที่ออกแบบมาเพื่อตลาดในออสเตรเลีย โดยเฉพาะเครื่องชาร์จ DC รุ่น DH120 ที่มีตัวเครื่องบางเฉียบเพียง 25 ซม. และใช้พื้นที่น้อยกว่า 0.16 ม.2 โดยเครื่องชาร์จนี้สามารถรองรับการชาร์จรถยนต์สองคันพร้อมกันได้ด้วยประสิทธิภาพสูงสุดถึง 97% นอกจากนี้ ในงานยังมีการเปิดตัวเทคโนโลยีการปรับค่าตัวประกอบกำลังไฟฟ้าที่สามารถควบคุมได้ ทำให้เป็นโซลูชันการชาร์จเครื่องแรกในออสเตรเลียที่มีการชดเชยกำลังไฟฟ้าเชิงปฏิกิริยาได้ โดยจะทำหน้าที่เป็น “ตัวรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า” และถือเป็นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอีกด้วย เพื่อความสะดวกในการชำระเงิน เครื่องชาร์จซีรีส์ AC Single จะเป็นเครื่องแรกที่รวมการชำระเงินด้วยบัตร Nayax เข้าไว้ด้วยกัน ทำให้ขั้นตอนสุดท้ายของการชำระเงินง่ายขึ้น ในส่วนของกลุ่มผู้ใช้งานเครื่องชาร์จแบบ “สลับการทำงานเครื่องหลัก-สำรอง 1+1” พร้อมระบบสำรองระดับฮาร์ดแวร์จะสามารถมั่นใจได้ว่า “ไม่มีการหยุดทำงาน” และช่วยให้มีความต่อเนื่องทางธุรกิจ สุดท้ายนี้ Autel ยังได้จัดแสดงเครื่องชาร์จ AC อัจฉริยะที่รองรับการเชื่อมต่อกับแผงโซลาร์เซลล์โดยตรง ทำให้ครัวเรือนสามารถจัดลำดับความสำคัญของพลังงานแสงอาทิตย์ส่วนเกินสำหรับการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าและลดค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าได้

นอกจากนี้ Autel ยังนำเสนอโซลูชัน iGreen Charging ที่เป็นระบบนิเวศแบบบูรณาการระหว่างพลังงานแสงอาทิตย์ การจัดเก็บพลังงาน และการชาร์จ โดยขับเคลื่อนด้วยแพลตฟอร์มการจัดการพลังงานที่ AI โซลูชันนี้จะผสานรวมการจัดเก็บพลังงาน การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ และโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจ่ายพลังงานและการพยากรณ์โหลดแบบไดนามิก ปรับปรุงการใช้พลังงาน ลดต้นทุนการดำเนินงาน และเพิ่มผลกำไรในระยะยาวสำหรับผู้ประกอบการ

Mosen Wang ที่ปรึกษาพิเศษของประธานของ Autel กล่าวว่า กลยุทธ์ของ Autel นั้นเรียบง่ายแต่ทรงพลัง โดยสร้างขึ้นจากความเชี่ยวชาญด้านอิเล็กทรอนิกส์กำลังและ AI ต่อจากนั้น Henry He ซีอีโอของ Autel ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ยังได้เน้นย้ำว่า “ออสเตรเลียเผชิญกับความท้าทายที่ไม่เหมือนใคร รวมถึงข้อจำกัดด้านที่ดินเชิงพาณิชย์ ความเสถียรของระบบไฟฟ้า และข้อกำหนดด้านความพร้อมใช้งานที่เข้มงวดสำหรับการดำเนินงานของกลุ่มรถจักร ซึ่ง Autel สามารถช่วยแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ด้วยการออกแบบที่ประหยัดพื้นที่ เทคโนโลยีการโต้ตอบกับระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ และความสามารถในการทำงานโดยไม่หยุดชะงักในระดับฮาร์ดแวร์”

ในขณะที่ออสเตรเลียกำลังเร่งการเปลี่ยนไปใช้ระบบไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน ทาง Autel Energy นั้นตั้งเป้าที่จะมีบทบาทในระยะยาวในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอัจฉริยะที่เชื่อมต่อถึงกันและยั่งยืนทั่วโลก

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260609179946/en

Contacts

ทีมขาย
Ethan Cao
Ethan.Cao@autel.com

ทีมการตลาด
FiFi Huang
marketing.jp@autel.com

ที่มา: Autel Energy

COOCON เข้าร่วมเป็นสมาชิกของ Global AI Agent Foundation (AAIF) เพื่อพัฒนาการชำระเงินผ่าน AI Agent และธุรกิจข้อมูลแบบ MCP

Logo

– สร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับโลกกับบริษัทมากกว่า 180 แห่ง รวมถึง OpenAI, Google, Anthropic และ Microsoft

– เข้าร่วมการหารือเกี่ยวกับมาตรฐานการชำระเงินผ่าน AI Agent และข้อมูล MCP เพื่อเร่งการขยายตัวสู่ตลาดการชำระเงินและข้อมูลระดับโลก

โซล เกาหลีใต้–(BUSINESS WIRE)–12 มิถุนายน 2026

COOCON (ซีอีโอ Kim Jong-hyun, KOSDAQ 294570) บริษัทแพลตฟอร์มข้อมูลธุรกิจชั้นนำของเกาหลีใต้ ประกาศว่าได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกระดับ Silver ของ Agentic AI Foundation (AAIF) แล้วเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน

COOCON has officially joined the Agentic AI Foundation (AAIF) as a Silver Member (Image: COOCON)

COOCON ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกระดับ Silver ของ Agentic AI Foundation (AAIF) อย่างเป็นทางการแล้ว (ภาพ: COOCON)

AAIF เป็นมูลนิธิโอเพนซอร์สสำหรับ Agentic AI ซึ่งเป็นกลุ่มพันธมิตรระดับโลกภายใต้ Linux Foundation ที่รวบรวมสมาชิกกว่า 180 ราย รวมถึง Anthropic, OpenAI, Google, Microsoft, Circle, Tron และ Stripe โดยมูลนิธินี้ทุ่มเทให้กับการพัฒนาและกำกับดูแลมาตรฐานและโปรโตคอลแบบเปิดที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานร่วมกันระหว่าง AI Agent โดยมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมมาตรฐานระดับโลกในอุตสาหกรรม AI

การเข้าร่วม AAIF ทำให้ COOCON วางแผนที่จะขยายเครือข่ายระดับโลกและแสวงหาความร่วมมือที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นกับบริษัท AI Agent ชั้นนำ โดยบริษัทฯ ยังมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างรากฐานทางเทคโนโลยีโดยการเข้าร่วมกลุ่มทำงานที่เกี่ยวข้องกับการชำระเงินด้วย AI Agent และธุรกิจข้อมูลที่ใช้ AI ซึ่งสร้างขึ้นบน Model Context Protocol (MCP) ด้วยความคิดริเริ่มเหล่านี้ บริษัทฯ พยายามที่จะรักษาความสามารถด้านเทคโนโลยีการชำระเงินและข้อมูลยุคใหม่ พร้อมทั้งเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

เนื่องจาก AI Agent พัฒนาอย่างรวดเร็วเกินกว่าการค้นหาผลิตภัณฑ์และคำแนะนำในการซื้อ ไปสู่การดำเนินการชำระเงินจริง ผู้ให้บริการชำระเงินจึงถูกคาดหวังมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าจะทำหน้าที่เป็นพันธมิตรโครงสร้างพื้นฐานหลักที่ช่วยให้การทำธุรกรรมมีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสำหรับ AI Agent ด้วยเหตุนี้ การเข้าร่วม AAIF ของ COOCON จึงจะช่วยเสริมสร้างตำแหน่งของบริษัทฯ ในฐานะบริษัทโครงสร้างพื้นฐานชั้นนำในยุค AI Agent ทั้งในภาคการชำระเงินและข้อมูล

COOCON ให้บริการชำระเงิน ถอนเงิน และบริการชำระเงินและหักบัญชีผ่านเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานที่ครอบคลุม ซึ่งประกอบด้วยร้านค้าที่รับ QR Code กว่า 2 ล้านแห่ง พันธมิตรแฟรนไชส์ ​​100,000 ราย และตู้ ATM 40,000 เครื่อง นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังคงเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันของโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยได้บูรณาการเข้ากับเครือข่ายการชำระเงินระดับโลกที่สำคัญ เช่น UnionPay, WeChat Pay, Alipay+ และ QRIS ซึ่งเป็นมาตรฐานการชำระเงินสำหรับรหัส QR ระดับชาติของอินโดนีเซีย

นอกจากนี้ COOCON ยังดำเนินงานแพลตฟอร์มข้อมูลธุรกิจที่เชื่อมต่อข้อมูลจากสถาบันภายในประเทศประมาณ 500 แห่ง และสถาบันการเงิน 2,000 แห่งในกว่า 40 ประเทศ ผ่าน API มากกว่า 300 รายการ ปัจจุบันบริษัทกำลังเปลี่ยนไปใช้สถาปัตยกรรมแบบ MCP เพื่อให้ระบบ AI สามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ด้วยการใช้ประโยชน์จากความร่วมมือทางเทคโนโลยีและกิจกรรมการกำหนดมาตรฐานภายใน AAIF ทำให้ COOCON วางแผนที่จะเร่งการขยายธุรกิจการชำระเงินและสเตเบิลคอยน์ไปทั่วโลก บริษัทจะนำมาตรฐานสากลมาใช้ในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มความเข้ากันได้ในระดับโลก พร้อมทั้งมุ่งเน้นความสามารถในสามด้านการเติบโตหลักในปีนี้ ได้แก่ การชำระเงินทั่วโลก สเตเบิลคอยน์ และธุรกิจข้อมูลที่ใช้ AI

Kim Jong-hyun ซีอีโอของ COOCON กล่าวว่า “การเข้าร่วมงานครั้งล่าสุดนี้ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับ COOCON ในการขยายธุรกิจไปทั่วโลกอย่างเต็มรูปแบบ ควบคู่ไปกับการจัดตั้งบริษัทสาขาในสิงคโปร์” พร้อมเสริมว่า “ด้วยการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีและความร่วมมือกับบริษัทระดับโลก COOCON จะเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันด้านเทคโนโลยีการชำระเงินและข้อมูลให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพื่อตอบสนองต่อยุคของตัวแทน AI ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างทันท่วงที”

เขาย้ำว่า “ด้วยการใช้กิจกรรม AAIF ของเราเป็นรากฐานเชิงกลยุทธ์ เราจะสามารถพัฒนาจากบริษัทแพลตฟอร์มข้อมูลไปสู่บริษัทข้อมูลที่ใช้ AI และสร้างโอกาสการเติบโตใหม่ๆ ในตลาดโลกได้”

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260611787103/en  

Contacts

Webcash สำหรับ COOCON
Do-Yeol Kim
+82-2-3774-4743
dykim@webcash.co.kr

Min-Ji Kang
+82-2-3774-4755
kmj9845@webcash.co.kr

Min-Ju Lee
+82-2-3779-9103
lmj0326@webcash.co.kr

ที่มา: COOCON

Mobix Labs เตรียมเข้าซื้อ Vision Aerial ผู้ผลิตโดรนสัญชาติอเมริกัน เพื่อขยายธุรกิจสู่ตลาดโดรนและข่าวกรองทางอากาศระดับโลก

Logo

เออร์ไวน์ รัฐแคลิฟอร์เนีย–(BUSINESS WIRE)–04 มิถุนายน 2026

Mobix Labs, Inc. (Nasdaq: MOBX) ประกาศในวันนี้ว่าได้ลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนงที่มีผลผูกพันในการเข้าซื้อ Vision Aerial, Inc. ที่เป็นผู้ผลิตโดรนสัญชาติอเมริกันจากรัฐมอนแทนา ซึ่งได้รับความไว้วางใจในด้านความมั่นคงแห่งชาติ ภาครัฐ พลังงาน ความปลอดภัยสาธารณะ และโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ โดยการเข้าซื้อกิจการครั้งนี้จะช่วยขยายธุรกิจของ Mobix Labs ไปสู่ตลาดโลกที่เติบโตอย่างรวดเร็ว และเป็นก้าวล่าสุดในกลยุทธ์ที่ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ในการเติบโตผ่านการเข้าซื้อกิจการที่ตรงเป้าหมายและมีความสำคัญต่อภารกิจ

ผลิตในอเมริกา เชื่อถือได้ในเรื่องประสิทธิภาพ

Vision Aerial ก่อตั้งขึ้นในปี 2013 โดยออกแบบ ผลิต และให้การสนับสนุนระบบโดรนที่ทนทาน สร้างขึ้นเพื่อการปฏิบัติงานภาคสนามที่ต้องการประสิทธิภาพสูงที่สุด โดรนแต่ละลำสามารถติดตั้งกล้องและเซนเซอร์ที่สามารถเปลี่ยนได้ ตั้งแต่กล้องถ่ายภาพความร้อนความละเอียดสูง ไปจนถึงระบบสร้างแผนที่ 3 มิติด้วยเลเซอร์ รวมถึงระบบตรวจจับการรั่วไหลของก๊าซ ทำให้แพลตฟอร์มเดียวสามารถรองรับภารกิจได้หลากหลายรูปแบบในการปฏิบัติงานภาคสนามที่ต้องการประสิทธิภาพสูง

โดรนของ Vision Aerial จะช่วยสนับสนุนการปฏิบัติการด้านความมั่นคงแห่งชาติและความปลอดภัยสาธารณะ การค้นหาและกู้ภัย การรับมือกับไฟป่า การตรวจสอบพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน การเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อม การเกษตร และการสำรวจทางอากาศขั้นสูง โดยฐานลูกค้าและผู้ใช้งานของบริษัทประกอบด้วยกองทัพอากาศสหรัฐฯ กองทัพเรือสหรัฐฯ กรมป่าไม้ของกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ และ L3Harris รวมถึงผู้ประกอบการด้านพลังงานและสาธารณูปโภครายใหญ่ เช่น Marathon Oil, DTE Energy และ Northwestern Energy และมหาวิทยาลัยวิจัยชั้นนำ ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ที่ต้องใช้เวลาหลายปีในการสร้าง

โอกาสระดับโลก กำลังเร่งตัวขึ้นในขณะนี้

ความต้องการระบบโดรนที่มีความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงทั่วโลกกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากรัฐบาล บริษัทสาธารณูปโภค ผู้ผลิตพลังงาน หน่วยงานด้านความปลอดภัยสาธารณะ และผู้ประกอบการอุตสาหกรรมต่างนำโดรนมาใช้เพื่อปกป้องผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของชาติ ตรวจสอบทรัพย์สินที่สำคัญ ตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉิน ตรวจสอบการดำเนินงาน และเข้าถึงสถานที่ที่อันตราย ห่างไกล หรือมีค่าใช้จ่ายสูงเกินกว่าที่คนจะเข้าถึงได้ด้วยตนเอง

ในสหรัฐอเมริกา ข้อจำกัดของรัฐบาลกลางเกี่ยวกับโดรนที่ผลิตจากต่างประเทศบางประเภท กำลังเร่งให้เกิดการเปลี่ยนไปใช้ระบบที่ผลิตในประเทศที่น่าเชื่อถือมากขึ้น และผู้ซื้อระหว่างประเทศก็เริ่มใช้มาตรฐานที่คล้ายคลึงกันมากขึ้นเรื่อยๆ ในด้านความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ และความสมบูรณ์ของห่วงโซ่อุปทาน โดยแพลตฟอร์มที่ผลิตในอเมริกาของ Vision Aerial จะช่วยให้ Mobix Labs เข้าถึงความต้องการทั่วโลกได้โดยตรง ซึ่งเทคโนโลยีที่ผลิตในอเมริกามีความน่าเชื่อถือสูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด

มากกว่าการเป็นแค่เครื่องบิน แต่เป็นแพลตฟอร์มสำหรับข่าวกรองทางอากาศ

โอกาสนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ฮาร์ดแวร์เท่านั้น โดยข่าวกรองทางอากาศจะผสานทั้งโดรน เซนเซอร์ การสื่อสาร และข้อมูลต่างๆ เพื่อแสดงให้องค์กรเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นบนพื้นดินและสินทรัพย์สำคัญต่างๆ แบบเรียลไทม์ โดรนของ Vision Aerial จะเสริมจุดแข็งของ Mobix Labs ในด้านอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง การเชื่อมต่อ RF และการตรวจจับสำหรับอุตสาหกรรมการบินและอวกาศ การป้องกันประเทศ และตลาดอื่นๆ ที่ต้องการความน่าเชื่อถือสูง รวมถึงการสร้างเส้นทางการเติบโตที่ชัดเจนสำหรับระบบอัตโนมัติ การตรวจจับขั้นสูง ข้อมูลที่สำคัญต่อภารกิจ และการปกป้องโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ

นี่คือการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญสำหรับ Mobix Labs เรากำลังเข้าซื้อแพลตฟอร์มโดรนที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว ผลิตในอเมริกา และได้รับความไว้วางใจจากกองทัพอากาศสหรัฐฯ กองทัพเรือสหรัฐฯ และลูกค้ารายใหญ่ในอุตสาหกรรม ในขณะที่ความต้องการโดรนที่มีความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงกำลังเพิ่มขึ้นทั่วโลก ทาง Vision Aerial จะช่วยขยาย Mobix Labs ไปสู่หนึ่งในตลาดเทคโนโลยีที่สำคัญที่สุดในโลก และผลักดันกลยุทธ์การเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยการเข้าซื้อกิจการที่เราได้สื่อสารไปก่อนหน้านี้ — Phil Sansone ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Mobix Labs

“Vision Aerial ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับภารกิจที่ท้าทายและใช้งานได้จริง การเข้าร่วมกับ Mobix Labs จะช่วยให้เราสามารถนำโดรนที่ผลิตในอเมริกาไปสู่มือลูกค้าได้มากขึ้น ในช่วงเวลาที่ความต้องการระบบที่น่าเชื่อถือและผลิตในสหรัฐฯ ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง — Shane Beams ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของ Vision Aerial

ภาพรวมของธุรกรรม

ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนงที่มีผลผูกพันแล้ว แต่ไม่ได้เปิดเผยเงื่อนไขของธุรกรรม ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารหลักของ Vision Aerial คาดว่าจะยังคงดำเนินธุรกิจต่อไปภายใต้ข้อตกลงระยะยาวหลายปี และคาดว่าการผลิตจะยังคงอยู่ในสหรัฐอเมริกา การทำธุรกรรมจะเสร็จสมบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อมีการเจรจาและลงนามในข้อตกลงขั้นสุดท้าย การตรวจสอบสถานะกิจการอย่างละเอียดถี่ถ้วนจนเป็นที่น่าพอใจ และเงื่อนไขและการอนุมัติการปิดธุรกรรมตามปกติ ไม่สามารถรับประกันได้ว่าธุรกรรมจะเสร็จสมบูรณ์ตามเงื่อนไขที่คาดการณ์ไว้ หรือจะเสร็จสมบูรณ์เลยก็ตาม

เกี่ยวกับ Vision Aerial, Inc.

Vision Aerial, Inc. ก่อตั้งขึ้นในปี 2013 และมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่รัฐมอนแทนา ออกแบบ ผลิต และให้การสนับสนุนอากาศยานไร้คนขับที่มีภารกิจสำคัญในด้านการป้องกันประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ การตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐาน การทำแผนที่ พลังงาน การตรวจสอบสิ่งแวดล้อม และการเกษตร อากาศยานของบริษัทได้รับการออกแบบ สร้าง และให้การสนับสนุนในสหรัฐอเมริกา

เกี่ยวกับ Mobix Labs, Inc.

Mobix Labs, Inc. (Nasdaq: MOBX) เป็นบริษัทเทคโนโลยีในเมืองเออร์ไวน์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ที่ส่งมอบเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง การเชื่อมต่อ RF และเทคโนโลยีการตรวจจับสำหรับอุตสาหกรรมการบินและอวกาศ การป้องกันประเทศ และตลาดอื่นๆ ที่ต้องการความน่าเชื่อถือสูง โดยเทคโนโลยีของบริษัทถูกนำไปใช้ในแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น เครื่องบินรบ F-22 Raptor เฮลิคอปเตอร์ Apache โครงการของกองทัพเรือสหรัฐฯ และเครื่องบิน Boeing 737NG และ Gulfstream ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ mobixlabs.com

คำแถลงการณ์ที่คาดการณ์อนาคต

ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้มี “คำแถลงการณ์ที่คาดการณ์อนาคต” ตามความหมายของพระราชบัญญัติปฏิรูปการดำเนินคดีหลักทรัพย์เอกชนปี 1995 และกฎหมายหลักทรัพย์ของรัฐบาลกลางอื่นๆ โดยคำแถลงการณ์ที่คาดการณ์อนาคต รวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียงคำแถลงการณ์เกี่ยวกับการเข้าซื้อกิจการ Vision Aerial, Inc. โดย Mobix Labs, Inc. ที่เสนอ; โครงสร้าง ระยะเวลา ผลประโยชน์ และความสำคัญเชิงกลยุทธ์ที่คาดการณ์ไว้ของธุรกรรมที่เสนอ; การเจรจาและการลงนามในข้อตกลงขั้นสุดท้าย; การปฏิบัติตามเงื่อนไขการตรวจสอบสถานะ การปิดธุรกรรม และการอนุมัติที่จำเป็น; การคาดการณ์ว่า Vision Aerial จะดำเนินกิจกรรมด้านความเป็นผู้นำ การดำเนินงาน และการผลิตต่อไป; การเข้าสู่ตลาด การวางตำแหน่ง และความสามารถในการแข่งขันของ Mobix Labs ในตลาดโดรน ระบบอัตโนมัติ และระบบข่าวกรองทางอากาศในสหรัฐอเมริกาและทั่วโลก; ความต้องการระบบโดรนที่ผลิตในสหรัฐอเมริกาและแพลตฟอร์มทางอากาศที่เชื่อถือได้ที่คาดการณ์ไว้; ผลประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้นจากผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี ความสัมพันธ์กับลูกค้า และตำแหน่งทางการตลาดของ Vision Aerial; การทำงานร่วมกันที่อาจเกิดขึ้นกับเทคโนโลยีและความสามารถที่มีอยู่ของ Mobix Labs; กลยุทธ์การเติบโตที่นำโดยการเข้าซื้อกิจการของ Mobix Labs; และโอกาสในอนาคต แนวโน้มการเติบโต และตำแหน่งทางการตลาดของ Mobix Labs

คำต่างๆ เช่น “คาดการณ์” “เชื่อ” “ดำเนินการต่อ” “อาจ” “ประมาณการ” “คาดหวัง” “ตั้งใจ” “อาจจะ” “วางแผน” “ศักยภาพ” “ตำแหน่ง” “แสวงหา” “ควร” “เป้าหมาย” “จะ” “น่าจะ” และสำนวนที่คล้ายคลึงกัน อาจบ่งชี้ถึงคำแถลงการณ์ที่คาดการณ์อนาคต แม้ว่าคำแถลงการณ์ที่คาดการณ์อนาคตทั้งหมดจะไม่จำเป็นต้องมีคำเหล่านี้ก็ตาม โดยคำแถลงการณ์ที่คาดการณ์อนาคตเหล่านี้อิงตามความคาดหวัง การประมาณการ การคาดการณ์ ความเชื่อ และสมมติฐานในปัจจุบันของฝ่ายบริหาร และไม่ใช่การรับประกันผลการดำเนินงานในอนาคต

คำแถลงการณ์ที่คาดการณ์อนาคตมีความเสี่ยง ความไม่แน่นอน และปัจจัยอื่นๆ ที่อาจทำให้ผลลัพธ์ที่แท้จริงแตกต่างอย่างมากจากที่แสดงหรือบอกเป็นนัยไว้ ความเสี่ยงเหล่านี้รวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียง การที่ Mobix Labs และ Vision Aerial อาจไม่สามารถเจรจาหรือทำข้อตกลงขั้นสุดท้ายได้ การตรวจสอบสถานะกิจการอย่างละเอียดอาจไม่เสร็จสมบูรณ์อย่างน่าพอใจ เงื่อนไขการปิดธุรกรรมหรือการอนุมัติที่จำเป็นอาจไม่เป็นไปตามที่กำหนดหรือได้รับ การทำธุรกรรมที่เสนออาจมีการเปลี่ยนแปลง ล่าช้า หรือไม่เสร็จสมบูรณ์ตามเงื่อนไขที่คาดการณ์ไว้ในปัจจุบันหรือเลยก็ได้ ผลประโยชน์ที่คาดหวัง การผนึกกำลัง โอกาสของลูกค้า โอกาสทางการตลาด โอกาสในการเติบโต หรือข้อได้เปรียบเชิงกลยุทธ์อาจไม่เกิดขึ้นจริง ผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี ความสัมพันธ์กับลูกค้า สภาพทางการเงิน หนี้สิน ทรัพย์สินทางปัญญา ห่วงโซ่อุปทาน การปฏิบัติตามกฎระเบียบ หรือผลการดำเนินงานของ Vision Aerial อาจแตกต่างจากที่คาดการณ์ไว้ในปัจจุบัน Mobix Labs อาจไม่สามารถบูรณาการ Vision Aerial ได้สำเร็จหรือรักษาบุคลากรหลักไว้ได้ Mobix Labs อาจไม่สามารถเข้าสู่ แข่งขัน หรือขยายขนาดในตลาดโดรน ระบบอัตโนมัติ หรือระบบข่าวกรองทางอากาศในสหรัฐอเมริกาหรือต่างประเทศได้สำเร็จ การประมาณการการเติบโตของตลาดอาจไม่ถูกต้อง ความต้องการระบบโดรนที่ผลิตในสหรัฐฯ หรือแพลตฟอร์มทางอากาศที่เชื่อถือได้ อาจไม่พัฒนาไปตามที่คาดไว้ การเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมโดรนอาจเกิดขึ้น ธุรกรรมที่เสนอหรือข้อตกลงทางการเงินที่เกี่ยวข้องใดๆ อาจส่งผลกระทบต่อผู้ถือหุ้นเดิม และความเสี่ยงอื่นๆ ที่อธิบายไว้ภายใต้หัวข้อ “ปัจจัยเสี่ยง” ในเอกสารที่ Mobix Labs ยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ รวมถึงรายงานประจำปีล่าสุดในแบบฟอร์ม 10-K และรายงานรายไตรมาสในแบบฟอร์ม 10-Q และรายงานปัจจุบันในแบบฟอร์ม 8-K ที่ตามมา

ข้อมูลตลาดและการประมาณการอุตสาหกรรมที่อ้างอิงในข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ มาจากแหล่งข้อมูลภายนอก และไม่ได้ผ่านการตรวจสอบอย่างอิสระโดย Mobix Labs ผู้อ่านควรระมัดระวังอย่าเชื่อถือคำแถลงการณ์ที่คาดการณ์อนาคตมากเกินไป ซึ่งมีผลใช้ได้เฉพาะ ณ วันที่ออกข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เท่านั้น เว้นแต่จะได้รับการกำหนดโดยกฎหมาย Mobix Labs ไม่มีภาระผูกพันที่จะปรับปรุงหรือแก้ไขคำแถลงการณ์ที่คาดการณ์อนาคตใดๆ ไม่ว่าจะเป็นผลจากข้อมูลใหม่ เหตุการณ์ในอนาคต หรืออื่นๆ

ติดตามเราได้ที่ X: @MobixLabs_MOBX
ติดตามได้ที่ StockTwits: MobixLabs
ติดตามเราได้ทาง LinkedIn: Mobix Labs

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260604386607/en

Contacts

ช่องทางการติดต่อฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ของ Mobix Labs
Chris Eddy หรือ David Collins
Catalyst IR
mobx@catalyst-ir.com หรือ 212-924-9800

ที่มา: Mobix Labs, Inc.

The Bangkok Reporter