ABB Robotics และ PSYONIC จะใช้ข้อมูลที่สร้างโดยมนุษย์เพื่อพัฒนาความคล่องแคล่วของหุ่นยนต์

Logo

  • ABB Robotics และ PSYONIC ร่วมมือกันเพื่อปฏิวัติการจับยึดและความคล่องแคล่วที่เป็นความสามารถหลักของ Autonomous Versatile Robotics™ 
  • ABB GoFa™ จะช่วยทดสอบ Ability Hand ของ PSYONIC สำหรับงานหุ่นยนต์ โดยผสานรวมการรับรู้การสัมผัส การออกแบบที่ยืดหยุ่น และข้อมูลการฝึกฝนที่ได้จากมนุษย์
  • ความคล่องแคล่วว่องไวยังคงเป็นความท้าทายสำคัญสำหรับภาคอุตสาหกรรม โดยการควบคุมการเคลื่อนไหวที่ดีขึ้นสามารถช่วยลดเวลาในการออกแบบได้มากถึง 30%¹

ซานดิเอโก–(BUSINESS WIRE)–16 มิถุนายน 2026

ABB Robotics ได้ร่วมมือกับ PSYONIC ที่เป็นบริษัทด้านชีวภาพจากแคลิฟอร์เนีย เพื่อพัฒนาความสามารถในการจับยึดและความคล่องแคล่วของหุ่นยนต์ โดยใช้วิธีการใหม่ที่จะใช้ข้อมูลการใช้งานจริงจากแขนเทียมของมนุษย์ ด้วยการผสาน Ability Hand ของ PSYONIC เข้ากับหุ่นยนต์ร่วมปฏิบัติงาน ABB GoFa™ โดยความร่วมมือนี้จะสำรวจวิธีการใช้ข้อมูลเกี่ยวกับการสัมผัสและการเคลื่อนไหวที่ได้จากการใช้แขนเทียมของมนุษย์ เพื่อฝึกหุ่นยนต์ให้ทำงานที่ละเอียดอ่อนและสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งโดยปกติแล้วนั้นมีความยากต่อการทำงานอัตโนมัติเป็นอย่างมาก

“ความคล่องแคล่วของมนุษย์และความเข้าใจโดยสัญชาตญาณในการจัดการกับวัตถุต่างๆ เป็นหนึ่งในสิ่งที่ยากที่สุดที่จะจำลองหุ่นยนต์ระดับอุตสาหกรรม แต่นี่เป็นสิ่งจำเป็นพื้นฐานสำหรับหุ่นยนต์อัตโนมัติและอเนกประสงค์อย่างแท้จริง” Marc Segura ประธานบริษัท ABB Robotics กล่าว “ขณะที่เราพัฒนา AI ทางกายภาพรุ่นต่อไป หุ่นยนต์จะเรียนรู้และเข้าใจโลกเช่นเดียวกับเรา โดยความร่วมมือกับ PSYONIC นี้จะช่วยลดช่องว่างที่มีมายาวนานระหว่างความคล่องแคล่วของมนุษย์และหุ่นยนต์ และยังจะช่วยเปิดโอกาสใหม่ๆ สำหรับอุตสาหกรรมในหลากหลายประเภทอีกด้วย”

การจับและการเคลื่อนไหวที่คล่องแคล่วเป็นหัวใจสำคัญของหุ่นยนต์อเนกประสงค์อัตโนมัติ (Autonomous Versatile Robotics หรือ AVR™) ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์ของ ABB Robotics สำหรับหุ่นยนต์ที่สามารถรับรู้ คิดวิเคราะห์ เคลื่อนไหว และจัดการวัตถุได้อย่างแม่นยำในสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยทักษะเหล่านี้ยังมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนา AI เชิงกายภาพในอุตสาหกรรม นั่นคือระบบหุ่นยนต์ที่สามารถเรียนรู้จากปฏิสัมพันธ์ในโลกแห่งความเป็นจริงและนำความฉลาดนั้นไปใช้ได้อย่างน่าเชื่อถือในระดับอุตสาหกรรม โดยความร่วมมือนี้จะสำรวจการใช้งานใหม่ๆ ในอุตสาหกรรมต่างๆ มากมาย รวมถึงยานยนต์ การบินและอวกาศ บรรจุภัณฑ์และโลจิสติกส์ และวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ด้วยการทำให้หุ่นยนต์สามารถรับงานที่ซ้ำซากจำเจ งานที่ท้าทายทางด้านสรีรศาสตร์ หรืองานที่ยากต่อการปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอในระดับใหญ่ได้ โดย ABB Robotics และ PSYONIC จะสามารถช่วยให้คนและหุ่นยนต์ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมทั้งปรับปรุงผลิตภาพ ความยืดหยุ่น และความปลอดภัยในที่ทำงาน

PSYONIC กำลังทำงานอย่างใกล้ชิดกับทีมวิจัยและพัฒนาของ ABB Robotics ในด้านการบูรณาการและการพัฒนา โดยสำรวจว่าการควบคุมด้วยระบบสัมผัสสามารถสนับสนุนแอปพลิเคชันหุ่นยนต์อัตโนมัติยุคใหม่ได้อย่างไร

ปฏิวัติความคล่องแคล่วของหุ่นยนต์ด้วยข้อมูลที่สร้างโดยมนุษย์

Ability Hand ของ PSYONIC ได้พัฒนาขึ้นครั้งแรกเพื่อใช้กับแขนเทียม โดยผสานการควบคุมด้วยสัญญาณไฟฟ้าจากกล้ามเนื้อ การรับรู้การสัมผัส และกลไกที่ยืดหยุ่นเข้าไว้ในการออกแบบ น้ำหนักที่เบา และสามารถขยับได้หลายทิศทาง โดยเซนเซอร์วัดแรงดันและระบบตอบสนองด้วยการสั่นสะเทือนจะช่วยให้ผู้ใช้ตรวจจับการสัมผัส แรงจับ และการปล่อยได้ ในขณะที่นิ้วที่ยืดหยุ่นจะปรับตัวเข้ากับวัตถุที่ไม่เรียบและเปลี่ยนรูปได้อย่างเป็นธรรมชาติ

“การควบคุมการเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วเป็นความท้าทายด้านข้อมูลพอๆ กับความท้าทายด้านฮาร์ดแวร์” ดร. Aadeel Akhtar ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ PSYONIC กล่าว “ด้วยการใช้ Ability Hand เดียวกันทั้งกับคนและหุ่นยนต์ เราสามารถเก็บข้อมูลจริงที่มีความแม่นยำสูงเกี่ยวกับการเคลื่อนไหว การสัมผัส และแรงจับยึด จากนั้นจึงนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ในการฝึกฝนระบบหุ่นยนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการบูรณาการกับแพลตฟอร์มหุ่นยนต์ของ ABB Robotics จะช่วยให้เราสามารถขยายไปสู่สภาพแวดล้อมที่ใหญ่มากขึ้นและช่วยปลดล็อกระดับความคล่องแคล่วที่จำเป็นต่อการรับมือกับความท้าทายที่ยากที่สุดในด้านระบบอัตโนมัติได้”

เพื่อสนับสนุนการทำงานนี้ GoFa™ ของ ABB Robotics จะช่วยมอบความแม่นยำและความสม่ำเสมอที่จำเป็นสำหรับการใช้งานในระดับอุตสาหกรรม ที่จะช่วยทำให้มั่นใจได้ว่าความแปรผันเล็กน้อยในแรงจับยึด ตำแหน่งนิ้ว และการเคลื่อนไหว นั้นสามารถดำเนินการและประเมินได้อย่างสม่ำเสมอ โดยความแม่นยำระดับนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการแปลงข้อมูลการควบคุมจากมนุษย์ไปสู่ประสิทธิภาพการทำงานของหุ่นยนต์ที่เชื่อถือได้ในงานที่ซับซ้อนและสามารถเกิดการเปลี่ยนแปลงได้

โดยความร่วมมือนี้จะช่วยประเมินว่าความสามารถที่ผสานรวมกันนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในกรณีการใช้งานทางอุตสาหกรรมได้อย่างไร ในกรณีที่เทคโนโลยีการจับยึดแบบดั้งเดิมประสบปัญหาเรื่องความแปรปรวน ความเปราะบาง หรือความซับซ้อนต่างๆ เช่น การจัดการวัตถุที่ไม่เป็นรูปทรงหรือบอบบาง ตามข้อมูลของสหพันธ์หุ่นยนต์นานาชาติ (IFR) การจับยึดขั้นสูงและการบูรณาการทางดิจิทัลสามารถลดเวลาในการออกแบบได้มากถึง 30% ซึ่งเน้นย้ำถึงความสำคัญของเครื่องมือปลายแขนหุ่นยนต์ในการเร่งการใช้งานและปรับปรุงผลตอบแทนจากการลงทุนด้านระบบอัตโนมัติ

นอกจากนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางเชิงกลยุทธ์ที่กว้างขึ้นของ ABB Robotics ในการทำงานร่วมกับพันธมิตรทั่วทั้งระบบนิเวศเพื่อเอาชนะอุปสรรคที่มีมายาวนานต่อการทำงานอัตโนมัติ ด้วยการผสมผสานหุ่นยนต์ AI และข้อมูลการควบคุมในโลกแห่งความเป็นจริงที่สร้างขึ้นจากการใช้แขนเทียมของมนุษย์ โดย ABB Robotics กำลังพัฒนา AI เชิงกายภาพและทำให้หุ่นยนต์ที่มีความสามารถและปรับตัวได้ดีสามารถทำงานได้อย่างน่าเชื่อถือในสภาพแวดล้อมจริง

1สหพันธ์หุ่นยนต์นานาชาติ https://ifr.org/news/gripping-systems/

ABB Robotics เป็นหนึ่งในบริษัทหุ่นยนต์ชั้นนำของโลก เป็นบริษัทเดียวที่มีกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมและบูรณาการด้วยเทคโนโลยี AI ครอบคลุมทั้งหุ่นยนต์ หุ่นยนต์ร่วมปฏิบัติงาน และหุ่นยนต์เคลื่อนที่อัตโนมัติ (AMR) ที่ได้รับการออกแบบและควบคุมโดยซอฟต์แวร์ที่สร้างมูลค่าของเรา เราช่วยให้บริษัททุกขนาดและทุกภาคส่วน ตั้งแต่ยานยนต์ไปจนถึงอิเล็กทรอนิกส์และโลจิสติกส์ สามารถก้าวไปอีกขั้นด้วยการเพิ่มความยืดหยุ่น ความสามารถในการปรับตัว และประสิทธิภาพ โดย ABB Robotics เป็นผู้นำในการพัฒนาและจำหน่ายหุ่นยนต์อเนกประสงค์อัตโนมัติ (AVR) รุ่นใหม่ โดยเป็นผู้นำระบบนิเวศนวัตกรรมระดับโลกของพันธมิตรในการพัฒนาฮาร์ดแวร์ที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงซอฟต์แวร์อัจฉริยะด้วยประสิทธิภาพระดับอุตสาหกรรม โดยธุรกิจของเรามีพนักงานประมาณ 7,000 คน go.abb/robotics

PSYONIC ก่อตั้งขึ้นในปี 2015 และตั้งอยู่ที่เมืองซานดิเอโก้ เป็นบริษัทพัฒนาเทคโนโลยีระบบชีวภาพขั้นสูงที่เข้าถึงได้ง่าย ออกแบบมาเพื่อเพิ่มศักยภาพทั้งมนุษย์และหุ่นยนต์ บริษัทสร้างระบบชีวภาพขั้นสูงที่ผสมผสานความเร็ว ความแข็งแรง ความทนทาน และการตอบสนองทางประสาทสัมผัส พร้อมทั้งพัฒนาการวิจัยในด้านหุ่นยนต์ อินเทอร์เฟซระหว่างสมองกับคอมพิวเตอร์ และ AI โดยมือเทียม PSYONIC Ability Hand นั้นเป็นมือเทียมที่คล่องแคล่วที่สุดและเร็วที่สุดในตลาด และเป็นรุ่นแรกที่ให้การตอบสนองทางสัมผัส ทำให้ผู้ใช้สามารถโต้ตอบทางกายภาพได้อย่างเป็นธรรมชาติ และสร้างชุดข้อมูลที่หลากหลายเพื่อปรับปรุงความคล่องแคล่วของหุ่นยนต์

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260612749544/en

Contacts
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดต่อ:

ฝ่ายประชาสัมพันธ์
Rory Smith
อีเมล: rory.smith@gb.abb.com

ที่มา: ABB Robotics

ผลการศึกษาของ Boomi พบว่าองค์กรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังเสี่ยงต่อผลตอบแทนจากการลงทุนด้าน AI ที่ลดลง หากขาดรากฐานข้อมูลที่แข็งแกร่ง

Logo

กระแสความสนใจใน AI กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วทั้งภูมิภาค แต่ปัญหาการกระจัดกระจายของข้อมูล คุณภาพข้อมูลที่อ่อนแอ และช่องว่างด้านการกำกับดูแลยังคงมีอยู่

สิงคโปร์–(BUSINESS WIRE)–16 มิถุนายน 2026

Boomiบริษัทด้านการเปิดใช้งานข้อมูลสำหรับ AI ประกาศในวันนี้ถึงผลการวิจัยใหม่ที่ Boomi ว่าจ้างให้ Omdia ดำเนินการ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแม้ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) จะมีการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้อย่างรวดเร็ว แต่องค์กรจำนวนมากยังขาดสถาปัตยกรรมข้อมูลที่จำเป็นต่อการบรรลุผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ที่วัดผลได้

Boomi Study Finds APAC Organisations Risking AI ROI Without Strong Data Foundations

ผลการศึกษาของ Boomi พบว่าองค์กรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังเสี่ยงต่อผลตอบแทนจากการลงทุนด้าน AI ที่ลดลง หากขาดรากฐานข้อมูลที่แข็งแกร่ง

จากการสำรวจของ Omdia ซึ่งสอบถามผู้บริหารระดับสูงที่มีอำนาจตัดสินใจด้านเทคโนโลยีและธุรกิจกว่า 1,100 คนในออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ พบว่า 74% กำลังดำเนินโครงการ AI อย่างจริงจังอยู่แล้ว 9 ใน 10 เชื่อว่าระบบอัตโนมัติที่ใช้ AI จะปรับเปลี่ยนกระบวนการทางธุรกิจของตนอย่างมีนัยสำคัญภายในสองถึงสามปี

แม้ว่าจะมีแนวโน้มการนำไปใช้ที่เพิ่มขึ้น แต่ปัจจุบันมีเพียง 46% เท่านั้นที่ใช้แนวทางแบบบูรณาการโดยใช้แพลตฟอร์มเป็นหลัก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงช่องว่างที่กว้างขึ้นระหว่างความทะเยอทะยานด้าน AI กับการนำไปปฏิบัติจริง ในขณะเดียวกัน เกือบหนึ่งในสี่กล่าวว่าพวกเขาไม่สามารถวัดความสำเร็จของโครงการริเริ่มด้าน AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นช่องว่างที่สำคัญเมื่อพยายามประเมินผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI)

“องค์กรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วในด้าน AI แต่ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าหลายองค์กรยังคงมอง AI เป็นเพียงส่วนเสริมของการใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีในวงกว้าง มากกว่าที่จะเป็นโครงการริเริ่มเพื่อการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจเชิงกลยุทธ์” David Irecki ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่นของ Boomi กล่าว “ช่องว่างระหว่างการนำไปใช้และการได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนนั้นเกิดจากปัญหาพื้นฐานประการหนึ่ง นั่นคือ รากฐานข้อมูลที่อ่อนแอ หากปราศจากการบูรณาการ การกำกับดูแล และกรอบการทำงานด้านคุณภาพข้อมูลที่ครบวงจร โครงการ AI ใหม่แต่ละโครงการจะเพิ่มความซับซ้อนมากกว่าคุณค่า”

ผลการวิจัยพบว่า 89% กำลังพยายามลดความซ้ำซ้อนของเครื่องมือและเทคโนโลยี และ 92% กำลังรวมระบบต่างๆ เข้าด้วยกันแล้ว ไม่ว่าจะเป็นข้อมูล การบูรณาการกระบวนการ การจัดการอินเทอร์เฟซการเขียนโปรแกรมแอปพลิเคชัน (API) และระบบอัตโนมัติ

การกำกับดูแลข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญลำดับต้นๆ

ในขณะเดียวกัน องค์กรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก 94% มองว่าการบูรณาการข้อมูล การเข้าถึงข้อมูลและการกำกับดูแลข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญลำดับต้นๆ ขณะที่ 93% เชื่อว่าโครงการริเริ่มด้าน AI จะเพิ่มความสำคัญต่อคุณภาพข้อมูลและนโยบายการกำกับดูแลข้อมูล อย่างไรก็ตาม มีเพียงครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามเท่านั้นที่มีนโยบายการกำกับดูแลข้อมูลเฉพาะด้าน AI อย่างเป็นทางการ และ 81% กล่าวว่าการบูรณาการข้อมูลแบบไม่เป็นทางการที่ไม่ได้จัดการอย่างเหมาะสมกำลังทำลายคุณภาพและความน่าเชื่อถือของข้อมูล

“จากการสำรวจองค์กรของเรา 9 ใน 10 แห่งระบุว่าการกำกับดูแลเป็นสิ่งสำคัญ แต่มีเพียงครึ่งเดียวเท่านั้นที่มีนโยบายที่เป็นทางการ” Michael Barnes หัวหน้านักวิเคราะห์ด้านไอทีองค์กรประจำเอเชียของ Omdia กล่าว “เมื่อทีมต่างๆ สร้างแบบจำลอง AI จากข้อมูลที่พวกเขาควบคุมหรือจัดการข้ามระบบได้ไม่เต็มที่ พวกเขาจะขาดความชัดเจนว่าอะไรป้อนเข้าสู่อะไรบ้าง ช่องว่างนั้นกลายเป็นความเสี่ยงทางธุรกิจที่แท้จริง”

อธิปไตยทางข้อมูลกำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญ โดย 76% ของบริษัทแสดงความกังวลเกี่ยวกับข้อกำหนดด้านการจัดเก็บข้อมูลในประเทศ อย่างไรก็ตาม มีเพียง 24% เท่านั้นที่กล่าวว่าความกังวลเหล่านั้นส่งผลกระทบอย่างมากต่อกลยุทธ์การบูรณาการข้อมูลหรือปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของตน ซึ่งบ่งชี้ว่าหลายองค์กรยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการวางแผนการดำเนินงาน

การขยายธุรกิจเพื่อความได้เปรียบในการแข่งขัน

“การขยายขีดความสามารถของ AI ให้ประสบความสำเร็จนั้นขึ้นอยู่กับข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เชื่อมโยงกัน และมีการกำกับดูแล ผู้บริหารระดับสูงด้านไอทีและ CIO ต่างให้ความสำคัญกับการลดความซับซ้อนของสภาพแวดล้อมที่กระจัดกระจาย ปรับปรุงคุณภาพข้อมูล และสร้างรากฐานการดำเนินงานที่จำเป็นเพื่อรองรับ AI ในระดับองค์กร” Irecki กล่าวเสริม

“อัตราการนำ AI มาใช้ที่สูงมากในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยเฉพาะมาเลเซียที่ 86% และสิงคโปร์ที่ 78% แสดงให้เห็นว่าองค์กรต่างๆ กำลังก้าวข้ามขั้นตอนการทดลองไปสู่การนำไปใช้งานจริง แต่ถึงเวลาแล้วที่องค์กรต่างๆ จะต้องวางรากฐานข้อมูลที่เหมาะสม ความสามารถในการบูรณาการ และโครงสร้างการกำกับดูแลที่ถูกต้อง”

“หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงนี้ องค์กรต่างๆ อาจเสี่ยงต่อการสร้างกิจกรรม AI ที่แยกส่วนโดยไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ทางธุรกิจที่วัดผลได้ การกำกับดูแล คุณภาพข้อมูล และการวัดผลการดำเนินงานที่ชัดเจน คือสิ่งที่เปลี่ยนการใช้งาน AI ให้เป็นมูลค่าทางธุรกิจที่ยั่งยืน ช่วยให้องค์กรสามารถเปลี่ยนการนำไปใช้ให้เป็นการเพิ่มผลผลิต ประสิทธิภาพการดำเนินงาน และความได้เปรียบในการแข่งขัน” Irecki กล่าว

ดาวน์โหลดรายงานฉบับเต็ม “ความทะเยอทะยานด้าน AI พบกับความเป็นจริงของข้อมูล: ลำดับความสำคัญและความท้าทายด้านเทคโนโลยีในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ปี 2026” ได้จากhttps://boomi.com/content/report/apac-tech-priorities-ai-2026/

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม

เกี่ยวกับ Boomi

Boomi บริษัทด้านการเปิดใช้งานข้อมูลสำหรับ AI ขับเคลื่อนองค์กรแบบเอเจนต์โดยการนำข้อมูลมาใช้ประโยชน์ทั่วทั้งธุรกิจ แพลตฟอร์ม Boomi Enterprise เป็นรากฐานข้อมูลที่ใช้งานได้จริง ซึ่งมอบโครงสร้างพื้นฐานเอเจนต์ที่จำเป็นเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงแบบเอเจนต์ ด้วยการรวมการออกแบบและการกำกับดูแลเอเจนต์ การจัดการ API และ MCP การบูรณาการและการทำงานอัตโนมัติ และการจัดการข้อมูลไว้ในแพลตฟอร์มเดียว Boomi ช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถใช้ประโยชน์จากพลังของ AI ด้วยการเชื่อมต่อที่ปลอดภัยและปรับขนาดได้ Boomi ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้ากว่า 30,000 ราย และได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายพันธมิตรมากกว่า 800 ราย ช่วยให้องค์กรทุกขนาดบรรลุความคล่องตัว ประสิทธิภาพ และนวัตกรรมในวงกว้าง ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ boomi.com.

© 2026 Boomi, LP. Boomi, โลโก้ ‘Boomi’, โลโก้ ‘B’ และ Boomiverse เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ Boomi, LP หรือบริษัทในเครือหรือบริษัทร่วมในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ สงวนลิขสิทธิ์ทุกประการ ชื่อหรือเครื่องหมายอื่นๆ อาจเป็นเครื่องหมายการค้าของเจ้าของที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260615391067/en

Contacts

ข่องทางติดต่อ:
Jasmine Ee
การสื่อสารระดับสากล
jasmine.ee@boomi.com

ที่มา: Boomi

โอกาสสุดท้ายที่จะได้เป็นส่วนหนึ่งของ K-Startup Grand Challenge 2026 ที่จะปิดรับสมัครในวันที่ 17 มิถุนายนนี้

Logo

โซล ประเทศเกาหลีใต้–(BUSINESS WIRE)–15 มิถุนายน 2026

ในขณะที่โครงการเร่งพัฒนาธุรกิจส่วนใหญ่นั้นจะเน้นการสร้างประสบการณ์ แต่ KSGC 2026 จะมอบสิ่งที่หาได้ยากกว่า นั่นคือ โมเมนตัมทางธุรกิจในปัจจุบันของเกาหลี ผ่านการประชุมเจรจาธุรกิจ การพูดคุยเรื่องเงินทุน และความร่วมมือกับองค์กรต่างๆ ที่จะนำไปสู่รายได้และการเติบโต

Applications for K-Startup Grand Challenge 2026 close on June 17, offering global startups the opportunity to join South Korea’s flagship government-backed acceleration program. (Image: KSGC)

Aการรับสมัครเข้าร่วมโครงการ K-Startup Grand Challenge 2026 จะปิดรับสมัครในวันที่ 17 มิถุนายน ที่จะเปิดโอกาสให้สตาร์ทอัพจากทั่วโลกได้เข้าร่วมโครงการเร่งการเติบโตที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเกาหลีใต้ (ภาพ: KSGC)

ด้วยความโดดเด่นดังกล่าว ทำให้มีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการถึง 21,537 ราย นับตั้งแต่ปี 2016 ส่งผลให้ KSGC ซึ่งดำเนินมาเป็นปีที่ 11 แล้ว กลายเป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในเอเชีย

สถานที่ที่ทำให้การเจรจาธุรกิจเกิดขึ้น

KSGC จะมอบโอกาสในการร่วมมือกับบริษัทสตาร์ทอัพที่ได้รับการคัดเลือกกว่า 20 แห่งในกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ของเกาหลี เพื่อทำการทดสอบแนวคิด (Proof-of-Concept หรือ PoC) อย่างเป็นระบบ โดยนำเสนอโอกาสในการพัฒนาร่วมกับผู้นำในอุตสาหกรรมที่กำลังมองหาพันธมิตรด้านนวัตกรรมต่างๆ โดย PoC เพียงครั้งเดียวในเกาหลีก็สามารถเปิดประตูสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาคทั้งหมดได้

นอกเหนือจาก PoC แล้ว ทาง KSGC ยังอำนวยความสะดวกในการจับคู่ทางธุรกิจอย่างต่อเนื่องตลอดโครงการ รวมถึงการแนะนำเป้าหมายไปยังองค์กร ผู้จัดจำหน่าย และพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ต่างๆ ในด้าน AI เทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีทางการเงิน การผลิตอัจฉริยะ การคมนาคม และพลังงาน

ที่ซึ่งเงินทุนมาบรรจบกับผู้ก่อตั้ง

ในงาน COMEUP 2026 ที่เป็นเทศกาลสตาร์ทอัพที่ใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้ ผู้เข้าร่วมโครงการ KSGC จะได้นำเสนอแผนธุรกิจต่อหน้านักลงทุนและ CVC ที่มีบทบาทมากที่สุดในเกาหลี โดยมีผู้จัดงาน KSGC เป็นผู้ดำเนินการสนทนาต่อยอด นอกจากนี้ ยังมีเซสชั่น IR ส่วนตัวสุดพิเศษที่จะนำผู้ก่อตั้งมาพบปะกับเหล่านักลงทุนและ CVC ชั้นนำแบบตัวต่อตัว ซึ่งจะเป็นการเข้าถึงนักลงทุนในระดับที่โครงการอื่นๆ ในเอเชียไม่ค่อยมีให้

ที่ซึ่งตัวเลขบ่งบอกทุกอย่าง

KSGC 2026 ได้มอบเงินรางวัลแบบปลอดหุ้นมูลค่า 380 ล้านวอน ให้แก่ 20 ทีมอันดับแรก และเงินสนับสนุนเพื่อการขยายธุรกิจมูลค่า 250 ล้านวอน ให้แก่ 8 ทีมอันดับแรก เมื่อรวมกับเงินสนับสนุนการเข้าร่วมและการพัฒนาเชิงพาณิชย์แล้ว เงินสนับสนุนแบบปลอดหุ้นทั้งหมดมีมูลค่าสูงถึง 950 ล้านวอน

เกาหลีเป็นประตูสู่เอเชีย

สำหรับสตาร์ทอัพระดับโลก KSGC ไม่ใช่จุดหมายปลายทาง แต่เป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจในเอเชีย เครือข่ายองค์กร ความสัมพันธ์กับนักลงทุน และความน่าเชื่อถือในตลาดที่สร้างขึ้นผ่านโครงการนี้จะกลายเป็นรากฐานสำหรับการขยายธุรกิจไปทั่วญี่ปุ่น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และที่อื่นๆ โดยศิษย์เก่า KSGC หลายรายได้ก่อตั้งบริษัทในเกาหลี ได้รับสัญญาทางธุรกิจ และระดมทุนเพิ่มเติมในภูมิภาคนี้

เปิดรับสมัครสตาร์ทอัพที่ไม่ได้ก่อตั้งในเกาหลี โดยมีอายุไม่เกินเจ็ดปี (สิบปีสำหรับเทคโนโลยีขั้นสูง) จากทุกอุตสาหกรรม ไม่จำเป็นต้องมีนิติบุคคลสัญชาติเกาหลี

เฟสที่ 1 จะดำเนินการทางออนไลน์ 100% โดยคัดเลือก 80 ทีมเข้าร่วมโครงการ และจะปิดรับสมัครวันที่ 17 มิถุนายนนี้ สตาร์ทอัพที่สนใจควรสมัครโดยเร็วที่สุด

ปิดรับสมัครวันที่ 17 มิถุนายน 2026 (15:00 เวลา GMT+9) สมัครได้ที่ ksgc.global หรือติดต่อ apply@ksgc.global

เกี่ยวกับ KSGC

ได้รับทุนสนับสนุนจาก MSS บริหารจัดการโดย KISED และดำเนินงานโดย GCCEI โดยนับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2016 เป็นต้น ได้ช่วยเหลือสตาร์ทอัพต่างประเทศกว่าหลายร้อยแห่งในการสร้างฐานธุรกิจในเกาหลีและเอเชีย

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260615948337/en

Contacts

KISED
apply@ksgc.global

ที่มา: K-Startup Grand Challenge

Autel นำเสนอเทคโนโลยีการชาร์จที่คำนึงถึงโครงข่ายไฟฟ้าและกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า ในงานสัมมนาด้านนวัตกรรมการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่ซิดนีย์

Logo

ได้เสริมสร้างกลยุทธ์การผลิตในประเทศออสเตรเลียด้วยโซลูชันการชาร์จอัจฉริยะและพลังงานแบบบูรณาการ

ซิดนีย์–(BUSINESS WIRE)–10 มิถุนายน 2026

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายนที่ผ่านมา Autel Energy ได้จัดงานสัมมนา “การขับเคลื่อนสู่อนาคต – สัมมนานวัตกรรมการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าของ Autel ประจำปี 2026 ” ที่ซิดนีย์ โดยได้รวบรวมพันธมิตรในอุตสาหกรรม ลูกค้า และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระบบนิเวศต่างๆ เพื่อร่วมกันสำรวจอนาคตของการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในออสเตรเลีย

Industry leaders and partners came together in Sydney to explore the future of EV charging, featuring the DH120 Ultra Slim DC Charger, DT300 Fleet Charging Solution, and DS600L Liquid-Cooled Power Cabinet under the theme “Powering the Future”.

ผู้นำในอุตสาหกรรมและพันธมิตรต่างๆ ได้มารวมตัวกันที่ซิดนีย์เพื่อร่วมกันสำรวจอนาคตของการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า โดยมีการนำเสนอเครื่องชาร์จ DC ที่บางเฉียบ DH120, โซลูชันการชาร์จสำหรับกลุ่มรถยนต์ DT300 และตู้จ่ายไฟที่ระบายความร้อนด้วยของเหลว DS600L ภายใต้หัวข้อ “การขับเคลื่อนสู่อนาคต

โดยการสัมมนานั้นเริ่มต้นด้วยการกล่าวสุนทรพจน์ผ่านวิดีโอจาก Li Hongjing (Frank Li) ประธานของ Autel ที่ช่วยยืนยันถึงความมุ่งมั่นของบริษัทใน “การสร้างระบบนิเวศโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จที่ชาญฉลาด เชื่อมต่อถึงกัน และยั่งยืนยิ่งขึ้น”

เพื่อเป็นการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในออสเตรเลียที่กำหนดมาตรฐานใหม่สำหรับโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จ ทาง Autel ได้แนะนำนวัตกรรมต่างๆ มากมายที่ออกแบบมาเพื่อตลาดในออสเตรเลีย โดยเฉพาะเครื่องชาร์จ DC รุ่น DH120 ที่มีตัวเครื่องบางเฉียบเพียง 25 ซม. และใช้พื้นที่น้อยกว่า 0.16 ม.2 โดยเครื่องชาร์จนี้สามารถรองรับการชาร์จรถยนต์สองคันพร้อมกันได้ด้วยประสิทธิภาพสูงสุดถึง 97% นอกจากนี้ ในงานยังมีการเปิดตัวเทคโนโลยีการปรับค่าตัวประกอบกำลังไฟฟ้าที่สามารถควบคุมได้ ทำให้เป็นโซลูชันการชาร์จเครื่องแรกในออสเตรเลียที่มีการชดเชยกำลังไฟฟ้าเชิงปฏิกิริยาได้ โดยจะทำหน้าที่เป็น “ตัวรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า” และถือเป็นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอีกด้วย เพื่อความสะดวกในการชำระเงิน เครื่องชาร์จซีรีส์ AC Single จะเป็นเครื่องแรกที่รวมการชำระเงินด้วยบัตร Nayax เข้าไว้ด้วยกัน ทำให้ขั้นตอนสุดท้ายของการชำระเงินง่ายขึ้น ในส่วนของกลุ่มผู้ใช้งานเครื่องชาร์จแบบ “สลับการทำงานเครื่องหลัก-สำรอง 1+1” พร้อมระบบสำรองระดับฮาร์ดแวร์จะสามารถมั่นใจได้ว่า “ไม่มีการหยุดทำงาน” และช่วยให้มีความต่อเนื่องทางธุรกิจ สุดท้ายนี้ Autel ยังได้จัดแสดงเครื่องชาร์จ AC อัจฉริยะที่รองรับการเชื่อมต่อกับแผงโซลาร์เซลล์โดยตรง ทำให้ครัวเรือนสามารถจัดลำดับความสำคัญของพลังงานแสงอาทิตย์ส่วนเกินสำหรับการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าและลดค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าได้

นอกจากนี้ Autel ยังนำเสนอโซลูชัน iGreen Charging ที่เป็นระบบนิเวศแบบบูรณาการระหว่างพลังงานแสงอาทิตย์ การจัดเก็บพลังงาน และการชาร์จ โดยขับเคลื่อนด้วยแพลตฟอร์มการจัดการพลังงานที่ AI โซลูชันนี้จะผสานรวมการจัดเก็บพลังงาน การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ และโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจ่ายพลังงานและการพยากรณ์โหลดแบบไดนามิก ปรับปรุงการใช้พลังงาน ลดต้นทุนการดำเนินงาน และเพิ่มผลกำไรในระยะยาวสำหรับผู้ประกอบการ

Mosen Wang ที่ปรึกษาพิเศษของประธานของ Autel กล่าวว่า กลยุทธ์ของ Autel นั้นเรียบง่ายแต่ทรงพลัง โดยสร้างขึ้นจากความเชี่ยวชาญด้านอิเล็กทรอนิกส์กำลังและ AI ต่อจากนั้น Henry He ซีอีโอของ Autel ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ยังได้เน้นย้ำว่า “ออสเตรเลียเผชิญกับความท้าทายที่ไม่เหมือนใคร รวมถึงข้อจำกัดด้านที่ดินเชิงพาณิชย์ ความเสถียรของระบบไฟฟ้า และข้อกำหนดด้านความพร้อมใช้งานที่เข้มงวดสำหรับการดำเนินงานของกลุ่มรถจักร ซึ่ง Autel สามารถช่วยแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ด้วยการออกแบบที่ประหยัดพื้นที่ เทคโนโลยีการโต้ตอบกับระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ และความสามารถในการทำงานโดยไม่หยุดชะงักในระดับฮาร์ดแวร์”

ในขณะที่ออสเตรเลียกำลังเร่งการเปลี่ยนไปใช้ระบบไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน ทาง Autel Energy นั้นตั้งเป้าที่จะมีบทบาทในระยะยาวในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอัจฉริยะที่เชื่อมต่อถึงกันและยั่งยืนทั่วโลก

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260609179946/en

Contacts

ทีมขาย
Ethan Cao
Ethan.Cao@autel.com

ทีมการตลาด
FiFi Huang
marketing.jp@autel.com

ที่มา: Autel Energy

COOCON เข้าร่วมเป็นสมาชิกของ Global AI Agent Foundation (AAIF) เพื่อพัฒนาการชำระเงินผ่าน AI Agent และธุรกิจข้อมูลแบบ MCP

Logo

– สร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับโลกกับบริษัทมากกว่า 180 แห่ง รวมถึง OpenAI, Google, Anthropic และ Microsoft

– เข้าร่วมการหารือเกี่ยวกับมาตรฐานการชำระเงินผ่าน AI Agent และข้อมูล MCP เพื่อเร่งการขยายตัวสู่ตลาดการชำระเงินและข้อมูลระดับโลก

โซล เกาหลีใต้–(BUSINESS WIRE)–12 มิถุนายน 2026

COOCON (ซีอีโอ Kim Jong-hyun, KOSDAQ 294570) บริษัทแพลตฟอร์มข้อมูลธุรกิจชั้นนำของเกาหลีใต้ ประกาศว่าได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกระดับ Silver ของ Agentic AI Foundation (AAIF) แล้วเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน

COOCON has officially joined the Agentic AI Foundation (AAIF) as a Silver Member (Image: COOCON)

COOCON ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกระดับ Silver ของ Agentic AI Foundation (AAIF) อย่างเป็นทางการแล้ว (ภาพ: COOCON)

AAIF เป็นมูลนิธิโอเพนซอร์สสำหรับ Agentic AI ซึ่งเป็นกลุ่มพันธมิตรระดับโลกภายใต้ Linux Foundation ที่รวบรวมสมาชิกกว่า 180 ราย รวมถึง Anthropic, OpenAI, Google, Microsoft, Circle, Tron และ Stripe โดยมูลนิธินี้ทุ่มเทให้กับการพัฒนาและกำกับดูแลมาตรฐานและโปรโตคอลแบบเปิดที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานร่วมกันระหว่าง AI Agent โดยมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมมาตรฐานระดับโลกในอุตสาหกรรม AI

การเข้าร่วม AAIF ทำให้ COOCON วางแผนที่จะขยายเครือข่ายระดับโลกและแสวงหาความร่วมมือที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นกับบริษัท AI Agent ชั้นนำ โดยบริษัทฯ ยังมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างรากฐานทางเทคโนโลยีโดยการเข้าร่วมกลุ่มทำงานที่เกี่ยวข้องกับการชำระเงินด้วย AI Agent และธุรกิจข้อมูลที่ใช้ AI ซึ่งสร้างขึ้นบน Model Context Protocol (MCP) ด้วยความคิดริเริ่มเหล่านี้ บริษัทฯ พยายามที่จะรักษาความสามารถด้านเทคโนโลยีการชำระเงินและข้อมูลยุคใหม่ พร้อมทั้งเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

เนื่องจาก AI Agent พัฒนาอย่างรวดเร็วเกินกว่าการค้นหาผลิตภัณฑ์และคำแนะนำในการซื้อ ไปสู่การดำเนินการชำระเงินจริง ผู้ให้บริการชำระเงินจึงถูกคาดหวังมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าจะทำหน้าที่เป็นพันธมิตรโครงสร้างพื้นฐานหลักที่ช่วยให้การทำธุรกรรมมีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสำหรับ AI Agent ด้วยเหตุนี้ การเข้าร่วม AAIF ของ COOCON จึงจะช่วยเสริมสร้างตำแหน่งของบริษัทฯ ในฐานะบริษัทโครงสร้างพื้นฐานชั้นนำในยุค AI Agent ทั้งในภาคการชำระเงินและข้อมูล

COOCON ให้บริการชำระเงิน ถอนเงิน และบริการชำระเงินและหักบัญชีผ่านเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานที่ครอบคลุม ซึ่งประกอบด้วยร้านค้าที่รับ QR Code กว่า 2 ล้านแห่ง พันธมิตรแฟรนไชส์ ​​100,000 ราย และตู้ ATM 40,000 เครื่อง นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังคงเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันของโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยได้บูรณาการเข้ากับเครือข่ายการชำระเงินระดับโลกที่สำคัญ เช่น UnionPay, WeChat Pay, Alipay+ และ QRIS ซึ่งเป็นมาตรฐานการชำระเงินสำหรับรหัส QR ระดับชาติของอินโดนีเซีย

นอกจากนี้ COOCON ยังดำเนินงานแพลตฟอร์มข้อมูลธุรกิจที่เชื่อมต่อข้อมูลจากสถาบันภายในประเทศประมาณ 500 แห่ง และสถาบันการเงิน 2,000 แห่งในกว่า 40 ประเทศ ผ่าน API มากกว่า 300 รายการ ปัจจุบันบริษัทกำลังเปลี่ยนไปใช้สถาปัตยกรรมแบบ MCP เพื่อให้ระบบ AI สามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ด้วยการใช้ประโยชน์จากความร่วมมือทางเทคโนโลยีและกิจกรรมการกำหนดมาตรฐานภายใน AAIF ทำให้ COOCON วางแผนที่จะเร่งการขยายธุรกิจการชำระเงินและสเตเบิลคอยน์ไปทั่วโลก บริษัทจะนำมาตรฐานสากลมาใช้ในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มความเข้ากันได้ในระดับโลก พร้อมทั้งมุ่งเน้นความสามารถในสามด้านการเติบโตหลักในปีนี้ ได้แก่ การชำระเงินทั่วโลก สเตเบิลคอยน์ และธุรกิจข้อมูลที่ใช้ AI

Kim Jong-hyun ซีอีโอของ COOCON กล่าวว่า “การเข้าร่วมงานครั้งล่าสุดนี้ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับ COOCON ในการขยายธุรกิจไปทั่วโลกอย่างเต็มรูปแบบ ควบคู่ไปกับการจัดตั้งบริษัทสาขาในสิงคโปร์” พร้อมเสริมว่า “ด้วยการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีและความร่วมมือกับบริษัทระดับโลก COOCON จะเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันด้านเทคโนโลยีการชำระเงินและข้อมูลให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพื่อตอบสนองต่อยุคของตัวแทน AI ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างทันท่วงที”

เขาย้ำว่า “ด้วยการใช้กิจกรรม AAIF ของเราเป็นรากฐานเชิงกลยุทธ์ เราจะสามารถพัฒนาจากบริษัทแพลตฟอร์มข้อมูลไปสู่บริษัทข้อมูลที่ใช้ AI และสร้างโอกาสการเติบโตใหม่ๆ ในตลาดโลกได้”

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260611787103/en  

Contacts

Webcash สำหรับ COOCON
Do-Yeol Kim
+82-2-3774-4743
dykim@webcash.co.kr

Min-Ji Kang
+82-2-3774-4755
kmj9845@webcash.co.kr

Min-Ju Lee
+82-2-3779-9103
lmj0326@webcash.co.kr

ที่มา: COOCON

Mobix Labs เตรียมเข้าซื้อ Vision Aerial ผู้ผลิตโดรนสัญชาติอเมริกัน เพื่อขยายธุรกิจสู่ตลาดโดรนและข่าวกรองทางอากาศระดับโลก

Logo

เออร์ไวน์ รัฐแคลิฟอร์เนีย–(BUSINESS WIRE)–04 มิถุนายน 2026

Mobix Labs, Inc. (Nasdaq: MOBX) ประกาศในวันนี้ว่าได้ลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนงที่มีผลผูกพันในการเข้าซื้อ Vision Aerial, Inc. ที่เป็นผู้ผลิตโดรนสัญชาติอเมริกันจากรัฐมอนแทนา ซึ่งได้รับความไว้วางใจในด้านความมั่นคงแห่งชาติ ภาครัฐ พลังงาน ความปลอดภัยสาธารณะ และโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ โดยการเข้าซื้อกิจการครั้งนี้จะช่วยขยายธุรกิจของ Mobix Labs ไปสู่ตลาดโลกที่เติบโตอย่างรวดเร็ว และเป็นก้าวล่าสุดในกลยุทธ์ที่ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ในการเติบโตผ่านการเข้าซื้อกิจการที่ตรงเป้าหมายและมีความสำคัญต่อภารกิจ

ผลิตในอเมริกา เชื่อถือได้ในเรื่องประสิทธิภาพ

Vision Aerial ก่อตั้งขึ้นในปี 2013 โดยออกแบบ ผลิต และให้การสนับสนุนระบบโดรนที่ทนทาน สร้างขึ้นเพื่อการปฏิบัติงานภาคสนามที่ต้องการประสิทธิภาพสูงที่สุด โดรนแต่ละลำสามารถติดตั้งกล้องและเซนเซอร์ที่สามารถเปลี่ยนได้ ตั้งแต่กล้องถ่ายภาพความร้อนความละเอียดสูง ไปจนถึงระบบสร้างแผนที่ 3 มิติด้วยเลเซอร์ รวมถึงระบบตรวจจับการรั่วไหลของก๊าซ ทำให้แพลตฟอร์มเดียวสามารถรองรับภารกิจได้หลากหลายรูปแบบในการปฏิบัติงานภาคสนามที่ต้องการประสิทธิภาพสูง

โดรนของ Vision Aerial จะช่วยสนับสนุนการปฏิบัติการด้านความมั่นคงแห่งชาติและความปลอดภัยสาธารณะ การค้นหาและกู้ภัย การรับมือกับไฟป่า การตรวจสอบพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน การเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อม การเกษตร และการสำรวจทางอากาศขั้นสูง โดยฐานลูกค้าและผู้ใช้งานของบริษัทประกอบด้วยกองทัพอากาศสหรัฐฯ กองทัพเรือสหรัฐฯ กรมป่าไม้ของกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ และ L3Harris รวมถึงผู้ประกอบการด้านพลังงานและสาธารณูปโภครายใหญ่ เช่น Marathon Oil, DTE Energy และ Northwestern Energy และมหาวิทยาลัยวิจัยชั้นนำ ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ที่ต้องใช้เวลาหลายปีในการสร้าง

โอกาสระดับโลก กำลังเร่งตัวขึ้นในขณะนี้

ความต้องการระบบโดรนที่มีความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงทั่วโลกกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากรัฐบาล บริษัทสาธารณูปโภค ผู้ผลิตพลังงาน หน่วยงานด้านความปลอดภัยสาธารณะ และผู้ประกอบการอุตสาหกรรมต่างนำโดรนมาใช้เพื่อปกป้องผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของชาติ ตรวจสอบทรัพย์สินที่สำคัญ ตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉิน ตรวจสอบการดำเนินงาน และเข้าถึงสถานที่ที่อันตราย ห่างไกล หรือมีค่าใช้จ่ายสูงเกินกว่าที่คนจะเข้าถึงได้ด้วยตนเอง

ในสหรัฐอเมริกา ข้อจำกัดของรัฐบาลกลางเกี่ยวกับโดรนที่ผลิตจากต่างประเทศบางประเภท กำลังเร่งให้เกิดการเปลี่ยนไปใช้ระบบที่ผลิตในประเทศที่น่าเชื่อถือมากขึ้น และผู้ซื้อระหว่างประเทศก็เริ่มใช้มาตรฐานที่คล้ายคลึงกันมากขึ้นเรื่อยๆ ในด้านความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ และความสมบูรณ์ของห่วงโซ่อุปทาน โดยแพลตฟอร์มที่ผลิตในอเมริกาของ Vision Aerial จะช่วยให้ Mobix Labs เข้าถึงความต้องการทั่วโลกได้โดยตรง ซึ่งเทคโนโลยีที่ผลิตในอเมริกามีความน่าเชื่อถือสูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด

มากกว่าการเป็นแค่เครื่องบิน แต่เป็นแพลตฟอร์มสำหรับข่าวกรองทางอากาศ

โอกาสนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ฮาร์ดแวร์เท่านั้น โดยข่าวกรองทางอากาศจะผสานทั้งโดรน เซนเซอร์ การสื่อสาร และข้อมูลต่างๆ เพื่อแสดงให้องค์กรเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นบนพื้นดินและสินทรัพย์สำคัญต่างๆ แบบเรียลไทม์ โดรนของ Vision Aerial จะเสริมจุดแข็งของ Mobix Labs ในด้านอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง การเชื่อมต่อ RF และการตรวจจับสำหรับอุตสาหกรรมการบินและอวกาศ การป้องกันประเทศ และตลาดอื่นๆ ที่ต้องการความน่าเชื่อถือสูง รวมถึงการสร้างเส้นทางการเติบโตที่ชัดเจนสำหรับระบบอัตโนมัติ การตรวจจับขั้นสูง ข้อมูลที่สำคัญต่อภารกิจ และการปกป้องโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ

นี่คือการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญสำหรับ Mobix Labs เรากำลังเข้าซื้อแพลตฟอร์มโดรนที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว ผลิตในอเมริกา และได้รับความไว้วางใจจากกองทัพอากาศสหรัฐฯ กองทัพเรือสหรัฐฯ และลูกค้ารายใหญ่ในอุตสาหกรรม ในขณะที่ความต้องการโดรนที่มีความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงกำลังเพิ่มขึ้นทั่วโลก ทาง Vision Aerial จะช่วยขยาย Mobix Labs ไปสู่หนึ่งในตลาดเทคโนโลยีที่สำคัญที่สุดในโลก และผลักดันกลยุทธ์การเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยการเข้าซื้อกิจการที่เราได้สื่อสารไปก่อนหน้านี้ — Phil Sansone ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Mobix Labs

“Vision Aerial ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับภารกิจที่ท้าทายและใช้งานได้จริง การเข้าร่วมกับ Mobix Labs จะช่วยให้เราสามารถนำโดรนที่ผลิตในอเมริกาไปสู่มือลูกค้าได้มากขึ้น ในช่วงเวลาที่ความต้องการระบบที่น่าเชื่อถือและผลิตในสหรัฐฯ ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง — Shane Beams ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของ Vision Aerial

ภาพรวมของธุรกรรม

ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนงที่มีผลผูกพันแล้ว แต่ไม่ได้เปิดเผยเงื่อนไขของธุรกรรม ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารหลักของ Vision Aerial คาดว่าจะยังคงดำเนินธุรกิจต่อไปภายใต้ข้อตกลงระยะยาวหลายปี และคาดว่าการผลิตจะยังคงอยู่ในสหรัฐอเมริกา การทำธุรกรรมจะเสร็จสมบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อมีการเจรจาและลงนามในข้อตกลงขั้นสุดท้าย การตรวจสอบสถานะกิจการอย่างละเอียดถี่ถ้วนจนเป็นที่น่าพอใจ และเงื่อนไขและการอนุมัติการปิดธุรกรรมตามปกติ ไม่สามารถรับประกันได้ว่าธุรกรรมจะเสร็จสมบูรณ์ตามเงื่อนไขที่คาดการณ์ไว้ หรือจะเสร็จสมบูรณ์เลยก็ตาม

เกี่ยวกับ Vision Aerial, Inc.

Vision Aerial, Inc. ก่อตั้งขึ้นในปี 2013 และมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่รัฐมอนแทนา ออกแบบ ผลิต และให้การสนับสนุนอากาศยานไร้คนขับที่มีภารกิจสำคัญในด้านการป้องกันประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ การตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐาน การทำแผนที่ พลังงาน การตรวจสอบสิ่งแวดล้อม และการเกษตร อากาศยานของบริษัทได้รับการออกแบบ สร้าง และให้การสนับสนุนในสหรัฐอเมริกา

เกี่ยวกับ Mobix Labs, Inc.

Mobix Labs, Inc. (Nasdaq: MOBX) เป็นบริษัทเทคโนโลยีในเมืองเออร์ไวน์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ที่ส่งมอบเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง การเชื่อมต่อ RF และเทคโนโลยีการตรวจจับสำหรับอุตสาหกรรมการบินและอวกาศ การป้องกันประเทศ และตลาดอื่นๆ ที่ต้องการความน่าเชื่อถือสูง โดยเทคโนโลยีของบริษัทถูกนำไปใช้ในแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น เครื่องบินรบ F-22 Raptor เฮลิคอปเตอร์ Apache โครงการของกองทัพเรือสหรัฐฯ และเครื่องบิน Boeing 737NG และ Gulfstream ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ mobixlabs.com

คำแถลงการณ์ที่คาดการณ์อนาคต

ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้มี “คำแถลงการณ์ที่คาดการณ์อนาคต” ตามความหมายของพระราชบัญญัติปฏิรูปการดำเนินคดีหลักทรัพย์เอกชนปี 1995 และกฎหมายหลักทรัพย์ของรัฐบาลกลางอื่นๆ โดยคำแถลงการณ์ที่คาดการณ์อนาคต รวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียงคำแถลงการณ์เกี่ยวกับการเข้าซื้อกิจการ Vision Aerial, Inc. โดย Mobix Labs, Inc. ที่เสนอ; โครงสร้าง ระยะเวลา ผลประโยชน์ และความสำคัญเชิงกลยุทธ์ที่คาดการณ์ไว้ของธุรกรรมที่เสนอ; การเจรจาและการลงนามในข้อตกลงขั้นสุดท้าย; การปฏิบัติตามเงื่อนไขการตรวจสอบสถานะ การปิดธุรกรรม และการอนุมัติที่จำเป็น; การคาดการณ์ว่า Vision Aerial จะดำเนินกิจกรรมด้านความเป็นผู้นำ การดำเนินงาน และการผลิตต่อไป; การเข้าสู่ตลาด การวางตำแหน่ง และความสามารถในการแข่งขันของ Mobix Labs ในตลาดโดรน ระบบอัตโนมัติ และระบบข่าวกรองทางอากาศในสหรัฐอเมริกาและทั่วโลก; ความต้องการระบบโดรนที่ผลิตในสหรัฐอเมริกาและแพลตฟอร์มทางอากาศที่เชื่อถือได้ที่คาดการณ์ไว้; ผลประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้นจากผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี ความสัมพันธ์กับลูกค้า และตำแหน่งทางการตลาดของ Vision Aerial; การทำงานร่วมกันที่อาจเกิดขึ้นกับเทคโนโลยีและความสามารถที่มีอยู่ของ Mobix Labs; กลยุทธ์การเติบโตที่นำโดยการเข้าซื้อกิจการของ Mobix Labs; และโอกาสในอนาคต แนวโน้มการเติบโต และตำแหน่งทางการตลาดของ Mobix Labs

คำต่างๆ เช่น “คาดการณ์” “เชื่อ” “ดำเนินการต่อ” “อาจ” “ประมาณการ” “คาดหวัง” “ตั้งใจ” “อาจจะ” “วางแผน” “ศักยภาพ” “ตำแหน่ง” “แสวงหา” “ควร” “เป้าหมาย” “จะ” “น่าจะ” และสำนวนที่คล้ายคลึงกัน อาจบ่งชี้ถึงคำแถลงการณ์ที่คาดการณ์อนาคต แม้ว่าคำแถลงการณ์ที่คาดการณ์อนาคตทั้งหมดจะไม่จำเป็นต้องมีคำเหล่านี้ก็ตาม โดยคำแถลงการณ์ที่คาดการณ์อนาคตเหล่านี้อิงตามความคาดหวัง การประมาณการ การคาดการณ์ ความเชื่อ และสมมติฐานในปัจจุบันของฝ่ายบริหาร และไม่ใช่การรับประกันผลการดำเนินงานในอนาคต

คำแถลงการณ์ที่คาดการณ์อนาคตมีความเสี่ยง ความไม่แน่นอน และปัจจัยอื่นๆ ที่อาจทำให้ผลลัพธ์ที่แท้จริงแตกต่างอย่างมากจากที่แสดงหรือบอกเป็นนัยไว้ ความเสี่ยงเหล่านี้รวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียง การที่ Mobix Labs และ Vision Aerial อาจไม่สามารถเจรจาหรือทำข้อตกลงขั้นสุดท้ายได้ การตรวจสอบสถานะกิจการอย่างละเอียดอาจไม่เสร็จสมบูรณ์อย่างน่าพอใจ เงื่อนไขการปิดธุรกรรมหรือการอนุมัติที่จำเป็นอาจไม่เป็นไปตามที่กำหนดหรือได้รับ การทำธุรกรรมที่เสนออาจมีการเปลี่ยนแปลง ล่าช้า หรือไม่เสร็จสมบูรณ์ตามเงื่อนไขที่คาดการณ์ไว้ในปัจจุบันหรือเลยก็ได้ ผลประโยชน์ที่คาดหวัง การผนึกกำลัง โอกาสของลูกค้า โอกาสทางการตลาด โอกาสในการเติบโต หรือข้อได้เปรียบเชิงกลยุทธ์อาจไม่เกิดขึ้นจริง ผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี ความสัมพันธ์กับลูกค้า สภาพทางการเงิน หนี้สิน ทรัพย์สินทางปัญญา ห่วงโซ่อุปทาน การปฏิบัติตามกฎระเบียบ หรือผลการดำเนินงานของ Vision Aerial อาจแตกต่างจากที่คาดการณ์ไว้ในปัจจุบัน Mobix Labs อาจไม่สามารถบูรณาการ Vision Aerial ได้สำเร็จหรือรักษาบุคลากรหลักไว้ได้ Mobix Labs อาจไม่สามารถเข้าสู่ แข่งขัน หรือขยายขนาดในตลาดโดรน ระบบอัตโนมัติ หรือระบบข่าวกรองทางอากาศในสหรัฐอเมริกาหรือต่างประเทศได้สำเร็จ การประมาณการการเติบโตของตลาดอาจไม่ถูกต้อง ความต้องการระบบโดรนที่ผลิตในสหรัฐฯ หรือแพลตฟอร์มทางอากาศที่เชื่อถือได้ อาจไม่พัฒนาไปตามที่คาดไว้ การเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมโดรนอาจเกิดขึ้น ธุรกรรมที่เสนอหรือข้อตกลงทางการเงินที่เกี่ยวข้องใดๆ อาจส่งผลกระทบต่อผู้ถือหุ้นเดิม และความเสี่ยงอื่นๆ ที่อธิบายไว้ภายใต้หัวข้อ “ปัจจัยเสี่ยง” ในเอกสารที่ Mobix Labs ยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ รวมถึงรายงานประจำปีล่าสุดในแบบฟอร์ม 10-K และรายงานรายไตรมาสในแบบฟอร์ม 10-Q และรายงานปัจจุบันในแบบฟอร์ม 8-K ที่ตามมา

ข้อมูลตลาดและการประมาณการอุตสาหกรรมที่อ้างอิงในข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ มาจากแหล่งข้อมูลภายนอก และไม่ได้ผ่านการตรวจสอบอย่างอิสระโดย Mobix Labs ผู้อ่านควรระมัดระวังอย่าเชื่อถือคำแถลงการณ์ที่คาดการณ์อนาคตมากเกินไป ซึ่งมีผลใช้ได้เฉพาะ ณ วันที่ออกข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เท่านั้น เว้นแต่จะได้รับการกำหนดโดยกฎหมาย Mobix Labs ไม่มีภาระผูกพันที่จะปรับปรุงหรือแก้ไขคำแถลงการณ์ที่คาดการณ์อนาคตใดๆ ไม่ว่าจะเป็นผลจากข้อมูลใหม่ เหตุการณ์ในอนาคต หรืออื่นๆ

ติดตามเราได้ที่ X: @MobixLabs_MOBX
ติดตามได้ที่ StockTwits: MobixLabs
ติดตามเราได้ทาง LinkedIn: Mobix Labs

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260604386607/en

Contacts

ช่องทางการติดต่อฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ของ Mobix Labs
Chris Eddy หรือ David Collins
Catalyst IR
mobx@catalyst-ir.com หรือ 212-924-9800

ที่มา: Mobix Labs, Inc.

GIGABYTE นำเสนอโครงสร้างพื้นฐาน AI แบบครบวงจร ตั้งแต่ระบบระดับแร็คไปจนถึงการใช้งานจริงในงาน COMPUTEX 2026

Logo

ไทเป–(BUSINESS WIRE)–01 มิถุนายน 2026

หลังจากเปิดตัววิสัยทัศน์ “Future Landing” แล้ว ทาง GIGABYTE Technology ผู้นำระดับโลกด้านการประมวลผลประสิทธิภาพสูงและโครงสร้างพื้นฐาน AI ได้นำวิสัยทัศน์นั้นมาสู่ความจริงแล้วในงาน COMPUTEX 2026 ผ่านการจัดแสดงระบบ ซอฟต์แวร์ และการใช้งานจริงอย่างครอบคลุม ที่แสดงให้เห็นถึงวิธีการสร้าง การใช้งาน และการดำเนินงานของโครงสร้างพื้นฐาน AI ในระดับขนาดใหญ่ ตั้งแต่โรงงาน AI ระดับแร็คและศูนย์ข้อมูลแบบโมดูลาร์ ไปจนถึงเวิร์กโฟลว์ AI ทางกายภาพ, แอปพลิเคชัน AI ทางการแพทย์ และเอเจนต์ AI ในองค์กร โดย GIGABYTE จะแสดงให้เห็นว่าโครงสร้างพื้นฐาน AI นั้นสามารถก้าวข้ามขั้นตอนการวางแผนไปสู่การใช้งานจริงได้อย่างไร

โครงสร้างพื้นฐานระดับแร็คที่ผ่านการตรวจสอบแล้วสำหรับโรงงาน AI

หัวใจสำคัญของ “Future Landing” คือ พอร์ตโฟลิโอโครงสร้างพื้นฐาน AI ระดับแร็คที่กำลังขยายตัวของ GIGABYTE ที่ได้รับการออกแบบมาสำหรับโรงงาน AI ยุคใหม่

โดยหนึ่งในไฮไลท์ล่าสุด คือ NVIDIA Vera Rubin NVL72ที่ได้จัดแสดงเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตโฟลิโอระดับแร็คของ GIGABYTE โดยนอกจากแพลตฟอร์มระดับแร็คแล้ว ทาง GIGABYTE ยังนำเสนอ GAIFA (GIGABYTE AI Factory Accelerator) ที่เป็นโรงงาน AI ที่สร้างขึ้นโดยเฉพาะในไต้หวันที่ผสานรวมการประมวลผลยุคใหม่ เครือข่ายความเร็วสูง และชุดซอฟต์แวร์ของ NVIDIA เข้าไว้ในสภาพแวดล้อมที่ได้รับการตรวจสอบอย่างสมบูรณ์เพื่อการตรวจสอบระบบ การเพิ่มประสิทธิภาพภาระงาน และความพร้อมในการใช้งานต่างๆ

ในระดับการปฏิบัติงาน GPM (GIGABYTE POD Manager) จะให้การมองเห็นแบบครบวงจรและการตรวจสอบระดับโครงสร้างพื้นฐานที่ครอบคลุมระบบประมวลผล เครือข่าย ระบบระบายความร้อน และระบบจ่ายไฟต่างๆ ทำให้โรงงาน AI สามารถทำงานและขยายขนาดได้อย่างเป็นระบบและประสานงานกัน

โครงสร้างพื้นฐานที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับการใช้งานที่รวดเร็ว

ในการเร่งการใช้งานให้เร็วขึ้นกว่าการสร้างศูนย์ข้อมูลแบบเดิม ทาง GIGABYTE ขอแนะนำ GADU (GIGABYTE Accelerated Deployment Unit) ที่เป็นแพลตฟอร์มโครงสร้างพื้นฐาน AI แบบโมดูลาร์ที่ผสานรวมการประมวลผลความหนาแน่นสูง ระบบระบายความร้อนขั้นสูง และการกระจายพลังงานเข้าไว้ในระบบที่สามารถเคลื่อนย้ายได้และพร้อมใช้งาน โดย GADU นั้นรองรับสถาปัตยกรรมระบายความร้อนด้วยของเหลวโดยตรงและการระบายความร้อนแบบจุ่ม ที่จะช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถขยายขีดความสามารถด้าน AI ได้ด้วยระยะเวลาการดำเนินงานที่ลดลงเป็นอย่างมาก ในขณะที่ยังคงรักษาความยืดหยุ่นในสภาพแวดล้อมการดำเนินงานที่หลากหลายได้

โดยเมื่อใช้งานร่วมกับระบบระดับแร็คและซอฟต์แวร์โครงสร้างพื้นฐานของ GIGABYTE แล้ว GADU จะเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานให้เป็นแพลตฟอร์มที่ปรับขนาดได้และสามารถใช้งานได้อย่างรวดเร็ว

AI ทางกายภาพ จากการจำลองสู่การปฏิบัติจริง

เพื่อแสดงให้เห็นว่า AI สามารถก้าวข้ามการจำลองไปสู่การใช้งานจริงได้อย่างไร ทาง GIGABYTE จะนำเสนอเวิร์กโฟลว์แบบครบวงจรตั้งแต่โลกจริงไปจนถึงการจำลองและกลับสู่โลกจริง ที่สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์ม AI แบบครบวงจรของ NVIDIA

ขั้นตอนการทำงานจะเริ่มต้นด้วยการสร้างแบบจำลองดิจิทัลที่มีความแม่นยำสูงผ่านระบบ NVIDIA OVX ที่ขับเคลื่อนโดยแพลตฟอร์ม XLS4-SX2-LAS1 บนสถาปัตยกรรม NVIDIA MGX™ พร้อมด้วย GPU RTX™ PRO สำหรับการจำลอง Omniverse ขนาดใหญ่จากนั้น การเทรน AI จะดำเนินต่อไปบนแพลตฟอร์ม G2L4-SD4-LA08 บนสถาปัตยกรรม NVIDIA HGX™ ซึ่งเป็นที่ที่เกิดการสร้างข้อมูลสังเคราะห์และการเรียนรู้แบบเสริมแรง เมื่อตรวจสอบความถูกต้องแล้ว โมเดลที่ได้รับการเทรนจะถูกนำไปใช้ในระบบ Edge ที่ขับเคลื่อนด้วย NVIDIA Jetson เพื่อควบคุมหุ่นยนต์แบบเรียลไทม์ ที่จะแสดงให้เห็นผ่านการสาธิตสดควบคู่ไปกับการแสดงภาพจำลองของ Isaac Sim

AI ทางการแพทย์ จุดดูแลผู้ป่วย

นอกจากนี้ GIGABYTE ยังแสดงให้เห็นถึงระบบนิเวศ AI ทางการแพทย์ที่กำลังเติบโตสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลทางการแพทย์แบบเรียลไทม์ ณ จุดดูแลผู้ป่วย ที่ได้ร่วมมือกับพันธมิตรด้านการดูแลสุขภาพต่างๆ โดย GIGABYTE ได้ผสานรวมพีซีขนาดเล็ก BRIXเข้ากับระบบวินิจฉัยโรคที่ใช้ AI ช่วยเหลือ ที่สนับสนุนการจำแนกประเภทเซลล์ไขกระดูกและการตรวจจับติ่งเนื้อแบบเรียลไทม์ระหว่างการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ โดยแพลตฟอร์มการประมวลผลภาพ VFG100 ที่เร่งความเร็วด้วย FPGA จะช่วยให้การประมวลผลภาพแบบเรียลไทม์ด้วยภาระ CPU ที่ต่ำมาก ในขณะที่ AI TOP ATOMจะช่วยให้การวิเคราะห์ภาพปอดสามารถทำได้ในพื้นที่ซึ่งตรงตามข้อกำหนดด้านความเป็นส่วนตัวของข้อมูลทางการแพทย์และการปฏิบัติตามกฎระเบียบ

นำ AI เข้าใกล้จุดตัดสินใจมากขึ้น

เพื่อขยายขีดความสามารถของ AI ให้ก้าวพ้นโครงสร้างพื้นฐานแบบรวมศูนย์ ทาง GIGABYTE ยังได้จัดแสดงเวิร์กสเตชัน W775และซูเปอร์คอมพิวเตอร์ AI แบบเดสก์ท็อป AI TOP ATOM สำหรับการเทรนส่วนตัว การปรับแต่งโมเดล และเวิร์กโฟลว์ AI เชิงเอเจนต์ ที่ขับเคลื่อนโดย NVIDIA NemoClaw อีกด้วย

นอกเหนือจากพื้นที่จัดแสดงหลักบนชั้น 1 แล้ว ผู้เข้าชมยังสามารถสำรวจพื้นที่จัดแสดงเฉพาะของ GIGABYTE บนชั้น 4 ที่จะแสดงระบบ AI TOP และนวัตกรรม AI สำหรับผู้บริโภคว่าความสามารถในการประมวลผลของ GIGABYTE ได้ขยายจากโครงสร้างพื้นฐาน AI ไปสู่ประสบการณ์อัจฉริยะในชีวิตประจำวันได้อย่างไร โดยในงาน COMPUTEX 2026 GIGABYTE จะแสดงให้เห็นว่า “Future Landing” กำลังเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐาน AI ให้เป็นระบบที่พร้อมใช้งาน สามารถนำไปใช้งานได้ และเกิดขึ้นจริงได้อย่างไร

GIGABYTE@COMPUTEX 2026
https://www.gigabyte.com/Events/Computex
วันที่ 2-5 มิถุนายน 2026
Taipei Nangang Exhibition Center, ฮอลล์ 1
ธุรกิจองค์กร (ชั้น 1 K0802) | ธุรกิจผู้บริโภค (ชั้น 4 M0520)

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260525486787/en

Contacts

brand@gigabyte.com

ที่มา: GIGABYTE Technology






งาน EmPOWER AI London ของ Bidgely ระดมผู้นำมาร่วมกำหนดทิศทางอนาคตของการใช้ไฟฟ้าทดแทนเชื้อเพลิง ความยืดหยุ่นในการจัดการโหลดไฟฟ้า ประสบการณ์ลูกค้า และความสามารถในการเข้าถึงพลังงานในราคาที่เหมาะสม

Logo

รายงาน LCP Delta ฉบับใหม่นี้เป็นหัวใจสำคัญของวาระการประชุมเชิงโต้ตอบ ซึ่งกระตุ้นให้เกิดการสนทนาอย่างตรงไปตรงมากับนักวิจัยอิสระและผู้มีวิสัยทัศน์ในระดับภูมิภาค

LOS ALTOS, Calif.–(BUSINESS WIRE)–28 พฤษภาคม 2026

Bidgely นำเสนอข้อมูลเชิงลึกระดับโลกมาสู่กรุงลอนดอน ระหว่างวันที่ 10-12 มิถุนายน ซึ่งถือเป็นจุดหมายสำคัญลำดับถัดไปของการประชุม EmPOWER AI ระดับพรีเมียม การประชุมที่ลอนดอนนี้เป็นส่วนหนึ่งของฟอรั่มนานาชาติที่ครอบคลุม Toronto และ New York โดยเป็นศูนย์กลางการทำงานร่วมกันอย่างแข็งขันสำหรับผู้ค้าปลีกพลังงานที่พร้อมจะเป็นผู้นำ—มากกว่าที่จะตอบสนองต่อ—การเพิ่มขึ้นของการใช้ไฟฟ้า ความยืดหยุ่นในการใช้พลังงานที่สำคัญ ประสบการณ์ของลูกค้าในยุคใหม่ และความสามารถในการจ่ายค่าพลังงานที่เร่งด่วน

Bidgely's EmPOWER AI London features custom workshops and peer-to-peer dialogues to unlock insights needed to reshape energy engagement.

งาน EmPOWER AI London ของ Bidgely นำเสนอเวิร์กช็อปที่ออกแบบมาโดยเฉพาะและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างผู้ร่วมวงการ เพื่อปลดล็อกข้อมูลเชิงลึกที่จำเป็นต่อการพลิกโฉมรูปแบบการมีส่วนร่วมด้านพลังงาน

โดยผ่านการจัดเวิร์คช็อปเฉพาะด้านและการสนทนาแบบเปิดใจระหว่างผู้เชี่ยวชาญ EmPOWER AI London รวบรวมผู้ที่มีความรู้ความสามารถโดดเด่นที่สุดในอุตสาหกรรมมาร่วมกันสำรวจว่าปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะช่วยปลดล็อกข้อมูลเชิงลึกของลูกค้าที่จำเป็นต่อการปรับปรุงระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้ทันสมัยและปรับเปลี่ยนรูปแบบการมีส่วนร่วมด้านพลังงานทั่วโลกได้อย่างไร

เวิร์กช็อปเชิงความร่วมมือ: จากข้อมูลเชิงลึกสู่การลงมือทำ

รายงานฉบับใหม่ร่วมกับบริษัทวิจัยด้านพลังงาน LCP Delta เปิดตัวพร้อมกับการจัดงาน EmPOWER AI London การระบุสินทรัพย์ในบ้าน รายงานฉบับนี้ได้ทำการเปรียบเทียบวิธีการต่างๆ ที่มีอยู่สำหรับการระบุสินทรัพย์ เช่น ปั๊มความร้อน รถยนต์ไฟฟ้า (EV) แผงโซลาร์เซลล์ และอื่นๆ โดยยืนยันถึงข้อดีของการวิเคราะห์ข้อมูลที่ขับเคลื่อนด้วย AI เหนือกว่าการประมาณค่าทางสถิติแบบมาตรฐานหรือการตรวจสอบโดยใช้ฮาร์ดแวร์

David Trevithick หัวหน้าฝ่ายข้อมูลด้านลูกค้าเชิงลึกของ LCP Delta จะนำเสนอผลการศึกษาจากการวิจัยเรื่องการตอบสนองต่อความต้องการใช้พลังงานเชิงพฤติกรรมของบริษัท

“เมื่อการซื้อสินทรัพย์เพื่ออยู่อาศัยเพิ่มขึ้น รูปแบบความต้องการของครัวเรือนก็จะมีความแตกต่างและผันแปรมากขึ้น ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ค้าปลีกสามารถระบุสินทรัพย์ กำหนดเป้าหมายอัตราค่าบริการอัจฉริยะ และข้อเสนอที่ยืดหยุ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ปรับปรุงการคาดการณ์ความต้องการ และเพิ่มการรักษาฐานลูกค้า” Trevithick กล่าวเสริม

นอกจากนี้ ยังมีการจัดเวิร์คช็อปเพิ่มเติมโดยเน้นประเด็นสำคัญที่ระบุไว้ในรายงาน พร้อมทั้งสาธิตการประยุกต์ใช้ในทางปฏิบัติและเรื่องราวความสำเร็จในโลกแห่งความเป็นจริง:

  •  การเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบไฟฟ้า: เรียนรู้วิธีที่ AI สามารถช่วยระบุลูกค้า EV ที่มีศักยภาพสูง ค้นพบจุดที่มีการเติบโตของการใช้พลังงานสูง และขับเคลื่อนกลยุทธ์การสรรหาลูกค้าเป้าหมาย ในเวิร์กช็อปนี้ จะแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของผู้ให้บริการด้านพลังงานชั้นนำในการกำหนดเป้าหมายผู้ใช้ที่มีการใช้พลังงานสูงสุด และลดการใช้พลังงานต่อคันได้ถึง 3เท่าเมื่อเทียบกับประชากร EV โดยเฉลี่ย
     
  •  การยกระดับศูนย์บริการทางโทรศัพท์และประสบการณ์ลูกค้า: ด้วยการผสานรวมข้อมูลเชิงลึกจาก AI ของ Bidgely เข้ากับระบบนิเวศของศูนย์บริการลูกค้าและขั้นตอนการจัดการปัญหาผ่านการโทร ท่านจะได้พบกับผลลัพธ์ที่จับต้องได้ในโลกความเป็นจริงซึ่งประกอบด้วยความพึงพอใจของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น 7% ระยะเวลาเฉลี่ยในการให้บริการต่อสายที่ลดลง 3% ประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาได้สำเร็จตั้งแต่การโทรครั้งแรกที่เพิ่มขึ้น 3% และระดับความมั่นใจในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่บริการลูกค้าที่สูงถึง 85-95%
     
     ผู้เข้าร่วมงานจะได้สัมผัสกับระบบใหม่ของ Bidgely เป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นการผสานการทำงานของระบบตอบรับอัตโนมัติด้วยเสียง (Interactive Voice Response – IVR)เข้ากับแพลตฟอร์ม PolyAI, Genesys และ NiCE โดยระบบดังกล่าวใช้เทคโนโลยี AI เชิงสนทนาในการช่วยแก้ไขปัญหาด้านพลังงานที่มีความซับซ้อนได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งช่วยมอบประสบการณ์ที่เข้าใจง่ายและราบรื่นแก่ลูกค้า พร้อมทั้งช่วยลดระยะเวลารอคอยและต้นทุนในการดำเนินงานลงได้อีกด้วย
     

เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่ขับเคลื่อนด้วย AI ในลอนดอน

“EmPOWER AI London ไม่ใช่เพียงแค่เวทีสำหรับการมองเห็นภาพอนาคตของพลังงานเท่านั้น แต่ยังเป็นสถานที่ที่เราลงมือสร้างสรรค์อนาคตขึ้นมาอย่างเป็นรูปธรรม” Abhay Gupta ซีอีโอของ Bidgely กล่าว “การเปลี่ยนผ่านของระบบโครงข่ายไฟฟ้าจำเป็นต้องอาศัยการลงมือทำควบคู่ไปกับข้อมูลเชิงลึกอันชาญฉลาด เราขอเชิญชวนผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ก้าวไกลจากทั่วทุกมุมโลกมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับเรา เพื่อท้าทายกรอบแนวคิดแบบเดิมๆ และปลดล็อกศักยภาพอันไร้ขีดจำกัดที่จะเกิดขึ้น เมื่อปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้ผสานรวมเข้ากับความอัจฉริยะของมนุษย์”

สามารถสำรองที่นั่งของคุณในงาน EmPOWER AI London ได้ที่ empower.bidgely.com/london-2026

เกี่ยวกับ Bidgely

Bidgely เป็นผู้บุกเบิกด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการวิเคราะห์พลังงาน โดยเปลี่ยนข้อมูลมิเตอร์ดิบให้เป็นข้อมูลเชิงลึกที่มีความละเอียดสูงสำหรับบริษัทสาธารณูปโภคทั่วโลก บริษัทให้บริการบ้านเรือนกว่า 50 ล้านหลัง แพลตฟอร์ม UtilityAI™ ของบริษัทใช้สิทธิบัตรพื้นฐาน 19 ฉบับเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพภาพรวมของโครงข่ายไฟฟ้า การดำเนินงานศูนย์บริการลูกค้า และการมีส่วนร่วมกับลูกค้าแบบเฉพาะบุคคล Bidgely ได้รับการยกย่องจาก Fast Company ว่า “เป็นหนึ่งใน 10 บริษัท AI ประยุกต์ที่มีนวัตกรรมที่ดีที่สุด” โดยผสานรวมการวิเคราะห์พลังงานที่แม่นยำเข้ากับระบบนิเวศ AI ในแนวนอน เช่น Microsoft Copilot และ AWS เพื่อปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้าให้ทันสมัยด้วยความแม่นยำในระดับบ้านแต่ละหลัง www.bidgely.com | bidgely.com/insights

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260528875676/en

Contacts

Christine Bennett
Bidgely
press@bidgely.com

ที่มา: Bidgely

Toshiba เปิดตัวอุปกรณ์แยกสัญญาณดิจิทัลมาตรฐานความเร็วสูงแบบสี่ช่องสัญญาณ พร้อมอุณหภูมิการทำงานสูงสุดที่ 125°C สำหรับอุปกรณ์อุตสาหกรรม

Logo

– ที่จะช่วยให้การส่งสัญญาณความเร็วสูงแบบแยกส่วนมีความเสถียรมากยิ่งขึ้น –

คาวาซากิ ประเทศญี่ปุ่น–(BUSINESS WIRE)–28 พฤษภาคม 2026

Toshiba Electronic Devices & Storage Corporation (“Toshiba”) ได้ขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์อุปกรณ์แยกสัญญาณดิจิทัลด้วยซีรีส์ DCL54xx01A ซึ่งเป็นอุปกรณ์แยกสัญญาณดิจิทัลมาตรฐานความเร็วสูงแบบสี่ช่องสัญญาณสำหรับอุปกรณ์อุตสาหกรรม โดยผลิตภัณฑ์ใหม่ทั้งสิบรายการในซีรีส์นี้จะบรรจุอยู่ในแพ็คเกจ SOIC16-W และมีอุณหภูมิการทำงานสูงสุด 125°C และจะเริ่มจัดส่งสินค้าจำนวนมากตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

Toshiba: DCL54xx01A series of quad-channel high-speed standard digital isolators for industrial equipment.

Toshiba: ซีรีส์ DCL54xx01A ของอุปกรณ์แยกสัญญาณดิจิทัลมาตรฐานความเร็วสูงแบบสี่ช่องสัญญาณสำหรับอุปกรณ์อุตสาหกรรม

การนำอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ทำจากซิลิคอนคาร์ไบด์ (SiC) และแกลเลียมไนไตรด์ (GaN) มาใช้กันอย่างแพร่หลาย ทำให้สามารถออกแบบอุปกรณ์อุตสาหกรรมที่ทำงานในสภาวะอุณหภูมิสูงได้ อย่างไรก็ตาม ในการส่งสัญญาณแบบแยกส่วน สัญญาณรบกวนทางไฟฟ้าที่เกิดขึ้นระหว่างอินพุตและเอาต์พุตอาจทำให้เกิดความผิดปกติได้ ซึ่งนำไปสู่ความต้องการอุปกรณ์แยกสัญญาณที่สามารถช่วยให้การส่งสัญญาณควบคุมมีความเสถียร พร้อมทั้งมีความทนทานต่อสัญญาณรบกวนสูง และมีความน่าเชื่อถือที่เพิ่มมากขึ้น

อุปกรณ์แยกสัญญาณดิจิทัลรุ่นใหม่ของ Toshiba สามารถรองรับอุณหภูมิการทำงานได้สูงสุดที่ 125°C โดยการใช้เทคโนโลยีการส่งสัญญาณแบบแยกสัญญาณด้วยสนามแม่เหล็กที่เป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัท[1] จะทำให้มั่นใจได้ว่าตัวแยกสัญญาณเหล่านี้จะมีความสามารถในการทนทานต่อแรงดันไฟฟ้าโหมดร่วม (CMTI) สูงถึง 150kV/μs (โดยปกติ)[2] ซึ่งสามารถช่วยให้การทำงานของอุปกรณ์มีเสถียรภาพมากขึ้น

ผลิตภัณฑ์ใหม่นี้มีให้เลือกใช้งานในรูปแบบช่องสัญญาณหลายแบบ ประกอบด้วย ช่องส่งสัญญาณไปข้างหน้าสี่ช่องและไม่มีช่องสัญญาณย้อนกลับ ช่องส่งสัญญาณไปข้างหน้าสามช่องและช่องสัญญาณย้อนกลับหนึ่งช่อง และช่องส่งสัญญาณไปข้างหน้าสองช่องและช่องสัญญาณย้อนกลับสองช่อง โดยความยืดหยุ่นนี้จะช่วยให้สามารถเลือกใช้งานได้หลากหลายในอินเทอร์เฟซการสื่อสารแบบแยกส่วนสำหรับระบบอัตโนมัติทางอุตสาหกรรม รวมถึงอินเทอร์เฟซ I/O การควบคุมมอเตอร์ และอินเวอร์เตอร์ต่างๆ

ด้วยการเปิดตัวอุปกรณ์แยกสัญญาณดิจิทัลรุ่นใหม่เหล่านี้ควบคู่ไปกับอุปกรณ์แยกสัญญาณดิจิทัลมาตรฐานซีรีส์ DCL341x0B สำหรับอุปกรณ์อุตสาหกรรม ซึ่งมีคุณสมบัติการใช้พลังงานต่ำและการสื่อสารความเร็วปานกลาง (สูงสุด 25Mbps) ในแพ็คเกจ SSOP16 ขนาดเล็ก ทำให้ Toshiba มีความมั่นใจว่าลูกค้าสามารถเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับช่วงความเร็วในการสื่อสารและข้อกำหนดในการใช้งานได้

Toshiba จะยังคงมีส่วนร่วมในการบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนโดยการพัฒนาอุปกรณ์แยกสัญญาณดิจิทัลสำหรับอุปกรณ์อุตสาหกรรมและยานยนต์ และจัดหาอุปกรณ์แยกสัญญาณคุณภาพสูงที่รองรับการสื่อสารและการควบคุมที่เสถียรในอุปกรณ์ที่ต้องการการแยกสัญญาณทางไฟฟ้าต่อไป

หมายเหตุ:
[1] วิธีการส่งสัญญาณที่รวมชิปรับสัญญาณและชิปถอดรหัสสัญญาณเข้าไว้ในแพ็คเกจเดียวพร้อมชั้นฉนวน และใช้สนามแม่เหล็กในการส่งสัญญาณ
[2] เงื่อนไขการวัด: VI = VDDI หรือ 0V, VCM =1500V, Ta=25°C (VDDI คือ VDD1 หรือ VDD2 ของด้านอินพุต)

การใช้งาน

  • ระบบอัตโนมัติทางอุตสาหกรรม: ตัวควบคุมลอจิกแบบโปรแกรมได้ (PLC), อินเทอร์เฟซอินพุต/เอาต์พุต เป็นต้น
  • การควบคุมมอเตอร์
  • อินเวอร์เตอร์
  • แหล่งจ่ายไฟแบบสวิตชิ่ง

ฟีเจอร์

  • อุณหภูมิใช้งานสูงสุด: 125°C (สูงสุด)
  • ความสามารถในการทนทานต่อแรงดันไฟฟ้าโหมดร่วมสูง: |CMTI|=150kV/μs (โดยปกติ)
  • อัตราการรับส่งข้อมูลความเร็วสูง: tbps =150Mbps (สูงสุด)
  • สี่ช่องสัญญาณ:
    สี่ช่องส่งสัญญาณไปข้างหน้าและไม่มีช่องสัญญาณย้อนกลับ
    สามช่องส่งสัญญาณไปข้างหน้าและหนึ่งช่องสัญญาณย้อนกลับ
    สองช่องส่งสัญญาณไปข้างหน้าและสองช่องสัญญาณย้อนกลับ

ข้อมูลจำเพาะหลัก

หมายเลขชิ้นส่วน

 DCL540C01A

 DCL540D01A

 DCL540L01A

 DCL540H01A

 DCL541A01A

จำนวนช่องสัญญาณ
 (ไปข้างหน้า: ย้อนกลับ)

 4
 (4:0)

 4
 (4:0)

 4
 (4:0)

 4
 (4:0)

 4
 (3:1)

ลอจิกเอาต์พุตเริ่มต้น

ต่ำ

สูง

ต่ำ

สูง

ต่ำ

เปิดใช้งานการควบคุม

ไม่มี

ไม่มี

เปิดใช้งาน

เอาต์พุต

เปิดใช้งาน

เอาต์พุต

ปิดใช้งาน

อินพุต

แพ็คเกจ

 SOIC16-W (P-SOP16-0811-1.27-002)

 พิกัดสูงสุด
สัมบูรณ์

 อุณหภูมิการทำงาน Topr (°C)

-40 ถึง 125

 อุณหภูมิการจัดเก็บ Tstg (°C)

-65 ถึง 150

แรงดันไฟฟ้าแยก (1นาที)

 BVS (Vrms)

 Ta =25°C

ต่ำสุด

5000

เงื่อนไขการใช้งาน
ที่แนะนำ

แรงดันไฟฟ้าแหล่งจ่ายไฟ
 VDD1 , VDD2 (V)

 Topr =-40 ถึง 125°C

2.25 ถึง 5.5

คุณลักษณะทางไฟฟ้า

ความสามารถในการทนทานต่อแรงดันไฟฟ้าโหมดร่วม |CMTI|

(kV/μs)

 VI =VDDI หรือ 0V,

 VCM =1500V,

 Ta =25°C

โดยปกติ

150

อัตราข้อมูล tbps (Mbps)

 VDD1 =VDD2 =

2.25 ถึง 5.5V

 Ta =-40 ถึง 125°C

สูงสุด

150

ความผิดเพี้ยนของความกว้างพัลส์ PWD (ns)

 VDD1 =VDD2 =5V,

 Ta =25°C

โดยปกติ

0.8

 ความหน่วงในการกระจาย tPHL , tPLH (ns)

โดยปกติ

10.9

ตรวจสอบตัวอย่างและความพร้อมใช้งาน

 ซื้อออนไลน์

 ซื้อออนไลน์

 ซื้อออนไลน์

 ซื้อออนไลน์

 ซื้อออนไลน์

หมายเลขชิ้นส่วน

 DCL541B01A

 DCL541L01A

 DCL541H01A

 DCL542L01A

 DCL542H01A

 จำนวนช่องสัญญาณ
(ไปข้างหน้า: ย้อนกลับ)

 4
 (3:1)

 4
 (3:1)

 4
 (3:1)

 4
 (2:2)

 4
 (2:2)

ลอจิกเอาต์พุตเริ่มต้น

สูง

ต่ำ

สูง

ต่ำ

สูง

เปิดใช้งานการควบคุม

ปิดใช้งาน

อินพุต

เปิดใช้งาน

เอาต์พุต

เปิดใช้งาน

เอาต์พุต

เปิดใช้งาน

เอาต์พุต

เปิดใช้งาน

เอาต์พุต

แพ็คเกจ

 SOIC16-W (P-SOP16-0811-1.27-002)

พิกัดสูงสุด
สัมบูรณ์

 อุณหภูมิการทำงาน Topr (°C)

-40 ถึง 125

 อุณหภูมิการจัดเก็บ Tstg (°C)

-65 ถึง 150

แรงดันไฟฟ้าแยก (1นาที)

 BVS (Vrms)

 Ta =25°C

ต่ำสุด

5000

เงื่อนไขการใช้งาน
ที่แนะนำ

 แรงดันไฟฟ้าแหล่งจ่ายไฟ
 VDD1 , VDD2 (V)

 Topr =-40 ถึง 125°C

2.25 ถึง 5.5

คุณลักษณะทางไฟฟ้า

ความสามารถในการทนทานต่อแรงดันไฟฟ้าโหมดร่วม |CMTI|

(kV/μs)

 VI =VDDI หรือ 0V,

 VCM =1500V,

 Ta =25°C

โดยปกติ

150

 อัตราข้อมูล tbps (Mbps)

 VDD1 =VDD2 =

2.25 ถึง 5.5V

 Ta =-40 ถึง 125°C

สูงสุด

150

ความผิดเพี้ยนของความกว้างพัลส์ PWD (ns)

 VDD1 =VDD2 =5V,

 Ta =25°C

โดยปกติ

0.8

 ความหน่วงในการกระจาย tPHL , tPLH (ns)

โดยปกติ

10.9

ตรวจสอบตัวอย่างและความพร้อมใช้งาน

 ซื้อออนไลน์

 ซื้อออนไลน์

 ซื้อออนไลน์

 ซื้อออนไลน์

 ซื้อออนไลน์

คลิกลิงก์ด้านล่างเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ใหม่

 DCL540C01A
 DCL540D01A
 DCL540L01A
 DCL540H01A

 DCL541A01A
 DCL541B01A
 DCL541L01A
 DCL541H01A

 DCL542L01A
 DCL542H01A

 คลิกลิงก์ด้านล่างเพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับอุปกรณ์แยกสัญญาณดิจิทัลมาตรฐานของ Toshiba

 อุปกรณ์แยกสัญญาณดิจิทัลมาตรฐาน

 หากต้องการตรวจสอบความพร้อมจำหน่ายของผลิตภัณฑ์ใหม่จากผู้จำหน่ายออนไลน์ โปรดไปที่:

DCL540C01A
ซื้อออนไลน์
DCL540D01A
ซื้อออนไลน์
DCL540L01A
ซื้อออนไลน์
DCL540H01A
ซื้อออนไลน์

DCL541A01A
ซื้อออนไลน์
DCL541B01A
ซื้อออนไลน์
DCL541L01A
ซื้อออนไลน์
DCL541H01A
ซื้อออนไลน์

DCL542L01A
ซื้อออนไลน์
DCL542H01A
ซื้อออนไลน์

* ชื่อบริษัท ชื่อผลิตภัณฑ์ และชื่อบริการ อาจเป็นเครื่องหมายการค้าของบริษัทนั้นๆ
* ข้อมูลในเอกสารนี้ รวมถึงราคาและรายละเอียดสินค้า เนื้อหาของบริการ และข้อมูลติดต่อ เป็นข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ประกาศ แต่ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

เกี่ยวกับ Toshiba Electronic Devices & Storage Corporation

Toshiba Electronic Devices & Storage Corporation ซัพพลายเออร์ชั้นนำด้านโซลูชันเซมิคอนดักเตอร์และการจัดเก็บข้อมูลขั้นสูง ใช้ประสบการณ์และนวัตกรรมมากกว่าครึ่งศตวรรษเพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์เซมิคอนดักเตอร์แบบแยกส่วน ระบบ LSI และผลิตภัณฑ์ HDD ที่โดดเด่นให้กับลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจต่างๆ

โดยพนักงานกว่า 17,400 คนทั่วโลกของบริษัทยังคงมีความมุ่งมั่นที่จะเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ให้สูงสุด และส่งเสริมความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับลูกค้าในการร่วมสร้างมูลค่าและตลาดใหม่ๆ โดยบริษัทยังมุ่งหวังที่จะร่วมสร้างและสนับสนุนอนาคตที่ดีกว่าสำหรับผู้คนในทุกๆ ที่

ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://toshiba.semicon-storage.com/ap-en/top.html

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260527871751/en

Contacts

การสอบถามข้อมูลสำหรับลูกค้า:
แผนกขายและการตลาดอุปกรณ์ออปโตอิเล็กทรอนิกส์
โทร.: +81-44-548-2218
ติดต่อเรา

การสอบถามข้อมูลสำหรับสื่อ:
C. Nagasawa
ฝ่ายสื่อสารและข้อมูลการตลาด
Toshiba Electronic Devices & Storage Corporation
semicon-NR-mailbox@ml.toshiba.co.jp

ที่มา: Toshiba Electronic Devices & Storage Corporation

Mevion Medical Systems และ Tam Anh General Hospital จับมือร่วมกันนำเทคโนโลยีการรักษาด้วยโปรตอนขั้นสูงเข้าสู่ประเทศเวียดนาม

Logo

เพื่อเสริมศักยภาพในการดูแลรักษาโรคมะเร็ง ด้วยเทคโนโลยีที่ใช้งานได้จริง เข้าถึงง่าย และมีความแม่นยำสูง

LITTLETON, Mass.–(BUSINESS WIRE)–26 พฤษภาคม 2026

Mevion Medical Systems ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายฉบับสมบูรณ์ เพื่อนำระบบการรักษาด้วยโปรตอน MEVION S250-FIT Proton Therapy System™ เข้าติดตั้ง ณ Tam Anh General Hospital ในประเทศเวียดนาม ซึ่งนับเป็นระบบการรักษาด้วยโปรตอนระบบแรกที่จะมีขึ้นในประเทศเวียดนาม การลงนามในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในภาพรวมของการดูแลรักษาโรคมะเร็ง กล่าวคือ การรักษาด้วยโปรตอนนับเป็นวิธีการที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้จริงและมีความสะดวกยิ่งขึ้น ซึ่งช่วยให้โรงพยาบาลต่าง ๆ สามารถนำเสนอการรักษาขั้นสูงให้แก่ผู้ป่วยที่มีความจำเป็นต้องได้รับการรักษาได้อย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ระบบ MEVION S250-FIT™ และระบบ MEVION S250i Proton Therapy System® เพิ่งได้รับการอนุมัติตามกฎระเบียบข้อบังคับในประเทศเวียดนามเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญสู่การนำระบบดังกล่าวไปใช้ในการรักษาทางคลินิกจริง

การนำเทคโนโลยีการรักษาด้วยโปรตอนเข้ามาใช้ที่ Tam Anh General Hospital ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับการดูแลรักษาโรคมะเร็งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนจากบริษัท TD Tech ซึ่งเป็นผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของ Mevion ในประเทศเวียดนาม การสร้างขีดความสามารถในการรักษาขั้นสูงขึ้นภายในประเทศเช่นนี้ ส่งผลให้เวียดนามก้าวเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มประเทศที่กำลังขยายโอกาสในการเข้าถึงการรักษาด้วยโปรตอนอันล้ำสมัย ซึ่งช่วยให้มั่นใจได้ว่าผู้ป่วยชาวเวียดนามจะสามารถเข้าถึงการรักษามาตรฐานระดับโลกได้ภายในประเทศของตนเอง ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าระบบ MEVION S250-FIT ที่ Tam Anh General Hospital จะเริ่มเปิดให้บริการได้เร็วที่สุดในช่วงปลายปี 2027 พร้อมกับการเปิดตัวอาคารสถานที่แห่งใหม่ของ Tam Anh ในย่าน Phu My Hung หนึ่งในพื้นที่เมืองที่มีความทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งของเวียดนาม

การรักษาด้วยโปรตอนได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นหนึ่งในรูปแบบการรักษาด้วยรังสีที่ล้ำหน้าที่สุดที่มีอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งแตกต่างจากการรักษาด้วยรังสีโฟตอน (รังสีเอกซ์) แบบดั้งเดิม ตรงที่ลำแสงโปรตอนสามารถยิงลำแสงเข้าโดยตรงสู่ก้อนเนื้องอกได้อย่างแม่นยำโดยตรง พร้อมทั้งช่วยลดปริมาณรังสีที่แผ่ออกไปนอกเหนือจากบริเวณเป้าหมายให้เหลือน้อยที่สุด ความแม่นยำในระดับนี้ช่วยลดปริมาณรังสีที่เนื้อเยื่อปกติได้รับ และช่วยบรรเทาผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการรักษาในกรณีทางคลินิกบางรูปแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการรักษาเนื้องอกที่มีความซับซ้อนและโรคมะเร็งในเด็ก

MEVION S250-FIT™: ทำให้การรักษาด้วยโปรตอนกลายเป็นความจริง

หัวใจสำคัญของความร่วมมือนี้คือ MEVION S250-FIT เทคโนโลยีล้ำสมัยที่ออกแบบมาเพื่อทำให้การรักษาด้วยโปรตอนเป็นไปได้จริงในโรงพยาบาลทั่วโลก ในอดีต การรักษาด้วยโปรตอนต้องใช้อาคารขนาดใหญ่หลายชั้นและวงจรการวางแผนที่ใช้เวลานานนับสิบปี แพลตฟอร์ม FIT™ เปลี่ยนกระบวนทัศน์นี้ ทำให้สามารถนำการดูแลรักษาขั้นสูงมาใช้ได้อย่างง่ายดายอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน:

  •  การออกแบบที่พร้อมสำหรับห้องมาตรฐานขนาดเดิม: นี่คือระบบโปรตอนเพียงระบบเดียวที่ได้รับการรับรองจาก FDA ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อติดตั้งภายในห้องฉายรังสีมาตรฐานที่มีอยู่เดิม
  •  การติดตั้งใช้งานอย่างรวดเร็ว: ลดความจำเป็นในการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่ขึ้นใหม่ ระบบ FIT จึงช่วยให้โรงพยาบาลสามารถเริ่มทำการรักษาผู้ป่วยได้รวดเร็วยิ่งกว่าระบบแบบดั้งเดิมเป็นอย่างมาก
  •  ดำเนินงานได้อย่างง่ายดาย: ระบบ FIT สามารถผสานเข้ากับขั้นตอนการทำงานด้านมะเร็งวิทยาแบบดั้งเดิมได้อย่างลงตัว โดยอาศัยการวางแผนการรักษาที่ขับเคลื่อนด้วย AI และการบูรณาการภาพถ่าย CT เพื่อการวินิจฉัย
  •  กำหนดตำแหน่งผู้ป่วยในแนวตั้ง: ระบบที่ติดตั้งนี้จะประกอบด้วยระบบกำหนดตำแหน่งผู้ป่วยในแนวตั้งจาก Leo Cancer Care ซึ่งช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดเตรียมผู้ป่วย และมอบประสบการณ์ที่สะดวกสบายยิ่งขึ้นสำหรับผู้ที่เข้ารับการรักษาในท่านั่ง
  •  การวางแผนการรักษาที่ล้ำสมัย: ระบบวางแผนการรักษา RayStation®* ซึ่งขับเคลื่อนโดย RaySearch Laboratories มีคุณสมบัติที่สามารถปรับค่าได้อย่างเหมาะสมด้วยเกณฑ์หลายประการ (Multi-criteria optimization) ระบบการวางแผนแบบ HYPERSCAN® และ DirectARC™ รวมถึงกลไกการคำนวณปริมาณรังสีที่มีความแม่นยำสูง ซึ่งได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับการรักษาด้วยโปรตอนขั้นสูง

วิสัยทัศน์ความเป็นผู้นำ

“ความร่วมมือของเรากับ Tam Anh General Hospital ถือเป็นก้าวสำคัญในพันธกิจของ Mevion ในการช่วยให้ผู้ป่วยทั่วโลกสามารถเข้าถึงการดูแลรักษามะเร็งที่ทันสมัยที่สุดได้” Tina Yu, Ph.D., ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานบริษัท Mevion Medical Systems กล่าว “ด้วยการผสานระบบ MEVION S250-FIT เข้ากับโครงการรักษาโรคมะเร็ง Tam Anh ได้แสดงให้เห็นว่า ระบบสาธารณสุขชั้นนำสามารถนำเทคโนโลยีการรักษาด้วยโปรตอนรุ่นใหม่มาปรับใช้ได้อย่างราบรื่น พร้อมผลการรักษาที่แม่นยำและสามารถช่วยชีวิตผู้ป่วย และสามารถเข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้นใกล้บ้านของทุกคน”

“ในฐานะหนึ่งในเครือโรงพยาบาลชั้นนำของเวียดนาม ซึ่งโดดเด่นในด้านความเป็นเลิศทางคลินิก เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยและมีความเฉพาะทาง รวมถึงการให้บริการที่ครอบคลุมครบวงจรนั้น Tam Anh ได้ยืนหยัดเป็นผู้นำมาโดยตลอดในการสรรหาเทคโนโลยีและอุปกรณ์ทางการแพทย์ระดับโลกที่ล้ำหน้าที่สุดมาใช้งาน” Ngo Chi Dung ประธานคณะกรรมการบริหารของ Tam Anh General Hospital Group กล่าว “การจัดซื้อระบบการรักษาด้วยโปรตอนรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง MEVION S250-FIT™ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญ ไม่เพียงแต่สำหรับ Tam Anh General Hospital Group เท่านั้น แต่ยังนับเป็นก้าวสำคัญของประเทศเวียดนามในการเข้าถึงและนำเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ล้ำสมัยที่สุดในโลกมาประยุกต์ใช้เพื่อการดูแลรักษาโรคมะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งตอกย้ำวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ของ Tam Anh ในการทุ่มเทลงทุนอย่างมหาศาลและครอบคลุมในภาคการดูแลสุขภาพโดยรวม และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาโรคมะเร็ง เพื่อให้บริการแก่ชาวเวียดนามนับล้านคนรวมถึงผู้ป่วยจากต่างประเทศ โดยยึดมั่นในมาตรฐานสากลด้านคุณภาพ ประสิทธิผลทางคลินิก และความปลอดภัยของผู้ป่วยเป็นสำคัญ”

เกี่ยวกับ Mevion Medical Systems

Mevion Medical Systems คือผู้ให้บริการชั้นนำด้านระบบการรักษาด้วยโปรตอนขนาดเล็กรุ่นใหม่สำหรับการดูแลรักษามะเร็ง ด้วยความมุ่งมั่นที่จะยกระดับการออกแบบและการเข้าถึงการรักษาด้วยโปรตอนให้แพร่หลายไปทั่วโลก Mevion จึงเป็นผู้บุกเบิกแพลตฟอร์มระบบเดียว (Single-room platform) และยังคงเดินหน้าพัฒนาองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และการประยุกต์ใช้การรักษาด้วยโปรตอนอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ปี 2013 เป็นต้นมา ระบบการรักษาโปรตอนขนาดเล็กแบบระบบเดียวรุ่นใหม่ของ Mevion ได้รับความไว้วางใจในการนำไปใช้ในการรักษาผู้ป่วยจากศูนย์รักษาโรคมะเร็งชั้นนำหลายแห่ง ชุดผลิตภัณฑ์ของ Mevion นั้นรวมถึงรุ่นเรือธงอย่าง MEVION S250i® และ MEVION S250-FIT™ with HYPERSCAN® ระบบ Pencil Beam Scanning ถือเป็นระบบการรักษาด้วยโปรตอนที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก ซึ่งช่วยขจัดอุปสรรคในด้านขนาด ความซับซ้อน และต้นทุน Mevion มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ Littleton, Massachusetts และมีฐานการดำเนินงานครอบคลุมทั้งในยุโรปและเอเชีย สามารถเข้าดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.mevion.com

เกี่ยวกับ Tam Anh General Hospital Group

Tam Anh General Hospital Group เป็นระบบโรงพยาบาลที่เปี่ยมด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย โดยให้บริการด้านการวินิจฉัยและการรักษาขั้นสูง การดูแลรักษาเฉพาะทาง รวมถึงการฝึกอบรมและการวิจัยที่ได้มาตรฐานระดับสากล หลังจากมีการทุ่มเทในการพัฒนามากว่าทศวรรษ Tam Anh General Hospital Group ได้ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในระบบบริการสุขภาพภาคเอกชนที่ทันสมัยและชั้นนำที่สุดของประเทศเวียดนาม ปัจจุบันระบบนี้ประกอบด้วยสถานพยาบาลจำนวน 5 แห่ง ซึ่งตั้งอยู่ใน Hanoi และ Ho Chi Minh City โดยรองรับผู้มารับบริการทางการแพทย์กว่า 2 ล้านคนต่อปี ซึ่งรวมถึงผู้ป่วยจากต่างประเทศอีกหลายหมื่นราย สามารถเข้าดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: https://tamanhhospital.vn

เกี่ยวกับ TD Tech Company

Toan Dien Medical Technology Company Limited (TD Tech Company) เป็นผู้แทนจำหน่ายเครื่องมือแพทย์ในประเทศเวียดนาม โดยมีประสบการณ์ในสาขารังสีรักษามานานกว่า 20 ปี สามารถเข้าดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: https://xatri.vn

*ผลิตภัณฑ์ของ RaySearch จะต้องได้รับการอนุมัติตามกฎระเบียบในบางประเทศ

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Contacts

ผู้ประสานงานด้านสื่อ:
Jacqueline Abner-Pongratz
Jacqueline.Pongratz@Mevion.com

ที่มา: Mevion Medical Systems

The Bangkok Reporter