Sigma Systems แต่งตั้ง Vladimir Mitrasinovic ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายขาย พ่วงกรรมการผู้จัดการ EMEA และ APAC

Logo

โทรอนโต–(BUSINESS WIRE)–16 ต.ค. 2560

ซิกมา ซิสเต็มส์ (Sigma Systems) ผู้นำด้านแคตตาล็อกซอฟต์แวร์ ประกาศแต่งตั้งนายวลาดิเมียร์ มิตราซิโนวิช (Vladimir Mitrasinovic) ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายขาย และกรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาค EMEA (ยุโรป ตะวันออกกลาง แอฟริกา) และ APAC (เอเชียแปซิฟิก)

ก่อนหน้านี้ นายมิตราซิโนวิชเคยดำรงตำแหน่งหัวหน้าหน่วยธุรกิจบริการคลาวด์และซอฟต์แวร์ผ่านอินเทอร์เน็ต (Cloud and Software as a Service) ให้กับ Cerillion Technologies ตลอดจนตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการพันธมิตรและช่องทางทั่วโลกอยู่ที่ Acision (XURA) ก่อนจะเข้ารับตำแหน่งผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายขาย และกรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาค EMEA และ APAC ซึ่งจะต้องดูแลงานขายและงานด้านการพัฒนาธุรกิจทั้งหมดในภูมิภาคดังกล่าว

นายไซมอน มูเดรัก (Simon Muderack) รองกรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายพาณิชย์ของซิกมากล่าวว่า “พวกเรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ต้อนรับคุณวลาดิเมียร์เข้าร่วมคณะทำงานที่ซิกมา คุณวลาดิเมียร์มีประสบการณ์ในการพัฒนาองค์กรจนมีการเติบโตระดับสูงในกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยี พร้อมทั้งประสบการณ์ในการเพิ่มยอดขายและขยายธุรกิจ ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญของซิกมา เนื่องจากเรากำลังขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องในภูมิภาค EMEA และในตลาดเอเชียแปซิฟิก”

ด้านนายมิตราซิโนวิชกล่าวว่า “ผมต้องการสร้างและเป็นผู้นำทีมงานที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม และอยากมีส่วนร่วมในการผลักดันซิกมาในการเติบโตก้าวต่อไป พร้อมขยายส่วนแบ่งทางการตลาด ผมรู้สึกตื่นเต้นกับโอกาสที่เกิดขึ้นในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงภายในหน่วยงานผู้ให้บริการด้านการสื่อสารและสื่อมวลชน เช่น ความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงสู่ความเป็นดิจิทัล ระบบอัตโนมัติ การหันมาใช้งานบริการด้าน IoT และบริการระบบจำลองเสมือนจริง (Virtualized Service) ทีมงานของซิกมา พร้อมด้วยโซลูชั่นแคตตาล็อก B/OSS จึงอยู่ในตำแหน่งที่แตกต่าง และพร้อมที่จะให้การสนับสนุนผู้นำในตลาดที่กำลังพัฒนาบริการเหล่านี้เพื่อการใช้งานในเครือข่ายต่างๆ มากมาย”

เกี่ยวกับซิกมา ซิสเต็มส์ (sigma-systems.com หรือ Twitter @SigmaSystems)

ซิกมา ซิสเต็มส์ (Sigma Systems) คือผู้นำด้านโซลูชั่นแคตตาล็อกซอฟต์แวร์ให้กับบริษัทที่ดำเนินธุรกิจสื่อสาร สื่อมวลชน และเทคโนโลยี มีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับรางวัลสำหรับให้บริการลูกค้า 80 รายใน 40 ประเทศ ผลิตภัณฑ์และบริการของบริษัทประกอบไปด้วยแคตตาล็อก CPQ การคาดการณ์และบริหารจัดการคำสั่งซื้อ ซิกมาสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ B/OSS ให้ลูกค้านำไปใช้งานได้อย่างคล่องตัว ซิกมามีสำนักงานอยู่ในทวีปอเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ ยุโรป และเอเชีย โดยมีพันธมิตรด้านเทคโนโลยีและความร่วมมือกระจายอยู่ในกว่า 100 ประเทศ

อ่านข่าวจากแหล่งที่มาได้ทาง businesswire.com:

http://www.businesswire.com/cgi-bin/mmg.cgi?eid=51699399&lang=en

ข้อมูลสำหรับติดต่อ:

Sigma Systems
Noor Manji, 416-943-9696
ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กร

QNB Group ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลางและแอฟริกาประกาศผลการดำเนินงานทะลุสถิติสำหรับไตรมาส 3 ปี 2017

Logo

·         กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 6% เป็น QAR10.3 พันล้าน (2.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ)

·         สินทรัพย์รวมเพิ่มขึ้น 11% เป็น QAR792 พันล้าน (218 พันล้านเหรียญสหรัฐ)

โดฮา, กาตาร์–(BUSINESS WIRE)–Oct. 12, 2017

QNB Group ซึ่งเป็นสถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกา (MEA) ประกาศผลการดำเนินงานใน 9 เดือนแรกของปีสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2017 ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของ QNB Group

ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้มีคุณลักษณะด้านมัลติมีเดีย ดูฉบับเต็มได้ที่นี่: http://www.businesswire.com/news/home/20171011006406/en/

QNB Group Head Office (Photo: AETOSWire)

สำนักงานใหญ่ของ QNB Group (รูปภาพ AETOSWire)

ในช่วง 9 เดือนแรกของปีสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2017 กำไรสุทธิได้เพิ่มขึ้นเป็น 10.3 พันล้าน QAR (ประมาณ 2.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ) ซึ่งเพิ่มขึ้น 6% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาและแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของ QNB Group ในการรักษาระดับการเติบโตที่แข็งแกร่งในขณะที่มีการควบคุมค่าใช้จ่าย

สินทรัพย์รวมมีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 777 พันล้าน QAR (2.18 พันล้านเหรียญสหรัฐ) เพิ่มขึ้น 11% จากเดือนกันยายนปี 2016 ซึ่งเป็นตัวเลขสูงสุดที่บริษัทเคยมีมา  ประสบความสำเร็จนี้้ได้รับแรงหนุนจากอัตราการเติบโตของสินเชื่อและเงินทดรองที่ 14% (159 พันล้านเหรียญสหรัฐ)  นอกจากนี้การระดมเงินฝากของกลุ่ม QNB ช่วยให้ทุนจากลูกค้าเพิ่มขึ้น 15% เป็น 574 พันล้าน QAR (158 พันล้านเหรียญสหรัฐ) ตั้งแต่เดือนกันยายนปี 2016 ซึ่งส่งผลให้อัตราส่วนระหว่างสินเชื่อต่อเงินฝากลดลงเป็น 100.8% เทียบกับ 101.3% ในเดือนกันยายน 2560  สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของกลยุทธ์ของ QNB ในการกระจายแหล่งเงินทุน

อัตราส่วนประสิทธิภาพในการใช้สินทรัพย์ QNB Group (อัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้) ลดลงเหลือ 29% จาก 30.1% เนื่องจากการควบคุมต้นทุนและความสามารถในการสร้างรายได้ที่แข็งแกร่ง

กลุ่มบริษัทสามารถรักษาอัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อสินเชื่อขั้นต้นให้ได้ 1.8% และมีอัตราส่วนความคุ้มครองอยู่ที่ 111% ซึ่งแสดงถึงคุณภาพของสินเชื่อของกลุ่มบริษัทและการบริหารความเสี่ยงด้านเครดิตที่มีคุณภาพสูง

ในเดือนกันยายน 2017 QNB Group ประสบความสำเร็จในการออกตราสารหนี้ Formosa ภายใต้โครงการ Euro Medium Term Note (EMTN) และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทเป  โครงการนี้ได้กำหนดก้อนเงิน 630 ล้านเหรียญสหรัฐเป็นอายุ 30 ปีซึ่งสามารถเรียกเก็บได้ทุก 5 ปี  การตราสารหนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ที่กำลังดำเนินอยู่ของ QNB Group เพื่อกระจายการลงทุนในรูปแบบอายุและภูมิศาสตร์

นโยบายข้างต้นเป็นตัวอย่างของฐานเงินทุนระหว่างประเทศและท้องถิ่นที่มีความหลากหลายซึ่งกระจายอยู่ทั่วภูมิประเทศต่าง ๆ ในรูปแบบของสกุลเงิน อายุ และการผสมผสานผลิตภัณฑ์

ในช่วงเดือนกรกฎาคม QNB Group เริ่มดำเนินกิจการในเมืองมุมไบซึ่งเป็นเมืองหลวงทางเศรษฐกิจของสาธารณรัฐอินเดีย  การขยายเครือข่ายดังกล่าวช่วยสนับสนุนวิสัยทัศน์ในการเป็นธนาคารชั้นนำในตะวันออกกลาง แอฟริกา และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายในปี 2020 รวมทั้งการสร้างรากฐานใหม่ในตลาดที่มีการแข่งขันสูง

มูลค่าของผู้ถือหุ้นได้เพิ่มขึ้น 2% จากเดือนกันยายนปี 2560 เป็น 77 พันล้าน QAR (21 พันล้านเหรียญสหรัฐ) ณ วันที่ 30 กันยายน 2017  กำไรสุทธิต่อหุ้นในช่วง 9 เดือนสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2560 มีค่า QAR10.7 (USD2.95) เทียบกับ QAR10.3 (USD2.83) ในปีที่ผ่านมา

อัตราส่วนความเพียงพอของสินทรัพย์ (CAR) ที่คำนวณตามข้อกำหนดของ QCB และ Basel III อยู่ที่ 15.4% ณ วันที่ 30 กันยายน 2017 (18.0% เมื่อรวมกำไรถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2017) ซึ่งสูงกว่าข้อกำหนดขั้นต่ำของ Qatar Central Bank และ Basel Committee

นอกจากนี้ยังเป็นที่น่าสังเกตว่า QNB เป็นแบรนด์ธนาคารที่มีมูลค่าสูงที่สุดในภูมิภาค MEA โดยมูลค่าแบรนด์ของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็น 3.8 พันล้านเหรียญสหรัฐและจะเพิ่มขึ้นเป็นอันดับที่ 60 ของโลก รวมทั้งได้รับคะแนนความแข็งแกร่งของแบรนด์สูงสุดเป็น AA+ ทำให้เป็นแบรนด์ธนาคารกาตาร์แบรนด์เดียวที่เป็นหนึ่งใน 100 อันดับแรกของโลก

พนักงานทั้งหมดของกลุ่มบริษัทมีมากกว่า 27,800 ในสถาณที่ 1,230 แห่งและมีเครื่องเอทีเอ็ม 4,200 แห่งที่ให้บริการลูกค้ามากกว่า 21 ล้านราย

*แจกจ่ายข่าวสารโดยAETOSWire

ดูเวอร์ชันต้นฉบับใน businesswire.com: http://www.businesswire.com/news/home/20171011006406/en/

ติดต่อ:

QNB Group
Maha Mubarak Ali, +97444975704
PR@qnb.com.qa

แบรนด์ไทยฉลองความสำเร็จในงานประกาศผลรางวัลแบรนด์ระดับโลก (World Branding Awards )ในปี 2017 ที่พระราชวังเคนซิงตัน

Logo

ผู้ชนะระดับโลกรวมถึง Apple, BMW, Cartier, Club Med, Coca-Cola, Facebook, Google, Lego, L'Oréal, Louis Vuitton, Samsung and Starbucks

ลอนดอน–(BUSINESS WIRE)–12 ตุลาคม 2017

ผลการประกาศรางวัลแบรนด์ระดับโลก หรือ World Branding Awards อันทรงเกียรติ ครั้งที่ 4 ได้ประกาศให้ 245 แบรนด์จาก 32 ให้เป็น "แบรนด์แห่งปี หรือ Brand of the Years" ในพิธีที่จัดขึ้นอย่างหรูหราที่ประตูทางเข้าและที่ภัตตาคาร Orangery ที่พระราชวังเคนซิงตันเมื่อวานนี้

ผู้ชนะระดับโลก ได้แก่ Apple, Beijing Tong Ren Tang, BMW, Cartier, Club Med, Coca-Cola, Facebook, Google, Lego, L'Oréal, Louis Vuitton, McDonald's, Nescafé, Nike, Oral-B, Pampers, Rolex, Samsung , Schwarzkopf, Starbucks, Umbro, VISA และ Yakult ส่วนผู้ชนะในภูมิภาค ได้แก่ อายิโนะโมโต๊ะ, Giordano, Indomie, อิเซตัน, Kikkoman, MTN, RAK Ceramics, Sa Sa, Shangri – La, Uniqlo และ Zara

ผู้ได้รับรางวัลภายในประเทศได้แก่ ได้แก่ Aurora (อัญมณี), ธนาคารกรุงเทพ (การธนาคาร), Cafe Amazon (ร้านค้าปลีก – กาแฟ), คิงเพาเวอร์ (การค้าปลีก – ปลอดภาษี), M-150 (เครื่องดื่มให้พลังงาน), Monsoon Valley (ไวน์), ปตท. (ปั๊มน้ำมัน), เอสบีเฟอร์นิเจอร์ (เฟอร์นิเจอร์), สยามพารากอน (ศูนย์การค้า), ไทยประกันชีวิต (ประกันชีวิต), ทิปโก้ (น้ำผลไม้) ท็อปส์มาร์เก็ต (ซูเปอร์มาร์เก็ต) และทรูออนไลน์ (บรอดแบนด์ / ISP)

เพราะเป็นรางวัลอันทรงเกียรติที่ถือเป็นการยอมรับความเป็นสากลแห่งแบรนด์นั้น ๆ ผู้ชนะจะได้รับการตัดสินโดยผ่านสามสาย การให้คะแนน ได้แก่การประเมินแบรนด์ การวิจัยตลาดผู้บริโภค และการเปิดโหวตออนไลน์ที่เปิดให้ประชาชนทั่วไปลงคะแนน เจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ของกระบวนการให้คะแนนมาจากผลโหวตของผู้บริโภค ทั้งนี้ แต่ละแบรนด์จะได้รับตำแหน่ง "แบรนด์แห่งปี หรือ Brand of the Year" ในแต่ละสาขาของตัวเอง

"รางวัลนี้ถือเป็นการเฉลิมฉลองความสำเร็จของแบรนด์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดจำนวนหนึ่งทั่วโลก ผู้ชนะทั้งหมด 245 แบรนด์ แสดงให้เห็นว่าพวกเขากำลังอยู่ในจุดสูงสุดของการบริหารแบรนด์ของตัวเอง และเพราะมีการแข่งขันสูงมาก จึงยากมากที่แบรนด์หนึ่ง ๆ จะชนะในสาขาของตัวเอง" Richard Rowles ประธานของ World Branding Forum กล่าว

"เนื่องจากการจัดงานประสบความสำเร็จอีกครั้งในปีนี้ จึงมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมเพิ่มขึ้น ผู้บริโภคกว่า 135,000 รายจากทั่วโลกลงคะแนนโหวตให้แบรนด์กว่า 3,000 แบรนด์จาก 35 ประเทศ แต่ไม่ใช่ว่าทุกสาขาจะมีผู้ชนะที่ และบางประเทศก็ไม่มีจำนวนแบรนด์ที่เพียงพอที่จะมีสิทธิ์เข้าร่วมได้ " Peter Pek ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ World Branding Forum กล่าว

รางวัลนี้จัดขึ้นโดย World Branding Forum ซึ่งเป็นองค์กรระดับโลกที่ไม่มุ่งหวังผลกำไร ที่อุทิศตนเพื่อพัฒนามาตรฐานแบรนด์เพื่อประโยชน์ของเหล่าแบรนด์ทั้งหลายและตัวผู้บริโภคเอง โดยการจัดและสนับสนุนโครงการด้านการศึกษาต่าง ๆ และการให้ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและพิพิธภัณฑ์ชั้นนำต่าง ๆ นอกจากนี้ World Branding Forum ยังตีพิมพ์ข่าวสารเกี่ยวกับแบรนด์บนเว็บไซต์ขององค์กร ซึ่งขณะนี้เข้าถึงผู้ชมทั่วโลกกว่า 5 ล้านคนแล้ว

งานครั้งนี้ได้ David Croft จาก Sky Sports เป็นพิธีกร สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมและรายชื่อผู้ชนะทั้งหมดได้ที่ awards.brandingforum.org

###

เกี่ยวกับ the World Branding Forum

The World Branding Forum (WBF) เป็นองค์กรระดับโลก ที่ไม่แสวงหาผลกำไรที่จดทะเบียนแล้ว โดยจุดมุ่งหมายและกิจกรรมขององค์กรคือการยกระดับมาตรฐานแบรนด์เพื่อประโยชน์ของอุตสาหกรรมและผู้บริโภค ทั้งนี้ WBF จะทั้งดำเนินการจัดการและสนับสนุนให้เกิดโปรแกรมและกิจกรรมต่าง ๆ ที่ ครอบคลุมงานวิจัย การพัฒนา การศึกษา การรับรู้ด้านการสร้างเครือข่าย และการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดเข้าไปอ่านที่ brandingforum.org.

เกี่ยวกับ the World Branding Awards

The World Branding Awards เป็นรางวัลชั้นนำของ World Branding Forum ซึ่งเป็นองค์กรที่ไม่หวังผลกำไรระดับโลกที่จดทะเบียนแล้ว รางวัลนี้ให้ไว้เพื่อเป็นการยอมรับความสำเร็จของบรรดาแบรนด์ที่ดีที่สุดในโลก โดยรางวัลใหญ่แบ่งเป็นสามรางวัล ได้แก่ Global Award หรือรางวัลระดับโลกสำหรับแบรนด์ระดับนานาชาติรางวัล ระดับภูมิภาค (Regional Award )สำหรับแบรนด์ที่ครอบคลุมในพื้นที่ทางภูมิศาสตร์เดียวกัน และรางวัลภายในประเทศมอบให้กับแบรนด์ที่สร้างชื่อในประเทศต้นกำเนิดของแบรนด์เอง สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดเข้าไปอ่านที่ https://awards.brandingforum.org

ดูเวอร์ชันต้นฉบับที่ businesswire.comhttp://www.businesswire.com/news/home/20171012006194/en/

ติดต่อ:

World Branding Forum
Peter Michaels
+44 (0) 20 3743 9880

Toshiba Electronic Devices & Storage Corporation เริ่มจัดส่งตัวอย่าง ไดร์เวอร์สำหรับสเต็ปปิงมอเตอร์แบบ 2 เฟสกระแสคงที่สำหรับใช้งานในอุปกรณ์ยานยนต์

Logo

โตเกียว–(BUSINESS WIRE)–12 ต.ค. 2560

Toshiba Electronic Devices & Storage Corporation เปิดตัว “TB9120FTG” ซึ่งเป็นไดร์เวอร์สำหรับสเต็ปปิงมอเตอร์แบบ 2 เฟสกระแสคงที่สำหรับใช้งานในอุปกรณ์ยานยนต์ วงจรรวม (IC) ใหม่นี้สามารถผลิตคลื่น Sine Wave เพียงใช้ระบบป้อนสัญญาณนาฬิกาธรรมดา ๆ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ MCU ที่มีฟังก์ชั่นการทำงานสูง หรือซอฟต์แวร์เฉพาะตัวใด ๆ ทั้งนี้จะเริ่มดำเนินการจัดส่งตัวอย่างในเดือน พ.ย. และมีกำหนดผลิตล็อตใหญ่ในเดือน ก.ค. 2562

ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ประกอบไปด้วยสื่อมัลติมีเดีย อ่านฉบับเต็มได้ที่นี่: http://www.businesswire.com/news/home/20171012005558/en/

Toshiba Electronic Devices & Storage Corporation: A constant-current 2-phase stepping motor driver " ...

Toshiba Electronic Devices & Storage Corporation: "TB9120FTG" คือ ไดร์เวอร์สำหรับสเต็ปปิงมอเตอร์แบบ 2 เฟสกระแสคงที่สำหรับใช้งานในอุปกรณ์ยานยนต์ (ภาพ: Business Wire)

TB9120FTG ประกอบไปด้วย DMOS FET ที่มีความต้านทานไฟฟ้าต่ำ (โดยทั่วไปแล้วจะอยู่ระหว่าง 0.7Ω) ซึ่งมีกระแสไฟฟ้าสูงสุดอยู่ที่ 1.5A ทั้ง DMOS FET และคอนโทรลเลอร์ที่ผลิตคลื่น Sine Wave แบบ Microstepping นั้นบรรจุในแพ็กเกจชนิด QFN ขนาดเล็ก (6.0มม. x 6.0มม.) โดย IC ใหม่ตัวนี้ให้อุณหภูมิขณะทำงานอยู่ที่ -40 ถึง 125℃  จึงจะมีคุณสมบัติผ่านมาตรฐาน AEC-Q100 ซึ่งเป็นมาตรฐานชิ้นส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์สำหรับใช้งานในรถยนต์ นอกจากนี้ยังสามารถนำไปใช้งานทั่วไปได้หลากหลาย ไม่ว่าจะใช้ในการปรับหน้าจอระบบ HUD (Head-Up Display) ตลอดจนระบบควบคุมวาล์วต่าง ๆ

คุณสมบัติสำคัญของผลิตภัณฑ์

  • ระบบป้อนสัญญาณนาฬิกาธรรมดา ๆ

– ไม่จำเป็นต้องใช้ MCU ที่มีฟังก์ชั่นการทำงานสูงหรือซอฟต์แวร์ใด ๆ ในการผลิตคลื่น Sine Wave

  • ไดรฟ์ระบบ Microstep รองรับการทำงานได้มากถึง 1/32 สเต็ป
    – ลดเสียงของมอเตอร์
    – ควบคุมการทำงานได้ราบรื่นและแม่นยำยิ่งขึ้น
  • วงจรตรวจจับการหยุดทำงาน (Stall)[1]
    – หมุดจะส่งสัญญาณการตรวจจับ หากพบว่ามีการหยุดทำงาน
  • ควบคุม PWM กระแสคงที่
    – โหมดผสม (Mixed Decay) ทำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านมอเตอร์อย่างสม่ำเสมอ
  • ระบบตรวจจับความผิดพลาดในตัว พร้อมส่งสัญญาณเตือน
    – ปิดการทำงานเมื่อความร้อนสูง ตรวจจับกระแสไฟฟ้าเกินขนาด ระบบตรวจจับ Load Open Detection

การใช้งานสำคัญ

  • ปรับกระจกเพื่อตั้งตำแหน่งหน้าจอระบบ HUD (Head-Up Display)
  • ควบคุมวาล์วได้หลากหลาย

คุณสมบัติจำเพาะที่สำคัญ

หมายเลขชิ้นส่วน

TB9120FTG

วิธีการขับเคลื่อน

ควบคุม PWM กระแสคงที่

โหมดสเต็ปปิง

ไดรฟ์ระบบ Microstep รองรับการทำงานได้มากถึง 1/32 สเต็ป

จำนวนไดรฟ์มอเตอร์

สเต็ปปิงมอเตอร์แบบ 2 เฟส 1 ตัว

ความต้านทานไฟฟ้า

โดยทั่วไปแล้วอยู่ที่ Upper + Lower = 0.7 Ω ที่อุณหภูมิ 25 ℃

กระแสไฟฟ้าขาออก

1.5A (อัตราการใช้งานสูงสุด)

ระบบตรวจจับความผิดพลาด

ตรวจจับการหยุดทำงาน (Stall) ปิดการทำงานเมื่อความร้อนสูง ตรวจจับกระแสไฟฟ้าเกินขนาด ระบบตรวจจับ Load Open Detection

แรงดันไฟฟ้าขณะทำงาน

7-18V (อัตราการใช้งานสูงสุด = 40V)

แหล่งจ่ายไฟจากภายนอก

แหล่งจ่ายไฟแหล่งเดียว

อุณภูมิขณะทำงาม

-40 ถึง 125℃

แพ็กเกจ

P-VQFN28-0606-0.65

6.0มม. x 6.0มม.

หมุดที่สามารถโดนน้ำได้และเชื่อมต่อได้อย่างยอดเยี่ยม

ความน่าเชื่อถือ

มีคุณสมบัติผ่านมาตรฐาน AEC-Q100

จัดส่งตัวอย่าง

พ.ย. 2560

การผลิตล็อตใหญ่

กำหนดไว้ในเดือน ก.ค. 2562

หมายเหตุ:

[1] มอเตอร์หยุด (Stall): เมื่อมอเตอร์ไม่ได้หมุนตามสัญญาณควบคุม ทำให้เกิดการหยุดชะงัด มอเตอร์จะหยุดหมุน

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ล่าสุดชิ้นนี้สามารถเยี่ยมชมได้ทาง
https://toshiba.semicon-storage.com/info/lookup.jsp?pid=TB9120FTG&region=apc&lang=en

ช่องทางการติดต่อสำหรับลูกค้า:

แผนกการขายและการตลาดวงจรสัญญาณรวมแบบผสม
โทร: +81-44-548-2821
https://toshiba.semicon-storage.com/ap-en/contact.html

* ข้อมูลในเอกสารฉบับนี้ ซึ่งรวมถึงราคาและข้อมูลจำเพาะของผลิตภัณฑ์ ข้อมูลการให้บริการ และข้อมูลสำหรับการติดต่อนั้นเป็นข้อมูลปัจจุบัน ณ เวลาเผยแพร่เอกสารฉบับนี้ โดยอาจมีการเปลี่ยนแปลงโดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

เกี่ยวกับ Toshiba Electronic Devices & Storage Corporation

Toshiba Electronic Devices & Storage Corporation (TDSC) เป็นการผสมผสานระหว่างคุณสมบัติที่แข็งแกร่งของบริษัทใหม่เข้ากับภูมิปัญญาและประสบการณ์ โดยนับตั้งแต่แยกตัวออกจาก Toshiba Corporation เมื่อเดือน ก.ค. 2017 เราได้กลายเป็นบริษัทผู้พัฒนาอุปกรณ์ทั่วไปชั้นนำ และได้ส่งมอบโซลูชั่นอันโดดเด่นให้กับลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์แบบแยกตัวระบบ LSI และ HDD

พนักงานของเรา 19,000 คนทั่วโลกมีความมุ่งมั่นร่วมกันที่จะสร้างคุณค่าสูงสุดให้กับผลิตภัณฑ์ เราให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับลูกค่าเพื่อส่งเสริมการสร้างคุณค่าและตลาดใหม่ร่วมกัน เราต้องการที่จะพัฒนาต่อยอดจากยอดขายประจำปีที่ทะลุ 7 แสนล้านเยน (6 พันล้านเหรียญสหรัฐ) ไปแล้ว พร้อมทั้งมีส่วนในการสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับผู้คนทุกหนทุกแห่ง

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเราได้ทาง https://toshiba.semicon-storage.com/ap-en/company.html

อ่านข่าวจากแหล่งที่มาได้ทาง businesswire.com: http://www.businesswire.com/news/home/20171012005558/en/

ช่องทางการติดต่อสำหรับสื่อมวลชน:

Toshiba Electronic Devices & Storage Corporation
Chiaki Nagasawa, +81-3-3457-4963
แผนกการตลาดดิจิทัล
semicon-NR-mailbox@ml.toshiba.co.jp

HybridBlock เปิดตัว HybridTrade – แพลตฟอร์มการเทรดขั้นสูงที่จะยกระดับอุตสาหกรรมการแลกเปลี่ยนเงินดิจิตอลทั่วโลก

Logo

การทดลองใช้งานแบบวงใน (Closed Beta) เปิดให้บริการสำหรับผู้ใช้ที่ถูกเลือก Q4 2017; โดยเปิดตัวพร้อมกับ "HybridCentral" ซึ่งเป็นแอพพลิเคชันสำหรับการศึกษาและการฝึกการใช้งาน

สิงคโปร์–(BUSINESS WIRE)–12 ตุลาคม 2017

HybridBlock ซึ่งเป็นผู้นำด้านโซลูชันสำหรับบล็อกเชน (blockchain) ขั้นสูงได้เปิดตัว HybridTrade ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการซื้อขายหลักทรพย์ขั้นสูงที่สุดในโลก ที่เชื่อมต่อกับการแลกเปลี่ยนเงินในระบบดิจิตอล (crypto exchange)ที่หลากหลาย โดยจะเปิดทดลองใช้ในระดับ Closed Beta ในปลายปีนี้ (โดยมีแผนเปิดตัวอย่างเต็มที่ในปี 2018) โดย HybridTrade ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำให้แน่ใจว่าผู้ใช้จะได้รับราคาที่เหมาะสม โดยใช้ระยะเวลารอที่น้อย และการสั่งซื้อที่เชื่อถือได้มากที่สุด ทั้งนี้ส่วนหนึ่งของการเปิดตัว HybridBlock ยังรวมถึงเปิดตัว HybridCentral ในเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการศึกษาที่ขับเคลื่อนด้วยแอพพลิเคชันอันโดดเด่นซึ่งทำให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงโมดูลการศึกษาที่ง่ายต่อการปฏิบัติตามและอื่น ๆ อีกมากมาย HybridTrade ซึ่งมีเป้าหมายที่จะแก้ปัญหาความวิตกกังวลด้านสภาพคล่องและความสลับซับซ้อนภายในระบบนิเวศการค้าที่มีการแลกเปลี่ยนเงินในระบบดิจิตอล (crypto-trading ecosystem) ถูกคาดว่าจะกลายมาเป็นมาตรฐานอย่างแท้จริงสำหรับผู้ค้าที่มีความชำนาญในระดับต่าง ๆ กันทั่วโลก

HybridTrade ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สามารถลงทะเบียน ซื้อขาย และจัดการบัญชีได้หนึ่งบัญชี จะตรวจสอบพอร์ตการลงทุน HybridFund หรือซื้อขายจากใช้บัญชีของตนในเชิงพาณิชย์ได้ โดยใช้โอกาสจากการเก็งกำไรและเพิ่มความต้องการด้านสภาพคล่องในการแลกเปลี่ยนสกุลเงินทั่วโลกผ่าน HybridWatch ซึ่งรวมเอาแดชบอร์ด อินเทอร์เฟซ และกระเป๋าสตางค์มาไว้ในระบบเดียวกัน โดยไม่จำเป็นต้องให้ผู้ค้าสร้างบัญชีแยกต่างหากจากตลาดหุ้นต่าง ๆ ทั่วโลก และเพราะตลาดหุ้นต่าง ๆ มีการค้าขายหุ้นในราคาที่ต่างกันสำหรับตลาดเงินดิจิตอล (cryptocurrency) ผู้ค้า HybridTrade จึงจะได้รับประโยชน์จากโอกาสในการกำหนดราคาที่ดีที่สุดในการซื้อหรือขายพร้อมกับการเข้าถึงสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้น โดยการจัดการบัญชีที่ใช้งานง่ายเพียงบัญชีเดียว ที่เหมาะสำหรับความสามารถในการซื้อขายเงินดิจิตอล cryptocurrency ตามที่ผู้ใช้ต้องการ

นอกจากนี้สำหรับผู้ค้าที่กำลังมองหาสภาพคล่องจำนวนมากอย่างรวดเร็วและเชื่อถือได้ ระบบของเรายังถูกออกแบบที่จะช่วยให้ผู้ค้าสามารถดำเนินการเทรดได้พร้อม ๆ กันในหลาย ๆ การแลกเปลี่ยนโดยใช้การประมวลผลแบบ milisecond-latency ซึ่งเป็นระบบการซื้อขายหลักทรัพย์แบบที่รวดเร็วที่สุดที่มีอยู่ในตลาดโลก และเมื่อดำเนินการซื้อขายเรียบร้อยแล้ว HybridMonitor จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถติดตามสถานะการซื้อขายได้อย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงการปรับเปลี่ยนการค้าที่กำลังดำเนินอยู่อีกด้วย HybridChart และ HybridNews จะอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้ในการให้ข้อมูลการซื้อขายแบบเรียลไทม์ และการใช้เครื่องมือการสร้างแผนภูมิทางเทคนิคขั้นสูง พร้อมไปกับการอัพเดทข่าวสารเกี่ยวกับการซื้อขายเงินดิจิตอลทั่วโลก

“Bitcoin และการซื้อขายเงินดิจิตอล หรือ cryptocurrencies อื่น ๆ ได้กลายมาเป็นชื่อที่ใช้กันแพร่หลายทั่วโลกอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตามจำนวนคนที่เข้าใจวิธีการสร้างกระเป๋าสตางค์ของตัวเอง การลงทุนซื้อ และการใช้ Bitcoin ตัวแรกยังคงต่ำมาก" Carson Knuth รองประธานฝ่ายปฏิบัติการ HybridBlock กล่าวไว้ "เราเชื่อว่ากุญแจสำคัญในการใช้ประโยชน์จากโอกาสทางการตลาดของบล็อกเชนคือการให้ความรู้แก่ผู้คนเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำของบล็อกเชน และการพัฒนาให้บล็อกเชนสามารถปรับใช้ทางธุรกิจที่จำเป็น ความง่ายในการใช้โซลูชั่นเหล่านี้จะช่วยให้คนจำนวนมากขึ้นมีส่วนร่วมและสร้างรายได้จากอุตสาหกรรมนี้ได้"

การเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องค่าเงินดิจิตอล หรือ cryptocurrency และวิธีการลงทุนและการเทรดมีความยากและอาจทำให้เกิดความสับสนได้ง่าย ด้วยเหตุนี้ HybridBlock จึงได้สร้าง HybridCentral ซึ่งเป็นศูนย์กลางการศึกษาผ่านแอพพลิเคชัน โดยมีข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญในในด้านเงินดิจิตอล ด้วยวิธีการเรียนรู้ที่น่าสนใจผ่านการเล่นเกม ผู้ศึกษาจะได้รับแรงจูงใจในการเข้าฝึกฝนใช้โปรแกรมในชีวิตประจำวัน โดยมีเป้าหมายสูงสุดในการทำให้พวกเขาได้รับความเข้าใจอย่างรวดเร็วเกี่ยวกับ cryptocurrency และพื้นที่บล็อกเชน ซึ่งจะทำให้พวกเขาดำเนินการซื้อครั้งแรกโดยใช้แพลตฟอร์ม HybridTrade

ด้วยการใช้ผู้มีชื่อเสียง ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าหลักทรัพย์ และผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการยอมรับในด้านบล็อกเชน ผู้ใช้จะเพลิดเพลินไปกับคำอธิบายจากวิดีโอประจำวันที่เข้าใจได้ง่ายซึ่งจะช่วยให้พวกเขาพัฒนาด้านความฉลาดทางการเงินและความรู้เกี่ยวกับเงินดิจิตอลด้วยการใช้โซลูชั่นบล็อกเชนที่เป็นนวัตกรรมใหม่ของ HybridBlock

“HybridBlock เข้าใจว่าลักษณะการเคลื่อนไหวและพลวัตที่รวดเร็วทางด้านเงินดิจิตอลต้องการข้อมูลเรียลไทม์จากทั่วโลก" Jeff Dubinsky รองประธานฝ่ายขายและการตลาด HybridBlock กล่าว "ไม่เกี่ยงว่าคุณจะมีความเข้าใจเกี่ยวกับการซื้อขายเพียงพื้นฐาน หรือมีพื้นฐานทางเทคนิคที่ลึกซึ้ง HybridTrade จะมอบประสบการณ์ที่รอบด้านและเป็นมิตรต่อผู้ใช้ให้คุณ"

ข้อมูลเบื้องต้นสำหรับสื่อ (Online Press Kit): ที่นี่

เกี่ยวกับ HybridBlock

HybridBlock เป็นแพลตฟอร์มการค้าหลักทรัพย์และการศึกษาที่ทันสมัยที่สุดในโลกสำหรับการใช้ประโยชน์จากความก้าวล้ำทางเทคโนโลยี ที่เกิดขึ้นจากการใช้พื้นที่บล็อกเชน ซึ่งเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการได้รับประโยชน์จากการขยายตัวที่เพิ่มขึ้นของค่าเงินดิจิตอล cryptocurrencies โดยไม่มีความเสี่ยงและความซับซ้อนสูงที่โดยปกติจะมาพร้อมกับการซื้อขายหลักทรัพย์ดิจิตอล ดังนั้น HybridBlock จึงป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพและได้ผลมากที่สุดในการซื้อขายหลักทรัพย์ดิจิตอล สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดอ่านที่ www.hybridblock.io

อ่านเวอร์ชันต้นฉบับได้ที่ businesswire.comhttp://www.businesswire.com/cgi-bin/mmg.cgi?eid=51697336&lang=en

ติดต่อ:

The LaunchPad Agency
James Little
310-529-9793
james@launchpadagency.com
หรือ
Glenn Mandel
760-798-1563
glenn@launchpadagency.com
www.launchpadagency.com

โตเกียว-สิงคโปร์-โซล-ฮ่องกง-ซิดนีย์ ท็อป 10 เมืองทรงพลังโลก (GPCI 2017)

Logo

ปักกิ่ง-เซี่ยงไฮ้ทำคะแนนเศรษฐกิจสุดแกร่ง

โตเกียว–(BUSINESS WIRE)–12 ต.ค. 2560

5 เมืองสำคัญในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก คือ โตเกียว สิงคโปร์ โซล ฮ่องกง และซิดนีย์ ติดอันดับท็อป 10 ดัชนีเมืองที่ทรงพลังที่สุดในโลกประจำปี 2560 หรือ 2017 Global Power City Index (GPCI) จากการรายงานของสถาบัน  Institute for Urban Strategies แห่ง The Mori Memorial Foundation สำหรับสถาบันดังกล่าวจัดตั้งขึ้นโดย Mori Building ซึ่งเป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเมืองชั้นนำของกรุงโตเกียว ทั้งนี้ GPCI เป็นรายงานประจำปีที่เผยแพร่ครั้งแรกในปี 2008 โดยเป็นการประเมินเมืองใหญ่ 44 แห่งและจัดอันดับตาม “แรงดึงดูด” คือ พลังดึงดูดบุคคลและกิจการที่มีความคิดสร้างสรรค์จากทั่วโลก โดยเมืองต่าง ๆ จะจัดอันดับโดยแบ่งออกเป็น 6 กลุ่มด้วยกัน คือ เศรษฐกิจ การวิจัยและพัฒนา (R&D) ปฏิสัมพันธ์ทางวัฒนธรรม ความน่าอยู่อาศัย สิ่งแวดล้อม และการเข้าถึงได้

ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ประกอบไปด้วยสื่อมัลติมีเดีย อ่านฉบับเต็มได้ที่นี่: http://www.businesswire.com/cgi-bin/mmg.cgi?eid=51690376&lang=en

Overall ranking of all 44 cities and function-specific ranking of top 10 cities (Graphic: Business W ...

คะแนนรวมการจัดอันดับเมือง 44 แห่ง และแสดงการให้คะแนนในแต่ละประเภทของประเทศในท็อป 10 (กราฟฟิก: Business Wire)

สำหรับโตเกียว ที่เพิ่งจะแซงหน้าปารีสครองอันดับ 3 ได้เป็นครั้งแรกเมื่อปีที่ผ่านมานั้น ยังคงทำคะแนนด้าน “ปฏิสัมพันธ์ทางวัฒนธรรม” และ “การเข้าถึงได้” ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนคะแนนขยับเข้าใกล้นิวยอร์ก ซึ่งอยู่อันดับ 2 เข้ามาทุกที ขณะที่สิงคโปร์ได้รับการจันอันดับเป็นเมืองที่มีคุณภาพในด้านต่าง ๆ สมดุลที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย โดยติดท็อป 10 ในทุกประเภทการจัดอันดับ ยกเว้นเพียง “ความน่าอยู่อาศัย” ที่น่าสนใจคือ สิงคโปร์รั้งอันดับ 3 ในกลุ่ม “สิ่งแวดล้อม” เนื่องจากยังคงมีธรรมชาติอุดมสมบูรณ์และคุณภาพอากาศดีเยี่ยม ขณะที่โซลทำคะแนนรวมรั้งอันดับ 6 เป็นปีที่ 6 ติดต่อกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคะแนนในกลุ่ม “การวิจัยและพัฒนา” ที่สูงมาก เนื่องจากมีการยื่นจดทะเบียนสิทธิบัตรมากมาย และยังมีนักวิจัยจำนวนมากอีกด้วย ขณะที่ฮ่องกงหล่นจากอันดับ 7 มาอยู่ที่ 9 ในด้านคะแนนรวม แต่ยังคงทำคะแนนเป็นอย่างดีในกลุ่ม “การเข้าถึงได้” ส่วนซิดนีย์ติดท็อป 10 คะแนนรวมเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี หลังจากได้รับคะแนนด้าน “ความน่าอยู่อาศัย” สูงมาก

สำหรับเมืองใหญ่ 2 แห่งของจีนคือ ปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้ยังคงทำคะแนน “เศรษฐกิจ” ได้เป็นอย่างดี โดยรั้งอันดับ 3 และ 5 ของกลุ่มตามลำดับ โดยพิจารณาจากจำนวนประชากรและระดับ GDP ตลอดจนจำนวนบริษัทท็อป 500 โลกที่ดำเนินกิจการอยู่ที่นั่น นอกจากนี้ เซี่ยงไฮ้ยังรั้งอันดับ 3 ในกลุ่ม “การเข้าถึงได้” จากจำนวนผู้โดยสารเที่ยวบินระหว่างประเทศขาเข้าและออกจากเมือง ด้านเมืองอื่น ๆ ในเอเชียที่ติดโผการจัดอันดับนั้นประกอบไปด้วยโอซาก้า (26) กัวลาลัมเปอร์ (31) กรุงเทพ (33) ไทเป (36) ฟูกุโอกะ (37) จาการ์ตา (41) และมุมไบ (42)

Hiroo Ichikawa กรรมการบริหาร The Mori Memorial Foundation กล่าวว่า “สิงคโปร์เป็นต้นแบบของเมืองเศรษฐกิจใหม่ในเอเชีย ขณะเดียวกัน เมืองต่าง ๆ ทำคะแนนในกลุ่มเศรษฐกิจและการเข้าถึงได้อย่างแข็งแกร่ง สะท้อนให้เห็นการเติบโตทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน แต่ยังคงต้องปรับปรุงความน่าดึงดูดใจในส่วนย่อยอื่น ๆ เพื่อที่จะได้กลายเป็นเมืองทรงพลังของโลกอย่างแท้จริง

ขณะที่ Shingo Tsuji ผู้อำนวยการ The Mori Memorial Foundation และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Mori Building กล่าวว่า “ในปัจจุบันนี้ ผู้ประกอบการทั่วโลกกำลังมองหาเมืองใหญ่ที่ไม่เพียงแต่จะต้องมีสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่แข็งแกร่งเท่านั้น แต่ยังต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีด้วย ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่อาศัยคุณภาพดี สิ่งอำนวยความสะดวกด้านการค้าปลีก สนับสนุนความหลากหลายทางวัฒนธรรม เครือข่ายการคมนาคมขนส่งที่สะดวกง่ายดาย และสิ่งแวดล้อมที่อุดมไปด้วยธรรมชาติ เมืองต่าง ๆ ทั่วโลกจำเป็นจะต้องพัฒนาจุดแข็งของตน พร้อมขจัดจุดอ่อน หากต้องการเป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรือง เพราะจะส่งเสริมพลังดึงดูดที่แข็งแกร่งในภาพรวม จึงสามารถดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถและเงินลงทุนจากทั่วโลกได้

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ทาง http://www.mori-m-foundation.or.jp/english/ius2/gpci2/index.shtml

สถาบัน Institute for Urban Strategies แห่ง The Mori Memorial Foundation ได้เผยแพร่รายงาน GPCI มาตั้งแต่ปี 2007 เพื่อวิเคราะห์จุดแข็งและจุดอ่อนของเมืองใหญ่ต่าง ๆ ทั่วโลก ท่ามกลางสภาวะการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมทาง www.mori-m-foundation.or.jp/english/aboutus2/index.shtml#about_strategies

http://cts.businesswire.com/ct/CT?id=bwnews&sty=20171006005274r1&sid=58983&distro=ftpอ่านข่าวจากแหล่งที่มาได้ทาง businesswire.com: http://www.businesswire.com/cgi-bin/mmg.cgi?eid=51690376&lang=en

ข้อมูลสำหรับติดต่อ:
Weber Shandwick
Rutsuko Nakajima, +81(0)90-9006-5841
Masashi Nonaka, +81(0)80-1037-7879
moribldg@webershandwick.com


Herbalife Nutrition เผยผลสำรวจพบว่า ผู้บริโภคให้ความสำคัญเรื่องปัญหาสุขภาพเมื่อสูงวัย แต่ยังเมินความสำคัญของโภชนาการที่มีต่อการสูงวัยอย่างสุขภาพดี

Logo

ฮ่องกง–(BUSINESS WIRE)–03 ต.ค. 2017

วันนี้ Herbalife (NYSE: HLF) บริษัทด้านโภชนาการชั้นนำระดับโลกรายงานผลการสำรวจภาวะของสุขภาพเมื่อสูงวัยในเอเชียแปซิฟิก “Asia Pacific Healthy Aging Survey” โดยเป็นการสำรวจประชากรวัย 40 ปีขึ้นไปจำนวน 6,000 คนจากออสเตรเลีย ฮ่องกง อินเดีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไต้หวัน ไทยและเวียดนาม เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสำคัญและทัศนคติของผู้บริโภคในเอเชียแปซิฟิกที่เกี่ยวข้องกับการสูงวัย พบว่า ผู้บริโภคในเอเชียแปซิฟิกส่วนมากมีความห่วงใยเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตจากอายุที่มากขึ้น และพวกเขาเชื่อว่า หากลงมือดูแลตนเองตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็จะช่วยให้มีสุขภาพดีแม้จะแก่ตัวลง กระนั้นก็ดี หลายคนยังไม่เห็นความสำคัญของโภชนาการที่มีต่อการสูงวัยอย่างมีสุขภาพดีมากพอ

ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้อยู่ในรูปแบบสื่อมัลติมีเดียอัจฉริยะ อ่านฉบับเต็มได้ทาง: http://www.businesswire.com/news/home/20171002006643/en/

Key findings of Herbalife Asia Pacific Healthy Aging survey (Graphic: Business Wire)

สรุปสาระสำคัญของรายงานการสำรวจ Herbalife Asia Pacific Healthy Aging Survey (กราฟฟิกโดย: Business Wire)

รายงานการสำรวจ Herbalife Nutrition Asia Pacific Healthy Aging Survey พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม 9 ใน 10 คนมีความห่วงใยเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นเนื่องจากอายุมากขึ้น โดย 53% กล่าวถึงปัญหาที่เกี่ยวกับกระดูก/ข้อต่อ ตามมาด้วยปัญหาเกี่ยวกับสายตาที่ 46% หัวใจ 45% สมอง 44% ซึ่งล้วนเป็นความกังวลใจอันดับแรก ๆ อย่างไรก็ตาม แม้จะวิตกกังวลกันมาก แต่ผู้ตอบแบบสอบถามถึง 80% ก็บอกว่า หากดูแลใส่ใจตัวเองตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็จะสูงวัยอย่างสุขภาพดีได้

สำหรับวิธีปฏิบัติตนที่ผู้ตอบแบบสอบถามจะสามารถดำเนินการได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อที่จะสูงวัยอย่างสุขภาพดีนั้นเกี่ยวข้องกับการออกกำลังกายมากที่สุดถึง 43% เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ตอบแบบสอบถาม 22% เท่านั้นที่บอกว่า อยากจะรับประทานอาหารให้ถูกหลักโภชนาการยิ่งขึ้น และ 8% บอกว่า อาจจะรับประทานอาหารเสริมหรือเข้ารับการตรวจสุขภาพมากขึ้น

Stephen Conchie กรรมการอำนวยการและรองประธานอาวุโสประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของเฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่นกล่าวว่า “เราดีใจที่เห็นว่า ผู้บริโภคในเอเชียแปซิฟิกส่วนมากตระหนักถึงปัญหาด้านสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นจากการสูงวัย อย่างไรก็ตาม เรายังเป็นห่วงที่ผู้บริโภคยังให้ความสำคัญกับการดูแลโภชนาการไม่มากนักในการเลือกวิธีปฏิบัติตนเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตขณะสูงวัย โภชนาการที่ดีไม่ควรมาเป็นอันดับท้าย ๆ โดยเฉพาะขณะนี้ เราจึงเร่งเพิ่มความพยายามที่จะช่วยให้ผู้บริโภคได้มีความรู้ความเข้าใจว่า โภชนาการมีบทบาทสำคัญที่จะช่วยให้สูงวัยอย่างมีสุขภาพดี”

นอกจากมุมมองเชิงลึกเกี่ยวกับความห่วงใยด้านสุขภาพอันมาจากการสูงวัย พร้อมทั้งวิธีที่ผู้บริโภคในเอเชียแปซิฟิกต้องการปฏิบัติตนเพื่อป้องกันปัญหาสุขภาพแล้วนั้น ผลการสำรวจยังเผยด้วยว่า:

  • เมื่อถามความคิดเห็นเกี่ยวกับสุขภาพของตนเอง ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนมากถึง 82% บอกว่าตนมีสุขภาพดีเทียบเท่าหรือมากกว่าคนอื่น ๆ
  • สำหรับปัญหาที่เกี่ยวกับหัวใจ สุขภาพด้านจิตใจและอารมณ์ในช่วงเริ่มต้นนั้นมักจะตรวจพบได้ยาก แต่ระดับความมั่นใจในสุขภาพหัวใจนั้นค่อนข้างสูงมาก โดยผู้ตอบแบบสอบถาม 87, 84 และ 88% มองว่า ตนมีสุขภาพหัวใจที่ดีเทียบเท่าหรือมากกว่าคนอื่น ๆ ตามลำดับ แสดงให้เห็นว่ามีความเสี่ยงจากการประเมินสุขภาพของตนสูงเกินไป
  • ในเอเชียแปซิฟิกนั้น อุปสรรคใหญ่ที่สุดต่อการสูงวัยอย่างมีสุขภาพดีคือ การไม่มีเวลา (46%) และขาดแรงจูงใจ (44%)

ด้วยเหตุนี้ เฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่นจึงได้เปิดตัวโครงการเอเชียแปซิฟิกเวลเนสทัวร์ (Asia Pacific Wellness Tour) ครั้งที่ 8 เพื่อที่จะแบ่งปันเคล็ดลับการชีวิตที่มีสุขภาพดีอย่างกระฉับกระเฉงให้ต่อเนื่องในระยะยาวให้กับผู้บริโภคชาวเอเชียแปซิฟิก โดยเน้นเรื่องการสูงวัยอย่างมีสุขภาพดี นำโดย Dr. John Agwunobi ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายสุขภาพและโภชนาการของเฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น

Dr. Agwunobi กล่าวว่า “เฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่นเชื่อว่าจะต้องดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อที่จะช่วยปลูกฝังนิสัยด้านโภชนาการที่ดี สร้างพฤติกรรมการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รับประทานโภชนาการเสริมที่เหมาะสม และหมั่นตรวจสุขภาพเป็นประจำ เพื่อการมีสุขภาพที่ดี สำหรับเอเชียแปซิฟิกเวลเนสทัวร์นั้น เราจะแบ่งปันคำแนะนำและเคล็ดลับอันเป็นประโยชน์เพื่อที่จะช่วยให้ผู้คนนำพลังแห่งโภชนาการไปใช้ เพื่อที่จะช่วยให้พวกเขามีสุขภาพที่ดีและมีความสุขยิ่งขึ้น”

สำหรับโครงการเอเชียแปซิฟิกเวลเนสทัวร์ของเฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่นนั้น จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4 ก.ย. ถึง 26 ต.ค. ตามเมืองต่าง ๆ ในหลายประเทศได้แก่ ประเทศกัมพูชา ฮ่องกง อินโดนีเซีย อินเดีย เกาหลีใต้ มาเก๊า มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไต้หวัน และประเทศไทย โดยมีกิจกรรมประกอบไปด้วย งานสัมมนาทางการแพทย์ กิจกรรมพูดคุยด้านโภชนาการ และเวิร์กชอปเกี่ยวกับสุขภาพ โดยผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าของเฮอร์บาไลฟ์นิวทริชั่นและคณะที่ปรึกษาด้านโภชนาการ (Herbalife Nutrition Advisory Board) จะร่วมแบ่งปันความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับสุขภาพในหัวข้อต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นบทบาทของโภชนาการที่ดีที่มีต่อการสูงวัยอย่างมีสุขภาพดี เมตาบอลิซึมและโภชนาการ วิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับอาหารและโภชนาการ ตลอดจนโภชนาการและสมรรถภาพในด้านการกีฬา

ผู้เชี่ยวชาญของเฮอร์บาไลฟ์ที่เข้าร่วมเวลเนสทัวร์ ประกอบไปด้วย:

  • Dr. Zhen-Yu Chen ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับอาหารและโภชนาการ โดยมีรางวัลการันตี อีกทั้งยังเป็นศาสตราจารย์ใน Food and Nutritional Sciences Programme ประจำมหาวิทยาลัย The Chinese University of Hong Kong
  • Dr. Chin-Kun Wang เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการและเมตาบอลิซึม เจ้าของรางวัล National Award of Biomedicine ที่ไต้หวัน เมื่อปี 2008 จากบทบาทด้านการศึกษาทางการแพทย์
  • Samantha Clayton ผู้อำนวยการอาวุโสด้านฟิตเนสและสมรรถภาพด้านการกีฬาระดับโลก (Senior Director of Worldwide Sports Performance and Fitness) ของเฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น นอกจากนี้ยังเป็นอดีตนักกีฬาโอลิมปิก ปัจจุบันทำงานเป็นเทรนเนอร์ส่วนบุคคลและโค้ชด้านการออกกำลังกายแบบกลุ่มให้กับสมาคม American Fitness and Aerobics Association และ International Sport Science Association
  • Shyamal Vallabji โค้ชฟิตเนสของเฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น ประจำประเทศอินเดีย ซึ่งทำงานร่วมกับนักกีฬาอาชีพอย่างใกล้ชิด เพื่อช่วยให้นักกีฬาเหล่านั้นสามารถแสดงศักยภาพที่ยอดเยี่ยมในการแข่งขันระดับนานาชาติ

เกี่ยวกับ Herbalife

เฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น เป็นบริษัทโภชนาการระดับโลกที่มีความมุ่งหมายในการทำให้ผู้คนทั่วโลกมีสุขภาพที่ดีขึ้นและมีความสุขมากขึ้น บริษัทก่อตั้งขึ้นด้วยพันธกิจด้านโภชนาการ เพื่อช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คนด้วยโภชนาการและแผนการจัดการโภชนาการตั้งแต่ปี พ .ศ. 2523 บริษัทร่วมกับสมาชิกอิสระเฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น มีพันธะสัญญาในการนำเสนอทางเลือกให้แก่ผู้บริโภค เพื่อต่อสู้กับปัญหาที่ผู้คนทั่วโลกกำลังเผชิญ ได้แก่ ภาวะการได้รับสารอาหารที่ไม่ครบถ้วน สภาวะน้ำหนักเกิน การเพิ่มขึ้นของกลุ่มประชากรผู้สูงวัย ค่าใช้จ่ายการดูแลรักษาสุขภาพของภาครัฐที่พุ่งสูงขึ้น และการเติบโตของธุรกิจผู้ประกอบการในทุกช่วงวัย ด้วยการส่งมอบผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงที่ผ่านการรับรองทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งส่วนใหญ่ผลิตในโรงงานของเฮอร์บาไลฟ์ พร้อมคำแนะนำเฉพาะบุคคลจากสมาชิกอิสระ รวมถึงแนวทางในการสนับสนุนชุมชน ที่เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้บริโภคได้ใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพดีและมีวิถีชีวิตที่กระฉับกระเฉงยิ่งขึ้น

ผลิตภัณฑ์ของเราครอบคลุมตั้งแต่ผลิตภัณฑ์โภชนาการเฉพาะ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อการจัดการน้ำหนัก ผลิตภัณฑ์เพื่อเสริมสร้างพลังงานและเพื่อการกีฬา ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณและเส้นผม ซึ่งจัดจำหน่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนตัวของสมาชิกอิสระของเฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น และผ่านสมาชิกอิสระไปยังผู้บริโภคในกว่า 90 ประเทศทั่วโลก

สำหรับกิจกรรมเพื่อสังคม บริษัทได้ให้การสนับสนุน เฮอร์บาไลฟ์ แฟมิลี่ ฟาวเดชั่น (Herbalife Family Foundation : HFF) และโครงการคาซ่า เฮอร์บาไลฟ์ เพื่อนำพาโภชนาการที่ดีไปสู่เด็ก ๆ ที่ขาดแคลน อีกทั้งยังให้การสนับสนุนนักกีฬา สโมสรกีฬา รวมถึงการจัดการแข่งขันระดับโลกรวมกว่า 190 ราย อาทิ คริสเตียโน โรนัลโด ทีมฟุตบอลแอลเอ กาแลคซี่ และทีมกีฬาระดับโอลิมปิคประเภทต่าง ๆ

ปัจจุบัน เฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น มีพนักงานทั่วโลกกว่า 8,000 คน และหุ้นของเฮอร์บาไลฟ์ทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ของนิวยอร์ค (NYSE:HLF) โดยมียอดขายสุทธิ 4,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี พ.ศ. 2559 ที่ผ่านมา รายละเอียดเพิ่มเติม สามารถคลิกดูได้ที่เว็บไซต์ Herbalife.co.th หรือ IAmHerbalife.com และสามารถติดตามข้อมูลสำคัญด้านการเงินได้ที่ http://ir.herbalife.com

http://cts.businesswire.com/ct/CT?id=bwnews&sty=20171002006643r1&sid=58983&distro=ftpอ่านข่าวจากแหล่งที่มาได้ทาง businesswire.com: http://www.businesswire.com/news/home/20171002006643/en/

ข้อมูลติดต่อสำหรับสื่อมวลชน:
Herbalife Asia Pacific
Daliea Mohamad-Liauw, +852 3589 2643
VP, Corporate Communications, Asia Pacific
dalieal@herbalife.com

เปิดตัวระบบ Microgrid ตัวแรกของประเทศญี่ปุ่นพร้อมบ้านรวม 117 แห่ง

Logo

ได้รับการคัดเลือกโดย METI ให้เป็นโครงการที่ได้รับเงินอุดหนุนในปี 2017 เพื่อส่งเสริมการผลิตและบริโภคพลังงานในท้องถิ่นโดยใช้ประโยชน์จากลักษณะเฉพาะของภูมิภาค

เฮียวโงะ ญี่ปุ่น–(BUSINESS WIRE)–05 ตุลาคม 2017

PanaHome Corporation, ENERES Co. , Ltd, IBJ Leasing Co. , Ltd. และ Public Enterprises Agency ของ Hyogo Prefectural Government วางแผนที่จะเริ่มดำเนินการพัฒนาเมืองของระบบ microgrid (ระบบจัดการการกระจายพลังงานในระดับภูมิภาค) (*1) เริ่มต้น ตุลาคม 2017

ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้มีคุณลักษณะด้านมัลติมีเดีย ดูฉบับเต็มได้ที่นี่: http://www.businesswire.com/news/home/20171005005546/en/

Area where PanaHome's Smart City Shioashiya Solar-Shima is being developed (Graphic: Business Wire)

พื้นที่การพัฒนา Smart City Shiaashiya Solar-Shima ของ PanaHome (รูปภาพ: Business Wire)

[Video] เปิดตัวระบบ Microgrid ตัวแรกของประเทศญี่ปุ่นพร้อมบ้านรวม 117 หลัง – Smart City Shioashiya

https://www.youtube.com/watch?v=8Br0QgUxvK4

ระบบ microgrid จะรองรับบ้าน 117 หลังในโซน D4 ของ Smart City Shioashiya Solar-Shima ซึ่งได้รับการออกแบบและพัฒนาโดย PanaHome ในเมือง Ashiya จังหวัดเฮียวโงะ  เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2017 โครงการนี้ได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในโครงการที่รับการอุดหนุนจากกระทรวงเศรษฐกิจการค้าและอุตสาหกรรมเพื่อส่งเสริมการผลิตและบริโภคพลังงานในท้องถิ่นโดยใช้ประโยชน์จากลักษณะเฉพาะของภูมิภาค

โครงการนี้ร่วมดำเนินการโดย PanaHome, ENERES, IBJ Leasing และ Public Enterprises Agency  แนวคิดของโครงการคือ "เมืองซึ่งเชื่อมต่อกันด้วยพลังงานเพื่อการอยู่อาศัย" PanaHome ได้ซื้อที่ดินที่พัฒนาขึ้นโดย Public Enterprises Agency  Panasonic Corporation และเมือง Ashiya ก็ได้ร่วมมือการพัฒนาโครงการนี้เช่นกัน  ส่วนหนึ่งของโครงการนี้คือการสร้างระบบ microgrid แรก (*2) ของญี่ปุ่น  เขตที่อยู่อาศัยทั้งหมดจะใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์เป็นสัดส่วน 80% ขึ้นไป (*3) โดยการใช้สายการกระจายพลังงานเอกชน (*4) ไปยังย่านที่อยู่อาศัยและการใช้พลังงานร่วมกันระหว่างบ้าน  ถึงแม้เขตนี้จะถูกตัดการเชื่อมต่อจากระบบไฟฟ้าแบบเดิมในช่วงภาวะฉุกเฉิน สายจ่ายไฟส่วนตัวยังสามารถจ่ายกระแสไฟผ่านทางวงจรเฉพาะได้  สายจ่ายไฟส่วนตัวช่วยให้สามารถรับพลังงานและตั้งอัตราพลังงานได้อย่างยืดหยุ่นทำให้เกิดประโยชน์มากมายรวมถึงการลดค่าไฟฟ้าถึง 20%  อีกเป้าหมายหลักคือการรักษาสิ่งแวดล้อมโดยการเพิ่มการใช้พลังงานทดแทนเพื่อลดการปล่อย CO2  นับจากนี้ไป โครงการนี้จะเป็นตัวอย่างการแบ่งใช้พลังงานไฟฟ้าระหว่างอาคารเพื่อป้องกันปัญหาไฟฟ้าดับและจะเป็นกรณีศึกษาให้กับพื้นที่ต่างประเทศที่มีกำลังไฟอ่อนและไฟฟ้าดับง่าย

[ความรับผิดชอบของผู้เข้าร่วมโครงการแต่ละราย]

ผู้ดำเนินการ

– PanaHome (ผู้ดำเนินการหลัก)
 

การออกแบบ พัฒนา ก่อสร้างที่อยู่อาศัย และวางแผนโดยรวมของเมือง

– ENERES (ผู้ดำเนินการร่วม)

บริการด้านการจัดการพลังงาน

– IBJ Leasing (ผู้ดำเนินการร่วม)

เป็นเจ้าของและจัดการสายจ่ายไฟส่วนตัว

– Hyogo Public Enterprises Agency (ผู้ดำเนินการร่วม)

การพัฒนาที่ดินสำหรับอยู่อาศัยและความร่วมมือระดับภูมิภาค

[หุ้นส่วน]

– เมือง Ashiya, จังหวัดเฮียวโงะ

ความร่วมมือระดับภูมิภาคเพื่อการพัฒนาเมือง Shioashiya

– Panasonic Corporation
 

ความร่วมมือในระบบการจัดเก็บพลังงาน การสนับสนุนด้านเทคนิค และการบริหารและรักษาความปลอดภัยของสายส่งไฟฟ้าส่วนตัว

[ประวัติ]

หลังจากเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในญี่ปุ่นตะวันออกจึงมีความต้องการให้มีการใช้ระบบพลังงานแบบกระจายที่มีความยืดหยุ่นสูงต่อภัยพิบัติ  แผ่นดินไหวทำให้เห็นได้ชัดว่าระบบพลังงานส่วนกลางมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติดังกล่าว  ในขณะเดียวกันก็จำเป็นที่จะต้องชดเชยพลังงานไฟฟ้าที่ไม่เสถียรด้วยการเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียนอย่างมาก  นอกจากนี้ยังมีความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนจากการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในรูปแบบ feed-in tariff (FIT) ไปสู่การขยายการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อการบริโภคในท้องถิ่นอย่างมีประสิทธิภาพ

ตั้งแต่ปี 1998 จังหวัดเฮียวโกะและเมือง Ashiya ได้ดำเนินการพัฒนาพื้นที่ Shioashiya ซึ่งอยู่ในย่าน Minami Ashiya-hama โดยอาศัยแนวคิดเรื่องการพัฒนาเมืองที่เชื่อมโยงผู้คน  ตั้งแต่ปี 2012 PanaHome ได้ลงมือพัฒนาโครงการ Smart City Shioashiya Solar-Shima ซึ่งประกอบไปด้วยบ้านเดี่ยว 400 หลังและคอนโดมิเนียมจำนวน 3 อาคาร (รวม 83 คอนโด)  อาคารที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงของบริษัทและการพัฒนาเมืองขนาดใหญ่ที่เน้นการใช้พลังงานทดแทนอย่างสูงสุดได้รับการยกย่องอย่างสูงทั้งจากต่างประเทศ  บริษัทได้รับรางวัลเหรียญทองประเภท "อาคารอัจฉริยะ" ในงานรางวัล APEC (Asia Pacific Economic Cooperation) ESCI (*5) Best Practice Awards ครั้งที่ 3

[ภาพรวมของระบบ microgrid และแผนผังการจ่ายไฟ (*6)]

โครงการนี้ได้มีการติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (4.6kW) เซลล์จัดเก็บพลังงาน (11.2kWh) และ HEMS (*7) ในบ้านแต่ละหลัง  เซลล์จัดเก็บพลังงานแต่ละตัวในบ้านจะเชื่อมต่อกับสายส่งไฟฟ้าส่วนตัวภายในเขตที่อยู่อาศัย  ชุดควบคุมเซลล์เก็บพลังงานช่วยให้สามารถย้อนกระแสไฟฟ้าและใช้ไฟฟ้าร่วมกันระหว่างบ้านได้  นับว่าเป็นระบบ microgrid (ระบบกระจายพลังงานภูมิภาค) ระบบแรกในประเทศญี่ปุ่น

แผนการจ่ายไฟโดยใช้สายส่งไฟฟ้าส่วนตัว

สมาคมผู้บริหารประกอบด้วยเจ้าของบ้าน 117 หลังในเขตที่อยู่อาศัย  สมาคมผู้บริหารได้ทำสัญญาจ้างบริหารจัดการเซลล์เก็บพลังงานกับ ENERES ซึ่งเป็นบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญในด้านนี้  ตามแผนการควบคุมการจ่ายไฟจากเซลล์จัดเก็บพลังงานไปยังสมาชิกสมาคม (ผู้อยู่อาศัย) ทำให้สามารถใช้งานระบบ EMS (*8) และให้พลังงานไฟฟ้าที่ครอบคลุมทั้งเขตโดยใช้โซลูชันด้านสิ่งแวดล้อมของ IBJ Leasing ที่ได้มากจากความรู้ทางการเงินเพื่อนำเสนอระบบจ่ายไฟส่วนตัว

– ที่ตั้งของธุรกิจ: Smart City Shioashiya Zone D4

– สถานที่: Suzukaze-cho, Ashiya, Hyogo, Japan

– การครอบคลุม: Smart City Shioashiya Zone D4

– พลังงานหมุนเวียนหลัก: ประมาณ 32,007.92 m2

– พลังงานที่ใช้ร่วมกัน: พลังงานไฟฟ้า

– เริ่มดำเนินการ: ตุลาคม 2018

[คุณสมบัติของระบบ microgrid]

1. อัตราค่าพลังงานที่ต่ำและการควบคุมพลังงานฟรีเนื่องจากใช้สายจ่ายไฟส่วนตัว

การใช้สายจ่ายไฟส่วนตัวช่วยให้สามารถควบคุมการรับพลังงานไฟฟ้าและเซลล์เก็บพลังงานได้อย่างอิสระในเขตที่อยู่อาศัยและสามารถกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าได้อย่างคล่องตัว  นอกจากนี้ยังสามารถลดอัตราการใช้พลังงานได้ถึง 20% โดยการเพิ่มอัตราการพึ่งพาพลังงานทดแทนด้วยการใช้พลังงานร่วมกันระหว่างบ้าน

2. สร้างความสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานไฟฟ้าในเขตผ่านการควบคุมเซลล์เก็บไฟฟ้าระดับภูมิภาค
 

ความต้องการพลังงานสูงสุดจะถูกควบคุมภายในพื้นที่ผ่านการควบคุมเซลล์เก็บไฟฟ้าระดับภูมิภาคที่เชื่อมต่อกับสายจ่ายไฟส่วนตัว   ในการทำสัญญารับพลังงานจากบริษัทรายใหม่ ๆ (ต่อไปนี้จะเรียกว่า PPS (*9)) เมื่อคาดว่าพื้นที่ดังกล่าวจะเกินกำลังไฟฟ้าที่ทำสัญญาไว้ระบบจะสั่งให้จ่ายกระแสไฟฟ้าให้เท่ากันกับพลังงานไฟฟ้า

3. แหล่งจ่ายไฟอย่างต่อเนื่องแม้ว่าจะมีการระงับการจ่ายไฟจากกริดหลัก (วงจรที่กำหนด)

ในระหว่างการใช้พลังงานตามปกติทั้งเมืองจะใช้พลังงานแสงอาทิตย์ให้ได้มากที่สุด  เมื่อมีปัญหาการขาดแคลนพลังงานไฟฟ้าจะมีการใช้พลังงานหมุนเวียนโดยผ่านสาย PPS (แหล่งจ่ายไฟ FIT (* 10)) เพื่อรักษาเสถียรภาพของการจ่ายไฟ  ในช่วงฉุกเฉินที่มีการขัดจังหว่ะการใช้พลังงานหลัก ๆ จะสามารถจ่ายพลังงานให้กับบ้านในย่านนี้ได้โดยจ่ายพลังงานให้กับวงจรที่กำหนด (ตู้เย็น แสง เครื่องชาร์จโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น) โดยจ่ายจากเซลล์เก็บพลังงานหรือแสงอาทิตย์ไฟฟ้าที่ผลิตภายในเขต

[ภาพรวมการใช้พลังงานร่วมกันระหว่างบ้านในเขต]

ในโครงการนี้บ้านทุกหลังจะมีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ เซลล์เก็บพลังงาน และ HEMS  เซลล์เก็บพลังงานที่ติดตั้งในแต่ละบ้านเชื่อมต่อกันเพื่อสร้างเครือข่าย  พลังงานที่เก็บไว้ในเซลล์เก็บพลังงาน (11.2kWh) สามารถใช้ร่วมกันได้ 117 บ้านในเขต ราวกับว่ามีเซลล์เก็บพลังงานขนาดใหญ่ที่มีกำลังไฟ 1.3MWh  บ้านที่มีไฟฟ้าส่วนเกินสามารถแบ่งไฟให้กับบ้านที่ขาดแคลนไฟฟ้า ซึ่งช่วยลดความจำเป็นในการซื้อพลังงานจากแหล่งภายนอกและเพิ่มการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ที่เกิดขึ้นภายในเขต

[ผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้]

1. อัตราการพึ่งพาตัวเองสูงถึง 80% หรือสูงกว่านั้นเนื่องจากการผลิตและการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในท้องถิ่น (ประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม)

2. ลดอัตราการใช้พลังงานไฟฟ้าลง 20% เนื่องจากการควบคุมและจัดเก็บพลังงาน (ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ)

3. การใช้พลังงานทดแทน 100% (พลังงานแสงอาทิตย์ที่ผลิตขึ้นในเขตและแหล่ง FIT นอกเขตที่อยู่อาศัย) (ประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อม)

4. เป็นไปได้ที่จะจ่ายกระแสไฟแม้จะมีการขัดจังหวะการจ่ายกระแสไฟจากโครงข่ายหลัก (วงจรที่กำหนด) (การรับมือกับภัยพิบัติ)

5. จ่ายไฟภายในเขตให้เท่าเทียมกัน (ประโยชน์ทางสังคม)

[การใช้งานทดสอบความเป็นไปได้ของ microgrid  VPP (*11) แบบผสมผสาน]

นอกเหนือจากการติดตั้ง microgrid แล้วจะมีการทดสอบความเป็นไปได้สำหรับหน่วยควบคุม VPP  เมื่อมีคำสั่งมาจากด้านบน รวม ถึงการตอบสนองความต้องการ (*12) จากผู้รวบรวมทรัพยากร (*13) เป้าหมายของคือการควบคุมการไหลเข้าและการไหลออกของพลังงานจากเซลล์เก็บพลังงานในแต่ละบ้านเพื่อเพิ่มหรือลดการใช้พลังงานในเขตเช่นเดียวกับการทำงานของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าตัวเดียว

หมายเหตุ:

*1. กริดไฟฟ้าขนาดเล็ก  เครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาดเล็กรวมถึงเครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าโดยใช้รูปแบบการผลิตและบริโภคในท้องถิ่น

*2. เป็นครั้งแรกของประเทศญี่ปุ่นที่มีการแบ่งปันพลังงานไฟฟ้าร่วมกันในบ้าน 117 แห่งโดยใช้สายการจำหน่ายส่วนตัวในเขตที่อยู่อาศัย

*3.(ปริมาณพลังงานแสงอาทิตย์ที่บริโภคโดยส่วนตัว + ปริมาณพลังงานส่วนเกินที่ใช้ร่วมกัน) ÷ ปริมาณการใช้พลังงานรวม (รายปี ทำการจำลองโดย PanaHome)

*4. ใช้สายส่งไฟฟ้าที่ติดตั้งเองเพื่อจัดหาพลังงานโดยไม่ต้องพึ่งพาบริษัทจำหน่ายไฟฟ้าทั่วไป

*5. โครงการริเริ่มชุมชนสมาร์ทด้านพลังงาน (Energy Smart Communities Initiative – ESCI): เปิดตัวในปี 2010 ในที่ประชุม Yokohama APEC  ประเทศสมาชิกและภูมิภาคต่าง ๆ ร่วมมือกันในโครงการใน 5 สาขา ได้แก่ อาคารสมาร์ท สมาร์ทกริด เมืองจำลองคาร์บอนต่ำ อาชีพและผู้บริโภคสมาร์ท และการขนส่งแบบสมาร์ทผ่านการใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ

*6. มาตรา 17 ของกฎหมายว่าด้วยธุรกิจไฟฟ้า (ระบุซัพพลาย): ระบบที่มีผู้จัดหาพลังงานไฟฟ้าที่มีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์และได้รับใบอนุญาตสำหรับแต่ละสถานที่  พวกเขาจะวางแผนที่จะจัดหาพลังงานและอุปกรณ์เสริมให้กับเป้าหมายนั้น ๆ

*7. ระบบการจัดการพลังงานภายในบ้าน (Home Energy Management System – HEMS): นอกจากจะทำให้การใช้พลังงานเกิดความโปร่งใสเแล้ว ยังช่วยควบคุมการใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ในบ้านของผู้บริโภคได้อย่างดีเยี่ยม

*8. ระบบการจัดการพลังงาน (Energy Management System – EMS): ตรวจสอบและควบคุมพลังงานผ่านเครือข่ายรวมถึงการใช้พลังงานไฟฟ้าที่โปร่งใสและจัดการสิ่งอำนวยความสะดวกได้อย่างเหมาะสม

*9. ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่าย (Power Producer and Supplier – PPS): ผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าขนาดที่กำหนดขึ้นโดยทั่วไปเรียกว่าผู้จัดหาพลังงานรายใหม่ บริษัท ที่ได้รับใบอนุญาตและเข้ามาใหม่ในอุตสาหกรรมพลังงานไฟฟ้า

*10. พลังงานไฟฟ้าโดยใช้แหล่งที่มา Feed-in Tariff (FIT) (ระบบโดยที่ราคาซื้อพลังงานหมุนเวียนจะถูกพิจารณาตามกฎหมาย)

*11. การตอบสนองของโรงไฟฟ้าเสมือน (Virtual Power Plant Response – VPP): เครือข่ายหรือระบบที่ควบคุมเครื่องใช้พลังงานแสงอาทิตย์ขนาดเล็กจำนวนมากหรือเครื่องกำเนิดไฟฟ้าอื่น ๆ เช่นเดียวกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาดใหญ่

*12. มีผู้รวบรวมทรัพยากรพลังงานจากผู้บริโภคสำหรับผู้ผลิตพลังงาน (บริษัทส่งและจำหน่ายไฟฟ้า บริษัทขายไฟฟ้า และผู้ผลิตพลังงานหมุนเวียน)

*13. การตอบสนองต่อความต้องการ: เปลี่ยนรูปแบบการใช้พลังงานโดยการลดการใช้พลังงานของผู้บริโภคผ่านสิ่งจูงใจหรือกำหนดอัตราที่สูงกว่าในช่วงเวลาที่ราคาในตลาดพุ่งสูงขึ้นหรือเมื่อความน่าเชื่อถือของกริดเริ่มอ่อนแอ เช่น เมื่ออุปทานและความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าสูง

แหล่งที่มา: http://news.panasonic.com/global/topics/2017/50883.html

Related Links

[วีดีโอ] เปิดตัวระบบ Microgrid ตัวแรกของประเทศญี่ปุ่นพร้อมบ้านรวม 117 หลัง – Smart City Shioashiya

https://www.youtube.com/watch?v=8Br0QgUxvK4

เว็บไซต์ Smart City Shioashiya "Solar-Shima" (ภาษาญี่ปุ่น)

http://city.panahome.jp/sorashima/index.php?frm=shioashiya

PanaHome Global

http://www.panahome.jp/english/

HEMS (Home Energy Management System) | Industrial Devices & Solutions

https://industrial.panasonic.com/ww/applications/ha/hems

ENERES Co., Ltd. (Japanese)

https://www.eneres.co.jp/

IBJ Leasing Co., Ltd.

https://www.ibjl.co.jp/en/index.html

Hyogo Prefecture

https://web.pref.hyogo.lg.jp/fl/index.html

ดูเวอร์ชันต้นฉบับใน businesswire.com: http://www.businesswire.com/news/home/20171005005546/en/

ติดต่อ:

Panasonic Corporation
Global Communications Department
Global PR Office
Click here to go to Media Contact form


SAISON INFORMATION SYSTEMS: การบูรณาการข้อมูลช่วยเพิ่มการดูแลสุขภาพของเมืองในญี่ปุ่น

Logo

เทศบาลจังหวัดชิบะใช้ซอฟต์แวร์ตัวโอนไฟล์สำหรับ HULFT เพื่อการจัดการข้อมูลด้านสุขภาพของประชาชนอย่างปลอดภัยและเชื่อถือได้

โตเกียว–(BUSINESS WIRE)–6 ตุลาคม 2017

บริษัท Saison Information Systems จำกัด (JASDAQ: 9640) (สำนักงานใหญ่: โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ประธาน: Kazuhiro Uchida ซึ่งต่อไปนี้เรียกว่า "Saison Information Systems") ซึ่งเป็นผู้ผลิต HULFT ซึ่งเป็นมิดเดิ้ลแวร์สำหรับการถ่ายโอนไฟล์ที่ได้รับการจัดการ ( managed file transfer หรือ MFT) เมือง Kashiwa ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดชิบะซึ่งเป็นจังหวัดที่ติดกับทางฝั่งตะวันออกโตเกียวประเทศญี่ปุ่น จะนำ HULFT มาใช้ในการฝังระบบบัตรสะสมแต้มเพื่อเพิ่มบริการด้านสุขภาพของประชาชนในโครงการ "Kashiwa-no-ha Smart City"

เกี่ยวกับการริเริ่มการส่งเสริมสุขภาพของเมือง (Kashiwa City’s Health Promotion Initiatives)

เทศบาลเมือง Kashiwa จังหวัดชิบะกำลังเริ่มดำเนินการตามโครงการริเริ่ม "Kashiwa-no-ha Smart City" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนเมืองที่กำลังเกิดขึ้น จุดมุ่งหมายคือการส่งเสริมอายุขัยและช่วยให้ทุกคนมีชีวิตที่ปลอดภัยและมีสุขภาพดีขึ้น

จะมีการใช้ "การสะสมแต้มสุขภาพ Health Points System" เพื่อกระตุ้นพฤติกรรมการดำเนินชีวิตที่ดีขึ้นโดยให้ประชาชนได้รับคะแนน กิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมต่าง ๆ ที่รัฐบาลญี่ปุ่นได้ให้การสนับสนุนทั่วประเทศเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนสามารถดูแลสุขภาพได้ดีขึ้นซึ่ง จะช่วยลดค่ารักษาพยาบาลโดยรวมได้

การปรับใช้ "การสะสมแต้ม Health Points System"

บริษัท MEDICA Cloud Inc. (สำนักงานใหญ่: โตเกียวประเทศญี่ปุ่น CEO: Ichiro Miyagawa, ต่อไปนี้ "MEDICA Cloud") พัฒนาและให้บริการโซลูชั่นด้านไอทีสำหรับโรงพยาบาลและคลินิก โดยบริษัทกำลังให้การสนับสนุนการริเริ่มของเมือง Kashiwa โดยการจัดหาสถานีลงชื่อ Sukoyaka Links ซึ่งคอยติดตามกิจกรรมทางกายของพลเมืองเช่นระยะทางที่พวกเขาเดินในแต่ละวัน จากข้อมูลนี้ประชาชนสามารถได้รับคะแนนซึ่งสามารถแลกเป็นบัตรซื้อสินค้าได้ด้วย

MEDICA Cloud ได้ติดตั้งสถานีลงชื่อในศูนย์การค้าใหญ่ของเมืองชื่อ LaLaport KASHIWANOHA เพื่อเป็นการให้บริการด้านสุขภาพแก่ประชาชน โดยผู้อยู่อาศัยสามารถรับข้อมูลเกี่ยวกับแต้มสุขภาพของตนเองและขอรับใบรับรองการช็อปปิ้งได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้สมาร์ทโฟนหรือคอมพิวเตอร์ของตนเอง

ทำไมต้อง HULFT?

มิดเดิลแวร์การถ่ายโอนข้อมูลที่ได้รับการจัดการ (MFT) ของ HULFTโดย Saison Information Systems ถูกนำมาใช้เพื่อถ่ายโอนข้อมูลกิจกรรมของผู้อยู่อาศัยระหว่างระบบบัตรจุดและสถานที่ลงชื่อเพื่อเก็บข้อมูลด้านการทำกิจกรรม

เนื่องจากข้อมูลเป็นข้อมูลส่วนบุคคล การปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้อยู่อาศัยเป็นสิ่งสำคัญที่สุด HULFT จึงจัดการทำให้ระบบต่าง ๆ ของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในโครงการในครั้งนี้ได้รับการบูรณาการอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมไปกับการเพิ่มความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือสูงสุด

เกี่ยวกับ HULFT

นับตั้งแต่เปิดตัวในปี 1993 HULFT ผลิตมิดเดิลแวร์การถ่ายโอนไฟล์ที่ได้รับการจัดการ (MFT) ที่เข้ากับแพล็ตฟอร์มที่เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ได้ ซึ่งได้รับการติดตั้งระบบปฏิบัติการทั้งหมดที่จำเป็นสำหรับการแลกเปลี่ยนไฟล์ระหว่างระบบธุรกิจ โดยนับตั้งแต่สิ้นเดือนมีนาคม 2017 ปัจจุบันมีการออกใบอนุญาตจาก HULFT ให้ใช้ MFT จำนวน 189,600 ใบ ครอบคลุมบริษัทจดทะเบียน 8,700 แห่งใน 43 ประเทศทั่วโลก ทั้งนี้นอกเหนือจากการส่งรับและจัดการ โอนไฟล์แล้ว HULFT ยังมีฟังก์ชันต่อพ่วงที่จำเป็นสำหรับการถ่ายโอนไฟล์รวมทั้งระบบความปลอดภัยและการบูรณาการข้อมูลก่อนและหลังการโอนไฟล์ด้วย

รายละเอียดผลิตภัณฑ์: https://www.hulft.com/en/hulft-mft/

เกี่ยวกับ MEDICA Cloud Inc.

MEDICA Cloud พัฒนาและนำเสนอโซลูชั่นด้านไอทีสำหรับโรงพยาบาลและคลินิก ที่ต้องการสนับสนุนให้ผู้ป่วยเข้าร่วมในการดูแลรักษาทางการแพทย์ในศูนย์บริการของตน นอกจากนี้บริษัทยังมีระบบเพื่อสนับสนุนระบบ "แต้มสุขภาพ" ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถบันทึกเวลาและกิจกรรมด้วยอุปกรณ์บันทึกได้อีกด้วย

เว็บไซต์: https://www.medicacloud.jp/

เกี่ยวกับบริษัท Saison Information Systems Co., Ltd.

·  สำนักงานใหญ่: Sunshine 60 (21F), 3-1-1 Higashi-Ikebukuro, Toshima-ku, โตเกียว170-6021, ญี่ปุ่น

·  ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 กันยายน 1970

·  ประธาน: Kazuhiro Uchida (ประธาน)

·  เว็บไซต์: http://home.saison.co.jp/english/

เครื่องหมายการค้า

·  ชื่อผลิตภัณฑ์ของ "HULFT" และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ "HULFT" เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนหรือเครื่องหมายการค้าของบริษัท Saison Information Systems จำกัด

·  ชื่อบริษัทผลิตภัณฑ์และบริการอื่น ๆ เป็นเครื่องหมายการค้าของบริษัท นั้น ๆ

ดูเวอร์ชันต้นฉบับ businesswire.comhttp://www.businesswire.com/news/home/20171005005453/en/

HULFT สิบถามสำหรับสื่อ
บริษัท Saison Information Systems จำกัด
Akane Toyota / Seiko Yokoi, +81-3-3988-3477
ฝ่ายวางแผนองค์กร
kikaku@saison.co.jp
หรือ
HULFT คำถามเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์
บริษัท Saison Information Systems จำกัด
Fumio Horino, +81-3-3988-5301
ฝ่าย HULFT
info@hulft.com

มหกรรมหนังสือที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก Sharjah International Book Fair 2017 ครั้งที่ 36

Logo

จัดแสดงหนังสือกว่า 1.5 ล้านเรื่อง พร้อมกิจกรรม 2,600 รายการ ภายใต้ธีม A World Inside My Book

ชาร์จาห์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์–(BUSINESS WIRE)–5 ต.ค. 2560

หนังสือกว่า 1.5 ล้านเรื่องและสำนักพิมพ์ 1,650 แห่งจาก 60 ประเทศทั่วโลกยกขบวนเข้าร่วมงานมหกรรมหนังสือนานาชาติชาร์จาห์ ครั้งที่ 36 หรือ Sharjah International Book Fair (SIBF) โดยในปีนี้จะจัดขึ้นวันที่ 1-11 พ.ย. ณ ชาร์จาห์ ซึ่งเป็นรัฐที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ตลอดระยะเวลา 11 วันของการจัดงานจะเป็นการเฉลิมฉลองด้านวรรณคดี องค์ความรู้ และวัฒนธรรม ภายใต้ธีม “A World inside My Book” หรือแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “โลกในหนังสือของฉัน”

ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ประกอบไปด้วยสื่อมัลติมีเดีย อ่านฉบับเต็มได้ทาง: http://www.businesswire.com/news/home/20171005005780/en/

General picture from Sharjah International Book Fair 2016 (Archived) (Photo: Sharjah Book Authority) <

ภาพบรรยากาศมหกรรมหนังสือนานาชาติชาร์จาห์ในปีที่ผ่านมา หรือ Sharjah International Book Fair 2016 (คลังภาพ) (ภาพ: การหนังสือแห่งชาร์จาห์ หรือ Sharjah Book Authority) 

สำหรับมหกรรมหนังสือนานาชาติชาร์จาห์จัดโดยการหนังสือแห่งชาร์จาห์ (Sharjah Book Authority) นับเป็นมหกรรมหนังสือรายการใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก มีพื้นที่จัดงาน 14,625 ตารางเมตร พร้อมเปิดต้อนรับแขกรับเชิญ 393 คนจาก 48 ประเทศที่จะเข้าร่วมกิจกรรมรวมกว่า 2,600 รายการ นอกจากนี้มหกรรมหนังสือดังกล่าวยังขยายความยิ่งใหญ่ออกไปอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้ เกาหลีใต้ บังกลาเทศ และเดนมาร์กจะเข้าร่วมงานเป็นครั้งแรก

SIBF 2017 ยังประกอบไปด้วยตารางกิจกรรมต่าง ๆ มากมายด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมด้านวัฒนธรรม (Cultural Programme) คาเฟ่วัฒนธรรม (Cultural Café ) กิจกรรมประเทืองปัญญา (Intellectual Programme) และมุมทำอาหาร (Cookery Corner) ส่วนกิจกรรมใหญ่ที่สุดในปีนี้คือกิจกรรมสำหรับคุณหนู ๆ (Kids’ Programme) ซึ่งจะมีกิจกรรมและเกมสนุก ๆ มากมายถึง 1,632 รายการจากแขกรับเชิญจาก 20 ประเทศ นอกจากนี้ SIBF ยังจะเป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมสถานีโซเชียลมีเดีย (Social Media Station) ซึ่งจะประกอบไปด้วยกิจกรรมและเวิร์กชอป 33 รายการ โดยมีนักปลุกกระแส (Influencer) ในช่องทางโซเชียลมีเดียที่จะมาเสวนาในหัวข้อที่เกี่ยวกับวัฒนธรรม สื่อ และสังคม

ขณะเดียวกัน การหนังสือแห่งชาร์จาห์ ยังได้ประกาศให้สหราชอาณาจักร (UK) เป็น “ประเทศกิตติมศักดิ์” หรือ Country of Honour โดยนับเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “UK/UAE 2017” สำหรับในปีนี้เป็นปีแห่งการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่าง 2 ประเทศ โดยมี British Council เป็นเจ้าภาพอีกด้วย

นอกจากนี้ยังเป็นครั้งแรกที่ SIBF ได้จัดพื้นที่พิเศษสำหรับจัดตั้งโซนแห่งอนาคต หรือ The Future Zone สำหรับบริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตหนังสือดิจิทัลชั้นนำ 10 แห่ง ที่จะร่วมแบ่งปันประสบการณ์ พร้อมนำเสนอผลงานเผยแพร่ล่าสุด

ส่วนไฮไลท์ของมหกรรม SIBF 2017 อยู่ที่เวทีสัมมนา SIBF/ALA Conference ซึ่ง SBA ร่วมกับสมาคมห้องสมุดอเมริกัน (American Library Association – ALA) จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี และยังเป็นงานเดียวที่มีการจัดสัมมนาของ ALA นอกประเทศสหรัฐด้วย 

อ่านข่าวจากแหล่งที่มาได้ทาง businesswire.com: http://www.businesswire.com/news/home/20171005005780/en/

ข้อมูลสำหรับติดต่อ:

National Network Communications (NNC)
Fadia Daouk, Mob: +971 52 617 2111